เรียกขวัญ’พลายศักดิ์สุรินทร์’อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752823

เรียกขวัญ'พลายศักดิ์สุรินทร์'อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

เรียกขวัญ’พลายศักดิ์สุรินทร์’อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.57 น.

จัด”พิธีฮ้องขวัญ” พลายศักดิ์สุรินทร์ ตามคติความเชื่อของวิถีการเลี้ยงช้าง ให้ประสบความสำเร็จระหว่างรักษาอาการป่วย

28 ส.ค.66 เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีฮ้องขวัญช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ (บายศรีสู่ขวัญพลายศักดิ์สุรินทร์) โดยมี นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน ร่วมพิธีฯ ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กำหนดจัดงาน “พิธีฮ้องขวัญ” พลายศักดิ์สุรินทร์ขึ้น เพื่อให้สมเกียรติและเป็นสิริมงคลแก่พลายศักดิ์สุรินทร์ ที่รัฐบาลไทยมอบให้ประเทศศรีลังกาในฐานะทูตสันถวไมตรี เพื่อปฏิบัติภารกิจอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาประจำปีชาติของประเทศศรีลังกา โดยการประกอบพิธีดังกล่าว เป็นการเรียกขวัญให้พลายศักดิ์สุรินทร์ อยู่เย็นเป็นสุข ตามคติความเชื่อของวิถีการเลี้ยงช้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในระหว่างรักษาอาการป่วย มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสภาพจิตใจที่เป็นปกติ

ทั้งนี้ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ได้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมเป็นต้นไป ในเวลา 14.00 – 16.00 น. ทุกวัน ซึ่งหลังจากที่ช้างได้ปรับตัวและมีความคุ้นเคยกับแหล่งพักพิงใหม่แล้ว ในอนาคตอาจจะพิจารณาหาช้างที่สามารถเข้ากับพลายศักดิ์สุรินทร์ได้เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกันและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด สมกับที่ชาวไทยร่วมใจกันนำพาเจ้าพลายกลับมารักษาตัว และให้ใช้ชีวิตในบั้นปลายในบ้านเกิดเมืองนอน และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขอยืนยันตั้งปณิธานว่าจะดูแล รักษาช้างพลายศักดิ์สุรินทร์เต็มกำลังความสามารถอย่างดีที่สุด 009

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752802

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.15 น.

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนา การชักนำรากลอยผลักดัน การผลิตทุเรียนคุณภาพสูงสู่การส่งออกอย่างยั่งยืน

วันที่ 27 สิงหาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลสำเร็จของงานวิจัยที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย โครงการ “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer (Developing Thai Farmer to Smart Farmer)” ที่มี รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย โดยได้ถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตทุเรียนคุณภาพสูง จากการวิจัยและพัฒนา การชักนำรากลอย (reborn root ecosystem) และนวัตกรรมการให้น้ำแบบที่ราบลุ่ม (basin fertigation; BF) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่นำนวัตกรรม RRE โดยมีเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ นายเมธา กสินุรักษ์ และ นายพัลลภ เฉลิมพนาพันธุ์ให้การต้อนรับ ณ จีนสวน คาเฟ่ทุเรียน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมามีการผลิตทุเรียนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาสารเคมีเกษตรทำไมมีผลผลิตที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ประสบปัญหารากเน่าโคนเน่า ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป ใบร่วงทั้งต้นและยืนต้นตายเหมือนในปัจจุบัน จากข้อสังเกตและปัญหาดังกล่าวนำไปสู่แนวทางการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซากในการผลิตทุเรียนของไทยที่ได้เริ่มนำเคมีเกษตรเข้ามาเพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ให้สามารถผลิตได้คุณภาพดีด้วยต้นทุนต่ำ ให้ใช้สารเคมีที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่เข้าใจผิดในการพึ่งพาสารเคมีเกษตรมากเกินไปจนเป็นปัญหาต่อผู้บริโภค ของประเทศคู่ค้า อีกทั้งมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ให้สามารถแข่งขันและยืนเป็นหนึ่งในตลาดได้อย่างยั่งยืน เป็นโจทย์วิจัยที่ทางทีมวิจัยโครงการท้าทายไทย โครงการพัฒนาเกษตรไทยสู่ Smart farmer (กรณีศึกษา: การพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก) ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยจาก วช.(ปีงบประมาณ 2562) ร่วมกับ รศ.ดร. สุเพชร จิรขจรกุล, รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งขัยกุล, ผศ.ดร.เรวัตร ใจสุทธิ, ผศ.ดร. พฤกษ์ ชุติมานุกูล และ นายปิยพงษ์ สอนแก้ว  พร้อมกับนักศึกษาปริญญาโทนายธนวัฒน์ โชติวรรณ ร่วมวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมการผลิตทุเรียนคุณภาพสูง

เพื่อตอบโจทย์และปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น จนได้นวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย (Reborn Root Biome) และได้ถ่ายทอด เทคโนโลยีสู่เกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่อำเภอเบตง มีต้นทุเรียนต้นเก่าแก่อายุหลายสิบปีและต้นที่ปลูกใหม่ หลายสวนที่ยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก  เกษตรกรในพื้นที่ได้มาอบรมการผลิตคุณภาพสูง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้นำไปปฏิบัติได้ผลสำเร็จ สามารถฟื้นต้นทุเรียนจากรากเน่าโคนเน่า และต้นโทรม ทั้งต้นเล็กและต้นอายุหลายสิบปี ช่วยประหยัดปุ๋ย และสารเคมีเกษตร ได้อย่างมาก ทุเรียนไม่เป็นไส้ซึม มีคุณภาพที่ดี ได้ทุเรียนคุณภาพ (Prime Durian) จากต้นทุเรียนที่โทรมใบเล็ก ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป บางแปลงมีโรครากเน่าโคนเน่า สามารถฟื้นต้นกลับมามีสุขภาพแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตัวเอง ไม่กลับมาเป็นโรคซ้ำ กิ่งแต่ละกิ่งสามารถแตกยอดได้สามครั้งในหนึ่งปี จากระบบนิเวศของรากที่พึ่งพา (symbiosis) กับจุลินทรีย์ช่วยตรึงธาตุอาหาร เป็นผลให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรจากเดิมเหลือแค่ไม่เกินราคาฟางแห้งก้อนเดียว พร้อมกันนี้ได้ปรับเปลี่ยนระบบการให้น้ำกับต้นทุเรียนจากเดิมที่ให้น้ำตอนกลางคืนมาเป็นแบบ Basin Fertigation

โดยแบ่งการให้น้ำออกเป็นสามช่วงในแต่ละวัน ช่วงเช้าก่อน 08.00 น. ให้น้ำเต็มความสามารถอุ้มน้ำของดิน (full soil capacity) พืชสามารถดึงน้ำและธาตุหลักและธาตุรองเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ โดยไม่เกิดแสดงการขาดธาตุที่จำเป็น ช่วงที่สองเวลา 11.00-12.00 น. เป็นเวลาที่ทุเรียนและไม้ผลทั่วไปที่ปลูกในแปลงแบบไม่ยกร่องสวน มักหยุดการสังเคราะห์แสงและเป็นช่วงที่น้ำในระบบน้ำใต้ดินและระบบน้ำในแถบลุ่มน้ำมีน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุดในช่วงวัน จึงมีการให้น้ำช่วงนี้ตามน้ำขึ้นน้ำลงจากอิทธิพลของดวงจันทร์ เป็นช่วงที่ทำให้ทุเรียนสร้างกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัวออกมา ช่วงที่สามเวลา 13.00 น. และ 14.00 น. ช่วงนี้ในพื้นที่ปลูกแบบไม่ยกร่องสวนทุเรียนจะปิดปากใบเช่นกัน จึงทำการให้น้ำตามค่า vapor pressure deficit (VPD) ประมาณ 10-15 นาที จนทรงพุ่มมีค่า VPD ที่เหมาะสมและเริ่มสังเคราะห์แสง ต่อไปจนแสงสุดท้ายประมาณ 16.00 น. โดยภาพรวมทำให้ทุเรียนสามารถสังเคราะห์แสงได้นาน 6 – 8 ชั่วโมง (อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่) พบว่าทุเรียนหมอนทองที่อายุ 120 หลังผสมเกสรแล้ว (หางแย้) มีน้ำหนักแห้งของเนื้อ (DM) เฉลี่ยร้อยละ 34 และเมื่ออายุ 140 วัน มีค่า DM เฉลี่ยร้อยละ 37 ปกติเก็บเกี่ยวที่ 150-160 วัน เนื้อทุเรียนหมอนทองและพันธุ์อื่น ๆ เนื้อแห้ง ไม่เป็นไส้ซึม เต่าเผา เนื้อที่เหนียวเนียนละเอียดเป็นครีมคล้ายชีทเค้ก เนื้อมีกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัว เส้นใยละลายน้ำได้ทั้งหมด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นผลสำเร็จจากงานวิจัยการผลิตทุเรียนคุณภาพสูงเป็นทุเรียนที่สร้างอัตลักษณ์เฉพาะของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย สู่การผลิตเพื่อการส่งออกได้อย่างแท้จริง

ด้านนายเมธา กสินุรักษ์ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนจีนสวนคาเฟ่ทุเรียน เปิดเผยว่า ทุเรียนเบตงเป็นทุเรียนที่ไม่เหมือนที่อื่น โดยเฉพาะ ทุเรียนเบญจพรรณ และทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ งานวิจัยเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตทุเรียน ซึ่งที่จีนสวน คาเฟ่ทุเรียนของเรานั้น เราตั้งใจจะให้เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลักดันให้แหล่งท่องเที่ยว และเป็นศูนย์กลางของตลาดกลางในการแลกเปลี่ยนทุเรียนสายพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไปในอนาคตทั้งนี้ผู้ที่สนใจเรื่องการปลูกทุเรียนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 089-2989737

ขณะที่นายพัลลภ เฉลิมพนาพันธุ์ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ อ.เบตง กล่าวว่า เดิมทีพิ้นที่แห่งนี้เป็นสวนยางเก่ามาก่อน แต่หลังจากที่ได้เข้ารับการอบรมกับโครงการวิจัยดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจในการหันกลับมาปลูกทุเรียนในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้วิธีแบบอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และใช้วิธีการชักนำรากลอยจากความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรครากและโคนเน่าในทุเรียนทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและผู้ที่สนใจวิธีการเริ่มต้นในการปลูกทุเรียนสามารถติดต่อได้ที่ 092-9854098

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752800

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.12 น.

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมให้คำปรึกษา ชี้เป้าหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงานอนาคต สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ พลาดไม่ได้ 4 กันยายนนี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์

28 สิงหาคม 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบาย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ทุกประเทศต้องปรับตัว ประเทศไทยเองก็เช่นกัน มีการปรับตัวในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ที่เป็นต้นทางของการพัฒนาบุคลากร ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศรองรับโลกแห่งอนาคต ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สอวช. ได้จัดทำแพลตฟอร์มบริการ STEMPlus  (www.stemplus.or.th) เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความต้องการระหว่างผู้ประกอบการ ที่เป็นผู้ใช้บัณฑิต นิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจจะพัฒนาทักษะและสมรรถนะในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในวงกว้างและเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงหลักสูตรและความเชี่ยวชาญจากภาคอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วยบริการที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติความเชี่ยวชาญและกำลังการผลิตจากภาคการศึกษา ความต้องการทักษะบุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร การจ้างงานบุคลากรทักษะสูงและภาคการศึกษา

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป สอวช. เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน “STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย” ในวันที่ 4 กันยายน 2566 ณ มิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ ภาคอุดมศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่ดูแลด้านสิทธิประโยชน์และมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมสรรพากร มาบรรยายและร่วมเสวนา การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันด้วยวิทยาการขั้นสูง รวมทั้งมีการเปิดตัว STEMPlus Platform อย่างเป็นทางการพร้อมทั้งฉายภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ตรงใจด้วย STEM OSS

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์และกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมไทยจากภาครัฐ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับความสามารถของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันอุดมศึกษาแบบยั่งยืน และยังเปิดคลินิกให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไขข้อข้องใจกับคำถามที่พบบ่อย เพื่อชี้เป้าให้เห็นถึงหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่จะได้รับ ทั้งนี้ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.stemplus.or.th

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน https://www.nxpo.or.th/STEMPlus_registration   หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ oss@stemplus.or.th 

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752769

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 10.59 น.

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน 

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นำบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ประกอบด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม และหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่โรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ร่วมกิจกรรมใน “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” และร่วมนั่งสมาธิเนื่องในวันพระ ร่วมกับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 และ 3 โดยทั้งคณะผู้บริหาร อบต.คลองสาม ครู และนักเรียน ร่วมกันสวมชุดในการทำกิจกรรมครั้งนี้

รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา กล่าวว่า “วันนี้ได้มาร่วมนั่งสมาธิเจริญภาวนา และทำกิจกรรมเนื่องในวันพระร่วมกับเด็กนักเรียน ผมเห็นถึงความน่ารักของเด็กซึ่งสามารถสร้างความสุขให้กับคนที่พบเห็น โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ปกครองของเด็ก ผมอยากให้ “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” เกิดขึ้นในโรงเรียนทั่วประเทศ ผมในฐานะที่เป็นนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เร่งเห็นถึงความสำคัญของการทำสมาธิ ควบคู่กับการเรียนศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน และนอกจากเด็ก เยาวชน การนั่งสมาธิก็มีประโยชน์ทั้งผู้บริหาร สมาชิกสภา ผู้นำชุมชน ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้ว สามารถนำไปชักชวน เป็นต้นแบบแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้ด้วย”

“ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ยังมีนโยบายในการจัดงานแถลงข่าว “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” เพื่อเป็นต้นแบบในการร่วมสนับสนุนโครงการให้กับ อบต. 5,324 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นบนโลก ซึ่งต้องเริ่มต้นจิตใจภายใน และแผ่ขยายความสงบนั่นสู่ภายนอก สันติภาพโลกจึงจะเกิดขึ้นได้” ท่าน รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ กล่าวเพิ่ม

 องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างสันติภาพโลกกับ โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก “รวมใจทำสมาธิ 1 ล้านคน สร้างสันติภาพโลก” เพื่อร่วมสร้างสถิติโลกกับ Guinness World Records โดยส่งชื่อร่วมโครงการที่ http://www.meditationforpeace.net

‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752688

‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิษณุ เครืองาม เปิดงาน ผ่านไลฟ์สดถ่ายทอดมาในงาน

ผ่านพ้นไปแล้วกับงาน “K-Engineering World Tour and Workshop 2023 ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรม สำหรับนวัตกรรุ่นเยาว์”จัดโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ระหว่างวันที่ 17-19ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ สจล. และ 13 ภาควิชาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดดเด่นด้วยกว่า 50 เวิร์กช็อป จาก 30 หลักสูตร ให้ได้สนุกกับการลงมือปฏิบัติร่วมกับภาคเอกชน-อุตสาหกรรมมากที่สุดเป็นแห่งแรกของไทย พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานนวัตกรรมเปลี่ยนโลก มุ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน โดยกล่าวว่า นโยบายการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศและบริบทโลก มุ่งเน้นบทบาทอุดมศึกษาเป็นฐานการพัฒนากำลังคนและองค์ความรู้แบบก้าวกระโดดและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ซึ่ง สจล. นับเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่ขับเคลื่อนองค์ความรู้และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคปัจจุบันและอนาคต สร้างสรรค์นวัตกรรมไปต่อยอดสร้างประโยชน์ได้จริงต่อสังคมและเศรษฐกิจ โดยงานแสดงผลงานนวัตกรรมด้านวิศวกรรมและเวิร์กช็อป สจล. K-Engineering World Tour and Workshop 2023 ในครั้งนี้ เป็นการผนึกความร่วมมือที่น่าชื่นชมระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกันพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นพลังสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศในทุกด้าน

“ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครื่องจักร ระบบดิจิทัล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และดีพเทคได้รับการพัฒนานำมาใช้ในวิถีชีวิต การผลิต และหลากหลายธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นคนจำเก่ง ท่องเก่ง เรียนเก่ง จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรอีกแล้ว แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเสริมทักษะใหม่ๆแก่ตนเองนั้นเป็นที่ต้องการ ทั้งมีความพร้อมที่จะก้าวเป็นวิศวกร นวัตกร นักเทคโนโลยี หรือผู้ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป” รองนายกฯ วิษณุ กล่าว

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. มีนโยบายการศึกษาเรียนรู้แบบมุ่งผลลัพธ์ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ แกร่งทั้งทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาตามแนวทาง Global Learning และ Global Citizen ที่ให้ทุกคณะและวิทยาลัยใน สจล. ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรมของประเทศ และก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลก (The WorldMaster of Innovation)

“การจัดงาน K-Engineering World Tour and Workshop 2023 จัดเป็นปีที่ 5 วัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้เข้าชมงานซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสานฝัน ออกแบบอนาคต และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเตรียมความพร้อมเข้าศึกษาต่อที่ สจล. นอกจากนี้ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ รวมถึงศักยภาพของนักวิจัย สจล.ในการคิดค้นนวัตกรรมระดับประเทศและระดับโลก” อธิการบดี สจล. กล่าว

ในงานนี้ สจล.โชว์นวัตกรรมเด่นของวิศวะลาดกระบัง ใน 3 คลัสเตอร์ 1.นวัตกรรมขนส่ง-ระบบราง ได้แก่ รถไฟไทยทำ นวัตกรรมตู้โดยสารรถไฟหรูที่สุดในอาเซียน ขนาด 25 ที่นั่ง ใช้โมเดลบริการในเครื่องบินด้วยความหรูหรา2 ระดับ คือ Super Luxury Class และ Luxury Class โดยใช้วัสดุในประเทศกว่า 76% (กรณีไม่รวมแคร่รถไฟ) ภายในรถมีระบบฟอกอากาศ และระบบ 5G Smart Infotainment สจล.เตรียมทดสอบและส่งมอบแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้,

Cold Chain การจัดการระบบโซ่ความเย็นและการกระจายอุณหภูมิในระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างมาตรฐานรับรองการขนส่งผลิตผลการเกษตรที่เน่าเสียง่ายให้มีคุณภาพและความสดยาวนาน, ระบบการเรียนรู้การเดินรถไฟ การพัฒนาโปรแกรมการบริหารจัดการเวลาการเดินรถไฟ โปรแกรมสามารถจัดตารางการเดินรถไฟได้อย่างปลอดภัย ภายใต้ข้อกำหนดความปลอดภัยในการเดินรถ, หุ่นยนต์บริการบนรถไฟ นวัตกรรมเพื่อบริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เช่น ต้อนรับ เสิร์ฟอาหาร

2.นวัตกรรมเฮลท์แคร์ ได้แก่ KMITL Highflow นวัตกรรมเครื่องจ่ายออกซิเจนที่มีอัตราการไหลสูง พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชั่นสำหรับผู้มีภาวะปอดอักเสบหรือปัญหาการหายใจบกพร่อง ถูกกว่านำเข้า 3-4 เท่า,ตู้จำหน่ายยาอัจฉริยะ (Drug Dispensing Machine) นวัตกรรมลดความแออัดในรพ.และการรอคิว เมื่อผู้ใช้ได้รับ QR Code จากแพทย์หรือโรงพยาบาล สามารถนำไปสแกนที่หน้าตู้ และทำตามขั้นตอนต่างๆ เช่น จ่ายเงิน สแกนจ่ายเงินและกดยืนยัน

จากนั้น ตู้จำหน่ายยาจะติดต่อระบบแม่ข่ายเพื่อตรวจสอบยาที่สั่งจ่ายตามใบสั่งยานั้น และนำจ่ายยาให้ โดยบนซองยาจะมี QR Code ให้เราสแกนเพื่อดูวิธีใช้ยาได้ทุกเมื่อ, K Doctorแอปพลิเคชั่นระบบผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ โรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นระบบจัดการสุขภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยสร้างช่องทางสำหรับคนไข้วินิจฉัยอาการของตนเอง ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการแพทย์ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

3.นวัตกรรม ไอโอที (Internet of Things-IoT) ได้แก่ Smart Police : SOS กล้องวงจรปิด ระบบติดตามตรวจจับการหลบหนีของคนร้ายด้วย AI จากระบบกล้องตรวจจับทะเบียนรถ, เสาไฟเอไออัจฉริยะ นวัตกรรมตรวจเช็คและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของคนในพื้นที่ ตรวจจับความหนาแน่นและแยกประเภทยานพาหนะบนท้องถนนได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูล (Big Data) นำไปใช้เป็นแนวทางการบริหารพื้นที่ทางกายภาพและสมาร์ท ซิตี้,

เครื่องตรวจสอบคุณภาพไข่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Egg AI) ก่อนเข้ากระบวนการฟักและหลังเข้าระบบฟัก ลดความเสียหาย เพิ่มคุณภาพและผลกำไรแก่ผู้ประกอบการ, Smart Police SOS ระบบตำรวจอัจฉริยะ ระบบกล้องตรวจจับอาวุธ/บุคคลต้องสงสัยเเละระบบกล้องตรวจจับทะเบียนที่พัฒนาเพื่อตรวจจับบุคคลที่พกอาวุธ เเละบุคคลต้องสงสัย เเจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่าน Line Application หากมีการหลบหนี ระบบจะเชื่อมโยงกับระบบกล้องตรวจจับทะเบียนรถเพื่อติดตามผู้ร้าย เเละดักจับได้ทันเวลา

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง หลักสูตรการเรียนการสอนทางวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จึงมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจและตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม ตลอดจนพลวัตทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุดหน้าแบบก้าวกระโดด ทางคณะจึงมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างมีดุลยภาพทั้งในด้านความรู้วิชาการและทักษะในวิชาชีพ ด้วยการส่งเสริมMulti-skills ทั้ง Hard skills และ Soft skills แก่ผู้เรียน

ตามโครงการ K-Engineering WiL (Work-integrated Learning) การจัดการศึกษาเชิงบูรณาการอย่างแท้จริงทำให้นักศึกษามีความพร้อมต่อการเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกทักษะปฏิบัติที่เหมาะสม ในด้านผลงานนวัตกรรมทางวิศวกรรม เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของทีมคณาจารย์ นักวิจัย และ นักศึกษา ที่สามารถนำไปใช้สนองความต้องการและแก้ปัญหาได้จริง โดยเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ

“เยาวชนและผู้มางานนอกจากได้ชมผลงานนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่มาจัดแสดงในงานแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์เข้าชมห้องปฏิบัติการทันสมัยของ 13 ภาควิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. รวมถึงการได้ร่วมสนุกกับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงกับกิจกรรมเวิร์กช็อปของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 50 เวิร์กช็อปอีกด้วย” รศ.ดร.สมยศ กล่าว

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือทำ

เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือทำ

เวิร์กช็อปโซลาร์เซลล์ให้เยาวชนได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

เวิร์กช็อปโซลาร์เซลล์ให้เยาวชนได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

เวิร์กช็อปด้าน เอไอ เทคสุดฮิตในยุคนี้

เวิร์กช็อปด้าน เอไอ เทคสุดฮิตในยุคนี้

โชว์นวัตกรรมและกิจกรรมเวิร์กช็อป

โชว์นวัตกรรมและกิจกรรมเวิร์กช็อป

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752509

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดระยอง ติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2566 เวลา 10.00 น.ที่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง แผนกเด็กชาย อำเภอเมือง จังหวัดระยอง คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา นำโดย พล.อ.ประสาท สุขเกษตร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และคณะอนุกรรมาธิการ ตสร.ด้านการศึกษา รวมถึงที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่หารือกับส่วนราชการต่างๆ โดยมี สิบโทไชยยันต์ เกิดเหมาะ ศึกษาธิการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ผู้แทนคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผู้แทนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง และผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา – มัธยมศึกษา รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และนายธงชัย มั่นคง ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (RILA) และภาคีเครือข่ายจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (ระยอง) เข้าร่วมประชุม 

โอกาสนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังความคืบหน้า พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นกระบวนการช่วยเหลือเด็กเยาวชนกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของจังหวัดและค้นหาแนวทางการสนับสนุนการดำเนินงานของกลไกระดับจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านการบูรณาการงานระดับจังหวัดและระดับนโยบาย ในมิติการแบ่งปันและบริหารจัดการข้อมูลร่วม การสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติการร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. คณะกรรมาธิการได้เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง ณ สำนักงานเทศบาลตำบลแกลงกะเฉด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อศึกษากระบวนการช่วยเหลือ ดูแล ส่งต่อเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับกลไกการทำงานในระดับจังหวัด

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752504

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.21 น.

ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศสให้การต้อนรับสมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศสและอุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูต

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ที่ห้องรับรองพิเศษ 205 ชั้น 2อาคารรัฐสภา  นายสมชาย  แสวงการ (สว.) ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศส พร้อมด้วย นางสุนี  จึงวิโรจน์ (สว.) กรรมการและเลขานุการ และนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล (สว.) อดีตประธานกลุ่มมิตรภาพและที่ปรึกษา ให้การรับรองนายฟาเบียง เฌอเนต์ (Hon. Mr. Fabien GENET) สมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศส และสมาชิกกลุ่มมิตรภาพวุฒิสภาฝรั่งเศส-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย  โดยมีนายเรมี ล็องแบร์ (Mr. Remi  LAMBERT) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย ในการพบปะหารือกัน ทั้งสองฝ่ายร่วมยินดีกับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่มีระยะเวลายาวนานมากว่า 338ปี  

ในการประชุมทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำเรื่องความที่จะพัฒนาสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยและรัฐสภาฝรั่งเศส   ยินดีสนับสนุนระหว่างกันฐานะมิตรประเทศในทุกๆมิติ ทั้งด้านการเมือง ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี วัฒนธรรมและอื่นๆ

ภายหลังเสร็จการประชุมหารือประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศสได้นำสมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศสและคณะเยี่ยมชมห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารรัฐสภา ที่ได้รับคำชื่นชมถึงความงดงามในการก่อสร้างและการออกแบบสถาปัตยกรรมของสัปปายสภาสถาน รัฐสภาไทยที่เป็นรัฐสภาแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 424,000 ตารางเมตรด้วย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752470

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.02 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์มหาเถรสมาคม ได้เผยแพร่มติมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ 537/2566 เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดให้แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ระบุว่า ในการประชุมมส. ครั้งที่ 20/2566 เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2566 เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามที่ สมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระลิขิต ถึงราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2563) ออกตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 เมื่อมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้มส.ดำเนินการตามพระราชดำริ นั้น บัดนี้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 ส.ค.2566 กราบทูล สมเด็จพระสังฆราช ประธานมส. แจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้แต่งตั้งพระสังฆาธิการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด จำนวน 4 รูป และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จำนวน 1 รูป รวม 5 รูป ดังนี้

 1. พระเทพมังคลาจารย์ (สมาน กิตฺติโสภโณ) อายุ 73 พรรษา 53 น.ธ. เอก พธ.ด. (กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และรองเจ้าคณะจ.เชียงใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2552 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.เชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.เชียงใหม่  

2. พระราชเสนาบดี (จรัล สิริธมฺโม) อายุ 70พรรษา 51 น.ธ. เอก พธ.ม. (กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ รองเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2565 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ

3. พระบูรพาคณาจารย์ (น้อม วรนินฺโน) อายุ 70 พรรษา 50 น.ธ. เอก เจ้าอาวาสวัดบ้านโง้ง ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.ปราจีนบุรี (ธรรมยุต) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.ปราจีนบุรี (ธรรมยุต)  

4. พระครูอรรคธรรมวงศ์ (อำนาจ อคฺควํโส) อายุ 61 พรรษา 30 น.ธ. เอก เจ้าอาวาสวัดป่าอรัญวาสี ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เจ้าคณะอำเภอจังหวัดสระแก้ว (ธรรมยุต) ซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2564 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.สระแก้ว (ธรรมยุต) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.สระแก้ว (ธรรมยุต) 

5. พระศรีธีรวงศ์ (สมัย สจฺจวโร) อายุ 64 พรรษา 41 ป.ธ.9 พธ.ม. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ ต.พระประโทณ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม เจ้าคณะอ.ดอนตูม และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร 

รายละเอียด : http://www.mahathera.onab.go.th/index.php?url=mati&id=12635

‘อังค์ถัด’–’สกสว.’ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752463

'อังค์ถัด'–'สกสว.'ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

‘อังค์ถัด’–’สกสว.’ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 20.16 น.

“อังค์ถัด” – “สกสว.” ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรีสู่นักวิทยาศาสตร์ สร้างความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ (อังค์ถัด) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ผนึกกำลังจัดการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ  17 นักวิทยาศาสตร์สตรีจาก 9 ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างบทบาทและภาวะผู้นำในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 7-12 สิงหาคมที่ผ่านมา

รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยถึงความพยายามในการลดช่องว่างระหว่างเพศว่า ยังคงมีความห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามหลักเกณฑ์ทั้งด้านขอบเขตของกิจกรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ และการศึกษา ซึ่งปีนี้มีความคืบหน้าจากปีที่แล้วเพียง 0.3% จากรายงานสถานการณ์ด้านความไม่เท่าเทียมทางเพศทั่วโลกปี 2023 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้ว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า 169 ปีในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในการมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดพบว่า 35% ของประชากรผู้หญิงสำเร็จการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และจำนวนยิ่งน้อยลงเมื่อพูดถึงด้านการศึกษาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ โดยคิดเป็นเพียง 22% ของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านการพัฒนาและวิจัยปัญญาประดิษฐ์ 30% ของนักวิจัยทั่วโลก และมีเพียง 20% เท่านั้นที่เป็นหัวหน้านักวิจัยในสถาบันวิจัยต่างๆ ทั่วโลก และในบางประเทศ มีเพียง 5.3% ของผู้บริหารองค์กรระดับสูงเป็นเพศหญิง (Deloitte, 2019)

หลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและสถาบันต่างๆ ที่มีสัดส่วนของผู้หญิงในระดับบริหารจัดการ และผู้บริหารระดับสูงจะมีผลสัมฤทธิ์ในการทำงานสูงกว่าถึง 25% ของผลเฉลี่ยด้านกำไร เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่มีผู้หญิงในสถานที่ทำงานน้อยกว่า (FinancesOnline Research 2022, Statista & US business surveys 2021) และในระดับผู้นำ ผู้หญิงจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้องค์กรตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรม และกลยุทธ์ที่มีความครอบคลุมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ในระดับการวิจัยและพัฒนา ผู้หญิงสามารถพัฒนาปรับปรุงขอบเขตและคุณภาพของงานนวัตกรรมผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ มิติที่กว้างขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากเพื่อดึงศักยภาพออกมา ซึ่งในปัจจุบันนี้เราค่อนข้างมาถึงจุดที่ช่องว่างทางเพศเริ่มเข้ามาใกล้กันในด้านสิ่งประดิษฐ์ที่จดสิทธิบัตรภายในปี 2061(WIPO 2023) ซึ่งหมายความว่าสัดส่วนของนักประดิษฐ์หญิงที่ขอจดสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ทั่วโลกจะเท่ากับนักประดิษฐ์ชายภายในอีก 38 ปีข้างหน้า ซึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จะช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงประสบกับผลสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ต้นแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นเป้าหมายหลักของประเทศไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังการยุติการระบาดของโรคโควิด-19 โดยมุ่งเน้นให้มีการลงทุนจากรากฐานความหลากหลายทางชีวภาพและความร่ำรวยทางด้านวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนความยั่งยืนและครอบคลุมถึงโอกาสในด้านต่างๆ อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันทางด้านธุรกิจใน 4 อุตสาหกรรมหลัก อันได้แก่ เกษตรและอาหาร, ยาและสุขภาพ, พลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ ชีวเคมี, ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นต้น

การฝึกภาคปฎิบัติอย่างเข้มข้น

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดให้การฝึกอบรมนักวิจัย และผู้ประกอบการสตรีจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ให้สามารถปรับตัวและประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศของตนเองได้ โดยผู้เข้าร่วม 17 นักวิจัย ประกอบไปด้วยสมาชิกจาก อียิปต์อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ซึ่งจะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 วัน ในกรุงเทพ

ซึ่งหลักสูตรประกอบไปด้วย การบรรยาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเยี่ยมชมนอกสถานที่ของโครงการที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการจัดทำโครงงานและการนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาผลงาน

นอกจากนี้ ผู้ร่วมสัมมนายังมีโอกาสเข้าเยี่ยมชม งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จัดโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยเข้าใจถึงหลักการเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว และสามารถนำไปปรับใช้ในประเทศตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระดับนานาชาติ และสร้างเครือข่าย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว แบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ในระดับโลกอีกด้วย

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752404

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.30 น.

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากล พร้อมกล่าวชื่นชมเยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้มีความมุ่งมั่นในการยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบเดียวนี้ให้เกิดความยั่งยืน

25 ส.ค.66 เวลา 13.30 น. ที่ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 3 โซนหน้า Celebrity Fitness กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ได้รับการพัฒนาตามโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงาน และมอบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านกรมการพัฒนาชุมชน นายชูชีพ พงษ์ไชย นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการตัดสินการประกวดผลงานฯ ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WASHARAWISH ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเยาวชนกลุ่มทอผ้า พร้อมด้วยผู้ประกอบการ ผู้สมัครเข้าประกวด และนักท่องเที่ยว ร่วมในงาน

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบโล่และเงินรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายเนติพงศ์ กระแสโสม กลุ่มอาชีพทอเสื่อกกเนต จังหวัดชัยภูมิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นายธณกร สุขเมตตา ME-D นาทับ จังหวัดสงขลา รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นางสาวเปมิกา เพียเยง จังหวัดลพบุรี รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ 1) นายวริศพล สีเทียม กลุ่มคุณโด่งผ้าทอน้ำอ่าง จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) นางสาวดุจกมล จันทรเกษม Pawana Design จังหวัดเชียงใหม่ 3) นายกิตติศักดิ์ วิลันดร กลุ่มจักสานวัสดุธรรมชาติ จังหวัดหนองคาย และรางวัลพิเศษขวัญใจคณะกรรมการ จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1) สามเณรสุธานน ทองคำ ห้องหัตถกรรม จังหวัดปัตตานี 2) นางสาวปริญญ์สิริ เขียวไกร กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 3) นายจิตรกร เล็กกุล อันดามันบาติกกระบี่ จังหวัดกระบี่ 4) นายธนัชชา ทองเหมาะ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองไทหล่ม จังหวัดเพชรบูรณ์ และมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้แทนกลุ่มทอผ้าที่เข้าร่วมการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ได้รับการพัฒนา ตามโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล จำนวน 34 ราย

“นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานโล่รางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” ให้กับผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ในครั้งนี้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้ขอรับพระราชทานชื่อรางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” อันเป็นมงคลนามนี้ มาเป็นชื่อโครงการเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืน เป็นหลักชัยที่จะต่อยอดโครงการไปสู่รุ่นต่อรุ่น ให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เป็นสิริมงคลต่อชีวิตข้าราชการผู้สนองงาน เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจ และเป็นโอกาสที่ดีในชีวิตของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการต่อไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมยินดีในความสามารถของน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้มีโอกาสที่ดีของชีวิต และได้มาพบปะ รับฟังข้อเสนอแนะ คำแนะนำจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความสามารถ ที่มาให้โอกาสพัฒนาทักษะ มาให้คำแนะนำ ในการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP อันเป็นการสนองพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาผ้าไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรื้อฟื้นเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่ง “คนรุ่นใหม่” ถือเป็นกำลังสำคัญในการน้อมนำพระปณิธานสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทยและสังคมโลก ให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของเยาวชนไทยในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ สะท้อนถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งล้วนแล้วแต่หนุนเสริมเติมคุณค่าให้กับชิ้นงานและให้กับตนเองยิ่งขึ้น ดังนั้น เยาวชนทุกคนที่มาประกวดในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้มีความกตัญญูอย่างยิ่งต่อบรรพบุรุษไทยด้วยการปฏิบัติบูชา ธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของคนไทยที่สืบต่อกันมาอย่างช้านาน

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจนสัมผัสได้อย่างเห็นได้ชัดในช่วงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ สายธารแห่งพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ในการช่วยทำให้พี่น้องศิลปาชีพ OTOP และ Young OTOP ได้มีโอกาสที่ดีในการพัฒนาต่อยอดทักษะผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญ คือ การผลิตชิ้นงานให้ตอบสนองต่อผู้บริโภคนำไปสู่การเพิ่มความต้องการในการซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนของคนไทยได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดความยั่งยืนต้องได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาองค์ความรู้ไปสู่ลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการที่พระองค์ได้พระราชทานพระกรุณาให้ผู้เชี่ยวชาญผ้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นสมัยใหม่ ทั้งด้านการตัดเย็บออกแบบและการพัฒนาศิลปหัตถกรรมได้ลงไปสู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย จนทำให้ผ้าไทยสามารถพัฒนาต่อยอดเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด และนอกจากนี้พระองค์ยังทรงแสดงถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไทยไปสู่การพัฒนาอย่างความยั่งยืน ตามพระดำริ “Sustainable Fashion” ซึ่ง กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำพระปณิธานต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทยไปสู่การดำเนินงานคาร์บอนฟุตพริ้นส์และการคิดคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและวงจรการผลิตผ้าไทยทั้งวงจรได้ตระหนักและคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาตามหลัก 3R (Reduce Reuse Recycle) ในการผลิตให้มากขึ้นในอนาคต เพื่อสนองพระปณิธานของพระองค์ที่จะช่วยให้โลกสวยงามใบเดียวนี้ได้มีอายุยืนยาวอยู่คู่กับลูกหลานในอนาคต” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า แม้ว่าทุกคน ณ ที่นี้ จะไม่ได้รับรางวัล แต่ทุกคนได้รับโอกาสที่ดีของชีวิตในการมาสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมหัตถศิลป์ไทย ยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และแม้ว่าทุกชิ้นงานที่เห็นในวันนี้จะสวยสดงดงามและดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท คือ การช่วยกันยกระดับและพัฒนาสิ่งที่เป็นแบรนด์ (Branding) ทั้งการออกแบบดีไซน์ โลโก้ตราสัญลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงชื่อของแบรนด์ที่จะสามารถสื่อไปยังผู้บริโภคให้เป็นที่จดจำและเข้าใจถึงความหมาย และเป็นการรีแบรนด์ให้ผลงานมีความสากลมากยิ่งขึ้นดังที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นต้นแบบการพัฒนา อาทิ ดอนกอยโมเดล และนาหว้าโมเดล จึงขอให้ลูกหลานผู้เข้าร่วมการประกวดและสืบทอดภูมิปัญญาไทยทุกคน จงนำสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานนี้ มาเป็นกำลังใจในการมุ่งมั่นพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่นอกจากจะมีพรสวรรค์ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์แล้ว ทุกคนต้องใช้ความอดทน ความเพียรพยายาม และความประณีตบรรจง ในการผลิตชิ้นงานเพื่อยกระดับให้ผลิตภัณฑ์มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ร่วมกันยกระดับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นงานไปสู่สากล เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการท่องเที่ยว และขอให้พวกเราทุกคนที่กำลังจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยังต่างประเทศ นำสิ่งที่ดีมาพัฒนาต่อยอดในชิ้นงานของตนเองให้เกิดประโยชน์ในทุกด้าน” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ในนามของผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยทุกท่าน ขอชื่นชมยินดีและเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนด้วยใจจริง และขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการจนบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย คือ การเฟ้นหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานหัตถกรรมหัตถศิลป์ภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อจะพัฒนาต่อยอดไปสู่สากลได้ในอนาคต นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยทุกคน ผ่านการสร้างผลงานที่จะกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การดำเนินโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1) การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล โดยจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ตราสัญลักษณ์ กลยุทธ์การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากลโดยดำเนินการร่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้ประกอบการ Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการฯ และ 3) การประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP กิจกรรมทดสอบตลาด การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รางวัลละ 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รางวัลละ 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง รางวัลละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 ราย จะได้รับพระราชทานโล่รางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกทั้งยังได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานพร้อมทั้งวางจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ ณ ห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป