สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591030

สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา' รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท

สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา’ รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.10 น.

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้งรับสมัครงาน ตำแหน่ง พนักงานโครงการการจ้างเหมาบริการงานรับโทรศัพท์ตอบปัญหาการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 32 อัตรา เพื่อให้บริการตอบปัญหาและรับเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ คอลเซ็นเตอร์ 1330 ระบุอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 15,000-17,600 บาท

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

เพศ: ชายหรือหญิง
อายุ 22-35 ปี
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า สาขาสาธารณสุขศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ด้านการประชาสัมพันธ์ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณ์การทำงานด้าน: การสื่อสารข้อมูล การติดต่อประสานงาน การประชาสัมพันธ์อย่างน้อย 1 ปี
ความสามารถทางคอมพิวเตอร์: มีความสามารถ ความชำนาญในการใช้พิมพ์ดีด ภาษาอังกฤษพื้นฐาน และคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น Microsoft Word, Microsoft Excel, Power Point
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง: ควรมีความรู้ ความเข้าใจในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือในลักษณะใกล้เคียงกัน

รายละเอียดทั้งหมด มีดังนี้

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผย “ฉีดวัคซีนสลับชนิด” กระตุ้นภูมิคุ้มกันสู้สายพันธุ์เดลตาได้เร็วขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475433

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผย”ฉีดวัคซีนสลับชนิด”กระตุ้นภูมิคุ้มกันสู้สายพันธุ์เดลตาได้เร็วขึ้น

22 กรกฎาคม 2564 – 02:50 น.

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผยการ “ฉีดวัคซีนสลับชนิด”ไม่มีข้อห้าม หากไม่แพ้วัคซีน กลุ่มผู้สูงอายุ7โรคเรื้อรัง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้ง2ระบบ ทั้งB CellsและT Cellsได้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นสู้สายพันธุ์เดลตาได้ในเวลาเร็วขึ้นภายใน5สัปดาห์

ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรีเมื่อวานนี้(21ก.ค.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ่กล่าวถึงกรณีมีเคสฉีดวัคซีนโควิด19สลับชนิด ว่า วัคซีนโควิด19มี4ชนิด คือmRNAเชื้อตาย ไวรัลเวคเตอร์ และโปรตีนซับยูนิต

โดยวัคซีนชนิดเชื้อตายและโปรตีนซับยูนิต มีกลไกสำคัญคือสร้างภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่มB cellsที่จะสร้างแอนติบอดีออกมาในกระแสเลือด และป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าไปติดเชื้อในเซลล์

ส่วนชนิดmRNAและไวรัลเวคเตอร์มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองอย่างคือกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดT cellsที่จะไปฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่มB cellsให้สร้างแอนตี้บอดี้

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็ม1เป็นชนิดเชื้อตายที่กระตุ้นB cellsได้ดี แต่กระตุ้นT cellsไม่ดีนัก และปรับเอาวัคซีนที่กระตุ้นT cellsได้ดีคือไวรัลเวคเตอร์มาฉีดเป็นเข็มที่2จึงกลายเป็นให้ฉีดด้วยซิโนแวค เว้น3สัปดาห์ แล้วฉีดด้วยแอสตร้าเซนเนก้า

โดย2สัปดาห์ หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูง รวมใช้เวลา5สัปดาห์ ซึ่งข้อมูลวิจัยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ภูมิคุ้มกันสูงพอน่าจะครอบคลุมสายพันธุ์เดลตา 

ขณะที่การศึกษาในต่างประเทศพบว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า2เข็ม แม้กระตุ้นทั้งT cellsและB cellsแต่ใช้เวลานาน เนื่องจากเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม10-12สัปดาห์ และใช้เวลาอีก2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงขึ้นสูง

โดยรวมต้องใช้เวลา12-14สัปดาห์ ขณะที่การฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มเดียว ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่าไม่พอในการลดการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และหากระยะเวลาระหว่างเข็ม1และเข็ม2ของแอสตร้าเซนเนก้า ยิ่งสั้นประสิทธิภาพจะยิ่งน้อยลง

“ขณะนี้โควิดสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเร็วมาก ครอบคลุมทุกทวีป ทำให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกกลับมาเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่การเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากวัคซีนช่วยลดอาการรุนแรงและการเสียชีวิต

ส่วนประเทศไทยสายพันธุ์เดลตาพบมากถึงกว่าร้อยละ50ของการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนจะลดความรุนแรงและเสียชีวิต และจะช่วยลดการติดเชื้อหากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนมากพอ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้มากนั้น มีองค์ประกอบ3อย่าง คือ ต้องมีวัคซีนมากพอ บริหารจัดการการฉีดให้มีประสิทธิภาพมากพอ เช่น ฉีดให้ได้3-4แสนโดสต่อวัน และมีผู้มารับการฉีด ดังนั้นเมื่อมีการจัดสรรวัคซีนให้แล้ว ขอให้มารับการฉีดวัคซีนด้วย” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดนี้ ไม่ได้มีรายงานภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน ส่วนการฉีดวัคซีนกระตุ้นในบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวค2เข็ม อยู่บนหลักการเดียวกัน คือ กระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิดคือแอสตร้าเซนเนก้าที่ช่วยกระตุ้นT cells

“สำหรับวัคซีนรุ่น2รองรับการกลายพันธุ์ ประเทศไทยกำลังเจรจา ซึ่งอย่างเร็วอาจจะมาปีหน้า จึงเป็นอีกเหตุผลในการปรับสูตรการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คนไทยปลอดภัยระหว่างรอวัคซีนรุ่น2″ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวในที่สุด

พิษณุโลก ขยายเวลา “เรียนออนไลน์” ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475432

พิษณุโลก ขยายเวลา”เรียนออนไลน์”ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้

22 กรกฎาคม 2564 – 02:05 น.

พิษณุโลกปรับเลื่อนมาตรการป้องกันโควิดไป ขยายเวลา “เรียนออนไลน์” ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ ขณะที่ด่านรอบเมืองพิษณุโลก เตรียมยกเลิกสิ้นเดือน ก.ค.นี้ เพื่อนำกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแล ผู้ป่วยแทน พร้อมเร่งจัดตั้งจุดคัดกรอง ศูนย์พักคอย 4 แห่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมกับ นายแพทย์ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และ พ.อ. วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันแถลงข่าวในการปรับมาตรการรองรับการแพร่ระบาดโควิด-19 หลังจากจังหวัดพิษณุโลก ได้มีการยกระดับให้เป็นพื้นที่สีแดง

นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผวจ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ยอดรวมผู้ป่วยสะสมของพิษณุโลกขณะนี้อยู่ที่ 1,089 วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่มขึ้น 48 ราย วันนี้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลกได้ประชุมเร่งแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19

เรื่องสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)โรงพยาบาลทั้งหลายเต็มแล้ว โอกาสที่ผู้ติดเชื้อรอการรักษามีมาก นโยบายภาครัฐให้ประชาชนที่ติดโควิด-19ให้มารักษาตัวที่ภูมิลำเนา จังหวัดพิษณุโลกมีมาตรการพาคนพิษณุโลกกลับบ้าน พาผู้ติดเชื้อจากกทม.ปริมณฑลกลับมารักษาที่พิษณุโลก

ซึ่งสถานการณ์โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามของจังหวัดพิษณุโลก เริ่มมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลก จึงจัดทำโมเดลคัดกรองพักคอยขึ้น

โดยจะทำการจัดตั้งศูนย์คัดกรองและพักคอยขึ้น ในสถานศึกษา 4 แห่ง คือ ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจพิษณุโลก ( รับได้ประมาณ 260 ราย ) ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม ( ใช้หอพักนักศึกษา รับได้ห้องละ 4 คน สามารถรับผู้ป่วยได้ 320 ห้อง ) และ ม.เทคโนโลยีล้านนา วิทยาเขตพิษณุโลก

โดยจะใช้ รร.พิษณุโลกพิทยาคม เป็นจุดคัดกรอง ผู้ที่ติดเชื้อกลับมาจากกทม. จะมาจุดนี้ก่อน เพื่อคัดกรองว่าอยู่ในระดับใด มีรถเอกซเรย์ปอดทุกราย วัดค่าออกซิเจนในเลือด เพื่อคัดกรองว่าผู้ติดเชื้ออยู่ระดับใด ก่อนจะส่งไปศูนย์พักคอย 3 แห่ง หรือ โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลหลัก ต่อไปตามระดับความรุนแรง

คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในวันอาทิตย์ที่ 25 กรกฏาคม 2564 นี้ ซึ่งรวมทั้งผู้ติดเชื้อในจังหวัดด้วย จะมีการตรวจเพื่อคัดกรอง ถ้าสีเขียวให้อยู่ ณ ศูนย์พักคอย จะดูอาการเข้มข้น 7-10 วันแรก จากนั้น เมื่อปลอดภัยไม่มีอาการรุนแรง จะนำไปกลับสู่ศูนย์โควิดชุมชน ที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ทุกอำเภอจนครบ 14 วัน

ด้านนายแพทย์สาธารณสุข กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลกได้ประชุมขยายมาตรการป้องกันออกไปไปอีกถึง 15 ส.ค. ในข้อหลักๆ อาทิ ห้ามจำหน่ายสุรา จากเดินกำหนดสิ้นเดือนนี้ก็ให้เลื่อนไปจนถึงวันที่ 15 ส.ค. ,ให้โรงเรียน สถานศึกษา จัดการเรียนออนไลน์ และจัดการสอนแบบออนไลน์ไปจนถึง 31 สิงหาคม เป็นต้น

พร้อมกันนี้ได้ยกเลิกการตั้งด่าน 4 จุดชั้นนอก เพราะในส่วนกลางได้มีการตั้งด่านในพื้นที่ควบคุมสีแดงเข้ม ซึ่งจะได้เคลื่อนย้ายกำลังคนมาปฏิบัติในศูนย์พักคอย สำหรับการรับผู้ป่วย ขอให้ติดต่อผ่านศูนย์คอลเซนเตอร์ อย่าเดินทางมาเองเพราะอาจขาดเตรียมพร้อม เพราะสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดพื้นที่ศูนย์พักคอยขึ้น ในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวนรถไปรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่จะเดินทางกลับมารักษาตัวที่พิษณุโลกเพิ่มขึ้นอีก

ด้านพันเอก วัชรพงษ์ แก้วแจ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 3 ตะหนักถึงปัญหาคนพิษณุโลกที่เดินทางกลับจากกรุงเทพและปริมณฑลที่อยู่ในพื้นที่เสียง สถานการณ์โควิด ในช่วงแรกพบว่ามีนับพันคน ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

“จึงมีโครงการนำคนพิษณุโลกกลับมารักษาที่พิษณุโลก ซึ่งที่ผ่านมาได้นำคนเดินทางกลับมา แล้ว 40 คน และมีแจ้งยอดเข้ามีอีก 92 คน ที่จะเดินทางกลับในวันที่22 ก.ค.นี้ ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเตรียมบุคลากรและยานพาหนะเพื่อช่วยเหลือนำคนพิษณุโลกกลับมารักษาตัว”พันเอก วัชรพงษ์กล่าว

ม.รังสิต ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475412

ม.รังสิต ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

21 กรกฎาคม 2564 – 22:20 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ประกาศ ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

วันที่ 21 ก.ค. 2564 – เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ประกาศเรื่อง แนวทางความช่วยเหลือเนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 มีเนื้อหาดังนี้

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดผลกระทบกับสภาวะเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนมหาวิทยาลัยรังสิตและกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)จึงเห็นสมควรร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา ดังต่อไปนี้

1. ลดค่าเล่าเรียน สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 1/2564 เป็นเงิน 10,000 บาท (ไม่รวมถึงนักศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแล้วทุกประเภท หรือนักศึกษาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นกรณีพิเศษในภาคการศึกษานี้อยู่แล้ว)

2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอนเก็บเพื่อใช้ในการลงทะเบียนในเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

3. สำหรับวิชาปฏิบัติการ หากไม่สามารถจัดสอนในพื้นที่ได้ในช่วงการเปิดภาคเรียนระยะแรก มหาวิทยาลัยมีนโยบายให้จัดการสอนชดเชยจนครบเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยขึ้น หากพบว่าวิชาใดไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ครบได้ด้วยเหตุสุดวิสัย มหาวิทยาลัยจะพิจารณาคืนค่าปฏิบัติการให้ตามสัดส่วน

ม.รังสิต 'ลดค่าเทอม' ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

4. หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส Covid-19 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องในภาคการศึกษาที่ 2/2564 มหาวิทยาลัยรังสิตจะให้ความช่วยเหลือนักศึกษาผ่านกองทุนบุญตะวันต่อไป

5. นักศึกษาที่ประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ขอให้ติดต่อผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา หรือสำนักงานกิจการนักศึกษา

ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564

ฝ่ายสื่อสารองค์กร

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาคนละ 5,000 บาท ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนลดคนละ 5,000 บาท รวมเป็น 10,000 บาท

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิดเปิดรพ.สนาม -สถานที่กักตัวรองรับใน 13 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475385

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิดเปิดรพ.สนาม-สถานที่กักตัวรองรับใน13จังหวัด

21 กรกฎาคม 2564 – 18:50 น.

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิด-19 เปิดโรงพยาบาลสนาม พร้อมสถานกักตัวชั่วคราวทุกวิทยาเขตเพื่อรองรับรับประชาชนที่มาจาก 13จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม

รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน) เปิดเผยว่าจากนโยบายการดำเนินการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ที่ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยในสังกัดของ อว. จัดตั้งโรงพยาบาลทุกพื้นที่ของประเทศ

โดยขณะนี้โรงพยาบาลสนามของ อว. มีมากกว่า41แห่ง และสามารถรองรับผู้ติดเชื้อได้ราว12,000เตียง และกำลังขยายผลไปยังสถานศึกษาต่างๆ รวมถึง มทร.อีสาน ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่มีความตระหนักในการทำงานเพื่อสังคมในสภาวะวิกฤตด้านโรคติดต่อ อุบัติภัย อุทกภัย และงานจิตอาสาเพื่อสังคม

ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรับผิดชอบ ภายใต้การขับเคลื่อนโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มทร.อีสาน

ก่อนหน้านี้ มทร.อีสาน ได้มีการจัดส่งทีมจิตอาสาของส่วนกลางนครราชสีมา ในการเป็นสายด่วนรับโทรศัพท์ (Call center)ณ โรงพยาบาลมหาราชมาตั้งแต่วันที่5พฤษภาคม2564และการสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน50เครื่อง และการส่งจิตอาสาลงทะเบียนและอำนวยความสะดวกผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราช ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา

มาตั้งแต่วันที่19พฤษภาคม2564เพื่อการเปิดให้ประชาชนชาวโคราชเข้ารับการฉีดวัคซีน และมทร.อีสานยังขอความร่วมมือทุกวิทยาเขตในการสนับสนุนกิจกรรมร่วมกับจังหวัดที่วิทยาเขตดังกล่าวตั้งอยู่ครับ

ในส่วนการดำเนินงานของ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ อ.พังโคน จ.สกลนคร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร ได้มีการประชุมหารือร่วมกับ นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รวมถึงผู้นำส่วนท้องถิ่น โดยจ่าสิบเอกคำนึง พรหมพิมพ์ นายอำเภอพังโคน นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร และนายแพทย์วรรณกร เล่าสู่อังกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพังโคน

โดยเป็นการประชุมหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสกลนคร พร้อมเยี่ยมชมสถานที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประเมินความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากพื้นที่เสี่ยงกลับมารักษาที่ภูมิลำเนา

ผลจากการประชุมดังกล่าว มีมติเห็นชอบจากที่ประชุมให้จัดเตรียมพื้นที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท เป็นโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสกลนคร เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ในรายที่อาการไม่หนัก ซึ่งสามารถรองรับได้จำนวนไม่น้อยกว่า50เตียง สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่มีความประสงค์จะกลับมารักษาที่ภูมิลำเนาสามารถติดต่อผ่านช่องทางโทรศัพท์HOT LINE “ไทสกลไม่ทิ้งกัน093-3285264”

ด้าน มทร.อีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้ประชุมร่วมกับนายแพทย์ประวีณ ตัณฑประภา ผู้อำนายการและคณะแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ พร้อมลงพื้นที่ประเมินความพร้อมของสถานที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการคงที่และได้รับการส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ โดยใช้ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ อาคารอาทิตยาทร คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งสามารถรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ได้จำนวน 60-100เตียง พร้อมจัดพนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอด24ชม.

ด้าน มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น แม้จะไม่ได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อไม่ได้สูงมากและสถานที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลของจังหวัดขอนแก่นมีเพียงพอ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่นจึงได้เปิดรับสมัครจิตอาสาสู้ภัยโควิด-19เพื่อปฏิบัติงานสนับสนุนด้านต่างๆ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติขอนแก่น (KICE)เช่น

จิตอาสาด้านการบริการผู้ป่วย จิตอาสาด้านการประชาสัมพันธ์ จิตอาสาด้านบริการทั่วไป ซึ่งจิตอาสาจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตามที่กำหหนด ผ่านการคัดกรองตามแบบสอบถามคัดกรองและได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

โดยแบ่งการปฏิบัติงานเป็น3ระยะ คือ ระยะที่1ระหว่างวันที่14-16กรกฎาคม2564ระยะที่2วันที่21-23กรกฎาคม2564ระยะที่3ระหว่างวันที่28-30กรกฎาคม2564ผู้สนใจสมัครเป็นจิตอาสาสามารถโทรติดต่อได้ที่หมายเลข083-2404967หรือ ติดต่อที่แผนกงานพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาคาร18ชั้น2

นอกจากนี้ มทร.อีสาน ยังได้จัดเตรียมสถานที่หอประชุมประไพศรี สุภา ณ ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นสถานที่กักตัวชั่วคราว สำหรับประชาชนที่เดินทางมาจาก13จังหวัด ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา

ซึ่งทั้งหมดต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19จากทางโรงพยาบาลแล้วในเบื้องต้น และในระหว่างที่รอผลการตรวจนั้นให้พักอยู่ในหอประชุมประไพศรี สุภา จนกว่าจะยืนยันว่าไม่พบเชื้อ ถึงจะสามารถให้เข้าพื้นที่ ต.หนองระเวียง ได้ โดยในเบื้องต้นมีทางเจ้าหน้าที่ของ มทร.อีสาน ได้ทำความสะอาดสถานที่แล้วเรียบร้อย และจะมีหน่วยงานต่าง ๆ จะนำเตียงสนามมาไว้ให้บริการทั้งหมด30เตียง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้าพื้นที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม มทร.อีสาน ยังคงสนับสนุนให้นักศึกษาบุคลากรทุกคนเข้าถึงการได้รับวัคซีนครบ100เปอร์เซนต์ ซึ่งล่าสุดได้รับการจัดสรรวัคซีนAstra Zenecaชุดที่1รวมทุกวิทยาเขต จำนวน1,120โดส สำหรับบุคลากรและนักศึกษา จากกระทรวง อว.

“โดยบุคลากรและนักศึกษาที่ได้รับการจัดสรรการฉีดวัคซีนดังกล่าว ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ขอความร่วมมือทุกท่านหมั่นล้างมือ สวมหน้ากาก และปฏิบัติตามมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19)ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด”รศ.ดร.โฆษิต กล่าว

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว 157 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475381

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

21 กรกฎาคม 2564 – 18:08 น.

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด หลังยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย ยอดสะสม1,315 ราย ขณะเดียวกันขบวนคาราวานตู้รับคนอีสานกว่า100คนจากรพ.บุษราคัม กรุงเทพฯกลับบ้าน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการต้านโรคติดชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งยังคงพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงต่อเนื่องรายวัน โดยล่าสุดวันนี้ (21 ก.ค.2564) พบผู้ติดเชื้อนิวไฮ เป็นผู้ป่วยรายใหม่มากถึง 157 ราย ทุบสถิติสูงสุด

โดยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อขอกลับมารักษาในภูมิลำเนา 40 ราย เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงอยู่ระหว่างการกักกันตัว 83 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 27ราย และตรวจพบจากระบบเฝ้าระวังอื่นๆอีก 7 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมทะลุถึง 1,315 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสม 6 ราย

ทั้งนี้จากสถานการณ์ล่าสุดคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาฬสินธุ์ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีนายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธาน และทางจังหวัดได้ออกประกาศคำสั่งมาตรการยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ หลังปรับเป็นพื้นที่สีแดง หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุด

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

โดยให้ปิดการเรียนการสอนแบบ on -site รวมไปถึงศูนย์เด็กเล็ก จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ร้านอาหารสามารถนั่งรับประทานในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. งดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

สนามกีฬา ยิม สถานที่ออกกำลังกายเปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. งดการรวมกลุ่มสังสรรค์ จำกัดจำนวนผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกินร้อยละ 50 และผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ 13 จังหวัดเสี่ยง ต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

นอกจากนี้มติที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการขยายเตียงในโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน จ.กาฬสินธุ์มีโรงพยาบาลสนามรวม 19 แห่ง รองรับผู้ป่วยจำนวน 1,159 เตียง และในโรงพยาบาล

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก และแสดงอาการ อีก 433 เตียง รวมทั้งหมด 1,592 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนมากที่เดินทางกลับมารักษายังภูมิลำเนา พร้อมวางแผนจัดตั้งศูนย์โควิดชุมชนหรือ Community Isolation โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการ เน้นผู้ป่วยสีเขียวและให้มีบุคลากรจาก รพ. สต. อสม. เข้ามาดูแล

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

ขณะที่หน่วยกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ได้ทยอยส่งตัวผู้ป่วยในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และหลายจังหวัดในภาคอีสานตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และบริเวณกักกันตัวตามภูมิลำเนา

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

หลังจัดขบวนคาราวานตู้พยาบาล 8 คัน และเช่ารถบัสอีก 1 คันรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลบุษราคัม กรุงเทพมหานคร และพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งจังหวัดปริมณฑลพาคนอีสานกลับบ้านเฮาฟรีกว่า 100 คน

ศธ.สั่งอาชีวะทั่วประเทศปลูก “ฟ้าทะลายโจร-กระชาย” กว่า 2 แสนต้นแจกประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475361

ศธ.สั่งอาชีวะทั่วประเทศปลูก”ฟ้าทะลายโจร-กระชาย”กว่า 2 แสนต้นแจกประชาชน

21 กรกฎาคม 2564 – 17:10 น.

“คุณหญิงกัลยา” รมช.ศธ. สั่งการอาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศ เร่งปลูกพืชสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร-กระชาย” กว่า 2แสนต้น พร้อมแจกปลานิล 999,999 ตัว เดินหน้าช่วยประชาชนผู้ประสบภัยโควิด-19

วันที่ 21 ก.ค.2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยโควิด-19 สั่งการอาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศเร่งเพราะกล้าพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และกระชาย กว่าสองแสนต้น แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และขอชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในทุกชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน

โดยนอกจากให้การช่วยเหลือด้านสถานที่และอาหารแล้ว ยังให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรฯ ทั้ง 47 แห่งเพาะพันธุ์ปลานิล ซึ่งแพร่ขยายพันธุ์ง่าย มีรสชาติดี และดีต่อสุขภาพ รวมถึงพืชสมุนไพรไทยอย่างกระชาย และ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

“โดยวิทยาลัยเกษตรและประมงทั้ง 47 แห่งเตรียมดำเนินการ แจก-ปล่อย ปลานิลจำนวน 999,999 ตัว และเพาะ-แจกต้นกล้าฟ้าทะลายโจรจำนวนกว่า 2 แสนต้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” ดร.ศุภชัย กล่าว

พร้อมกันนี้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยสถานศึกษาหลายแห่งได้จัดทำอาหารกลางวันในรูปแบบของข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มมอบให้กับผู้ประสบภัยและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ “ครอบครัวไทย” จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475234

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ”ครอบครัวไทย”จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

20 กรกฎาคม 2564 – 19:15 น.

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ”ครอบครัวไทย”จนเฉียบพลัน 300,000 คน พบเด็กและเยาวชนกว่าครึ่งล้านหลุดรร. ระบุวัยการศึกษาภาคบังคับมากกว่าครึ่ง ครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ผู้ปกครองรับจ้างต้องตกงาน

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(บอร์ดกสศ.) ครั้งที่ 8/2564 เมื่อเร็วๆ นี้ มี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. เป็นประธาน มีวาระความคืบหน้าผลการเบิกจ่ายงบประมาณทุนเสมอภาคให้แก่กลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษและกลุ่มรอยต่อทางการศึกษา

ดร.ประสาร กล่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กสศ. ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในระดับการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 911,364 คน ที่ยังศึกษาต่อในสถานศึกษาเดิม ในปีการศึกษาที่ 1/2564 (กลุ่มชั้นเคลื่อน) ในอัตรา 1,500 บาท/คน จำนวน 1,419 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ กสศ. และ หน่วยงานต้นสังกัด สพฐ. สถ. และ บช.ตชด. ได้ดำเนินการติดตามสถานะนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มชั้นรอยต่อทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ที่ กสศ. ได้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการสมัครและเรียนต่อ จำนวน 294,454 คน รายละ 800 บาทไปเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.2564

โดยพบว่า ขณะนี้มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษที่ยังไม่พบข้อมูลการเรียนต่อในฐานข้อมูล จำนวน 57,590 คน (ราว 20%)

ประกอบด้วย นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อชั้นป. 1 จำนวน 1,159 คน คิดเป็น 1% ของนักเรียนยากจนชั้นรอยต่อในระดับเดียวกัน นักเรียนชั้น ป.6 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อชั้น ม. 1 จำนวน 25,556 คน คิดเป็น 22% และ ม.3 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อ จำนวน 30,875 คน คิดเป็น 53% โดยกว่าครึ่งหนึ่งยังอยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

“ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนในระบบการศึกษาระดับอนุบาล-ม.ต้น ที่อาศัยอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนของสภาพัฒน์ อยู่ราว 2.2 ล้านคน ในปีงบประมาณ 2564 กสศ. ศธ. สถ. และ บช.ตชด. ได้รับจัดสรรงบประมาณดูแลอยู่เพียง 1.8 ล้านคน” ดร.ประสาร ระบุ 

ดร.ประสาร  แจกแจงอีกว่า จากการประเมินของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) พบว่าการทวีความรุนแรงของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลต่อประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อยทำให้เกิดภาวะยากจนเฉียบพลันมากขึ้นราว 10% หรือราว 300,000 คน

“ก่อนที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะทยอยหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามที่น่าเป็นห่วงคือ การที่กสศ. ถูกตัดงบประมาณจำนวน 904.57 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเยาวชนยากจนพิเศษและกลุ่มรอยต่อทางการศึกษา จำนวน 712,725 คน ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ” ดร.ประสาร กล่าว

ขณะที่นายภูวนาท กองธรรม ครูโรงเรียนบ้านแม่สลิดหลวงวิทยา จ.ตาก กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนในกลุ่มยากจนพิเศษทุนเสมอภาคจาก กสศ. พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ยิ่งในช่วงนี้ผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง หลายคนต้องตกงานกลับมาอยู่บ้านขาดรายได้

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

“การมีทุนเสมอภาคทำให้ช่วยลดภาระผู้ปกครอง เด็กๆ สามารถเรียนหนังสืออยู่ในระบบการศึกษาต่อไปไม่ต้องออกไปช่วยผู้ปกครองทำงานหารายได้ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าทุนที่ให้กับนักเรียนรายหัวเป็นเงินจำนวนไม่มาก

แต่สำหรับเด็กที่นี่แล้วเงินจำนวนนี้ถือว่ามีค่ามาก ก่อนหน้านี้เคยถามเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เรียนต่อส่วนใหญ่บอกว่าพ่อแม่ไม่มีเงินอยากให้ออกมาทำงาน ดังนั้นหากพวกเขาได้ทุนก็จะช่วยทำให้เขาได้เรียนต่อ และยังมีเด็กยากจนด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่ยังรอโอกาสจากทุนนี้”นายภูวนาท กล่าว

นางวิภาดา ผ่านชมภู ครูโรงเรียนผาสุกประชานุกูล จ.อุดรธานี กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 รอบนี้รุนแรงมาก เห็นได้จากจำนวนผู้ปกครองที่เคยไปทำงานในกรุงเทพฯ ต้องถูกเลิกจ้างไม่มีทางออกต้องพาบุตรหลานกลับมาเรียนที่ในพื้นที่สิบกว่าคน ตั้งแต่ป.4 จนถึง ม.1

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

“จากที่ได้สอบถามผู้ปกครองส่วนหนึ่งทำงานรับจ้างเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหารพอร้านปิดไม่มีรายได้ก็ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าอยู่ในเมือง ดังนั้นการมีทุนเสมอภาคเข้ามาช่วยเหลือนักเรียนก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองที่กำลังประสบปัญหาได้เป็นอย่างมาก”นางวิภาดา กล่าว

“ม.มหิดล” เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน “ฟ้าทะลายโจร” ด้วยวิธี HPLC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475192

“ม.มหิดล”เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน”ฟ้าทะลายโจร”ด้วยวิธี HPLC

20 กรกฎาคม 2564 – 15:25 น.

“ม.มหิดล” เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน “ฟ้าทะลายโจร” ด้วยวิธี HPLC  สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ารับบริการได้แล้ว

หนึ่งในสมุนไพร “Champion Products” ตามยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจชาติ ซึ่งอยู่ในบัญชียาของทั้ง WHO และไทย ได้แก่ “ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ระบุว่ายาสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร และยาจากผงฟ้าทะลายโจรสามารถใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงได้

รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงปองทิพย์ สิทธิสาร อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวินิจฉัย และหัวหน้าฝ่ายศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ฝ่ายสมุนไพร หรือ “CAPQ สมุนไพร” คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงคุณสมบัติเด่นของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรว่า ใช้บรรเทาอาการของโรคหวัด อย่างเช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และมีไข้ ซึ่งการจะทำให้ได้มาซึ่งตัวยาที่ใช้รักษาบำบัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐาน

"ม.มหิดล"เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน"ฟ้าทะลายโจร"ด้วยวิธี HPLC

ด้วยบทบาทของการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่พึ่งพาของประชาชนชาวไทยด้านวิชาการเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงให้บริการประชาชนในเรื่องการวิเคราะห์มาตรฐานสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ด้วยวิธี HPLC (High Performance Liquid Chromatography) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพรในเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

บัญชียาหลักของชาติมีการระบุปริมาณของสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ที่อยู่ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร สำหรับการรักษาอาการของโรคหวัด หรือต้านโควิด-19 ที่อาการยังไม่รุนแรงว่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับปริมาณของสารแอนโดรกราโฟไลด์ประมาณ 60 – 120 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากสมุนไพรได้รับการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การใช้อย่างเหมาะสม

“CAPQ สมุนไพร” คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร

โดยผู้สนใจสามารถติดต่อส่งตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ สารสกัด และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์สารแอนโดรกราโฟไลด์ ด้วยวิธี HPLC ได้ที่โทร.096-8123539 E-mail: mucapqnp@gmail.com, https://pharmacy.mahidol.ac.th/capq/np LINE ID: capqnp

“เลขาฯคุรุสภา” เชิญครูผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบ สมรรถะวิชาชีพครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475169

“เลขาฯคุรุสภา” เชิญครูผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบ สมรรถะวิชาชีพครู

20 กรกฎาคม 2564 – 14:15 น.

คุรุสภา สำรวจข้อมูลผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบสมรรถะวิชาชีพครู ตั้งแต่บัดนี้-26ก.ค.64

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา  (เลขาฯคุรุสภา) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ไปแล้วนั้น

และในตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อประกอบการดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2564

“จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสำรวจข้อมูล ผู้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2562 และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (วิชาชีพครู) ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2563 ที่มีความประสงค์เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพฯ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง”เลขาธิการคุรุสภา ระบุ

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวอีกว่าจึงขอเชิญชวนผู้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2562 และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (วิชาชีพครู) ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2563 ที่มีความประสงค์เข้ารับการทดสอบฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Google Form ที่ https://forms.gle/myoeFXETr9HsJkZe8 ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2564