Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

Ai Studio ผู้ให้บริการถ่ายภาพเวดดิ้งและพรีเวดดิ้งชั้นนำ เผยเทรนด์ล่าสุดกลุ่มคู่รัก LGBTQIA+ มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของตลาดงานแต่งงานและงานถ่ายภาพในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าสัดส่วนคู่รัก LGBTQIA+ ที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นราว 15–20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของดีมานด์ใหม่ในตลาดเวดดิ้งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการจัดงานแต่งงานและบริการถ่ายภาพ

นายอัฒมาส อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัท เอไอ สตูดิโอ จำกัด (Ai Studio) กล่าวว่า “ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคู่รัก LGBTQIA+ มีการแสดงความรักและให้ความสำคัญกับการจัดพิธีแต่งงานเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยมีผลบังคับใช้ ทำให้การแต่งงานไม่ใช่แค่การประกาศความรัก แต่เป็นการยืนยันตัวตนและสิทธิทางกฎหมาย ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าคู่สมรสทั่วไป ส่งผลให้เกิดดีมานด์ในตลาดเวดดิ้งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยังส่งผลต่อตลาดการถ่ายภาพเวดดิ้ง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้”

อัฒมาส อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัท เอไอ สตูดิโอ จำกัด (Ai Studio)

งบประมาณการจัดงานไม่ต่างจากคู่รักทั่วไป แต่เน้นคุณภาพต้อง “สะท้อนตัวตน”

สำหรับงบประมาณในการจัดพิธีแต่งงานของคู่รัก LGBTQIA+ จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับคู่รักทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 400,000 – 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรายละเอียดของงาน โดยหลายคู่ให้ความสำคัญกับการจัดงานที่มีคุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าการจัดงานที่มีขนาดใหญ่และมีแขกจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Personalized & Meaningful ใช้คอนเซ็ปต์การเล่าเรื่องราวความรักที่พูดถึง Love Has No Gender รวมถึง Two Souls, One Story เน้นการออกแบบที่โมเดิร์นผสานแฟชั่นและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเวดดิ้งกำลังก้าวสู่ความหลากหลายทางไอเดียและความสร้างสรรค์มากขึ้น

สไตล์ภาพถ่ายยอดนิยม: Cinematic – Natural Moment – Fashion Identity

นายอัฒมาส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คู่รัก คู่รัก LGBTQIA+ ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ โดยจะแบ่งงบประมาณสำหรับการถ่ายภาพโดยเฉพาะประมาณ 20% ของการจัดพิธีแต่งงานหรือเฉลี่ยประมาณ 100,000 – 300,000 บาท ซึ่งสไตล์การถ่ายส่วนใหญ่เน้นทอดความรู้สึกจริง โดยเฉพาะอย่าง Cinematic look การถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ มีเรื่องราว เน้นองค์ประกอบภาพด้วยมุมมองกว้าง และการจัดองค์ประกอบที่ดูมีชั้นเชิง เน้นแสงเงาเฉพาะจุด ทำให้ภาพดูมีมิติและอารมณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ Natural Moment การบันทึกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ เน้นความรู้สึก อารมณ์ และความเป็นตัวตนของคนหรือเหตุการณ์นั้นๆ โดยไม่ปรุงแต่ง ทำให้ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง มีเสน่ห์ที่ความเรียบง่าย สบายตา และสื่อถึงเรื่องราวได้อย่างอบอุ่น สุดท้ายคือการถ่ายภาพแนว Fashion ที่สื่อความมั่นใจในอัตลักษณ์ของตนเอง

การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในสตูดิโอมาแรง

ด้านโลเคชันหรือสถานที่ที่คู่รัก LGBTQIA+ มักจะเลือกที่จะไปถ่ายภาพพรีเวดดิ้งจะแบ่งเป็น โลเคชันในพื้นที่ธรรมชาติตามต่างจัดหวัด และที่กำลังมาแรงคือการถ่ายภาพในสตูดิโอเพราะสามารถออกแบบฉากได้ตามคอนเซ็ปต์งาน และสามารถเล่าเรื่องของคู่รักได้ตรงตามความต้องการ โดยทาง Ai Studio มีการลงทุนในด้านการทำสตูดิโอ และได้มีการขยายทีมงานด้านครีเอทีพ เพื่อช่วยรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริการดังกล่าวนี้ ถือเป็นการสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจถ่ายภาพเวดดิ้งในตลาดประเทศไทยปัจจุบัน

ตลาดเวดดิ้งคู่รัก LGBTQIA+ ในอีก 3 ปีข้างหน้า คาดโต 50%

นายอัฒมาส กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับตลาดเวดดิ้งคู่รัก LGBTQIA+ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตสูงถึง 50% โดยมีปัจจัย จากการสนับสนุนของสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น และมีกฎหมายรองรับ ทำให้มีบริการที่หลากหลายขึ้น ทั้งแพ็กเกจแต่งงานที่ปรับให้เข้ากับทุกเพศ ถือเป็นตลาดใหม่ที่ยังมีคู่แข่งน้อย หากธุรกิจไหนเข้าถึงได้ก่อนจะเติบโตได้เร็ว อีกทั้งกลุ่มคู่รัก LGBTQ+ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่มีกำลังซื้อสูง มีความพร้อมในการใช้จ่ายเพื่อเฉลิมฉลองความรักและสร้างครอบครัว ส่วนธุรกิจถ่ายภาพเวดดิ้ง ก็จะเติบโตตามไปด้วย และคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเทรนด์การถ่ายภาพไปจากเดิมเน้นความจริงใจมากขึ้น ไม่เน้นความสมบูรณ์แบบ แต่เน้น “ความหมาย” และ “การเล่าเรื่องจริง” ของคู่รัก ผ่านภาพที่อบอุ่น ละมุน และร่วมสมัย”

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ ‘The Loudest Silence’ ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ 'The Loudest Silence' ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ ‘The Loudest Silence’ ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่จัดงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2026 ร่วมกับ DeafSync กลุ่มเยาวชนผู้ขับเคลื่อนความเท่าเทียมสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน และ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย (Goethe-Institut Thailand) จัดนิทรรศการ “The Loudest Silence” โชว์ผลงานศิลปะร่วมสมัย 31 ชิ้นงาน จากศิลปินหูหนวกทั่วประเทศไทย พร้อมกิจกรรมหลากหลาย ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 

การจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินคนหูหนวกได้โชว์ศักยภาพในสังคมที่เปิดกว้าง ตอกย้ำความตั้งใจของไอคอนสยามในการสนับสนุนให้ศิลปินทุกคนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเท่าเทียม 

นิทรรศการ “The Loudest Silence” มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนความเงียบ ซึ่งสังคมมักมองว่าเป็นข้อจำกัด ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารและการเชื่อมโยง ผ่านสื่อกลางอย่างศิลปะ เพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นและยอมรับในศักยภาพของผู้พิการทางการได้ยิน ตลอดจนสนับสนุนความสามารถและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับศิลปินคนหูหนวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งใจออกแบบประสบการณ์ภายในงานให้ผู้ชมทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ผ่านการสื่อสารที่เป็นมิตรต่อผู้พิการทางการได้ยิน มีล่ามภาษามือประจำกิจกรรม และยังเน้นการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม โดยในงานมีไฮไลต์มากมาย อาทิ

• นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินหูหนวก ที่รวบรวมผลงานศิลป์ในหลากหลายรูปแบบ จำนวน 31 ชิ้นงาน จากศิลปินทั่วประเทศไทย ซึ่งล้วนถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ชีวิต อัตลักษณ์ และมุมมองต่อโลกผ่านศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง มาจัดแสดงให้ได้เห็นศักยภาพของศิลปิน และทลายกำแพงแห่งความเงียบเพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกสู่ใจผู้เข้าชม
• “Artist Voice” เปิดเวทีให้ศิลปินได้ถ่ายทอดเรื่องราวและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน โดยใช้ภาษามือเป็นภาษาหลัก พร้อมล่ามแปลเสียง เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงทั้งเนื้อหาและบริบทชีวิตของศิลปินอย่างเท่าเทียม 
• “Live Painting” ภายในงานได้จัดโชว์พิเศษ การวาดภาพสดร่วมกันระหว่างศิลปินคนหูหนวกและศิลปินรับเชิญ (Peakkyboo) ซึ่งจะเผยให้เห็นกระบวนการสื่อสารและการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ระหว่างโลกของการได้ยินและโลกของความเงียบ  
• “ECO-FLOWER WORKSHOP” กิจกรรมที่เปิดให้ผู้สนใจได้ร่วมลงมือทำ สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์ และนำผลงานกลับบ้านทุกวันตลอดการจัดงาน ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม 2569 
วันละ 3 รอบ (จำกัดผู้ร่วมเวิร์กช็อป 10 คนต่อรอบ) สามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ทาง: https://forms.gle/1pwdHyHFvmsJBxPx9

ท่ามกลางผู้พิการทางการได้ยินกว่า 400,000 คนในประเทศไทย ยังมีศิลปินผู้เปี่ยมพรสวรรค์อีกมากมายที่รอคอยการมองเห็น ไอคอนสยาม, DeafSync และ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย จึงมุ่งหวังให้นิทรรศการ “The Loudest Silence” เป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนเสียงเงียบให้เป็นพลังสร้างสรรค์ เพื่อลดช่องว่างทางความรู้สึก สร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืน และแสดงให้เห็นว่า ศิลปะคือภาษาสากลที่ทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงและถ่ายทอดได้ 

มาร่วมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้พิการทางการได้ยิน สัมผัสพลังแห่งการสร้างสรรค์ และมอบโอกาสให้ศิลปินในความเงียบได้ฉายแสงไปด้วยกัน ในนิทรรศการ “The Loudest Silence” เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 27-31 มกราคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือสอบถามโทร.1338

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ โรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ ร่วมกับ บริษัท บางกอก เชน เดนทัล จำกัด (BCD) จัดพิธีเปิด โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากและยกระดับคุณภาพชีวิตของพระภิกษุสงฆ์และสามเณร โดยมีการให้บริการทางทันตกรรมผ่านรถทันตกรรมเคลื่อนที่ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมหาญพาณิชย์ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก อภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี  มี ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล, กันตพร หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, พญ.กนกรัสม์ ฉันทแดนสุวรรณ กรรมการ บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, และ ทพญ.กุลภัทร แต้มสำเภาเลิศ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญด้านทันตสาธารณสุข รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ร่วมในพิธีเปิดโครงการ

โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการป้องกันโรคทางช่องปาก และอำนวยความสะดวกในการเข้ารับการรักษาแก่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร อันเป็นการสนับสนุนสุขภาวะที่ดีและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดพิธีเปิดในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนความมุ่งมั่นของบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่ พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่  พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่ พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DTH Travel ร่วมกับ จิม ทอมป์สัน พลิกโฉมการเดินทางด้วยรถไฟ The Blue Jasmine สุดคลาสสิกจากยุค 1960  ที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ทั้งขบวน ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ พาผู้ร่วมทริปสัมผัสวิถีชุมชนท้องถิ่นและวัฒนธรรมทั่วไทยผ่านการท่องเที่ยวแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยหลังจากทริปปฐมฤกษ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 รถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson เตรียมออกเดินทางอีกครั้งในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ กรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2569

แฟรงก์ แคนเซลโลนี (ซ้าย) และ สเตฟาน บรุนส์ (ขวา)

ขบวนรถไฟสุดคลาสสิกจากยุค 1960 The Blue Jasmine พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางจากสถานีหัวลำโพง สู่เส้นทางสายวัฒนธรรมของเมืองไทย โดย จิม ทอมป์สัน ได้ร่วมมือกับ DTH Travel เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เริ่มตั้งแต่การพาชมและรับประทานอาหารมื้อค่ำที่จิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการตกแต่งภายในรถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson ด้วยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ในทุกดีเทล ทั้งของใช้บนโต๊ะอาหารและของใช้ส่วนตัวของนักเดินทาง และอีกไฮไลต์สำคัญคือ โชว์รูมบนรถไฟแห่งแรกของจิม ทอมป์สัน ที่พร้อมให้ผู้โดยสารเลือกช้อปผลิตภัณฑ์ตลอดการเดินทาง

The Blue Jasmine ขบวนรถไฟสุดคลาสสิก ประกอบด้วย 10 ตู้โดยสาร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 36 ท่าน ซึ่งครั้งนี้จะเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมอันงดงาม ทั้งอยุธยา อุทัยธานี สุโขทัย และเชียงใหม่ เพื่อเปิดประสบการณ์ในแบบ Slow Travel กับจุดแวะพักที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมพาชมแหล่งมรดกโลกยูเนสโก พบปะกับช่างฝีมือท้องถิ่น สัมผัสวิถีชุมชน และลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับ เพื่อให้ The Blue Jasmine x Jim Thompson นำเสนอครบทุกมิติของการท่องเที่ยวเมืองไทย ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

ก่อนเริ่มทริป เหล่านักเดินทางจะได้ไปดินเนอร์ ณ ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน ที่ตั้งอยู่ในจิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ โดยจะได้ลิ้มลอง 5 คอร์สพิเศษในธีม Blue Jasmine ที่ผสานรสชาติอาหารไทยจากทั่วประเทศ คัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาลจากท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัยที่สะท้อนวัฒนธรรมด้านอาหารของคนไทย

นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปยังจะได้ทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน อันประกอบด้วยเรือนไทยไม้สัก 6 หลังที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 สะท้อนความหลงใหลของจิม ทอมป์สัน ที่มีต่อสถาปัตยกรรมไทย ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการจัดแสดงคอลเลกชันศิลปวัตถุและของโบราณล้ำค่าจากทั่วเอเชีย ตลอดจนแวะช้อปปิ้งที่จิม ทอมป์สัน ไอคอนิก สโตร์ เพื่อปิดท้ายวันพิเศษก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง

เมื่อก้าวสู่ขบวนรถไฟ นักเดินทางจะพบกับการตกแต่งภายในที่รังสรรค์จากไอเทมตกแต่งมากกว่า 2,000 ชิ้นของจิมทอมป์สัน เนรมิตทั้ง 10 ตู้โดยสารให้กลายเป็นพื้นที่โชว์เคสผลงานหัตถศิลป์ฝีมือคนไทย พร้อมนำเสนอในโทนสีที่เข้ากับบรรยากาศเปี่ยมมนต์เสน่ห์ของรถไฟขบวนนี้

ภายในขบวนรถไฟประกอบด้วยโซนชมวิว ห้องอาหาร และห้องพักส่วนตัว แต่ละโซนประดับด้วยผ้าจาก Jim Thompson Home Furnishings ที่โด่งดังจากผ้าคุณภาพสูงที่โรงแรมและที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ทั่วโลกเลือกใช้ แต่ละมุมสะท้อนความเป็นไทยด้วยผ้าไหม ทั้งผ้าม่าน ปลอกหมอน ผ้าคาดเตียง ไปจนถึงผ้าปูโต๊ะ รวมถึงไอเทมบนโต๊ะอาหาร อาทิ แผ่นรองจาน ผ้าเช็ดปาก ที่รองแก้ว ไปจนถึงชุดสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenity Kit) ที่ประกอบด้วยกระเป๋าเครื่องสำอางและผ้าปิดตา ไอเทมส่วนใหญ่อวดลายพรินต์ที่ดึงแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และหลายชิ้นเชิดชูเทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือโชว์รูม จิม ทอมป์สัน บนขบวนรถไฟแห่งแรกของแบรนด์ ที่นำเสนอสินค้าผ้าไหมสุดไอคอนิก รวมไปถึงคอลเลกชันแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมให้ทุกคนช้อปสะดวกผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อสั่งซื้อออนไลน์ และจัดส่งตรงถึงที่บ้านเมื่อสิ้นสุดทริป

นันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของจิม ทอมป์สัน “ความร่วมมือกับ DTH Travel สะท้อนวิสัยทัศน์ของจิม ทอมป์สัน ในสร้างนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ภายใต้การเดินหน้าสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเอเชีย เรายินดีที่ได้ร่วมตกแต่ง The Blue Jasmine x Jim Thompson ด้วยผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งตอกย้ำว่ามรดกวัฒนธรรมไทยสามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างน่าภาคภูมิ”

สเตฟาน บรุนส์ ผู้จัดการทั่วไปของ DTH Travel ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “การจับมือกับ จิม ทอมป์สัน ในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของ DTH Travel ในการมอบประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยเราทำงานกับพันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เปี่ยมคุณค่า คำนึงถึงความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน การได้จิม ทอมป์สัน มาดูแลเรื่องการตกแต่งขบวนรถไฟ ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เดินทางทุกคนจะได้สัมผัสมรดกวัฒนธรรมไทยอันงดงามตลอดการเดินทางกับ The Blue Jasmine x Jim Thompson”

สำหรับกำหนดการเดินทางในปี พ.ศ. 2570 จะประกาศให้ทราบในเร็วๆ นี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.thebluejasminetrain.com และ Facebook The Blue Jasmine หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรง บริษัท DTH Destination Thailand โทร. 0819208554 และ อีเมล thebluejasmine@th.dth.travel

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของความพิการ ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสุขภาพจิตของผู้ป่วยจำนวนมาก ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Knee Replacement Surgery) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการรักษาและการเรียนรู้ทางการแพทย์ ด้วยการเปิด “PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center” ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์อย่างเป็นทางการ มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพศัลยแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทย

รศ.นพ. พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแบบดั้งเดิมอาศัยประสบการณ์และการประเมินด้วยสายตาของศัลยแพทย์ ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ขณะที่การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะมีระบบคอมพิวเตอร์และแขนกลช่วยวางแผนและควบคุมการตัดกระดูกอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ขยับข้อเข่าได้ดี ฟื้นตัวเร็ว และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมในระยะยาว

รศ.นพ. พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า

แม้เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์จะได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น ในประเทศออสเตรเลียมีการใช้งานประมาณ 30% หรือ ในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 17% ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานเพียงไม่เกิน 2% เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและงบประมาณ โดยเฉพาะในภาครัฐที่ดูแลผู้ป่วยส่วนมาก การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและประโยชน์ของเทคโนโลยี พร้อมสร้างโอกาสในการขยายการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในอนาคต

PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center มุ่งสร้างวงจรแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาแนวทางการรักษาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายรองรับศัลยแพทย์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย พร้อมแผนจัดการอบรมอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 10–12 ครั้ง

โครงการ International Visiting Surgeon Program (VSP): Robotics Knee Replacement ครั้งนี้ มีคณะแพทย์จากประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงลึกด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้เทคโนโลยี CORI Robotic System ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล หลักสูตรครอบคลุมการผ่าตัดทั้งแบบ Total Knee Arthroplasty (TKA) และ Unicompartmental Knee Arthroplasty (UKA) ผสานการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การเตรียมห้องผ่าตัด การวางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการฝึกปฏิบัติแบบ Hands-on ด้วยอุปกรณ์จำลอง (Sawbones) ภายใต้การดูแลของคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้า ยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ผู้ที่มีอาการปวดเข่า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital นอกจากนี้ สามารถศึกษาบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ https://praram9.com/th/articles/robotic-assisted-surgery โรงพยาบาลพระรามเก้า – HEALTHCARE YOU CAN TRUST

‘Vintage Art Craft’ กลับมาตอกย้ำกระแสงานคราฟต์ ในงาน Bangkok Design Week 2026 ปลุกย่านเจริญกรุงให้คึกคัก!

‘Vintage Art Craft’ กลับมาตอกย้ำกระแสงานคราฟต์ ในงาน Bangkok Design Week 2026 ปลุกย่านเจริญกรุงให้คึกคัก!

‘Vintage Art Craft’ กลับมาตอกย้ำกระแสงานคราฟต์ ในงาน Bangkok Design Week 2026 ปลุกย่านเจริญกรุงให้คึกคัก!

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มแล้วเทศกาลออกแบบกรุงเทพ (Bangkok Design Week 2026) เทศกาลที่จะเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองทางความคิดสร้างสรรค์ งานออกแบบ และวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือการกลับมาของตลาดนัดวินเทจ ‘Vintage Art Craft’ ณ Charoen43 Art and Eatery โครงการที่รวมเสน่ห์ของงานศิลปะและไลฟ์สไตล์ใจกลางเจริญกรุงได้อย่างมีสีสัน

หลังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามในปีก่อน ตลาดนัดวินเทจกลับมาอีกครั้ง พร้อมรวมไอเทมที่มีเอกลักษณ์ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋าแฮนด์เมด งานศิลปะ ของแต่งบ้าน หนังสือมือสอง จานชามวินเทจ จนถึงแผ่นเสียงหายาก ซึ่งทุกชิ้นสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่ซ้ำใคร             

Vintage Art Craft ไม่ได้เป็นเพียงตลาดนัดของวินเทจทั่วไป แต่คือพื้นที่พบปะของคนที่มีความสนใจร่วมกัน และเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนงานแฮนด์เมดและงานดีไซน์ฝีมือคนไทย ท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาลออกแบบระดับเมือง

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 มกราคม และ 1,6–8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา: 11.00 – 18.00 น. ที่ Charoen43 Art and Eatery (เจริญกรุง 43)

ไปรษณีย์ไทยแนะใช้ ChatGPT ยกระดับการส่งพัสดุ เหมือนมีพี่ไปรฯ ส่วนตัว

ไปรษณีย์ไทยแนะใช้ ChatGPT ยกระดับการส่งพัสดุ เหมือนมีพี่ไปรฯ ส่วนตัว

ไปรษณีย์ไทยแนะใช้ ChatGPT ยกระดับการส่งพัสดุ เหมือนมีพี่ไปรฯ ส่วนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่หลายคนหันมาใช้ AI เป็นผู้ช่วยชีวิตอย่างจริงจัง ตั้งแต่งานคิด งานเขียน วางแผนทริป ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่าง “การส่งพัสดุ” เพราะ ChatGPT สามารถช่วยจัดการงานไปรษณีย์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยแปลและอธิบายสถานะพัสดุให้เข้าใจง่าย วางแผนการส่งให้เหมาะกับเวลาและงบประมาณ ไปจนถึงช่วยตอบแชทลูกค้าอย่างมืออาชีพ ทำหน้าที่เสมือนมี “พี่ไปรฯ ส่วนตัว” คอยดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางในไม่กี่คลิก

ไปรษณีย์ไทยจะพาทุกคนไปดูว่า ChatGPT ช่วยยกระดับประสบการณ์การส่งพัสดุให้สะดวก รวดเร็วกว่าที่คิดได้อย่างไร  

เนรมิตพี่ไปรฯ ส่วนตัวใน ChatGPT

พี่ไปรฯ ส่วนตัวที่ช่วยแปลสถานะพัสดุให้เห็นภาพ รู้เรื่องราวมากขึ้น พี่ไปรฯ ใน ChatGPT สามารถช่วยเราตีความสถานะ Tracking ให้กลายเป็นคำอธิบายที่เข้าใจง่ายขึ้นพร้อมบอกภาพรวมต่อให้ว่าตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหน และโดยทั่วไปหลังจากนี้จะเกิดอะไรต่อทำให้การติดตามพัสดุกลายเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นขึ้น เหมือนมีผู้ช่วยสรุปให้แบบทันใจ

พี่ไปรฯ ส่วนตัว ที่ช่วยเรื่องการส่งของตั้งแต่แพ็คจนถึงเลือกวิธีส่ง อีกหนึ่งจุดที่ AI ช่วยได้ คือการทำคู่มือการส่งแบบรวดเดียวจบ เช่น การแพ็คของกันแตก การเลือกกล่อง การเตรียมข้อมูล หรือทริคการส่งให้ปลอดภัยเหมาะกับทั้งคนทั่วไปและสายขายของออนไลน์ที่ต้องการลดความผิดพลาด และทำงานให้ไวขึ้น

พี่ไปรฯ ส่วนตัว ที่ช่วยวางแผนการส่งให้คุ้ม เลือกทางที่เหมาะกับเวลาและต้นทุน แค่บอกปลายทาง น้ำหนัก ขนาด และความเร่งด่วน พี่ไปรฯ บน ChatGPT สามารถช่วยเสนอทางเลือกเชิงตรรกะให้ได้ว่าควรส่งแบบไหนถึงจะเหมาะสุด ช่วยให้การส่งไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่เป็นการตัดสินใจที่คุมต้นทุนได้จริง

พี่ไปรฯ ส่วนตัว มือขวาร้านค้าออนไลน์ทำข้อความคุยกับลูกค้าให้ดูมือโปร ในโลกอีคอมเมิร์ซ คุณภาพของบริการไม่ได้อยู่แค่การส่ง แต่ยังรวมเรื่องของการสื่อสารเอาไว้ด้วย พี่ไปรฯ บน ChatGPT จึงมีความสามารถในการช่วยเขียนข้อความต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเลขพัสดุ โปรโมชัน รวมถึงข้อความตอบลูกค้าแบบสุภาพและชัดเจนได้ทันที เรียกได้ว่าช่วยลดภาระงานแอดมิน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านค้าช่วยให้ผู้ประกอบการมีเวลาไปจัดการธุรกิจได้มากขึ้น

AI ไม่ได้มาแทนไปรษณีย์ แต่มาทำให้ประสบการณ์การใช้บริการไปรษณีย์สะดวกและสมาร์ตขึ้น

สิ่งสำคัญคือ AI ไม่ได้เกิดมาเพื่อแทนที่ไปรษณีย์ แต่เกิดมาเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างระบบกับผู้ใช้งาน ทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนกลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และช่วยให้การตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนชัดเจนขึ้น เมื่อเทคโนโลยีทำหน้าที่สนับสนุน ประสบการณ์ส่งพัสดุจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่เร็วขึ้น แต่เปลี่ยนให้สะดวกขึ้นในแบบที่เข้ากับชีวิตจริงของคนยุคนี้

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post  ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่งที่รักเด็กชายน้อยมาก ทุกๆ วันเด็กชายจะมาเล่นที่ต้นมะม่วง บางทีเขาจะเก็บใบไม้มาทำเป็นมงกุฎสมมติว่าตัวเองเป็นพระราชา บางวันปีนขึ้นไปบนลำต้น แกว่งแขนโหนกิ่งก้าน และกินผลมะม่วงที่แสนอร่อย

                   เมื่อเหนื่อย เขาก็จะนอนหลับพักผ่อนภายใต้ร่มเงา เด็กชายรักต้นมะม่วงต้นนี้มาก… และต้นมะม่วงก็มีความสุข

                  เมื่อกาลเวลาผ่านไป เด็กชายเริ่มโตขึ้น เขาไม่ได้มาหาต้นมะม่วงบ่อยเหมือนเดิม ต้นมะม่วงเริ่มรู้สึกเหงา จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับมา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อเล่นเหมือนแต่ก่อน

ครั้งที่ 1: เด็กชายบอกว่าอยากได้เงินไปซื้อของเล่น ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีเงินให้หรอก แต่เอาผลมะม่วงของฉันไปขายสิ” เด็กชายจึงเก็บมะม่วงไปขาย …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 2: เมื่อเป็นหนุ่มใหญ่ เขากลับมาพร้อมความกังวลว่าต้องการบ้านเพื่อสร้างครอบครัว ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่ตัดกิ่งก้านของฉันไปสร้างบ้านสิ” เขาก็ตัดกิ่งก้านไปจนเหลือแต่ลำต้นเปล่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 3: เขากลับมาอีกครั้งในวัยกลางคน บอกว่าอยากได้เรือเพื่อล่องไปตามแม่น้ำ ต้นมะม่วงบอกว่า “ตัดลำต้นของฉันเอาไม้ไปสร้างเรือสิ” แล้วเขาก็ตัดลำต้นทะม่วงไป เหลือเพียงแต่ “ตอไม้” เก่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข

              เวลาผ่านไปนานแสนนาน จนเด็กชายคนนั้นกลายเป็นชายชราผู้เหนื่อยล้า เขากลับมาหาต้นมะม่วงเป็นครั้งสุดท้าย ต้นมะม่วงพูดด้วยความเสียใจว่า “ฉันขอโทษนะ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้เธออีกแล้ว ไม่มีผลมะม่วง ไม่มีกิ่งก้าน และไม่มีลำต้น…”

              ชายชราตอบว่า “ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากแล้วล่ะ ตอนนี้ แค่อยากได้ที่นั่งพักเงียบๆ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”

              ต้นมะม่วงจึงยืดตัวขึ้นเท่าที่ตอไม้จะทำได้ แล้วบอกว่า “งั้นมาสิ ตอไม้เก่าๆ นี่แหละเหมาะที่สุดที่จะนั่งพัก” ชายชราก็นั่งลงพักผ่อนบนตอไม้นั้น …และต้นมะม่วงก็มีความสุข

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้เป็นความดี สร้างความสุข” (ทานมัย ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ในพุทธศาสนา)

             เรียบเรียงจากนิทานอเมริกัน อายุ 60 ปี เรื่อง ต้นไม้ผู้ให้ The Giving Tree แต่งโดย Shel Dilverstein ซึ่งแปลไปกว่า 30 ภาษาทั่วโลก

อาทร จันทวิมล

เมืองไทยประกันภัยจ่ายสินไหมแก่ 2 ครอบครัวผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์เครนตกใส่รถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมืองไทยประกันภัยจ่ายสินไหมแก่ 2 ครอบครัวผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์เครนตกใส่รถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมืองไทยประกันภัยจ่ายสินไหมแก่ 2 ครอบครัวผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์เครนตกใส่รถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จากโศกนาฏกรรมเหตุการณ์เครนที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ที่บริเวณบ้านถนนคต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย

มาดามแป้ง-นางนวลพรรณ ล่ำซำ CEO บมจ.เมืองไทยประกันภัย ดำเนินการมอบเงินค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์อุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 400,000 บาท แก่ครอบครัวนางอริชา จ่าทอง ผู้เสียชีวิต โดยมีนายประวิทย์ อ้วนพร (สามี) เป็นผู้รับมอบ และมอบเงินค่าสินไหมทดแทน จำนวน 200,000 บาท แก่ครอบครัวนางชยานี วรรณทวี ผู้เสียชีวิต โดยมี นางสาวทวีพร วรรณทวี (บุตร) เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมเมืองไทยประกันภัย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

จากเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรมและทันที ให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัว ทั้งนี้ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และให้มั่นใจว่าบริษัทฯ พร้อมที่จะดูแลและเคียงข้างผู้เอาประกันภัยในทุกวิกฤต บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอส่งกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ตลอดจนผู้ที่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์นี้

เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ

เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ

เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คำพูด เปรียบเสมือนยาที่สามารถเยียวยาจิตใจ หรือเป็นยาพิษที่ทำร้ายจิตใจได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพราะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยา หรือตอกย้ำความเจ็บปวดภายในจิตใจของผู้ป่วยให้แย่ลงกว่าเดิม

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก   สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วย โรคซึมเศร้า มีอาการที่ดีขึ้นและแย่ลงได้ก็คือคำพูดที่เราใช้ในการสื่อสารกับผู้ป่วย การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเข้าใจและได้รับการสนับสนุน แต่หากเลือกใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม อาจยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่และโดดเดี่ยวมากขึ้น

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital 

ประโยคที่ไม่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีดังนี้

“จะกังวลทำไม ไม่เห็นจะน่าเครียดเลย”  :: แต่ละคนมีความคิดความรู้สึก ให้ความสำคัญกับแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน เรื่องเล็กสำหรับเราอาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา

“ไปปฏิบัติธรรมมั้ย” :: วิธีนี้ดีในบางคนที่มีความเชื่อหรือชอบทางนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่แนวทางของใครหลาย ๆ คน แต่ถ้าสนิทสนมหรือรู้จักกันมากพอ และทราบว่าเขาชอบทางนี้อยู่แล้ว ก็สามารถชักชวนได้

“ไปพบหมอทำไม จะกินยาไปทำไม จัดการที่ใจตัวเองสิ”  :: การที่เขาตัดสินใจรับการรักษา นั่นคือเขาไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้และต้องการความช่วยเหลือแล้ว เราควรถามด้วยคำถามอื่นแทน เช่น การพบแพทย์ทำให้เขารู้สึกอย่างไร หรือการกินยามีผลกับเขาอย่างไร

“หลายคนเค้าแย่กว่าเธอเยอะ” :: เป็นการเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนว่าตัวเขาเองหรือเปล่าที่แย่ เพราะไม่สามารถจัดการตัวเองได้ และอาจทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

“เธอจะไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าตอนนั้นเธอ….”  :: เป็นการตัดสินว่าเขาเลือกทางผิด ผู้ป่วยหลายคนมีแนวโน้มจะคิดวนเวียน โทษตัวเอง พยายามคิดหาสาเหตุของปัญหา ซึ่งความคิดลักษณะนี้จะทำให้มีความทุกข์มากขึ้น

“เธอต้องปล่อยวาง ให้อภัย” :: การปล่อยวางไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย คำแนะนำนี้จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา รู้สึกละอายที่ปล่อยวางหรือให้อภัยไม่ได้

ประโยคที่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

“อยากคุยเรื่องนี้มั้ย? ฉันพร้อมจะฟังเธอเสมอ” :: แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวนั้น ๆ  แต่เราก็สามารถอยู่ตรงนั้นเพื่อให้กำลังใจ ฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำผิดหรือถูก ทำให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและรู้สึกสบายใจที่จะพูดมันออกมา

“อยากให้ฉันช่วยอะไร” :: เป็นคำถามที่เปิดกว้างให้เขาบอกสิ่งที่ต้องการ บางครั้งเขาอาจไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากผู้รับฟังที่ดี ถ้าเขาบอกสิ่งที่ต้องการให้ช่วย พยายามช่วยเขาเท่าที่เราจะทำได้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราแคร์เขา

“พักหน่อยมั้ย” ::   ถ้าเขากำลังกังวลมากจนกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก ควรช่วยให้เขาเบี่ยงเบนความสนใจไปทำเรื่องง่าย ๆ บางอย่างที่สามารถทำให้ทันทีในตอนนั้น

“เราจะอยู่ข้างๆเธอนะ” :: ย้ำเตือนว่าเราพร้อมจะดูแลเขาเมื่อเขาต้องการ

”เธออยากฟังคำแนะนำของฉันไหม หรือเธออยากเล่ามากกว่า” :: กรณีที่เรามีคำแนะนำบางอย่างแก่เขา ควรให้เขาตัดสินใจเองว่าต้องการสิ่งนั้นหรือไม่ อย่ายัดเยียดสิ่งที่คิดว่าดีให้เขา เพราะคนเราไม่ได้มีความคิดความเชื่อที่เหมือนกัน และถึงแม้จะแนะนำบางอย่างไปแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะทำหรือไม่ทำตาม

“ขอบคุณที่เล่าให้ฉันฟังนะ” :: ถ้าเขาไว้ใจเล่าเรื่องราวให้เราฟัง อย่าลืมที่จะขอบคุณความไว้วางใจที่เขามีให้ ชื่นชมความกล้าของเขาที่จะแบ่งปันสิ่งที่อยู่ในใจกับเรา

ทั้งนี้ การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมและการรับฟังอย่างจริงใจเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจและการไม่ตัดสินจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจและสบายใจในการเปิดใจ เมื่อเราเป็นผู้รับฟังที่ดี ผู้ป่วยจะมีโอกาสฟื้นฟูได้ดีขึ้นและมีพลังใจในการก้าวข้ามความยากลำบากในชีวิตต่อไปได้