คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’ สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731475

คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’  สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’ สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานจัดการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดทำหนังสือทิศทางกีฬาไทย” (ครั้งที่ 3) เพื่อติดตามความคืบหน้าและทบทวนข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานครเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย คณะกรรมาธิการคณะอนุกรรมาธิการ คณะทำงาน และหน่วยงานด้านกีฬาที่เกี่ยวข้อง จากผลการสัมมนาในครั้งนี้ได้ทราบถึงความคืบหน้าตามลำดับและเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่ตั้งไว้ โดยเบื้องต้นคณะทำงานได้มีการยกร่างหนังสือทิศทางกีฬาไทยเป็นรูปเล่มเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา และเพื่อให้หนังสือมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ คณะทำงานจะนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาไปปรับปรุงแก้ไขและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731472

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี  สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 เริ่มจาก 4 คณะได้แก่ คณะเกษตรศาสตร์ คณะการประมงคณะสหกรณ์ และคณะวนศาสตร์ ปีนี้ครบรอบ 80 ปีและในอีก 20 ปี จะครบ 1 ศตวรรษ จึงได้พลิกโฉมการเรียนรู้แบบใหม่ ผ่านโครงการ “KUniverse” โดยการให้เกษตรกรและนิสิตมาเรียนรู้ร่วมกัน สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาผนวกร่วมกัน ใช้สินค้าและบริการเป็นฐานในการเรียนรู้ พัฒนาคนไทยให้เป็นผู้ประกอบการและนักนวัตกรรม นำพื้นฐานทางการเกษตร อาหารการแปรรูปมาต่อยอด สร้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็น University at a marketplace หรือแหล่งการตลาดสินค้าพรีเมียมที่จะทำให้ทั้งโลกรู้จักประเทศไทย

โครงการที่ 2 จะมีการนำองค์ความรู้จากการเกษตรมาต่อยอดและถ่ายทอดไปที่การเรียนการสอนด้านสุขภาพอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ โดยได้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งให้ทันสมัยและโดดเด่นในเรื่องของเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม และการก่อตั้งโรงพยาบาลได้ผ่านความเห็นชอบในวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท โดยจะมีการเปิดรับนิสิตรุ่นแรกในปี 2567 และโรงพยาบาลแห่งนี้ก็จะตั้งที่บางเขนมีพื้นที่ติดถนนวิภาวดีรังสิต ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งก็จะเรียกโครงการนี้ว่าอุทยานการแพทย์ โดยจะสร้างความร่มรื่นให้เป็นพื้นที่สีเขียวในบริเวณอุทยานการแพทย์ ตั้งเป้าภายใน 20 ปี ว่าจะมีการขับเคลื่อนให้โดดเด่นในภูมิภาค

ดร.จงรักกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนา ได้จัดสร้างภาพยนตร์สั้นในชื่อ “KUniverse” เพื่อเล่าเรื่องราวความกินอยู่ดีของคนในชาติ นำเสนอตัวตนของความเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้สร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ผ่านการเดินทางไกลของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย ทั้ง 4 คน ที่มีวิถีชีวิตและความฝันที่แตกต่างกัน แต่จำเป็นต้องมาเดินทางร่วมกันเพื่อแข่งขันทำภาพยนตร์สั้น เพื่อค้นหาความหมายของคำว่า จักรวาลเคยู หรือ KUniverse นำพาให้ไปพบกับผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ จะค้นพบแก่นสารสำคัญที่อยู่ในศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งเป็นศาสตร์ของคนไทยที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ร่วมแสดงโดยนิสิตปัจจุบัน และนิสิตเก่าชื่อดัง อาทิ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ KU 66, นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ KU 79 ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว KU 76 พร้อมด้วยนักแสดงสมทบกิตติมศักดิ์

ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอทีเซอร์ “KUniverse” ผ่านช่องทาง Youtube KU Channel และเผยแพร่หนัง
ฉบับเต็มในเดือนมิถุนายนนี้ ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.ku.ac.th

‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731471

‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต  บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา พร้อมด้วย ดร.นกุล ฤกษ์จริจุมพล ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา และผู้ชนะการประกวด POPULAR VOTE @SDU Smart Idol 2023 บริจาควัสดุอะลูมิเนียมจากกระป๋องเครื่องดื่ม ห่วงและฝากระป๋อง รวมถึงวัสดุอะลูมิเนียมอื่นๆ ให้กับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนขยะมูลฝอยชุมชน เป็นผู้แทนรับมอบณ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การบริจาควัสดุอะลูมิเนียมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการจิตอาสาวิถีใหม่“เปลี่ยนขยะอะลูมิเนียม เป็นต้นทุนขาเทียมแด่ผู้พิการ” เพื่อนำไปคัดแยก และเปลี่ยนเป็นต้นทุนในการจัดทำขาเทียมสำหรับผู้พิการ สมทบให้กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต่อไป

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731466

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม นำทีมผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา บุคลากรพร้อมด้วยผู้นำนักศึกษา ทั้ง 10 คณะ 4 วิทยาลัย จำนวน 110 คน ร่วมปลูกป่าชายเลน “กิจกรรมจิตอาสา SRIPATUM USR ร่วมใส่ใจรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้โครงการ “ร่วมรักษ์โลก สร้างพันธุ์กล้า ปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืน” ณ บ้านคลองโคนรีสอร์ท ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อต้นกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731473

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล  โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (สพป.พิษณุโลก เขต 2) มอบรางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้โรงเรียนในสังกัด ในการประชุมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติการจัดการเรียนรู้เชิกรุก (Active Learning) ปีการศึกษา 2565 ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ผู้ได้รับรางวัลโล่รางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ปีการศึกษา 2565 ระดับยอดเยี่ยม ได้แก่ ระดับปฐมวัย นายภิรัฐพงค์ จอมสิริ โรงเรียนบ้านปากยาง, ระดับ ป.1-3 น.ส.สายรุ้ง กิ่งสระแกราช โรงเรียนวัดวังพิกุล,ระดับ ป.4-6 นางวีนัส บุญโสภา โรงเรียนบ้านโป่งปะและระดับ ม.1-3 น.ส.เกวลี ยิ้มประเสริฐ โรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลเกียรติบัตรแก่ครูต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 33 ราย, รางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ครูระดับปฐมวัย จำนวน 35 ราย, ครูระดับ ป.1-3 จำนวน 81 ราย,ครูระดับ ป.4-6 จำนวน 81 ราย และครูระดับ ม.1-3 จำนวน 33 ราย

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731469

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย  พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ปีที่ 21 เปิดรับสมัครนักวิจัยสตรีไทย อายุไม่เกิน 40 ปี เจ้าของงานวิจัยอิสระในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ พร้อมมอบทุนสูงสุดจำนวน 5 ทุน ทุนละ 250,000 บาท และโล่เกียรติคุณ

นางสาวอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าวว่า ลอรีอัลเดินหน้าสนับสนุนสตรีในแวดวงวิทยาศาสตร์เสมอมาผ่านกิจกรรมต่างๆโดยในปีนี้โครงการได้จัดงาน Conversations with the Fellows ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อกระชับมิตรครอบครัวนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุน เสริมเครือข่ายนักวิจัยสตรีไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเชิดชูเกียรติสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์และสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเปิดรับสมัครชิงทุนทุนวิจัยฯ เป็นปีที่ 21 เพื่อเฟ้นหาผลงานของนักวิจัยสตรีไทยที่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงบวกในวงกว้าง และผลักดันผลงานวิจัยให้สามารถก้าวไปยังระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการที่ว่า โลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

นักวิจัยสตรีที่สนใจสามารถสมัครเข้าชิงทุนโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2566 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการผ่านทางเว็บไซต์ http://www.FWISThailand.com หรือสอบถามเพิ่มเติมที่อีเมล FWISTH@loreal.com

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731474

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ  ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา และ ผศ.ดร.ยุธยา อยู่เย็น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำทีมนักวิจัยและผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปร่วมจัดแสดงในงาน “The 48th International Exhibition of Invention Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ปรากฏว่าได้รับรางวัลถึง 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติ 2 รางวัล รางวัลเหรียญทอง 1 รางวัล รางวัลเหรียญเงิน 1 รางวัล และรางวัลเหรียญทองแดง 4 รางวัล จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำไปจัดแสดงทั้งสิ้น 6 ผลงาน

6 ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ประกอบด้วย “สารดับเพลิงผงเคมีแห้งจากวัสดุชีวภาพเหลือใช้ทางการเกษตร” และผลงาน “นาโนเซลลูโลสอิมัลชันยืดอายุผักผลไม้ที่สามารถบริโภคได้ จากผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม” โดย ผศ.ดร.ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ ผลงาน “สารสีชีวภาพจาก Monascus spp. สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแต่งสี” และ
ผลงาน “นวัตกรรมการผลิตสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่จากเซลล์ว่านเพชรหึงสำหรับใช้ในเวชสำอาง” โดย ผศ.ฤทธิพันธ์ รุ่งเรือง ผลงาน “เคอคูมินอยด์จากขมิ้นชันที่เสถียรและละลายน้ำได้ด้วยการกักเก็บในอะไมโลสจากแป้งข้าว” และผลงาน “ครีมกันแดดสารธรรมชาตินาโนไฮบริดป้องกันรังสียูวียับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ” โดย ดร.วีรชน ภูหินกอง

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731388

รักเด็ก...แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.24 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 นายครรชิต มนูญผล ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ประกอบผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้ 7 เบื่อของครูไทย รักเด็ก..แต่หมดไฟ เบื่อรัฐมนตรี มีก็เหมือนไม่มี แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ทันเหตุการณ์ , เบื่อ กคศ. พูดแต่ปาก บอกว่าเน้นสภาพจริง ลดกระดาษ แต่กลับยิ่งมากกว่าเดิม , เบื่อ O-NET บอกว่าสอบตามความสมัครใจ สุดท้ายบังคับสอบทุกคน , เบื่อหลักสูตร มีรายวิชามากมาย แต่เอาไปใช้จริงในชีวิตได้น้อยมาก , เบื่อ ผอ. ทุก ผอ. เอาแต่ใจตนเอง ไม่ฟังเสียงใคร สั่งเอาโน้นเอานี่ทั้งวัน , เบื่อประเมินสารพัด ประเมินเกือบทุกวัน เน้นแต่ถ่ายภาพ จัดฉาก มากพิธี และ เบื่อ สมศ. ขยันผิดปกติ เน้นเอกสารเดิมๆ … การศึกษาไม่ใช่เรื่องของมือสมัครเล่น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2566 นายครรชิต ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ระบุว่า 5 คุณลักษณะ รมว.ศึกษาธิการ คนใหม่ 1.มีประสบการณ์ตรง ทำงานได้ทันที ไม่ใช่มาเริ่มฝึกงานใหม่ ที่นี่ไม่ต้องการเด็กฝึกงาน 2.รู้ทันโลก ไม่ไร้เดียงสา รู้ทันข้าราชการประจำ ไม่เป็นเครื่องมือพ่อค้า 3.พูดจารู้เรื่อง รู้จริง รู้ชัด กล้าพูด กล้าตัดสินใจ กล้านำเสนอ 4.มีวิสัยทัศน์ด้านคุณภาพชัดเจน รู้ว่าสภาพจริงเป็นเช่นไร และจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร และ 5.ติดดิน ขยัน สู้งาน ออกตรวจสภาพจริง มากกว่านั่งสวยๆ บนหอคอย

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid02ZpMbgfpWX8GUYJpLDZoUj5cKw3howG1ZJV4i29wH4L5rcsjG9QgZaD66WyCVEc5Kl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500 , 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid032L9GxSF2tmUQAgVJezmhbRLQcYmnS7Retp7vLH83A6DEXy9zib84yxWuBEWSyLANl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731336

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา  ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.10 น.

“รายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุกำลังจะเผชิญกับข้อจำกัดงบประมาณ”อันเนื่องจากผลกระทบของโควิด ปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก และสงครามรัสเซียรุกรานยูเครน ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของเราเองที่ปรับตัวไม่ทันโลก จะส่งผลต่อความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะยาว ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังตามเป้าหมาย ซ้ำยังมีภาระจ่ายคืนหนี้เงินกู้มหาศาลในอนาคต ดังนั้น “ประเทศไทยควรจะต้องหาทางออกสำหรับงบประมาณรายจ่ายที่เพียงพอและยั่งยืน” สำหรับระบบความคุ้มครองความยากจนสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต

“แม้จะมีความพยายามโดยภาคประชาสังคมและภาคการเมือง เพื่อผลักดันทางกฎหมายและการเมืองในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติบำนาญผู้สูงอายุ แต่ทุกฉบับล้วนถูกตีตกด้วยเหตุผลหลักคือเป็นภาระงบประมาณ” ทั้งที่หากผู้กำหนดนโยบายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะให้ความคุ้มครองด้านสวัสดิการต่อประชาชน ก็ควรที่จะผลักดันให้สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนอย่างระบบบัตรทองหรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดยหลักการพื้นฐานแล้ว แนวคิด“รัฐสวัสดิการ” หรือ สวัสดิการสังคมถ้วนหน้า ซึ่งครอบคลุมถึงระบบ “บำนาญแห่งชาติ” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการมีชีวิตที่มั่นคง และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดสวัสดิการ โดยควรจะเป็นเป้าหมายทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางการเมืองที่เป็นฉันทามติของสังคมไทย สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการลดความเหลื่อมล้ำจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

“เราไม่สามารถจะนำตัวแปรความเหลื่อมล้ำออกจากสมการของการพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เพราะประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และด้านทรัพย์สิน เป็นปัญหาติดอันดับต้นๆ ในโลก โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตระกูลที่รวยที่สุด50 ตระกูล มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20-30% หรือ เพิ่มขึ้น 6-8 เท่า มีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ1 ใน 10 ของ GDP เพิ่มเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP

ซึ่งตระกูลที่รวยที่สุดตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเพียงปีเดียวเกือบ 1 แสนล้านบาท ในปี 2563 ที่ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสจากปีแรกของโควิด หลายตระกูลบนยอดพีระมิดที่ความมั่งคั่งเติบโตรวดเร็วติดจรวด เพราะได้เปรียบจากการประกอบธุรกิจสัมปทาน หรือ ธุรกิจกึ่งผูกขาด เช่น โทรคมนาคม หรือ พลังงาน ตลอดจนกลไกภาครัฐเอื้อให้สามารถมีอำนาจเหนือตลาด และได้รับยกเว้นภาษีแบบที่ผู้ประกอบการ SME ไม่ได้รับโอกาส”

ในขณะที่ ช่องว่างระหว่างคนรวยที่สุด 10% และคนส่วนใหญ่ในประเทศ ยิ่งขยายกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนจนระดับล่าง 10% แทบจะไม่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คงไม่น่าแปลกใจที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ตามที่ ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว (2522) เคยระบุไว้ว่า “รัฐบาลไม่ต้องการใช้นโยบายการคลังเพื่อผลทางการกระจายรายได้ เพราะนโยบายดังกล่าวกระทบต่อฐานะของคนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยรักษาผลประโยชน์หรือมีประโยชน์ผูกพันอยู่ด้วย” ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ได้มีข้อเสนอมากมายในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เช่น ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล (2556) ได้เสนอว่า การสร้างความเสมอภาคได้มากขึ้นวิธีหนึ่งก็คือ การกระจายการถือครองทรัพย์สินใหม่

ในขณะที่ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2560) ได้ระบุว่า การที่สินค้าและบริการสาธารณะของเรา รวมทั้งระบบรัฐสวัสดิการ มีไม่เพียงพอและคุณภาพย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐมีงบประมาณจํากัด ซึ่งเกิดจากการเก็บภาษีได้น้อย ดังนั้น จึงควรที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและความเป็นธรรมทางภาษี ซึ่งภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินต่างๆ ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป และเพราะการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยในปี พ.ศ. 2558 ประมาณ 1 ใน 4 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อน (Pitidol, 2018)

ดร.สมชัย จิตสุชน และคณะ (2554) ได้เสนอว่า ประเทศไทยควรมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อยกระดับรายได้ภาษีให้ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพในการเสียภาษี” และช่วยให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากขึ้น สอดคล้องกับ Kwaja and Iyer (2014) ซึ่งระบุว่า หากประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้น รายได้ภาษีจะเพิ่มได้ถึง 20-30% ของ GDP

Solt (2019) ได้แสดงให้เห็นว่า มาตรการภาษีและเงินสวัสดิการของไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งแสดงถึงศักยภาพที่จำกัดของประเทศไทยในการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการของรัฐไทย สามารถช่วยลดความยากจน ตามที่ Sondergaard et al. (2016) ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายภาครัฐด้านสวัสดิการ มีบทบาทสูงขึ้นในการช่วยลดความยากจนของครัวเรือนไทย

“ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นที่สำคัญคือ คนจำนวนมากยังต้องทำงานทั้งชีวิตโดยที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ ยิ่งทำงานก็ยิ่งจนลงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยได้พัฒนาเศรษฐกิจโดยการกดค่าจ้างในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น” ดังที่ ดร.นพดล บูรณะธนัง และ พรเกียรติ ยั่งยืน (2556) ได้แสดงให้เห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างทั่วไป เพิ่มขึ้นช้ากว่าผลิตภาพแรงงาน และ GDP ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2553 (หรือ ค.ศ.2001-2010) ดังนั้น มูลค่า (แรงงาน) ส่วนเกินหรือ Surplus Value ที่เกิดจากผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น กลับหายไปอยู่ที่นายทุนที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นไป

“ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐศาสตร์ (technical analysis) และทางศีลธรรม (ethical analysis)
จึงควรเร่งพิจารณาและผลักดันให้มีการหาทางแหล่งรายได้สำหรับระบบ
บำนาญแห่งชาติ รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (budget reprioritization) เพื่อมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายบำนาญผู้สูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายในทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษี เช่น รัฐสวัสดิการ”

ดังที่ ศ.ดร.นพ.ศุภสิทธิ์ พรรณนา รุโณทัย ได้เสนอไว้ว่า บรรยากาศทั่วไปที่สังคมไทยพัฒนาถึงขั้นควรจัดระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพิ่มขึ้นเพิ่มการจัดบำนาญถ้วนหน้าเพื่อผู้สูงอายุ เงินชดเชยรายได้การตกงาน ฯลฯ นโยบายทั้งหมดนี้ต้องมาจากแหล่งเงินของรัฐที่มีขนาดใหญ่และยั่งยืนขึ้น การปฏิรูปภาษีโดยเฉพาะภาษีที่เกี่ยวกับรายได้และความมั่งคั่งต้องเพิ่มฐานจำนวนผู้เสียและขนาดของการจัดเก็บมากขึ้น ผสมผสานด้วยระบบการคลังอื่นๆ แบบมีส่วนร่วม (ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย, 2564)

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ (Phongpaichit and Baker, 2015) ได้ชี้แนะว่า การทำให้สังคมไทยมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้สังคมไทยมีสันติสุขและความปรองดองในระยะยาว ระบบบำนาญผู้สูงอายุ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเกื้อกูลกันแบบสมัยใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยคนรวยจ่ายมากกว่าตามกำลังความสามารถ หรือ ability to pay ตามหลักพื้นฐานของ
ระบบภาษีอากร (ศ.ดร.เอื้อมพร พิชัยสนิธ,2557) ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจในการโอบอุ้มกันในสังคมไทยในลักษณะของการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากความยากจนผู้สูงอายุ

แน่นอนว่า “ระบบบำนาญแห่งชาติมีความท้าทายสำหรับประเทศในแง่ของทรัพยากรที่มีจำกัดสำหรับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน” ซึ่งถึงแม้งานวิจัยต่าง ๆ ก่อนหน้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ (Suwanrada and Wesumperuma, 2012; Schmitt et al., 2013; และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2558) แต่ก็ชัดเจนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางการเมือง

แม้กระนั้นก็ตาม “สมัยเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ได้มีการคัดค้านว่า ประเทศไทยไม่มีงบประมาณ แต่ความก้าวหน้าของประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกสำหรับประเทศไทยสามารถที่จะเกิดขี้นได้” ซึ่งสองทศวรรษต่อมา การดูแลสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UHC ได้กลายเป็นเป้าหมายและเจตนารมณ์ร่วมกันของมนุษยชาติ

ดังนั้น หลังวิกฤตโควิด ประเทศไทยควรจะมี “ระบบบำนาญที่พึงปรารถนา” โดยกำหนดเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้ยามชราภาพเพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่ง ก. การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Increase),ข.การปฏิรูปภาษีทั้งระบบเพื่อระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า (Tax Reform for Universal Welfare System) และ ค.การจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (Budget
Reprioritization)

เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศได้สนับสนุนมานานแล้ว และเป็นนโยบายปกติที่ทำกันในประเทศพัฒนาแล้ว!!!

ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย

คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731328

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.02 น.

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

16 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมนโยบายการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภาพการเติบโตของประเทศไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ธนาคารโลกและ สกสว. จะจัดทำรายงาน Policy Effectiveness Review (PER) เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคเอกชน โดยรายงานฯ จะพิจารณาแนวทางการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อประเมินความสอดคล้องของนโยบายปัจจุบันกับความท้าทายและจำเป็นของประเทศไทยในด้านนี้

รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับนวัตกรรมในการพัฒนาเอเชียตะวันออกเน้นย้ำถึงย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี หลายประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศไทย ยังไม่สามารถพัฒนาให้เท่าทันกับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน โดยประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรองลงมาร่วมกับมาเลเซีย เวียดนาม และมองโกเลีย โดยมาเลเซียมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ใกล้กับประเทศผู้นำฯ มากที่สุด

“ความร่วมมือกับธนาคารโลกครั้งนี้ จะเป็นการทำงานแบบเป็นหุ้นส่วน รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินโครงการทบทวนนโยบายประสิทธิผล (PER) ของนโยบายนวัตกรรมของประเทศไทย” รศ.ดร. ปัทมาวดี โพขนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าว “ผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐไทยสามารถออกแบบกลไกมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย ที่เหมาะสมกับการสร้างศักยภาพของภาคเอกชนไทยในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจไทย” 

จากการวิจัยระบบนวัตกรรมของประเทศที่มีอยู่ การพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยมีข้อจำกัดในหลายด้านที่ควรพัฒนาให้เพียงพอเพื่อผลักดันให้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยก้าวหน้าทัดเทียมประเทศผู้นำฯในระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมถึงช่องว่างด้านทักษะสำคัญอันจากการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคนิค ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับศูนย์วิจัยต่าง ๆ นอกจากนี้ กฎระเบียบในการนำเข้าปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม (Science, Technology, and Innovation – STI) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SME ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจในการผลักดันการพัฒนาด้านนวัตกรรมนั้น ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องจัดลำดับความเร่งด่วนของนโยบายที่สำคัญต่อการพัฒนาระดับความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชนของประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างบริษัทที่เกี่ยวโยงกับบริษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดเล็กในประเทศคุณเซซิล เนียง ผู้จัดการสายงานการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และ นวัตกรรม ธนาคารโลกประจำภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิค กล่าว “นวัตกรรมมีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถพัฒนาเป็นประเทศรายได้สูงได้ และเราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้สามารถออกแบบนโยบายผลักดันนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้การพัฒนาด้านนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดและประหยัดพลังงานจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

โครงการความร่วมมือทางเทคนิคนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สกสว. ภายใต้กรอบสัญญาการให้บริการที่ปรึกษา (Reimbursable Advisory Services: RAS) ของธนาคารโลก โดยธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงภายใต้โครงการนี้ตามคำขอของประเทศสมาชิก โดยให้บริการด้านการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญในอนาคตได้ดีขึ้น