เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 18 ‘manasawii’ และ ‘19.04’ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589679

เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 18 'manasawii'และ'19.04'คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน

เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 18 ‘manasawii’และ’19.04’คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.23 น.

ซีพี ออลล์ ประกาศผลรางวัล เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 18 “manasawii  และ 19.04” คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน จากผลงาน “LOST & FOUND” ส่วน “จเด็จ กำจรเดช” ชนะเลิศประเภทรวม เรื่องสั้น จากผลงาน “คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ด้าน “เมริษา ยอดมณฑป” ชนะเลิศประเภทวรรณกรรมสำหรับเยาวชน จากผลงาน “BECOMING A BUTTERFLY การเดินทางของผีเสื้อ หลากสี” ขณะที่ “สุกัญญา หาญตระกูล” คว้ารางวัลชนะเลิศประเภท “สารคดี” จากผลงาน “ลมพัดมิรู้ ล่วงหน้า : จารึกโรงสี ลูกจีนโพ้นทะเล”

22 ก.ค.64 นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และเลขานุการคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปีของการดำเนินโครงการประกวดหนังสือ ดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ได้คัดสรรหนังสือดีมีคุณภาพทั้ง 7 ประเภทสู่สังคม ประกอบด้วย กวีนิพนธ์,  การ์ตูน, นวนิยาย, รวมเรื่องสั้น, วรรณกรรมสำหรับเยาวชน, สารคดี และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ โดยมี วัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกย่องเชิดชูนักเขียนคุณภาพ สนับสนุนผลงานที่มีเนื้อหาจรรโลงสังคม มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาตนเองด้านการอ่าน ในปีนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นจำนวน 23 รางวัล และหนังสือแนะนำ 3 ผลงาน จากผลงานที่เข้าประกวดทั้งสิ้น 191 ผลงาน โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มี 5 ประเภท คือ การ์ตูน รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมสำหรับเยาวชน สารคดี และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์

สำหรับผลการตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 18 ประจำปี 2564 มีดังนี้

ทั้งนี้ ประเภทกวีนิพนธ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัลได้แก่ เรื่อง ประเทศในเขาวงกต โดย ศิริวร แก้วกาญจน์ สำนักพิมพ์ผจญภัย และเรื่อง เรื่องจริงจริง ในโลกลวงลวง โดย วรภ วรภา สำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง หัวใจป่า โดย พล พิมพ์โพธิ์ มหาวิทยาลัยรังสิต และรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ เรื่อง ฮ่วงเฮ้า โดย คำเมือง ราวะรินทร์ สาระฅนสำนักพิมพ์

ประเภทการ์ตูน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เรื่อง LOST & FOUND โดย manasawii และ 19.04 สำนักพิมพ์ฟูลสต๊อป, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง My Playlist โดย มุนินฺ สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตร, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง การเดินทางของบรรณาธิการ โดย ธัญลักษณ์ เตชศรีสุธี (บ.ก.ซัน) บริษัท สตาร์พิคส์ จำกัด

ประเภทนวนิยาย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง หากข้ามคืนนี้ หัวใจไม่แหลกยับเยินเสียก่อน โดย รมณ กมลนาวิน สำนักพิมพ์ RamonaSays Publisher (2020), รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง แด่ความคิดถึง โดย ทนุธรรม สำนักพิมพ์ปลาคาร์ป

ประเภทรวมเรื่องสั้น รางวัลชนะเลิศ เรื่อง คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ โดย จเด็จ กำจรเดช ผจญภัยสำนักพิมพ์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง โดย ตินกานต์ สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง บินไปเหนือสะพานข้ามดาว โดย ประชาคม ลุนาชัย สำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค

ประเภทวรรณกรรมสำหรับเยาวชน รางวัลชนะเลิศ เรื่อง BECOMING A BUTTERFLY การเดินทางของผีเสื้อหลากสี โดย เมริษา ยอดมณฑป  สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง แมววัด โดย ยูโตะ ฟุคะยะ  สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็ก ๆ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง เรื่อง ทุ่งหญ้า ป่าข้าว เจ้าเขากาง และผม โดย เอกอรุณ สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

สำหรับ ประเภทสารคดี (ทั่วไป) รางวัลชนะเลิศ เรื่อง ลมพัดมิรู้ล่วงหน้า : จารึกโรงสี ลูกจีนโพ้นทะเล โดย สุกัญญา หาญตระกูล สำนักพิมพ์สารคดี, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง ให้โลกทั้งหลายเขาลือ  : “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรฯ โดย ศรัณย์ ทองปาน สำนักพิมพ์สารคดี, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง ทักษะความสุข โดย นิ้วกลม สำนักพิมพ์คู้บ (KOOB) ขณะที่ หนังสือแนะนำในปีนี้ มี 3 เล่ม ได้แก่ เรื่องจากศึกษาบางกุ้งถึงศึกอะแซหวุ่นกี้ : เผยโฉมยุทธศาสตร์พม่ารบไทยยุคธนบุรี โดย ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, เรื่อง โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก โดย วีรพร นิติประภา สำนักพิมพ์แซนด์คล็อคบุ๊คส์, เรื่อง ERASMUS GENERATION โดย พชร สูงเด่น  สำนักพิมพ์แซลมอน

ประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์ รางวัลชนะเลิศ เรื่อง สถานกาลบังคับ โดย  ณรงค์ชัย แสงอัคคี, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัลได้แก่ เรื่อง เพลงรักจากตักแม่ โดย  วัชระ บุญทานัง และเรื่อง หมอกสางม่าน โดย นนทพัทธ์ หิรัญเรือง, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง แผนแผ่นพ่างเมืองแมน โดย ปรัชญา พวงเพ็ชร  และรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ เรื่อง พิชิตโควิดด้วยจิตกวี โดย ด.ญ.รินรัก แซ่โค้ว สถาบันไทยปัญญ์สุข

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเขียน และนักอ่านเสมอมา จนสามารถก้าวสู่ปีที่ 18 ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งส่งเสริมการอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหนทางของการพัฒนาคน นำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ ซีพี ออลล์ ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ชนะเลิศ “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ทั้ง 4 ประเภท จะได้รับรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ส่วนประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานเขียนต่อไป

ส่วนพิธีมอบโล่และรางวัลต่าง ๆ ในโครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 18 ประจำปี 2564 จะจัดในวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน ศกนี้ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธี (การจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดวันจัดงานโดยจะมีการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากภาครัฐอีกครั้งหนึ่ง)

ทั้งนี้การพิจารณาตัดสินรางวัลในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานเขียนระดับชั้นนำของประเทศร่วมคัดเลือกผลงานอย่างเข้มข้นประกอบด้วย นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทกวีนิพนธ์และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “กวีนิพนธ์”, นายศักดา แซ่เอียว ประธานคณะกรรมการ ตัดสินประเภทการ์ตูนและรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “การ์ตูน”, ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทนวนิยาย, นายนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทรวมเรื่องสั้น, นายวินัย รอดจ่าย ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทวรรรณกรรมสำหรับเยาวชน และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “นวนิยายขนาดสั้น” และ “รวมเรื่องสั้น”, นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทสารคดี

สุดงดงาม! ผลงาน ‘นาคเริงวารี’ ขบวนรถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589640

สุดงดงาม! ผลงาน ‘นาคเริงวารี’  ขบวนรถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ

สุดงดงาม! ผลงาน ‘นาคเริงวารี’ ขบวนรถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 17.12 น.

อาชีวะอุบลฯภูมิใจ ผลงาน “นาคเริงวารี”  ขบวนรถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวงและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ งดงามสืบสานตำนานเทียนพรรษาเมืองดอกบัว จากรุ่นสู่รุ่นกว่า 80 ปี

22 กรกฎาคม 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วย นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์  รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการทรัพยากร วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตัวแทนครู บุคลากร และนักเรียน  นักเรียนศึกษา  ส่งมอบรถบุษบกให้กับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างเป็นทางการ และร่วมพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2564  ที่ประดิษฐานจากศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี อัญเชิญเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ ขึ้นขบวนรถบุษบกเคลื่อนขบวนไปตามถนนแจ้งสนิท เพื่อไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีวัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี  ในวันนี้ โดยมีนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธี

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า นับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยคณะครู นักเรียน นักศึกษาในแผนกวิชา  คหกรรมศาสตร์  คณะวิชาคหกรรม  คณะวิชาศิลปกรรม ร่วมกันรังสรรค์ความงดงามอย่างลงตัวสวยงามและสมพระเกียรติ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่กระบวนการขึ้นโครงสร้างของตัวรถตกแต่งด้านข้างและด้านหน้าด้วยศิลปะลวดลายไทยสวยงามแนวคิดที่ชื่อ “นาคเริงวารี”  สื่อถึงพญานาคเล่นน้ำ ด้วยความเชื่อถือศรัทธาของคนอีสานที่ว่า พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา

และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล  ความอุดมสมบูรณ์ มีอยู่ มีกิน อีกด้วย และเพิ่มเสน่ห์ของความสวยงามของขบวนรถบุษบกด้วยการประดับตกแต่งดอกไม้โดยรอบบริเวณรถบุษบก แม้ว่าปีนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะทำให้รูปแบบของงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นรูปแบบออนไลน์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีก็ภาคภูมิใจที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานตำนานเทียนพรรษาเมืองดอกบัว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม จากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานมากกว่า 80 ปี

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474879

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

18 กรกฎาคม 2564 – 09:33 น.

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล ระบุ โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ พบครูและนักเรียนติดเชื้อขณะที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สุโขทัย พบกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ถึง 2 กลุ่ม

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระจายครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง77จังหวัด หลังรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการ“ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว” เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 กรกฏาคม 2564

และประกาศล็อกดาวน์เพิ่ม เพื่อคุมโควิด-19 ไม่ให้แพร่ระบาด ขณะที่สถานการณ์การแต่ยังพบการแพร่ระบาดหลายพื้นที่ของไทยย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือยังน่าเป็นห่วง และส่งผลกระทบกับนักเรียนและคุณครู

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจากนายแพทย์ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย(สสจ.สุโขทัย) ระบุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสุโขทัยพบว่ามีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ 2 กลุ่มใหญ่ ในจังหวัดสุโขทัย คือ

1.กลุ่มคลัสเตอร์ที่ ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง กลุ่มคลัสเตอร์นี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 31 คน และ2.กลุ่มคลัสเตอร์ที่หมู่บ้านเอื้ออาทร ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย กลุ่มคลัสเตอร์นี้ 16 คน

“ส่วนใหญ่ มีอาชีพ รับจ้างขับรถขนส่งสิ่งของในต่างจังหวัดและที่ตลาดไทย แล้วกลับมาบ้าน นำเชื้อมาติดในคนครอบครัวและลูก อีกทั้งผู้ป่วยบางรายมีพฤติกรรม ไม่ปฏิบัติตัวตามมาตรการ ไม่กักตัวยังคงออกไปพบปะและสังสรรค์กับคนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งทางคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสุโขทัย จะใช้มาตรการตามกฎหมายเรื่องการเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงแล้วไม่กักตัว และการปกปิดไทม์ไลน์ อย่างเข้มงวด”นายแพทย์ปองพล กล่าว

ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ผู้ใช้ชื้อ สาวขี้เหร่ สไตล์เซอร์ๆ ได้โพสข้อความว่า ขอร้องหน่วยงานไหนก็ได้มาช่วยนักเรียนโรงเรียนมิตรสัมพันธ์ หน่อยนะคะ เด็กบางคนยังไม่ได้รับยา เด็กบางคนยังไม่ได้ตรวจ ทุกคนกักตัว บางคนไม่มีอาหาร บางคนไม่มียา คณะครูทุกคนก็โดนกักตัว นักเรียนก็โทรหาครู ร้องไห้กันเป็นแถวๆแล้ว เขตพื้นที่อยู่ไหนกัน มาดูนักเรียนกันบ้าง#ครูเครียด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล อยู่ในขณะนี้

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก "นักเรียนติดโควิด-19" ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ในเรื่องนี้พบว่าขณะนี้โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ ได้ปิดการเรียนการสอนถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม 2564 และทำความสะอาดโรงเรียนอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ เป็นหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มคลัสเตอร์ ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง ที่มี เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ติดโรคโควิด-19 แล้ว 5 คน โดยนักเรียนติดโควิด-19 จากผู้ปกครองที่ปกปิดไทม์ไลน์

จากนั้นทำให้ครูผู้สอนเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด ติดโควิด-19 จากเด็กนักเรียน 1 คน ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุข ทีมสอบสวนโรคเร่งลงพื้นที่ สอบสวนโรคและตรวจหาเชื้อเพื่อที่จะได้นำตัวผู้ป่วยไปทำการรักษาอย่างเร่งด่วนต่อไป

สำหรับโรงเรียนมิตรสัมพันธ์(เพียวอนุสรณ์) เป็นสถานศึกษาขนาดทั่วไป ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดการเรียนการสอนระดับขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล2 มีนักเรียน 22 คน ระดับชั้นอนุบาล 3 มีนักเรียน 29 คน รวมระดับชั้นอนุบาลมี 51 คน

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก "นักเรียนติดโควิด-19" ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ดังนี้ ชั้นป.1มีนักเรียน20คน /ชั้นป.2มีนักเรียน 19 คน /ชั้นป.3 มีนักเรียน 29 คน/ชั้นป.4มีนักเรียน 26 คน/ชั้นป.5 มีนักเรียน 22 คน และชั้นป.6 มีนักเรียน 30 คนรวม146คน เมื่อรวมจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียนมีจำนวนทั้งสิ้น 197คน

ขณะเดียวกันมีครูและบุคลากร แยกเป็นชาย 2 คน หญิง 13 คน รวมมีครูและบุคลากร 15 คน รวมทั้งนางแสงเดือน ฤทธิ์ขันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมิตรสัมพันธ์(เพียวอนุสรณ์)ในปัจจุบันอีกด้วย

มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474873

มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

18 กรกฎาคม 2564 – 08:45 น.

ม.มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนแก่ กระดูกสันหลังของชาติ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับฤดูฝน และ เทศกาลปลูกข้าวนาปี ของชาวนาไทย ซึ่งเปรียบเสมือน กระดูกสันหลังของชาติ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าว คือ “จุดกำเนิดแห่งชีวิต” และเป็นทรัพยากรซึ่งเป็น “แหล่งอาหารสำคัญ” ของมวลมนุษยชาติ ที่พึงอนุรักษ์เพื่อการสืบต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล อรุณรัตน์ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเกษตรแนวใหม่ ได้อธิบายถึงลักษณะการปลูกข้าวของ ชาวนาไทยว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ

มหิดล ปั้น "Young Smart Farmer" ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

แบบแรก คือ การปลูกข้าวนาปี ซึ่งได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก โดยมีการออกดอกตรงตามฤดูกาล เนื่องจากต้องการช่วงแสงจำเพาะเพื่อการออกดอก รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

และแบบที่สอง คือ การปลูกข้าวนาปรัง ที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน สามารถให้ผลผลิตตามอายุผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล  ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวว่า เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร ให้กับชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อไปอีกด้วย

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี 1 เมล็ด เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นข้าว 1 กอ ที่แตกออกมาเป็น 20 ลำต้นโดยประมาณ ซึ่งแต่ละลำต้นจะออกรวงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวอีกขั้นต่ำ 100 – 150 เมล็ด รวมข้าวทั้ง 20 ลำต้น จะได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ถึง 2,000 – 3,000 เมล็ด

นอกจากนี้ หากเราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีในการปลูก จะใช้เพียง 10 – 12 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แต่หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวจากการปลูกครั้งที่ผ่านมา มาใช้โดยไม่ได้มีการคัดสรร อาจจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 25 – 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่

มหิดล ปั้น "Young Smart Farmer" ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตามหลักการของ เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming โดยฝากความหวังไว้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ในชุมชน หรือ Young Smart Farmer เกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล เล่าว่า ที่ผ่านมาตนได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิจิตร ยโสธร และพัทลุง เพื่อดำเนินโครงการวิจัย “การจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการพันธุ์ข้าวและกระบวนการจัดการเครือข่ายของ Young Smart Farmer เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

หรือ SDGs Goal ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) ซึ่งเป็นงานวิจัยเด่นที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นปัญญาของแผ่นดิน ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มอบองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถบริหารจัดการและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

ทีมวิจัยได้จัดทำคู่มือเพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่พร้อมด้วยองค์ความรู้เพื่อการประยุกต์ใช้ โดยได้รวบรวมพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในแต่ละพื้นที่ ลักษณะการเจริญเติบโต ขั้นตอนการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ

โดยหวังให้Young Smart Farmer หรือ เกษตรกรรุ่นใหม่ สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากร คือ การลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่อง Carbon Footprint หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Water Footprint หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำ นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ

“ข้าว 1 เมล็ดที่ผลิตได้ จะต้องช่วยให้เพื่อนชาวนามีผลผลิตที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ด้วยความสมดุลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน จึงจะเป็นการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล  กล่าวทิ้งท้าย

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” เป็นโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474685

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” เป็นโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด-19

16 กรกฎาคม 2564 – 19:02 น.

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” แปลงอาคารเป็นโรงพยาบาลสนาม รับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสังคม ที่ได้รับความเดือดร้อน

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ที่ ศธ ๑๔๐๐๑/ว๓๓๗๔ ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต และ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เรื่องอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่สถานศึกษาในสังกัดเป็นโรงพยาบาลสนาม

รายละเอียดความว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มสูงขึ้น และมีการระบาดไปทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในแต่ละพื้นที่ ที่ทำการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไม่เพียงพอ

ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนและสังคม จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดพิจารณาใน 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่อาคารสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น สถานศึกษายุบรวมให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้

และกรณีที่สถานศึกษาไม่ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ (ON-SITE) เมื่อมีคำร้องขอใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้

ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รายงานการอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทราบ ตามแบบฟอร์มการกรอกข้อมูลการอนุญาตฯ ตาม QR Code ที่ปรากฎท้ายหนังสือฉบับนี้ และจัดส่งเป็นไฟล์ Excel มาที่ e-mail : efpd.unit@gmail.com

Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474654

Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

16 กรกฎาคม 2564 – 16:03 น.

เพราะทุกชีวิตมีความตายเป็นที่สุด จุฬาฯ เปิดวิชา Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสายเพื่อการเข้าใจชีวิตผ่านมุมมองการตาย คอร์สใหม่จาก Chula MOOC

“การตายอย่างมีคุณภาพ” (Beautiful Death) วิชาออนไลน์ล่าสุดจาก Chula MOOC ที่จะพาผู้เรียนไปตีสนิทกับความตาย โดยเฉพาะความหมายของ “การตายดี” หรือตายอย่างมีคุณภาพซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อ “คนเป็น” ที่จะได้รับรู้คุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

วิชานี้ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 พอถึงปี 2560 จึงได้เปิดเป็น “วิชาการศึกษาทั่วไป” (GenEd) และด้วยกระแสความสนใจอย่างล้นหลามและต่อเนื่องจากผู้เรียน ปัจจุบันจึงได้เปิดเป็นคอร์สออนไลน์ทาง Chula MOOC เพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปได้ร่วมเรียนรู้ด้วย 

“การตาย” ในทัศนะของคนยุคนี้

“เรามีชีวิตอยู่ไปทำไม?”

คำถามง่ายๆ แต่กลับหาคำตอบได้ยากเย็น โดยเฉพาะในยามที่ชีวิตกำลังถูกทดสอบจากอุปสรรคสารพัดที่ประดังเข้ามา รวมทั้งช่วงเวลานี้ วันที่ผู้คนทั่วโลกกำลังประสบเภทภัยจากการแพร่ระบาดหนักของ เชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด19 อย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน

การพลัดพรากตายจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆ นาที ขณะที่ครอบครัวนับล้านล้วนต้องก้าวผ่านการสูญเสียด้วยความเศร้าโศก ญาติสนิทมิตรสหายที่เคยเห็นหน้าต้องจากกันโดยไม่ทันร่ำลา ประสบการณ์ “การตาย” ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกวัน

ทั้งปรากฏผ่านภาพข่าวรายวันและรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากทางการ การรับข่าวสารเช่นนี้เป็นประจำย่อมทำให้ภาพการตายถูกลดทอนเหลือเพียงข้อมูลเชิงสถิติ หรือไม่ก็ถูกตรึงความหมายกลายเป็นเพียงสภาวะชวนขนลุกกระตุ้นต่อมความกลัว

“โดยพื้นฐานแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด” ศ.ดร.เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์  คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อการตาย “ยามป่วยไข้ มนุษย์ก็จะดิ้นรนรักษา ยามประสบภัยก็จะต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ความกลัวตายเป็นอาการของมนุษย์ปกติเช่นเดียวกับสัตว์โลกอื่นๆ”

ทัศนะต่อประสบการณ์การตายกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันถูกจำแนกแยกขาด ออกจากกันเด็ดขาด ชีวิตผู้คนวันนี้เหินห่างจากการเรียนรู้เรื่องการตายจนกระทั่งภาพการตายกลายเป็นโลก คู่ตรงข้ามกับการมีชีวิต ทั้งๆ ที่ความเชื่อเดิม การตายและการมีชีวิตอยู่เป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน

“การเปิดมุมมองเรื่องความตายว่าไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความสำคัญต่อการค้นหาความหมายหรือคุณค่าของการมีชีวิตอยู่” ศ.ดร.เอมอัชฌา กล่าวถึงความตั้งใจในการเปิดสอนวิชา Beautiful Death

การตายอย่างมีคุณภาพคืออะไร

ศ.ดร.เอมอัชฌา อธิบายคุณลักษณะของการตายอย่างมีคุณภาพว่าหมายถึง “การตายอย่าง สมศักดิ์ศรี ตายในวัยที่เหมาะสม” หรือไม่ตายก่อนวัยอันควร

แล้วการตายอย่างสมศักดิ์ศรี ตายอย่างไร

“ขณะใกล้ตายก็ควรมีคนในครอบครัว ญาติหรือเพื่อนสนิท คอยอยู่เคียงข้างเพื่อเป็นกำลังใจให้เราข้ามผ่านช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต และหลังจากไปก็มีคนระลึกถึง เพราะฉะนั้น ช่วงที่เรามีชีวิตอยู่จึงสำคัญ ถ้าปรารถนาการตายอย่างมีคุณภาพ ตายอย่างสมศักดิ์ศรี เราจำเป็นต้องประพฤติตนหมั่นทำความดีเพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ระลึกถึง”

วิชาการตายดีจึงเป็นการชวนผู้เรียนร่วมค้นหาคุณค่าในตน มองเห็น “คุณค่าของชีวิต” เพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติตื่นรู้และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รู้จักจัดการปัญหาชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสมกับบริบทแวดล้อมและเหตุปัจจัย ไม่วุ่นวายสับสนตามสถานการณ์จะพาไปจนเกิดความอลหม่านภายในใจ

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

การตายอย่างมีคุณภาพจึงต้องเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ หมั่นบ่มเพาะความคิดและพฤติกรรมเชิงบวก ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อโลกและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่พอใจหรือตรงข้าม เสมือนหางเสือเรือที่จะทำหน้าที่กำกับวิจารณญาณและทิศทางการเลือกใช้ชีวิต รวมทั้งช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

สาระวิชาตายดี

กว่าสิบปีแล้วที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ซึ่งทุกครั้งก็จะได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนิสิตที่มาลงทะเบียนเรียนกันจนเต็มทุกที่นั่ง รวมทั้งครั้งที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนออนไลน์บน Chula MOOC เมื่อเดือนเมษายน 2564 ซึ่งนิสิตก็แสดงความสนใจลงทะเบียนเรียนอย่างล้นหลามเช่นเดิม

ทำไมวิชา Beautiful Death จึงได้รับความสนใจมากมายเช่นนั้น

คำตอบน่าจะเป็นเพราะเนื้อหาการเรียนการสอนตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่ผู้สอนจะชวนนิสิตทำความรู้จักตัวเองผ่านการเขียนความรู้สึก (Journal Writing) ฝึกใคร่ครวญกับความนึกคิดของตนภายหลังรับรู้ข่าวเหตุการณ์ต่างๆ ในสถานการณ์ปัจจุบัน และทดลองตรวจจับอารมณ์ภายในใจ สังเกตความเมตตาที่ปรากฏ แล้วสร้างสรรค์สื่อ เช่น โปสการ์ด เพื่อแสดงความรู้สึกต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น

จากแบบฝึกหัดเบื้องต้นก็จะนำไปสู่บททดสอบที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อาทิ การฝึกควบคุมอารมณ์ภายในใจของผู้สูญเสีย การเตรียมตัวเผชิญความตายและความจริงของชีวิตตามลำดับขั้นตอน และปิดท้ายด้วยการสะท้อนความในใจที่ผุดขึ้นระหว่างเรียน คล้ายการสำรวจจิตใจตัวเองที่สั่นไหวไปตามข่าวสารหรือความคิดความเชื่อที่ผ่านเข้ามากระทบภายใน

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

นอกจากนี้ นิสิตยังได้ชมภาพยนตร์มากมายที่เกี่ยวกับการตายในสังคมอื่น ทั้งนี้เพื่อทำความรู้จักกับความตายในมิติวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างจากเรา เช่น สังคมชาวลาวจะไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดดำไปร่วมงานศพเนื่องจากไม่มีความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างสีดำกับการตาย และความหมายของการตายในโลกทัศน์ของชาวลาวก็ไม่ใช่การสูญเสีย เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้วิชา Beautiful Death การตายอย่างมีคุณภาพเป็นวิชาท็อปฮิตติดใจหลายคน ไม่ใช่เพราะเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความตายและการตายที่หลากหลายและน่าสนใจเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่วิชานี้ได้ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนมุมมองและชีวิตของตัวเอง

“ผู้เรียนจะได้เติบโตไปพร้อมกับการเรียนวิชานี้ เช่นเดียวกับตัวอาจารย์เอง เราจะได้เห็นคุณค่าชีวิตตนเองและผู้อื่น ตระหนักในความหมายของการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ เพื่อที่สุดท้ายแล้วจะได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ศ.ดร.เอมอัชฌา กล่าวทิ้งท้าย

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474641

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์

16 กรกฎาคม 2564 – 14:48 น.

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์ คำถามที่ผู้ปกครอง จะพบคำตอบได้จากการสอนการบ้าน

เสียงบ่นจากครู ที่สอนนักเรียน ที่เป็นเด็กไทย และผู้ปกครอง เมื่อต้องสอนลูกด้วยตัวเอง ในช่วงที่เรียนออนไลน์ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ ยาก ”

นอกจากครูแล้ว ใครที่เป็นพ่อแม่ ต้องสอนการบ้านลูก หรือสอนลูกที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน ในช่วงนี้ จะเข้าใจว่า คำถามหรือโจทย์ คณิตศาสตร์ มีความซับซ้อน ถามหลายชั้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจในจุดประสงค์ ว่า อยากให้เด็กฝึกการคิด ใช่หรือไม่ แต่มันก็เป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำให้นักเรียนทำไม่ได้ และไม่อยากทำ

 “เพราะเมื่อโจทย์ยากเกินไป นักเรียนก็ไม่ทำเลย”

เนื้อหาที่ยากเกินไปนั้น ยังทำให้เด็ก “เกลียดคณิตศาสตร์” เพราะความชอบของคนเรา ย่อมเกิดจากการที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วมีความสำเร็จ ก็หมายความว่า ถ้านักเรียนทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ มีหรือที่เด็กจะชอบคณิตศาสตร์ เหมือนกับถ้าใครที่ร้องเพลงเพราะ มีคนชม ก็มีแต่อยากร้องไปเรื่อย ๆ และชอบในการร้องเพลง เปรียบได้ในทำนองเดียวกัน

ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ พบว่า บางครั้งครูต้องการแค่ให้เด็กเข้าใจในวิธีการ แค่นักเรียนทำได้ รู้หลักการ ก็เพียงพอแล้ว แต่บางครั้งที่นักเรียนเข้าใจวิธีการและหลักการ รู้วิธีทำ แต่ก็ไม่สามารถทำแบบฝึกหัดได้ เพราะยังต้องติดปัญหาอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นระดับความยากของโจทย์หรือตัวเลขที่มีมากเกินไป ทำให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้ยากหรือไม่ได้เลย

คำถามหลายข้อ แบบฝึกหัดหลายชุด มีความยากเกินกว่าระดับความสามารถของผู้เรียน เหมือนกลัวว่านักเรียนจะตอบได้ หลายๆครั้ง เกินขีดความสามารถและระดับความรู้ของนักเรียนที่เรียนในช่วงชั้นดังกล่าว ยิ่งถ้าคิดแบบปกติ ไม่มีเครื่องมือช่วย ยิ่งจะลำบากเพราะตัวเลขที่ไม่ลงตัว ทำให้นักเรียนที่เข้าใจวิธีการเป็นอย่างดี ก็ยังคิดตัวเลขผิด จนเกิดความท้อ ทั้งครูและนักเรียน

ถ้าท่านเป็นครูที่ต้องสอนคณิตศาสตร์หรือผู้ปกครองที่ต้องสอนการบ้านลูก แล้วปวดหัวกับปัญหานี้ ขอแนะนำว่า ในเบื้องต้น แก้ตัวเลขในโจทย์ให้ง่ายลงจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ไม่ต้องอิงตามหนังสือมาก ขอแค่เด็กเข้าใจเนื้อหาในเรื่องนั้นก็พอแล้ว

จึงมีคำถามว่า การออกแบบหลักสูตรและกำหนดเนื้อหา ให้มีความยาก เพื่อผลักดันให้นักเรียน เกลียดคณิตศาสตร์ มากขึ้น หรือเพื่ออะไร

การที่วิชาคณิตศาสตร์ มีข้อสอบที่มหาโหด ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ก็ตาม ข้อสอบก็ยังออกยากและจัดเต็มอยู่เหมือนเดิม เหมือนจะลืมไปว่า ครูในประเทศไทยทุกคน ไม่ใช่ครูเอกคณิตศาสตร์ ที่จะสอนเด็กไทยได้ตรงตามธรรมชาติของวิชาได้

ครูบางคน ต้องสอนคละชั้นหรือสอนมากกว่า 1 ชั้นเรียน บางคนสอนทุกรายวิชา ซึ่งน่าเห็นใจอย่างมาก หรือต่อให้สอนตรงเอก แต่เมื่อเด็กนักเรียน ไม่เคยได้เจอกับครูตรงเอกมาก่อน ก็เกิดปัญหาได้เหมือนกัน

เปรียบง่าย ๆ เหมือนเด็กที่ฝึกเดาะบอลกับโค้ชอย่างถูกต้อง มาตลอด 5 ปี กับเด็กที่เพิ่งมาเจอโค้ชในปีสุดท้าย แล้วเพิ่งเริ่มหัดเดาะแค่ปีเดียว คุณคิดว่าใครจะเก่งกว่ากัน

หลายต่อหลายครั้งที่ มีเสียงบ่นจากครู เมื่อผู้บังคับบัญชา สั่งว่า ต้องดึงคะแนน O-net คณิตศาสตร์ ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมาเจอกับครู เอกคณิตศาสตร์ ทั้งที่ในปีที่ผ่านมา นักเรียนไม่ได้เรียนกับครูผู้สอน วิชาเอกคณิตศาสตร์ โดยตรง

ท่านเข้าใจไหมว่า บางอย่างต้องมีการสั่งสม ดังนั้นต่อให้เป็นครูเอกคณิตศาสตร์โดยตรง แต่กับเด็กนักเรียนที่เพิ่งรู้จักคณิตศาสตร์ จริงๆ จังๆ แค่ปีเดียวมันก็ปวดหัวที่จะให้ได้ผลตามคำสั่ง คณิตศาสตร์ จำเป็นต้องวางรากฐานก่อน ค่อยมาเน้นผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ว่า อยากทำก็ทำได้เลย

ตัวอย่างมีให้เห็นก็เยอะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย หลายคนท่องสูตรคูณไม่ได้ คูณหารไม่คล่อง จนต้องแก้ปัญหา โดยการให้กดเครื่องคิดเลข แทนการย้อนมาสอนเนื้อหาเดิม เพราะจะทำให้ไม่ได้สอนเนื้อหาในชั้นเรียนปัจจุบัน

แต่ก็จะบอกนักเรียน ว่า ถ้าเธอรู้วิธีกดเครื่องคิดเลขจนถูก เธอก็เข้าใจเนื้อหานั้นแล้ว ไม่ต้องเสียใจ ถ้าคิดเองแล้วผิด

แม้ว่า จะพยายามสนับสนุนนักเรียนทุกอย่าง ทั้งให้ดูสูตรคูณจากสมุดได้ แก้เลขในข้อให้ง่ายขึ้น ให้ใช้ดินสอคิดได้ แล้วค่อยใช้ปากกาเขียนเมื่อคำตอบถูกต้อง เพื่อเอาชนะหลักสูตรที่มีความยาก จนบางครั้ง ก็สงสัยว่า มันจะยากเกินไปทำไม

นอกจากนี้ เมื่อเนื้อหายาก ก็ทำให้การบ้านยากเกินไปด้วย และมันได้ทำลายสายสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง ที่จะสอนการบ้านลูก เมื่อผู้ปกครองสอนไม่ได้ เขาก็ไม่อยากสอน ก็ต้องวิ่งหาโรงเรียนกวดวิชา หรือครูสอนพิเศษ นักเรียนก็เกิดความเครียด เป็นการซ้ำเดิมนักเรียนและผู้ปกครอง สร้างวงจรธุรกิจการศึกษา

ต้องย้อนกับมาถามนักวิชาการการศึกษาทั้งหลายว่า แท้จริงแล้วเราต้องการเนื้อหาวิชาที่ยาก แล้วทำให้นักเรียนบางคนเก่ง หรือต้องการเนื้อหาวิชาที่ง่าย แต่ทำให้นักเรียนหลายคน รักในวิชาคณิตศาสตร์ อย่างไหนที่ควรทำมากกว่ากัน

อย่าลืมว่า ถ้าเด็กไทยหรือนักเรียนรักคณิตศาสตร์แล้ว ต่อไปโจทย์ยากแค่ไหนเขาจะไปหามาทำต่อเองไม่ต้องบังคับ แต่ถ้านักเรียนเกลียดคณิตศาสตร์แล้ว เนื้อหาจะมีประโยชน์แค่ไหนเขาก็ยังไม่อยากเรียน

ความยากของเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ อาจจะถูกกำหนดไว้สำหรับนักเรียนทีเก่งและมีความเป็นเลิศ แต่อย่าลืมกลุ่มนักเรียนหลังห้อง หรือเด็กไทยบางกลุ่มที่ไม่อยากเข้าเรียน เพราะ เกลียดคณิตศาสตร์

เช็กด่วน “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474580

เช็กด่วน “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง”โควิด-19″

16 กรกฎาคม 2564 – 08:29 น.

ประกาศ “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเหลือนักศึกษา และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ในช่วงวิกฤต “โควิด-19”

มหาวิทยาลัย“รามคำแหง” ช่วยเหลือนักศึกษา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค“โควิด-19” ประกาศลดค่าหน่วยกิต 40 เปอร์เซ็นต์  สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ นักศึกษาPre-degree และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ภาค 1/2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าหน่วยกิต 20 เปอร์เซ็นต์  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษ

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย “รามคำแหง”  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส“โควิด-19” ที่ยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบกับทุกฝ่ายในหลายด้าน รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

ดังนั้น มหาวิทยาลัย “รามคำแหง”  เห็นควรมีส่วนช่วยเหลือ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักศึกษา จึงลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิตลง 40% ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ และนักศึกษา Pre-degree รวมทั้งผู้สมัครนักศึกษาใหม่ในภาค 1 ปีการศึกษา 2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ และลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิต 20%  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษทุกระดับชั้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งนี้ ไม่รวมหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอน โดยคณะที่อยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัย 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายลงทะเบียนเรียนและจัดสอบ โทร. 0-2310-8616 หรือเพจ Facebook : สวป.ม.รามคำแหง

“มหาวิทยาลัย “รามคำแหง” มีความห่วงใยในสถานการณ์ขณะนี้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนทางด้านการศึกษาแก่ผู้ปกครองและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส“โควิด-19” ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่จะต่อสู้และก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” อธิการบดี ม.ร. กล่าวในตอนท้าย

“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474577

“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

16 กรกฎาคม 2564 – 08:25 น.

“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว มาตรฐานสากลเพื่อคนไทยเข้าถึงการตรวจได้ง่าย  ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมเตรียมขยายผลสู่ระดับภูมิภาค

ด้วยบทพิสูจน์แห่งการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ตลอดเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดลจึงมีวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งผลิตนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

ซึ่งในโลกที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่ายที่สามารถเปิดโลกแห่งวิชาการสู่ระบบการบริหารจัดการที่มีศักยภาพในการผลักดันให้องค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถออกไปสร้างประโยชน์ให้เกิดต่อสังคมได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าว่า สถาบันฯ ว่า มุ่งผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีอาจารย์และนักวิจัยเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน

โดยทีมงานของสถาบัน iNT ได้ให้คำปรึกษาและประสานงานเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าต่อสังคม ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนและเข้าสู่กระบวนการการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้วยความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดลสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ในข้อที่ 3 ที่ว่าด้วยเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being)

และในข้อที่ 9 : โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (Industry, Innovation and Infrastructure) โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนและดำเนินการให้ผลงานชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ของภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการยื่นจดอนุสิทธิบัตร จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนจับคู่ทางธุรกิจกับภาคเอกชนนำไปสู่การพัฒนาจนได้รับการรับรอง นำไปสู่การพัฒนาจนได้การรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้มาตรฐานสากล ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถขยายตลาดไปสู่ในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ต่อไป

"ม.มหิดล" ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพ ผลิตได้ในประเทศไทย ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง และประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทย และทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดลได้มากที่สุด

จากการสรรหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพในการผลิตสูง โดยเน้นบริษัทที่เป็นคนไทย เพื่อที่จะสนับสนุนธุรกิจของประเทศไทย รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริหารจัดการโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งในเรื่องต้นทุน การกระจายสินค้า ตลอดจนเครื่องจักรผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล จากฝีมือคนไทย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล

ซึ่งจากผลงานโดดเด่นของ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถต่อยอดเพื่อใช้รักษาผู้ป่วย ชุดตรวจโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดตรวจแบบรู้ผลเร็วสำหรับการวินิจฉัยโรคพยาธิเท้าช้าง ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ในโครงการควบคุมกำจัดโรคเท้าช้างของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่า โรคเท้าช้างไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยแล้วในปัจจุบัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะใช้ชุดตรวจนี้ในการเฝ้าระวังโรคเท้าช้างไม่ให้กลับมาระบาดในประเทศไทยอีก 

"ม.มหิดล" ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

ปัจจุบัน ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังพัฒนา “lab on a CD” ซึ่งเป็นเครื่องอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจหาโรคเท้าช้างจำนวนมากได้ เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองโรคเท้าช้างในแรงงานต่างด้าว

มาจนถึงผลงานสร้างชื่อล่าสุด คือ ชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ซึ่งตอบโจทย์วิกฤติของประเทศและทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่ทอดทิ้งคนไทย และใส่ใจสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน

จากคุณสมบัติพิเศษของชุดตรวจโควิด-19ที่ใช้น้ำยาซึ่งสามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ในขณะตรวจ โดยจะไม่ทำให้เชื้อแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม และรู้ผลการตรวจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสามารถต่อยอดไปเป็นชุดตรวจสำหรับประชาชนทั่วไป (self test) ที่ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในเดือนสิงหาคม 2564 นี้

ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะมุ่งวิจัยและพัฒนาชุดตรวจหาภูมิคุ้มกันแบบยับยั้งที่เรียกว่า Neutralizing Antibody ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

หรือผู้ที่หายป่วยจาก COVID-19 มีภูมิต้านทานเพียงพอกับการป้องกันเชื้อไวรัสหรือไม่ ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

โดยทางทีมผู้วิจัยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงการตรวจได้ง่าย ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถวางแผนมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมทั้งสังคม และเศรษฐกิจของประเทศชาติในทุกๆ ด้านอีกด้วย

ม.รังสิต นำร่อง ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589489

ม.รังสิต นำร่อง 'ลดค่าเทอม' ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

ม.รังสิต นำร่อง ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 09.25 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ประกาศเรื่อง แนวทางความช่วยเหลือเนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 โดยมีเนื้อหาดังนี้

ประกาศมหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง แนวทางความช่วยเหลือเนื่องจากผลกระทบของ COVID-19

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดผลกระทบกับสภาวะเศรษฐกิจของผู้ปกครอง  ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนมหาวิทยาลัยรังสิตและกระทรวงอุดมศึกษาฯจึงเห็นสมควรร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา ดังต่อไปนี้

1. ลดค่าเล่าเรียน สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 1/2564 เป็นเงิน 10,000 บาท (ไม่รวมถึงนักศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแล้วทุกประเภท หรือนักศึกษาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นกรณีพิเศษในภาคการศึกษานี้อยู่แล้ว)

2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอนเก็บเพื่อใช้ในการลงทะเบียนในเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

3. สำหรับวิชาปฏิบัติการ หากไม่สามารถจัดสอนในพื้นที่ได้ในช่วงการเปิดภาคเรียนระยะแรก  มหาวิทยาลัยมีนโยบายให้จัดการสอนชดเชยจนครบเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยขึ้น  หากพบว่าวิชาใดไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ครบได้ด้วยเหตุสุดวิสัย มหาวิทยาลัยจะพิจารณาคืนค่าปฏิบัติการให้ตามสัดส่วน

4. หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส Covid-19 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องในภาคการศึกษาที่ 2/2564 มหาวิทยาลัยรังสิตจะให้ความช่วยเหลือนักศึกษาผ่านกองทุนบุญตะวันต่อไป

5. นักศึกษาที่ประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ขอให้ติดต่อผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา หรือสำนักงานกิจการนักศึกษา 

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาคนละ 5,000 บาท ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนลดคนละ 5,000 บาท รวมเป็น 10,000 บาท