รู้ยัง? ประตูพระบรมมหาราชวัง มี เรื่องเล่าพิเศษ อยู่ 2 ประตู

รู้ยัง? ประตูพระบรมมหาราชวัง มี เรื่องเล่าพิเศษ อยู่ 2 ประตู

รู้ยัง? ประตูพระบรมมหาราชวัง มี เรื่องเล่าพิเศษ อยู่ 2 ประตู

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และโปรดฯ ให้สร้างราชธานีใหม่ “กรุงเทพมหานคร” ที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  คนละฟากฝั่งกับกรุงธนบุรีเดิม

โปรดฯ ให้ยกศาลหลักเมืองขึ้นเป็นมงคลฤกษ์ เพื่อความวัฒนาถาวรของราชธานีใหม่  จากนั้นโปรดฯ ให้ก่อกำแพงพระนคร สร้างวัดพระแก้ว สร้างพระราชวังชั่วคราว ยกกำแพงพระราชวังและยกประตูทั้งหลายขึ้น

ประตูทั้งหมดในเวลานั้น เป็นเพียงประตูเครื่องไม้ทาดินแดงยอดมณฑปทั้งสิ้น ประตูพระบรมมหาราชวังในชั้นต้น ถูกยกขึ้นและตั้งชื่อประตูให้คล้องจองกัน เมื่อแรกสร้างประกอบด้วย 3 ส่วน คือ พระมหาปราสาท, พระราชมณเฑียรสถาน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระบรมมหาราชวังมีประตูใหญ่เข้าออกโดยรอบ 12 ประตู มีชื่อเรียกต่างกัน แต่ละประตูมีชื่อที่ไพเราะและคล้องจองกัน สามารถสลับอ่านชื่อจากหลังมาหน้าได้ และยังคงความไพเราะคล้องจองกันอย่างยิ่ง โดยเรียงลำดับดังนี้

ประตูวิมานเทเวศร์, วิเศษไชยศรี, มณีนพรัตน์, ประตูสวัสดิโสภา, เทวาพิทักษ์, ศักดิ์ไชยสิทธิ์, วิจิตรบรรจง, อนงคารักษ์, พิทักษ์บวร, สุนทรทิศา, เทวาภิรมย์ และประตูอุดมสุดารักษ์และเมื่ออ่านหลังย้อนขึ้น ก็ยังคงมีความไพเราะคล้องจองกัน โดยเรียงลำดับ ดังนี้…

สุดารักษ์-อุดม, ภิรมย์-เทวา, ทิศา-สุนทร, บวร-พิทักษ์, คารักษ์-อนง, บรรจง-วิจิตร, ไชยสิทธิ์-ศักดิ์, พิทักษ์-เทวา, โสภา-สวัสดิ, นพรัตน์-มณี, ไชยศรี-วิเศษ และเทเวศร์-วิมาน

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการสร้าง “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” ขึ้น  ทำให้ประตูพระบรมมหาราชวังที่กลายเป็นประตูพิเศษขึ้น คือ ประตูวิเศษไชยศรี  กับประตูที่ตั้งอยู่ตรงกัน คือ ประตูพิมานไชยศรี

“ประตูพิมานไชยศรี” เป็นประตูเชื่อมเขตพระราชฐานนั้นนอกกับเขตพระราชฐานชั้นกลาง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ เป็นประตูใหญ่ดีไซน์ฝรั่งทรงโค้ง สร้างขึ้นให้มี 2 ชั้น ชั้นนอก-ชั้นใน อยู่ด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย นายจอห์น คลูนิส ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ควบคู่ไปกับการออกแบบและก่อสร้างพระที่นั่งจักรีนั่นเอง  ในภายหลังยอดพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทได้รับการดัดแปลงให้เป็นยอดปราสาทแบบไทย มิใช่ยอดโดมอย่างฝรั่ง  ทว่าพระที่นั่งหลังนี้ ยังคงมีความสวยงามและสำคัญเสมอมา

ปัจจุบันประตู “พิมานไชยศรี” นี้  มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินและเส้นทางสัญจรหลักเข้าสู่พระราชฐานชั้นกลาง  ส่วน “ประตูวิเศษไชยศรี” เป็นหนึ่งในประตูพระบรมมหาราชวังที่คนไทยพอจะคุ้นชื่อกัน

เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงยุคแรกเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นที่รู้กันว่า ทรงย้ายพระราชวังมาตั้งทางฝั่งตะวันออก โดยพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ แทบจะสร้างตามแบบอย่างของผังในพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการ

ในสมัยที่ รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้มาสร้างพระราชวังใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ่าพระยานั้น มิได้เรียกพระบรมมหาราชวัง  หากแต่เรียกว่า “พระราชวังหลวง”  พระราชวังหลวง  ส่วนที่เรียกว่า “พระบรมมหาราชวัง” อย่างในปัจจุบันนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงบัญญัติขึ้น

ที่บอกว่า “พระราชวังหลวง” กรุงเทพมหานคร สร้างตามแบบพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยาแทบทุกประการ นั้นคือ มีการสร้างวังชิดแม่น้ำ หันหน้าวังขึ้นเหนือน้ำ ลำน้ำอยู่ฝั่งซ้ายวังแบบเดียวกัน กำแพงเมืองด้านข้างแม่น้ำเป็นกำแพงพระราชวังชั้นนอกแบบเดียวกัน ไปจนถึงรายละเอียดการวางพระราชมณเฑียรที่เรียงแบบเดียวกัน และสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) อยู่ในกำแพงพระราชวังหลวงแบบเดียวกันกับ “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ที่พระราชวังกรุงศรีอยุธยา

วัสดุที่ใช้ก่อสร้างในชั้นแรกล้วนเป็นเครื่องไม้ พระราชมณเฑียร และป้อมปราการรอบพระราชวังก็เป็นเครื่องไม้ ตามความคิดเห็นของ ส. พลายน้อย นักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ชื่อดัง เชื่อว่าเป็นเพราะสร้างแบบเร่งด่วน ในภายหลังจึงเริ่มเปลี่ยนพระมหาปราสาท พระมหามณเฑียร และป้อมปราการเป็นเครื่องก่ออิฐถือปูนที่แข็งแรงขึ้น

พื้นที่ของพระราชวังหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 แตกต่างจากอาณาเขตในปัจจุบัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังทางด้านใต้ออกไป และสร้างประตูพิทักษ์บวร ประตูสุนทรทิศา กั้นระหว่างกำแพงพระราชวังชั้นในกับกำแพงเมือง ซึ่งเรียกกันว่า “ประตูแดง”

สำหรับประตูรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังชั้นนอกนั้น  ส. พลายน้อย บรรยายว่า ประตูพระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำเป็นประตูยอดด้วยเครื่องไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นใหม่ โดยทำเป็นประตูก่ออิฐถือปูน เปลี่ยนรูปทรงเป็นประตูซุ้มฝรั่งตามแบบประตูยอดปรางค์ แต่ก็ไม่ได้แก้ทั้งหมด

ในบรรดาประตูทั้งหลายที่มี  ที่เป็นที่ถกเถียงกันมีเพียง “ประตูวิเศษไชยศรี” กับ “ประตูพิมานไชยศรี” เท่านั้น ว่ามีที่มาอย่างไรกันแน่ข้อมูลจากหนังสือ “ราชูปโภค” โดย เทวาธิราช ป. มาลากุล เล่าว่า

เมื่อ พ.ศ. 2327 มีชาวประมงพบพระแสงขรรค์ขณะทอดแหในทะเลสาบนครเสียมราฐ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ให้ข้าราชการนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย  วันที่พระแสงขรรค์มาถึงก็มี “อสนีบาต” (ฟ้าผ่า) ในพระนคร 7 แห่ง มีตกที่ประตูวิเศษไชยศรี กับประตูพิมานไชยศรี  เมื่อพระแสงขรรค์ผ่านประตูทั้งสอง จึงทำให้มีสร้อยตามหลังเป็นคำว่า “ไชยศรี” ตาม “พระแสงขรรค์ชัยศรี”  เพื่อเป็นอนุสรณ์

ส. พลายน้อย ได้ค้นคว้าเรื่องนี้ และนำวันที่ในบันทึกของ ป.มาลากุล ไปเทียบกับเนื้อหาในพระราชพงศาวดารเรื่องพระแสงขรรค์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2326 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้พระยาพระเขมรนำ “พระขรรค์ชัยศรี” เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย วันนั้นเองมีพายุใหญ่ ฝนตก ฟ้าผ่าลงศาลาลูกขุนใน

เมื่อดู พ.ศ. ที่ระบุ จะเห็นว่า ปีที่นำพระแสงขรรค์เข้ามานั้น  แตกต่างจากบันทึกของ ป. มาลากุล ที่อ้างถึง

สำหรับเรื่องอสุนีบาตตกในพระบรมมหาราชวังนั้น มีปรากฏในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 1 โดยตกต้องพระที่นั่งอมรินทรมหาปราสาท วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2332 ฟ้าผ่าลง 2 ครั้งที่มหาปราสาทและซุ้มประตูพระราชวัง แต่ พ.ศ. ที่เกิดเหตุนั้น ห่างจากเรื่องเล่าถึง 4-5 ปี

นอกจากนี้ หลักฐานสำคัญอีกประการที่ ส.พลายน้อย หยิบยกมาอธิบายคือ สำเนาร่างหมายรับสั่งฉบับหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพบ และถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหมายรับสั่งเรื่องยกประตูพระบรมมหาราชวัง ในเนื้อหาระบุฤกษ์ยกประตูในพระราชวังไว้เป็นวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2325 และปรากฏชื่อ ประตู “วิเศษไชยศรี” ด้วย

นั่นหมายความว่า “ประตูวิเศษไชยศรี” มีชื่อเช่นนี้ ก่อนที่พระแสงขรรค์จะได้รับการเชิญเข้ามา (พระราชพงศาวดารระบุว่า เข้ามาใน พ.ศ. 2326) และเนื้อหาย่อมขัดกันกับเรื่องเล่าว่า นาม “ไชยศรี” ต่อท้ายประตูเพราะได้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีผ่านประตูทั้งสองนั่นเอง

สำหรับประตูในพระบรมมหาราชวัง มีแนวโน้มว่าน่าจะถูกแก้ไขในภายหลังอีก เมื่อพิจารณาจากบัญชีกลาโหม ที่นำทูลเกล้าฯ ถวายในสมัยปลายรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2350 อันบรรยายว่า ย่อยทองปืนมหาเศวตรัตน์รวม 6 กระบอกมาหล่อครกสากบานประตูรอบพระราชวัง เชื่อว่า อาจมีการทำบานประตูใหม่ในช่วงเวลานั้นด้วย

ในปัจจุบัน “ประตูวิเศษไชยศรี” เป็นประตูสำคัญเนื่องจากเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระมหามณเฑียร โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็นับว่ามีประตูคู่เดียงที่ตั้งตรงกัน และตรงกับพระที่นั่งสำคัญ คือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  รวมถึงเป็นทางเสร็จพระราชดำเนินเข้าออกสู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน อีกด้วย
ปัจจุบัน “ประตูวิเศษไชยศรี” มิได้อนุญาตให้คนทั่วไปผ่านเข้าออกได้  แต่ประตูพิมานไชยศรีนั้น เป็นทางเดินออก ตามเส้นทางเที่ยวชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังของบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ  นั่นหมายถึงว่า สามารถชมความงามของ “ประตูฝรั่ง” ดังกล่าวนี้ได้  และมองเห็นประตู “วิเศษไชยศรี” ที่อยู่ด้านนอก ได้อย่างสวยงามด้วย
มีโอกาสไปเที่ยวชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง “แนวหน้า” อยากให้ท่าน ชื่นชมความงามของประตูทั้งสองนี้.

‘LISA-Anitta-Rema’ รวมพลังคอลแลปต์ฟุตบอลโลก ที่นำดนตรีและกีฬามาบรรจบกัน

‘LISA-Anitta-Rema’ รวมพลังคอลแลปต์ฟุตบอลโลก  ที่นำดนตรีและกีฬามาบรรจบกัน

‘LISA-Anitta-Rema’ รวมพลังคอลแลปต์ฟุตบอลโลก ที่นำดนตรีและกีฬามาบรรจบกัน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

LISA, Anitta และ Rema รวมพลัง 3 ศิลปิน 3 สัญชาติ จาก 3 ทวีป ปล่อย “Goals” เพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หรือ Official FIFA World Cup 2026 อย่างเป็นทางการ ที่นอกจากจะมาในจังหวะเร้าใจชวนเต้นสุดติดหูแล้ว มิวสิควิดีโอยังมาพร้อมภาพสวย ๆ เผยให้เห็นเสน่ห์ของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ปลุกพลังของแต่ละคนให้ลุกเป็นไฟ สะเทือนทั้งวงการเพลง และวงการกีฬาทั่วโลกในเวลาเดียวกัน

เพลง “Goals” หยิบเอากลิ่นอายของแนวดนตรี Latin Pop, Afrobeats และ K-Pop ซึ่งล้วนเป็นแนวดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของวงการเพลงระดับโลก มาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ภายใต้การโปรดิวซ์ของ Cirkut โปรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลแกรมมี จนออกมาเป็นเพลงสุดเร้าใจ ด้วยจังหวะดนตรีชวนแดนซ์ พร้อมสะท้อนพลังไร้พรมแดนและความยิ่งใหญ่ระดับโลกของ FIFA World Cup ได้อย่างชัดเจน การรวมตัวของ LISA, Anitta และ Rema ยังทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงพลัง เข้าถึงผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างแท้จริงอีกด้วย

LISA กล่าวถึงการร่วมงานครั้งนี้ว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้ม Official FIFA World Cup ในปีนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ดนตรีคือสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันเสมอ จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Anitta และ Rema”

ด้าน Anitta กล่าวว่า ความผูกพันของฉันกับฟุตบอลโลกเต็มไปด้วยความรู้สึกและความทรงจำ เพราะฉันเป็นคนบราซิล แน่นอนว่าการแข่งขันครั้งนี้มีความหมายกับฉันมาก การได้มีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผ่านการร่วมงานกับ LISA และ Rema ในเพลง ‘Goals’ จึงเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างมาก และฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสนี้จริง ๆ

ขณะที่ Rema เสริมว่า สามทวีป หนึ่งบทเพลง… การได้นำซาวด์ดนตรีของพวกเรามาหลอมรวมกันแบบนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของดนตรีบนเวทีระดับโลก

“Goals” ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานต่อเนื่องจากเพลง “Por Ella” ของ Los Ángeles Azules และ Belinda, “Echo” ของ Daddy Yankee และ Shenseea รวมถึง “Illuminate” ของ Jessie Reyez และ Elyanna ซึ่งแต่ละเพลงต่างสะท้อนมุมมองทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นให้กับอัลบั้ม Official FIFA World Cup 2026 ในแบบของตัวเอง และสำหรับ “Goals” เพลงนี้ยังเชื่อมโยงศิลปินและผู้ฟังจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านภาษาสากลเดียวกันอย่าง “ฟุตบอล”

ขณะที่เพลงจากอัลบั้ม Official FIFA World Cup 2026 ทยอยปล่อยออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังอย่างต่อเนื่องอัลบั้มนี้ได้รวบรวมศิลปินจากหลากหลายทวีปและแนวดนตรี เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลาย ความยิ่งใหญ่ และอิทธิพลระดับโลกของการแข่งขันฟุตบอลครั้งสำคัญ พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ดนตรีและกีฬาโคจรมาบรรจบกัน เชื่อมโยงแฟน ๆ ชุมชน และเสียงดนตรีจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้พรมแดน

7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล ม่วนเกินต้าน ไหมไทย หัวใจศิลป์ นำทีมความสนุก บิ๊กเอ็ม ร่วมโชว์พลังลูกอีสาน

7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล ม่วนเกินต้าน ไหมไทย หัวใจศิลป์ นำทีมความสนุก บิ๊กเอ็ม ร่วมโชว์พลังลูกอีสาน

7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล ม่วนเกินต้าน ไหมไทย หัวใจศิลป์ นำทีมความสนุก บิ๊กเอ็ม ร่วมโชว์พลังลูกอีสาน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

ม่วนคักสะใจแฟนเพลง “7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ THE NINE CENTER TIWANON” เมื่อ “ไหมไทย หัวใจศิลป์”ขนเพลงฮิตกว่า 30 เพลงขึ้นเวที พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษจาก “บิ๊กเอ็ม สุเมธา” ที่มาร่วมแจมโชว์และเปิดซิงเกิลแรกเรียกเสียงกรี๊ดสนั่นงาน

ม่วนสุด ๆ ไปเลย กับฟรีคอนเสิร์ต 7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ THE NINE CENTER TIWANON”  ที่ ช่อง 7HD ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) จัดเต็มความสนุกเอาใจแฟนเพลง โดยครั้งนี้ได้ศิลปินลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง “ไหมไทย หัวใจศิลป์” ฉายา “ไมเคิล แจ็กสันแห่งอีสาน”  มาระเบิดความมันบนเวที พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ “บิ๊กเอ็ม-สุเมธา รอยสี” นักแสดงหนุ่ม
ลูกอีสานแท้จากช่อง 7HD ที่มาร่วมแจมสร้างสีสันและเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ แบบสนั่นงานเปิดเวทีมา “ไหมไทย หัวใจศิลป์” ก็ไม่รอช้า เสิร์ฟจังหวะม่วนให้แฟนเพลงได้ลุกขึ้นโยกทันที กับเพลงฮิตอย่าง“นี่คือจอมยุทธ์เด๊ะ” และ “ไหมไทยหัวใจเดิม” ก่อนพักพูดคุยแบบเป็นกันเองกับ 2 พิธีกรอารมณ์ดี “เจด้า ศรัณย่า” และ “แอมป์ พีรวัศ” จากนั้นเดินหน้าความสนุกต่อเนื่องทั้งเพลงใหม่ เพลงฮิต และเพลงดังที่แฟน ๆ ร้องตามได้ทั้งงาน ไม่ว่าจะเป็น ปลาแดก, ROCKET FESTIVAL (สัญญาเดือนหก), เบื่อโซฟาไปเถียงนาน้อย, แม่ฮ้างมหาเสน่ห์, บักสิเด๋อ 

รวมถึงเพลงฮิตติดชาร์ตมายาวนานอย่าง  “ให้บุญนำพา”  ที่มีไฮไลต์สำคัญกับเซอร์ไพรส์พิเศษ เมื่อ “บิ๊กเอ็ม สุเมธา”ขึ้นเวทีมาร่วมแจมโชว์พลังลูกอีสานกับ “ไหมไทย หัวใจศิลป์” ด้วย เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนเพลงได้แบบถล่มทลาย ก่อนที่ “บิ๊กเอ็ม” จะโชว์เดี่ยวกับซิงเกิลพิเศษ “แอบฮักผู้สาวเก่า” ผลิตโดย บริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด สร้างความประทับใจให้แฟน ๆ
แบบเต็มอิ่มจากนั้น “ไหมไทย หัวใจศิลป์” กลับขึ้นเวทีอีกครั้ง พร้อมจัดเต็มความสนุกต่อเนื่องแบบไม่มียั้ง กับอีกกว่า 20 เพลงรวดปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขอย่างอบอุ่นและสุดประทับใจเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งความม่วนที่ทั้งผู้ชมในงานและแฟน ๆ ทางหน้าจอช่อง 7HD กด 35  ได้รับความสุขแบบเต็มอิ่ม และเตรียมพบกับความสนุกครั้งต่อไปของ 7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล”  พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง  Ch7HD  และ  BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

เต๋า ภูศิลป์ ขึ้นแท่นศิลปินต้นแบบ รับรางวัลทรงคุณค่า เพชรอีสาน 2569

เต๋า ภูศิลป์ ขึ้นแท่นศิลปินต้นแบบ รับรางวัลทรงคุณค่า เพชรอีสาน 2569

เต๋า ภูศิลป์ ขึ้นแท่นศิลปินต้นแบบ รับรางวัลทรงคุณค่า เพชรอีสาน 2569

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

ขอแสดงความยินดีกับ “เต๋า ภูศิลป์” ศิลปินลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง ที่ได้รับการยกย่องในฐานะ “ต้นแบบเพชรอีสาน ครั้งที่ ๓” รางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบที่ดีของสังคม ในงานประกาศรางวัล “เพชรอีสาน” ประจำปี ๒๕๖๙ ด้านศิลปะการแสดง (นักร้องลูกทุ่งหมอลำ) ภายใต้แนวคิด “กลิ่นอารยธรรมอีสาน งดงามวัฒนศิลป์”โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศาลาประชาคม จังหวัดขอนแก่น เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจจากแฟนเพลงและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

ด้าน “เต๋า ภูศิลป์” ได้เผยความรู้สึกหลังเข้ารับรางวัลว่า“รางวัลเพชรอีสาน กลิ่นอารยธรรมอีสาน งดงามวัฒนศิลป์ ด้านศิลปะการแสดง ขอบพระคุณสภาองค์กรเยาวชนสร้างสรรค์พัฒนาสังคม ที่มอบรางวัลนี้ให้กับผมครับ

นับเป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ของศิลปินลูกอีสานผู้มุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรมและบทเพลงลูกทุ่งหมอลำให้คงอยู่ในใจแฟนเพลงเสมอสามารถชมภาพบรรยากาศงานพิธีมอบรางวัล “เพชรอีสาน” ย้อนหลังได้ที่Facebook : Grammy Gold Official >> https://www.facebook.com/share/r/1CtFtAcXUZ/Facebook : Tao Phusilpa >> https://www.facebook.com/share/p/18ZSokyZcJ/

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยกว่า 26 ปี รวมพลคนโลกดนตรี POP ON STAGE 80s – 90s

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยกว่า 26 ปี รวมพลคนโลกดนตรี POP ON STAGE 80s – 90s

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยกว่า 26 ปี รวมพลคนโลกดนตรี POP ON STAGE 80s – 90s

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ปิดฉากคอนเสิร์ตในตำนานอย่างยิ่งใหญ่ กับโลกดนตรีรีเทิร์น หลังลาจอกว่า 26 ปี ครั้งนี้กลับมายิ่งใหญ่สมการรอคอยใน “รวมพลคนโลกดนตรี POP ON STAGE 80s – 90s” ที่เหล่าศิลปินทั้งระดับตำนาน และไอคอนิก ตบเท้าขึ้นคอนเสิร์ตให้ความบันเทิงกว่า 30 ศิลปิน โดยงานนี้ได้รวมเหล่าแฟนเพลงนับพัน มาร่วมสร้างความสุข กระชากความมันส์ และระลึกความหลังไปกับ “โลกดนตรี” เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ Phenix Grand Ballroom ชั้น 5 โครงการฟีนิกซ์ ประตูน้ำ

คอนเสิร์ตเปิดฉากด้วยบทเพลงแห่งความประทับใจในอดีต จากศิลปินระดับตำนานอย่าง ป้อม ชาตรี, ชัยรัตน์ เทียบเทียม, ภูสมิง หน่อสวรรค์, ประวิทย์ ฟรีเบิร์ด, สุชาติ ชวางกรู, กุ้ง ตวงสิทธิ์ และเริ่มเร่งจังหวะขึ้นกับ ศิรินทรา นิยากร, อ้อย กระท้อน, สายชล อินโนเซนส์, ปิง ชมพู ฟรุ๊ตตี้, จิ๊บ วสุ, จี้ด รอยัลสไปร์ท พาร์ทแรกจบด้วยการรวมร้องหมู่เพลงดัง “งานวัด” และ เมดเล่ย์ลูกทุ่งดิสโก้ เหมือนเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ให้รอพบกับอาหารจานหลักที่พร้อมเสริฟแล้ว จากนั้นไม่นานศิลปินยุค 80s – 90s ก็ต่อคิวขนเพลงฮิตขึ้นเรียกเสียงกรี๊ด ร้องตามกันทั้งฮอลล์ เริ่มด้วย ฟอร์ด สบชัย, โก้ Saxman, ตุ๊ก วิยะดา, กบ ทรงสิทธิ์ และปิดด้วยเพลงรักซึ้งๆ จาก เบิร์ด กับ ฮาร์ท

พาร์ทต่อมาถึงคิวร็อคมือขวา หนุ่ย อำพล ขนเพลงฮิตขึ้นเสริฟแบบไม่มีพัก ทำคนดูทั้งร้องทั้งเต้นกันทั้งฮอลล์ จบแล้วไปตอกย้ำความร็อคกับ ร็อคเกอร์ฝ่ายหญิงหนึ่งเดียวคนนี้ อัญชลี จงคดีกิจ แล้วไปฟังเพลงสบายๆผ่อนคลายกับ ระวิวรรณ จินดา, ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว และ บอย โกสิยพงษ์ จบแล้วพิธีกร วิโรจน์ ควันธรรม ปล่อยให้พักกัน 15 นาที ก่อนจะกลับมาสนุกกับครึ่งหลังที่ความมันส์ไม่แพ้ครึ่งแรก เพราะนำมาด้วย นูโว กับเพลงฮิตตลอด 45 นาที ตามด้วย ตั้ม สมประสงค์, แคทรียา อิงลิช, ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และ แขกรับเชิญพิเศษ ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย โดยโยนเข้าสู่ความมันส์ช่วงสุดท้ายกับ บิลลี่ โอแกน ที่ขนเพลงฮิต เพลงดัง มาปิดฉากคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างสง่างาม

ทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพความทรงจำ ความสนุก ที่แสนงดงาม จนกว่า “โลกดนตรี” จะกลับมาใหม่ แล้วในคอนเสิร์ตช่วงพักเบรคพิธีกรยังได้มีการเล่นเกมส์ แจกของรางวัลจากสปอนเซอร์อีกด้วย นับว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้กำไรผู้ชมจริงๆเพราะนอกจากความสนุก ถ้าโชคดีก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้าน และที่สำคัญยังได้ร่วมกันทำบุญอีกด้วย

ก่อนเริ่มงาน คุณวรชาติ กิติมหาคุณ (ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด) บริษัท พราว เอเวอรี่ติง จำกัด และ บริษัท แอด ออน บอร์ด จำกัด ผู้จัดคอนเสิร์ต พร้อมด้วย กิตติยา วงศ์สกุลเกษม (ผู้บริหารโรงพยาบาลวรรณสิริ), นพ.ศรัณย์ วรรณจำรัส,  วันทนีย์ กิติมหาคุณ, อาจารย์มานพ แย้มอุทัย และตัวแทนศิลปิน อัญชลี จงคดีกิจ

ได้จัดพิธีมอบเงินรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงาน จำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในสังฆราชูปถัมภ์ โดยมี ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์) เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ “ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน” ต่อไป  สำหรับความเคลื่อนไหวของการกลับมาของคอนเสิร์ต “โลกดนตรี” แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง FB: รวมพลคนโลกดนตรี (https://www.facebook.com/POPonSTAGEClub)

นานา – เวย์ ขึ้นศาลสู้คดีฉ้อโกง 195 ล้าน เจนสุดา ลั่น ความเป็นเพื่อนจบลงแล้ว

นานา - เวย์ ขึ้นศาลสู้คดีฉ้อโกง 195 ล้าน เจนสุดา ลั่น ความเป็นเพื่อนจบลงแล้ว

นานา – เวย์ ขึ้นศาลสู้คดีฉ้อโกง 195 ล้าน เจนสุดา ลั่น ความเป็นเพื่อนจบลงแล้ว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

นานา ไรบีนา-เวย์ ไทเทเนียม ขึ้นศาลสู้คดีฉ้อโกงทุกข้อหา ผู้เสียหาย 6 รายเข้าเป็นโจทก์ร่วมเตรียมพยาน 39 ปากเบิกความมัดสืบ เริ่มสืบนัดแรก 8 มิถุนายน ปีหน้า ด้านอดีตเพื่อนรัก เจนสุดา เผย จบความเป็นเพื่อนนานแล้วจากนี้รอให้กฎแห่งกรรมทำงาน

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห่องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยคดีดำ อ.508/2569 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องนางไรบีนา หรือนานา อินทชัย อดีตนักแสดงชื่อดัง นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทเทเนียม แร็ปเปอร์ชื่อดัง สองสามีภรรยากับพวกรวม 4 คนร่วมกันเป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่) และอื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 195 ล้านบาท

นานา ไรบีนา เวย์ ไทเทเนียม

โดยวันนี้มี น.ส.เจนสุดา ปานโต สิริสันต์  หรือเจนอดีตนักแสดง และอดีตเพื่อนสนิทของนานา พร้อมกับผู้เสียหายรายอื่น ๆ เดินทางมาฟังการพิจารณาด้วย โดยมีผู้เสียหาย 6 รายยื่นคำร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดี ซึ่งฝ่ายโจทก์แถลง ขอนำพยานบุคคล 39 ปาก เป็นกลุ่มผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าสืบรวมทั้งพยานเอกสาร 71 ฉบับ ด้านฝ่ายจำเลย แถลงปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ไม่ได้ทำกระทำผิดตามฟ้อง แต่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง 

ศาลพิเคราะห์แล้ว อนุญาต ให้ผู้เสียหายทั้ง 6 ราย เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีเฉพาะข้อหา ร่วมกันกู้ยืมเงินฉ้อโกง และข้อหาปลอมเอกสาร เท่านั้น ศาลนัดสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 39 ปาก จำนวน 9 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยแลงขอสืบพยาน 8 ปาก รวม 2 นัด และนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์นัดแรกในวันที่ 8 มิถุนายน 2570 และสืบพยานต่อเนื่องให้แล้วเสร็จก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

เจนสุดา ปานโต สิริสันต์

นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของผู้เสียหายให้สัมภาษณ์ว่า การนัดพร้อมในวันนี้มีผู้เสียหายจำนวน 6 รายได้ยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ศาลอนุญาตให้เข้าร่วมเฉพาะข้อหาฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดส่วนบุคคลที่ยอมความได้ บางรายก็เป็นโจทก์ร่วมในคดีเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร 

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมในคดีความผิดเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ทั้งนี้ตนยังไม่ขอกล่าวถึงรายชื่อผู้เสียหายที่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพราะกระบวนการอยู่ในชั้นศาล

คดีฉ้อโกง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ฝ่ายจำเลยได้ติดต่อมาทางผู้เสียหายเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและยังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด แต่ถ้าฝ่ายจำเลยติดต่อเข้ามาจริง ฝ่ายผู้เสียหายก็ยินดีที่จะพูดคุย แต่ในทางกฎหมายแล้ว หากเป็นคดีอาญาเรื่องของฉ้อโกงซึ่งเป็นอาญาส่วนบุคคล ผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์ได้หากพึงพอใจ แต่หากเป็นคดีฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นอาญาแผ่นดิน การชดใช้ความเสียหายก็จะเป็นเพียงแค่เหตุบรรเทาโทษทางกฎหมายเท่านั้น

เมื่อถามว่าคดีนี้ต้องการให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหายหรือต้องการให้เป็นกระบวนการอื่น นายสวัสดิ์ กล่าวว่า ผู้เสียหายทุกคนอยากได้เงินคืน แต่กระบวนการต่อไป ดูว่าเขาจะใช้เงินคืนไหม หรือจะต้องติดคุกไหมตนขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล

คดีฉ้อโกง

เมื่อถามว่าจำนวนผู้เสียหายมีทั้งหมดกี่ราย เพราะมีบางกระแสข่าวระบุว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 17 ราย นายสวัสดิ์กล่าวว่า อาจจะมีผู้เสียหายบางรายที่ถอนคำร้องแจ้งความร้องทุกข์ไป แต่ยืนยันว่าอีก 6 รายที่เหลือจะมาเป็นพยานให้กับฝ่ายโจทก์ ส่วนยอดมูลค่าความเสียหายยังคงอยู่ที่หลักกว่าร้อยล้านบาท

ด้านน.ส.เจนสุดา กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเพิ่งขึ้นศาลครั้งแรกในชีวิต แต่ก็โอเคที่ได้อยู่กับเพื่อน ๆ และทีมทนายมืออาชีพ และที่ผ่านมาไม่ได้มีการติดต่อกับทางนางไรบีนาเลย ตนเชื่อในกฎแห่งกรรม นั่งอยู่บนเก้าอี้และมองดูกรรมทำงาน ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตนสังเกตแววตานางไรบีนาก็รู้ว่าเจ้าตัวเครียดเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีการทักทายอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ความเป็นเพื่อนสิ้นสุดลงไปแล้ว คงไม่ต้องทักทายกันอีกต่อไป และตนไม่ได้เป็นคนที่พาเจ้าตัวมาอยู่จุดนี้ ตัวนางไรบีนาเป็นผู้ที่พาตัวเองให้มาอยู่ตรงนี้เอง ต่อไปก็ปล่อยให้เป็นตามกระบวนการของศาล

คดีฉ้อโกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการพิจารณา นางไรบีนา และนายปริญญา ไม่ได้เดินทางกลับทันที แต่รอให้สื่อมวลชนทยอยกลับก่อนจึงค่อยเดินลงจากอาคารศาลอาญาช่วงบ่ายเพื่อเดินทางกลับแต่ก็ไม่รอดสายตาสื่อบางส่วนที่ยังปักหลักอยู่ที่ศาล

ตุ๊กกี้ ฟิวส์ขาด ลุกขึ้นสู้เพจปลอมปั่นดราม่าทำลายชื่อเสียง

ตุ๊กกี้ ฟิวส์ขาด ลุกขึ้นสู้เพจปลอมปั่นดราม่าทำลายชื่อเสียง

ตุ๊กกี้ ฟิวส์ขาด ลุกขึ้นสู้เพจปลอมปั่นดราม่าทำลายชื่อเสียง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลจนเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจง สำหรับตลกซุปตาร์ชื่อดัง “ตุ๊กกี้ สุดารัตน์” หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบจากการโปรโมทรายการหนึ่ง ซึ่งมีการแชร์ต่ออย่างแพร่หลายทั้งในสื่อหลักและเพจต่าง ๆ ล่าสุด ตุ๊กกี้ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงความจริง 4 ข้อหลัก ยืนยันว่าได้เคลียร์ใจกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

สรุป 4 ข้อชี้แจงจาก “ตุ๊กกี้” เคลียร์จบทุกดราม่า

 ข้อ 1: ทางรายการได้ดำเนินการลบคลิปในส่วนที่มีปัญหาในการตัดต่อออกเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งส่งข้อความขอโทษทางแอปพลิเคชัน Line ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

 ข้อ 2: ในส่วนของพิธีกร “นิกกี้ ณฉัตร” ได้ติดต่อมาขอโทษกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วเช่นกัน พร้อมทั้งได้ไลฟ์สดชี้แจงผ่านทาง TikTok เพื่อความโปร่งใส

 ข้อ 3: สื่อบันเทิงชื่อดังอย่าง Tvpool บรรณาธิการ (บก.) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ และลบโพสต์ที่เป็นประเด็นเรียบร้อยแล้ว โดยตุ๊กกี้ยืนยันว่าไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแค่อยากให้ทุกคนทราบความจริง

 ข้อ 4: ตุ๊กกี้ย้ำชัดว่า ตนเองเป็นคนไม่ชอบดราม่า ไม่ชอบกระแสในเชิงลบ และไม่เคยพูดให้ร้ายใคร ตลอดการทำงานในวงการสื่อบันเทิงมานานกว่า 10 ปี ไม่เคยถูกฟ้องร้องหรือมีเรื่องผิดใจกับใคร แต่ครั้งนี้จำเป็นต้องออกมาปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นอกจากจะเคลียร์ใจกับคู่กรณีหลักแล้ว ตุ๊กกี้ ยังได้ระบุทิ้งท้ายถึงเพจเฟซบุ๊กบางเพจที่ตั้งตนเป็นครีเอเตอร์ แต่กลับนำภาพ AI และใช้ถ้อยคำรุนแรงมาโจมตี แขวน และบิดเบือนข้อมูลเพื่อเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ และสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือจิตใจของผู้อื่น

‘จากนี้ไปขอใช้พื้นที่ตัวเองปกป้องชื่อเสียงที่มีบ้างนะคะ รู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ ไม่คุ้มเลย ทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตปกติก็พอละค่ะ อย่าหาเรื่องให้ต้องมาปวดหัวแบบนี้เลย ขอร้อง!!นะคะ’ 

งานนี้แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้าไปคอมเมนต์ให้กำลังใจสาวตุ๊กกี้กันอย่างล้นหลาม พร้อมสนับสนุนให้จัดการกับเพจที่สร้างข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด

เอ็นดูไม่ไหว ลิซ่า แชะภาพคู่ ลาบูบู้ ทำรันเวย์วงการอาร์ตทอยสะเทือนอีกรอบ

เอ็นดูไม่ไหว ลิซ่า แชะภาพคู่ ลาบูบู้  ทำรันเวย์วงการอาร์ตทอยสะเทือนอีกรอบ

เอ็นดูไม่ไหว ลิซ่า แชะภาพคู่ ลาบูบู้ ทำรันเวย์วงการอาร์ตทอยสะเทือนอีกรอบ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

กลายเป็นโมเมนต์ที่ทำเอาแฟน ๆ ใจฟูและยิ้มตามกันทั้งโซเชียล! เมื่อดาราสาวระดับโลกอย่าง “ลิซ่า-ลลิษา มณีบาล” (Lalisa) โพสต์ภาพความน่ารักสดใสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เผยโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับเจ้า “ลาบูบู้” (Labubu) คาแรกเตอร์อาร์ตทอยสุดฮอตจากค่าย Pop Mart ที่เธอเป็นคนรันวงการจนขาดตลาดไปทั่วโลก

โดยในภาพ สาวลิซ่าอยู่ในลุคสปอร์ตเกิร์ล ถ่ายทำเอ็มวี บอลโลก GOALS  บอกได้เลยว่าแซ่บปนน่ารัก สวมเสื้อฟุตบอลครอปสีเหลืองแมตช์กับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน สาดรอยยิ้มสดใสพิมพ์ใจตามสไตล์ของเธอ แต่ที่ทำเอาแฟน ๆ หลุดโฟกัสและเอ็นดูกันสุด ๆ ก็คือการที่เธอได้กระทบไหล่กอดคอกับ “ลาบูบู้” ในชุดมาสคอตตัวเป็น ๆ ที่ร่วมแสดงในเอ็มวีเพลงบอลโลก GOALS  แถมในมือยังอุ้มตุ๊กตาลาบูบู้เวอร์ชันพิเศษและน้องมอลลี่ (Molly) ไว้อย่างทะนุถนอมอีกด้วย บอกเลยว่าเป็นการโคจรมาเจอกันของ “ตัวแม่ผู้รันวงการ” กับ “ลูกรักอาร์ตทอยอันดับหนึ่ง” ที่เคมีเข้ากันจนเกินต้าน เห็นโมเมนต์น่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ราคาค่าตัวน้องลาบูบู้จะพุ่งทะยานไปถึงไหนกันนะแม่!

ลูกเกด เมทินี ฟาดเดือดกลางไลฟ์ ประกาศตัดขาดรายการดัง ลั่นไม่เคยชวนแต่พูดให้ความหวังคนดู

ลูกเกด เมทินี ฟาดเดือดกลางไลฟ์ ประกาศตัดขาดรายการดัง ลั่นไม่เคยชวนแต่พูดให้ความหวังคนดู

ลูกเกด เมทินี ฟาดเดือดกลางไลฟ์ ประกาศตัดขาดรายการดัง ลั่นไม่เคยชวนแต่พูดให้ความหวังคนดู

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

ร้อนฉ่าสะเทือนวงการบันเทิง เมื่อตัวแม่ตัวมัมอย่าง “ลูกเกด – เมทินี กิ่งโพยม” ออกมาไลฟ์สดฟาดกลับแบบจุก ๆ หลังเกิดกระแสดราม่าหนาหู จากกรณีที่มีการส่งต่อคลิปสัมภาษณ์คนในรายการชื่อดังพร้อมแคปชั่นชวนคิดลึกว่า “ไม่โกรธลูกเกด บี โอเค” และยังมีการทิ้งท้ายหว่านล้อมให้แฟน ๆ ลุ้นตัวโก่งว่า “หรืออาจจะมาร่วมงานด้วยกัน”

โดย “ลูกเกด เมทินี” ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีสุดเซ็งว่า ตื่นมาก็ต้องตกใจเพราะเจอคลิปและแคปชั่นที่สร้างความเข้าใจผิด พร้อมประกาศชัดเจนว่าดิฉันไม่ได้ไปร่วมรายการนั้นอย่างแน่นอน แต่ความจริงคือตนเองไปร่วมรายการ “Take Hormone” ตั้งแต่วินาทีแรก ส่วนเรื่องที่มีคนเชื่อมโยงธีมองุ่นในทีเซอร์อีกรายการ จนคิดว่าเป็น “ลูกเกด” (โยงคำว่าองุ่นแห้ง) นั้น เป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองเมื่อพูดถึงประเด็นที่รายการดังกล่าวพยายามทิ้งท้ายเหมือนจะมีเซอร์ไพรส์ร่วมงานกัน ลูกเกดได้ตอกกลับหน้าหงายว่า  “เขาไม่ได้ชวนดิฉันเลย… ไม่เคยชวน”

พร้อมตั้งคำถามกลับอย่างเผ็ดร้อนถึงเจตนาของอีกฝ่ายว่า การออกมาพูดให้ความหวังคนดูซ้ำ ๆ แบบนี้คือต้องการอะไรกันแน่นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้เปิดอกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์กับรายการคู่กรณี ยอมรับว่าที่ผ่านมาตนเองรักและให้เกียรติรายการนั้นมาก เพราะเป็นคนช่วยลงแรงปั้นมากับมือและหยาดเหงื่อของตัวเอง แต่ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องสะบั้นรัก เป็นเพราะเหตุการณ์ในซีซั่นที่ผ่านมา ที่ตนเองรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ไม่ได้ถูกให้เกียรติเท่าที่ควร” จึงเป็นเหตุผลให้ตัดสินใจไม่ไปต่อ

 “เราก็แฟร์ เราก็รักรายการนั้น แต่พอเห็นเราไปที่อื่น กลับมาบอกแบบนี้… งงเหมือนกัน”

ลูกเกดกล่าวทิ้งท้ายด้วยความผิดหวัง พร้อมยืนยันปิดฉากการร่วมงานและจบไม่สวยอย่างเป็นทางการ เรียกว่างานนี้ดับฝันแฟนคลับที่รอคอยการกลับมาของตัวแม่ไปโดยปริยาย

กาล่า Student Battle ซนซ่าส์…ล่าแชมป์ ผลงานจาก Master Class Advance Acting For Film รุ่นที่ 3

กาล่า Student Battle ซนซ่าส์...ล่าแชมป์ ผลงานจาก Master Class  Advance Acting For Film รุ่นที่ 3

กาล่า Student Battle ซนซ่าส์…ล่าแชมป์ ผลงานจาก Master Class Advance Acting For Film รุ่นที่ 3

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

ผ่านไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก สำหรับการฉายภาพยนตร์รอบกาล่าร์เรื่อง “Student Battle ซนซ่าส์…ล่าแชมป์” ผลงานภาพยนตร์จากนักแสดงเลือดใหม่ผู้จบหลักสูตร Master Class : Advance Acting For Film รุ่นที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อวันก่อน ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้ชม แขกผู้มีเกียรติ ผู้ปกครอง แฟนคลับ และสื่อมวลชนที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง โดยมีครูแมกซ์ – ภัทรกฤต ดวงสนิท ผู้ดูแลหลักสูตร พร้อมด้วยทีมนักแสดงจากภาพยนตร์ ร่วมพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงาน การฝึกฝน และประสบการณ์ครั้งสำคัญจากห้องเรียนการแสดง สู่ผลงานจริงบนจอภาพยนตร์

“Student Battle ซนซ่าส์…ล่าแชมป์” ถ่ายทอดเรื่องราวของความฝัน มิตรภาพ การแข่งขัน และพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง ผ่านสีสันความสนุก ความแสบ และความตั้งใจของเหล่านักแสดงหน้าใหม่ที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างเข้มข้นในหลักสูตรการแสดงสำหรับภาพยนตร์ โดยหลักสูตร Master Class : Advance Acting For Film รุ่นที่ 3 ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การแสดงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พื้นฐานการเข้าใจบท การสร้างตัวละคร การใช้ร่างกาย เสียง อารมณ์ การทำงานหน้ากล้อง ไปจนถึงการทำงานร่วมกับทีมโปรดักชันจริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักแสดงรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงไทยอย่างมั่นใจ

“คอร์สนี้เราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเรียนแค่ทฤษฎี แต่เราอยากให้ทุกคนได้เรียนจริง ปฏิบัติจริง และสัมผัสกระบวนการทำงานแบบมืออาชีพจริง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ผลงานได้ออกสู่สายตาผู้ชม วันนี้จึงไม่ใช่แค่วันฉายภาพยนตร์ แต่เป็นวันที่ทุกคนได้เห็นผลลัพธ์ของความพยายาม ความอดทน และหัวใจของนักแสดงหน้าใหม่ที่กล้าฝัน กล้าลงมือทำ และกล้าพัฒนาตัวเอง ผมเชื่อว่าวงการบันเทิงไทยยังต้องการนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ มีวินัย และมีความเข้าใจในอาชีพนี้อย่างแท้จริง สิ่งที่เราพยายามทำคือการสร้างพื้นที่ให้เด็ก ๆ และนักแสดงหน้าใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ทดลอง ได้ผิดพลาด ได้พัฒนา และได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ผมอยากฝากลูกศิษย์ทุกคนไว้กับผู้ชม สื่อมวลชน และผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงด้วยครับ ทุกคนตั้งใจมาก และผมเชื่อว่าหลายคนมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในเส้นทางนี้ได้อย่างสวยงาม” ครูแมกซ์กล่าว

บรรยากาศภายในโรงภาพยนตร์เต็มไปด้วยเสียงปรบมือ รอยยิ้ม และความประทับใจจากผู้ชมที่ได้ร่วมชมผลงานของนักแสดงรุ่นใหม่บนจอใหญ่ โดยหลายคนต่างชื่นชมถึงความตั้งใจ พลังการแสดง และเสน่ห์เฉพาะตัวของนักแสดงแต่ละคนที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าจับตา

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ นำแสดงโดยทีมนักแสดงเลือดใหม่ ได้แก่ ปุ๊ย ชัยวุฒิ สดาวงศ์วิวัฒน์, มีนา พรชนก จันทร์ฉาย, ตังตัง ภัทรานิษฐ์ พยัฆพันธ์, ตั๊ก พัฒราลัย กงไกรราช, หมิว นภัสสร วิทยานันท์, อามีน คลาร่า กีรติเวคิน, พล กุศล ทองอรุณศรี, ปีใหม่ นรภัทร พลีคาม, เทนนิส ธนวินท์ หงษ์เวียงจันทร์, ขวัญ เพียงขวัญ พันธุมพันธ์, จิมมี่ พงศ์ฑัฒ นิลพันธ์, พราว สิริภัทรา จันทรานุวัฒน์, อองลี ประเสริฐ แวงวิจิตร, วิลเลี่ยม วิลเลียม เฮ้าส์ฮาห์น และ คุณพี ก้องภพ พร้อมประเสริฐ

การฉายรอบกาล่าในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนักแสดงหน้าใหม่ ที่ไม่เพียงได้แสดงผลงานของตนเองต่อหน้าผู้ชมจริง แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าการเรียนรู้อย่างจริงจัง การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และการทำงานแบบมืออาชีพ สามารถผลักดันคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงไทยได้อย่างมีคุณภาพ “Student Battle ซนซ่าส์…ล่าแชมป์” จึงไม่ใช่เพียงภาพยนตร์จากห้องเรียนการแสดง แต่คือผลงานแห่งความฝัน ความพยายาม และพลังของนักแสดงรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวต่อไปบนเส้นทางบันเทิงอย่างภาคภูมิใจ