ศธ.เตรียมประกาศให้ “WFH ระดับสูงสุด” ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475148

ศธ.เตรียมประกาศให้ “WFH ระดับสูงสุด”ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อโควิด

20 กรกฎาคม 2564 – 12:15 น.

“ตรีนุช” หยอดคำหวาน พร้อมดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. รวมถึงครอบครัว เสี่ยงติดโควิด-19 เตรียมออกมาตรการ “ตรวจฟรี – มีที่พัก – จัดส่งถึงมือแพทย์” เล็งประกาศให้ WFH ระดับสูงสุด ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อไม่ต้องมาทำงานในที่ตั้ง

เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมาตรการในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด 

โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นแกนหลักในการดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. หากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งมาที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)

“การดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. จะครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย กระทรวงศึกษาธิการจะจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) ให้กับบุคลากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจหาเชื้อฟรี และในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด”นางสาวตรีนุช กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดเตรียมสถานที่พักคอยสำหรับดูแลช่วยเหลือบุคลากรที่ติดเชื้อโควิด-19 เช่น หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่พักของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และ ที่พักสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.)

“โดยจะประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค เพื่อการดูแลทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการติดตามอาการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก่อนเตรียมส่งต่อให้สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักต่อไป และในกรณีติดเชื้อทั้งครอบครัวก็จะได้รับการดูแลทั้งหมด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ออกประกาศให้ครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ทำงานที่บ้าน หรือ WORK FROM HOME (WFH) สูงสุดเต็มจำนวน

โดยอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงานได้ตามที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2564 เป็นต้นไป พร้อมประเมินสถานการณ์ทุก 14 วัน ทั้งนี้ หากเป็นบุคลากรที่เดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ขอให้งดเดินทางมาสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดระหว่างการเดินทาง

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475053

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี2564

19 กรกฎาคม 2564 – 18:59 น.

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ระบุ มีทั้ง”พี่เบริ์ด-ครูสลา-หนุ่ม กะลา-รัดเกล้า-อภิชาติ-เทียรี่” วธ.จัดพิธีมอบรางวัลอันทรงคุณค่าเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี2564 เน้นรูปแบบออนไลน์

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ซึ่งทรงสนพระราชหฤทัยและห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทย ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องเหมาะสม และเป็นการน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการและแนวพระราชดำริต่างๆของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เช็กที่นี่ "คนดังพาเหรด" รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี2564

นายอิทธิพล คุณปลื้ม

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติได้จัดงาน วันภาษาไทยแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้รู้รักภาษาไทย แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ได้เพิ่มความรุนแรงเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และยังไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน

ดังนั้น วธ.ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา จึงกำหนดจัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 โดยเน้นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งมีกิจกรรมประกอบด้วย การเผยแพร่คำปราศรัย และบันทึกเทปโทรทัศน์การจัดกิจกรรมต่างๆ เผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า วธ.ยังได้จัดกิจกรรมคัดเลือกและประกวดผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง บุคคล องค์กรที่มีบทบาทส่งเสริมและสร้างคุณประโยชน์และผู้มีผลงานสร้างสรรค์ด้านการใช้ภาษาไทยหรือภาษาถิ่นได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการยกย่องบุคคลในวงการเพลง ทั้งนักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์และคีตศิลป์และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม

โดยมีกิจกรรมได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(สป.วธ. ) คัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยสร้างสรรค์โดยมีผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศผู้ใช้ภาษาไทยสร้างสรรค์ 3 รางวัล ดังนี้

1.ประเภทบุคคล พระอธิการไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

2.ประเภทรายการโทรทัศน์ รายการคุณพระช่วย ทางสถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ (Workpoint TV) และ

3.ประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียง โครงการ รู้ รัก ภาษาไทย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์

ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.)ได้คัดเลือกปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาถิ่นดีเด่นและผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย โดยมีผู้ได้รับคัดเลือกรวม 24 รางวัล ประกอบด้วย

 1.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ได้แก่ รศ.นภาลัย สุวรรณธาดา รศ.นันทา ขุนภักดี และผศ.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ 

2.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ประกอบด้วย น.ส.เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ ผศ.ธานีรัตน์ จัตุทะศรี รศ.บุณยเสนอ ตรีวิเศษ น.ส.รัดเกล้า อามระดิษ น.ส.รัศมี มณีนิล นางสุชาดี มณีวงศ์ นางสุมาลี สุวรรณกร น.ส.หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา นายอนุวัฒน์ แก้วลอย นายอภิชาติ ดำดี นายอภินันท์ สิริรัตนจิตต์ นายอรรถเวทย์ สุนทรพานิชกิจ และประเภทชาวต่างประเทศ น.ส.ชิน คึน เฮ(Miss Shin,Keun Hye)

 3.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น ได้แก่ นายชาตรี เสงี่ยมวงศ์ นายถนอม ปาจา นายสมชาย ทองศรีเทพ 

4.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย บุคคล ได้แก่ พระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ) นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ และองค์กร ได้แก่ มูลนิธิศาสตราจารย์จำนงค์ทองประเสริฐ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สำหรับผลการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) โดยกรมศิลปากร(ศก.) มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 19 รางวัล ดังนี้ 

1.รางวัลเชิดชูเกียรติ ประกอบด้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ องค์กรสนับสนุนวัฒนธรรมดนตรีไทย ได้แก่ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)และรางวัลเชิดชูเกียรติ โครงการสืบสานเพลงไทยประทับใจในอดีต ได้แก่ โครงการ “ศาลาเฉลิมกรุง…สืบสานตำนานเพลง” 

2.รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

(2.1) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์ นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงลม ผู้ประพันธ์ นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) 

(2.2) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ประพันธ์ นายสลา คุณวุฒิ และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแม่นั่งแลทาง ผู้ประพันธ์ น.ส.ธนภัค สิทธิชัย (ดวงพร สิทธิชัย) และ

(2.3) การประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงซากไม้ชายน้ำ ผู้ประพันธ์ นายพยัพ คำพันธุ์ และเพลงเขาเป็นหญิง เธอเป็นชาย ผู้ประพันธ์ นายสุทธิยงค์ เมฆวัฒนา (เทียรี่ เมฆวัฒนา)

3.รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย 

 (3.1)การขับร้องเพลงไทยสากลชาย รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงให้โลกได้เห็น (น้ำใจคนไทย) ผู้ขับร้อง นายธงไชย แมคอินไตย์ (เบิร์ด ธงไชย)และเพลงลม ผู้ขับร้อง นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) 
(3.2)การขับร้องเพลงไทยสากลหญิง รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงลมหายใจ ผู้ขับร้อง น.ส.ณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้ และเพลงบัวขาว ผู้ขับร้อง น.ส.สาธิดา พรหมพิริยะ 

(3.3)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงโธ่…น้องกลอย ผู้ขับร้อง นายธนพล สัมมาพรต (แจ๊ค ธนพล) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ขับร้อง สิบเอก กิตติคุน บุญค้ำจุน (มนต์แคน แก่นคูน) 

(3.4)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแฟนเก่าเขาลืม ผู้ขับร้อง น.ส.ภัทริยา รัตนพันธ์ (แอม ภัทริยา) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงเทิดทูนพระคุณท่าน ผู้ขับร้อง น.ส.ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต (บูม ชญาภา) 

(3.5)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงรักคนอื่นไม่ได้เลย ผู้ขับร้อง นายวิชาญ ศรีฟอง (รอน อรัณย์) และรางวัลรองชนะเลิศ เพลงนักรบชุดขาว ผู้ขับร้อง นายวรพล นวลผกา (น็อต ไผ่ร้อยกอ) และ

(3.6)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง รางวัลชมเชย เพลงมนุษย์ ผู้ขับร้อง น.ส.ณริสสา ดำเนินผล (ฟ้า ขวัญนคร)

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า วธ.ยังได้ดำเนินการการคัดเลือกและประกวดอื่นๆ ได้แก่ การประกวดคำขวัญวันภาษาไทยแห่งชาติ การประกวดสื่อสร้างสรรค์วันภาษาไทยแห่งชาติพ.ศ.2564 หัวข้อ “ตระหนัก รักษ์ ภาษาไทย” และการคัดเลือกเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นที่มีความสามารถด้านการพูด การอ่านและการเขียน ที่สำคัญ วธ.ได้จัดทำวีดิทัศน์สารคดีพิเศษวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 และวีดิทัศน์ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยของสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก“ปทานุกรมและอักษรนิติ (แบบเรียนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 )”

 นอกจากนี้ วธ.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆและสถานศึกษาจัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติในรูปแบบออนไลน์ เช่น การประกวดการพูดเชิงสร้างสรรค์ การประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย และการอบรมครูภาษาไทย ทั้งนี้ วธ.ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย และร่วมใจธำรงรักษาภาษาไทยไว้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยสืบไป

“โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475035

“โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

19 กรกฎาคม 2564 – 17:20 น.

กมธ.งบ ปี 65 ส.ส. ห่วงผลกระทบจาก”โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนมากกว่า 7 แสนคนประสบภาวะยากจนเฉียบพลันและเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ระบุ พบนักเรียนกลุ่มชั้นรอยต่อยากจน 15% ล่างสุดของประเทศ ชื่อหายไปแล้ว 20%

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ด้านการศึกษา ในส่วนของหน่วยงานอื่นของรัฐ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)

กรรมาธิการส่วนใหญ่แสดงความกังวลถึงเด็กเยาวชนยากจนที่ได้รับจากสถานการณ์โควิดรอบใหม่ โดยนางผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้กำลังใจหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณลดลง ซึ่งพบว่ามีตัวเลขเด็กที่ยากจนและได้รับผลกระทบจากโควิดจำนวนมาก

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

นางผ่องศรี ธาราภูมิ

“รัฐบาลจึงควรจัดสรรงบเพิ่ม ผ่านกสศ. หรือกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) และสนับสนุนให้ กสศ. ทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี( สสวท.ฤ เพื่อสนับสนุนให้เด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจนด้อยโอกาสที่มีศักยภาพได้มีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์ที่ สสวท. ดูแลอยู่”นางผ่องศรี ระบุ

กมธ.งบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กสศ.ได้รายงานตัวเลขผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ปกครองยากจนเพิ่มขึ้นจาก 300,000 คน เป็น 700,000 คน ในปี 2563 และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2564 และเกรงว่างบประมาณที่ถูกปรับลดจะกระทบกับการช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์

“ซึ่งเป็นการปรับลดตั้งแต่เมื่อครั้ง กสศ.เคยเสนอไปยังรัฐบาลตั้งแต่แรก และถูกปรับลดลงมาก่อนที่จะเข้าสภาฯ คล้ายกับอีกหลายหน่วยงานที่ถูกปรับลดตั้งแต่ต้นเพราะงบมีจำกัด โดยในส่วนของอนุกรรมการไม่มีการปรับลดในส่วนของ กสศ. เพิ่มเติมแต่อย่างไร ซึ่งที่ประชุม กมธ.รับทราบสถานการณ์ ตามที่ชี้แจงแต่ไม่มีอำนาจในการแปรเพิ่ม การแปรเพิ่มขึ้นอยู่ที่รัฐบาลพิจารณาแปรงบประมาณเพิ่มกลับมาหรือไม่”กมธ.งบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

ดร.นาที รัชกิจประการ

ขณะที่ดร.นาที รัชกิจประการ กมธ.งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนเป็นเด็กต่างจังหวัดจึงเข้าใจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอย่างดี การที่กสศ. ให้ความช่วยเหลือเด็กยากจนเมื่อถูกตัดงบประมาณจะทำให้กระทบถึงเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาสถึง 7 แสนคน ตรงนี้มีความสำคัญ เพราะประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งกสศ. ช่วยเหลือได้จริงสำหรับเด็กยากจนในต่างจังหวัดจึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าตัดงบ

ทั้งนี้ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้แจงว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็กยากจนและยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวน 712,725 คน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มแรกจากการประเมินของคณะผู้วิจัยจากเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าการทวีความรุนแรงของโควิดรอบใหม่ส่งผลต่อประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อยทำให้เกิดภาวะยากจนเฉียบพลันมากขึ้นราว 10% ประชากรกลุ่มนี้มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ราว 150,000 – 300,000 คน

และกลุ่มที่สองคือ ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ ในระดับชั้น อ.3 ป.6 ม.2 ม.3 และ ม.6 ที่มีมากกว่า 400,000 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“จากการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนกลุ่มชั้นรอยต่อราว 300,000 คนในปีการศึกษา 2/2563 พบว่า ขณะนี้มีจำนวนนักเรียน 20% ที่ชื่อหายไปเมื่อเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 1/2564 สอดคล้องกับผลสำรวจขององค์การยูนิเซฟ ที่ผ่านมาแม้กสศ.จะได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการย้ายโรงเรียนช่วงเปิดเทอมคนละ 800 บาท และบันทึกรายชื่อโรงเรียนที่นักเรียนกลุ่มรอยต่อตั้งใจจะไปสมัครเรียน แต่ยังคงมีนักเรียนอีกราว 60,000 คนที่ยังคงไม่พบตัวในระบบการศึกษา

โดย กสศ. สพฐ. สถ. และ บช.ตชด. มีแผนจะวางระบบบูรณาการฐานข้อมูลนักเรียนในระยะยาวเพื่อส่งต่อรายชื่อนักเรียนจากโรงเรียนต้นทางไปยังโรงเรียนปลายทางโดยต้องออกมาเป็นนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติในพื้นที่อย่างยั่งยืน” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

อย่างไรก็ตามการที่ กสศ. ถูกตัดงบประมาณลงจำนวน 904.76 ล้านบาท จากยอดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 จำนวน 6,556 ล้านบาท ขณะที่การเสนอเข้าสู่ร่างพ.ร.บ. พิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2565 อยู่ที่ 5,652 ล้านบาท จะส่งผลต่อกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้ง 2 กลุ่มนี้ มากกว่า 712,725 คน

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

 ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนยากจนพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงไม่เรียนต่อในช่วงชั้นรอยต่อ จำนวน 421,401 คน และนักเรียนยากจนพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนครัวเรือนประสบปัญหาความยากจนเฉียบพลันและมีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษากลุ่มเพิ่มเติม จำนวน 291,324 คน

นอกจากนั้นในปีการศึกษา 2564 นี้ กสศ. พบว่ามีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่จบชั้น ม. 6/ปวช. ที่สอบติด TCAS64 จำนวน 11,000 คน จึงส่งข้อมูลให้แก่ กยศ. และที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ (ทปอ.) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับเพียง 5% เท่านั้น

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ที่ไม่ได้ใช้หลังเกิดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475022

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ที่ไม่ได้ใช้หลังเกิดโควิด

19 กรกฎาคม 2564 – 15:55 น.

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ของนักเรียนห้องกว่า 700 คน ที่ไม่ได้ใช้เงินหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2564 นายเลียง ผางพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมุกดาหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 (สพม.22) อ.เมือง จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จากกรณีที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองยื่นคำร้องขอรับเงินบำรุงการศึกษาบางส่วน ที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่วางแผน ในแผนปฎิบัติการ

ทั้งนี้ได้ดำเนินการทำหนังสือหารือไปยังเขตพื้นที่การศึกษาได้หารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) เมื่อ สพฐ. ตอบมาว่าให้อยู่ในดุลยพินิจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน

ซึ่งทุกส่วนก็ได้เห็นความเดือนร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครอง และตระหนักดี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครอง ในช่วงภาวะวิกฤติโควิดรอบใหม่ ทางเขตทางโรงเรียน

ทางคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมุกดาหาร ซึ่งได้ประชุมไปเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ได้อนุมัติเงินคืนเงินการศึกษาบางส่วน ในส่วนของไม่สามารถจัดกิจกรรมได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ทัศนศึกษา เป็นห้องเรียน MEP 5,000 บาท ห้อง IMP 2,000 บาท และห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2,000 บาท

“ตอนนี้โรงเรียนได้ทำหนังสือเป็นจดหมายลงทะเบียน จึงแจ้งไปยังผู้ปกครอง เพื่อให้แจ้งเลขที่บัญชี หรือจะมารับเอง แล้วแต่ความสะดวกของผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองคนไหนที่เปลี่ยนที่อยู่ ก็อาจจะมีจดหมายตีกลับ ก็อยากฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองได้ทราบโดยทั่วไป”ผู้อำนวยการโรงเรียนมุกดาหาร แจกแจงรายละเอียด

สืบเนื่องจากได้มีนักเรียนโครงการ MEP (mini English program ) โรงเรียนมุกดาหาร เพิ่งจบมาเมื่อปีการศึกษาล่าสุด ( ปี 2563 ) มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปทัศนศึกษาปีล่าสุด และอยากให้ทางโรงเรียนช่วยพิจารณาคืนเงินค่าทัศนศึกษาที่เรียกเก็บไป แต่ไม่ได้มีการไปทัศนศึกษาจริง คืนแก่นักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปีที่ผ่านมา

ทำให้นักเรียนในโครงการ MEP (mini English program ) ไม่ได้ไปทัศนศึกษาดูงานต่างจังหวัด ( mep trip ) เหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งการไปทัศนศึกษาในแต่ละครั้งนั้น มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท /ครั้ง/คน ซึ่งมีการเรียกเก็บจากผู้ปกครองนักเรียน

ทั้งนี้นักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร ที่จบการศึกษาชั้น ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2563 ให้มาติดต่อขอรับเงินโครงการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียนในโครงการดังกล่าวได้ที่การเงิน โรงเรียนมุกดาหาร เวลาทำการ  08.30 น. – 16.00 น.

ทั้งนี้ โรงเรียนมุกดาหาร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 (สพม.22) ตั้งอยู่เลขที่ 147 ถนนพิทักษ์พนมเขต  ตำบลมุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร 

นศ. ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่ 16 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590745

นศ.ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด  ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่16

นศ.ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่16

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.กรกนก ฉั่วรัตนกุล นักศึกษาสาขาวิชาออกแบบ ชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ระดับอายุ 17-20 ปีในการประกวด “ศิลปกรรมเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 16”โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กระทรวงวัฒนธรรม โดยผลงานมีชื่อว่า : “ความสุขเมื่อเยาว์วัย” ประเภทผลงาน : สื่อผสม ขนาดผลงาน :120 x 100 x 13.5 ซม. วัสดุที่ใช้เป็นเศษวัสดุธรรมชาติรอบๆ ตัว ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงาน 3 สัปดาห์

ซึ่ง น.ส.กรกนก เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของผลงานนี้ว่า ตนลองหลับตานึกย้อนกลับไปถึงวัยเด็ก คาดว่าภาพแห่งความทรงจำสีจางคงจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ภาพที่เห็นนั้นคงจะเป็นภาพที่เรากำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนเล่นสนุกสนาน ไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ วีรกรรมต่างๆ ที่เราสร้างขึ้น ล้วนต่างเป็นสิ่งที่เราเคยก้าวผ่านมาด้วยกันทุกคน สำหรับความทรงจำวัยเด็กที่ชอบที่ประทับใจคือ ตลอดช่วงชีวิตวัยเด็กมันเหมือนมีอะไรทำให้เรามีความสุขตลอดเวลาทำอะไรก็มีความสุขไปหมดไป เล่นกับดินกับทราย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำล้วนมีเเต่ความสนุกสนานไปหมดขอบคุณสำหรับความทรงจำที่งดงาม จึงได้เอาภาพที่นึกถึงในวัยเด็กมาสร้างงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมา

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590748

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่  คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ กับงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (InternationalFederation of Medical Students’ Associations : IFMSA)

โดยมีคนรุ่นใหม่ทั้งที่เป็นเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี รวมกลุ่มจากสาขาต่างๆ 5 คนต่อทีม ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน ซึ่งผู้ได้รับรางวัล Best Innovationได้แก่ ทีม People Matter (PM 4.0) ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด”

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการนี้จะทำให้มีนโยบายสาธารณะที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องเกิดจากการคิดของนักนโยบายของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่อาจมาจากกลุ่มคนในวัยที่หลากหลายที่มีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน

“ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดมาจากทั้งในเขตชนบท ในเขตเมือง ซึ่งอาจเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรเป็นวิถีชีวิต และแหล่งกำเนิดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนานโยบายสาธารณะต้องพิจารณาทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม กฎหมายระเบียบ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของคน ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีของพื้นที่ด้วย”ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ

“การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว” นพ.ประทีป กล่าว

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในประเทศไทยกลับพบฝุ่น PM2.5 ที่ 50-68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ามากกว่ามาตรฐานเกือบ 2 เท่าตัว กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินทางใจ

“สสส. ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มุ่งขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ปัญหา
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต้องเร่งแก้ไขแบบองค์รวม ทั้งการปลูกจิตสำนึกส่วนบุคคล การสร้างความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมของคนในสังคม เพื่อร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นการออกกฎ ระเบียบบังคับใช้เท่านั้น” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น นวัตกรรมธงสุขภาพ สีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ใช้คู่กับเครื่องวัดค่าฝุ่น แจ้งเตือนให้คนในพื้นที่รู้ระดับคุณภาพอากาศ ดำเนินการใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งลดเสี่ยงต่อสุขภาพ

2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 อย่างเร่งด่วน โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ได้

น.ส.นิศรา ปานช้าง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนทีม People Matter (PM 4.0) กล่าวว่า ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า มีแนวคิดทำให้นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด เพื่อลดช่องว่าง และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชน ผ่านกลไกการทำงานที่ให้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น เพื่อเอื้อให้เกิดการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนมากขึ้น

“แพลตฟอร์มออกแบบให้มี 3 คุณลักษณะ คือ 1.ชุดดัชนีนโยบายและมาตรการที่เข้ากับบริบทเฉพาะพื้นที่กับข้อมูลเปิดสาธารณะด้านคุณภาพอากาศ 2.ระบบติดตามการดำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐ และ 3.พื้นที่สร้างการส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งทั้ง 3 คุณลักษณะนั้นออกแบบให้เชื่อมโยงและทำงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบนโยบายและการนำไปปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขเฉพาะแต่ละพื้นที่มากที่สุด” น.ส.นิศรา กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustappear ผลงานศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.) และแอปพลิเคชั่น “ไทยสู้ฝุ่น” ตั้งตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) และภาษี Green Area 2.ทีม Airtopia ผลงาน PM2.5 Smart Tracking จัดสรรสิทธิ (PM2.5 เครดิต) ใช้ลดภาษี 3.ทีมทางของฝุ่น ผลงาน Inclusive sustainable area development แนวทางการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง และรางวัลชมเชย 26 รางวัล

ห่วง ‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’ เสี่ยงป่วย ‘เชื้อลงปอด’ แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590747

ห่วง‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’เสี่ยงป่วย‘เชื้อลงปอด’  แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี

ห่วง‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’เสี่ยงป่วย‘เชื้อลงปอด’ แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในปริมาณที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่ม ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ หรือปอดบวม (Pneumonia) ได้เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถลดการทำงานของโทนกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อลงปอด

อีกทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกายแย่ลงส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดอัตราการเสียชีวิต ป้องกันอาการป่วยหนัก สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดการติดเชื้อได้

“ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนทุกคนควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 48-72 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังฉีด หรือ 2-3 วัน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปรบกวนระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย อาจทำให้หลอดเลือดหดเกร็ง เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ตามมาภายหลังการฉีดวัคซีนได้ รวมถึงเมื่อฉีดแล้วมีอาการไม่สบาย เป็นไข้ อาจทำให้แพทย์แยกไม่ออกว่าคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ป่วยทั่วไปหรือเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน” ผศ.นพ.ธีรยุทธ กล่าว

ผศ.นพ.ธีรยุทธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มผู้ติดสุราซึ่งดื่มทุกวันหรือแทบทุกวันมานานหลายปี จนไม่สามารถลดหรือเลิกดื่มได้ หากงดดื่มแล้วมีอาการมือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก มีไข้ กระสับกระส่าย และในบางรายอาจมีอาการชักเกร็งกระตุก แนะนำว่าคนกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดดื่มกะทันหัน เพราะมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการถอนสุราตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนถึงระดับรุนแรงได้ จึงเป็นกลุ่มที่ควรดูแลตนเองมากเป็นพิเศษ โดยกลุ่มผู้ติดสุรา ควรค่อยๆ ลดการดื่มในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนวันนัดรับวัคซีนโควิด-19 หรือควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาช่วยลดอาการถอนสุรา

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ผู้ที่ติดสุรา จะช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 และลดความรุนแรงเมื่อติดเชื้อได้แต่อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัดและหยุดดื่มตลอดช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยผู้ที่ต้องการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดต่างๆ ตลอดชีวิต สามารถขอรับคำปรึกษาได้3 ช่องทาง ได้แก่ แฟนเพจเฟซบุ๊ค : ศูนย์ปรึกษาเพื่อการเลิกสุราและการเสพติด Alcohol and Drugs Helpline Centre สายด่วนเลิกเหล้า 1413 และเว็บไซต์ http://www.1413.in.th/

ด้าน น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดหนักและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ โดยคาดการณ์ว่าประเทศไทยมีคนที่ดื่มทุกวันหรือเกือบทุกวันมากถึง 2 ล้านกว่าคน ในจำนวนนี้อาจเป็นผู้ติดสุรามากถึง 2 แสนกว่าคน ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อจิตประสาท

ทำให้ความสามารถในการรู้เท่าทันการคิดและพฤติกรรมลดลง เช่น ขาดการยับยั้งชั่งใจในการทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มร่วมแก้วเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีหลักฐานทางวิชาการจำนวนมากยืนยันว่า ปัจจัยทางสังคม สถานที่ดื่ม และกิจกรรมบันเทิงต่างๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดและแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าการสัมผัสร่างกายผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะพฤติกรรมเสี่ยงที่มาจากฤทธิ์น้ำเมาทุกชนิด ถูกกระทำโดยที่ไม่มีสติ สัมปชัญญะ

“ในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ยังอยู่ในช่วงการระบาดหนักของโควิด-19 สสส. อยากเชิญชวนให้ทุกคนใช้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นก้าวแรกของการลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ดีขึ้น โดยปีนี้ สสส. จัดกิจกรรมสื่อรักให้พักเหล้า ลดเสี่ยง เลี่ยงโควิด ส่งเสริมให้คนไทยลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต รวมถึงย้ำให้ทุกคนต้องสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และลดพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ รักษาผู้ป่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดหนักไปด้วยกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

‘กสศ.’ จัดเสวนาออนไลน์ สร้างอาชีพโลกยุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590746

‘กสศ.’จัดเสวนาออนไลน์  สร้างอาชีพโลกยุค New Normal

‘กสศ.’จัดเสวนาออนไลน์ สร้างอาชีพโลกยุค New Normal

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงานเสวนา (ออนไลน์) Little Big Communities Talk EP4 “จากฐานชุมชน สู่เทรนด์ อาชีพของโลกในยุค New Normal” ในวันศุกร์ที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 09.00-12.30 น. เพื่อนำเสนอแนวทางและการขับเคลื่อนการงานของทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานกับทิศทางการสร้างอาชีพและการตลาด ในโลกยุค New Normal อีกทั้งเป็นเวทีที่ให้คนทำงานกับชุมชน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานของกลุ่มคนภายนอก หรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

โดยมุ่งหวังให้เกิดการนำรูปแบบหรือโมเดลการการขับเคลื่อนงานไปขยายผลต่อในชุมชนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเวทีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Robinhood” แอปพลิเคชั่นสั่งอาหารสัญชาติไทย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมด้วยบริการส่งฟรี ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และตัวแทนจากหน่วยพัฒนาอาชีพ ของทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน นอกจากนี้ยังมีดร.ศิริญญา วิรุณราช จากวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี,

คุณสุไลมาน เจะอุบง จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) จังหวัดยะลา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยุวเรศ หลุดพา จากโรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น รวมถึงแขกรับเชิญพิเศษ คุณสิทธิพลชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานที่เข้าไปหนุนเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม ให้กับคนในชุมชน ต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ทุกคนสามารถอยู่รอดได้ท่ามวิกฤติ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook :ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานหรือลงทะเบียนร่วมงานผ่านระบบ zoom กดที่ link นี้ shorturl.at/dfL29

อย่าพลาด! ‘ดาวเสาร์’ ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค. นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590856

อย่าพลาด!'ดาวเสาร์'ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค.นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า

อย่าพลาด!’ดาวเสาร์’ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค.นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 20.09 น.

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เปิดเผยว่า  วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หมายถึง  ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์จะเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ดาวเสาร์มีระยะใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี (Saturn Opposition) ห่างประมาณ 1,337 ล้านกิโลเมตร       

ในวันดังกล่าวเมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า จะมองเห็นดาวเสาร์สว่างอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตได้ยาวนานตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า บริเวณกลุ่มดาวแพะทะเล ดูได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า  หากดูผ่านกล้องส่องทางไกล หรือกล้องสองตาที่มีขนาดหน้าเลนส์ไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตร กำลังขยายตั้งแต่ 10 เท่าขึ้นไป จะเริ่มมองเห็นวงแหวนดาวเสาร์ได้  หรือดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 4 นิ้ว ที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวน A และวงแหวน B แยกกันอย่างชัดเจน โดยมีช่องว่างแคสสินีอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวนทั้งสอง สวยงามมาก

“เชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของดาวเสาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านอย่างปลอดภัย ห่างไกลโรคโควิด-19 รับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์  “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี”  พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น. ทางเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ https://www.facebook.com/NARITpage เตรียมพร้อมสัญญาณภาพจากหอดูดาว 4 ภูมิภาค ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา” นายศุภฤกษ์ กล่าว

 

‘มทร.อีสาน’ จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590825

'มทร.อีสาน'จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร

‘มทร.อีสาน’จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.06 น.

มทร.อีสาน เผยมติที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยราชมงคล 9 มทร. โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ประชุมนายกสภา 9 มทร.และประธานที่ประชุมนายกสภาและอธิการบดี มทร.ทั้ง 9 แห่ง มีมติเห็นชอบให้กลุ่มราชมงคลจับมือบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่(ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีทักษะระดับสูง โดยมุ่งเป้านักศึกษา คณาจารย์ ทั้ง 9 มทร.  ให้มีทักษะความสามารถในการสร้าง Mobile Application ด้วยตนเองพร้อมสนับสนุนให้นำไปเผยแพร่ใน Huawei App Gallery และ Android Play Store และส่งเข้าประกวด Start Up ระดับประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร ประธานคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร. และรักษาราชการแทนอธิการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล การทำการเกษตรแบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IOT การพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงการรักษา ภายใต้ชื่อ “RMUTI NEXT GEN DIGITAL UNIVERSITY”

โดยเป็นนโยบายการขับเคลื่อนจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ประชุมนายกสภา 9 มทร. และนายกสภา มทร.อีสาน เพื่อผนึกกำลังด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปและปรับปรุงระบบการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมความยั่งยืนและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนทั้งบุคลากร และนักศึกษาทั้ง 9 มทร. โดยผลจากการประชุมนายกสภา 9 มทร. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564  มีมติเห็นชอบร่วมกันให้ดำเนินการและแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร. และมีมติให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ร่วมกันดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตร การสร้างและพัฒนา Mobile Application ผ่านห้องฝึกอบรมออนไลน์ ภายใต้หลักสูตรพัฒนาฝีมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมไปถึงการสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน (Reskill) และการยกระดับทักษะเดิมให้ดียิ่งขึ้น (Upskill) เพื่อให้มั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาด้านดิจิทัลให้บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่าให้แข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) โดยให้ มทร.อีสาน เป็นเจ้าภาพหลักในคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร.

รศ.ดร.โฆษิต กล่าวต่อไปว่า ในส่วนรูปแบบของการอบรมนั้น เราจะเริ่มตั้งแต่การฝึกความคิดริเริ่มของผู้ฝึกสอนตั้งแต่ต้นและขยายไปสู่วงกว้าง หลักสูตรนี้จะเป็นการจัดคอร์สสอน 4 วันที่เป็นช่วงของวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นการสอนผ่านระบบ Huawei Mobile Services  ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและเผยแพร่แอปพลิเคชันทั้งด้านทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตัวอย่างการอ่านโค้ดและลงมือปฏิบัติงานที่มอบหมาย โดยจะมีวิดีโอการฝึกอบรมไลบรารี่ให้ดูเป็นแนวทางซึ่งเป็นเนื้อหาฟรี ครอบคลุมพื้นฐานของ Android รวมถึง แอปพลิเคชั่นตัวอย่างต่าง ๆ ของหัวเว่ย มากกว่า 18 หมวดที่ครอบคลุมไปถึงเกม การศึกษา ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ภายหลังการอบรมและการสอบ ผู้อบรมจะได้ใบรับรองหัวเว่ย ประเทศไทย อีกด้วย

“อย่างไรก็ตาม มทร.อีสาน ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จึงมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านกำลังคนและเทคโนโลยีเพื่อให้ นักศึกษา คณาจารย์ ทั้ง 9 มทร.  มีความรู้ความสามารถในการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง เพื่อเป็นตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ พร้อมมุ่งให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่นักศึกษา และสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เกิดเอกลักษณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งการสร้างอาชีพเฉพาะทาง ครับ “รศ.ดร.โฆษิต กล่าวทิ้งท้าย