‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.24 น.

ก้าวล้ำไปอีกขั้น! ดอนบอสโกอุดรฯ จับมือ เอ็มม่า อลิส ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 4 โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา จังหวัดอุดรธานี ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างโรงเรียนดอนบอสโกวิทยา และ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา กลายเป็นสถานศึกษาแห่งแรกๆ ในจังหวัดอุดรธานี ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยมี บาทหลวง ดร.สมิต แดงอำพันธ์ อธิการและผู้อำนวยการโรงเรียน และ นายวีรชัย เออ้วน ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมการศึกษา หจก.เอ็มม่า อลิส ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง

บาทหลวง ดร.สมิต แดงอำพันธ์ เปิดเผยว่า นอกจากการเน้นย้ำด้านวิชาการและคุณธรรมแล้ว ทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดเชิงวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ AI เป็นสิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ความร่วมมือนี้จะช่วยให้นักเรียนเข้าถึงหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ได้รับประสบการณ์ตรงจากการฝึกปฏิบัติจริง และมีทักษะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตนเอง

การจับมือกับภาคเอกชนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้โรงเรียนดอนบอสโกวิทยาเป็น ‘ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์’ ของจังหวัด เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

//////////////////-026

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ความรู้และมุมมองด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน่วยงาน บุคลากร หรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดประตูต้อนรับสู่เวทีประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมฯ จึงเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาทุกระดับ อายุ 18-25 ปี ร่วมปล่อยของ ประชันไอเดียเปลี่ยนโลกด้วยการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ ผ่านคลิปวิดีโอแนวตั้ง ความยาวไม่เกิน 2 นาที ชิงรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ภายใต้หัวข้อ (เลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง) ต่อไปนี้

หัวข้อที่ 1 ถ้าคุณคือผู้นำสถาบันการเงินระดับโลก ผู้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อนำพานานาชาติสู่โลกยุคใหม่ คุณจะเลือก ‘นโยบายเร่งด่วน’ ใดเป็นอันดับแรก เพื่อสร้าง “ขอบฟ้าใหม่” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน และเพราะเหตุใด

หัวข้อที่ 2 มองย้อนไปเมื่อ 35 ปีก่อน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings           ครั้งแรก แล้วมองไปอีก 35 ปีข้างหน้าสู่ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” ที่ผู้คนเต็มไปด้วยพลังและประเทศมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง คุณคิดว่า ‘โจทย์ใหญ่’ และ ‘โอกาสสำคัญ’ ของไทยคืออะไร และเราต้อง ‘ลงมือทำ’ อะไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งขอบฟ้าใหม่นั้น

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 23.59 น. ผู้สมัครสามารถสร้างสรรค์รูปแบบ วิธีการเล่าเรื่อง และใช้เทคนิคในการถ่ายทำได้อย่างอิสระ จัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยมีวิธีการส่งผลงาน ดังนี้ 1.โพสต์คลิปที่ผลิตแล้วผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของตนเองช่องทางใดช่องทางหนึ่งโดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ ได้แก่ Facebook, Instagram หรือ TikTok พร้อมติดแฮชแท็ก #AM2026 #RoadtoThailand #ThailandsNewHorizons #EmpoweringPeopleBuildingResilience #am2026thailand  และ 2.นำลิงก์ที่โพสต์ผลงานแล้ว มาลงทะเบียนผ่านทาง Google Form (https://forms.gle/wew9sAo4D6A3NMHH6

เจ้าของผลงานที่ผ่านเข้ารอบ 10 คน สุดท้าย จะได้รับเชิญมานำเสนอแนวคิดของการจัดทำคลิปต่อคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ 5 คนสุดท้าย เพื่อรับเงินรางวัลรวมมูลค่า 120,000 บาท ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำคลิปสั้นเข้าประกวด ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมรับฟังและพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในโอกาสเยือนประเทศไทย ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 14.00-15.30 น. ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยลงทะเบียนผ่าน Google Form (https://forms.gle/jmS2PgQuw9U84AdV7)

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกำหนดการรับสมัครได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ – รังสีอย่างมั่นคง

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ - รังสีอย่างมั่นคง

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ – รังสีอย่างมั่นคง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

น.ส.อัมพิกา อภิชัยบุคคล รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมผู้ปฏิบัติงานของ ปส. เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาองค์กรและศักยภาพบุคลากรเชิงกลยุทธ์ หัวข้อ “Growth & Strength-Based Leadership Synergy” รุ่นที่ 2 ณ ห้องประชุม Canna โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของบุคลากรในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

น.ส.อัมพิกา เปิดเผยว่า การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญขององค์กร แนวคิด Growth & Strength-Based Leadership จึงมุ่งเน้นให้บุคลากรเข้าใจศักยภาพของตนเองและผู้อื่น สามารถนำจุดแข็งมาประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความร่วมมือ เกิดแรงจูงใจ และการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ภญ.พีรวรรณ วรรธนะเมธาวงศ์ วิทยากรจาก WIAL Thailand ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาองค์กรและศักยภาพบุคลากรเชิงกลยุทธ์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้แนวคิดไปสู่การปฏิบัติงานจริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจในภารกิจด้านนิวเคลียร์และรังสี

ทั้งนี้ การอบรม “Growth & Strength-Based Leadership Synergy” รุ่นที่ 2 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากรุ่นที่ 1 เพื่อขยายผลการพัฒนาภาวะผู้นำและศักยภาพบุคลากรให้ครอบคลุมทุกระดับขององค์กร มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ปฏิบัติงาน ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และขับเคลื่อนภารกิจด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืนต่อไป

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนและนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการประกวดในโครงการ “BRAND’S Young Blood 2026” ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังเยาวชนให้ร่วมกันบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา

นางมธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ ‘BRAND’S Young Blood’ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ของการดำเนินโครงการในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายในการจัดหาโลหิตที่มีคุณภาพจำนวน 125,000 ยูนิต เพื่อสำรองโลหิตคงคลังไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบโลหิตของประเทศ

โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 17–22 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“ปีนี้ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ ‘Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่’ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และร่วมสร้างสื่อรณรงค์การบริจาคโลหิตที่สามารถนำไปใช้ในการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริงผ่านการประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok และการประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story โดยผู้ชนะการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมขวัญกำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ รวมถึงเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว” นางมธุวลี กล่าวและว่า

กิจกรรมการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok โดยผู้ส่งผลงานต้องมีคุณสมบัติ เป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี สมัครเข้าร่วมในรูปแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดย 1 ทีม สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้เพียง 1 ผลงาน ซึ่งผู้ชนะการประกวด จะได้รับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกียรติบัตร และทุนการศึกษา

และ 2.การประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story  คุณสมบัติผู้ส่งผลงานจะต้องเป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี ผู้ส่งผลงาน 1 คน สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่เกิน 2 ผลงาน โดยผู้ชนะการประกวดจะได้รับเกียรติบัตร และทุนการศึกษา

สำหรับนิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมประกวดในโครงการฯ กรุณาตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.blooddonationthai.com จากนั้นกรอกใบสมัครเข้าร่วมการประกวดอย่างครบถ้วน พร้อมส่งไฟล์ผลงานและเอกสารการสมัครมาที่อีเมล brandsyoungbloodproject@gmail.com โดยเปิดรับสมัครและส่งผลงานตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-255-4567 หรือ 02-263-9600 ต่อ 1743 (ในวันและเวลาราชการ)

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.05 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจงการปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ.ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ “มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน” ออกจากแนวทางปฏิบัติ

การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น

การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 – ม.6)

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.16 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 8/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการขออนุมัติกรอบอัตราลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ.ประจำปี 2569 จากที่ สพฐ.เสนอขอกำหนดลูกจ้างชั่วคราว 22 ชื่อตำแหน่ง รวม 73,373 อัตรา ได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลาง 14 ชื่อตำแหน่ง รวม 69,293 อัตรา และคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ได้อนุมัติให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว เฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 4 ชื่อตำแหน่ง รวม 7,588 อัตรา ประกอบด้วย ตำแหน่งครูผู้ช่วย 7,527 อัตรา ตำแหน่งครูช่วยสอน 33 อัตรา ตำแหน่งครูสอนศาสนาอิสลาม 20 อัตรา และครูพี่เลี้ยง 8 อัตรา พร้อมกันนี้ คปร.ได้มีมติให้ สพฐ.จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการบริหารกำลังคน โดยต้องกำหนดเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรม และมีระยะเวลาซึ่งจะบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน โดย สพฐ.อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด และนำเสนอ คปร. โดยเร็วต่อไป เพื่อประโยชน์ของบุคลากรในสังกัด สพฐ.ทุกคน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำความรู้ทักษะดิจิทัล และ AI ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มศักยภาพบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรเป็นอย่างดี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับครูแกนนำประจำศูนย์ HCEC สังกัด สพฐ. (On-site) รวม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “AI Prompting สำหรับครู ทำงานไวขึ้น บริหารง่ายขึ้นด้วย AI” และหลักสูตร “Essential AI Skills for All Teachers: ทักษะ AI สำหรับครูยุคใหม่”, หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. (Webinar) รวม 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “วางรากฐานการทำงานด้วย Cloud สู่ Dashboard” หลักสูตร “Digital Alchemy (พลัง AI & Cloud) พลิกงานเอกสารและเสกงานสอนให้ว้าว ด้วย Canva” หลักสูตร “Digital Vaccine รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” หลักสูตร “Professional Al Talent Development พัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” และหลักสูตร “Digital Law & Security / AI ETHICS กฎหมายดิจิทัล ความปลอดภัย และจริยธรรม” และหลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการและบุคลากร ส่วนกลาง (On-site) รวม 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “ปั้นนักการศึกษาสู่การเป็น Project Manager ยุคใหม่ด้วยพลัง AI”, หลักสูตร “Prompt Engineering และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการสารสนเทศ” และหลักสูตร “Application เพื่อการจัดทำเอกสาร” เป็นต้น

โอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับผู้บริหาร สพฐ.ใหม่ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพต่อไป

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.42 น.

“อมลวรรณ” เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมจัดทำแบบประเมินครูด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ

24 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร. อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงได้ขับเคลื่อนการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC) ที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นไปสู่การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการหลักจรรยาบรรณสู่การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู โดยมีครูประจำการเป็นผู้นำกำกับ ดูแล และเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพัฒนาครูเสมือนจริง ผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (Virtual Teacher Influencers) ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ภายใต้ชื่อ EduEthics by KruChanya – Bun มี “ครูจรรยา” และ “ครูบรรณ” ครู AI ของคุรุสภา เป็นผู้นำเสนอแนวปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติตนด้านจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านสื่อสังคมออนไลน์

​ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากกิจกรรม E-PLC และ EduEthics by KruChanya – Bun แล้ว คุรุสภายังเดินหน้าจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผ่านบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาออนไลน์ ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีกลุ่มเป้าหมายคือ ครู ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต/นักศึกษาครู)ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ เพื่อส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเนื้อหาบทเรียนประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมจรรยาบรรณของวิชาชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ วิชาชีพ สังคมและผู้รับบริการ พร้อมแบบทดสอบก่อนและหลังบทเรียน รวมชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง ซึ่งเปิดให้เข้ารับการพัฒนาได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2569 ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาวิถีชีวิตครูไทยในศตวรรรษที่ 21 (khuruplatform.ksp.or.th)

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า  สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเครื่องมือมาตรฐานและเกณฑ์ปกติ (Norm) สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้ง 4 กลุ่ม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ด้าน 9 ข้อ ที่จะสามารถประเมินระดับพฤติกรรมด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้ทราบระดับจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง โดยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่มีการเก็บและสำรวจข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการศึกษาและการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาครอบคลุมทุกสังกัดและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มากกว่า 8,000 คน และผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านพฤติกรรมศาสตร์และด้านการศึกษา สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มีจำนวน 4 เครื่องมือแบ่งตามวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ แต่ละเครื่องมือจะมีแบบวัด 2 รูปแบบ คือ แบบมาตรประมาณค่าและแบบวัดสถานการณ์ ซึ่งจะพัฒนาเป็นระบบเครื่องมือประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพแบบออนไลน์ผ่านช่องทาง https://norms-ethics.ksp.or.th

​“คุรุสภาได้เร่งขับเคลื่อนงานส่งเสริมจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุนการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาครูเสมือนจริง ได้แก่ ครูจรรยาและครูบรรณ ที่เป็นครู AI ของคุรุสภา ให้เป็นผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กิจกรรม E-PLC การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผ่านบทเรียนจรรยาบรรณแบบออนไลน์ รวมทั้ง การสร้างแบบประเมินจรรยาบรรณเพื่อผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่านได้ทราบระดับจรรยาบรรณของตัวเองโดยเทียบกับค่ามาตรฐาน ซึ่งข้อมูลการประเมินจะนำไปใช้ออกแบบแนวทางส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้สามารถประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคมต่อไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

NARIT ยืนยัน ดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

NARIT ยืนยัน ดาวเทียม 'KNACKSAT-2' มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

NARIT ยืนยัน ดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.02 น.

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01.02 น. สถานีภาคพื้นดินของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT สามารถรับสัญญาณดาวเทียม KNACKSAT-2 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้เป็นครั้งแรก หลังจากดาวเทียมถูกปล่อยออกจากสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 15:55 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

นับเป็นสัญญาณแรกของดาวเทียม KNACKSAT-2 ที่ส่งกลับมายังภาคพื้นดินและมีสถานีที่ทำการสังเกตการณ์รับได้ สำหรับข้อมูลชุดแรกที่ทาง NARIT รับได้นี้ ประกอบด้วย ชุดสัญญาณบีคอนโทรมาตร 11 ชุด (Telemetry Beacon) ที่สามารถถอดรหัสและทราบข้อมูลภายในของดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้ เช่น ข้อมูลแบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าระบบพลังงานของดาวเทียมเริ่มกลับมาทำงานแล้ว

ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 00:15 น. และ 01:51 น. สถานีภาคพื้นดินของ NARIT สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้อีกครั้ง รวมเป็นข้อมูลจำนวน 14 ชุด โดยสัญญาณเหล่านั้นมีสัญญาณบีคอนโทรมาตร 7 ชุด รายงานสถานะระบบของดาวเทียม และ สัญญาณ Telemetry ตอบกลับจากการสั่งการบนพื้นโลก หรือ การ Telecommand แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง

การรับและถอดรหัสสัญญาณในครั้งนี้ยืนยันได้ว่า ระบบผลิตและจัดการพลังงานไฟฟ้าทำงานอยู่ในช่วงค่าปกติ คอมพิวเตอร์บนดาวเทียมทำงานเสถียร ระบบสื่อสารสามารถส่ง Beacon และข้อมูลสถานะกลับมายังภาคพื้นได้ สัญญาณมีค่าความแรงและความเสถียรอยู่ในระดับที่เหมาะสม

หลังจากนี้ NARIT จะสังเกตการณ์ และรับสัญญาณบีคอนโทรมาตร (Telemetry Beacon) ย่านความถี่ UHF เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบสถานะเบื้องต้นภายในดาวเทียม โดยทีม KNACKSAT-2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จะเป็นผู้ควบคุมภารกิจหลักต่อไป

นอกจากนี้ สถานีวิทยุสมัครเล่น และสถานีในเครือข่าย SatNOGS ในต่างประเทศสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม KNACKSAT-2  ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นการยืนยันการส่งสัญญาณ และบ่งชี้ว่าดาวเทียมกำลังเข้าสู่ ช่วง LEOP ซึ่งดาวเทียม KNACKSAT-2 คาดว่าจะปฏิบัติภารกิจในวงโคจรต่ำที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร เป็นระยะเวลาประมาณ 18 เดือน

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือด้านวิชาการ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และสุขภาพ “เวฬา รุ่นที่ 4” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA) Batch 4” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการแพทย์ และการเดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้บริหารที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือสังคม สูงวัย ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมแพทย์สมัยใหม่และประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า หลักสูตรดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเรียนเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางดูแลสุขภาพเชิงระบบ โดยเน้นให้ประชาชนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาวะที่ดีตลอดช่วงชีวิต ที่ผ่านมาโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจาก 3 รุ่นก่อนหน้า และในรุ่นที่ 4 มีผู้สมัครจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรระดับผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อองค์กรและสังคม สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนานโยบายและสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตามจุฬาฯ ยังมุ่งใช้หลักสูตรเป็นต้นแบบการเรียนรู้เพื่อประชาชน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่กับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ กล่าวว่า หลักสูตร “เวฬา” เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ (เปลี่ยนจากบัณฑิตวิทยาลัย) คณะแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ Degree Plus เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เข้ากับมิติการบริหารจัดการและภาวะผู้นำในยุค Longevity Living หลักสูตรมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำให้เข้าใจสุขภาพในฐานะปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรและชีวิตระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า กรมอนามัยตระหนักดีว่าลำพังนโยบายภาครัฐอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพ จำเป็นต้องอาศัย “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในหลักสูตรเวฬาต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 4 นี้ เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ โดยหลักสูตรเวฬารุ่นนี้มีความพิเศษคือการเน้นเรื่องนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการยกระดับระบบสุขภาพไทยด้วยเทคโนโลยี

ด้าน ผศ.ดร.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ ประธานดำเนินการหลักสูตร กล่าวว่า เนื้อหาในปีนี้จะพาผู้เรียนก้าวสู่ “Future Medicine” ด้วย 3 แกนหลัก คือ 1.AI & Tech เจาะลึก Generative AI ทางการแพทย์พร้อมดูงานที่ Microsoft Thailand 2.Precision & Reverse Aging  รู้ลึกเรื่องเวชศาสตร์แม่นยำและการย้อนวัย และ 3.Global Perspective กับทริปศึกษาดูงานด้าน Longevity และระบบสาธารณสุขระดับโลก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลักสูตรออกแบบในรูปแบบ Executive Brief ที่ย่อยเนื้อหาซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับรายละเอียดการอบรม หลักสูตร “เวฬา” รุ่นที่ 4 จะเรียนทุกวันพุธ ระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 23 กันยายน 2569 เวลา: 13.30 – 17.30 น. (บรรยายและกิจกรรม) และต่อด้วยกิจกรรม Networking ถึงเวลาประมาณ 21.00 น. ณ at work ชั้น 6 อาคาร Central Park Offices โดยมีค่าธรรมเนียมการอบรม 225,000 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Website: lifelong.chula.ac.th/vela ,  Facebook: velaExecEd , LINE Official: @velaExecEd

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ – วัฒนธรรม

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ - วัฒนธรรม

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ – วัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการประกวดศักยภาพทางภาษา “Empowering Potential Language Competition” ครั้งที่ 1 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เปิดเวทีให้นักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพใน 4 ภาษา ทั้งจีนธุรกิจ อังกฤษธุรกิจ ญี่ปุ่น และเกาหลี ผ่านโจทย์การใช้ภาษาเชิงประยุกต์ ตั้งแต่ไลฟ์สดขายสินค้า สุนทรพจน์ ไปจนถึงออกแบบบูธวัฒนธรรม โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ คณะครู นักเรียนและนักศึกษา ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า การแข่งขันประกวดศักยภาพทางภาษาครั้งนี้จัดขึ้นครั้งแรก เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะด้านภาษาเป็นทุนแห่งโอกาสและเครื่องมือในการเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจสากล ซึ่ง DPU ได้นำ AI เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาทั้ง 4 หลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะนักศึกษาให้ตอบโจทย์ธุรกิจของโลกในอนาคต และมุ่งสร้างเครือข่ายนานาชาติกับสถาบันทางภาษาในต่างประเทศเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เพราะภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละชาติเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การที่นักศึกษาได้เรียนรู้จากเจ้าของภาษา จึงเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละชาติโดยตรงไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้พร้อมสำหรับการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และทำงานร่วมกับผู้อื่นในพหุวัฒนธรรมได้

“การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา ผ่านรูปแบบที่กำหนดไว้ในการแข่งขันสอดรับกับทักษะและการใช้งานจริงในโลกปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน ตามความเชื่อของ DPU ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่หลากหลาย เรามีหน้าที่สร้างกลไกในการดึงศักยภาพและพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้เด็กและเยาวชน เพื่อนำมาพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป” รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPU กล่าว

ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า การแข่งขันศักยภาพทางภาษาในปีแรก มีนักเรียนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 235 คน จากโรงเรียน 61 แห่งทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย 131 คน จากโรงเรียน 41 แห่ง สำหรับการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ภาษาจีนธุรกิจ ไลฟ์สดขายสินค้าไทยเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษธุรกิจ เป็นการแสดงบทบาทสมมติเป็นทีม หรือ “English Role-Playing Competition” ภาษาเกาหลี เป็นสุนทรพจน์เดี่ยวว่าด้วยการท่องเที่ยวไทยตามวิถีชุมชนอย่างยั่งยืน และภาษาญี่ปุ่น DPU Japan Fair เปิดตำนานแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านการออกแบบบูธ ซึ่งการแข่งขันในแต่ละภาษามีคณะกรรมการตัดสินจากทั้งอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก อาทิ Japan Foundation Bangkok, Korea Education Center  รวมถึงตัวแทนองค์กรภาคเอกชน และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อให้การตัดสินมีมาตรฐานเป็นกลาง และสะท้อนมุมมองวิชาชีพอย่างรอบด้าน

คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสังเกตการณ์และรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการทั้ง 4 ภาษา ต่างชื่นชมศักยภาพด้านภาษาของนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน แม้บางคนจะไม่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน แต่ได้รับการชี้แนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สามารถนำไปต่อยอดการศึกษาได้ในอนาคต หรือนำไปพัฒนาเพื่อกลับมาแข่งขันใหม่อีกครั้งในปีหน้า โดยรูปแบบการแข่งขันแต่ละภาษามีความหลากหลายที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การนำเสนอเชิงธุรกิจ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่ง DPU ต้องการผลักดันให้เวทีแห่งนี้เป็นเวทีแสดงศักยภาพทางด้านภาษาในระดับประเทศที่น้อง ๆ ระดับ ม.ปลายต้องการมาแสดงศักยภาพด้านภาษา โดยจะจัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งน่ายินดีว่าในการแข่งขันครั้งนี้มีหน่วยงานและภาคเอกชนขอเข้าร่วมสังเกตการณ์มากมาย ซึ่งขอเรียนเชิญเป็นพันธมิตรร่วมจัดการแข่งขันในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 100% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 10,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้รับโล่รางวัลจากอธิการบดี DPU พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 50% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับสอง ได้รับโล่รางวัลจากคณบดีคณะศิลปศาสตร์ พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 25% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 3,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง และรางวัลชมเชยอันดับที่สอง ได้รับเกียรติบัตรพร้อมทุนการศึกษา 20% และเงินสด 2,000 บาท

ผลการแข่งขันการประกวดศักยภาพทางภาษาอังกฤษธุรกิจ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ จ.นครปฐม (ทีมที่ 1) รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนบุญวัฒนา (ทีมที่ 1) และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย (ทีมที่ 1) รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนนวมินราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี (ทีมที่ 1)

ภาษาจีนธุรกิจ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนดัดดรุณี (ทีมที่ 1) รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา (ทีมที่ 1) และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย (ทีมที่ 2) รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา (ทีมที่ 2) และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนดัดดรุณี ทีมที่ 2

ภาษาญี่ปุ่น ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนกำแพงเพชรวิทยาคม รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนระยองวิทยาคม

ภาษาเกาหลี ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย