บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752251

บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.28 น.

บอร์ดติดตามและประเมินผลกองทุน ววน. ชี้ระบบจริยธรรมการวิจัยในประเทศไทยต้องมีกระบวนการติดตามอย่างเข้มงวดและมีบทลงโทษที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของประชาคมวิจัยและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชี้ปัญหาใหญ่ด้านประสิทธิภาพและจริยธรรมของการวิจัยอาจทำให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไม่ก้าวหน้า

23 สิงหาคม 2566 นายกานต์ ตระกูลฮุน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ 4/2566 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญคือ การระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ระบบจริยธรรมการวิจัยในประเทศไทย” โดย ดร.อัณณ์ณิชา โตกิจกล้าธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานการวิจัยและสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าด้วยจริยธรรมการวิจัยทั่วไป พ.ศ. 2565 กำหนดแนวทางให้นักวิจัยยึดถือประพฤติปฏิบัติ และมีกระบวนการรักษาจริยธรรมการวิจัย เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณและชื่อเสียง และฐานะของความเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรม ให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมวิจัยและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เนื้อหาในระเบียบดังกล่าวประกอบด้วย 4 หมวด คือ บททั่วไป จริยธรรมการวิจัยทั่วไปของนักวิจัย จริยธรรมในกระบวนการวิจัย และกระบวนการรักษาจริยธรรมการวิจัย ภายใต้ 4 หลักการสำคัญ คือ 1. สร้างวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงานวิจัย 2. ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ ไม่ขัดต่อกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล 3. เปิดเผยหรือเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสาธารณะ และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึง 4. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยและสร้างให้เป็นบรรทัดฐาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ข้อสังเกตว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องมีกระบวนการกำกับติดตามการปฏิบัติของนักวิจัยอย่างเข้มข้น และมีบทลงโทษที่เป็นมาตรฐานและมีความรุนแรงพอเพื่อไม่ให้คนกล้ากระทำผิดจริยธรรม โดยเฉพาะปัญหาความถูกต้องของข้อมูลและการดัดแปลงข้อมูล ปัญหาใหญ่ของการวิจัยคือ ประสิทธิภาพและจริยธรรมของการวิจัย ทำให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไม่ก้าวหน้า โดยควรจะเปิดช่องให้มีการร้องเรียนเรื่องจริยธรรมได้โดยเฉพาะทางออนไลน์ ซึ่งจะต้องกลับไปพิจารณาทบทวน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าและแนวทางในการดำเนินงานของ สกสว. ภายหลังการระดมสมองแนวทางการติดตามและประเมินผล และการใช้ผลการประเมินเพื่อตอบต่อเป้าหมายการพัฒนาระบบ ววน. โดยมีการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ซึ่งได้แต่งตั้งกรรมการร่วม และอนุกรรมการธรรมาภิบาลวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาระบบ ววน. ให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ส่วนการขับเคลื่อนในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ กลไกการบริหารและบทบาทหน้าที่เชิงธรรมาภิบาลในระบบ ววน. ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมที่ สกสว. และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ดำเนินการบ้างแล้ว และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในประเด็นเพิ่มเติมที่ได้จากการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 ชุด เพื่อขับเคลื่อนระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ การบริหารจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูประบบ ววน. เพื่อปรับตัวและมุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศ ววน. ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อการพัฒนาประเทศนั้น สกสว.ดำเนินการขับเคลื่อนอยู่และวางแผนการทำ Good Research and Innovation Practice (GRIP) ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนในการออกแบบกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐานที่ดี

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751992

วธ.ประกาศผล  ‘เบิร์ด-ธงไชย’  ศิลปินแห่งชาติ  ประจำปี 2565

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2565

กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศผลคัดเลือก“ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2565” ทั้งหมด 12 ราย โดยมี “เบิร์ด-ธงไชย” ได้รับเลือกในสาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทย สากล-ขับร้อง รวมถึง “สมเถาสุจริตกุล” ด้านดนตรีสากล-ประพันธ์เพลงร่วมสมัย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)ในฐานะรองประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.)แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 จำนวน12คน ดังนี้ สาขาทัศนศิลป์ 4 คน ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิต (ภาพพิมพ์) นายเจตกำจร พรหมโยธี(สถาปัตยกรรมผังเมือง) นายดิเรก สิทธิการ ( งานสลักดุนเครื่องเงินและโลหะ) นายฤกษ์ฤทธิ์ แก้ววิเชียร (สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)

ส่วนสาขาวรรณศิลป์ 2 คน ได้แก่ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์

สำหรับสาขาศิลปะการแสดง มี 6 คน ได้แก่ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครรำ) นายสมชาย ทับพร(ดนตรีไทย- ขับร้อง) นางราตรี ศรีวิไล(หมอลำประยุกต์) นายธงไชย แมคอินไตย์ (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) นายสมเถา สุจริตกุล (ดนตรีสากล-ประพันธ์เพลงร่วมสมัย) นายประดิษฐ ประสาททอง (ละครร่วมสมัย)

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2527- 2565 มีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องทั้งหมด 354 ราย ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้รับสวัสดิการประกอบด้วย ค่าตอบแทนเดือนละ 25,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีงบประมาณ เงินช่วยเหลือเมื่อประสบสาธารณภัยรายละไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2565 ทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’ ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751878

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’  ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’ ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยกล่าวว่า อาหารไทยเป็น soft power ที่ทั่วโลกยอมรับกันมาช้านาน แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันไม่กี่อย่าง เช่น ผัดไทย ส้มตำ ข้าวผัด และอาหารแกง ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรมจึงจัดทำโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ขึ้นมาเพื่อโปรโมตอาหารท้องถิ่นซึ่งมีเอกลักษณ์หลากหลายและอร่อยไม่แพ้เมนูยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ขนมจีน ผัดผักและเมนูอาหารทะเล ฯลฯ

ดร.สง่ากล่าวถึงประโยชน์ในการสนับสนุนโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ว่า อาหารไทยคือสิ่งที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาคนไทยในมิติสุขภาพและโภชนาการ สำรับหรือเมนูอาหารไทยส่วนมากจะมีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ อุดมไปด้วยสมุนไพรหลากชนิดทั้งยังมีรสกลมกล่อมพองาม ไม่หวานมันเค็มแบบสุดขั้วอีกทั้งอาหารไทยส่วนมากออกแนวแพล้นเบส (plant based) คือ เน้นพืชผักเป็นองค์ประกอบหลัก จึงทำให้แคลอรี่ไม่สูง เกิดความสมดุลของสารอาหารที่ลงตัวเกือบทุกเมนู ไม่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ถือเป็นอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริงที่ควรเชิดชูเป็นsoft power ในการพัฒนาชาติต่อไป

“กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำลังขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเหล่ากาชาดจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดให้คัดสรรเมนูอาหารไทยพื้นถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของแต่ละจังหวัด ให้ส่งเมนูอาหารพื้นถิ่นเข้ามาให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯได้พิจารณาเป็นเมนูอาหารไทยพื้นถิ่น จังหวัดละหนึ่งเมนู ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีการทยอยส่งกันเข้ามาแล้วเกือบครบทุกจังหวัด อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นเมนูอาหารประจำท้องถิ่นอีก 76 เมนู ซึ่งเป็นภูมิปัญญาคนไทยที่จะได้เชิดชูในระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้นี้” ดร.สง่ากล่าวทิ้งท้าย

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด. รอบระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751883

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด.  รอบระดับประเทศ

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด. รอบระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา จัดการประกวดแข่งขันผลงานทักษะวิชาการนักเรียน ประจำปี 2566 ในการประชุมวิชาการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566 รอบระดับประเทศ โดย ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธี และ ดร.อภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพมหานคร

การประกวดแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมในหัวข้อ“เด็กดียุค 4.0 ประกอบด้วยการวาดภาพ ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รวม 13 ระดับ) การเขียนเรียงความภาษาไทย ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รวม 12 ระดับ) การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 (รวม 2 ระดับ) และกิจกรรมโครงงานคุณธรรม ประเภททีมทีมละ 3 คน แข่งขันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 (รวม 3 ระดับ)

นักเรียนที่เข้าแข่งขันมาจาก 4 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 124 คน จาก 26 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย นักเรียน ครู คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 400 คน

สมศ.รับสมัครโรงเรียน 150 แห่ง ร่วมโครงการนำผลประเมินไปใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751881

สมศ.รับสมัครโรงเรียน 150 แห่ง  ร่วมโครงการนำผลประเมินไปใช้

สมศ.รับสมัครโรงเรียน 150 แห่ง ร่วมโครงการนำผลประเมินไปใช้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า จากที่ สมศ. และภาคีเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 27 แห่ง ในนาม “ศูนย์ประสานงาน สมศ.” ร่วมขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการไม่นำผลประเมินมาปรับใช้จริงหรือบางแห่งล่าช้า โดยมีสถานศึกษาจำนวน 133 แห่ง เข้าร่วมโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ.2564-2566 พบว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจ พร้อมกับวิเคราะห์หาจุดเด่นที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้นและจุดที่ควรพัฒนาเพื่อวางแผนการยกระดับคุณภาพให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาในแต่ละแห่ง และสมศ.ได้นำผลจากรายงานการประเมินฯมาวิเคราะห์มาพิจารณา และจัดทำเป็นแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาในระยะสั้น และระยะยาว โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมแก่สถานศึกษา และยังเป็นการกระตุ้นให้สถานศึกษาจัดทำกระบวนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามวงจรควบคุมคุณภาพ (PDCA)

สมศ.ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ.2567-พ.ศ.2568 โดยได้เปิดรับสมัครสถานศึกษาจำนวน 150 แห่ง ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยรับสมัครตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2566 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่02-2163955 ต่อ 152

ให้บริการตรวจปัสสาวะผู้สูงวัยในบ้านพักคนชรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751882

ให้บริการตรวจปัสสาวะผู้สูงวัยในบ้านพักคนชรา

ให้บริการตรวจปัสสาวะผู้สูงวัยในบ้านพักคนชรา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณาจารย์และ นิสิต คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิวัยวัฒนานิวาส สถานสงเคราะห์คนชรา จ.สมุทรปราการ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท้ายบ้าน จ.สมุทรปราการ จัดโครงการตรวจปัสสาวะผู้สูงวัยในบ้านพักคนชรา โดยผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์คนชราและเจ้าหน้าที่เข้ารับบริการตรวจปัสสาวะจำนวนทั้งสิ้น 62 คน ที่ มูลนิธิวัยวัฒนานิวาสสถานสงเคราะห์คนชรา จ.สมุทรปราการ เมื่อเร็วๆ นี้

สกสว.ร่วมเปิดงาน ‘SIDUP-Isan’ โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752001

สกสว.ร่วมเปิดงาน 'SIDUP-Isan' โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม

สกสว.ร่วมเปิดงาน ‘SIDUP-Isan’ โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.28 น.

สกสว. ร่วมเปิดงาน “SIDUP-Isan” โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์โดยทุนสนับสนุนการวิจัยภายใต้กองทุน ววน.

สกสว. NIA ร่วมมือ มรภ. สวนสุนันทา เปิดงานการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ SIDUP-Isan เวทีเสวนาผลงาน “ทุนนวัตกรรมเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์” และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน FFปีงบประมาณ 2566 ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กองทุน ววน. ภายใต้แผนงานขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยการเพิ่มโอกาสและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566, รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมเปิดงาน การแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์ SIDUP-Isan เวทีเสวนาผลงาน “ทุนนวัตกรรมเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์” และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน FF ปีงบประมาณ 2566 ซึ่งจัดโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) รศ. ดร.บัณฑิต ผังนิรันดร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คุณธนัชชพร พงษ์เย็น ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชรนุกูล กล่าวว่า สกสว. มีหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุน ววน. เพื่อหนุนเสริมให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะในเชิงพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามผ่านปัญหาต่าง ๆ เพราะประเทศไทยมีผลงานวิจัย และนักวิจัยที่มีคุณภาพจำนวนมาก โดยเชื่อมั่นว่ากองทุน ววน.จะช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ ตามแนวทางการเคลื่อนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวิจัยที่มีอยู่ทั่วประเทศ ช่วยกันสร้างผลงานในเชิงประเด็น หรือเชิงนโยบาย ที่ใช้องค์ความรู้มาแก้ปัญหาประเทศได้อย่างแท้จริง

สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อนำนวัตกรรมไปใช้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หรือ SIDUP-Isan ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กองทุน ววน. ทุนนวัตกรรมเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์ จาก NIA และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน FF ปีงบประมาณ 2566 จัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมและลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มความสามารถด้านนวัตกรรมให้กับชุมชนและผู้ประกอบการทางสังคม ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยหลากหลายด้าน ในรูปแบบการแสดงนิทรรศการและการเสวนา ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้สนับสนุน ภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ชุมชนในท้องถิ่น และผู้สนใจ สามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชน โดยแผนงานดังกล่าว สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการเข้าถึงและขยายผลผลงานวิจัยในพื้นที่จริง ส่งผลให้นักวิจัยได้พัฒนาร่วมมือกับชุมชนก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับชุมชนและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย 28 ผลงาน ร้านค้าแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผลงานวิจัยของกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ หน่วยบ่มเพาะ วิสาหกิจ สินค้าจากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รวม 17 ร้านค้า การมอบต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทุนนวัตกรรมเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์ ประจำปี 2566” การเสวนาและนำเสนอ “SID-Talks” ตอน นวัตกรรมสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน หัวข้อ ผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้ และกิจกรรม Workshop จากโครงการของนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุน SIDUP- Isan ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2566 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัลบางนา

สกสค.เปิดพิมพ์เขียวพลิกโฉมครั้งใหญ่’โรงพยาบาลครู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751986

สกสค.เปิดพิมพ์เขียวพลิกโฉมครั้งใหญ่'โรงพยาบาลครู'

สกสค.เปิดพิมพ์เขียวพลิกโฉมครั้งใหญ่’โรงพยาบาลครู’

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.03 น.

“พิเชฐ โพธิ์ภักดี”กางแผนพลิกโฉม“โรงพยาบาลครู”เปลี่ยนระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็น Digital Transformation to Smart hospital เล็งรักษาทางไกล พร้อมรีโนเวทอาคารหอพัก 4 ชั้น ขยายบริการ ด้านการแพทย์-ล้างไต-ตั้งศูนย์ Lab

ดร. พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า โรงพยาบาลครู เป็นหนึ่งในภารกิจด้านการจัดสวัสดิการ งานบริการด้านสุขภาพ ของสำนักงาน สกสค. ซึ่งปัจจุบันมีอาคารเก่าทรุดโทรมไม่ทันสมัยเท่าที่ควร และเพื่อรักษาพยาบาลครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไปให้ดี และทันสมัยยิ่งขึ้น สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จึงจะดำเนินการพัฒนา พลิกโฉมโรงพยาบาลครูครั้งใหญ่ โดยทำ 2 เรื่องควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน คือ 1. ปรับการบริหารจัดการเป็น Smart hospital โดยเปลี่ยนระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลครู จาก Hospital OS เป็น Digital Transformation to Smart hospital และ 2. การขยายพื้นที่โรงพยาบาลครู โดย Renovation อาคารหอพัก 4 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอาคารโรงพยาบาลครูปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ บอร์ด สกสค. ที่มีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และให้เดินหน้าในส่วนที่ทำได้ก่อน และเสนอของบประมาณมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด โดยมีคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลครู ที่มี นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานกรรมการ กำกับดูแล

รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า การใช้ Digital Transformation to Smart hospital จะทำให้ โรงพยาบาลครู มีระบบฐานข้อมูลทันสมัย ไม่ใช้บัตร OPD Card แบบกระดาษที่มีฝุ่นเกาะอีกแล้ว โดยมีการจัดเก็บข้อมูล เวชระเบียนผู้ป่วยด้วยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  มีระบบให้บริการนัดหมาย หรือจองคิว และแจ้งเตือนผู้รับบริการแบบออนไลน์ มีการใช้ใบสั่งยาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถสืบค้นข้อมูลโดยลิงก์ข้อมูลการรักษาพยาบาลภายในโรงพยาบาล เชื่อมโยงสิทธิ์การรักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลาง เชื่อมโยงกับสถานพยาบาลอื่นทั้งของรัฐและเอกชนได้ และในอนาคตก็จะนำระบบ Telemedicine มาช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง       แบบทางไกล และจัดส่งยารักษาไปให้ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาด้วยตนเอง

ดร. พิเชฐ กล่าวอีกว่า สำหรับการขยายพื้นที่โรงพยาบาลครู โดย Renovation อาคารหอพัก 4 ชั้น มาเป็นพื้นที่รักษาพยาบาล จะปรับโฉมทั้งภายในภายนอก ซึ่งภายนอกจะทำ Facade หรือ เปลือกอาคาร ให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงามน่ามาเข้ารับบริการ มีการทำทางเชื่อมที่ชั้น 2 และชั้น 4 กับอาคารเดิม ส่วนภายในปรับปรุงพื้นที่ทั้ง 4 ชั้น ชั้นที่ 1 ประกอบด้วยหน่วยบริการ ติดตั้ง Central Lab ครบวงจร โดย Outsourcing ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงาน เพื่อลดระยะเวลาการเดินทางของ Lab ไปตรวจที่อื่น ,มีการการติดตั้งเครื่อง X-ray แบบ Digital เพื่อให้มีเครื่อง X-ray ที่ทันสมัย, ตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยไตเทียม เช่น เครื่องทำน้ำ RO และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชั้นที่ 2 ใช้เป็นหน่วยไตเทียม ได้ 20 เตียง โดยจะมีเอกชนมาลงทุน เพื่อเพิ่มบริการ   ในการล้างไตในทุกสิทธิ์ ชั้นที่ 3 ใช้เป็นนวดแผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้ประมาณ 20 เตียง ซึ่งปัจจุบันมี 7 เตียงบริการ และได้รับความนิยมเข้าใช้บริการมาก โดยในปี 2565 ให้บริการได้ 3,498 ราย ทำรายได้เข้า สกสค. 947,800 บาท และปัจจุบันผู้รับบริการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47  ส่วนที่ 4 ใช้เป็นสำนักงานห้องผู้อำนวยการ และหน่วยสนับสนุน และทำให้สามารถขยายบริการหน่วยทำฟัน จากปัจจุบันที่มี 4 หน่วย เพิ่มได้อีก 2-3 หน่วย

“สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สถาปนามาครบ 20 ปี ในวันที่ 9 กันยายน 2566 นี้ และกำลังเข้าสู่ปีที่ 21 เราจะพลิกโฉมภารกิจด้านการจัดสวัสดิการ งานบริการด้านสุขภาพ แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบันโรงพยาบาลครู มีการให้บริการตรวจรักษาทั้งทางด้านเวชกรรม ทันตกรรม การแพทย์ทางเลือก นวดแผนไทย มีการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงมีข้อตกลงความร่วมมือกับ 3 โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาลวิชัยเวช โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลศุภมิตร ในการส่งต่อผู้ป่วยสำหรับการดูแลครูประจำการ และครูเกษียณอายุราชการไปแล้ว ส่วนผู้ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ไม่สามารถเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลครูได้ ก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดประสานกับโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนในพื้นที่ให้มีโครงการ มีเงื่อนไขดี ๆ เช่น ส่วนลดให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ดูแลการศึกษาของชาติ”  รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. กล่าว

‘เบิร์ด ธงไชย’ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751939

'เบิร์ด ธงไชย'ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2565

‘เบิร์ด ธงไชย’ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2565

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 18.27 น.

23 สิงหาคม 2566 หอประชุมเล็ก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2566 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นประธานฯ ในการนี้ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 โดยมีบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ จำนวน 12 ราย ดังนี้

สาขาทัศนศิลป์ 

1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร (ภาพพิมพ์)

2. นายเจตกำจร พรหมโยธี (สถาปัตยกรรมผังเมือง)

3.นายดิเรก สิทธิการ (งานสลักดุนเครื่องเงินและโลหะ)

4. นายฤกษ์ฤทธิ์ แก้ววิเชียร (สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)

สาขาวรรณศิลป์ 

1. ศาสตราจารย์เกริก ยุ้นพันธ์

2. นายบุญเตือน ศรีวรพจน์

สาขาศิลปะการแสดง 

1. นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครรำ)

2. นายสมชาย ทับพร (ดนตรีไทย – ขับร้อง)

3. นางราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร (หมอลำประยุกต์)

4. นายธงไชย แมคอินไตย์ (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง)

5.นายสมเถา สุจริตกุล (ดนตรีสากล – ประพันธ์เพลงร่วมสมัย)

6.นายประดิษฐ ประสาททอง (ละครร่วมสมัย)

นายอิทธิพล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้รับสวัสดิการประกอบด้วย ค่าตอบแทนรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่

ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงิน

สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ เงินช่วยเหลือเมื่อประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง

และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นต้น

ในการนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทาน
พระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2565 ทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ และจัดงานนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ประวัติผลงานของศิลปินแห่งชาติ ให้ประจักษ์ต่อสาธารณะ ต่อไป

นับตั้งแต่เริ่มโครงการศิลปินแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2527 มีศิลปินแห่งชาติ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ตั้งแต่ พ.ศ.2528 – 2564 แล้วจำนวน 342 คน และในปี พ.ศ. 2565 จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 354 คน แบ่งเป็นสาขา ทัศนศิลป์ 105 คน วรรณศิลป์ 61 คน และศิลปะการแสดง 188 คน ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 175 คน และยังมีชีวิตอยู่ 179 คน

ทั้งนี้ ประชาชนและนักเรียน นักศึกษา เยาวชนผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.culture.go.th หรือ www.facebook.com/DCP.culture  

‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’ นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751662

‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’  นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’ นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.37 น.

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงความพยายามในการใช้ระบบจ่ายเบี้ยยังชีพแบบมุ่งเป้าด้วยการพิสูจน์ความจนเพื่อลดภาระทางการคลัง ว่า จะสร้างปัญหาในการดำเนินการมากกว่าช่วยประหยัดงบประมาณ โดยมีการคาดการณ์ว่า อาจต้องใช้เงินงบประมาณ 9 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 ในการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงวัย และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เบี้ยยังชีพจ่ายในอัตราปัจจุบันที่ 600-1,000 บาทนั้น ก็ไม่เพียงพอต่อผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ไม่มีรายได้จากการทำงานและไม่มีเงินออม ที่สำคัญเกณฑ์ใหม่เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงวัยยังเปลี่ยนแนวคิดสวัสดิการสมัยใหม่ถือเป็นสิทธิที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นแนวคิดสวัสดิการอนุรักษ์นิยมแบบสงเคราะห์คนจนหรือผู้ด้อยโอกาสซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมว่า ผู้ที่จะรับเบี้ยยังชีพต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

“เมื่อกำหนดเกณฑ์ใหม่เช่นนี้ก็จำเป็นที่ต้องมีกระบวนการในการพิสูจน์ความจนขึ้น ทำให้เกิดต้นทุนในการบริหารสวัสดิการเบี้ยยังชีพ หากต้นทุนส่วนเพิ่มนี้มากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ยากจนแต่ได้ใช้สิทธินี้ไป เกณฑ์ใหม่นี้จะไม่เกิดประโยชน์ในการประหยัดงบประมาณเพราะไม่คุ้มกับต้นทุนการบริหารจัดการพิสูจน์ความจนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในกระบวนการพิสูจน์ความจนนั้นยังก่อให้เกิดการรั่วไหลทุจริตคอร์รัปชั่นเอื้อประโยชน์กันผ่านการใช้อำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับปฏิบัติการได้ นอกจากนี้ อาจเกิดการตกหล่นตกสำรวจของผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจนได้” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า “นอกจากไม่ควรลดสวัสดิการผู้สูงวัยจากเดิมซึ่งเป็นสิทธิให้ต้องไปพิสูจน์ความจนแล้ว ควรให้เป็นสิทธิถ้วนหน้าเหมือนเดิมและเพิ่มเบี้ยยังชีพจาก 600-1,000 บาท เป็น 2,000-3,000 บาทต่อเดือนแทน” ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นมาขั้นต่ำ 3-4 แสนล้านบาท โดยงบประมาณส่วนนี้ให้นำมาจากกองทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณต่างๆ ที่ไม่จำเป็น มาจากการเบิกจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นลดการดูงานต่างประเทศของผู้บริหารในองค์กรของรัฐที่ไม่จำเป็น รวมทั้งต้องมีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้ามากขึ้น หากสามารถจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมกับจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น การจ่ายเบี้ยยังชีพหรือบำนาญผู้สูงอายุ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน จะสามารถทำได้โดยไม่เกิดความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลัง

ทั้งนี้ หากรัฐบาลใหม่วางเป้าหมายต้องการให้ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นย่อมทำได้ แต่ต้องมีการปฏิรูประบบการคลังใหม่และต้องปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งประเทศรัฐสวัสดิการส่วนใหญ่ในยุโรปมักเป็นประเทศที่มีระบบราชการหรือระบบรัฐการที่ใหญ่ ต้องมีระบบราชการและระบบการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นรัฐสวัสดิการที่ล้มเหลวหรือประสบปัญหาความยั่งยืนทางการเงินการคลัง เกิดวิกฤตทางการคลังนำไปสู่การลดขนาดของระบบราชการและลดสวัสดิการของประชาชนในที่สุด

“ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบางประเทศในยุโรปใต้และฝรั่งเศส และเมื่อมีการลดสวัสดิการก็จะเกิดการชุมนุมต่อต้านเกิดความไม่สงบขึ้นมาในสังคม เมื่อปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลใช้งบกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเงินบำนาญข้าราชการ มีอดีตข้าราชการที่ได้รับสิทธิ์ 9.5 แสนคน หรือคิดเป็นเงินบำนาญเฉลี่ย 2.6 หมื่นบาท/คน/เดือน แต่ผู้สูงอายุไทย11 ล้านคน ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600-1,000 บาทต่อเดือน และจะใช้เงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2567 ประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งและผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่ง” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ระบบรัฐสวัสดิการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เลย คือ สังคมสวัสดิการที่ต้องทำให้สถาบันครอบครัวและระบบชุมชนมีความเข้มแข็ง การสร้างและการพัฒนาสังคมสวัสดิการซึ่งเป็นระบบสวัสดิการที่หลากหลายเปิดกว้างเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีการจัดการในหลายรูปแบบทั้งเอกภาคี ทวิภาคี ไตรภาคี และพหุภาคี ตามแต่ลักษณะของผู้จัดสวัสดิการ

ซึ่งสามารถดำเนินการเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ 1.กำหนดการสร้างสังคมสวัสดิการให้เป็นวาระแห่งชาติ สังคมสวัสดิการ มีความหมายที่แตกต่างไปจากรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เพราะรัฐสวัสดิการโดยทั่วไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ภาครัฐต้องขยายใหญ่ขึ้น อาจไม่เหมาะกับไทยอย่างน้อยในระยะสั้นที่ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องฐานะทางการคลัง รัฐสวัสดิการเป็นการจัดสวัสดิการทั่วหน้าและทั่วด้านโดยรัฐ แต่สังคมสวัสดิการมีสวัสดิการทางเลือกหลากหลายจากทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า

2.สร้างภาคีสังคมสวัสดิการจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมใน 3 รูปแบบ ได้แก่ สวัสดิการโดยรัฐถือเป็นสิทธิพื้นฐานของสังคมที่จะลดความแตกต่างทางสังคม และเศรษฐกิจและการลดช่องว่างความสัมพันธ์ไม่เสมอภาคอันเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อไม่ได้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในสังคม สวัสดิการโดยรัฐประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การบริการสังคม การประกันสังคม และการสงเคราะห์สังคม หรือการช่วยเหลือทางสังคม

แนวทางการสร้างสวัสดิการโดยรัฐให้กว้างขวางครอบคลุม สามารถดำเนินการได้โดยการจัดการงบประมาณโดยการกำหนดเป้าหมายในการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ให้ถึงมือคนจน การกระจายอำนาจจากราชการให้องค์กรประชาชนเพื่อทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถจัดสวัสดิการในบางประเภท การพัฒนาฐานข้อมูลระดับพื้นที่ และข้อมูลจุลภาคในระดับชุมชน/ท้องถิ่น

การคลังเพื่อการกระจายรายได้โดยปรับปรุงการจัดเก็บภาษีทั้งอัตราภาษีและประเภทภาษี รวมถึงการกระจายระบบงบประมาณไปสู่ระบบการคลังท้องถิ่น การจัดให้มีระบบความมั่นคงทางสังคม (หรือระบบการประกันสังคม) เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตของคน เช่น ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ซึ่งควรมีลักษณะถ้วนทั่ว

3.สวัสดิการโดยภาคธุรกิจ นอกจากสวัสดิการจากรัฐตามกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ภาคธุรกิจก็สามารถจัดสวัสดิการให้กับแรงงานลูกจ้างและแรงงานที่คล้ายลูกจ้าง (เช่น เกษตรกรภายใต้พันธสัญญา และผู้รับงานไปทำที่บ้าน) ได้โดยผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบของทางราชการใน 3 ด้าน คือ ขยายการคุ้มครองแรงงานทั่วหน้า การประกันสังคมถ้วนหน้าครอบคลุมทั้งแรงงานภายในและนอกระบบที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจโดยตรง และสวัสดิการแรงงานในลักษณะอื่นๆ เช่น ที่พัก อาหารกลางวันรถรับ-ส่ง เป็นต้น

และ 4.สวัสดิการโดยชุมชน รูปแบบการจัดสวัสดิการสำหรับกลุ่มนี้ ได้แก่ การที่รัฐส่งเสริมและสนับสนุนโครงการที่ชุมชนร่วมกันจัดทำขึ้น กล่าวคือ ขยายผลสวัสดิการบนฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมให้กว้างขวาง และการมีส่วนร่วมจากภาคชุมชน ครัวเรือน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยส่วนกลางจัดทำกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินการในระดับพื้นที่

สนับสนุนสถาบันแรงงานที่ไม่เป็นทางการเพื่อทำงานคู่ขนานไปกับระบบสหภาพแรงงานไม่ติดยึดเพียงกรอบการทำงานของระบบสหภาพ และส่งเสริมให้การจัดตั้งเครือข่ายแรงงานนอกระบบร่วมกับแรงงานในระบบภาคต่างๆ ส่งเสริมงบประมาณเพื่อการส่งเสริมสถาบันสวัสดิการชุมชน โดยสนับสนุนให้ภาคประชาชนทั้งในรูปแบบกลุ่ม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ เป็นเจ้าภาพในการจัดสวัสดิการ โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและจัดงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการที่กลุ่มและองค์กรเหล่านี้จัดทำขึ้นสวัสดิการอื่นๆ

“เช่น ปรับกระบวนการทำงานของสถาบันและระบบสถานสงเคราะห์ ไม่ให้เป็นกลายเป็น การกระทำแบบซ้ำซ้อน พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสและด้อยสมรรถนะดำเนินชีวิตอิสระ เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองให้ยืนอยู่ได้ในสังคม โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้พิการ คนชรา เหยื่อผู้ถูกกระทำจากความรุนแรง เป็นต้น” กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ. กล่าวในตอนท้าย