เมื่อเวทีดนตรีไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือพื้นที่สร้างการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพมนุษย์

เมื่อเวทีดนตรีไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือพื้นที่สร้างการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพมนุษย์

เมื่อเวทีดนตรีไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือพื้นที่สร้างการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพมนุษย์

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.19 น.

ในโลกการศึกษายุคใหม่การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงภายในห้องเรียนหรือจากตำราเท่านั้น แต่ยังเกิดจากประสบการณ์จริงที่ช่วยหล่อหลอมผู้เรียนให้เติบโตทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณค่าทางสังคม โดยเฉพาะในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน งานศึกษาว่าด้วยแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินกิจกรรมด้านศิลปกรรมศาสตร์ จากกรณีศึกษาการประกวดดนตรีระดับอุดมศึกษา ภายใต้โครงการ MHESI MUSIC VARIETY AWARDS 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมทางศิลปะไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งการแข่งขันหรือพื้นที่แสดงความสามารถเท่านั้น หากแต่เป็น “ห้องเรียนแห่งประสบการณ์” ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคาดคิด  การประกวดดนตรีในระดับอุดมศึกษาไม่ได้มุ่งหมายเพียงการค้นหาผู้ชนะ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความคิดสร้างสรรค์ การบริหารเวลา ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นเวที การเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์จริง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ล้วนเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความเข้มแข็งทางอารมณ์ให้แก่ผู้เรียน กระบวนการเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb (1984) ที่ชี้ว่า การลงมือปฏิบัติจริงคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

การประกวดดนตรีระดับอุดมศึกษา สร้างผลลัพธ์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศซึ่งไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์ของเวทีหรือความสำเร็จของกิจกรรมเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการออกแบบกิจกรรมอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน สามารถเชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมอย่างแท้จริง กิจกรรมศิลปกรรมศาสตร์ที่มีคุณภาพจึงควรเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง สร้างสรรค์ และพัฒนาตนเองจากประสบการณ์จริง มากกว่าการเป็นเพียงกิจกรรมเสริมในระบบการศึกษานอกจากนี้ กิจกรรมการประกวดดนตรียังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม แม้ดนตรีจะเป็นศาสตร์ด้านศิลปะ แต่ในความเป็นจริงกลับเกี่ยวข้องกับหลายมิติของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ความเข้าใจวัฒนธรรม การแสดงอัตลักษณ์ หรือแม้แต่ภาวะผู้นำและการอยู่ร่วมกันในสังคม การทำงานเป็นวงดนตรีหรือทีมแสดงจึงไม่เพียงพัฒนาความสามารถทางศิลปะ แต่ยังฝึกฝนทักษะชีวิตที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน เช่น การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย และการปรับตัวภายใต้ข้อจำกัดร่วมกัน

อีกหนึ่งประเด็นที่โดดเด่นจากการศึกษาคือ การประเมินผลควรถูกใช้เป็น “เครื่องมือเพื่อการพัฒนา” มากกว่าการตัดสินแพ้หรือชนะเพียงอย่างเดียว ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การสะท้อนผลจากการแสดงจริง และการประเมินตนเอง ล้วนช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนา กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงยกระดับทักษะด้านดนตรีและการแสดง แต่ยังช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21นอกเหนือจากการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล กิจกรรมด้านศิลปกรรมศาสตร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ร่วมกันในระดับองค์กรและชุมชนการเรียนรู้ การทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียน อาจารย์ ผู้ฝึกสอน และผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิค และแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาได้ แนวคิดของ Nonaka และ Takeuchi (1995) อธิบายว่า องค์ความรู้ใหม่มักเกิดจากการปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดในกิจกรรมที่อาศัยทั้งการฝึกปฏิบัติ การถ่ายทอดประสบการณ์ และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

ที่สำคัญไปกว่านั้น ศิลปกรรมศาสตร์ยังมีคุณค่าในฐานะ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถยกระดับทั้งผู้เรียนและสังคม Pierre Bourdieu (1986) อธิบายว่า ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรม คือทุนสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและคุณค่าทางสังคมให้กับมนุษย์ ในบริบทของเวทีดนตรี ผู้เรียนไม่ได้เพียงพัฒนาความสามารถเฉพาะด้าน แต่ยังได้สะสมประสบการณ์ ความมั่นใจ เครือข่ายทางสังคม และศักยภาพที่สามารถต่อยอดสู่เส้นทางวิชาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน องค์การ UNESCO (2013; 2022) ยังยืนยันว่า วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะสามารถสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสริมสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน และขับเคลื่อนสังคมให้เติบโตอย่างสมดุล

ประกวดดนตรีระดับอุดมศึกษา สะท้อนให้เราเห็นว่า กิจกรรมด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมเสริม หรือเวทีแสดงออกชั่วคราวเท่านั้น หากได้รับการออกแบบอย่างมีคุณภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจน กิจกรรมหนึ่งกิจกรรมสามารถกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทรงพลัง สร้างทั้งทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และคุณค่าทางสังคมให้กับผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน ท้ายที่สุด “เวทีดนตรี” อาจดูเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและแสงไฟ แต่แท้จริงแล้ว เวทีนั้นอาจเป็นมากกว่าการแข่งขัน เพราะสามารถกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่หล่อหลอมผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และผลักดันให้การศึกษาเดินหน้าไปสู่การพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง

วงศิษย์ลูกแม่ไท้ (รำไพพรรณี) ผู้ชนะการประกวด “MHESI MUSIC VARIETY AWARDS 2025”

รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พร้อมเกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท

การประกวดวงดนตรีผสมผสานประกอบการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยระดับอุดมศึกษาระดับประเทศ

“MHESI MUSIC VARIETY AWARDS 2025” 

เอกสารอ้างอิง

Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. Greenwood.

Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Prentice Hall.

Nonaka, I., & Takeuchi, H. (1995). The knowledge-creating company. Oxford University Press.

UNESCO. (2013). Creative economy report 2013. UNESCO.

UNESCO. (2022). Re|shaping policies for creativity: Addressing culture as a global public good. UNESCO.

สังเคราะห์จากเอกสารบทความ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินกิจกรรมด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์: กรณีศึกษาการประกวดดนตรีในระดับอุดมศึกษา ภายใต้โครงการ MHESI MUSIC VARIETY AWARDS 2025.

เปิดใจ มาร์ค ธาวิน ถมแบรนด์เนมทั้งตัวกว่า 10 ล้าน โดนมองว่า เสร่อ วันนี้รู้แล้วว่ามีเงินอย่างเดียวไม่ได้

เปิดใจ มาร์ค ธาวิน ถมแบรนด์เนมทั้งตัวกว่า 10 ล้าน โดนมองว่า เสร่อ วันนี้รู้แล้วว่ามีเงินอย่างเดียวไม่ได้

เปิดใจ มาร์ค ธาวิน ถมแบรนด์เนมทั้งตัวกว่า 10 ล้าน โดนมองว่า เสร่อ วันนี้รู้แล้วว่ามีเงินอย่างเดียวไม่ได้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.08 น.

เรียกได้ว่าใช้ประสบการณ์กว่าครึ่งชีวิต กับการคลุกคลีอยู่กับแบรนด์เนม ที่ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีใครไม่รู้จัก “มาร์ค ธาวิน” เซเลเบอตี้ ชื่อดังผู้ที่คร่ำหวอดในวงการไฮโซมาอย่างยาวนาน เพราะตั้งแต่หัวจรดเท้า พูดเลยว่าแบรนด์เนมทั้งตัว ชนิดที่ว่ามีทุกคอลเลคชั่น ทุกสี และทุกแบบ วันนี้มาเปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 เล่าย้อนกลับไปในอดีต เคยถมแบรนด์เนมกว่า 10 ล้านบาทออกงาน จนคนเม้าท์ให้แฟ่ด!! ว่า “เสร่อ” และวันนี้มาร์ค ธาวิน มาเล่าให้ฟังว่าใส่แบรนด์เนมยังไงให้ปัง! ให้มีพลังผลักดันชีวิตให้มีออร่า!!

ล่าสุดเลิกเป็นช่างตัดผมแล้ว ?
“คือพี่ไม่ได้อยากเป็นช่างผมตั้งแต่แรก พี่เหมาะกับการเป็นอาร์ทติส เหมาะแก่การทำงานคนเดียว แล้วตอนที่พี่เปิดร้าน แล้วทำงานกับน้องๆ คาแรคเตอร์ของเรากับน้องที่ร้านไปด้วยกันไม่ได้”

และเวลาเราไปออกงานสังคม เราจะไม่ค่อยแฮปปี้?
“ไม่ใช่ครับ แฮปปี้ ชีวิตเรามีเงิน เรามีชีวิตสบายและการที่เราออกสังคม ไม่ใช่ว่าเราอยากดังนะ แต่เราแค่อยากแสดงให้เห็นว่าตัวเรามีคุณค่า มีโอกาสที่จะใส่เสื้อผ้าสวยๆ แต่ด้วยความที่เราเป็นช่างทำผม ยอมรับว่าแต่งตัวไม่เป็น เราตัดผมอย่างเดียว ทำอะไรที่ไม่แมตช์ชิ่งทั้งตัว และการที่เรามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ต้องเรียนรู้จากการเดินทาง การใช้ของแบรนด์เนม
ช่วงแรกของชีวิต มาร์คสงสารตัวเองมาก เหมือนว่าอยากออกงานสังคม แต่เหมือนเราเป็นคนเสร่อ ที่มีเงินและเข้าใจว่าการซื้อกระเป๋าแพงๆ แล้วคนจะยอมรับเรา แล้วคิดว่าการที่เราแต่งตัวถมทุกอย่าง คือการแต่งตัวดี เข้าใจว่าการถมทุกอย่างสังคมจะยอมรับ จึงทำให้เราไม่มีจุดหมายในการใช้เงิน
แค่รู้สึกว่าฉันอยากมีตัวตน แล้วพอมองกลับไป ดูเหมือนว่าเราพยายามมากเกินไป เป็นคนชอบอวดของ ถือกระเป๋าราคาแพง และแต่งตัวประหลาดๆ เวลาเข้าสังคม หรือไปงานสังคม ต่อหน้าเขาก็ชื่นชมเรา แต่ลับหลังเขาก็เม้าท์สนั่น เพราะเราคิดว่าการถูกยอมรับคือ ต้องใส่ของแบรนด์เนมแพงๆ ตลอดระยะเวลา 10 ถึง 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่งเข้าใจว่าการที่คนเรามีจะชื่อเสียง การสร้างตัวตนในสังคม ต้องสร้างระบบมารองรับ เพื่อให้ตัวตนนั้นมีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การซื้อของแพงใส่ เพราะบางชุดที่เราใส่ออกงานเมื่อก่อน อย่างน้อยก็ 10 ล้าน หรือมากกว่านั้น จริงๆ มันเป็น 10 ล้าน ที่เสร่อมาก“

แต่ ณ วันนี้เราตกตะกอนแล้วว่าสิ่งไหนไม่เหมาะกับเรา ?
“อย่างทุกวันนี้ หลายคนก็จะทำคอนเทนท์ว่าแบรนด์เนมเป็นสิ่งที่อันตราย แบรนด์เนมทำให้ชีวิตพัง แต่มาร์คจะบอกว่าแบรนด์เนมทำให้มาร์คมีวันนี้ เรามีแบรนด์เนมเยอะ จนต้องทำบ้านให้เขาอยู่ เพื่อนมาร์คหลายคนก็ทำเหมือนกัน“



แต่พออยู่มาวันนึงก็เลิกซื้อแบรนด์เนม ?
“จะให้มาทำบ้านหลังที่สามหลังที่สี่เพื่อเก็บแบรนด์เนมเหรอครับ (ยิ้ม) มาร์คอยากเตือนสติใครหลายๆ คน ถ้าเรามีเงิน และเราสะดวกในการใช้แบรนด์เนม ก็ไม่มีใครว่าเราได้ แต่เราต้องใช้แบรนด์เนมแบบฉลาด รู้จักแบบเลือกให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตัวเรา มาร์ครักแบรนด์เนมและใช้แบรนด์เนมอย่างถูกต้อง คือต้องสร้างสนามพลังงานให้กับเรา ต้องลงทุนแบบพลังงานไม่รั่ว เลือกใช้แบบถูกต้องและถูกกับคาแรคเตอร์ (Character) ของแต่ละบุคคล เพราะแบรนด์เนมแต่ละยี่ห้อเค้าจะมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน“

แต่จุดเปลี่ยนของเรา เกิดในช่วงโควิด?
”มาร์คเป็นคนชอปปิงแบบพรีออเดอร์ ก่อนโควิดมาหกเดือน เราจ่ายไปแล้ว และเราไม่คิดว่าโควิดมันจะอยู่ถึงสี่ปี ซึ่งเราต้องพรีออเดอร์ เพราะเราต้องรักษายอด ซึ่งจำเป็นสำหรับความวีวีไอพี (VVIP) ที่ติดอันดับท็อป สเปนเดอร์ (Top Spender) เราซื้อแบบกวาดทั้งราว แล้วพอมาวันนี้ของที่ชอบจริงๆ มีไม่ถึง 10% แล้วก็เลยมองว่าทำไมเราถึงเบื่อ เพราะว่าเราซื้อแบบไม่รู้ แต่สิ่งที่มาร์คอยากจะบอกว่าทำยังไงคนที่มีเงินเยอะ แต่ไม่มีข้อมูล มาร์คอยากให้ข้อมูล มาร์คอยากแนะนำว่าให้เค้าซื้อชิ้นแรกแล้วปังไปเลย ต้องรักในการจ่ายเพื่อลงทุน เมื่อก่อนเราจ่ายเพราะฟุ่มเฟือย ปัญหาของคนที่มีเงิน คือเขาไม่มีข้อมูล มีแต่ความอยาก เขาจะซื้อเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเขามีตัวตน“

แต่บางคนก็บอกว่าซื้อแบรนด์เนมมันฟุ่มเฟือย จนติดกับดักนิวมันนี่?
”มาร์คว่าเราต้องคิดใหม่ คนที่ไม่เคยใช้ อย่าพูด แต่สำหรับมาร์คคือใช้แล้ว เพราะว่า แบรนด์เนมเหมาะกับคนที่มีชีวิตที่ดี คนที่ใช้คุณควรมีข้อมูล คือหลายคนมองข้ามเรื่องบุคลิกภาพ ร่างกาย เมื่อเริ่มต้นเริ่มซื้อแบรนด์เนม หลายคนมักจะซื้อกระเป๋า เครื่องเพชร แต่ไม่ได้เริ่มจากบุคลิกภาพ ร่างกายของตัวเรา ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขในบุคลิก บางคนแต่งชุดแบรนด์เนมทั้งตัว แต่ทาแป้งครีมแล้วยังบ้วน ทุกอย่างคือภาพรวมทั้งหมด เสื้อผ้าที่ราคาแพง เราถมเท่าไหร่ แล้วเราดูไม่แพง เราจะโดนแบรนด์เนมขี่ มันก็ไม่ได้ขยายศักยภาพในตัวเรา แบรนด์เนมหลายคนชอบซื้อตามคนอื่น เราควรเริ่มจากบุคลิกภาพ ร่างกายของตัวเรา เริ่มจากการมีภาพลักษณ์ที่ดี และถ้าคุณประคองมันได้ การที่คุณจะเข้าสังคม สังคมจะหันมาจับจ้องคุณ คุณจะเปล่งประกาย เราต้องทำให้ได้ภายใน 3 วินาทีแรก ทำให้เค้ารู้ว่าเราเป็นคนพิเศษสำหรับงานนี้“

แล้วเราจะถือแบรนด์เนมยังไงให้มีพลัง ?
”คุณรู้ว่าแบรนด์เนมมีระดับชั้น หลายคนเข้าใจผิดว่า พอมีเงินเราก็ต้องซื้อของที่แพงที่สุด แต่คุณรู้มั้ยว่า ภาพลักษณ์ของคุณอาจจะดูต่ำสุด ไม่เปล่งประกาย อยากเป็นคนใช้แล้วเปล่งประกายมาจากข้างในต่อให้ไม่ใช้แบรนด์เนมก็ตาม แต่เราต้องทำให้ตัวเราทรงพลังในทุกกระเบียดนิ้ว แบรนด์เนมจะมีลำดับชั้น ว่าเหมาะกับตัวคุณไหม เพราะว่าการใช้
แบรนด์เนมต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่ใช้แล้วมีชีวิตที่อยู่เฉยๆ มาร์คจะบอกว่าการใช้ แบรนด์เนมทุกวันนี้ เราต้องไม่โง่ เราต้องหาข้อมูลตรงนี้ ใครอยากที่จะพัฒนาตัวตน ใครที่อยากมีพลัง คุณต้องใช้พลัง อย่างทรงพลัง เพราะว่าเราเคยผ่านมาแล้วว่าตอนเรามีเงินใครลากไปไหนเราก็ซื้อ เพราะว่าลักชูรี่ก็ต้องเลือกเหมือนกัน“

จุดเริ่มต้นที่ให้คำปรึกษา luxury intelligence?
“การที่เลือกของแบรนด์เนมให้ถูกและมีพลัง และเลือกใช้แล้ว จะพาเราไปไหน การลงทุนที่เราจะต่อยอดในสังคมที่เราอยู่ยังไง อาจจะไม่เหมาะกับคนที่มีชีวิตที่ไม่พร้อม แต่ถ้าใครพร้อม แล้วใครเหมาะ ก่อนนี้มาร์คเป็นคนกระหายการที่อยากให้สังคมยอมรับ การใช้เงินโดยที่เราอยากมีตัวตน ซึ่งตอนนี้มาร์คไม่อยากให้ใครเสียเวลาขนาดนั้น อยากให้ทุกคนรู้ว่าเดี๋ยวนี้เวลาสำคัญ การเดินทางครั้งนี้ ทำให้มาร์คตกตะกอนชีวิต ชีวิตตอนนี้กับตอนนั้นพลังมันต่างกัน เราจะเลือกใช้ให้มันถูกต้องกับชีวิต และเราต้องสอนให้คัดพลังอย่างมีคุณค่า และศาสตร์ที่มาร์คสอนนั้น มาร์คตกตะกอนมากว่า 20 ปี มาร์คไม่ใช่โค้ช แต่มาร์คอยากให้คนที่มาเรียนกับมาร์คมองว่า มาร์คเป็นรุ่นพี่ เพราะว่าก่อนหน้านี้เรามีเงิน แล้วเราคัน ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง ตอนนี้ที่มาร์ค์พูดอยู่ ไม่ใช่เพราะว่ามาร์คไม่รู้แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมามาร์คมีประสบการณ์ และเหมือนมาร์คเปิดญาณของเราเอง เราก็ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้คนใกล้ตัว“

”เราสร้างตั้งแต่มายด์เซ็ท สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ ซึ่งอย่างที่มาร์คบอกว่า อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ทุกคนสามารถถามมาร์คได้ มาร์คเปิดคลาสสอน บางทีเราก็สอนฟรีด้วยซ้ำ แต่ก็อยากจะบอกทุกคนว่าอย่าเกลียดของลักชูรี่ ต่อให้คุณไม่มีเงิน แต่คุณก็ควรจะเข้าใจ และถ้าวันไหนที่คุณมีเงิน คุณก็ควรใช้ให้มันถูก และก็บอกเราว่าของลักชูรี่ก็ไม่ได้เป็นของที่ทุกคนต้องใช้ มันเหมาะสำหรับบางคน เพราะว่าของลักชูรี่ คนรวยเค้าใช้เค้าไม่เดือดร้อน ตราบใดที่เค้าใช้แล้วเค้ายังมีความสุข แต่สำหรับคนชั้นกลาง ใช้เพื่อยกระดับฐานะ เพราะว่าเราพูดจากตัวเราเองว่าเราได้ผ่านจุดนั้นกับการถูกยกสถานะมาแล้ว เหมือนว่าเราต้องสร้างตัวตนด้วยตัวเอง“

เห็นบอกว่าการใช้แบรนด์เนม ไม่ใช่การลงทุน ?
“ถูกต้องครับ มาร์คไม่ได้แนะนำให้ทุกคนไปลงทุนนะ ถ้าคุณไม่มีข้อมูล คุณไม่สามารถลงทุนได้ เพราะว่าในอดีตมาร์คไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะดัง เราแค่คาดหวังว่า เราพอจะมีเงินซื้อเสื้อผ้าหรือกระเป๋าราคาแพง เราจะสะสมได้มากขนาดไหน จนทำให้เราคิดว่าเราจะจ่ายต่อเพื่อจะสร้างบ้านให้แบรนด์เนมไปเรื่อยๆ เหรอ แบรนด์เนมไม่ได้เหมาะแก่การต้องมาขายต่อ แต่พลังแบรนด์เนมเหมาะกับการใช้เพื่อสู้กับพลังงานในสังคม ให้เรายกระดับ“

และการที่บางคนซื้อแบรนด์เนมมาเพื่อเกร็งกำไร มันถูกต้องไหม?
“วันนี้คงต้องเลิกหลอกตัวเอง มันคือการเล่นเกมส์ มาร์คอยากให้เข้าใจเกมส์การเล่น แบรนด์เนม แบรนด์เนมไม่ได้มีประโยชน์ในการเกร็งกำไร ถ้าจะเอาประโยชน์ตรงนั้น คุณต้องเป็นพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่ถ้าคุณซื้อมาแล้วบอกเป็นลิมิเต็ด แล้วคุณใช้ ตอนสุดท้ายราคาก็ร่วง และเราก็เคยหลงกลว่าที่มันเป็นลิมิเต็ดแล้วเราก็เก็บไว้ แล้วถึงเวลาที่จะเอาไปขาย มันเลยเวลานั้นไปแล้ว ราคามันก็ตก แล้วถ้าใครจะใช้แค่ใบ สองใบ ให้ไปซื้อมือสอง ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแอคเคาท์ ซื้อแค่ติดไว้เก๋ๆ และมายืนยันว่าซื้อแบรนด์เนมแล้วได้กำไร ไม่มี กว่าคุณจะได้กำไรชิ้นนี้ ทั้งบ้านคุณเสียหมดแล้ว เพราะว่าเราจ่ายเงินไปเยอะมาก”

 

จับตาความสัมพันธ์ วิล ชวิน ปิดไอจีเงียบ ด้าน เบลล่า โพสต์ภาพเดินป่าคู่ชายปริศนา

จับตาความสัมพันธ์ วิล ชวิน ปิดไอจีเงียบ ด้าน เบลล่า โพสต์ภาพเดินป่าคู่ชายปริศนา

จับตาความสัมพันธ์ วิล ชวิน ปิดไอจีเงียบ ด้าน เบลล่า โพสต์ภาพเดินป่าคู่ชายปริศนา

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนคลับและชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ เมื่อมีคนตาดีสังเกตเห็นว่านักธุรกิจหนุ่ม “วิล-ชวิน เจียรวนนท์” ได้ทำการปิดอินสตาแกรมส่วนตัวลงอย่างเงียบๆ โดยเมื่อลองค้นหาบัญชีผู้ใช้ ⁠schwin.i.am⁠ ในอินสตาแกรมของนางเอกสาว “เบลล่า-ราณี แคมเปน” แล้ว กลับขึ้นข้อความว่า “ไม่พบผู้ใช้”

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทางด้านของ “เบลล่า ราณี” ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย โดยการโพสต์ภาพกิจกรรมเดินป่าสุดชิล แต่สิ่งที่สะดุดตาแฟนๆ คือภาพคู่กับ “ชายปริศนา” ที่มีการใช้อีโมจิรูปหน้าแมวปิดบังใบหน้าเอาไว้

งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้าไปคอมเมนต์และวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา โดยส่วนใหญ่พุ่งเป้าและฟันธงว่า ชายปริศนาใต้ภาพอีโมจิแมวนั้นน่าจะเป็น “พี่วิล” อย่างแน่นอน พร้อมทั้งมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เรียบง่าย และไม่ได้ปิดบังอะไร

หลังจากกระแสดังกล่าวถูกแชร์ออกไป แฟนคลับจำนวนมากต่างพากันเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น และส่งกำลังใจให้แก่ทั้งคู่กันอย่างอบอุ่นล้นหลาม ส่วนสาเหตุการปิดไอจีของฝ่ายชายและการเปิดตัวแบบน่ารักๆ นี้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามความคืบหน้าจากปากของทั้งคู่กันต่อไป

ทัวร์ลงยับ แฟนคลับไร้มารยาท ตะโกนไล่ โอปอล ปาณิสรา กลางงานอีเวนต์ จวกยับไม่ให้เกียรติพิธีกร

ทัวร์ลงยับ แฟนคลับไร้มารยาท ตะโกนไล่ โอปอล ปาณิสรา กลางงานอีเวนต์ จวกยับไม่ให้เกียรติพิธีกร

ทัวร์ลงยับ แฟนคลับไร้มารยาท ตะโกนไล่ โอปอล ปาณิสรา กลางงานอีเวนต์ จวกยับไม่ให้เกียรติพิธีกร

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.44 น.

เป็นประเด็นดราม่าร้อนฉ่าบนโลกออนไลน์ทันทีเมื่อมีการแชร์คลิปเหตุการณ์ในงานอีเวนต์หนึ่ง ซึ่งมีพิธีกรสาวมากความสามารถอย่าง “โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ” กำลังทำหน้าที่ดำเนินรายการอยู่บนเวทีร่วมกับศิลปินชื่อดัง

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เพจ โขมงโฉงเฉง ได้มีการเผยแพร่ภาพข้อความที่เกิดขึ้นเมื่อมีแฟนคลับรายหนึ่งที่อยู่บริเวณมุมข้างเวที พยายามจะถ่ายภาพศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ แต่เนื่องจาก “โอปอล ปาณิสรา” นั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ริมสุดของฝั่งนั้นพอดี ทำให้บดบังมุมกล้อง แฟนคลับคนดังกล่าวจึงตัดสินใจตะโกนขึ้นมาบนเวทีด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมว่า“พี่โอปอล หลบหน่อย”

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีเสียงบุคคลในบริเวณดังกล่าวพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “ถอยให้ด้วย ชอบว่ะ”สปิริตแรงกล้า ยอมหลบให้เพื่อตัดปัญหาหลังจากได้ยินเสียงตะโกนดังกล่าว ด้วยสปิริตและการควบคุมสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยม โอปอล ปาณิสรา จึงได้ขยับตัวหลบมุมให้เพื่อความสบายใจของแฟนคลับกลุ่มนั้น ซึ่งเมื่อตัวศิลปินหนุ่มบนเวทีเห็นเหตุการณ์และรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ก็ได้หันมาพูดคุยกับโอปอลด้วยความใส่ใจว่า “ไม่เป็นไรครับ” เพื่อเป็นการเซฟความรู้สึกของพิธีกรรุ่นพี่

ทัวร์ลงสนั่น ชาวเน็ตชี้พฤติกรรม “ต่ำกว่ามาตรฐานมารยาท”

หลังจากคลิปเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากชาวเน็ตและแฟนคลับคนอื่นๆ โดยส่วนใหญ่ต่างมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไร้มารยาทและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมทั้งแสดงความเห็นในเชิงตำหนิ เช่น เป็นการกระทำที่ไร้มารยาทขั้นสุด ไม่ให้เกียรติทั้งพิธีกรที่กำลังทำงานและตัวศิลปินเอง พิธีกรเขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่บนเวที ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวของแฟนคลับคนใดคนหนึ่ง สงสารและเห็นใจพี่โอปอลมาก แต่ชื่นชมในความใจเย็นและสปิริตการทำงานที่มืออาชีพจริงๆ

ขอบคุณภาพจากเพจ โขมง โฉงเฉง

ขอบคุณภาพเพจ โขมง โฉงเฉง

ขอบคุณภาพเพจ โขมง โฉงเฉง

แฟนคลับส่งกำลังใจห่วง อาม่าแต้ว ทรุดวูบล้มหมดสติ เผยผลตรวจพบไขมันอุดตันบริเวณคอ

แฟนคลับส่งกำลังใจห่วง อาม่าแต้ว ทรุดวูบล้มหมดสติ เผยผลตรวจพบไขมันอุดตันบริเวณคอ

แฟนคลับส่งกำลังใจห่วง อาม่าแต้ว ทรุดวูบล้มหมดสติ เผยผลตรวจพบไขมันอุดตันบริเวณคอ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันเป็นห่วงและร่วมส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม หลังจากบัญชีอินสตาแกรมชื่อดัง amahtaew ได้โพสต์ภาพและข้อความอัปเดตอาการป่วยของ “อาม่าแต้ว” ซึ่งเผยให้เห็นภาพของอาม่าแต้วขณะนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีเจ้าหน้าที่พยาบาลและตัวแทนจากโรงพยาบาลร่วมมอบของเยี่ยมและดูแลอย่างใกล้ชิด

โดยทางอินสตาแกรมของอาม่าแต้วระบุว่า อาม่ามีอาการวูบล้มและหมดสติไป ทำให้ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน ซึ่งจากการตรวจเช็กของทีมแพทย์อย่างละเอียด เบื้องต้นพบว่ามีภาวะไขมันสะสมบริเวณคอที่ไปเลี้ยงหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการวูบหมดสติดังกล่าว นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการรอตรวจเช็กการบีบตัวของหัวใจเพิ่มเติมเพื่อความแน่ชัดทางครอบครัวของอาม่าแต้วได้โพสต์ข้อความแสดงความขอบคุณไปยังทีมแพทย์และบุคลากรของ โรงพยาบาลสินแพทย์ เสรีรักษ์ ที่ให้การดูแลรักษาอาม่าเป็นอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทุกๆ กำลังใจและความห่วงใยที่แฟนคลับส่งเข้ามาให้อย่างไม่ขาดสาย พร้อมติดแฮชแท็ก #สินแพทย์เสรีรักษ์

“ขอบคุณ รพ สินแพทย์ เสรีรักษ์ ที่ช่วยดูแลอาม่าเป็นอย่างดี หลังมีอาการวูบล้มไม่ได้สติ พบไขมันบริเวณคอที่ไปเลี้ยงหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งด้วย และรอตรวจการบีบตัวของหัวใจ ขอบคุณทุกกำลังใจจ้า”หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการของอาม่าแต้วเพิ่มเติม ทางสำนักข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

เปิดภาพล่าสุด แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ในวัย 78 ปี ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นตำนานเพลงอีแซว

เปิดภาพล่าสุด แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ในวัย 78 ปี ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นตำนานเพลงอีแซว

เปิดภาพล่าสุด แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ในวัย 78 ปี ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นตำนานเพลงอีแซว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.21 น.

เปิดภาพล่าสุดของ “แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์” (นางเกลียว เสร็จกิจ) ศิลปินแห่งชาติ สาขศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน – อีแซว) พุทธศักราช 2539 ซึ่งได้รับการเผยแพร่หลังจากที่คณะผู้แทนกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมเดินทางเข้าเยี่ยมเยียน ณ บ้านพักในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

จากภาพ จะเห็นได้ว่า แม่ขวัญจิตในวัย 78 ปี ยังคงมีรอยยิ้มที่แจ่มใสและเปี่ยมด้วยความเมตตา หน้าตาอิ่มเอิบในชุดเสื้อลายดอกสีสันสดใส แม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีปัญหาด้านการได้ยินและการเคลื่อนไหวไปบ้างตามวัย จนต้องเริ่มใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน (Walker) ในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่แฟนเพลงหลายคนเห็นภาพนี้แล้วต่างพากันโล่งใจและร่วมส่งกำลังใจให้แม่เพลงเมืองสุพรรณบุรีท่านนี้มีสุขภาพที่แข็งแรงและอยู่เป็นมิ่งขวัญของวงการเพลงพื้นบ้านไทยไปอีกนานแสนนาน

หล่มเก่าพิทยาคม ผงาดแชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2026 คว้าถ้วยพระราชทานฯ

หล่มเก่าพิทยาคม ผงาดแชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2026 คว้าถ้วยพระราชทานฯ

หล่มเก่าพิทยาคม ผงาดแชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2026 คว้าถ้วยพระราชทานฯ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

เดินทางมาถึงบทสรุปอย่างยิ่งใหญ่เป็นที่เรียบร้อย สำหรับการแข่งขันวงดนตรีลูกทุ่งระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ “ชิงช้าสวรรค์ 2026” รอบชิงชนะเลิศ ที่เป็นการประชันฝีมือของ 3 โรงเรียนสุดแกร่งจากทั่วประเทศ ซึ่งต่างขนโชว์ทีเด็ดมาฟาดฟันกันแบบไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางแรงเชียร์จากแฟนรายการ

เปิดเวทีการแข่งขันด้วย “โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) จ.สงขลา” นำทีมโดย “น้องเพลง” ที่มาในบทเพลง “หลวงปู่ทวดเหยียบใจ – ภูมิใจใต้” ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความศรัทธา และเสน่ห์แห่งแดนใต้ ผ่านการเดินทางไหว้พระบนหลังช้าง พร้อมนำเสนอวัฒนธรรมอันงดงามของภาคใต้ได้อย่างมีสีสันและน่าประทับใจ ต่อด้วย “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี จ.นนทบุรี” นำโดย “น้องยู่อี่” ที่หยิบวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” มาตีความใหม่ผ่านบทเพลง “น้ำตาเมียหลวง” และ “กล่อม” ถ่ายทอดอารมณ์ความเจ็บปวดของได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมคืนภาพจำของโชว์ไทยเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปิดท้ายด้วย “โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์” นำทัพโดย “น้องเนย” ที่สะกดผู้ชมทั้งสตูดิโอด้วยบทเพลง “อาลัยรัก” ถ่ายทอดตำนานความรักและการรอคอยของพ่อขุนผาเมือง ก่อนส่งท้ายอย่างยิ่งใหญ่ในเพลง “พระเทพทรงบุญ” ที่สะท้อนวิถีชีวิตและความภาคภูมิใจของชาวหล่มเก่าได้อย่างทรงพลัง

ก่อนจะเข้าสู่วินาทีแห่งการตัดสินที่คนไทยทั้งประเทศรอคอย และผลการแข่งขันปรากฏว่า “โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์” สามารถคว้าตำแหน่ง “แชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2026” ไปครองได้สำเร็จ พร้อมควบรางวัล “ชิงช้าสวรรค์มหาชน” ได้อีกหนึ่งรางวัล รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา 1,000,000 บาท จาก “แลคตาซอย” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและน้ำตาแห่งความสำเร็จ

ภายหลังคว้าชัย ตัวแทนจากโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า “การได้ครองแชมป์ในครั้งนี้คือความฝันที่รอคอยมานาน พร้อมขอบคุณรายการชิงช้าสวรรค์ คณะครู เพื่อนร่วมทีม และทุกแรงสนับสนุนที่ร่วมต่อสู้กันมา แม้จะมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก แต่ทุกคนต่างทุ่มเทเกินร้อยจนสามารถก้าวมาถึงความสำเร็จในวันนี้ได้”

และแม้การแข่งขันจะจบลง แต่ความประทับใจยังไม่สิ้นสุด เพราะในวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.นี้ เวลา 15.45 น. แฟน ๆ รายการเตรียมร่วมเฉลิมฉลองใน “ชิงช้าสวรรค์ 2026 รอบฉลองแชมป์” พบกับโชว์สุดพิเศษจากแชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2026 รองแชมป์อันดับ 1 และรองแชมป์อันดับ 2 พร้อมการกลับมารวมตัวกันของแม่ทัพและตัวแทนผู้เข้าแข่งขันจากทั้ง 9 โรงเรียน ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงแห่งความสุข ความทรงจำ และมิตรภาพบนเวทีแห่งนี้อีกครั้ง พิเศษสุด! กับงานประกาศรางวัล “ชิงช้าอวอร์ด 2026” ที่จะร่วมปิดฉากฤดูกาลแห่งความประทับใจอย่างยิ่งใหญ่

ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

ลงพุง หิวบ่อย ง่วงหลังกินหวาน ลดเท่าไหร่ก็ไม่ลง อาจไม่ใช่เพราะคุณขี้เกียจ หรือกินเยอะเกินไป แต่เป็นเพราะร่างกายกำลัง “ดื้ออินซูลิน” รายการ On the way with Chom สัปดาห์นี้มาเผยถึงเรื่องใกล้ตัว ภาวะเงียบที่ปล่อยไว้นาน เบาหวานถามหา! “หมอป๊อบ ธนศักดิ์” อายุรแพทย์ด้านการรักษาโรคเบาหวาน เปิดความจริงเรื่องอินซูลิน เบาหวาน และความอ้วน ทำไมบางคนยิ่งนับแคล ยิ่งอดอาหาร แต่น้ำหนักกลับไม่ลง พร้อมเล่าเคสจริงคนไข้เบาหวานที่แค่ปรับเวลานอน ค่าน้ำตาลลดลงจนน่าตกใจ โดยไม่ใช้ยาสักเม็ด

ปัจจัยในการสะสมไขมัน ?

หมอป๊อบ : ที่ผ่านมาผมว่าเรามีคำแนะนำเรื่องของการลดน้ำหนักเยอะมาก ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าการแนะนำแบบไหนก็ตาม หลักการเดียวกับที่เราถูกโฟกัสในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาคือ การนับแคลอรี มักจะมองถึงปริมาณของพลังงานที่เราเรียกว่า แคลอรี เรามักจะกล่าวว่าคนที่น้ำหนักเกิน กินเยอะ ขี้เกียจออกกำลังกาย กินเยอะใช้น้อย ทางการแพทย์ก็มักจะมองว่าไม่ใช่โรคหรอก ความอ้วนเป็นเรื่องนิสัย

อินซูลินกับการสะสมไขมัน

หมอป๊อบ : ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานเราต้องฉีดอินซูลินเพื่อคุมน้ำตาลในเลือด มักจะลดน้ำหนักไม่ค่อยได้ ก็เลยทำให้ผมกลับไปดูกลไกการออกฤทธิ์อินซูลิน มันออกฤทธิ์โดยการที่เวลาน้ำตาลในเลือดสูง เราฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาลในเลือด อินซูลินจะสั่งให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดที่สูงให้ไปเก็บเป็นไขมัน แล้วอินซูลินก็จะขังไขมันเอาไว้ในเซลล์ไขมัน พอพลังงานถูกเก็บเป็นไขมันแล้วอินซูลินยังสูง ร่างกายจะไม่สามารถดึงไขมันออกมาใช้ได้ มันก็เลยกระตุ้นให้เราหิวเร็วขึ้น นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าหลักการ Calorie In, Calorie Out น่าจะมีปัญหา ดังนั้นในมุมมองผม เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วที่ผมพยายามจะสื่อคือ เรื่องของน้ำหนักที่เกิน แล้วก็สัมพันธ์กับโรคเรื้อรัง คือภาวะที่อินซูลินในเลือดสูง จนกระทั่งร่างกายเกิดการต่อต้านการทำงานของอินซูลินในร่างกายขึ้นมา เป็นการดื้ออินซูลิน

ดื้ออินซูลิน จุดเชื่อมระหว่างโรคอ้วนและเบาหวาน

หมอป๊อบ : ยกตัวอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง เป็นเบาหวานก็ดื้ออินซูลิน อินซูลินมีหน้าที่เอาน้ำตาลที่อยู่ในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้าสมมุติเซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน มันไม่ยอมเปิดประตูให้น้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ น้ำตาลก็จะค้างในเลือด เรามักจะโยนปัญหาเหล่านี้ไปที่เรื่องกรรมพันธุ์หรือพันธุกรรม ดังนั้นคุณต้องใช้ยา นั่นคือคำอธิบายซึ่งผมก็ใช้อธิบายคนไข้สมัยก่อน แต่ตอนที่ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยเรื่องเหล่านี้ ถ้าเรากลับไปดูสถิติ จะเห็นว่าโรคอ้วน โรคเบาหวานที่มีอุบัติการณ์สูงขึ้นจริง ๆ มันเป็นช่วงยุคประมาณหลังปี 1980 คือประมาณย้อนหลังไปประมาณไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ที่โรคอ้วนสูงขึ้น แล้วโรคเบาหวานก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว พอผมมาทบทวนเรื่องนี้ก็ทำให้เรากลับมานั่งคิดว่ามันใช่เรื่องกรรมพันธุ์เหรอ 50 ปีคือช่วงที่คนเกิดมารุ่นหนึ่งยังไม่เสียชีวิต แล้วเราไปส่งต่อกรรมพันธุ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีคนไข้หลายคนถามผมว่าคุณหมอ พ่อผมก็เป็นเบาหวานนะ ตอนนี้น้ำตาลในเลือดผมก็เริ่มสูงขึ้น ผมตอบว่าลองไปถามคนข้างบ้านเราก็ได้ อาจจะมีคนที่เป็นเบาหวานแล้วเขาก็ไม่ได้เป็นญาติเราด้วย เพราะมันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ พอเราโฟกัสกรรมพันธุ์ เราลืมมองสภาพแวดล้อมถ้าสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทำให้เราป่วย คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันเราก็ป่วยด้วยโรคเดียวกัน งั้นสภาพแวดล้อมของรูปแบบการทานอาหาร ซึ่งทำให้ร่างกายมีการหลั่งอินซูลินมากขึ้น

ดื้ออินซูลินเกิดจากอะไร ?

หมอป๊อบ : เวลาที่อินซูลินสั่งการให้เอาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ มันจะไปเปิดตัวรับสัญญาณอินซูลิน ที่ผนังเซลล์ พอมันเปิดตัวรับเสร็จ น้ำตาลเข้าสู่เซลล์เสร็จเรียบร้อย อินซูลินจะต้องถอยออกมาเพื่อให้สัญญาณนั้นได้รีเซ็ตตัวเองใหม่ ถ้าสัญญาณไม่มีการรีเซ็ตตัวเองใหม่ มันจะรับการตอบสนองครั้งต่อไปไม่ได้ คือสิ่งสำคัญ มันเหมือนกับว่าถ้าเราเอากุญแจใส่รูกุญแจแล้วเราก็บิด เราจะใช้กุญแจนั้นใหม่ได้อีกทีหนึ่ง มันต้องถอดออกมาแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่แล้วก็บิดอีกทีหนึ่ง การที่อินซูลินสูงในเลือดตลอดเวลา จากรูปแบบการทานอาหาร รูปแบบฮอร์โมนในร่างกายเรา แทบทุกตัวจะไม่มีการสูงแบบต่อเนื่อง มันจะต้องมีช่วงที่สูงขึ้นแล้วลดลง เป็นการทำงานแบบเป็นจังหวะ หมายความว่าถ้าเราทานอาหารที่กระตุ้นอินซูลินสูงขึ้นแล้วเราหยุดการทาน อินซูลินที่สูงขึ้น ไม่ได้สูงขึ้นมากแล้วก็ลดลง เวลาเราทานอาหารครั้งต่อไปหลังจากที่อินซูลินลดลงแล้ว ตัวรับสัญญาณอินซูลินจะสามารถทำงานได้ครั้งที่ 2 หลังที่เราทานมื้อที่ 2 แต่ถ้าเราทานต่อเนื่องบ่อย ๆ อินซูลินค้างตัวเก่ายังไม่ลดลง กินใหม่อีกจะทำให้ระดับอินซูลินค้างสูง ทำให้มันไม่สามารถไปเปิดประตูของตัวรับสัญญาณอินซูลินได้ใหม่นั่นแหละที่เรียกว่า การดื้ออินซูลิน เมื่อตัวรับอินซูลินไม่ตอบรับ เพราะอินซูลินค้างสูงไม่มีจังหวะที่ลดระดับลง น้ำตาลที่เราทานก็จะค้างในเลือด ซึ่งนำไปสู่เรื่องของเบาหวาน และตับก็มีหน้าที่ในการที่จะเอาน้ำตาลนั้นเปลี่ยนเป็นไขมันไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนัง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

บางคนอ้วนและมีไขมันสะสม แต่ตรวจแล้วกลับไม่เป็นเบาหวาน ?

หมอป๊อบ : มันมีขีดการที่บอกว่าเราสามารถอ้วนได้แค่ไหน ถึงจะเกิดเบาหวานขึ้น เวลาที่เราทานอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจำเป็นต้องมีน้ำตาล 100 มิลลิกรัม เพราะถ้าน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มันจะจับตัวกับโปรตีนที่เป็นโครงสร้างในร่างกายแล้วทำให้โปรตีนนั้นไม่สามารถทำงานได้ โปรตีนจะเสียหาย ร่างกายจึงต้องหลั่งอินซูลินแล้วดึงน้ำตาลลง โดยการเอาน้ำตาลที่ดึงลงส่งให้ตับ ตับจะเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันแล้วไปเก็บที่ใต้ผิวหนังเรา ถ้าเรากินแป้งน้ำตาลบ่อย ๆ อินซูลินไม่มีช่วงที่ลดลง ร่างกายเผาไขมันไม่ได้ มันก็จะอยู่ในโหมดการสะสมไขมันไปเรื่อย ๆ ที่จะเกิดเบาหวานเพราะว่าถังเก็บไขมันของเราอยู่ที่เซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง ปัญหาอยู่ที่เราอ้วนได้ไม่เท่ากัน

สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าเราเริ่มดื้ออินซูลิน ?

หมอป๊อบ : ลักษณะที่เราสังเกตเองได้ง่าย ๆ ว่าร่างกายดื้ออินซูลินหรือยัง ประเด็นแรกคือ ลงพุงแสดงว่าไขมันเริ่มล้นถังเก็บ อยู่ในโหมดเก็บจนล้นถังเก็บแล้วออกที่ช่องท้องแล้ว 2. คือมักจะตรวจพบว่ามีความดันในเลือดที่สูงขึ้น เมื่อร่างกายเราเริ่มมีการเก็บไขมันเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มต่อต้านอินซูลิน ร่างกายจะเริ่มมีการอักเสบ ร่างกายจะเริ่มเก็บเกลือมากขึ้น แล้วร่างกายจะเริ่มทำให้แรงต้านทานในหลอดเลือดเราสูงขึ้น จึงวัดได้ความดันสูง 3. ถ้าตรวจเลือด มันจะมีอยู่ 3 ประเด็นนะครับ อันดับแรกคือ ไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดสูงขึ้น อันที่ 2. จะพบว่าไขมันที่เราเรียกว่าไขมันดี หรือ HDL (High-Density Lipoprotein) จะลดระดับลง เพราะเมื่อไหร่ที่ไตรกลีเซอไรด์เริ่มสูงขึ้น แสดงว่าร่างกายเราเริ่มมีการอักเสบ เริ่มมีการทำลาย HDL มากขึ้น สุดท้ายคือ น้ำตาลในเลือดเริ่มสูงกว่าค่าปกติ โดยทั่วไปน้ำตาลในเลือดตอนเช้า ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน จะต้องสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือถ้าเราดูน้ำตาลสะสมในเลือดที่เราเรียกว่า ฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c) มีเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานคือสูงเกินกว่า 6.5% แต่ในมุมมองผม ร่างกายเราเริ่มดื้ออินซูลิน ดูจากน้ำตาลสะสมในเลือดคือ น้ำตาลสะสม A1C เกิน 5.7% ขึ้นไป ถือว่าร่างกายเริ่มดื้ออินซูลิน จะเห็นว่าจาก 5.7% ไป 6.5% มันกว้างพอสมควร หมายความว่าร่างกายเริ่มดื้ออินซูลินไปนานพอสมควร หมอถึงจะวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเบาหวาน ส่วนมากผมวินิจฉัยเบาหวานได้น้ำตาลเกิน 5.7% ขึ้นไป เริ่มวินิจฉัยก่อนที่จะให้มันไปถึง 6.5%

ยิ่งกินโปรตีนน้อย ร่างกายยิ่งลดการเผาผลาญ ?

หมอป๊อบ :  เราเคยได้ยินคำพูดที่ผ่านมาคือ ถ้าเรายิ่งกินน้อย อัตราการเผาผลาญยิ่งลด แต่สำหรับผม เมื่อแยกคำว่าน้อยออก คือโปรตีนน้อยเกินไป ร่างกายจะลดการเผาผลาญ มันไม่ได้หมายความว่าแคลอรีรวมลดลง แต่มันหมายถึงโปรตีนคุณไม่ถึงที่จะเร่งการเผาผลาญได้ คนไข้ผมส่วนมากเมื่อกินโปรตีนถึง น้ำหนักมันจะลดลงเองอย่างง่าย พยายามกินน้อยเพื่อหวังจะน้ำหนักลดแต่ว่าวิธีการไม่ถูกต้อง ถ้าร่างกายรู้สึกว่าได้สิ่งที่มันต้องการแล้ว อยู่ในภาวะที่ปลอดภัยมากพอ จะเร่งการเผาผลาญให้ ร่างกายเราเซฟไขมัน เพราะเมื่อไหร่ที่เราทานโปรตีนน้อย ร่างกายจะตีความว่าอยู่ในฤดูกาลที่ขาดแคลนอาหาร ถ้ามันไม่เซฟตัวเองเอาไว้ เร่งการเผาผลาญพลังงานในยุคที่ขาดแคลนอาหาร เดี๋ยวจะอดตายแล้วอายุสั้นลง

ถ้านอนน้อยจะส่งผลต่ออินซูลินด้วยไหม ?

หมอป๊อบ : กระทบครับ อย่างที่หมอบอกว่าจังหวะก็คือว่าในช่วงกลางวันเป็นช่วงที่มนุษย์เป็นสัตว์หากินกลางวัน เมื่อแสงอาทิตย์กระทบเรา ร่างกายจะกระตุ้นให้พลังงานมาสลายไขมันออกมา ให้ตับปล่อยน้ำตาลออกมา หลายคนตอนเช้าดึก ๆ 5:00 น. น้ำตาลในเลือดต่ำลง แต่พอเราตื่น 7:00 น. น้ำตาลในเลือดจะเด้งขึ้น เพราะตับจะปล่อยน้ำตาลและสลายไขมันออกมา เซลล์จะเริ่มเปิดประตูเพื่อรับพลังงาน เพราะต้องไปใช้ชีวิตไปหาอาหาร จังหวะที่เซลล์เปิดประตูเพื่อรับพลังงาน แสดงว่าการดื้ออินซูลินจะน้อยลง เพราะเซลล์พร้อมจะรับพลังงานอยู่แล้ว แต่พอกลางคืน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปเซลล์จะปิดประตูตัวเอง เป็นเวลาที่ต้องซ่อมแซมตัวเองเมื่อความมืดมาเยือนมันก็จะเริ่มลดการนำเชื้อเพลิงเข้าสู่เซลล์ ดังนั้นในคนที่เป็นเบาหวานที่น้ำตาลไม่ลงก็เพราะนอนดึกกลางคืนแล้วอยู่หน้าจอ LED อยู่ท่ามกลางหลอดไฟด้านบน เราอยู่ในห้องทั้งวันไม่ค่อยเจอแสงแดดข้างนอก แล้วกลางคืนควรจะมืด เราอยู่ท่ามกลางแสงประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมันทำให้เวลาของร่างกายเรากับเวลาของสิ่งแวดล้อมมันหลุดออกจากกัน  ในมุมมองผมในปัจจุบัน ชีวิตคือเรื่องของความสอดคล้องระหว่างนาฬิกาในร่างกายเรากับนาฬิกาของสิ่งแวดล้อม ถ้าเราหลุดจากนาฬิกานี้ จะรู้สึกผิดปกติทันที

ความเครียดส่งผลให้อินซูลินสูงผิดปกติ ?

หมอป๊อบ : คือเมื่อไหร่ที่ร่างกายเครียด มันต้องการที่จะใช้พลังงานมากขึ้น แต่ความเครียดแบบระยะสั้นไม่ได้มีปัญหากลับทำให้ร่างกายเราใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น แต่ถ้าความเครียดนั้นต่อเนื่องยาวนาน คือ Chronic Stress เวลาที่เราเครียดร่างกายมักจะเปลี่ยนไขมันไปใช้น้ำตาล เพราะว่าไขมันไม่สามารถละลายในเลือดได้ ดังนั้นการลำเลียงไขมันมาใช้มันเป็นกระบวนการที่อาศัยขั้นตอน คือเหมือนกับต้องขออนุญาตหลายขั้น แต่น้ำตาลเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ไวถ้าเราต้องการจะใช้มันต้องวิ่งโดยโซนที่สูงไปนิดหนึ่งด้วย ถ้าวิ่งแบบจ็อกกิ้งธรรมดา หายใจได้ทัน ร่างกายมันก็ใช้ไขมันได้ ปัญหาอยู่ตรงระยะยาว อย่างที่บอกคือถ้าเราเครียดนาน ในช่วงที่ร่างกายสลับจากการใช้ไขมันมาใช้น้ำตาล ร่างกายบูสต์น้ำตาลให้สูงขึ้น โดยตับสลายไขมันเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แล้วการใช้น้ำตาลของเซลล์จำเป็นต้องอาศัยอินซูลิน ดังนั้นเมื่อเรา Chronic Stress น้ำตาลสูงนาน อินซูลินก็สูงนานก็ทำให้ตัวรับสัญญาณเราเริ่มไม่ตอบสนอง

 IF เป็นการเล่นกับระดับอินซูลินได้จริงไหม ?

หมอป๊อบ : เป็นการเล่นกับระดับอินซูลินครับ เพราะว่าอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่หลัก ๆ การกระตุ้นอินซูลินก็คือช่วงเวลาการกิน แม้เราจะกินอาหารที่ไม่มีแป้งน้ำตาล ไม่ใช่ไม่กระตุ้นอินซูลินแต่จะกระตุ้นไม่มากเท่านั้นเอง ดังนั้นการ Fast คือ การทำให้อินซูลินที่สูงขึ้นลดลง เมื่อเราไม่กินก็ไม่กระตุ้นอินซูลิน ก็เป็นขาลงของอินซูลิน ดังนั้นในมุมมองผมการ Fast เหมาะสมสำหรับคนที่มีปัญหาการดื้ออินซูลินในเลือดสูง จำเป็นต้องอาศัยการ Fast เพื่อลดอินซูลินลง เพื่อทำให้ร่างกายได้รับการอนุญาตให้กลับมาเผาไขมัน

ควรดูแลตัวเองยังไงเพื่อไม่ให้ร่างกายดื้ออินซูลิน ?

หมอป๊อบ : สำหรับในคนที่ยังไม่ป่วยแล้วต้องการป้องกันไม่ให้ตัวเองป่วย ป้องกันไม่ให้เราเข้าไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง อันดับแรกคือพยายามกินอาหารที่เป็นอาหารจริง ๆ กินอาหารที่เป็นธรรมชาติ สำหรับคนที่แข็งแรงปกติผมมีหลักการแค่ว่า 1. อย่าขาดโปรตีนกับกรดไขมันที่จำเป็น อย่ากลัวการกินเนื้อสัตว์ อย่ากลัวการกินไขมันสัตว์ อย่ากลัวการทานซีฟู้ด ทานผักผลไม้ตามฤดูกาลได้ ไม่ได้ซีเรียส ตราบใดที่ไม่เอาอาหารเหล่านั้นไปแปรรูปจนเป็นอาหารผ่านกระบวนการขั้นสูง 2. เราควรจะมีระยะเว้นการกินอาหาร พยายามที่จะตัดอาหารผ่านกระบวนการขั้นสูงออกไป 3. เวลาในการกินอาหาร จังหวะในการกินอาหารที่ถูกต้องที่ร่างกายเรามีความไวต่ออินซูลินมากพอที่จะจัดการอาหารได้ คือช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควรทานในช่วงกลางวันและให้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดบ้างจะช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้ แม้กระทั่งการออกกำลังกายกลางแจ้งที่มีแสงแดด มันซัพพอร์ตในการที่ร่างกายเราจะใช้พลังงานได้ดีกว่าการออกกำลังกายในห้องที่เปิดแสงไฟแบบนี้ เพราะแสงแดดจะเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้พลังงานที่ไหลเวียนในเซลล์ มันไหลเวียนด้วยความราบรื่น

เก็บตก MGI ALL STARS วาเนสซา ปุลการิน จาก โคลัมเบีย คว้ามงคนแรกของประวัติศาสตร์

เก็บตก MGI ALL STARS วาเนสซา ปุลการิน จาก โคลัมเบีย คว้ามงคนแรกของประวัติศาสตร์

เก็บตก MGI ALL STARS วาเนสซา ปุลการิน จาก โคลัมเบีย คว้ามงคนแรกของประวัติศาสตร์

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ถูกจารึกอีกครั้งบนเวทีนางงามระดับโลก MGI ALL STARS 1st Edition  ณ  MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 หลัง บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานองค์กร Miss Grand International และรองประธาน Miss Universe Asiana จัดให้ 56 สาวงามท็อปโลกเดินทางาเมืองไทยเพื่อประชันกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางคนดูนับล้านคน ทุ่มโหวตกันจนระบบล่มเป็นระยะ แต่ในที่สุด นางงามตัวเต็ง วาเนสซา ปุลการิน จาก โคลัมเบีย คว้ามง คนแรกของประวัติศาสตร์ นับเป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถพิชิตหัวใจคณะกรรมการทั้ง 8 คนได้อย่างสมศักดิ์ ฝ่าด่านสุดหินมาทุกรอบ ประกอบกับแรงโหวตจากแฟนนางงาม ส่งให้เธอได้ครองมงกุฎ “The All Stars Crown” พร้อมจารึกชื่อเป็น MGI All Stars คนแรกของโลก อย่างเป็นทางการ สำหรับตำแหน่งรองอันดับ 1 ตกเป็นของ เฟธ มาเรีย พอร์เตอร์ จาก กาน่า  ในขณะที่นางงามคนดังแห่งเวียดนาม   เฮือง ยาง เหงียน จอดที่รองอันดับ 2 ส่วน 3 นางงามไทย ทารินา โบเทส , กชกร กอนตระกูล และ ญาดา เทพนม ไปไม่ถึงฝัน

ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยผู้ชนะการแข่งขัน MGI All Stars ครั้งที่1 จะต้องกลับมาป้องกันตำแหน่งในการแข่งขันครั้งต่อไป หากสามารถครองตำแหน่งได้ต่อเนื่องถึง  3 สมัยติดต่อกัน จะได้รับเงินรางวัลสะสมสูงถึง 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36 ล้านบาท ค่ำคืนที่ผ่านมาจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันนางงาม แต่คือการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการความงามโลก ที่จะถูกกล่าวขานไปอีกยาวนานว่า ใครคือผู้หญิงคนแรกที่ได้ชื่อว่า “MGI ALL STARS”

หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

น้องหลิน ท่าขอนยาง เด็กพิเศษข้างทางสู่การเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ตัวท็อปขวัญใจชาวโซเชียล ที่วันนี้ขอควงเบนซ์ อดิศักดิ์ พี่ชายคนสำคัญที่หยิบยื่นโอกาสครั้งใหญ่ ทำคลิปกลายเป็นไวรัล ทำให้ชีวิตของน้องหลินเปลี่ยนไป เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ พร้อมเปิดเรื่องราวความผูกพันจากคนไม่รู้จักสู่ความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้นยิ่งกว่าพี่น้อง ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง One31 ที่มีหนิง ปณิตา และดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

หนูรู้ตัวเองไหมว่าตอนนี้ดังมาก?

หลิน : ดังมาก อยากมาเจอพี่อั้มครั้งแรก

หลินจำได้ไหมว่ามีพี่ๆ ในวงการใครเป็นแฟนคลับบ้าง?

หลิน : มีพี่หนิงคนแรก

หนิง ปณิตา : มีโอกาสเจอน้องหลิน เพราะเขาชื่นชอบอั้ม พัชราภา ตั้งแต่เล่นเรื่องเพลิงพระนาง แล้วปรากฎว่าคนที่ดูแลน้องหลินอีกคนนึงเขาสนิทกับพี่อั้มก็เลยพาน้องหลินไปเจอพี่อั้มที่ตลาดอั้ม อั้ม

ทำไมน้องหลินถึงชอบพี่อั้ม?

หลิน : หนูชอบมาก เขาให้คูปอง แม่หนูแดงพาไปเจอพี่อั้มครั้งแรกพี่อั้มตัวหอมมาก พี่อั้มซัพพอร์ตหนู 

พี่อั้มกับน้องหลินใครสวยกว่ากัน?

หลิน : พี่อั้มสวยกว่า ตัวจริงพี่อั้มสวยมาก

ตอนนี้น้องหลินฮอตมาก ทำงานทุกวันเลย วันนี้ทำงานอะไรบ้าง?

หลิน : หนูขายออนไลน์ ถ่ายคลิป แล้วก็มีขนมปังของหนูเอง

ล่าสุดมีคนโทรมาจ้างไปกินข้าว?

หลิน : ไม่ค่ะ หนูไม่เอา เพราะหนูกินมาแล้ว

ล่าสุดไปเล่นซิทคอม?

หลิน : ใช่ค่ะ เรื่อง เจ๊ทแหลก2 อยากเล่นอีก ไปถ่ายสนุกมากค่ะ

ไปรายการ เทคฮอร์โมน จนสปอนเซอร์ชู้ดเงินแสนให้น้องหลินกลับบ้านด้วย?

หลิน : ตื่นเต้นมากเลยค่ะ

พี่เบนซ์กับน้องหลินผูกพันกัน?

เบนซ์ : เบนซ์เจอน้องมาตั้งแต่น้องอายุ 11-12 ย้อนไป 8 ปีก่อนไปเจอเขานั่งเล่นที่นั่นตลอด มีพูดคุยด้วยบ้าง ซื้อขนมไปฝากบ้าง ให้เงินน้องไปซื้อเองบ้าง ก็สงสารเขา เนื้อตัวก็มอมแมม จริงๆ เขามีบ้าน อยู่กับญาติๆ นั่นแหละ ญาติๆ เขาทำมาหากินไม่มีเวลาดูแลเขาก็สงสาร

ครั้งแรกที่เจอรู้สึกอะไรถึงเมตตาน้อง?

เบนซ์ : รู้สึกว่าน้องน่าสงสารครับ

ทำไมถึงอยากเอาเด็กคนนี้มาดูแล น้องเป็นเด็กพิเศษด้วย มันไม่ได้ง่าย?

เบนซ์ : หลังจากที่น้องเริ่มมีชื่อเสียง ยังไม่ได้เอามาอยู่ด้วย พาน้องไปทำงาน รับงานรีวิวทั่วไป น้องอยู่บ้านกับคุณพ่อปกติ แต่มีวันนึงที่เบนซ์ออกไปข้างนอกตอนดึก บังเอิญไปเจอเขาเดินอยู่ตามถนนก็เลยรู้สึกเป็นห่วงมากๆ กลัวเกิดอันตราย จนมีโอกาสพาน้องไปกินข้าวที่บ้าน คือทำกับข้าวกินกับแก๊งเพื่อน เลยพาน้องไปขออนุญาตคุณพ่อบอกว่าขอพาน้องไปกินข้าว มาส่งดึกๆ นะครับ ไปๆ มาๆ ก็เล่นด้วยกันจนดึก จนเขานอนค้างด้วย พอวันถัดไป ไปสนามที่เดิม เขาบอกขอกลับบ้านแป๊บนึงนะ เดี๋ยวหนูมา แต่ไม่ได้บอกว่าไปทำอะไร ก็หอบเสื้อผ้ามาเลยครับ

วันนั้นหนูคิดยังไง ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วมาอยู่กับพี่เบนซ์ บอกคุณพ่อว่ายังไง?

หลิน : บอกพ่อว่าหนีออกมา พ่อหนูไปก่อนนะไปอยู่กับพี่เบนซ์ ค้างคืน 

น้องหลินมาอยู่กับพี่เบนซ์ไม่กลัวหรอ?

หลิน : (ส่ายหัว) ก็พี่เบนซ์เป็นผู้ชาย หนูไม่อยากกลัว อยากไปนอนด้วย ขายของ ถ่ายคอนเทนต์

อยู่บ้านพี่เบนซ์เป็นยังไงบ้าง?

หลิน : สบายสบายมากแล้วก็ตื่นเต้น แล้วก็เบิกตังค์พี่เบนซ์ไปกินขนม พอเสร็จก็นอน

คุณพี่หนูแดงทำไมอยู่ๆ มาช่วยดูแลน้องหลิน?

หนูแดง : เราเป็นแฟนคลับ มีวันนึงที่แบบนอยด์ๆ ก็ไปเลื่อนคลิปดู มีแฟนคลับบอกว่าช่วยอวดพรวันเกิดให้พี่หน่อยได้ไหม หลินบอกว่า ขอพี่ใบเตยไปสู่สุคติ เราก็หายนอยด์เลย เราดูคลิปเขา เขาบอกชอบพี่อั้ม เราก็เออ..ถ้าวันนึงไปบ้านพี่อั้ม เราต้องพูดเรื่องนี้ จะขออัดคลิปหน่อยได้ไหม อยากให้พี่อั้มได้เห็นความน่ารัก พี่อั้มบอกว่ามาสิ เอามาเลยวันงานตลาด ก็เลยเป็นครั้งแรกที่พามาเจอพี่อั้ม สานฝัน เขาเจอแล้วร้องไห้เลย

มีคอมเมนต์บอกว่าทำไมถึงเอาน้องมาทำมาหากิน?

เบนซ์ : ตอนแรกยอมรับว่าเครียดมาก แล้วเสียใจด้วยครับที่มีคนคิดแบบนี้ แต่พักหลังมาเริ่มเข้าใจได้ครับ ความคิดของคนมันไม่เหมือนกัน เบนซ์อยากฝากบอกคนที่คิดลบว่า การที่เราได้เห็นชีวิตเด็กคนนึง ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เบนซ์ ครอบครัวเบนซ์ ทางครอบครัวน้องอีก ทีมงานได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากดว่าที่จะมาคิดลบ 

เวลาได้เงินจากการทำงาน พี่เบนซ์เองก็ให้น้องหลินเอาเงินไปให้คุณพ่อ?

เบนซ์ : ใช่ครับ

หลินเอาเงินไปให้คุณพ่อยังไงบ้าง?

หลิน : บอกพ่อว่าสุขภาพแข็งแรงนะพ่อนะ แล้วก็กราบเท้าพ่อ

ภูมิใจไหม?

หลิน : (พยัคหน้า)

หลายคนกังกวลมาก พี่เบนซ์จะดูแลน้องหลินอีกนานแค่ไหน เพราะวันนึงพี่เบนซ์ต้องมีครอบครัว มีแฟน แต่งงาน มีลูก?

เบนซ์ : พูดตามตรงว่าเบนซ์ให้คำตอบไม่ได้ เบนซ์ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดพูดไปก็เหมือนทำสัญญาเนาะ ถ้าเกิดทำไม่ได้ก็ไม่ดี ขอทำแต่ละวันให้มันดีที่สุดดีกว่า ดูแลเขาให้ดีที่สุด

วันนี้งานน้องยังเยอะอยู่ ถ้าวันนึงงานอาจจะน้อยลงก็ยังดูแลน้องต่อไปไหม?

เบนซ์ : แน่นอนครับ จริงๆ ก็ดูแลน้องตั้งแต่ยังไม่มีงานเลย

น้องหลินรักพี่เบนซ์แค่ไหน?

หลิน : ทั้งฟ้าเลย