ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590516

ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง  เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19

ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า หลังจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มมส.) ได้เคยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามโดยใช้หอพักนิสิต จำนวน 2 ตึก รวม 128 เตียงไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา และได้ทำการรักษาผู้ป่วยจนหายดีปลอดภัย กลับบ้านไปครบทุกคนแต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาอีกครั้ง ทำให้มมส. ต้องเตรียมพร้อมรับมือในการดูแลนิสิต ที่ติดเชื้อโควิด -19 โดยเฉพาะ อีกทั้ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดของโรค จึงได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ขึ้น

โรงพยาบาลสนามของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ จะใช้หอพักเบญจมาศ(หอหญิง 33 ห้อง) และหอปาริชาติ(หอชาย 36 ห้อง) ซึ่งเป็นหอพักนิสิต เขตพื้นที่ในเมือง ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการจัดพื้นที่รองรับมาตรฐาน และเป็นโรงพยาบาลสนาม จึงมีการปิดกั้นให้เป็นสถานที่ปลอดเชื้อตามมาตรฐานสากล ซึ่งในขณะนี้ บุคลากรกองอาคารสถานที่ ได้ทำความสะอาด เตรียมดำเนินการก่อสร้างรั้วบริเวณโดยรอบหอพัก เพื่อความปลอดภัย และมีกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณโดยรอบหอพัก

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’ วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590517

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’  วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’ วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ CEO และ Co-founder บริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม จำกัด เผยว่า “วัคซีนใบยา” ป้องกันโควิด-19 ผลิตจากใบพืช เป็นผลงานสตาร์ทอัพแห่งจุฬาฯ บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์มจำกัด (ภายใต้ CU Enterprise)โดยสองนักวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ และรองศาสตราจารย์ ดร.วรัญญู พูลเจริญคณะเภสัชศาสตร์ จุฬา

วัคซีนใบยา เป็นวีคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด subunit vaccine ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศมานาน เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ โดยผลิตจากหลายแหล่ง เช่น พืช แมลงฯลฯ วัคซีนใบยา ใช้ใบยาสูบสายพันธุ์ดั้งเดิมจากออสเตรเลียทำหน้าที่เสมือนโรงงานผลิตชิ้นส่วนของไวรัสซึ่งเป็นไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรคเมื่อฉีดวัคซีนใบยาเข้าไปในร่างกาย วัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเรา หากติดเชื้อโควิด-19 ก็จะป้องกันได้

ภายหลังได้รับวัคซีนต้นแบบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการทดสอบวัคซีนใบยากับสัตว์ทดลอง เช่น หนูขาวและลิง ซึ่งพบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ผลสูง หลังจากนั้น จึงเริ่มสร้างโรงงานต้นแบบการผลิตวัคซีนที่อาคารจุฬาพัฒน์ 14 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2564 โรงงานเนื้อที่ 1,200 ตร.ม. มีกำลังการผลิตวัคซีนเดือนละ1-5 ล้านโดส

“สิงหาคม 2564 เราจะเปิดรับอาสาสมัครเพื่อทดสอบวัคซีนกลุ่มแรกจำนวน 50 คน อายุ 18-60 ปีโดยอาสาสมัครต้องมีสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน การทดสอบวัคซีนจะเริ่มในเดือนกันยายนอาสาสมัครจะได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนสองเข็ม เว้นระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ เมื่อทดสอบกับอาสาสมัครกลุ่มแรกเสร็จเราก็จะทดสอบวัคซีนกับอาสาสมัครกลุ่มอายุ 60-75 ปี ต่อไป” ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าว และ คาดว่าวัคซีนใบยาจะพร้อมฉีดให้คนไทยช่วงกลางปี2565 ในราคาต้นทุนโดสละ 300-500 บาท

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้พัฒนาวัคซีนใบยารุ่นที่ 2 เพื่อรับมือการกลายพันธุ์ของเชื้อ โควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะพร้อมทดสอบกับอาสาสมัครปลายปี 2564 โดยจะปรับปรุงศักยภาพของวัคซีนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีขึ้นด้วย

จิตอาสา อำนวยความสะดวกประชาชน ผู้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590515

จิตอาสา อำนวยความสะดวกประชาชน ผู้ฉีดวัคซีน

จิตอาสา อำนวยความสะดวกประชาชน ผู้ฉีดวัคซีน

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณาจารย์ และนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ร่วมเป็นจิตอาสา ฝึกประสบการณ์การฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยช่วยบริการในด้านต่างๆ อาทิ วัดอุณหภูมิ เพื่อคัดกรอง บริการวัดความดัน แนะนำขั้นตอนการปฏิบัติในการลงทะเบียน ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเข็นรถให้กับผู้สูงอายุ การเป็นจิตอาสาในครั้งนี้ ทำให้นักศึกษาได้รับการฝึกประสบการณ์ และยังถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย โดยการนำความรู้สู่การปฏิบัติและทำประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ณ จุดให้บริการวัคซีน สถานีกลางบางซื่อกรุงเทพมหานคร

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590514

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่าหน้าประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกเรื่องราวการเกิดโรคระบาดที่รุนแรงและน่ากลัว มีผู้คนเจ็บป่วย และเสียชีวิตดั่งใบไม้ร่วงในเวลาอันรวดเร็ว คนสมัยก่อนจะเรียกโรคระบาดว่า “โรคห่า”หรือ “ห่าลง”

ในอดีตยังไม่มีวิธีป้องกันและควบคุมโรค ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อจำเป็นต้องพากันหนี โดยปล่อยคนป่วยทิ้งไว้ จนกลายเป็นบ้านร้างเมืองร้างผ่านไปนานนับปีเมื่อแน่ใจว่าโรคซาจึงกลับมา โรคห่าที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร แต่ตามพระราชบัญญัติสำหรับโรคระบาด พ.ศ. ๒๔๕๖ ระบุไว้ ๓ โรค คือ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ

ในถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีโรคห่าระบาดอยู่หลายครั้ง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มีผู้เสียชีวิตถึง ๓ หมื่นคน ภายในเวลา ๑๕ วัน มีหลักฐานชี้ชัดว่าโรคห่าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอหิวาตกโรค เนื่องจากก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตจะมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง มีภาวะขาดน้ำ โดยการระบาดเริ่มมาจากอินเดียสู่ไทย ผ่านทางปีนัง และหัวเมืองฝ่ายตะวันตกจนเข้ามาถึงสมุทรปราการและพระนคร ซึ่งตอนนั้นมีการใช้แม่น้ำลำคลองเป็นหลัก ทั้งกินทั้งถ่าย ไม่มีระบบประปาหรือการจัดสุขาภิบาล ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ยังคงมีการระบาดอยู่ จากบันทึกระบุว่า ภายในเดือนเดียวมีผู้เสียชีวิต ๑,๕๐๐-๒๐,๐๐๐ คน แต่สมัยนั้นเริ่มมีมิชันนารีเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น มีหมอร่วมเดินทางมาด้วย และได้นำแนวทางการรักษาแบบแผนตะวันตกเข้ามารักษา

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มีการนำสูตรยาวิสัมพญาใหญ่ และยาน้ำการบูรหยอดรักษาผู้ป่วย ทำให้การแพร่ระบาดลงลง เป็นช่วงขณะเดียวกันที่นายโรเบิร์ต น็อกซ์ ได้ค้นพบสาเหตุการเกิดอหิวาตกโรคว่ามาจากสัตว์ตัวเล็กๆที่อยู่ในน้ำ ที่เป็นต้นตอของอาการป่วย เป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีเชื้อโรค ทำให้มีการระมัดระวังดูแลความสะอาดของน้ำกินน้ำใช้กันมากขึ้น เริ่มมีการจัดการด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการจัดระบบน้ำ การจัดสุขาภิบาล มีการทำส้วมหลุม มีการจัดตั้งบริษัทจัดเก็บถังส้วม ด้วยเหตุนี้ทำให้โรคติดต่อที่เคยแพร่ระบาดในอดีตอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้

เริ่มมีการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ ในยุคนี้ช่วงที่หมอบรัดเลย์นำเข้ามาเผยแพร่ รวมถึงยาสลบที่เริ่มเข้ามาใช้ในประเทศไทยหลังจากที่มีการค้นพบไม่ถึง 10 ปี ทำให้การแพทย์สมัยใหม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็มีโรคระบาดขึ้นมาอีก เป็นการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สแปนิชฟูล มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากมายถึง ๒๐-๔๐ล้านคน เลยทีเดียว

จนปัจจุบันเมื่อโรคระบาดได้เดินทางมาปั่นป่วนคร่าชีวิตมนุษย์ครั้งใหญ่อีกครั้ง ทุกประเทศต่างประสบปัญหาในการสูญเสียในทุกด้านไม่ต่างกัน

สำหรับในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ ผู้สืบสาน รักษาและต่อยอด โครงการต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงงานอยู่เบื้องหลังหลายอย่าง รวมทั้งปัญหาการเกิดโรคระบาดนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนพระราชหฤทัย

พระองค์ทรงห่วงใยประชาชน และทรงให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พระราชทานพระบรมราโชบายในการดำเนินมาตรการต่างๆ ในอันที่จะควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ทรงให้การช่วยเหลือ ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล ๒๗ แห่งช่วยโรงพยาบาลทหารผ่านศึกและโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งพระราชทานรถตรวจเชื้อชีวนิรภัยเคลื่อนที่ รถพระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ รถต่อพ่วงชีวนิรภัย และรถเอ็กซเรย์ระบบดิจิทัลแก่กระทรวงสาธารณสุข สำหรับปฏิบัติงานเชิงรุกในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อให้สถานการณ์ได้คลี่คลายโดยเร็ว ประชาชนจะได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติสุขภายใต้ร่มพระบารมีอีกครั้ง

หากพลิกย้อนดูหน้าประวัติศาสตร์การเกิดโรคระบาดคราใด เสมือนจะเตือนชาวไทยว่า หนักหนาแค่ไหนเราก็ผ่านมาแล้ว แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ดูเหมือนว่านอกจากประชาชนต้องต่อสู้กับโรคร้ายแล้ว ยังมีเรื่องของการต่อสู้กันทางความคิดเห็นที่แตกต่าง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ครอบครัว การศึกษา และอีกหลายปัญหาที่เกิดผลกระทบตามมา ผลพวงของเชื้อร้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นความท้าทายของทุกฝ่ายที่ต้องคอยแก้ปัญหา และจัดการให้จบโดยเร็วที่สุด

นาทีนี้ ถ้าไม่บอกตัวเองว่า สู้ๆ.. ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนแล้ว

‘ตรีนุช’ ติดตามปัญหาขับเคลื่อนการบริหารงาน ก.ค.ศ. ให้นโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590624

'ตรีนุช'ติดตามปัญหาขับเคลื่อนการบริหารงาน ก.ค.ศ. ให้นโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา

‘ตรีนุช’ติดตามปัญหาขับเคลื่อนการบริหารงาน ก.ค.ศ. ให้นโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.53 น.

“ตรีนุช” ติดตามรับฟังปัญหาขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของ ก.ค.ศ. พร้อมให้นโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบในช่วงสถานการณ์โควิด

วันที่ 26 กรกฎาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เข้าร่วมการประชุม ติดตาม และรับฟังปัญหาการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ก.ค.ศ. ในการประชุมคณะทำงานดำเนินการนำร่องการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการประชุมครั้งที่ 5/2564 โดยมี รศ.ดร.ประวิต  เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตามบริบทของสถานศึกษาที่แตกต่างกัน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ค.ศ. รวมจำนวน 120 คนเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวรายงานว่า  การประชุมคณะทำงานนี้ สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใหม่ 4 สายงาน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดทำคู่มือการประเมินตำแหน่งและ วิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกตำแหน่งได้เข้าใจในหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน ฯที่ตรงกัน และเพื่อให้คู่มือในการประเมินดังกล่าวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ จึงจำเป็นที่จะต้องทดลองใช้กับสถานศึกษานำร่อง กับสถานศึกษาแต่ละสังกัด  แต่ละขนาด และแต่ละประเภทการจัดการศึกษา เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการทดลองใช้นำมาปรับปรุงคู่มือ การประเมิน ฯดังกล่าว ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลก่อนนำไปปฏิบัติใช้พร้อมกันทั่วประเทศ

ด้านนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานดำเนินการนำร่องการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  ในครั้งนี้ ก็เพื่อติดตาม และรับฟังปัญหาการดำเนินงานของสำนักงาน ก.ค.ศ. ในเรื่องการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสถานการณ์  การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมการประชุม ซึ่งทราบว่าแต่ละสถานศึกษามีบริบทที่แตกต่างกันด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง และขอให้กำลังใจไปยังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบากในสภาวการณ์เช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตามตนพร้อมรับฟังสภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนในแต่ละพื้นที่ และพร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และขอให้สถานศึกษาที่เข้าร่วมการประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อบูรณาการ การจัดการศึกษากับสถานศึกษาที่มีบริบทที่แตกต่างกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเอง ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้หาแนวทางการช่วยเหลือในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น การปรับยืดหยุ่นระเบียบการใช้เงินอุดหนุนรายหัว, การนับเวลาเรียนและการประเมินผลการจัดการเรียน, การบริหารจัดสรรสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง เรื่องการบริหารวัคซีนให้แก่ข้าราชการครูทั่วประเทศ และการจัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาทั้งผู้ปกครอง นักเรียน และข้าราชการครู ฯลฯ ซึ่งจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาต่อไป

นางสาวตรีนุช  กล่าวเน้นย้ำกับเข้าร่วมประชุมด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาด้านกระบวนการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศไว้เรียบร้อยแล้วโดยได้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศในทุกพื้นที่ ขออย่าได้กังวล ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกันได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกัน

 

‘เอนก’ ลงพื้นที่ฝั่งธนฯ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉีดวัคซีน ‘U2T-CCRT’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590533

‘เอนก’ ลงพื้นที่ฝั่งธนฯ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉีดวัคซีน ‘U2T-CCRT’

‘เอนก’ ลงพื้นที่ฝั่งธนฯ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉีดวัคซีน ‘U2T-CCRT’

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.59 น.

26 กรกฎาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา นำโดย ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ,  ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมี นายดลจิตร์ เสรีรักษ์ ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน , แพทย์หญิงเจตนี พงศพนาไกร ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข 49  ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รองอธิการบดี คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการ U2T นำคณะตรวจเยี่ยมลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทีมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุก  (Comprehensive Covid-19 Response Team) CCRT  ณ จุดปฏิบัติงานฉีดวัคซีน CCRT 49  วัดชัยพฤกษมาลา , ตลาดน้ำสองคลอง , วัดตลิ่งชัน

เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ U2T-CCRT ที่ปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการปฏิบัติงานจิตอาสาของผู้รับจ้างงานโครงการ U2T พร้อมชมจุดตรวจเชิงรุกและศูนย์พักคอยการส่งต่อเขตธนบุรี community isolation ในมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จากนั้นคณะตรวจเยี่ยมเดินทางไปให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานณจุดฉีดวัคซีน ศูนย์การค้าไอคอนสยาม คลองสานต่อไป

เดินหน้าทำกฎหมายลำดับรองรับพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590449

เดินหน้าทำกฎหมายลำดับรองรับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

เดินหน้าทำกฎหมายลำดับรองรับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.37 น.

“อำนาจ”เผยคณะทำงานพิจารณากฎหมายลำดับรองฯ เล็งชง”ตรีนุช”ออกประกาศออกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ พร้อมย้ำเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ศธ.น้อยที่สุด มุ่งคุณภาพของผู้เรียน

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาธิการ กกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานคณะทำงานพิจารณากฎหมายลำดับรองที่สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานฯ ได้พิจารณากฎหมายลำดับรอง ที่เป็นกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา , พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ไว้จำนวน 10 คณะ โดยในส่วนการปรับปรุง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นเจ้าภาพหลักนั้น ได้มีการพิจารณาร่างแก้ไขในเบื้องต้นไปบ้างแล้ว โดยคณะทำงานฯ ได้ตั้งข้อสังเกตให้ไปปรับปรุงในเรื่องขององค์คณะบุคคล และอำนาจการบริหารงานบุคคลบางประการมาอีกครั้ง

เลขาธิการ กกศ.กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมคณะทำงานฯได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการอีกชุดหนึ่ง ไปดูเรื่องโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนางสาวตรีนุช ได้มอบนโยบายเป็นหลักการไว้ว่า ในส่วนของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงมาก เพื่อให้กระทบน้อยที่สุด หรือไม่กระทบได้ยิ่งดี เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจะกระทบกับบุคลากรจำนวนมาก และจะส่งผลต่อกระบวนการจัดการศึกษา โดย รมว.ศธ.มีนโยบายการจัดการศึกษาที่เน้นไปที่คุณภาพของผู้เรียน ดูเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน การดูแลความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ การปรับปรุงเรื่องหลักสูตร ดูแลเรื่องพัฒนาการอาชีวศึกษา การศึกษานอกโรงเรียนของผู้สูงวัย การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาของเอกชน และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นี้ จะทำให้การเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เป็นต้น

ดร.อำนาจ กล่าวด้วยว่า คณะทำงานฯ ยังได้หารือถึงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของ รมว.ศธ.มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่เป็นส่วนราชการ ซึ่งในมาตรา 105 ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ระบุว่า ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ใช้บังคับ ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้  เพื่อทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น คณะทำงานฯ จะประสานงานกับ สสวท.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก่อนหารือ รมว.ศธ.ว่าอาจจะออกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้  ซึ่งจะมีการหารือในเร็วๆนี้  ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการปรับปรุง แก้ไข และจัดให้มีกฎหมายลำดับรองอย่างน้อย 10 ฉบับ โดยดำเนินการคู่ขนานไปกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

สอวช. ตั้งเป้าปี 65 เดินหน้า 4 ภารกิจสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590439

สอวช. ตั้งเป้าปี 65 เดินหน้า 4 ภารกิจสำคัญ

สอวช. ตั้งเป้าปี 65 เดินหน้า 4 ภารกิจสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 12.31 น.

สอวช. ตั้งเป้าปี 65 เดินหน้า 4 ภารกิจสำคัญ ปฏิรูประบบมาตรการส่งเสริม พัฒนากำลังคน และสร้างความเข้มแข็งด้านนโยบาย

ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ  สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กอวช.โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) เป็นประธานการประชุม

ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรามแห่งชาติ ( สอวช.)  ได้เปิดเผยรายละเอียด กรอบแผนการดำเนินงานของ สอวช. ปีงบประมาณ 2565 ว่า สอวช. ได้ออกแบบการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายที่สำคัญของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) โดยแบ่งเป็น 4 ภารกิจหลัก ประกอบด้วย

1) นโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. และการปฏิรูประบบ โดยเน้นการปฏิรูประบบ อววน. อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่านโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. และการปฏิรูประบบที่ดีจะนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในอีก 7 ปีข้างหน้า เช่น การลงทุนวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็นร้อยละ 2 ต่อจีดีพี (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 1.14 ต่อจีดีพี) การเพิ่มขีดความสามารถทาง อววน. ทัดเทียมประเทศที่มีความก้าวหน้า อย่างไต้หวัน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รวมถึงเป้าหมายเพิ่มจำนวนสิทธิบัตรเป็น 20 ฉบับต่อประชากร 1 แสนคน

2) ออกแบบกลไกและมาตรการส่งเสริมการพัฒนา อววน. โดยเน้นพัฒนาและใช้ประโยชน์จากกลไกล อววน. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว เสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายในอีก 7 ปีข้างหน้า คือ เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่สร้างรายได้ 1,000 ล้านบาท/ปี จำนวน 1,000 ราย ยกระดับคนจนใน 10 จังหวัดเป้าหมายให้พ้นเส้นความยากจน ตลอดจนเกิดระบบความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปศาสตร์ที่เข็มแข็ง ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ปัญหาความต้องการของสังคม

3) นโยบายการพัฒนากำลังคน เน้นการยกระดับทักษะบุคลากรผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและกลไก Upskill/Reskill/New Skill Framework การวางแผนการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานและรองรับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ รวมถึงส่งเสริมการยกระดับศักยภาพระบบการอุดมศึกษา โดยมีเป้าหมายในอีก 7 ปีข้างหน้า ในการสร้างกำลังคน STEM ให้ได้ร้อยละ 65 ของผู้จบการศึกษาทั้งหมด มีมหาวิทยาลัยไทยติด 200 อันดับแรก ของ World University Ranking เกิด Talent Hub Megaproject ที่ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ 10,000 คน ตลอดจนคนในประเทศทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกช่วงวัย ทุกที่ ทุกเวลาและทุกฐานะ เพื่อตอบโจทย์ให้ทันการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสร้างผลิตภาพแรงงานของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น

4) สร้างความเข้มแข็งของกระบวนการนโยบาย เพื่อวางรากฐานในการวิเคราะห์และพัฒนานโยบายผ่านการสั่งสมองค์ความรู้และทักษะ เพื่อให้กระบวนการจัดทำนโยบายมีความแม่นยำและหวังผลสำเร็จได้ ภายใต้การดำเนินงาน 5 ด้าน คือ แพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อการออกแบบนโยบายแบบเร่งรัด (THIPA), งานด้านคาดการณ์ภาพอนาคต (Foresight), งานด้านวิจัยเชิงระบบ ,งานระบบการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสะท้อนขีดความสามารถและวิเคราะห์ผลประเมินด้าน อววน. รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการนโยบายด้วยการสร้างความร่วมมือด้านต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานผลักดันให้เกิดข้อเสนอการใช้มหาวิทยาลัยเป็นขั้วความเจริญเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ โดย รมว.อว.ได้ประกาศเป็นนโยบายไปยังมหาวิทยาลัยที่จะเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคในชุมชน จัดทำตลาดให้สินค้าชุมชน ทั้งออนไลน์และในพื้นที่ ในส่วนของการส่งเสริมมหาวิทยาลัยยังได้มีการจัดทำแนวทางการจัดตั้ง Holding Company ในมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถนำเงินรายได้ไปร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมได้ ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สอวช. ได้จัดทำสมุดปกขาวการพัฒนาระบบเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้น เพื่อให้เห็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สอวช. ยังคงมุ่งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นหน่วยงานริเริ่มเชิงนโยบาย ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่างๆ ไปสู่หน่วยงานปฏิบัติให้สามารถขับเคลื่อนและส่งมอบผลงานให้กับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้ เพื่อสามารถนำศักยภาพด้าน อววน. ส่งมอบอนาคตประเทศไทย สร้างโอกาสใหม่ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ทูตออสเตรเลียแนะใช้ ‘Thailand learning’ ทางเลือกเรียนรู้ตลอดชีวิตแม้พ้นยุคโควิดแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590283

ทูตออสเตรเลียแนะใช้‘Thailand learningเ’  ทางเลือกเรียนรู้ตลอดชีวิตแม้พ้นยุคโควิดแล้ว

ทูตออสเตรเลียแนะใช้‘Thailand learningเ’ ทางเลือกเรียนรู้ตลอดชีวิตแม้พ้นยุคโควิดแล้ว

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอัลลัน แม็คคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า ตามที่สถานทูตออสเตรเลีย ได้ร่วมกับมูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้จัดทำเว็บพอร์ทัลการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ ภายใต้ชื่อ www.thailandlearning.org โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย

“เด็กๆ ทั่วประเทศต้องปรับตัวในด้านการเรียนการสอน ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้นการมีเว็บไซต์ที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงเป็นเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนมาก ถึงแม้จะไม่สามารถแทนที่ประสบการณ์ของการเรียนรู้ได้ แต่ก็เป็นทางเลือกในการสอนนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้อาจถือว่าเป็นความโชคดีสำหรับการศึกษาในประเทศไทย เพราะต่อไปในอนาคตผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะมีบทบาทมากขึ้นโดยช่วงเริ่มต้นของโควิดมีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ แต่เนื่องจากยังมีเว็บไซต์นี้อยู่จึงทำให้เขาได้เรียนรู้ และได้ความนิยมมากขึ้น” นายอัลลัน กล่าว

นายอัลลัน กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการระบาดของโควิดจะสิ้นสุดลง ตนค่อนข้างมั่นใจว่าเว็บไซต์นี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญในห้องเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งให้ครูไปยืนสอนอยู่หน้าห้อง เพื่อบรรยายเหมือนในห้องเรียนแบบเดิมๆ แล้ว โดยจะสามารถผสานรวมสื่อสมัยใหม่และแหล่งข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นกับมัน ตนคิดว่าเรากำลังมุ่งไปสู่ระบบไฮบริดที่ผสมผสานซึ่งเป็นระบบที่จะมีความออนไลน์มากกว่าและมีทรัพยากรที่พร้อมกว่า ส่วนรายละเอียดวิธีการนำเสนอนั้นอาจต้องมีการ ศึกษากันในอนาคตอีกครั้ง

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า http://www.thailandlearning.org จัดทำขึ้นโดยมีเนื้อหาที่หลากหลายจากทั่วโลก มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ครอบคลุมทุกวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเลต หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

ภายในแบ่งเป็น 3 เมนู คือ 1.เรียนรู้ จะรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาไทยและต่างประเทศ แยกตาม
สาขาวิชา อาทิ วิชาคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ 2.ทัศนศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลกผ่านหน้าจอ หรือ virtual tour ที่สามารถให้ความรู้นักเรียนได้มากกว่าในตำรา และ 3.เครื่องมือ เป็นการแนะนำเครื่องมือสำหรับสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถร่วมทำแบบทดสอบ ที่เหมาะสำหรับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง

“ในส่วนของด้านเนื้อหาได้มีการปรึกษากับกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการบูรณาการ เพื่อหาแหล่งข้อมูลที่ดีจากทั่วโลก ซึ่งกุญแจที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้ก็คือการเรียนรู้ส่วนบุคคล หรือตัวนักเรียนเอง ที่จะต้องมีส่วนร่วมทางออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ มีการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ดีและให้ความรู้ ด้านผู้ปกครองก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมที่บ้านให้มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ เนื้อหาที่สนทนากันจะต้องไม่ไร้สาระ อาจเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษหรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เด็กได้มีส่วนร่วม รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการเรียน”

โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดทำโครงการนำร่องไปแล้ว 2 แห่งคือที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม และที่โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) เขตจอมทอง กรุงเทพฯ และกำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ ที่จ.กาญจนบุรี และลำพูน ส่วนที่กรุงเทพมหานครได้มีการประสานงานเพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมนี้ในโรงเรียน 437 แห่ง โดยผู้สนใจสามารถคลิกไปใช้บริการที่ http://www.thailandlearning.org ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ถอดบทเรียนจาก ‘ญี่ปุ่น’ ชี้ทำได้จริง ‘ป่าหมุนเวียน’ สมดุล ‘เศรษฐกิจ-อนุรักษ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590284

ถอดบทเรียนจาก‘ญี่ปุ่น’ชี้ทำได้จริง  ‘ป่าหมุนเวียน’สมดุล‘เศรษฐกิจ-อนุรักษ์’

ถอดบทเรียนจาก‘ญี่ปุ่น’ชี้ทำได้จริง ‘ป่าหมุนเวียน’สมดุล‘เศรษฐกิจ-อนุรักษ์’

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชนินทร เพ็ญสูตร อาจารย์สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการบรรยายเรื่อง “Policy and Innovation in Chiang Mai” ในเวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่เมืองชิโมคาวะ (Shimokawa) จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ประชากรประมาณ 3,000 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่กว่าร้อยละ 90 เป็นป่า

ซึ่งพื้นที่ป่าอยู่ในความรับผิดชอบหรือเป็นเจ้าของ แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ รัฐบาลกลาง เอกชน และรัฐบาลท้องถิ่น โดยรัฐบาลท้องถิ่นนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางมาซื้อพื้นที่ป่าเพิ่ม และเพื่อแก้ปัญหาคนย้ายออกจากเมืองโดยเฉพาะประชากรวัยหนุ่ม-สาวที่มักออกไปหางานทำที่อื่น จึงมีการสอดแทรกเรื่องกิจการป่าไม้ลงในหลักสูตรการศึกษา ซึ่งรวมถึง “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” กติกาสากลว่าด้วยใครที่ไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ ให้นำเงินไปจ่ายให้กับผู้ที่สามารถเพิ่มคาร์บอนได้ หรือก็คือผู้ที่ส่งเสริมการปลูกป่านั่นเอง

“เมืองนี้เป็นขั้นท็อปของ SDGs (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ผู้นำญี่ปุ่น ผู้นำต่างประเทศ ไปมอบรางวัลและดูงาน ชอบในประเด็นป่าไม้มาก ป่าไม้ของเขาอย่างที่บอกรัฐบาลท้องถิ่นซื้อที่ดินเก็บไว้ กระบวนการตัดป่าใช้ระบบหมุนเวียน คือพื้นที่ที่ซื้อให้ลองนึกสภาพเหมือนพื้นที่วงกลม อย่างญี่ปุ่นเวลาจะอธิบายเขาเรียกเป็นเฮกตาร์ ซึ่งจะต่างจากไร่ ต้องมีการคูณอีกรูปแบบหนึ่ง

นึกถึงพื้นที่ที่เป็นวงกลม เราก็ตัดอีกเป็นชิ้นๆ (cut piece by piece) ทีพอซื้อที่เราจะปลูกต้นไม้ แล้วพอถึงเวลาได้ที่ เขาไม่ตัดทั้งหมด เขาตัดทีละขยัก นึกถึงเข็มนาฬิกา พอพื้นที่นี้ตัดปีหน้าก็จะปลูก แล้วอีกปีก็มาตัดพื้นที่ที่สองวนเป็นเข็มนาฬืกา พอตัดจนหมดที่ปลูกอันแรกจะโตเต็มวัยพอดี เขาเลยบอกป่าหมุนเวียน เราไม่เสียเลยเพราะเขาตัดทีละ Zone (เขต) สมมุติแบ่งเป็น 60 ตัดทีละ 5 สินค้าส่งออกเขาคือไม้คุณภาพชั้นสูง คือทั้งเมืองก็จะทำ โรงเรียนก็จะมีไม้จากผลิตภัณฑ์เมืองเอง” ผศ.ดร.ชนินทร กล่าว

ผศ.ดร.ชนินทร กล่าวต่อไปว่า กรณีของเมืองชิโมคาวะ ถือว่ามีความเป็นนวัตกรรมเพราะกระบวนการผลิตนั้นมีของเหลือทิ้งน้อยมาก เช่น เศษไม้เหลือก็นำไปทำถ่าน หากเป็นเศษชิ้นเล็กๆ ก็รวบรวมนำไปทำที่นอนสัตว์ในช่วงฤดูหนาว ส่วนใบไม้จากต้นสนที่ปลูกไว้ก็นำไปทำน้ำมันหอมระเหยจึงสรุปได้ว่า นวัตกรรมจะสร้างได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้นำของเมืองและประชาชนชาวเมือง