ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.17 น.

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู – เสริมสร้างการเรียนรู้ตามวิถีคนรุ่นใหม่

21 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือกับ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด และคณะ เพื่อยกระดับการผลิตสื่อการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการอัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) เพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และปรับตัวให้เราก้าวทันตลาดแรงงาน

“วันนี้ทางผมได้คุยกับ TikTok ถึงความร่วมมือที่ผ่านมา และการขยายความร่วมมือในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู พร้อมกับผลิตสื่อทำคอนเทนต์ในลักษณะช็อตวิดีโอ เพื่อเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆที่เข้าถึงได้ง่ายภายใน 2 นาที ที่เหมาะสมกับวิถีของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ และหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการการอัปสกิล รีสกิล เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งในกลุ่มเด็กนักเรียน ครู และบุคลากร รวมไปถึงการโปรโมทข่าวสารและกิจกรรมของกระทรวงฯ ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในวงกว้างด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 – 2570 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐร์ วันทอง และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักการบริหารแบบ School-Based Management หรือ “การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับบริบทและการตัดสินใจของแต่ละโรงเรียน ภายใต้แนวคิด “เอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายในการปฏิบัติ” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

“ทุกท่านที่เข้าร่วมในวันนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมออกแบบอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัย การลดความเหลื่อมล้ำ และการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตอกย้ำแนวคิด “All for Education” เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับเด็กไทยทุกคน และนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ศธ.ได้กำหนด 4 นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้จัดกิจกรรม Workshop เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางพัฒนาในแต่ละประเด็นนโยบาย พร้อมคัดเลือกแนวทางที่มีความเป็นไปได้ โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินงานระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570 เพื่อนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ สพฐ. รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ (ร่าง) นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตต่อไป

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตร ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) และ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมเปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่โลก” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ซึ่ง อว. มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค โดยมีอาหารและการแพทย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนอัตลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้สินค้าไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอด เป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1.โภชนาการส่วนบุคคล 2.โปรตีนแห่งอนาคต 3.ระบบอาหารหมุนเวียน 4.การผลิตอัจฉริยะ 5.การผลิตที่ยั่งยืน 6.ความปลอดภัยอาหาร และ 7.ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บจก.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ “No Equity Taken” เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว

รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ม.มหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบและเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยพีบีเอส และสถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS) ลงนามความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็กและเยาวชน ส่งละครเด็กสั้น “SMART BOY” สู่โรงเรียนในไต้หวันเป็นเวลา 3 ปี ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการใช้สื่อสาธารณะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์เด็กจากประเทศไทยได้เข้าถึงผู้ชมต่างประเทศในมิติของการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งภายใต้ข้อตกลง PTS ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ละครสั้นสำหรับเด็กเรื่อง SMART BOY” ซึ่งผลิตโดยไทยพีบีเอส จากความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกสหภาพการกระจายเสียงเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Broadcasting Union (ABU) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในไต้หวัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ถึงวันที่ 30 เม.ย.2572 โดยมีข้อตกลงครอบคลุมสิทธิ์ในการจัดฉายแบบไม่แสวงหากำไร

โดยเมื่อปี 2562  SMART BOY เคยออกอากาศทาง NHK ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่อง NHK ETV เพื่อผู้ชมเด็กและเยาวชน และยังเคยได้รับคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เด็กและเยาวชนนานาชาติไต้หวัน หรือ Taiwan International Children’s Film Festival (TICFF) อีกด้วย

“SMART BOY” ละครสั้นเล่าเรื่องของ “เก่งกล้า” เด็กชายวัย 9 ขวบ ที่อาศัยอยู่กับพ่อซึ่งมีอาชีพช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้จะเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ และใฝ่ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทาย เมื่อแอบนำเกมบอยของเพื่อนสนิทมาเล่นจนเกิดความเสียหาย ทำให้ต้องเรียนรู้การรับผิดชอบ การแก้ปัญหา และคุณค่าของความซื่อสัตย์ เนื้อหาสะท้อนมิตรภาพ การเติบโต และบทเรียนชีวิตของเด็กๆ ผ่านมุมมองเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ทำให้ “SMART BOY” ได้รับความสนใจจากสื่อสาธารณะและเวทีสื่อเด็กในต่างประเทศ และถูกนำไปต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับนานาชาติอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือระหว่าง Thai PBS และ Public Television Service Foundation ในครั้งนี้

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. กล่าวว่า การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้

“ปัจจุบันบริบทและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รมว.อว. กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพเป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกรกล่าวว่า สกร. เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล 

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์ 

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม ศธ.-อว.-รง. สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง ย้ำโรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็กตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

20 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้บูรณาการในการทำงาน เนื่องจากมี พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท โดยส่วนแรก จะใช้ในการช่วยเหลือภาคประชาชน ภาคเกษตร ต่างๆ จำนวน 200,000 ล้านบาท ส่วนอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ใช้ในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องทักษะ AI

“ท่านนายฯ สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าให้กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ไปสร้างทักษะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะต้องไปดำเนินการ โดยในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) ผมจะเรียกผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.มาหารือกัน เพื่อเตรียมทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสูตรว่าจะต้องเพิ่มอะไรเข้าไปบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ในการดำเนินการ” รมว.ศธ.กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวถึงการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การเรียนการสอน (แทบเล็ต) ของนักเรียน ว่า ขณะนี้บางเขตพื้นที่การศึกษา ยังไม่ได้รับแทบเล็ต เมื่อมีการตั้งงบประมาณ และมีการดำเนินการเช่าซื้อแล้วที่มีกำหนดระยะเวลาประมาณ 3 ปีต่อเนื่อง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่มีการเสนอขอเพิ่มเข้ามาตนก็ต้องรับฟังในหลายๆด้าน เพราะเป็นอุปกรณ์ใช้พัฒนาความรู้

นายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีโรงเรียนไม่แจกใบจบให้นักเรียนที่ค้างค่าเทอม ว่า เรื่องนี้ได้ถูกนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยื่นหนังสือมาว่ามีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระค่าบำรุงการศึกษา ทางโรงเรียนจึงไม่ออกเอกสารใบจบให้ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้โรงเรียนออกเอกสารให้เด็กที่จบการเรียนว่าต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน ถึงแม้ผู้ปกครองจะชำระหรือไม่ชำระเงินอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่เด็กต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน

“ผมก็เคยได้สั่งการเรื่องนี้ไปแล้ว แต่อาจจะมีบางโรงเรียนมีประเด็นนี้หรือเปล่า แต่ผมก็ยังไม่เคยได้รับรายงาน อย่างไรก็ตาม ผมจะสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่าต้องออกเอกสารจบให้นักเรียน เพราะเป็นสิทธิของเด็กตามรัฐธรรมนูญที่เขาจะได้รับเอกสารสำคัญ เขามีสิทธิเรียนฟรีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องค้างค่าอะไรนั้นก็ต้องไปหาวิธีแก้ไขกัน เพราะถ้าโรงเรียนไม่ออกใบจบให้ เด็กก็ไม่สามารถไปเรียนต่อได้” รมว.ศธ.กล่าว

​มวส.เจ้าภาพจัดแข่งขัน ‘TMO 23’ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

​มวส.เจ้าภาพจัดแข่งขัน ‘TMO 23’ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

​มวส.เจ้าภาพจัดแข่งขัน ‘TMO 23’ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” (The 23rd Thailand Mathematical Olympiad: TMO) ระดมเยาวชนคนเก่งจาก 16 ศูนย์ทั่วไทย เข้าร่วมโชว์ศักยภาพระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม นี้ เพื่อคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยมุ่งสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการ มวส. กล่าวว่า โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการ มวส. ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ มวส. ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ  การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส  สุวรรณเวลา กล่าวว่า ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป

ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้านและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของสังคมยุคปัจจุบัน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน (13 กระทรวง และ 5 องค์กรหลัก) เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ก็ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เด็กนักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน  ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ”  ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

“สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง” รมว.ศธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วน กสศ. จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เชื่อมั่นว่า การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เป็นแหล่งให้ความรู้เท่านั้นแต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม จุฬาฯ มุ่งมั่นสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”

อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน จุฬาฯ จึงมีบทบาทในการระดมองค์ความรู้จากหลายหน่วยงาน อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และสถาบันวิจัยพลังงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ “พลังคน” และ “พลังจากงานวิจัย” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนแนวคิด ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลต้นแบบและองค์ความรู้ด้านพลังงานไปสู่ภาครัฐและเอกชนได้ จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พน. ได้ปาฐกถาโดยกล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

ในส่วนของพลังงานทดแทน คุณเอกนัฏกล่าวว่า  Solar Cell ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป็นพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 30% เราควรส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์และลดการนำเข้า LNG

ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีผลงานที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น การผลิตเอทานอลจากวัสดุทางการเกษตรทั้งที่บริโภคได้และไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและพร้อมผลักดันสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ครอบคลุมทั้งไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบไมโครกริด เพื่อสร้างระบบพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยคณะฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์วิจัยเพื่อทดสอบและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและต้นแบบเทคโนโลยีที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดและประเทศได้

ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันในการสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานในอนาคตและเสนอแนวทางการผสมผสานพลังงานทดแทนเข้ากับระบบพลังงานของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนา “Smart Campus” ภายในจุฬาฯ ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์และบริหารจัดการพลังงานระหว่างอาคาร ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาในระดับสังคมได้

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

19 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์ ความว่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน

เนื่องจากขณะที่ยังมีชีวิตได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ลักษณะเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจนได้รับอันตรายถึงแก่อันตราย โดยได้ปกป้อง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งครูและนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของตน และยอมเสียสละตนเป็นตัวประกันแทนครูและนักเรียน เป็นเหตุให้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต จากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกันภายใน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน