ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญบนเวทีโลก เมื่อประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้ผ่านเข้าสู่รอบแรกในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 โดยเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกขั้นสุดท้ายร่วมกับเมืองระดับโลกอย่าง บาร์เซโลนา ประเทศสเปน และลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ การเสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นเจ้าภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุม World Conference and Annual Meeting 2026 ของ InterPride ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายความหลากหลายทางเพศทั่วโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ความพร้อมและพลังจากภาคประชาสังคม คาดการณ์ว่าผลการโหวตจะเปิดเผยได้ในเดือนมกราคม 2571 โดยความสำเร็จในขั้นต้นนี้เกิดจากการขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งของภาคีเครือข่าย นำโดย Bangkok Pride ,มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) ,เครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน(ThaiTGA) , เครือข่ายผู้จัดงานพรายประเทศไทย (Thai Pride Network)

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล) , “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) และ“วาเลนไทน์ วาเลนฐาน – มรดกแห่งรักเหนือกาลเวลา” (Valentine Valen Than : Heritage of Love) เปิดเผยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนว่า “เมื่อเห็นคู่แข่งอย่างลอนดอนและบาร์เซโลนา ก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยกับเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกที่เปิดประตูสู่เอเชีย และสร้างความร่วมมือสิทธิความหลากหลายทางเพศในระดับโลก รวมถึงผลักดันประเด็นทางเศรษฐกิจที่จะตามมาจากการเป็นเจ้าภาพงานระดับนี้”

จันทร์จิรา บุญประเสริฐ ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) กล่าวเน้นย้ำถึงรากฐานทางกฎหมายและความเข้มแข็งของเครือข่ายว่า “นี่คือชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญ และเราเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก จากการที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้แล้ว รวมถึงการสร้างเครือข่ายการจัดงานไพรด์ที่เข้มแข็งไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ”

ขณะที่ รตี แต้สมบัติ ตัวแทนจากเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน(ThaiTGA) กล่าวให้เห็นถึงประเด็นความท้าทายและการยกระดับสิทธิเพศสภาพบุคคลว่า “สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการสื่อสารถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับบุคคลข้ามเพศ (Transgender), นอนไบนารี่ (Non-binary) และอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) จากทั่วโลก ซึ่งขณะนี้เรากำลังเร่งผลักดัน (ร่าง)พรบ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและยอมรับในตัวตนของทุกคนอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปสู่ปี 2030 การผ่านเข้ารอบแรกของประเทศไทยครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัย หากประเทศไทยได้รับเลือก จะถือเป็นการจัด WorldPride ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการรับรู้เรื่องความหลากหลายในระดับสากลอย่างยั่งยืน 

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย  ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง  

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และนัทรียา ทวีวงศ

กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์   งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดกิจกรรมการอบรมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประจำปี 2569 เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่และก้าวสู่ระดับสากล ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ให้สามารถประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการออกแบบและการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น สิ่งทอ และการออกแบบ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยให้มีคุณภาพและมีความโดดเด่นในตลาดสากล

กิจกรรมการอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP จากผู้สมัครทั่วประเทศ 105 ราย ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 59 ราย  แบ่งเป็น ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย จำนวน 54 ราย และประเภท ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 5 ราย ซึ่งถือเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP ที่มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมฯ

พิธีเปิดการอบรม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมรับฟังรายงานการดำเนินโครงการจาก นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” หัวหน้าส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เยาวชน Young OTOP  ร่วมประพิธีเปิดการอบรม

การอบรมตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยในวันแรกมีการบรรยายหัวข้อ “Global Market Communication การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ” โดย อ.ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งถ่ายทอดแนวทางการสื่อสารแบรนด์และการทำการตลาดในยุคดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายหัวข้อ “Thai Trend Color Mastery เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนด์บุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดด้านการใช้สีและแนวโน้มแฟชั่นสิ่งทอไทยเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Workshop หัวข้อ “Creative Mood Board & Story Inspiration เทคนิคการทำ Mood Board เพื่อหาแรงบันดาลใจในการออกแบบสินค้า” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ฝึกกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์

การอบรมวันที่สอง ประกอบด้วย หัวข้อ “Local Wisdom to Future Green การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำสาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ ซึ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อความยั่งยืน การบรรยายหัวข้อ “Brand DNA Insight วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่นและยั่งยืน” โดย ภานินี นิมากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันในตลาดได้

กิจกรรม Workshop “Creative Fashion Lab การออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์, ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล, อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์, อ.ปวรุตม์ แสงสีทอง อาจารย์พิเศษด้านการออกแบบแฟชั่นสิ่งทอและผู้ช่วยนักออกแบบ, และ อ.อเนก ตันตสิรินทร์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการออกแบบเครื่องประดับ

วันที่สามของกิจกรรมเป็นการเรียนรู้หัวข้อ “Omni-Channel Merchandising เทคนิคการจัดหน้าร้านออฟไลน์และออนไลน์ให้ดึงดูดลูกค้า” โดย อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการจัดแสดงสินค้าและการขายผ่านช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้ง ยังได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงานด้านการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีทีมวิทยากร ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน และ อ.ดร.กรกลด คำสุข ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมรดกทางวัฒนธรรมไทย

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

            ในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ชื่อของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไม่ใช่เพียงศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลก แต่เธอคือ พลังอ่อนโยน “Soft Power” ที่มีชีวิต    ทุกย่างก้าวของเธอคือเป็นปรากฏการณ์ “หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง”
            “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา และการตามรอย “ทะเลบัวแดง” ที่อุดรธานี ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ด้วยพลังของบุคคลเพียงคนเดียว
             ที่ ร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ลิซ่าได้รับมอบ “พัดจักสาน” เล่มหนึ่งจากเจ้าของร้าน   เพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เธอถือพัดเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใส พัดไม้ไผ่ที่เคยเห็นชินตาก็กลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกโหยหา ยอดสั่งจองถล่มทลาย
             จาก “แรงศรัทธา” สู่ “การแบ่งปัน”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต เล็งเห็นว่ากระแส “พัดลิซ่า” นี้สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงได้ติดต่อกลุ่มแม่บ้านช่างจักสาน ผลิต”พัดแห่งความดี“รุ่นพิเศษจากไม้ไผ่และผักตบ  ประดับคำว่า “THAILAND” มอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

            “พัดแห่งความดี”รุ่นพิเศษนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้เป็น “ของสมณาคุณ” แทนคำขอบคุณแด่ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงใน “ถุงยังชีพ” ส่งต่อไปยังพี่น้องชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ
 
            พัดแห่งความดี 1 เล่ม สร้างความดี 4 ต่อ (Ripple Effect)
• ต่อที่ 1: เชิดชูภูมิปัญญา – ประกาศศักดาความประณีตของงานจักสานฝีมือคนไทยสู่สายตาโลก
• ต่อที่ 2: สร้างรายได้ชุมชน – เงินสดไหลกลับสู่มือชาวบ้านโดยตรง สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
• ต่อที่ 3: เป็นสะพานบุญ – เชื่อมโยงน้ำใจจากผู้ให้ สู่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือสังคม
• ต่อที่ 4: บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ – หยาดเหงื่อของช่างจักสานและเงินบริจาค กลายเป็นอาหารชุดแรกที่ถึงมือผู้ประสบภัยในยามวิกฤติ

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ  
ชื่อเรื่อง: พัดลิซ่าแห่งความดี
ตัวละคร:
1. เจ้าจุก: ลูกเสือ (ถือโทรศัพท์)
2. ยายสาย: ช่างจักสานผู้ใจดี (สานพัดไม้ไผ่)
3. พี่ลิซ่า (สมมติ): ลูกเสือหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบลิซ่า (ถือพัดแห่งความดี)
4. ชาวบ้าน/ลูกเสือคนอื่นๆ: ผู้ประสบภัย
[ฉาก: ลานกิจกรรมกลางหมู่บ้าน ช่างจักสานสูงอายุกำลังนั่งสานพัดอย่างเงียบเหงา]

เจ้าจุก: (เดินไลฟ์สด) “สวัสดีครับแฟนเพจ! วันนี้จุกมาดูของดีเมืองไทย แต่ดูท่าจะขายไม่ออกนะครับ ยายสายสานพัดจนมือหงิกแล้ว ยังไม่มีใครซื้อเลย!”

ยายสาย: (ถอนหายใจ) “เฮ้อ.. จุกเอ้ย งานฝีมือมันต้องใช้เวลา แต่คนสมัยนี้เขาใช้พัดลมไฟฟ้ากันหมดแล้ว ยายจะเอาเงินที่ไหนไปส่งหลานเรียนล่ะเนี่ย”

[ทันใดนั้น พี่ลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมท่าเต้นเบาๆ]

พี่ลิซ่า: “สวัสดีจ้า ยายสาย! พัดนี้สวยจังเลยค่ะ ขอลิซ่าลองถือถ่ายรูปหน่อยนะคะ”
(ลิซ่าหยิบพัดขึ้นมาโพสต์ท่าถ่ายรูป ยิ้มหวาน)

เจ้าจุก: (ตะโกนลั่น) “เหวอออ! ทุกคนดูนี่! พี่ลิซ่าถือพัดยายสาย! ยอดไลฟ์พุ่งกระฉูด! มีคนถามว่า  พัดรุ่น ‘THAILAND’ นี้หาซื้อได้ที่ไหน!”

ยายสาย: (งง) “เอ้า! จริงหรือลูก? พัดไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะ?”

พี่ลิซ่า: “ไม่ใช่แค่พัดธรรมดาค่ะยาย แต่นี่คือ ‘พัดแห่งความดี’ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตจะนำพัดนี้ไปมอบให้คนใจบุญที่บริจาคช่วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ค่ะ”
[ฉากตัดมาที่: เสียงฟ้าร้องและจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (ลูกเสือช่วยกันเขย่าผ้าสีฟ้า)]

ชาวบ้าน: “ช่วยด้วย! น้ำท่วมนาข้าวหมดแล้ว ไม่มีข้าวกินเลย!”

เจ้าจุก: “ไม่ต้องห่วงครับ! เพราะ ‘พัดลิซ่าแห่งความดี’ กลายเป็นเงินบริจาคที่ซื้อถุงยังชีพมาให้พวกเราแล้ว!”

[ลูกเสือทุกคนเดินออกมา พร้อมพัดในมือและถุงยังชีพ ส่งมอบให้ผู้ประสบภัยด้วยรอยยิ้ม]
[จบด้วยการร้องเพลงรักกันไว้เถิด ต่อด้วยเพลงรำวง “ใกล้เข้าไปอีกนิด  งามแสงเดือน  และลอยกระทง“]

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย: เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

เสนอแนะโดย: ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย

ในวันที่สงครามลุกลามจนน้ำมันขาดแคลน ไฟฟ้าดับวูบ น้ำประปาหยุดไหล และสัญญาณสื่อสารตัดขาด… วิกฤตที่โลกตื่นตระหนกนี้ คือ “โอกาส” สำคัญที่จะดึงเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมานานกว่า 700 ปี กลับมาสร้างความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
ย้อนกลับไปในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้โดยไม่ง้อน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต  และนี่คือ 5 ยุทธศาสตร์ทางรอดที่คนไทยสมัยปัจจุบันสามารถทำได้ทันที:

1. วิศวกรรมพลังงานธรรมชาติ (พลังงานฟรีจากภูมิปัญญา) เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราต้องใช้แสงแดด ลมและน้ำเป็นต้นกำลัง:
• ระหัดลมและระหัดชกมวย: ฟื้นวิชาการสร้างระหัดไม้เพื่อฉุดน้ำเข้านาหรือถังเก็บน้ำ โดยใช้เพียงแรงลมและแรงคน ช่วยให้การเกษตรดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มไฟฟ้า
• หลุก (กังหันน้ำ): ในพื้นที่น้ำไหล ให้สร้างกังหันไม้ไผ่เพื่อดึงน้ำขึ้นที่สูง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำงานให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
• สถาปัตยกรรมรับลม: กลับมาใช้พัดจักสานไม้ไผ่ และปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับ “บ้านใต้ถุนสูง” เพื่อรับลมธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ
. ใช้พลังงานแสงอาทิตย ทำกล้วยตาก  ปลาแห้ง  หมูแดดเดียว  เตาอบแสงอาทิตย์  โซล่ารเซลล์
2. ยุทธศาสตร์ทางน้ำ: คืนชีพเส้นทางคมนาคมไร้เชื้อเพลิง  เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก แม่น้ำลำคลองจะกลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่:
• เรือพาย เรือแจวและเรือกรรเชียง: ฝึกทักษะการบังคับเรือด้วยแรงกาย เป็นการขนส่งที่ปลอดภัย และไร้เสียงรบกวน
• เรือใบ: เรียนรู้วิธีดูทิศทางลมเพื่อเดินทางไกลเลาะชายฝั่ง ข้ามทะเล หรือลำน้ำสายใหญ่ เป็นการคมนาคมที่ใช้ต้นทุนต่ำ
3. คลังเสบียงยั่งยืน: โรงงานอาหารในครัวเรือน…ในวันที่ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอรมารเกต ปิดตัว เราต้องเป็นเจ้าของแหล่งอาหารเอง:
• สวนผักยุทธศาสตร์: ปลูกพืชกินได้ที่ทนทาน เช่น ถั่วพู, แคบ้าน, ชะอม และมะละกอ ไว้ทุกครัวเรือน
• แหล่งโปรตีนพื้นที่น้อย: เลี้ยงไก่ไข่ นกกระทา , เลี้ยงกบในล้อยาง เลี้ยงจิ้งหรีดหรือเลี้ยงปลาในบ่อดิน
• ภูมิปัญญาถนอมอาหาร: ฝึกทำปลาแห้ง, ปลาเค็ม, หมูแดดเดียว,ไส้กรอกอีสาน  ,ปลาร้า  ,กุ้งดอง  ข้างตาก ข้าวเม่า ข้าวตัง  ข้าวคั่ว  เพื่อสะสมเสบียงยามยากลำบาก
4. เทคโนโลยีที่มีชีวิต: แรงงานสัตว์และการพึ่งพาตนเอง
• กสิกรรมธรรมชาติ: คืนชีพการใช้แรงงานวัวควายในการทำนา นอกจากไม่ต้องง้อน้ำมันแล้ว ยังได้ปุ๋ยคอกกลับคืนสู่ดิน
• พาหนะสื่อสาร: เตรียมใช้ม้ารถม้า เกวียน เป็นยานพาหนะสาธารณะและทางเลือกในการสื่อสารที่รวดเร็วในชุมชน

5. วิชาชีวิตและการป้องกันตัว เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ใช้การไม่ได้ ทักษะพื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด:
• ศิลปะป้องกันตัว: ฝึกมวยไทย  ฟันดาบและกระบี่กระบอง ไม่ใช่เพื่อการร่ายรำ แต่เพื่อฝึกสติและเตรียมพร้อมป้องกันภัยด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว
• ทักษะการยังชีพ: ฝึกการขึ้นต้นไม้เพื่อหาอาหารและสังเกตการณ์ รวมถึงการทำระบบกรองน้ำดื่มสะอาดด้วยชั้นหินดินทรายตามธรรมชาติ

บทสรุป:
ประวัติศาสตร์ไทยกว่า 700 ปี พิสูจน์แล้วว่า บรรพชนไทยสามารถสร้างบ้านแปรงเมืองให้ยิ่งใหญ่และอยู่รอดอย่างมีเกียรติได้โดยไม่พึ่งพาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เติบโตอย่างรวดเร็วและความคึกคักของแหล่งท่องเที่ยวทางภาคใต้ชื่อดังในทะเลอันดามันของประเทศไทย ยังมีเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว นั่นคือ เกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เกาะแห่งนี้มีพื้นที่ราว 40 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 8,000 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรม โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน เกาะแห่งนี้อาจไม่โดดเด่นด้วยแสงสีหรือความหรูหรา แต่กลับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาความสงบ ความงดงามของธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก https://thai.tourismthailand.org แนะนำว่า เกาะยาวน้อย เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะยาวใหญ่ มีพื้นที่รวม 47.1575 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 28,456.97 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาทอดตัวตามความยาวของเกาะจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ มีป่าไม้ปกคลุม ทางด้านตะวันออกมีที่ราบชายฝั่งทะเลและที่ราบตามหุบเขา เป็นพื้นที่การเกษตร ส่วนพื้นที่ชายฝั่งรอบเกาะมีชายหาดที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับหมู่เกาะห้องของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จึงสามารถเดินทางแบบเชื่อมโยงได้ บนเกาะยาวน้อยแบ่งออกเป็น 13 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งมังกรและปลาในกระชัง รวมทั้งทำการเกษตร เช่น สวนยางพารา ทำนา เลี้ยงสัตว์ และทำธุรกิจการท่องเที่ยว

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ พื้นฐานของการอนุรักษ์

เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ โดดเด่นด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตาที่โผล่พ้นน้ำทะเลสีฟ้าใส สร้างทัศนียภาพอันงดงามตลอดแนวชายฝั่ง ชายหาดบนเกาะมีลักษณะเป็นหาดทรายสลับกับป่าชายเลน เหมาะแก่การพักผ่อนและชมวิวธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและยามเย็น นักท่องเที่ยวสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์

ภูมิประเทศของเกาะยาวน้อยประกอบด้วยภูเขาหินปูน ป่าชายเลน และพื้นที่ป่าภายในเกาะ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า ร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่งผลให้เกาะยาวน้อยยังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ นกเงือก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและพบเห็นได้ในพื้นที่ป่าของเกาะ

แหล่งท่องเที่ยวเด่น สะท้อนความเรียบง่าย

เกาะยาวน้อยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่เน้นความหวือหวา แต่โดดเด่นด้วยความสงบและเป็นธรรมชาติ เช่น

   •   หาดป่าทราย และ หาดท่าเขา ชายหาดเงียบสงบยาวหลายร้อยเมตร เหมาะแก่การพักผ่อน

   •   จุดชมวิวบนเกาะ ซึ่งสามารถมองเห็นหมู่เกาะหินปูนในอ่าวพังงาได้มากกว่า 10 เกาะ ในมุมมองเดียว

   •   ป่าชายเลนชุมชน พื้นที่หลายร้อยไร่ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

   •   มัสยิดกลางและชุมชนท้องถิ่น ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมบนเกาะ

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กิจกรรมบนเกาะยาวน้อยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกทำกิจกรรม เช่น

  • ปั่นจักรยานรอบเกาะ ระยะทางประมาณ 15–20 กิโลเมตร เพื่อชมทุ่งนา สวนยางพารา และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พายเรือคายัคในป่าชายเลน ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
  • ดำน้ำตื้น ในแหล่งแนวปะการังน้ำตื้นซึ่งยังคงสมบูรณ์ เพิ่อชมปะการังและฝูงปลาหลากสีในทะเลใสรอบเกาะ
  • ล่องเรือเที่ยวหมู่เกาะใกล้เคียง เช่น เกาะห้องและเกาะผักเบี้ย ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 30–45 นาที และอ่าวพังงา ซึ่งขึ้นชื่อด้านความงดงามของภูเขาหินปูนกลางทะเล

การอนุรักษ์นกเงือก บทบาทสำคัญของชุมชน

นกเงือก ถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า จากการสำรวจในพื้นที่ พบว่ายังมีนกเงือกอาศัยอยู่บนเกาะยาวน้อย ไม่น้อยกว่า 2–3 ชนิด และมีจำนวนนกเงือกที่กว่า 200 ตัว โดยชุมชนท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ ได้ดำเนินกิจกรรมดูแลผืนป่าและแหล่งอาหารของนกเงือกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การดูแลต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งทำรัง, การเฝ้าระวังการลักลอบล่าสัตว์, การให้ความรู้แก่เยาวชนและนักท่องเที่ยว จึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกทาง

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนได้จัดกิจกรรมอนุรักษ์และศึกษาธรรมชาติมากกว่า 10 ครั้งต่อปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่านกเงือกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เป็น “ผู้ปลูกป่า” ที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้และฟื้นฟูผืนป่าอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่พัก อาหาร และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

เกาะยาวน้อยมีที่พักให้เลือกหลากหลาย มีที่พักกว่า หลายสิบแห่ง ตั้งแต่โฮมสเตย์ในชุมชนไปจนถึงรีสอร์ตที่ออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสชีวิตชาวเกาะอย่างใกล้ชิด ได้อย่างเหมาะสมโดยไม่แออัด ด้านอาหาร เกาะยาวน้อยมีอาหารทะเลสดใหม่และอาหารพื้นบ้านรสชาติกลมกล่อม เช่น ปลาทอดขมิ้น แกงส้มปลา และข้าวยำปักษ์ใต้ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

การเดินทางไปเกาะยาวน้อย

จากจังหวัดภูเก็ต เรือออกจากท่าเรือบางโรง ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง (นั่งรถสองแถวจากตัวเมืองภูเก็ตไปลงอนุสาวรีย์สองวีรสตรีระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้น นั่งรถมอเตอร์ไซค์คนละ 50 บาทไปท่าเรือบางโรง) ถึงท่าเรือมะเนาะ หรือท่าเรือสุขาภิบาล บนเกาะยาวน้อย – เรือโดยสารออกทุกชั่วโมง คนละ 50 บาท ใช้เวลา 1 ชั่วโมง – เรือหางยาวคนละ 200 บาท ใช้เวลา 45 นาที – เรือเร็ว คนละ 300 บาท ใช้เวลา 30 นาที 
จากจังหวัดพังงา เรือออกจากท่าเรือด่านศุลกากร ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา ถึงท่าเรือสุขาภิบาล บนเกาะยาวน้อย มีเรือออกวันละ 1 เที่ยว เวลา 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ค่าเรือคนละ 150 บาท และมีเรือให้เช่าเหมาลำขนาด 10-12 คน จากจังหวัดกระบี่ เรือออกจากท่าเรือท่าเลน อำเภออ่าวลึก ถึงท่าเรือบนเกาะยาวน้อย ค่าเรือคนละ 100 บาท

เกาะยาวน้อย ต้นแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน เกาะยาวน้อยจึงเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวสามารถเติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ได้อย่างสมดุล ทั้งการรักษาวิถีชีวิตชุมชน การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์นกเงือกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

ในวันที่การท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เกาะยาวน้อยจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เกิดจากความยิ่งใหญ่ หากเกิดจากความร่วมมือและความรับผิดชอบของทุกคน      

เกาะยาวน้อยอาจไม่ใช่เกาะที่เต็มไปด้วยความหวือหวา แต่เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยความสุขอันเรียบง่าย และเป็นปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย เพื่อกลับมาค้นพบความสงบในหัวใจอีกครั้ง

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิ รพ.สมเด็จพระยุพราช และคณะฯ ไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อ รพ.และมูลนิธิ รพ.สมเด็จพระยุพราช สาขานครไทย..
  • เพื่อนๆยินดีกับ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ที่ได้เป็น ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนใหม่..
  • ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) มีมติแต่งตั้ง ดร.ศุภกร สิทธิไชย ให้ดำรงตำแหน่ง รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า มีผลตั้งแต่ 16 มี.ค. ไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่..
  • รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย มอบเงินบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ในการสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (อาคาร 90 ปี ม.ธรรมศาสตร์) รพ.ธรรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  
  • ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ นำทีมผู้บริหารไมโครซอฟท์ โอม ศิวะดิตถ์, ชนิกานต์ โปรณานันท์, ดนัย เทพธนวัฒนา, เชาวลิต รัตนกรไกรศรี ต้อนรับชาวคณะบริการหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะไปประยุกต์ใช้ในองค์กร..
  • ประภา ปูรณโชติ, ศ.กิตติคุณ ดร. ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, สุชาติ บุญบรรเจิดศรี, เอนก พิเชฐพงศา, รสริน เธียรนุกุล เป็นผู้แทนเพื่อน วตท.14 ไปร่วมเสียใจกับ ศิริวรรณ พานิชตระกูล ที่สูญเสียคุณพ่อจุน วนวิทย์ ผู้ก่อตั้งฮาตาริ ในวัย 89 ปี..
  • รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ วันเกิดปีนี้ทำต้มเป็ดตุ๋นสูตรเชียงใหม่ไปใส่บาตร และไปกราบขอพรจาก คุณหญิงจงรักษ์ สังข์ประสิทธิ์..
  • ชาว Digital CEO#4 ร่วมยินดีกับ พล.ต.โชคชัย ขวัญพิชิต ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตรา พลโท) ตั้งแต่ 1 เม.ย. 69 เป็นต้นไป..
  • รศ.พญ. ฐิติมา ชินะโชติ, สมสุณีย์ ดวงแข และ สมหวัง เตชะอินทรา เป็นผู้แทนชาว ปธพ.1 ไปร่วมแสดงความเสียใจกับ นพ.กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร ที่สูญเสียคุณแม่สมบัติ ตั้งกิตติถาวร ณ วัดชัยมงคล อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร..
  • ณัฐวุฒิ พนาพิทักษ์กุล ให้การต้อนรับเพื่อนๆ DJS#3 ที่มาดูงาน บจ.พิทักษ์ปาล์มออยล์ พร้อมมีกิจกรรมรียูเนียนที่ จ.ตรัง งานนี้ ภัทธวุฒิ กนกวรรณากร, ปริตตาภา ประมวลวรชาติ, พีระ เชาว์เฉลิมพงศ์, แก้วใจ มโนวิไลกุล, สิริพร ธีรปกรณ์, รัชลิตา นาราธิภานนท์, วิสุทธิดา นครชัย, อาณัติ จันดี, นัฐพงษ์ ทองสะโคม, อัศวเมธี เหล่าวิริยภาพกุล, จุฑารัตน์ สุนทรปทุม ร่วมด้วย..
  • ใครกำลังมองหา ส่วนลดสวนสัตว์ สำหรับทริปครอบครัว ล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จับมือกับ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (อสส.) มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม ส่วนลดค่าเข้าชมสวนสัตว์ 20% ให้แก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่ถือบัตร Mangmoom EMV (บัตรแมงมุม) โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 31 ธ.ค. นี้..

น้องใหม่

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน 'MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon'

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

11 มีนาคม 2569 – MDCU MedUMORE แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์แห่งอนาคต ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน “MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon”. ประกาศความสำเร็จแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ทางการแพทย์ที่มียอดผู้ใช้งานทะลุ 5.5 ล้านการรับชม พร้อมโชว์ศักยภาพคว้ารางวัลระดับโลก
4 สถาบัน พร้อมเดินหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ และจับมือพันธมิตรระดับโลก มุ่งยกระดับแพทย์ไทยสู่สากล

ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในพิธีเปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น AI University และผู้นำด้าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งความสำเร็จของ MDCU MedUMORE ในวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ ศักยภาพของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของชาวจุฬาฯแต่เป็น สมบัติของวงการแพทย์ไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัยไปสู่แพทย์ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงความสำเร็จในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ว่า “MDCU MedUMORE ได้รับ เสียงตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างท่วมท้น กว่า 5.5 ล้านการรับชม และสมาชิก ทางการแพทย์กว่า 25,000 คน ที่สำคัญคือการก้าวข้ามขีดจำกัดจากระดับประเทศสู่การยอมรับในเวทีโลก ด้วยการคว้ารางวัล เกียรติยศถึง 4 รางวัล ได้แก่

  1. Shortlist Finalist จากเวที Digital Education Awards 2025
  2. Prize Winner สาขานวัตกรรม จากเวที Quality Innovation Award (QIA) 2025
  3. Winner สาขากลยุทธ์ดิจิทัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จาก THE Awards Asia 2025
  4. Winner รางวัลมาตรฐานการศึกษาสูงสุด จาก AMEE (Aspire-to-Excellence)

และเพื่อตอกย้ำพันธกิจดังกล่าว ในปีนี้ MedUMORE ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงลึก กับสถาบันระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ในการร่วมพัฒนาและผลิตหลักสูตร (Co-Creation) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับ World-Class รวมทั้งใช้แพลตฟอร์ม เครือข่ายสากลอย่าง Scalar LX เป็นช่องทางส่งออก ‘ภูมิปัญญาแพทย์ไทย’ (Medical Soft Power) สู่สายตาบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ภายในงานยังมีการเปิดตัวนวัตกรรม “The AI Trinity” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษนพ.สุรินทร์ อัศววิทูรทิพย์ ผู้ช่วยด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลักที่จะเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้ ได้แก่ 1) AI Scenario Based Learning ห้องเรียน จำลองสถานการณ์ให้แพทย์ฝึกตัดสินใจในพื้นที่ปลอดภัย 2) Smart Studio (Multi Visual Interactive Learning) สัมผัส ประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ดูวิดีโอพร้อม Learning Materials และมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ตอบคำถามผู้เรียนได้ทันที และ 3) AI Powered Content Creator ระบบอัตโนมัติที่ช่วยอาจารย์แพทย์ ผลิตสื่อการสอน ข้อสอบ และบทสรุปได้ภายในไม่กี่นาที

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณู เพื่อสันติดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้แทนปลัด กระทรวงศึกษาธิการ), พล..นพอิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้บริหารจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุค AI

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่สุดยอดผู้เรียนรู้ (Ultimate Learner) และคอร์สยอดนิยม (Most Popular Course) เพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ตลอดชีวิตต่อไป และมอบรางวัล Partner of the Year 2025 ให้แก่พันธมิตรผู้สนับสนุน อาทิ ช่อง 7HD, บริษัท พิกเซอร์ (ประเทศไทย), ไทยรอยัลไอศกรีม, เมดโทรนิค, The Coffee Club และ วี เอส คอฟฟี่ เฮ้าส์

เกี่ยวกับ MDCU MedUMORE:

MDCU MedUMORE คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพันธกิจหลักในการปฏิวัติการเรียนรู้ทางการแพทย์ตลอดชีพ และส่งเสริมความ เท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการแพทย์ในประเทศไทย MDCU MedUMORE นำเสนอเนื้อหาทาง การแพทย์ที่ทันสมัย หลากหลาย และครอบคลุมทุกสาขา ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือจาก คณาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า พร้อมพันธมิตรองค์กรด้านการแพทย์ระดับประเทศ MDCU MedUMORE มุ่งมั่นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้พร้อม รับมือกับทุกความท้าทายในโลกการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากท่านสนใจคอร์สเรียนแพทย์ออนไลน์

สามารถเข้าชมแพลตฟอร์ม

 สมัครฟรีตอนนี้  www.medumore.orgติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

[งานการบริการวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

[อีเมล medumore@chula.md]

[เว็บไซต์ www.medumore.org]