สพม.สุโขทัย มอบเกียรติบัตร โรงเรียนต้นแบบลูกเสือ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589264

สพม.สุโขทัย มอบเกียรติบัตร โรงเรียนต้นแบบลูกเสือ ประจำปี 2564

สพม.สุโขทัย มอบเกียรติบัตร โรงเรียนต้นแบบลูกเสือ ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุดเขต  สวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย มอบเกียรติบัตร โรงเรียนต้นแบบลูกเสือ ประจำปี 2564 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ให้กับโรงเรียนบ้านแก่งวิทยา เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนลูกเสือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และศูนย์การศึกษาดูงาน ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี โดยใช้กระบวนการลูกเสือ โดยมี นายเกียรติศักดิ์ วจีศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งวิทยา และคณะครูโรงเรียนบ้านแก่งวิทยา เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย  

เชิญชวนบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดทำ ‘กล่องรอดตาย’ สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด ที่ดูแลตัวเองที่บ้านขณะรอเตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589267

เชิญชวนบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดทำ ‘กล่องรอดตาย’ สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด ที่ดูแลตัวเองที่บ้านขณะรอเตียง

เชิญชวนบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดทำ ‘กล่องรอดตาย’ สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด ที่ดูแลตัวเองที่บ้านขณะรอเตียง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จุฬาฯ ร่วมกับสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค มูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย และภาคีเครือข่ายสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ (สนจ.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนชาวจุฬาฯ และผู้มีจิตอันเป็นกุศลทั่วไป ร่วมบริจาคยาและเวชภัณฑ์เพื่อจัดทำ “กล่องรอดตาย”(Survival Box) พร้อมระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) เพื่อใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียงโดยยาและเวชภัณฑ์ในกล่องรอดตาย1 ชุด ประกอบด้วย ยาพาราเซตามอล 500 มก. 50 เม็ด, ยาฟ้าทะลายโจรชนิดแคปซูล 90 แคปซูล, ปรอทวัดไข้ 1 แท่ง, เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว 1 เครื่อง, หน้ากากอนามัย 15 ชิ้น, เจลแอลกอฮอล์ ปริมาณไม่เกิน 100 มก. และถ่านไฟฉาย AAA 2 ก้อน

ผู้ที่สนใจสามารถสมทบทุนจัดทำกล่องรอดตาย กล่องละ 500 บาท บริจาคเงินผ่านมูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย บัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 017-2-88191-2 (ส่งหลักฐานการบริจาคเพื่อขอลดหย่อนภาษีมาที่ LINE ID : @donatesurvivalbox)

นักวิชาการฟันธง อาชีพด้าน Digital Skills ทุกอย่างมีรายได้ สวนกระแสในยุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589269

นักวิชาการฟันธง อาชีพด้าน Digital Skills  ทุกอย่างมีรายได้ สวนกระแสในยุค New Normal

นักวิชาการฟันธง อาชีพด้าน Digital Skills ทุกอย่างมีรายได้ สวนกระแสในยุค New Normal

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE DPU) เปิดเผยว่า สถานการณ์ Digital Disruption และการระบาดของ COVID-19 ก่อให้เกิดนิยาม New Normal หรือการดำเนินชีวิตในรูปแบบปกติใหม่ ซึ่งเชื่อได้ว่าทุกคนได้ซึมซับหรือผ่านการดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าวมาแล้วสักระยะหนึ่ง และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าความปกติใหม่นี้มีความต้องการทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น การใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อการทำงานต่างๆ การทำงานจากระยะไกล การย้ายการประมวลผลไปใช้งานระบบคลาวด์มากขึ้น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การใช้งานแอปพลิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างกว้างขวาง การป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีความสามารถทางด้านทักษะดิจิทัลที่มีความสามารถสูง เช่น วิศวกรคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักการตลาดดิจิทัล นักวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ยิ่งกลับได้รับผลตอบแทนที่สูงมากขึ้นอีกด้วย

ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่าข้อมูลจากเว็บไซต์ JobDB ระบุสายงานที่มีทักษะด้านไอทีและด้านดิจิทัล มีรายได้อยู่ระหว่าง 20,000-100,000 บาท สำหรับนักศึกษาจบใหม่ โดยขึ้นอยู่กับคุณวุฒิและความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล ทั้งยังเป็นทักษะแรงงานที่นายจ้างมีความต้องการมากขึ้นด้วย ดังนั้น อาชีพที่มีการใช้ทักษะทางดิจิทัลและคาดว่าเป็นแนวโน้มที่ควรจะวางแผนศึกษาหรือ reskill/upskill กันไว้ เพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุค New Normal ประกอบด้วย 8 สายงานอาชีพด้วยกัน ได้แก่

นักวิเคราะห์ตลาดออนไลน์ คือ ผู้ที่เข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของลูกค้า ช่องทางสื่อออนไลน์ และวิธีการวางแผนการตลาดแบบออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องการผู้ที่มีความเข้าใจรูปแบบสื่อออนไลน์ที่มีมากมายหลายสื่อ เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูบ อินสตาแกรมไลน์ เป็นต้น โดยแต่ละสื่อก็มีวิธีการสื่อสาร และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

โปรแกรมเมอร์และวิศวกรซอฟต์แวร์ เป็นอาชีพที่สุดฮอตอาชีพหนึ่ง เพราะเราจำเป็นต้องใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งจากเว็บ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ เพื่อทั้งการทำงาน การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นโปรแกรมเมอร์จึงเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชั่น ต่างๆ เหล่านี้

วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการมากอีกอาชีพหนึ่ง กล่าวได้ว่าผลิตมาเท่าไรก็ไม่พอป้อนตลาดที่มีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องมีบุคลากรไว้คอยดูแล แก้ปัญหา หรือสร้างระบบหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานต่างๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ระบบประมวลผลคลาวด์หรืออินเตอร์เนต

วิศวกรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ค่อนข้างจะเป็นอาชีพใหม่สำหรับประเทศไทย แต่มีความต้องการสูงมาก เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เนตมีจำนวนและมูลค่าสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ดังนั้น หน่วยงานต่างๆที่มีการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เนตจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระบบเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

นักวิเคราะห์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูล อาชีพนี้หลายคนอาจยังไม่รู้จัก แต่ยืนยันได้เลยว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงมากอีกอาชีพหนึ่ง เนื่องจากหลายๆ หน่วยงานเริ่มรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างโอกาสในการทำกำไรของหน่วยงานได้มากขึ้นนั่นเอง จึงจำเป็นต้องมีนักวิเคราะห์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูลเพื่อมาทำหน้าที่เหล่านี้ต่อไป

วิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ กล่าวได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นการมีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆดังนั้นอาชีพที่เกี่ยวข้องการสร้างปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างมากในระยะยาว

นักโลจิสติกส์ เป็นอาชีพที่ดูจะไม่เกี่ยวกับทักษะทางดิจิทัล แต่จริงๆ แล้วเราจะพบว่าในปัจจุบันมีการใช้งานระบบออนไลน์เพื่อการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายในช่องทางหน้าร้านในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ดีจำเป็นต้องบูรณาการกับระบบออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ มีการวางแผนที่ดีเพื่อลดการสั่งซื้อสินค้ามาสต๊อกไว้ หรือแม้แต่การสร้างระบบการผลิตตามการสั่งสินค้าของลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นอย่างมาก

ผู้บริหารที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการทำงานต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต โทรศัพท์มือถือ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมกำกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต ข้อมูลต่างๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารต้องเข้าใจหลักปฏิบัติหรือแนวทางที่ถูกต้อง

วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เข้าใจบริบทของการเปลี่ยนแปลงและความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลต่างๆ และเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal จึงจัดหลักสูตรต่างๆที่มีคุณภาพให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ วิศวกรรม การจัดการและโลจิสติกส์ วิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ การจัดการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการทางวิศวกรรม ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ cite.dpu.ac.th

อาชีวะอุบลฯเร่งเนรมิตต้นเทียนผึ้ง-ดอกบัวเทียนลอยน้ำในงาน ‘ยลเทียนพรรษา มรดกล้ำค่า เมืองดอกบัว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589458

อาชีวะอุบลฯเร่งเนรมิตต้นเทียนผึ้ง-ดอกบัวเทียนลอยน้ำในงาน 'ยลเทียนพรรษา มรดกล้ำค่า เมืองดอกบัว'

อาชีวะอุบลฯเร่งเนรมิตต้นเทียนผึ้ง-ดอกบัวเทียนลอยน้ำในงาน ‘ยลเทียนพรรษา มรดกล้ำค่า เมืองดอกบัว’

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 21.59 น.

21 กรกฎาคม 2564 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา คณะวิชาศิลปกรรม คณะคหกรรม ร่วมกันเร่งจัดทำต้นเทียนผึ้งที่ทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดความสูง 3 เมตร จำนวน 6 ต้น เพื่อเป็นจุดเช็คอิน และเผยแพร่ความงดงาม

โดยด้านหน้าก่อนจะเห็นต้นเทียนผึ้งที่ประดับประดาอยู่บนไม้ไผ่ ได้จัดทำสัญลักษณ์สถานที่สำคัญที่สื่อถึงจังหวัดอุบลราชธานีที่ทั่วโลกรู้จักนั่นคือ โขดหินผาแต้มและเสาเฉลียง พร้อมประดับตกแต่งด้วยดอกไม้โดยรอบบริเวณอย่างสวยงาม

จุดดังกล่าวจะเป็นที่ประดิษฐาน ราชวัตรเทียนพระราชทาน ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถวัดมหาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยด้านข้างเทียนพระราชทาน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้สร้างสระบัวจำลอง จำนวน 2 บ่อ เพื่อใช้ลอยดอกบัวเทียนในสระน้ำ เพื่อเพิ่มสีสันแห่งความสวยงามและกลิ่นไอของดอกเทียนยามค่ำคืน ด้วยแสงสี ของเทียน รวมกับแสงไฟที่ประดับประดา ตกแต่ง สว่างไสว ทั่วบริเวณงาน โดยกำหนดแล้วเสร็จในค่ำคืนนี้ (21 ก.ค.) โดยใช้เวลาจัดทำทั้งสิ้น ประมาณ 1 สัปดาห์ นับเป็นอีกความภาคภูมิใจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป

อาชีวะอุบลฯรังสรรค์รถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589457

อาชีวะอุบลฯรังสรรค์รถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

อาชีวะอุบลฯรังสรรค์รถบุษบกอัญเชิญเทียนหลวง-ผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 21.47 น.

21 กรกฎาคม 2564 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา คณะวิชาศิลปกรรม คณะคหกรรม ร่วมกันเคลื่อนย้ายขบวนรถบุษบก จากพื้นที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ไปยังศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบให้กับทางจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ประกอบพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2564 ที่ประดิษฐานจากศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ไปมณฑลพิธีศาลาจตุรมุขทุ่งศรีเมือง ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2564

และจะมีพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ ที่ประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีศาลาจตุรมุขทุ่งศรีเมือง อัญเชิญไปถวาย ณ วัดมหาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 25 สิงหาคม 2564 อันเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นเมืองดอกบัวงาม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปีนี้จัดในรูปแบบสืบสานงานประเพณีผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยใช้ชื่อว่า “ยลเทียนพรรษา มรดกล้ำค่า เมืองดอกบัว” ระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2564

สำหรับการจัดทำรถบุษบกเพื่อใช้ในพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานฯ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ประดับตกแต่งรถบุษบกให้สวยงามและสมพระเกียรติ เป็นประจำทุกปี โดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้ นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นำคณะครู นักการภารโรง ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาในแผนกวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะวิชาคหกรรม คณะวิชาศิลปกรรม ร่วมกันรังสรรค์ความงดงามอย่างลงตัว

โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน ตั้งแต่กระบวนการขึ้นโครงสร้างของตัวรถตกแต่งด้านข้างและด้านหน้าด้วย ด้วยงานศิลปะสลักลวดลายไทยสวยงามแนวคิดที่ชื่อ “นาคเริงวารี” สื่อถึง พญานาคเล่นน้ำ ด้วยความเชื่อถือศรัทธาของคนอีสานที่ว่า พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล ความอุดมสมบูรณ์ มีอยู่ มีกิน อีกด้วย และเพิ่มเสน่ห์ของความสวยงามของขบวนรถบุษบกด้วยการประดับตกแต่งดอกไม้โดยรอบบริเวณรถบุษบก นับเป็นอีกความภาคภูมิใจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป

บิ๊ก กพฐ.ติดตามผลป้องกันโควิดในสถานศึกษาเพื่อพร้อมรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589373

บิ๊ก กพฐ.ติดตามผลป้องกันโควิดในสถานศึกษาเพื่อพร้อมรับมือ

บิ๊ก กพฐ.ติดตามผลป้องกันโควิดในสถานศึกษาเพื่อพร้อมรับมือ

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 17.34 น.

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.ครั้งที่ 14/2564 ผ่านระบบห้องประชุมออนไลน์ ZOOM ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อติดตามผลการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.รวมถึงข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งในส่วนของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรของ สพฐ.เพื่อเตรียมพร้อมในการดูแลช่วยเหลือบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้มีผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้วจำนวน 123,601 ราย แบ่งเป็นครู 113,653 ราย และบุคลากร 9,948 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 22,998 ราย แบ่งเป็นครู 19,319 ราย และบุคลากร 3,679 ราย ซึ่งจะดำเนินการเร่งรัดให้ครูและบุคลากรได้รับวัคซีนจนครบทั้งประเทศต่อไป

นายอัมพร กล่าวต่อว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และมีการระบาดไปทั่วประเทศ จนทำให้สถานพยาบาลไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วย สพฐ. ซึ่งมีสถานศึกษาในสังกัดเป็นจำนวนมาก มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนอาคารสถานที่ภายในโรงเรียนให้เป็นโรงพยาบาลสนาม สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อในระยะต้น ไม่รุนแรง (หรือระดับสีเขียว) เพื่อใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่รักษาขั้นเบื้องต้น ซึ่งจากการรายงานข้อมูลล่าสุด พบว่าในขณะนี้มีการอนุญาตใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. เพื่อทำเป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว รวมทั้งสิ้น 276 โรงเรียน

“สพฐ.ได้แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดพิจารณาใน 2 กรณี ได้แก่ ในกรณีที่มีอาคารสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น สถานศึกษาที่ยุบรวม ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาจัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้ และในกรณีที่สถานศึกษาไม่ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ (ON-SITE) หรือการเรียนที่โรงเรียน เมื่อมีคำร้องขอใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาจัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสังคม” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อดีตรมต. บัวแก้ว วอนรมว.ศธ. อย่าล็อกดาวน์อนาคตเด็กจับขึงพืดเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589211

อดีตรมต.บัวแก้ว วอนรมว.ศธ.อย่าล็อกดาวน์อนาคตเด็กจับขึงพืดเรียนออนไลน์

อดีตรมต.บัวแก้ว วอนรมว.ศธ.อย่าล็อกดาวน์อนาคตเด็กจับขึงพืดเรียนออนไลน์

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.19 น.

“นพดล”ชี้อย่าล็อคดาวน์อนาคตเด็ก โควิดต้องไม่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และคุณภาพการศึกษาต้องไม่ไหลลงเพราะการเรียนออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงปัญหาเฉพาะหน้าด้านการศึกษาที่เป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิดที่มีต่อนักเรียน ครูและผู้ปกครอง ทำให้เด็กยากจนพิเศษจำนวนมากเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งประเทศต้องมีตาข่ายรองรับน้องๆเหล่านี้ให้ได้เรียนต่อ  การระบาดของโควิดทำให้ต้องสอนออนไลน์ ซึ่งกระทบคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นตนจึงเสนอให้รัฐบาลและผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษา ควรดำเนินการเรื่องเร่งด่วนดังนี้

เพิ่มงบประมาณให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แทนที่จะมีการตัดลดงบประมาณที่กองทุนเสมอภาคทางการศึกษาตั้งมาเป็นงบประมาณปี 2565 รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ให้มากพอที่จะดูแลนักเรียนหลายแสนคนจากครอบครัวยากจนด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิด งบประมาณไม่กี่พันล้านจะสร้างความแตกต่างและโอกาสทางการศึกษาให้น้องๆเหล่านี้ได้ และจะช่วยป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษได้นับแสนๆคน

นายนพดล กล่าวอีกว่า เร่งทำบิ๊ก ดาต้าทางการศึกษาให้สมบูรณ์ ก็รู้กันอยู่ว่าเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากขาดอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์เช่นคอมฯ แทปเลต มือถือ กระทรวงศึกษาฯได้สำรวจและมีบิ๊ก ดาตาหรือระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษาที่ระบุนักเรียนและครอบครัวที่ขาดแคลนหรือยัง ซึ่งทำได้ไม่ยาก เมื่อเราทราบความขาดแคลนเราก็จะสามารถจัดหาหรือช่วยเหลือได้ตรงจุด

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส พัฒนาการเรียนออนไลน์และเนื้อหาการเรียนดิจิทัล digital content ให้มีคุณภาพ น่าสนใจ ให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียน เพื่อรองรับแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลในอนาคต และให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรออนไลน์ระดับโลก เพื่อเสริมการเรียนในห้องเรียน

จัดทำบทเรียนกระตุ้นคุณภาพ booster lesson เมื่อกลับไปโรงเรียน เนื่องจากการเรียนออนไลน์ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก แต่ก็จำเป็น และในระดับชั้นอื่นก็กระทบคุณภาพการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาฯควรออกแบบสาระการเรียนรู้ให้เหมาะกับการเรียนออนไลน์ เช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษา นอกจากนั้นต้องคิดล่วงหน้าว่าเมื่อปลอดภัยและสามารถกลับมาเรียนในชั้นเรียนได้ เราต้องเตรียม booster lesson หรือบทเรียนกระตุ้น ทำนองวัคซีนกระตุ้นเพื่อติดอาวุธความรู้และทักษะที่ขาดหายไปในช่วงการเรียนออนไลน์ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น

“ขอเสนอเพราะห่วงอนาคตลูกหลาน ส่วนผู้มีอำนาจในรัฐบาลฟังแล้วจะได้ยินหรือไม่คงต้องรอดู แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้และนโยบายหลักประกันการศึกษาคุณภาพถ้วนหน้าเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ” อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าว

‘ครูเป็ด มนต์ชีพ’ วอน ‘บิ๊กตู่’ รีบสั่งกยศ. พักชำระหนี้เบี้ยปรับ 6 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589209

‘ครูเป็ด มนต์ชีพ’วอน‘บิ๊กตู่’รีบสั่งกยศ.พักชำระหนี้เบี้ยปรับ6เดือน

‘ครูเป็ด มนต์ชีพ’วอน‘บิ๊กตู่’รีบสั่งกยศ.พักชำระหนี้เบี้ยปรับ6เดือน

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.05 น.

เดือดร้อนหนักมาก! “ครูเป็ด มนต์ชีพ” ขอ “บิ๊กตู่” รีบสั่ง กยศ. พักชำระหนี้-เบี้ยปรับ 6 เดือน ย้ำสถานการณ์วิกฤตต้องช่วยกัน อย่าซ้ำเติมประชาชนทั้งน้ำตา

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร กรรมการบริหารพรรคกล้า ฝ่ายการศึกษา เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเยียวยามาตรการเพิ่มเติม ให้กับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะลูกหนี้กองทุนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกัน จึงขอเรียกร้องให้พักการชำระหนี้ ลดและพักเบี้ยปรับไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

“บางคนโดนดึงเงินในบัญชีทั้งที่ตกงานเพราะโควิด-19 บางคนจะไปคลอดลูกก็ไม่มีเงินไปคลอดลูก ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาอีกทอด เกิดภาระหนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เกิดปัญหาต่อกันเป็นลูกโซ่ โดยที่หน่วยงานของรัฐยังคงตั้งหน้าตั้งตาทวงหนี้ต่อไป ไม่ได้สนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แบบนี้เหมือนกับการซ้ำเติมประชาชนทั้งน้ำตา” นายมนต์ชีพ กล่าว

‘สปสช.-สสส.’ จับมือ ‘รพ.ปิยะเวท’ วางระบบดูแลผู้ป่วยโควิดในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589018

‘สปสช.-สสส.’จับมือ‘รพ.ปิยะเวท’  วางระบบดูแลผู้ป่วยโควิดในชุมชน

‘สปสช.-สสส.’จับมือ‘รพ.ปิยะเวท’ วางระบบดูแลผู้ป่วยโควิดในชุมชน

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ รพ.ปิยะเวท สนับสนุนระบบการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่บ้านหรือที่ชุมชน (Home/Community Isolation) โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เข้าเยี่ยมพื้นที่ “นิมิตใหม่เมืองมีน”เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 23 ชุมชนต้นแบบ ซึ่ง ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่ามาตรการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน (Home Isolation) และมาตรการดูแลผู้ป่วยโควิดด้วยระบบชุมชน (Community Isolation) เป็นมาตรการเสริมซึ่งนำมาใช้ในพื้นที่ที่เตียงเต็ม

โดยเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ที่จะออกแบบให้เหมือนเปลี่ยนบ้านเป็นโรงพยาบาล ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านหรือที่ชุมชน จะได้รับการดูแลเสมือนอยู่โรงพยาบาลเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ พร้อมมีแพทย์ดูแล มีอุปกรณ์ ยา อาหารต่างๆ ให้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช.ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลปิยะเวท และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ในการจัดตั้ง Community Isolation หรือการดูแลตนเองในระบบชุมชนแก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงกว่า 1,200 คนที่ยังอยู่ในระหว่างการรอเตียง และกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI)ในชุมชน 23 แห่ง

ซึ่งผู้ติดเชื้อจะถูกลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในของ รพ.ปิยะเวท และนัดวันเอกซเรย์ปอด โดยทางโรงพยาบาลจะจัดรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ไปตรวจผู้ป่วยในชุมชนเพื่อวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบให้เร็วที่สุด และตรวจซ้ำทุก 3 วัน โดยกระบวนการทั้งหมด สปสช.จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยสนับสนุนค่าอาหารวันละ 1,000 บาท และค่าอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนตามจริงไม่เกิน 1,100 บาทต่อราย รวมทั้งค่าบริหารจัดการอื่นๆ และค่ารถ ค่าเอกซเรย์ค่า Swab และค่าตรวจ RT-PCR ตามหลักเกณฑ์

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.ได้สนับสนุนสร้างระบบ Home Isolation และ Community Isolation ร่วมกับ สปสช. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และภาคีเครือข่าย ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 30 ชุมชน ใน กทม.และปริมณฑล โดยตั้งแต่เริ่มโครงการมีผู้ป่วยได้รับการดูแลประมาณ 180 คน ทั้งผู้ป่วยในชุมชนและนอกชุมชน เพื่อช่วยลดวิกฤติปัญหาโรงพยาบาลเตียงไม่พอ และช่วยแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์

ทั้งนี้ สสส.ได้สนับสนุนภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1.พัฒนาระบบจัดการของชุมชน โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ป่วย เครื่องอุปโภค-บริโภค และการวางระบบดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวในบ้าน รวมถึงจัดทำศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน 2.พัฒนาศักยภาพแกนนำด้านสุขภาวะในชุมชน จัดอบรมการดูแลผู้ป่วยในศูนย์พักคอยเบื้องต้น เพื่อให้มีความรู้ด้านการบริบาลผู้ป่วย

และ 3.สนับสนุนการทำต้นแบบชุมชน ทั้งระบบภายในสำหรับดูแลผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน และระบบภายนอกที่เชื่อมต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาเตียงไม่พอ และลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ในยามวิกฤติครั้งนี้เรายังสนับสนุนการจัดการตัวเองในระยะยาว ด้วยการสนับสนุนเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ หารายได้เสริมในชุมชน และการสนับสนุนให้เกิดระบบครัวกลางและการแบ่งปันอาหารภายในชุมชน

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมีความพร้อมทำงานร่วมกับชุมชนในการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งการค้นหาผู้ป่วยจากในชุมชน ซึ่งบางรายอาจมีการไปตรวจด้วยตนเองมาแล้ว แต่โรงพยาบาลต้องขอตรวจซ้ำด้วยวิธี RT-PCR เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าบางรายตรวจหาเชื้อจากแอนติเจนซึ่งได้ผลเป็น False Positive หรือบางรายก็ตรวจจากคลินิกหรือห้องแล็บเอกชนที่ไม่ได้รับรอง ทำให้ผลตรวจไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าตรวจจากโรงพยาบาลรัฐด้วยวิธี
RT-PCR ก็จะรับเข้าเป็นผู้ป่วยในเลยโดยไม่ต้องตรวจซ้ำ

‘ม.มหิดล’ วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589023

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 25 ก.ค. 2564 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับฤดูฝน และ “เทศกาลปลูกข้าวนาปี” ของชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลังของชาติ”ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าว คือ “จุดกำเนิดแห่งชีวิต” และเป็นทรัพยากรซึ่งเป็น “แหล่งอาหารสำคัญ” ของมวลมนุษยชาติ ที่พึงอนุรักษ์เพื่อการสืบต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงลักษณะการปลูกข้าวของชาวนาไทยว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ 1.ข้าวนาปี ซึ่งได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก โดยมีการออกดอกตรงตามฤดูกาล เนื่องจากต้องการช่วงแสงจำเพาะเพื่อการออกดอก รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และ 2.ข้าวนาปรัง ที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน สามารถให้ผลผลิตตามอายุ

ซึ่งการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ให้กับชุมชนซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ต่อไปอีกด้วย โดยเมล็ดพันธุ์ข้าว
ที่ดี 1 เมล็ด เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นข้าว 1 กอ ที่แตกออกมาเป็น 20 ลำต้น โดยประมาณ ซึ่งแต่ละลำต้นจะออกรวงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวอีกขั้นต่ำ 100-150 เมล็ดรวมข้าวทั้ง 20 ลำต้น จะได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ถึง 2,000-3,000 เมล็ด

ผศ.ดร.นพพล กล่าวต่อไปว่า หากใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีในการปลูก จะใช้เพียง 10-12 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แต่หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวจากการปลูกครั้งที่ผ่านมามาใช้โดยไม่ได้มีการคัดสรร อาจจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามหลักการของ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” โดยฝากความหวังไว้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา ตนได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิจิตร ยโสธรและพัทลุง เพื่อดำเนินโครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการพันธุ์ข้าวและกระบวนการจัดการเครือข่ายของ Young Smart Farmer เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ SDGs Goal ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production)

ซึ่งเป็นงานวิจัยเด่นที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มอบองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถบริหารจัดการและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกการเก็บเกี่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพึ่งพาซึ่งกันและกันซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

“ทีมวิจัยได้จัดทำคู่มือเพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่พร้อมด้วยองค์ความรู้เพื่อการประยุกต์ใช้ โดยได้รวบรวมพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในแต่ละพื้นที่ ลักษณะการเจริญเติบโตขั้นตอนการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ โดยหวังให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป” ผศ.ดร.นพพล กล่าว

ผศ.ดร.นพพล กล่าวทิ้งท้ายว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากร คือ การลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่อง Carbon Footprint หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Water Footprint หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำ นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ข้าว 1 เมล็ดที่ผลิตได้ จะต้องช่วยให้เพื่อนชาวนามีผลผลิตที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ด้วยความสมดุลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนจึงจะเป็นการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยมหิดล