เบาหวาน vs สุขภาพฟัน เกี่ยวข้องกันตรงไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630824

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.เบาหวาน vs สุขภาพฟัน เกี่ยวข้องกันตรงไหนผู้ป่วยโรคเบาหวานกับปัญหาสุขภาพของเหงือกและฟัน อีกเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้!

รู้หรือไม่?

  • โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเหงือกและฟันมากกว่าที่คุณคิด
  • การมีปัญหาโรคเหงือกและฟันของผู้ป่วยเบาหวาน จะส่งผลกระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาล และส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่น รวมทั้งหลอดเลือดและหัวใจ
  • การควบคุมเบาหวานให้ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปริทันต์อักเสบได้ ขณะเดียวกันการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้ดี ก็จะช่วยให้การควบคุมเบาหวานง่ายขึ้นเช่นกัน

คุมน้ำตาลไม่ดี ส่งผลร้ายแค่ไหน

สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ป่วยเบาหวานก็คือการควบคุมน้ำตาล เพราะหากควบคุมน้ำตาลไม่ดีแล้ว ไขมันในเลือดก็จะผิดปกติด้วย ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อมเร็ว ผนังหลอดเลือดแข็งกระด้าง เสียความยืดหยุ่น ผนังขรุขระ ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย จึงมีผลให้อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควรนับสิบปี ดังนั้นผู้ที่ควบคุมเบาหวานไม่ดี จึงมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ได้มากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานหรือคนที่ควบคุมเบาหวานได้ดี เช่น มีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ง่ายกว่า 4 – 10 เท่า เป็นโรคหัวใจขาดเลือด 2 – 3 เท่า โอกาสไตเสื่อมไตวายถึง 5 เท่า และโอกาสเท้าอักเสบจนถูกตัดขาได้ถึง 25 เท่า เป็นต้น

สุขภาพปากสัมพันธ์กับเบาหวานจริงหรือ?

โดยปกติแล้วกลไกของร่างกายจะมีการผลิคน้ำลายมาคอยช่วยสมานแผลในปาก และช่วยป้องกันการติดเชื้อในช่องปาก แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีน้ำลายน้อยกว่าคนปกติ ทำให้มีอาการแสบร้อนในช่องปาก และแผลในช่องปากหายช้ากว่าคนทั่วไป โดยมีหลายการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งในเด็กและผู้ใหญ่มักมีปัญหาโรคเหงือกอักเสบมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะเมื่อควบคุมน้ำตาลไม่ดี และมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียเหงือกที่ยึดรอบฟันได้ถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน

การมีปัญหาเหงือก รอบฟันอักเสบ (ปริทันต์) สำคัญเพียงใด?

การที่ผู้ป่วยเบาหวานมีปริทันต์อักเสบ จะทำให้การควบคุมน้ำตาลยากขึ้น เนื่องจากกระบวนการอักเสบ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน โดยมีผลการศึกษาวิจัยพบกว่าผู้ป่วยเบาหวานที่มีปริทันต์อักเสบขั้นรุนแรง จะมีผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาเหงือกอักเสบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยิ่งกว่านั้นยังพบปัญหาของโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่ผู้ที่มีปริทันต์อักเสบโดยไม่ได้เป็นเบาหวานไม่พบปัญหาต่างๆ ดังกล่าวนี้ นอกจากนั้นยังพบอุบัติการณ์ของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย เพิ่มเป็น 3 เท่าในผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาปริทันต์อักเสบที่ไม่รุนแรง

ข่าวดีก็คือ หากดูแลการอักเสบของเหงือกรอบฟันให้ดีขึ้น ก็จะสามารถช่วยให้สามารถควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น และในทางกลับกัน หากควบคุมเบาหวานได้ดีก็จะลดปัญหาการอักเสบของเหงือกได้เช่นกัน

เป็นเบาหวานแต่ไม่อยากเป็นโรคเหงือกต้องทำอย่างไร?

  • คุมอาหารให้ดี โดยระวังการกินอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย ไม่ให้อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป กินข้าว-แป้ง และผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะและสม่ำเสมอ
  • กินยาเบาหวานให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายตามสมรรถภาพร่างกาย
  • ดูแลสุขลักษณะในช่องปากอย่างเหมาะสม โดยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 เวลา และทำความสะอาดฟันปลอมโดยการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังอาหาร
  • ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และเมื่อมีอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น เหงือกบวมแดง มีเลือดหรือหนองออก หรือ เมื่อควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี โดยที่หาสาเหตุไม่ได้ชัดเจน

‘อะโครเมกาลี’ อาการของโรคที่มีฮอร์โมนเกินไปสังเกตอย่างไรได้บ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630921

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 08:09 น.'อะโครเมกาลี' อาการของโรคที่มีฮอร์โมนเกินไปสังเกตอย่างไรได้บ้าง?ผ.ศ.รัชนีวรรณ ขวัญเจริญ แนะ “โรคอะโครเมกาลี” กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในเลือดสูงเกินปกติ ยิ่งพบเร็วรักษาเร็ว ยิ่งดี

ข้อมูลโดย ผ.ศ.รัชนีวรรณ ขวัญเจริญ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ระบุ โรคอะโครเมกาลี เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในเลือดสูงเกินปกติ สาเหตุของโรค มักเกิดจากเนื้องอกเป็นหลัก ซึ่งร้อยละ 90 เกิดที่บริเวณ “ต่อมใต้สมอง”

อาการของโรคแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ อาการของโรคซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน และอีกส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นอาการทิ่เกิดจากเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง

อาการที่สังเกตได้ ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนมากเกิน คือ

  • มือ เท้า ใหญ่กว่าปกติ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยน size แหวนและ size รองเท้า
  • มีใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนาขึ้น ผิวหนังหน้าหยาบขึ้น หน้ามัน หนังศีรษะอาจมีลักษณะที่เป็นลอนเพิ่มขึ้น
  • อวัยวะภายในก็มีการโตขึ้นเช่นกัน เช่น อาจจะมีหัวใจโต ความดันโลหิตสูง มีโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก
  • อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบางอย่างเพิ่มขึ้นได้มากกว่าประชากรปกติ เช่น มะเร็งลำไส้

อาการอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการทิ่เกิดจากเนื้องอกไปกด เบียดอวัยวะข้างเคียง คือเนื้องอกส่วนใหญ่ ซึ่งมักเกิดที่บริเวณต่อมใต้สมองไปกดเบียดอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น ได้แก่ เส้นประสาทตา เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา คนไข้บางส่วนจึงอาจจะมาด้วยอาการ

การรักษาในปัจจุบัน มีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุด “การผ่าตัด” เป็นการรักษามาตราฐานเพื่อที่จะเอาเนื้องอกออกไปให้ได้มากที่สุด “การฉายแสง” และ “การให้ยา” เป็นการรักษาขั้นถัดไป เพื่อช่วยลดระดับของฮอร์โมนในเลือดและช่วยลดขนาดของก้อนเนื้องอกได้ด้วย

ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคที่สามารถใช้สิทธิ์รักษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็คือสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการสงสัยและคิดว่าเราจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิ์รักษาได้ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น และไม่ได้ผลดี้เท่าที่ควร โรคก็จะกำเริบรุนแรง ทำให้มีข้อแทรกซ้อน มีความพิการเกิดขึ้นได้มาก 

ข้อสำคัญของโรคนี้ก็คือ ตรวจพบให้ได้โดยเร็วที่สุด และรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติ เพราะฉะนั้นข้อแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะลดลงด้วย

ชมคลิปวิดีโอเผยแพร่ความรู้ ได้ที่ อะโครเมกาลี

6 โรคเสี่ยงเพียงเพราะปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630822

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 14:40 น.6 โรคเสี่ยงเพียงเพราะปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆสูตินรีแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช เผยปวดประจำเดือนรุนแรงหรือเรื้อรังนานๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง พร้อมแนะวิธีแก้อาการปวดประจำเดือน

ข้อมูลโดย พญ.สุขุมาลย์ สว่างวารี สูตินรีแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช รพ.พญาไท 1 ระบุ อาการปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไปอยู่ที่ประมาณ 20-90 เปอร์เซ็นต์ ภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ปีแรกของการมีประจำเดือน ในกรณีที่ไม่มีโรคร่วมอย่างอื่นอาการปวดมักดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังการมีบุตร

โดยทั่วไปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิอาการมักไม่รุนแรง ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเป็นอาการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ซึ่งสาเหตุการเกิดได้แก่ 

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เป็นโรคหรือภาวะที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นหรือบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ภายในโพรงมดลูก โดยเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายตามรอบประจำเดือนเหมือนเซลล์ที่อยู่ในโพรงมดลูกที่จะมีประจำเดือนออกมาทุกรอบเดือน ดังนั้น หากมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่รังไข่ หรือเยื่อบุช่องท้องน้อย ก็จะทำให้มีเลือดคั่ง กลายเป็นถุงน้ำที่เรียกว่าถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst) หรือ มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะมีอาการปวด ระคายเคืองในท้องน้อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น และเซลล์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดพังผืดในช่องท้องได้ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดท้องน้อยขณะตรวจภายใน และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในอนาคตด้วย

ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตเข้ากล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Adenomyosis ยังทำให้เกิดมดลูกโต ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อยมากขณะมีประจำเดือน บางรายมีอาการท้องโตขึ้นหรือบวมมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีเลือดออกในกล้ามเนื้อมดลูก 

2. เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous myoma)

เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของมดลูกที่พบได้บ่อย จากการรายงานผลทางพยาธิวิทยาพบเนื้องอกในมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมากถึง ร้อยละ 80 แต่สำหรับเนื้องอกที่ก่อให้เกิดอาการพบประมาณ 12-25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น โดยเนื้องอกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูกพบได้ร้อยละ 5-10 ของโรคนี้ เนื้องอกชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น

3. ห่วงอนามัย

เนื่องจากห่วงอนามัยจำเป็นต้องใส่ไว้ภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้เกิดพังผืดในมดลูกได้ด้วย

4. การมีพังผืดในช่องท้อง

พังผืดนี้อาจเกิดจากผลของการผ่าตัดคลอด หรือประวัติการผ่าตัดเข้าช่องท้องมาก่อน หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ก่อให้เกิดพังผืดที่มีการดึงรั้งมดลูก ขณะที่มดลูกบีบตัวในขณะมีประจำเดือน ก็ทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น หรือบางครั้งอาจปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนก็ได้

5. ปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis)

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

6. ความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ (Obstructive malformation of the genital tract)

โครงสร้างที่ผิดปกติอาจทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ได้ ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังพบสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะเนื้องอกรังไข่ Ovarian  neoplasm, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis), การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, Adrenal Insufficency and Adrenal Crisis, การติดเชื้ัอในทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, Irritable Bowel Syndrome), อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

วิธีแก้อาการปวดประจำเดือน ทำอย่างไรได้บ้าง?

เมื่อปวดประจำเดือน มีวิธีการรักษาและดูแลผู้ป่วย 4 วิธี ดังนี้

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา สำหรับผู้ที่มีอาการน้อย  ได้แก่ การออกกำลังกาย  การฝังเข็ม และการกระตุ้นเส้นประสาท หรือใช้การประคบร้อน
  2. การรักษาด้วยยา (Medical therapeutic options) การรักษาด้วยยาแบ่งเป็น ยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน และยากลุ่มฮอร์โมน
  3. การรักษาด้วยการผ่าตัด
  4. การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานและแพทย์ทางเลือก 

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ ดังนั้น สตรีที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630569

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเองการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

หนึ่งในโรคทางจิตเวชที่กลายเป็นที่กล่าวถึงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีผู้เป็นจำนวนไม่น้อย บางคนเป็นโดยที่ตัวเองไม่ทราบ คิดว่าเป็นเพราะตนเองคิดมากไปเองก็มี ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และทันท่วงที

การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ได้แก่ 

1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน

2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่ ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ

4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว 

5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ

6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง

โรคอารมณ์สองขั้ว ในโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย

โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น

ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่ กรรมพันธุ์  เคมีในสมอง และลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัด ก็มักเป็นจากร่างกายอ่อนแอ จากพักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดี แม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม การมีสาเหตุที่เห็นชัดว่าเป็นมาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

ภูมิแพ้อาหารแฝง…ภัยเงียบที่รอคุกคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630559

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07:15 น.ภูมิแพ้อาหารแฝง...ภัยเงียบที่รอคุกคามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยการแพ้อาหารชนิด “แฝง” มีความแตกต่างจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน พร้อมแนะวิธีการสังเกตและการตรวจหา

เมื่อพูดถึงการแพ้อาหาร โดยส่วนใหญ่มักนึกถึงอาการคันมีผื่นขึ้นตามตัว หายใจไม่ออก บวมที่ใบหน้า คลื่นไส้ อาเจียน อาการแพ้ดังกล่าวนี้เรียกว่า การแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ร่างกายจะสร้างภูมิ หรือ แอนติบอดี (antibody) ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้อย่างรุนแรง แต่หากพูดถึงการแพ้อาหารชนิด “แฝง” จะมีความแตกต่างออกไปจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลเรื่องภูมิแพ้อาหารว่า ภูมิแพ้อาหารแบบแฝงหรือเรียกอีกชนิดว่าแพ้อาหารแบบเรื้อรังนั้น จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี ชนิด Immunoglobulin G (IgG) โดยจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะยังไม่แสดงอาการผิดปกติในทันที มักแสดงตัวอย่างช้าๆ จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

กลไกของการแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เริ่มจากเมื่อเราบริโภคอาหารที่แพ้เข้าไป เม็ดเลือดขาว (White blood cell) จะสร้าง Antibody ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดที่เราแพ้นั้นๆ ในทางเดินอาหารของเรา สำหรับอาหารที่ไม่ได้แพ้ก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเพื่อที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านตามกระแสเลือดตามปกติ แต่อาหารที่แพ้ จะมี Antibody จับกับอาหารที่แพ้ และเกิดเป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และอนุภาคเหล่านี้เองจะเดินทางไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วก่อให้เกิดการอักเสบที่ร่างกายตามจุดต่างๆ ซึ่งลักษณะอาการต่างๆที่เกิดขึ้น และชนิดของอาหารที่แพ้ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

อาการของการแพ้อาหารแบบแฝง โดยคร่าวๆ ได้แก่ ท้องอืด มีลมในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ผิดปกติ ผื่นคันและผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงอาจเกิดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปวดศีรษะ ไมเกรน เหนื่อยเพลีย ความดันโลหิตสูง ปวดข้อ ข้ออักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและน้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพื่อที่จะเริ่มตรวจและรักษาได้เร็ว 

นับว่าเป็นโชคดีที่อาการแพ้อาหารแฝงนี้สามารถตรวจหาด้วยการตรวจ “สารก่อภูมิแพ้อาหาร IgG ทั้งนี้การตรวจเลือดสามารถช่วยให้เรารู้ว่า การแพ้อาหารที่แอบแฝงอยู่นั้นเป็นอาหารชนิดใด หรือ IgG Food Allergy Test ซึ่งจะรายงานผลการตรวจออกมาเป็นระดับการแพ้อาหารแต่ละรายการ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเซลล์บำบัด รักษาด้วยโอโซน รักษาด้วยออกซิเจนแรงกดอากาศสูง การรักษาด้วยการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การักษาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ การปรับสมดุลลำไส้

ถ้าคุณเข้าข่ายหรือมีอาการเหล่านี้ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจและรักษาก่อนที่จะกลายเป็นโรคที่ร้ายแรงขึ้น

5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630408

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:36 น.5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมะเร็งเต้านมกับความเข้าใจผิดที่ผู้หญิงต้องรู้ โดย นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม ศูนย์เต้านมโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

มะเร็งเต้านม มะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในตะวันตกและเอเชีย จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปี หรือ 55 คนต่อวัน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

1) อาหารไขมันสูงของมันและของทอดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย

2) การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน แม้ในอดีตจะมีหนังสือตีพิมพ์ว่า การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับจะเกิดการบีบรัดระบบน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่สะดวกและมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

3) หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4) ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่

ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กและใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้เท่าๆ กัน

5) ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อย รวมทั้งการตรวจเช็กแมมโมแกรมเพียงปีละ 1 ครั้งไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630407

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีแชร์กันเยอะ!! ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว เป็นไปได้จริงๆ หรืออิงนิยาย

มีหลายเรื่องในโซเชียลมีเดียวที่เชื่อไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวที่ถูกแชร์ต่อกันจนเกิดเป็นกระแสมาๆ หายๆ ในหลายๆ ช่องทาง สำหรับเรื่องการล้างพิษตับ ล้างนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยการกินน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว แต่กระแสที่ออกมานั้น เช็ก แชร์ ชัวร์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันแล้วว่า…ไม่ใช่เรื่องจริง

เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ “นิ่วในถุงน้ำดี” เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี บางรายไม่มีอาการ บางรายมีอาการ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางครั้งมีอาการปวดแบบปวดดิ้น หรือถ้านิ่วตกลงไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ จะทำให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ส่วนทางด้าน “ตับ” เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างน้ำดีช่วยย่อยไขมันในลำไส้ สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากร่างกาย และสร้างโปรตีนให้หลอดเลือดแข็งตัว

จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของตับไม่ได้เกี่ยวกับการกำจัดนิ่วเลย ดังนั้น หากเป็นนิ่วควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบจนอาจกระตุ้นการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้

Coronavirus update: Infections are trending upward in the Midwest #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Coronavirus update: Infections are trending upward in the Midwest

Health & BeautyAug 23. 2020

By The Washington Post · Derek Hawkins, Marisa Iati · NATIONAL, HEALTH 
Coronavirus infections are trending upward across the Midwest, raising concerns that those states are struggling to contain their outbreaks even as the nation’s total daily caseload continues to decline. 

Seven-day averages for new cases rose over the past week in the Dakotas, Illinois, Minnesota, Kansas and Iowa, according to tracking by The Washington Post. North and South Dakota experienced the biggest jumps, with average daily caseloads up 23 percent and 34 percent, respectively.

Other states reported progress against the virus, though it appeared to be marginal in some places. Daily case averages declined by about 6 percent over the previous week in Wisconsin and fell by 10 to 20 percent in several other Midwestern states, according to The Post’s tracking.

Spikes in cases across the Midwest come as other regions of the country have reported gains against the virus after seeing infections surge over the summer. Nationwide, the seven-day average for new cases has steadily trended downward after peaking in late July.

Several cases in South Dakota have been linked to a motorcycle rally that drew hundreds of thousands of people to the city of Sturgis this month. Health officials there said Thursday that they were aware of fewer than 25 infections among attendees, but acknowledged that they could not identify every case that exists because of the event.

Three neighboring states have also announced infections among rally attendees, according to local news outlets: seven cases in Nebraska, 15 in Minnesota and “a few” in Wyoming.

CDC Director Robert Redfield warned of a “third wave in the heartland” if Midwestern states don’t follow guidance from health officials to slow the virus spread.

“Middle America right now is getting stuck,” he said in an interview this week with the Journal of the American Medical Association. “That is why it’s so important for Middle America to recognize the mitigation that we talked about.” 

As cases have surged, President Donald Trump has taken aim at the pandemic response within his own administration.

On Saturday, he escalated his attacks on the Food and Drug Administration, tweeting a conspiracy theory about coronavirus treatments and stoking doubts about the agency’s decision to pull its emergency approval of the drug hydroxychloroquine.

In an early morning tweet, Trump made the baseless claim that “the deep state, or whoever” in the FDA was “making it very difficult for drug companies to get people in order to test vaccines and therapeutics.” He tagged FDA Commissioner Stephen Hahn, who was appointed by Trump last year, saying “they are hoping to delay the answer” until after the November election.

Trump also misleadingly claimed that “many doctors and studies disagree” with the FDA’s decision to revoke an emergency use authorization for hydroxychloroquine for treating covid-19, the disease caused by the coronavirus. The FDA said in June that the drug was ineffective and that potential benefits were outweighed by safety risks. Other research by the federal government and private institutions has found that hydroxychloroquine performs no better than a placebo in virus patients.

The president’s criticisms reflect a deepening politicization of federal health agencies and public health science as the virus rages around the country and the administration faces pressure to boost testing and develop a vaccine.

“This is really taking it to an unprecedented level,” Eric Topol, a cardiologist and director of the Scripps Research Translational Institute, said of Trump’s statements Saturday. “Every aspect of covid-19 – whether it’s diagnostic, therapeutic – every single aspect, through and through, is being overtaken by Trump.

“The whole idea is to promote human health and safety,” Topol added, “and this is all steps to compromise that.” 

House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., also pushed back on Trump’s allegations, saying the FDA must ignore his political pressure and approve only treatments or vaccines that are safe and effective.

“The President’s dangerous attempt to inject himself into the scientific decisions of @US_FDA jeopardizes the health & well-being of all Americans,” she wrote on Twitter.

Trump’s remarks came just days after the administration barred the FDA from regulating a range of laboratory tests, including tests for the coronavirus. The move stunned public health experts, who warned that the shift could result in unreliable coronavirus tests coming to market and worsening the crisis if people get erroneous results.

The president also recently blamed the FDA for not yet authorizing the emergency use of convalescent plasma, a promising but unproven treatment. “You have lot of people over there that don’t want to rush things. They want to do it after November 3,” he said in a White House news briefing this week.

The decision to block the FDA from overseeing lab-developed tests drew a rare public rebuke from former FDA commissioner Scott Gottlieb, who suggested that the move could open the door for substandard tests.

Gottlieb, who served in the Trump administration from 2017 to 2019, noted in a widely circulated Twitter thread Saturday that the FDA had spent the past six months working with labs to develop hundreds of coronavirus tests. The new policy from the Department of Health and Human Services “could put this work at risk,” he said.

“Now, FDA’s ability to protect public health could be challenged. FDA might not be able to provide critical advice to test developers or take needed enforcement actions against bad tests,” Gottlieb wrote. “After all, how can FDA take action over something HHS says it doesn’t regulate?” 

Gottlieb said a “plethora” of tests could enter the market and go directly to consumers without being vetted by the FDA for clinical accuracy first.

“Policies issued in the middle of this pandemic should be carefully considered for their impact on the crisis,” he said. “First do no harm.” 

Administration officials told The Post this week that the policy, announced Wednesday on the HHS website, was made for legal reasons and that the FDA lacks the authority to regulate lab-developed tests.

The Trump administration has also sought to diminish the role of the Centers for Disease Control and Prevention in responding to the pandemic. Last month, the administration ordered hospitals to bypass the CDC in reporting data on covid-19 patients, causing the information to briefly disappear from the agency’s website. Officials reversed the decision after outcry from state governors and health experts who said they worried that the administration was manipulating the data for political purposes.

J&J plans huge vaccine study while Pfizer cites rapid enrollment #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

J&J plans huge vaccine study while Pfizer cites rapid enrollment

Health & BeautyAug 21. 2020The Johnson & Johnson logo is displayed outside the company's headquarters in New Brunswick, N.J., on Aug. 1, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Mark Kauzlarich.
The Johnson & Johnson logo is displayed outside the company’s headquarters in New Brunswick, N.J., on Aug. 1, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Mark Kauzlarich.

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Robert Langreth, Cristin Flanagan · BUSINESS, US-GLOBAL-MARKETS
As the race for a covid-19 vaccine gets closer to the finish line, investors are parsing details of trial designs like never before as they handicap which is most likely to succeed.

Johnson & Johnson confirmed in an email Thursday that it plans to test its covid-19 vaccine in as many as 60,000 people, twice the number of other big trials being conducted in the U.S. The company first posted the design for the trial on Aug. 10, and it is set to begin in late September.

Meanwhile, Pfizer Inc. released favorable safety data from a Phase 1 trial of its vaccine. The New York-based company, which is developing its product with German partner BioNTech, hadn’t previously released safety data on the shot it will move into a final-stage trial.

“Investors are trying to decipher who’s going to be the winner and who might be left behind,” said Yaron Werber, a Cowen analyst, in an interview.

The Pfizer data support the company’s “slight lead” in the race, according to Werber. J&J researchers, meanwhile, “are buying themselves a lot of insurance” with an extra big trial aimed, he said, at making “sure they are coming out with positive data.”

Shares of both Pfizer and New Brunswick, New Jersey-based J&J gained on Thursday, rising 1.2% and 0.7%, respectively, in New York trading after the announcements.

There are more than 160 covid-19 vaccines being developed worldwide, and about 30 have entered human trials, according to the World Health Organization. Even before scientists know whether the inoculations will work, many of the furthest-along companies are already starting to produce the products and cutting deals to supply shots to governments worldwide.

In the U.S., two messenger RNA vaccines have entered final-stage trials, including Pfizer’s vaccine and a competing shot from the biotech company Moderna Inc.

“We can confirm that planning and recruitment is underway” for J&J’s Phase 3 trial, company spokesman Jake Sargent said in an email. The trial plan “is intended to be as robust as possible,” he said, and will be conducted in places with high rates of Covid-19, based on epidemiology and modeling data.

On the surface, the J&J trial will be about twice as big as the final-stage vaccine trial underway at Pfizer. In an interview, Philip Dormitzer, Pfizer’s vice president of viral vaccine research, said the the nation’s high infection rates means the company expects to hit the needed number of Covid-19 cases with 30,000 people or less.

If the incidence rate suddenly drops, the trial size could be increased, he said. The trial is enrolling rapidly and had more than 9,000 volunteers as of August 19th, he said in an interview.

“Things are going very quickly,” Dormitzer said. “We remain on target” to have results ready to submit to regulators in October.

The Food and Drug Administration is tentatively planning to hold an advisory panel meeting on October 22 to discuss covid-19 vaccines, according to Anand Shah, the agency’s deputy commissioner for medical and scientific affairs. Pfizer’s Dormitzer said he couldn’t say whether Pfizer would have results in time to present at this meeting.

Pfizer and BioNTech also posted Phase 1 data from its vaccine candidate on medRxiv.org, a preprint site for research results that haven’t yet been published.

The company has tested several messenger RNA vaccines in its phase 1 trial, and previously released safety results for one of them. But when it began large scale trials in late July, it used another RNA vaccine candidate that it hadn’t yet revealed early results from.

There was nothing mysterious about the switch, Dormitzer said. Pfizer got the safety data from the second vaccine candidate shortly before it began larger scale trials at the end of July. It appeared to be equally good at generating antibodies against the coronavirus as the first vaccine, but with fewer side effects.

That made the second vaccine the obvious choice to move into final-stage trials, he said. But because results were flowing in so fast and decisions were being made quickly, Dormitzer said there wasn’t time to compile and release the safety data for the second vaccine until now.

“It was a surprise,” that the second vaccine had fewer side effects, he said, calling the result a “bit of a vindication” of their strategy of testing multiple RNA vaccine candidates in Phase 1 trials, before selecting the best one for large-scale trials.

Fauci has concerns, but ‘we will return to normal’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Fauci has concerns, but ‘we will return to normal’

Health & BeautyAug 21. 2020

By The Washington Post · Geoff Edgers · NATIONAL, HEALTH, SCIENCE-ENVIRONMENT 
Every Friday and many Tuesday afternoons, national arts reporter Geoff Edgers hosts The Washington Post’s first Instagram Live show from his barn in Concord, Mass. So far, he has interviewed, among others, actress Tracee Ellis Ross, cellist Yo-Yo Ma, basketball legend Kareem Abdul-Jabbar and journalist Dan Rather. 

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/64a19240-75e6-4180-a281-39c8acf80c7e?ptvads=block&playthrough=false

Recently, Edgers chatted with Anthony Fauci, the director of the National Institute of Allergy and Infectious Diseases. Here are some excerpts from their conversation.

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/a8a7a6bf-d827-49ea-93ee-0a245549b1f9?ptvads=block&playthrough=false 

Q: Does it drive you nuts when you see photos of people crowded outside, like at the beach or a motorcycle rally? Does it make your blood boil? 

A: The answer, Geoff, is yes. But my blood evaporates when I see people indoors in a bar or in a crowded area. It’s worse being indoors in a crowd without a mask, with poor ventilation, because outdoors is always better than indoors.

Q: Another thing that’s really been on everyone’s mind is how to send kids back to school. Tell me your views on that. 

A: It really depends. First of all, I think it’s important for people to understand that college is different than elementary school because you have people coming in from all different parts of the country. In general, when you’re talking about schools, it depends on the location you’re talking about at the state, city and county level. 

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/9ca66162-57b0-4b5a-a389-de6160198c84?ptvads=block&playthrough=false

The Centers for Disease Control and Prevention comes out with the designation of green, yellow, red. If you are in a green zone, in general, there is a good degree of impunity, because of a lower risk of getting infected. If you’re in a red zone, then you really have to think twice about whether it’s prudent to bring the children back to school. If you’re in a yellow one, you should have a plan: Can you safeguard the health, the safety and the welfare of the children and the teachers? What do you do when a child gets infected? Do you have mask-wearing? Do you have the degree of physical separation? How long can you do outdoor classes? And what classes can you do outdoors? Can you keep children segregated when they’re outside playing? Because groups together are the things that do it, particularly indoors. So always remember outdoors, always better than indoors. Masks are very helpful. 

Q: I’m drinking from a Dr. Fauci mug. I assume you’re not receiving any residuals from all of the products out there? 

A: Absolutely not. 

Q: I don’t know if you Google yourself or look on eBay, but is it strange to you that you’re a scientist and yet you’ve become kind of a folk hero? 

A: Well, you know, I actually don’t pay attention to that because that could really be distracting. And I don’t pay attention to the death threats and the harassments either. So, yeah. We live in an extraordinary society where public health issues become so politicized and divisive that when you start talking about prudent things to do to preserve the public health, that’s actually considered by some, hopefully a really small minority, as something worthy of threatening you. I mean, that really is bizarre. 

Q: You know, I flip around the channels at night, and I find this guy, you know, Tucker Carlson. You heard of him? 

A: Yeah. He’s the guy that really loves me, right?

Q: The other night he called you Lord Fauci and said, “Has America put too much faith in just one man?” “Unelected Fauci has been leading this country” and “Fauci has made a lot of wrong predictions.” Does that get under your skin? Do you feel threatened or concerned when you see that sort of thing floating out there? 

A: Well, I’m not concerned about what he says. Though you could say that when he does that, it triggers some of the crazies in society to start threatening me, actually threatening me, which happens. 

Q: And you can’t always know everything, right? 

A: Yeah. Science is an iterative, self-correcting process. When you’re involved with a static situation that doesn’t change, then the scientific facts and what you use as evidence to make decisions and policy recommendations shouldn’t change much at all. But when you’re dealing with a moving target, an evolving pandemic with which we’ve never had any prior experience, you’ve got to make decisions and recommendations based on the data and the evidence that you have at any given time. But as the situation evolves, so too will the evidence. So too will the data. And you need to be humble enough and flexible enough to change things based on what the latest data and evidence are. That is interpreted by some people as “Science is wrong, they’re changing their minds, they’re fooling us.” No. What you’re doing is you’re being flexible enough as you learn more and more to make the data and the evidence drive your recommendations. 

Q: You hear all these stories about somebody who’s had it: “Oh, I’m fine.” I mean, my 99-year-old grandmother had it, showed no symptoms and was OK. But then you hear this heartbreaking story about a 35-year-old in perfect health who doesn’t make it or takes months and months to recover. Why are there so many variables in how people respond to the virus? 

A: That’s the most important question, because it’s at the root of the misunderstanding, the real misunderstanding about this virus. So, as you know, I’ve been chasing viruses, as it were, and responding to outbreaks now for almost 40 years, right from the beginning of the HIV/AIDS epidemic, through pandemic flu, Ebola, Zika, anthrax, all that. This is the only pathogen I’ve ever seen that has such a wide range of manifestations that you have to scratch your head. 

Q: Do you want to be back at the White House briefings? Or do you prefer to do what you’ve been doing, which is going all over the place and spreading this message? 

A: I like it this way – where I can be on a discussion without being in a situation where it’s a perfect setup to pit one against the press. When you have the president there, everybody’s watching your every move. You put your hand here, you scratch your ear. You know, it’s not the right way to educate the public. So I much prefer the kinds of things we’re doing now where you get the opportunity one-on-one in a television interview, a radio interview or a podcast, Instagram. 

Q: We haven’t spoken about voting. Do you plan to vote in-person or mail in your ballot?

A: I likely will vote in person. But only under the circumstances that I see in grocery stores, what I see at Starbucks – six or more feet apart and don’t move until the person ahead of you does. I believe that the polling stations are going to do that, but I absolutely understand people who have a concern about that and they should be able to vote by mail. 

Q: If you could, for those of us who sometimes wake up with this feeling of doom, how do we turn this around? How do we stop the suffering? Can you tell us what keeps you going and why we should be optimistic? 

A: Well, that’s a good way to end the discussion, Geoff, because this will end. I mean, when you’re in something that’s so stressful, you have to worry about despair setting in. Like, “My God, I’m in a hopeless situation.” It’s not. It will end. We will get out of this and we will return to normal. Don’t give up. Don’t despair. Don’t throw caution to the wind. We can end this. The combination of pulling together with public health measures and the scientific advances of vaccines and therapies and preventions. I will guarantee you that.