5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590282

5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ  สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ

5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด โดยได้รับการส่งเสริมภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย 5G หรือ Thailand Health Data Space

เพื่อใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกเครื่องระบบสุขภาพในทุกมิติ ตั้งแต่การส่งข้อมูลข้ามโรงพยาบาล การวินิจฉัย บำบัดรักษา ติดตามฟื้นฟู ทำให้แพทย์สามารถบำบัดรักษาในภาวะฉุกเฉิน ช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันเวลา คนไข้ได้รับบริการสุขภาพที่ดีในทุกจังหวัดของประเทศ ลดภาระความแออัดของรพ. และความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมไปกับส่งเสริมป้องกันสุขภาพคนไทย

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการวิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย 5G (Thailand Health Data Space 5G) เป็นการพัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพ Big Data ของประเทศอย่างครบวงจรเป็นครั้งแรกของไทย ส่วนประกอบมี 3 ส่วน คือ 1.Big Data Infrastructure แพลตฟอร์มข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลการแพทย์-สุขภาพที่มี
ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกัน

2.ระบบข้อมูลของเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งภายใน รพ.และระหว่าง รพ.หน่วยบริการสาธารณสุขต่างๆ ในพื้นที่ให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยที่มาจาก รพ.อื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยคนไข้จะกำหนด
สิทธิการเข้าถึงข้อมูลของตนได้3.แอปพลิเคชั่น ซึ่งจะรวบรวมเครือข่ายแอปพลิเคชั่นบริการด้านสุขภาพของไทยสตาร์ทอัพต่างๆ การให้คำปรึกษา บริการสุขภาพทางไกล (Telemedicine) ระหว่างแพทย์และคนไข้

โครงการฯ นี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาในระยะที่ 1 จากสำนักงาน กสทช. โดยมีแผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Big Data สารสนเทศการแพทย์และตัวอย่างทดสอบ THDS Sandbox ในโรงพยาบาลเป้าหมาย ซึ่งจะเสร็จในช่วงกลางปี 2565 ระยะที่ 2 การพัฒนาให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับเครือข่ายโรงพยาบาลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ระยะที่ 3 การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับบริการและเฮลท์เทคจากภาคีพันธมิตรที่ผู้ป่วยอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้

โดยมี ดร.เคอิตา โอโน่ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดเวิร์กช็อปลงพื้นที่ เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแพทย์และบุคลากรสุขภาพให้เข้าใจถึงกระบวนการของงานการแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อนของแต่ละกลุ่มโรคและการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้การวางแผนและดำเนินโครงการนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้ข้อมูลในทุกระดับอย่างแท้จริง การผนึกความร่วมมือทั้ง 5 องค์กรครั้งนี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนของสาธารณสุขไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมเฮลท์เทคและ Wellness-Medical Hub ตอบรับสังคมและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

นพ.อนันต์ กนกศิลป์ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการ Thailand Health Data Space 5G นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศไทย กล่าวคือประโยชน์ด้านสังคม เสริมสร้างประเทศไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพและเข้มแข็งยั่งยืน โดยทำให้ทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพของไทยเชื่อมโยงข้อมูลกัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีความอุ่นใจไว้วางใจ ประโยชน์ด้านการแพทย์/สาธารณสุข

นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้แพทย์ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง การไหลเวียนของข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรและหน่วยงานการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ ด้านผู้ป่วย ได้รับประโยชน์จากบริการรักษาพยาบาลที่รวดเร็วมีคุณภาพ ความปลอดภัยแม้ในยามฉุกเฉิน สามารถเก็บประวัติสุขภาพและนำมาใช้ประโยชน์ต่อการรักษาสุขภาพของตนและครอบครัวได้

ศ.(พิเศษ)ดร.กาญจนา เงารังษี อธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยนเรศวร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ โดยมี รศ.ดร.สุชาติ แย้มแม่น คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศ.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทพัฒนาในส่วนที่ 3 ของโครงการ คือ แอปพลิเคชั่น “หมอรู้จักคุณ (Med Care)” ซึ่งเป็นบริการทางการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine ผ่านเครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง 5G จะเปิดให้บริการกับคนไทยทุกคนผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ

ผู้ใช้สามารถกำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ รพ.ใดส่งข้อมูลตนเองเข้าสู่ระบบได้บ้าง และสามารถแจ้งยกเลิกการอนุญาตได้ด้วย แอปพลิเคชั่น “หมอรู้จักคุณ” ประกอบด้วย 4 บริการ คือ 1.แอปพลิเคชั่น-แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ระยะไกล ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้แพทย์ทำงานได้รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ลดภาระของโรงพยาบาล 2.แอปพลิเคชั่น-ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนตัวและแหล่งบริการทางการแพทย์

3.แอปพลิเคชั่น-คลินิกหมอครอบครัว บันทึกข้อมูลทางการแพทย์สำหรับเครือข่ายเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และทีมแพทย์หมอครอบครัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ใช้ในการติดต่อผู้ป่วย ลงข้อมูลผู้ป่วยเข้าระบบง่ายขึ้น ไม่ต้องลงข้อมูลซ้ำซ้อน4.แอปพลิเคชั่นหมอรู้จักคุณ-อสม. สำหรับการทำงานด้านเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค การฟื้นฟูสุขภาพ การติดตามคุ้มครองผู้บริโภค

คุณธนพล กองบุญมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า การส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนให้ระบบสาธารณสุขไทยที่เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงบริการสุขภาพและการแพทย์ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการรักษา และการยกระดับระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย (Thailand Health Data Space 5G) ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมืออันดีจะทำให้ทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพและสาธารณสุขของไทย

และข้อมูลสุขภาพได้รับการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบผ่านการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ภายใต้มาตรฐานระดับโลกที่นานาประเทศยอมรับ อาทิ มาตรฐาน European Health Data Space ตลอดจนลักษณะการเก็บและการจัดการข้อมูลในมาตรฐาน HL7 ซึ่งหน่วยงานรัฐบาลหลายประเทศยอมรับและนำไปใช้เนื่องจากข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลละเอียดอ่อน แพลตฟอร์ม THDS จึงต้องมีระบบความปลอดภัยของข้อมูล ผ่านการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและถูกต้อง

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง “เทคโนโลยี” (Technology) และ “บริการเชิงสังคม” (Social Services) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกผ่าน 1.ข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ 2.การใช้ประโยชน์ของข้อมูลและการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ 3.ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) 4.การยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาสุขภาพ (Health Quality) 5.ความมั่นคงทางสังคม (Social Security) 6.ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ (Trusted Provider) 7.ความสะดวกสบายในการใช้บริการ (Comfortability) สุดท้ายคือ 8.ความโปร่งใส (Transparency)

นศ.พยาบาลปี 4 วอนช่วยด่วน เจอโควิดยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม กลัวถูกพ้นสภาพนักศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590108

นศ.พยาบาลปี 4 วอนช่วยด่วน เจอโควิดยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม กลัวถูกพ้นสภาพนักศึกษา

นศ.พยาบาลปี 4 วอนช่วยด่วน เจอโควิดยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม กลัวถูกพ้นสภาพนักศึกษา

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

24 ก.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงาน นักศึกพยาบาลในจังหวัดเชียงราย ได้ร้องเรียนผ่านแนวหน้าเรื่องการผ่อนผันชำระค่าเทอมกับทางมหาลัยแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ หลังครอบครัวประสบปัญหาด้านการเงินในช่วงวิกฤตโควิด -19 ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าเทอมตรงตามกำหนดได้ 

โดยนักศึกษาได้เผยว่า ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงินตั้งช่วงปี 3 เทอม 1 ซึ่งเป็นช่วงเกิดการระบาดของโควิด ทำให้พ่อที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศถูกพักงานและไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าเทอมที่เป็นส่วนต่างหลังหักจาก กยส.แล้วได้ โดยตนได้ติดต่อขอผ่อนผันชำระค่าเทอม ทั้งทางวาจาและลายลักษณ์อักษรผ่านทางอาจารย์ที่ปรึกษามาโดยตลอดแต่เรื่องไม่ถูกดำเนินการ ค่าเทอมจึงค้างชำระอยู่ทั้งหมด 2 เทอม คือปีสามเทอม 2 และ ปี 4 เทอม 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ทางวิทยาลัยได้เรียกตนเข้าไปรับทราบข้อเสนอ 3 ข้อคือ 1.ชำระเงินค้าง 100% ให้เรียนต่อ 2.ชำระเงินค้าง 50% ให้ดรอปเรียน แล้วให้มาเรียนต่อปีการศึกษา 2565 3.ไม่ชำระเลย ให้หนูพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา โดยสามเงื่อนไขนี้กำหนดให้ดำเนินการไม่เกินวันที่ 30/06/64 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 7 วันนับจากวันได้รับข้อเสนอ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อใดได้

นักศึกษาสาวจึงได้เข้าร้องขอความช่วยผ่านศูนย์ดำรงธรรมของทางจังหวัดแล้ว ในวันที่ 28 มิ.ย.ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่ามีขั้นตอนในการใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งระหว่างที่รอเรื่องดำเนินการอยู่นี้ ในวันที่ 1 ก.ค.รองคณบดีฝ่ายวิชาการได้แจ้ไม่มีชื่อตนอยู่ในระบบแล้ว และเมื่อวันที่ 23 ก.ค อาจารย์ประจำชั้นปีได้เรียกเข้าไปพบแจ้งอีกครั้งว่าตนไม่มีชื่ออยู่ในระบบอาจทำให้ไม่มีสิทธิ์สอบในรายวิชาอื่น ๆ ทำให้ตนร้อนใจว่าอาจส่งผลต่อการเรียนที่เหลือในอีก 1 ปี ก่อนจะจบการศึกจึงมาร้องเรียนกับสื่อดังกล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาการร้องเรียนดังกล่าวสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทยในยุคโควิด-19 ที่ผู้ปกครองหลายรายประสบปัญหาด้านการเงินจากสถานการณ์โควิด-19 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ค่าเทอมของลูกยังคงเท่าเดิม แม้รัฐจะมีมาตรการช่วยเหลืออกมา แต่ก็ยังไม่เข้าถึงกลุ่มคนที่ประปัญหานี้ได้

‘ตรีนุช’ ชง 4 มาตรการเสนอ ครม. ช่วยนักเรียน-ผู้ปกครอง-โรงเรียน แง้มขอใช้งบฯ 21,600 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590053

'ตรีนุช'ชง4มาตรการเสนอครม.  ช่วยนักเรียน-ผู้ปกครอง-โรงเรียน แง้มขอใช้งบฯ21,600ล้านบาท

‘ตรีนุช’ชง4มาตรการเสนอครม. ช่วยนักเรียน-ผู้ปกครอง-โรงเรียน แง้มขอใช้งบฯ21,600ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.42 น.

24 กรกฎาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือการออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอ 4 มาตรการ โดยมาตรการที่ 1 การให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ในวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท โดยใช้ฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ใช้วิธีการจ่ายเงินตรงให้ผู้ปกครองนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า เป็นต้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า มาตรการที่ 2 เป็นการขอความร่วมมือจากโรงเรียนเอกชนให้ลด หรือ ตรึงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจาก ผู้ปกครอง ในโรงเรียนเอกชนกลุ่มที่ไม่รับการอุดหนุนจากรัฐ และกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ให้เท่ากับปีการศึกษา 2563 เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน ทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อพิจารณาสั่งการเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตามหลังจาก ศธ.ได้ออกประกาศแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2564 ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด หรือ ในกำกับของ ศธ. ถือปฏิบัติไปแล้ว นั้น จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.คืนเงินค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นแก่ผู้ปกครองแล้วกว่า 2,275 ล้านบาทเศษ บางแห่งให้ผู้ปกครองผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น โดยมีระยะปลอดดอกเบี้ยตลอดปีการศึกษา และบางโรงเรียนสนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตแก่นักเรียน อย่างน้อย 1 เดือน ขณะเดียวกันในส่วนสถานศึกษาของรัฐ ก็ได้มีการคืนเงินค่าบำรุงการศึกษาบางส่วน และ คืนเงินค่ากิจกรรมที่ไม่ได้จัดให้นักเรียนแก่ผู้ปกครองไปแล้วเช่นกัน  

สำหรับมาตรการที่ 3 เป็นการลดช่องว่างการเรียนรู้ (Learning Gaps) และลดผลกระทบด้านความรู้ ที่ขาดหายไป (Learning Loss) โดยให้สถานศึกษาสามารถถัวจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อใช้จัดการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใน ปีการศึกษา 2564 ได้ และจัดสรรค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้สถานศึกษาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จัดการเรียนรู้และแก้ ปัญหาความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของสถานศึกษา และจัดทําสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้หลากหลายที่เหมาะสมกับวัย ลดการเรียนรู้จากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียน อนุบาล-ป.3 ขณะเดียวกัน ศธ.จะจัดเช่าอุปกรณ์ (Devices) พร้อมสัญญาน จํานวน 200,000 ชุด สําหรับให้นักเรียน/นักศึกษา กลุ่ม ป.4 – ม.6 และ อาชีวศึกษา ใช้ยืมเรียน รองรับการเรียนแบบออนไลน์

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า มาตรการที่ 4 เป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงาน โดยจะมีการจัดฝึกอบรมด้านอาชีพสําหรับผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการอบรมฟรีรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งประสานเชื่อมโยงกับแหล่งทุนเพื่อจัดหาทุนเริ่มต้นประกอบอาชีพ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 27 ก.ค.นี้ ศธ.จะนำ 4 มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป

‘รมต.อนุชา’ สั่งการ พศ. ตรวจสอบเมรุวัดต่างๆ หากพบปัญหาเร่งแก้ไข ย้ำวัดเป็นที่พึ่งของ ปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590042

'รมต.อนุชา'สั่งการ พศ. ตรวจสอบเมรุวัดต่างๆ หากพบปัญหาเร่งแก้ไข ย้ำวัดเป็นที่พึ่งของ ปชช.

‘รมต.อนุชา’สั่งการ พศ. ตรวจสอบเมรุวัดต่างๆ หากพบปัญหาเร่งแก้ไข ย้ำวัดเป็นที่พึ่งของ ปชช.

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 10.16 น.

“รมต.อนุชา” สั่งการ พศ. ตรวจสอบเมรุวัดต่างๆ หากพบปัญหาให้เร่งแก้ไข พร้อมสนับสนุนงบประมาณ ยืนยันวัดเป็นที่พึ่งของ ปชช.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อกรณีที่มีกระแสสื่อโซเชียล มีเดียพูดถึงการทุบทำลายเมรุที่วัดบางน้ำชน เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเตาเผาศพชำรุดเสื่อมโทรม และเป็นอันตรายต่อประชาชน ซึ่งเป็นผลมาจากรองรับการเผาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19  ได้สั่งการไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการให้ความช่วยเหลือแล้ว

โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มคุ้มครองพระพุทธศนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประสานไปยังพระครูภัทราวรานุสิฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางน้ำชน ทราบว่า เหตุเมรุระเบิดได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ซึ่งในภาพดังกล่าวที่สื่อนำเสนอไปเป็นการทำลายเมรุ เพื่อทำลายและจัดสร้างขึ้นมาใหม่ โดยทางวัดได้เจ้าภาพหลักในการจัดสร้างเมรุ ทั้งนี้ วัดได้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคตามศรัทธา ซึ่งการร่วมบุญสร้างเมรุนั้นเป็นสิ่งที่ดีในการเตือนสติตามคำสอน เรื่องของ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และได้รับงบประมาณจากเงินบริจาคเพียงพอในการจัดสร้าง จึงไม่ได้แจ้งไปขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

พระครูภัทราวรานุสิฐ เปิดเผยว่า เมรุที่ใช้อยู่มีรอยร้าวเดิมอยู่แล้ว ยังไม่ได้ซ่อมแซม ขณะที่เตาเผาสร้างมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ปี 2528 เตามีลักษณะเก่าและฐานชำรุด จนกระทั่งช่วงที่ผ่านมามีการเผาศพโควิดเยอะขึ้น ประกอบกับพายุฝน สร้างความเสียหายให้เมรุพังหล่น จึงได้หารือวิศวกร ได้รับคำแนะนำให้ทุบทำลายและสร้างขึ้นใหม่ดังที่ปรากฎในภาพข่าว ทั้งนี้ ทางวัดกำลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการก่อสร้าง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทันในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำชับ พศ. ตรวจสอบไปยังวัดต่าง ๆ หากวัดไหนต้องการงบประมาณในการซ่อมแซมเมรุ ขอให้เร่งสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมก่อสร้างเมรุให้มีสภาพพร้อมใช้งาน ยืนยันวัดและพระสงฆ์เป็นองค์กรทางศาสนา ทำงานด้วยจิตอาสา เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในยามตกทุกข์ได้ยาก

พระราชทานทรัพย์ 2.8 พันล้าน ‘ในหลวง’ ทรงห่วงใย จัดหาอุปกรณ์แพทย์รับมือโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589986

พระราชทานทรัพย์2.8พันล้าน  ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย  จัดหาอุปกรณ์แพทย์รับมือโควิด

พระราชทานทรัพย์2.8พันล้าน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย จัดหาอุปกรณ์แพทย์รับมือโควิด

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระราชทานทรัพย์2.8พันล้าน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใยจัดหาอุปกรณ์แพทย์รับมือโควิด

ให้โรงพยาบาล/สถานพยาบาล พร้อมเรือนจำและทัณฑสถาน

“ในหลวง” พระราชทานพระราชทรัพย์รวมกว่า 2.8 พันล้านบาท สมทบทุน-จัดหาอุปกรณ์การแพทย์ ให้แก่ โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์ สถานพยาบาลและเรือนจำ ทัณฑสถาน เพื่อใช้ในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดวิกฤติไวรัสโควิด-19 “ในหลวง-พระราชินี”จะเสด็จฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันอาสาฬหบูชา เทศกาลเข้าพรรษาและทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนถวายฯ งดให้ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เพจโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยแพร่ข้อความระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชน และบุคลากรการแพทย์ในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นอย่างยิ่ง

การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ เพื่อสมทบทุนและจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลและสถานที่ต่างๆ เพื่อใช้ในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาด ได้แก่

1. พระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน 100,000,000 บาท สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช

2. พระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน 2,407,144,487.59 บาท แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์ และสถานพยาบาล 29 แห่ง เพื่อจัดซื้อเครื่องมือ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

3. พระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน 345,000,000 บาท แก่เรือนจำ ทัณฑสถาน และโรงพยาบาลแม่ข่ายของเรือนจำ 44 แห่ง เพื่อจัดซื้อเครื่องมือ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ทั้งนี้ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

วันเดียวกัน เพจ เฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน เฉลิมพระขวัญองค์ราชินี รายงานหมายกำหนดการ พระราชกิจ“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ“สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี” เสด็จ ฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2564 และเสด็จ ฯ ไปในการทรงเปลี่ยนเครื่องทรงสำหรับฤดูฝนถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) วันเสาร์ที่ 24 – วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2564 ดังนี้ เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2564 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กําหนดดังต่อไปนี้

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17.00 น.เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนพรรษาบูชาพระรัตนตรัย ถวายพุ่มเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ทรงประเคนพุ่มเทียนแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระภิกษุนาคหลวงแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564 เวลา 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ ท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ บุญจิตราดุลย์ (ยุคล) เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 50 รูป ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ เจ้าพนักงานนิมนต์เข้าไปรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตของหลวง ณ บริเวณพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ตามโบราณราชประเพณี เนื่องในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2564

เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ในการพระราชพิธีทรงเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) จากเครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ประจำปีพุทธศักราช 2564

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระมหาสังข์เพชรน้อย สรงที่พระเศียร จากนั้น พระราชทานน้ำพระมหาสังข์เพชรน้อยแก่พระบรมวงศ์ พระราชทานน้ำสังข์นครแก่พระอนุวงศ์ และทรงพระสุหร่ายน้ำพระพุทธมนต์ที่สรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชบริพารจากหน่วยราชการในพระองค์ ที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ภายในพระอุโบสถ

เวลาเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร

เวลา 18.00 น.เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนพรรษาบูชาพระรัตนตรัย ถวายพุ่มเทียนบูชาพระพุทธชินสีห์ พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการและเครื่องราชสักการะ ถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ถวายพุ่มดอกไม้ธูปเทียนแด่สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระอุโบสถ ไปทรงจุดเทียนพรรษาบูชาพระรัตนตรัย ถวายพุ่มเทียนบูชา ณ ปูชนียสถานในพระอารามนี้แล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

อนึ่ง หมายกำหนดการ อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย อันเนื่องมาจากในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทั้งนี้ # งด ให้ข้าราชการ บุคคลภายนอกและประชาชน เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี บริเวณโดยรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีพระราชประสงค์ในการงานพระราชพิธีฯ เป็นการส่วนพระองค์ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) อย่างเคร่งครัด

รมช.ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา มอบนโยบายให้สถานศึกษาในความดูแลทั่วประเทศ เร่งปลูกฟ้าทะลายโจร และกระชาย เพื่อช่วยแก้วิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589971

รมช.ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา มอบนโยบายให้สถานศึกษาในความดูแลทั่วประเทศ  เร่งปลูกฟ้าทะลายโจร และกระชาย เพื่อช่วยแก้วิกฤติโควิด-19

รมช.ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา มอบนโยบายให้สถานศึกษาในความดูแลทั่วประเทศ เร่งปลูกฟ้าทะลายโจร และกระชาย เพื่อช่วยแก้วิกฤติโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาฯ ในประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง ช่วยผู้ประสบภัยโควิด-19 โดยสั่งการให้สถานศึกษาด้านอาชีวะ เกษตรและประมงทั่วประเทศ เร่งเพาะฟ้าทะลายโจร และกระชาย จำนวนกว่าสองแสนต้น แล้วแจกจ่ายให้ประชาชน และแสดงความชื่นชมครูอาจารย์ บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นอย่างดี

ดร.ศุภชัยกล่าวว่า ดร.คุณหญิงกัลยา มอบหมายนโยบายเป็นการเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในทุกชุมชน โดยให้การช่วยเหลือด้านสถานที่และอาหาร และยังให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรฯ ทั้ง47 แห่ง เร่งเพาะพันธุ์ปลานิล จำนวน 999,999 ตัว รวมถึงเร่งเพาะพันธุ์กระชาย และฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แล้วเร่งแจกจ่ายให้ประชาชนเพื่อใช้บรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤติโควิด-19  

โดยการดำเนินงานนี้มี ดร.ชาติชายเกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ โดยวิทยาลัยเกษตรและประมงทั้ง 47 ร่วมรับผิดชอบ  

ที่ผ่านมา ดร.คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำงานร่วมกับบุคลากรการแพทย์ในหลายพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมรับฟังความต้องการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และได้แสดงความชื่นชมครูอาจารย์ บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยสถานศึกษาหลายแห่งจัดทำอาหารกลางวัน ในรูปแบบของข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มมอบให้ผู้ประสบภัยและบุคลากรทางการแพทย์

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เตรียมเปิดลงทะเบียนจองคิวตรวจคัดกรองโควิด-19 ผ่านแอพฯ QueQ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589941

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เตรียมเปิดลงทะเบียนจองคิวตรวจเชิงรุกโควิด-19 ผ่านแอพฯ QueQ

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เตรียมเปิดลงทะเบียนจองคิวตรวจคัดกรองโควิด-19 ผ่านแอพฯ QueQ

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 17.42 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เตรียมเปิดลงทะเบียนจองคิวสำหรับประชาชนที่มีความประสงค์ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2564  สามารถจองคิวล่วงหน้า 1 วัน ก่อนวันที่ประสงค์จะเข้ารับบริการ โดยระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนจองคิวล่วงหน้าผ่าน Application QueQ  ตั้งแต่เวลา 8.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าคิวจะเต็ม จำนวน  700 คิว/วัน ดังนี้

ตรวจคัดกรองวันที่ 26 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 25 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 27 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 26 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 28 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 27 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 29 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 28 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 30 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 29 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 31 ก.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 30 ก.ค. 64

ตรวจคัดกรองวันที่ 1 ส.ค. 64 ลงทะเบียนจองคิววันที่ 31 ก.ค. 64

ผู้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ต้องเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง  พร้อมสำเนาบัตร  1 ฉบับ และรับรองสำเนาถูกต้องให้เรียบร้อย ที่สำคัญนำปากกาส่วนตัวมาด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสร่วม

สอบถามเพิ่มเติม โทร 02465 0025 ต่อ 5636-8

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 2 แสตมป์แห่งประวัติศาสตร์ พร้อมจำหน่าย 28 ก.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589871

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 2 แสตมป์แห่งประวัติศาสตร์ พร้อมจำหน่าย 28 ก.ค.นี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 2 แสตมป์แห่งประวัติศาสตร์ พร้อมจำหน่าย 28 ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.38 น.

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 2 แสตมป์แห่งประวัติศาสตร์ ชุดวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดตัวแสตมป์ที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 จำนวน 2 แบบ คือ พระบรมฉายาลักษณ์ขณะประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. บนแสตมป์ ชนิดราคา 10 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) และพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชธิดา และพระราชโอรส ขณะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพสกนิกรชาวไทย ชนิดราคา 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 26 บาท

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวแสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระรูป 2 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2562 ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นสามัญชนขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และยังเป็นครั้งแรกที่สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในพระบรมโกศหรือที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ชนิดราคา 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 20 บาท

ทั้งนี้ แสตมป์ทั้งสองชุดกำหนดวันแรกจำหน่ายพร้อมกัน 28 กรกฎาคมนี้ ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศและทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทรศัพท์ 02-573 5480 , 02-573 546

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589833

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.52 น.

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม 2564 ความว่า

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว สาธุชนทั้งหลาย ต่างร่วมกันบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษเพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น “พระรัตนตรัย” นับเป็นนักขัตฤกษ์สำคัญ และยังสรรค์สร้างเกียรติประวัติสำหรับราชอาณาจักรไทย ด้วยเป็นประเทศแรกในโลก ที่ดำริริเริ่มให้มีการบูชาพิเศษในดิถีเพ็ญอาสาฬหะ เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประกาศความเป็นเมืองแห่งพระพุทธธรรม ซึ่งช่วยค้ำชูจิตใจของชนในชาติให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

ปฐมเทศนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ทรงชี้บอกวิถีทางแห่งการดับเพลิงกิเลสให้สูญไปโดยสิ้นเชิง ด้วยมรรคมีองค์ ๘ เรียกอีกอย่างว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวการณ์ในโลกปัจจุบัน ขอพุทธบริษัทพึงหันมาพิจารณาทบทวนมรรควิธีประการสำคัญประการหนึ่งในองค์ ๘ นั้น ได้แก่ “สัมมาวาจา” ซึ่งหมายถึงการดำรงคำสัตย์ กล่าวแต่คำประสานน้ำใจซึ่งกันและกัน มีวาจาไพเราะจับใจ และกล่าวแต่สิ่งที่เปี่ยมด้วยสารัตถะ หากจงช่วยกันใช้ฉันทวาจา ให้สมาชิกในสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงชุมชน และประเทศชาติ เต็มไปด้วยสารประโยชน์ในกาลทั้งปวง ชวนกันเจริญ “เมตตาวจีกรรม” ซึ่งจะชักพาให้ตนและสังคมส่วนรวมมีความวัฒนาสถาพร

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยปณิธานแห่ง “สัมมาวาจา” เพราะฉะนั้น หากท่านประสงค์ให้สังคมไทยไพบูลย์ด้วยสันติสุข ขอจงเร่งเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ผู้ทรงพระมหากรุณาประทานอริยอัฏฐังคิกมรรคไว้เป็นหนทาง พร้อมเพรียงกันบำเพ็ญคุณประโยชน์ โดยเริ่มที่ตนเอง จากการมี “สัมมาวาจา” อยู่ทุกขณะ ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวข้ามพ้นจากความทุกขโทมนัส แปรเปลี่ยนเป็นความเกษมสวัสดิ์ของสรรพชีวิตบนโลกนี้ได้สืบไป ตลอดกาลนาน.

วธ.เผยผลโพลวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589829

วธ.เผยผลโพลวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19

วธ.เผยผลโพลวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.45 น.

วธ.เผยผลโพลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19 พุทธศาสนิกชนตั้งใจไหว้พระสวดมนต์ที่บ้าน ลด ละ เลิกอบายมุข ตักบาตรหน้าบ้าน หนุนกิจกรรมอยู่บ้านสร้างบุญ ร่วมรับศีลฟังพระธรรมเทศนาและเจริญสมาธิผ่านระบบออนไลน์

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชนที่มีต่อวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19 ในรูปแบบออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถาม 7,165 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยมีผลสรุปดังนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนยึดมั่นในศีล 5 ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มน้ำเมา สุราและไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่พูดเท็จ คำหยาบ หรือพูดส่อเสียด

ขณะเดียวกันผลสำรวจได้สอบถามถึงหลักธรรมที่ควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า อันดับ 1 อริยสัจ 4 ได้แก่ 1.ทุกข์ ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล 2.สมุทัย ไม่ประมาท และป้องกันตนเอง 3.นิโรธ ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยง และ 4.มรรค เปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพอนามัย อันดับ 2 มรรคมีองค์ 8 ได้แก่

1.สัมมาทิฏฐิ ติดตามสถานการณ์ ไม่ตื่นตระหนก 2.สัมมาสังกัปปะ เสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ 3.สัมมาวาจา อ่าน ติดตาม ส่งต่อเฉพาะข่าวจริง 4.สัมมากัมมันตะ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ 5.สัมมาอาชีวะ ปฏิบัติตามคำแนะนำและรับมืออย่างมีสติ 6.สัมมาวายามะ ไม่พูด เขียน แชร์ข่าวหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด 7.สัมมาสติ ร่วมมือกัน เห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจกัน และ 8.สัมมาสมาธิ ใช้วันหยุดอยู่กับบ้าน ให้เกิดประโยชน์ และอันดับ 3 ทาน ศีล ภาวนา หลักป้องกันด้วยความรู้รักสามัคคี ประกอบด้วย 1.ทาน การให้วัตถุสิ่งของ ความรู้ สติ ปัญญา 2.ศีล การประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ 3.ภาวนา ใช้เหตุผลอย่างรอบด้าน ดูแลสุขภาพ และป้องกันตนเอง

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามถึงความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ที่ วธ.จัดขึ้นเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 19 – 25 ก.ค.นี้ ผ่านทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของกรมการศาสนา พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 59.76 กิจกรรมอยู่บ้านสร้างบุญ เช่น การทำวัตรเช้า-เย็น การรับศีล ฟังพระธรรมเทศนา ถวายไทยธรรม การปฏิบัติธรรม และเจริญสมาธิ อันดับ 2 ร้อยละ 44.89 รับชม วีดิทัศน์สัมโมทนียกถา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา และอันดับ 3 ร้อยละ 43.39 รับชมวีดิทัศน์คติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ส่วนกิจกรรมที่เด็ก เยาวชน และประชาชนจะทำ ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 56.48 ไหว้พระสวดมนต์ที่บ้าน อันดับ 2 ร้อยละ 55.66 ลด ละ เลิก อบายมุข และอันดับ 3 ร้อยละ 49.11 ทำบุญ ตักบาตรหน้าบ้าน

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจได้สอบถามถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการให้ วธ.ช่วยเหลือหรือสนับสนุนวัดและพุทธศาสนิกชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนใหญ่ระบุว่า ต้องการให้สนับสนุนค่าน้ำ-ค่าไฟ ข้าวสาร อาหารแห้งหรือจัดทำอาหารกล่อง หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เวชภัณฑ์ ยา ชุด PPE  และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาวัด พุทธศาสนิกชน และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งส่งเสริมให้วัดมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ในการดูแลป้องกันตนเองได้ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิต สร้างขวัญกำลังใจและลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 เช่น จัดสวดมนต์ออนไลน์หรือกิจกรรมเทศนาหลักธรรมในการดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19