บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

           กาลครั้งหนึ่งราว 900 ปีมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ ในสมัยก่อนนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย เด็กๆ เคยวิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

           แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยากหลายครั้ง ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา ชาวบ้านรู้สึกเศร้าใจ

           ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า “ถ้าภูเขาไฟฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

           วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินเก็บส่วนตัว ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

           ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา”

           “กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

           คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

           ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ เดินขึ้นภูเขาช้าๆ ขุดดินแข็งๆ แล้วปลูกต้นซากุระทีละต้น แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้ บางวันฝนตกหนัก ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

           คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แต่ทุกครั้งที่มองต้นไม้เล็กๆ คุณตาจะพูดว่า “โตเร็วๆนะ… ทำให้ทุกคนยิ้มได้” แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

           ต่อมาก็มี หน่วยราชการ องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตา โดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

           เวลาผ่านไป20ปี คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระทั้งหมดบานพร้อมกัน ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

           นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

           คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้ อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้ แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

           การทำความดีของคุณตาคิสุกะ เป็นการทำตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่อง การทำความดีด้วยการแบ่งปัน อุทิศให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) เพราะคุณตาได้ปลูกต้นซากุระไว้ไม่ใช่ให้ตนเอง ทำให้ต้นซากุระที่เป็นต้นไม้ประจำชาติออกดอกทั่วประเทศญี่ปุ่น

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

           เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

            เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมพยาบาลไตเทียม รุ่นที่ 54 และ 55 และ ทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี คณะกรรมการบริหารมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมสำนักงานมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ชั้น 8 ตึกกัลยาณิวัฒนา รพ.สงฆ์ 27 มีนาคม เวลา 9.00 น. (เป็นการส่วนพระองค์)..
  • พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ “คนดีศรีลพบุรี” ครั้งที่ 12 ประจำปี 2568 โดยมี วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี, อำนวย จั่นเงิน ร่วมพิธี..
  • มิตรสหายร่วมอนุโมทนาบุญกับ โยธิน-ลัดดาวัลย์ ดำเนินชาญวนิชย์ บมจ.ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) ได้ไปบริจาคเงินให้ ศิริราชมูลนิธิ ตั้งเป็นกองทุน Double A เพื่อโครงการวิจัยและรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร..
  • อนุวัตร เฉลิมไชย, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, สมพร มาอุทธรณ์, ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล, นิรุตติ ศุขโรจน์  ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของ มูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดฯ..
  • ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รักษาการแทน ผอ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ต้อนรับ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาองค์กร..
  • ปณิต ตุลย์วัฒนจิต ชวนเพื่อนๆ วตท.14 มาสังสรรค์อัพเดทชีวิต งานนี้ ณัฐญา นิยมานุสร, ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, ทวี ปิยะพัฒนา, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์, พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์, วิลาสินี พุทธิการันต์, ธีรนันท์ ศรีหงส์, วิเชียร เอมประเสริฐสุข, วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, ประภา ปูรณโชติ, วรรษมล เพ็งดิษฐ์, รสริน เธียรนุกุล ไม่พลาด..
  • ข่าวน่ายินดีของ สุชาติ อรุณศิริโชค และ เบญจมาศ วัฒนเชิดชูพงษ์ ที่บุตรี พัชรพรรณ อรุณศิริโชค ได้ฉลองมงคลสมรสกับ คุณานพ เลิศไพรวัลย์ บุตร สุชาติ-นัยรัตน์ เลิศไพรวัลย์..
  • กัปตัน ศิรชัช พิทยาธิคุณ พา คุณแม่ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส และ น้องสาว ศุภสิตา พิทยาธิคุณ นั่งแอร์เอเซียบินตรงไปเที่ยวโอกินาวา 3 วันแบบชิลๆ กินให้พุงแตก..
  • ภก.อภิชัย ลิขิตมาศสกุล บจ.ลิขิตอินเตอร์ เทรดดิ้ง บริจาคเงิน ให้กับรพ.พนัสนิคม เพื่อพัฒนาอาคารอุบัติฉุกเฉิน โดยมี ภญ.วิลาสินี สัตยาทิตย์ รอง ผอ.รพ. เป็นผู้รับมอบ..
  • นพ.ศุสกิจ ฉัตรไชยาฤกษ์ เป็นประธานในพิธี มอบทุนมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาให้กับนิสิตที่มาฝึกในชั้นคลินิก นักศึกษาแพทย์ ชั้น ปี 6 ณ รพ.กลาง..
  • พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีตรองประธานวุฒิสภา ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศ 31 มี.ค.17.00 น…พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถึง 2 เม.ย.และสวดถึง 4 เม.ย…พระราชทานเพลิงศพ 5 เม.ย.17.00 น..
  • สวด ม.ล.สีหชาติ ศุขสวัสดิ บิดา จารุวัฒน์ ศุขสวัสดิฯ ภริยา เจตน์ เชี่ยวสกุล ศาลา 1 วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น 23-27 มี.ค.19.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 28 มี.ค.15.00 น..
  • ชื่นชม คูโบต้าฟาร์ม ได้มอบผลิตผลจากฟาร์ม เช่น ผักเคล ผักกรีนคอส หัวไชเท้า ไข่ไก่ ให้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เพื่อสนับสนุนน้องๆผู้พิการ..

น้องใหม่

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off 'ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก'

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) มอบหมายให้ นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน โดยมี นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรม ดย. และ สสส. , ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชน , ผู้แทนสถาบันการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน เข้าร่วมงาน ณ บริเวณชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

นายกิตติ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน ประกอบกับพันธกิจในบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว วันนี้ จึงได้จัดกิจกรรม Kick Off “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก” เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ สำหรับเด็กและเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน อีกทั้งเพื่อช่วยลดปัญหาทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และการฝึกประสบการณ์การทำงานช่วงปิดภาคเรียน โดยมีบ้านพักเด็กและครอบครัว และสถานรองรับเด็กในสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน นำไปขับเคลื่อนจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ช่วงปิดเทอมในพื้นที่ทั่วประเทศ

นายกิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมครั้งนี้ เรามีเป้าหมายที่ต้องการให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ในช่วงปิดภาคเรียน เพราะการเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา และสามารถค้นหาความสนใจ พัฒนาทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศไทย และสิ่งที่สำคัญคือความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเรียนรู้ทักษะชีวิตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์โลกผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง สู่การเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลกที่มีคุณภาพในอนาคต

นางอภิญญา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ 1) สสส. นำเสนอแพลตฟอร์ม www. ปิดเทอมสร้างสรรค์.com ที่เชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ให้เด็กและผู้ปกครองเลือกเข้าร่วมกิจกรรมตามที่สนใจ 2) องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับสวนสัตว์ Zoo Bingo 3) โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี จัดกิจกรรมเสือซุ่ม ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เล่นเกมตอบคำถามวิทยาศาสตร์ 4) สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาการเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมจำลองถนนปลอดภัย และ 5) สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมเกมพัฒนาเด็ก EF (เกมฝึกการคิด เสริมสมองส่วนหน้าในการบริหารจัดการตัวเอง เช่น การควบคุมอารมณ์)

‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’ เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’  เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’ เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

ท่ามกลางวิถีชีวิตเมืองที่เร่งรีบ การเดินทางในแต่ละวันของผู้คนจำนวนมากอาจเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่โครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” กลับพยายามเปลี่ยนมุมมองนั้น ให้การเดินทางกลายเป็น “ประสบการณ์” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความสุข และการเรียนรู้ กิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม. พาชมเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ” ซึ่งจัดโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในปี 2569 นี้ นับเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เมืองที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม

จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร รฟม. เปิดเผยว่า กิจกรรมในปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 1,800 คน สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จึงมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเพียง 50 คน ผ่านกระบวนการสุ่มรายชื่อจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ “เราอยากให้การเดินทางของทุกคน ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นการเดินทางที่มีความสุข ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนไทยอย่างแท้จริง”

กิจกรรมในครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้เข้าร่วมเดินทางมาถึงสถานีบางไผ่ มีบริการรถสองแถวคอยรับ-ส่งไปยังวัดกำแพงบางจาก จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ภายในวัด ผู้ร่วมกิจกรรมได้สักการะ “หลวงพ่อบุษราคัม” พระพุทธรูปปางมารวิชัย เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกเดินสำรวจชุมชนคลองบางหลวง และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้ โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ทรงคุณค่าของวัดแห่งนี้ คลองบางหลวงถือเป็นชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตริมน้ำเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ บ้านเรือนไม้เก่าแก่เรียงรายตลอดสองฝั่งคลอง ผสมผสานกับศิลปะและวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมได้เดินชมตลาดคลองบางหลวง ชม “บ้านศิลปิน” แหล่งรวมงานศิลป์และพื้นที่สร้างสรรค์ พร้อมฟังเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการบรรยายโดย จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ผู้มีความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวอดีตให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ด้วยสไตล์การเล่าที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างมีชีวิตชีวา หลังจากการเดินชมชุมชนผ่านไป เข้าสู่กิจกรรม Workshop “ร้อยลูกปัดมงคลตามราศี” ณ บ้านพึ่งศิลป์ โดยมี “หมอนก-นภัสสร โชติกวณิชย์” หรือที่รู้จักในชื่อ Bird Eye View เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของสีตามวันเกิด การสะท้อนบุคลิกภาพ และการใช้สีเพื่อเสริมพลังบวกในชีวิตประจำวัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ในการดูแลจิตใจของตนเอง

ช่วงเที่ยง ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มลองอาหารไทยในบรรยากาศอบอุ่นของคาเฟ่บ้านพึ่งศิลป์ พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตลอดทั้งกิจกรรม ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนความประทับใจ ทั้งในด้านความอบอุ่นของชุมชน ความสวยงามของวิถีชีวิตริมน้ำ และโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หาได้ยากในชีวิตประจำวัน

โครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยง “ระบบขนส่ง” เข้ากับ “วิถีชุมชน” อย่างมีความหมาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ รฟม. ยืนยันว่าจะยังคงจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้อย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทาง Facebook ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

ท้ายที่สุด โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเดินทางไม่จำเป็นต้องไกล หรือหรูหราเสมอไป บางครั้ง “ความสุข” อาจอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เราชะลอจังหวะชีวิต แล้วเปิดใจสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนเล็กๆ ที่ยังคงเต้นอยู่เคียงข้างเมืองใหญ่ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวของการเดินทาง…ที่เต็มไปด้วยความหมายมากกว่าที่เคยเป็น

กองทัพบก-ไทยประกันชีวิต ลงนามต่อสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร ปีที่ 40

กองทัพบก-ไทยประกันชีวิต ลงนามต่อสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร ปีที่ 40

กองทัพบก-ไทยประกันชีวิต ลงนามต่อสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร ปีที่ 40

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

พลเอก ศานติ ศกุนตนาค ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พร้อมด้วย ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ศรีสุดา พูลพิพัฒนันท์ กรรมการ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามต่อสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร ประจำปี 2569 เพื่อมอบหลักประกันและความคุ้มครองแก่กำลังพลกองทัพบกทุกชั้นยศ ภายใต้กรมธรรม์แบบ “ภัยสงคราม” และแบบ “พิทักษ์พล” ซึ่งคุ้มครองทั้งกรณีปฏิบัติภารกิจภาคสนามและยามปกติ โดยได้รับเกียรติจาก ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ และ อาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กองบัญชาการกองทัพบก

ไทยประกันชีวิตนับเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกและแห่งเดียวที่ให้ความคุ้มครองกำลังพลของกองทัพบก มาตั้งแต่ปี 2530 ภายใต้เจตนารมณ์การดูแลชีวิตคนไทย และพร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์

โรงแรมอัศวิน จัดพิธีบวงสรวง “พระตรีมูรติ” ครบรอบ 4 ปี เชิญร่วมพิธี พร้อมอาหารฟรีและการแสดงรำถวายสุดยิ่งใหญ่

โรงแรมอัศวิน จัดพิธีบวงสรวง “พระตรีมูรติ” ครบรอบ 4 ปี เชิญร่วมพิธี พร้อมอาหารฟรีและการแสดงรำถวายสุดยิ่งใหญ่

โรงแรมอัศวิน จัดพิธีบวงสรวง “พระตรีมูรติ” ครบรอบ 4 ปี เชิญร่วมพิธี พร้อมอาหารฟรีและการแสดงรำถวายสุดยิ่งใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธาน มิราเคิลกรุ๊ป จัดพิธบวงสรวง “พระตรีมูรติ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีแห่งการประดิษฐาน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมสักการะอย่างใกล้ชิด

พิธีจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป โดยภายในงานนอกจากพิธีบวงสรวงอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีการแสดง รำถวายพระตรีมูรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล สะท้อนถึงความศรัทธาและความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

อีกทั้งยังมีการจัดเลี้ยงอาหารสำหรับผู้เข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อร่วมแบ่งปันความสุขและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มาร่วมพิธีทุกท่าน

นอกจากนี้ ภายในพิธียังมีการจุดประทัดจำนวน 60,000 นัด เพื่อถวายแด่พระตรีมูรติ เสริมความเป็นมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในชีวิตตามความเชื่อ

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการสืบสานประเพณีและความเชื่ออันดีงามของสังคมไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมพิธีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ตามวันและเวลาดังกล่าว

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว 'ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช'สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

OSIM (โอซิม) แบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในตลาดประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ในบทบาทตัวแทนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำทิศทางการสื่อสารที่มุ่งเชื่อมโยง Wellness เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและมีระดับ โดย OSIM ยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดประเทศไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น และเป็นไอดอลด้านการดูแลตัวเองของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริงการเปิดตัวของศรีริต้าในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่คือการสะท้อนภาพของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างสมดุล เปี่ยมด้วยความสง่างาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในทุกมิติ ภาพลักษณ์ดังกล่าวสอดคล้องอย่างลงตัวกับแนวคิดของ OSIM ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในระดับพรีเมียม ซึ่งตลอดที่ผ่านมา OSIM ได้ร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับเอเชียและระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฮยอนบิน, หลิวเต๋อหัว, เจเจ หลิน, ฟ่านปิงปิง, ลีมินโฮ และ ซัมมี่ เฉิง ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของความสำเร็จและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมในระดับนานาชาติ

การเลือกศรีริต้าเข้ามาร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของ OSIM จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การผ่อนคลาย และคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง ศรีริต้ายังเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่สามารถบริหารหลายบทบาทในชีวิตได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักธุรกิจ ภรรยา และคุณแม่ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและการดูแลตัวเอง ทำให้เรื่องของ Wellness กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากภาพลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว บทบาทของเธอในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพอย่าง Organika ยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในโลกของ Wellness และ Luxury ได้อย่างชัดเจน ความเข้าใจในเรื่องการดูแลตัวเองในระดับลึก ทำให้การร่วมงานกับ OSIM ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ แต่เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ OSIM ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Tech อย่างต่อเนื่อง โดยผสานนวัตกรรมเข้ากับดีไซน์และประสบการณ์การใช้งาน เพื่อให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือการฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในทุกมิติ การเปิดตัวศรีริต้าในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ OSIM ในการยกระดับภาพลักษณ์สู่ Luxury Wellness Lifestyle อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การมีสุขภาพที่ดีและสมดุล คือคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิต สัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพจาก OSIM ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน OSIM ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์

Website: www.osim.co.th

Line OA: @osim_thai

Facebook: https://www.facebook.com/OsimThailandOfficial

TikTok: https://www.tiktok.com/@osimthai

Instagram: https://www.instagram.com/osim_thai/

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ     ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก และทุกๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”         

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง 

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า   ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต

หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใดๆ E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

อย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดมิติใหม่ของการรักษาโรคหัวใจผ่านนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กด้วย 2 โปรแกรมใหม่ล่าสุด ได้แก่ Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคหัวใจด้วยการผสานเทคโนโลยี visualization ความแม่นยำสูง และระบบเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการผ่าตัดในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วย MICS CABG (Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting) คือเทคนิคการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก มีแผลขนาดเล็กเพียง 7–10 ซม. บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจ–ปอดเทียม (off-pump) จึงลดความเสี่ยงจากการเสียเลือดและอาการแทรกซ้อน เหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจด้านซ้ายตีบหรืออุดตัน โดยที่หลอดเลือดหัวใจด้านขวาปกติ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ 

นพ. ณัฐพล อารยะวุฒิกุล ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า เทคนิค MICS CABG ใช้ระบบกล้องและเครื่องมือ micro-instruments ผ่านแผลขนาด 5–7 ซม. ที่ชายโครง โดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เทคนิค MICS CABG ไม่ได้แทนที่การผ่าตัดแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถรับการผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กได้ เพื่อลดความเจ็บ เสี่ยงติดเชื้อน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดย MICS CABG เป็นขั้นกว่าของการ bypass หลอดเลือดหัวใจที่ไม่ต้องเปิดหน้าอก เราใช้ stabilizer ขนาดเล็ก ร่วมกับ endoscopic guidance และระบบ monitoring ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดระยะนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

ในขณะเดียวกัน โปรแกรม Totally 3D Endoscopic Valve Surgery พัฒนาโดย นพ. ภาดร เจ็ดวรรณะ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ออกแบบให้สามารถผ่าตัดซ่อมแซมและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่านแผลเพียง 4–5 ซม. ด้วยการใช้ระบบภาพ 3 มิติความละเอียดสูง (high-definition 3D visualization system) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างหัวใจอย่างลึกและแม่นยำทุกมุมมอง โดยเทคนิคดังกล่าวเหมาะสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติก รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีของภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เช่น Atrial Septal Defect (ASD) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการติดเชื้อ และลดระยะเวลาในการพักฟื้นใน ICU อย่างมีนัยสำคัญ

นพ. ภราดร เจ็ดวรรณะ กล่าวว่า กล้อง 3 มิติเสมือนจริงช่วยให้เราผ่าตัดในพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของร่างกาย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวไว และให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิดอก ทั้งนี้ ความท้าทายของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็กคือพื้นที่จำกัดและความซับซ้อนของกายวิภาค ระบบกล้อง 3 มิติที่เราใช้สามารถสร้างภาพเสมือนจริงแบบ immersive view ช่วยให้ผ่าตัดได้แม่นยำกว่าการใช้ตาเปล่าหลายเท่า

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจมากว่า 20 ปี และในปี 2024 เพียงปีเดียวให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 130,000 ราย โดยเป็นผู้ป่วยต่างชาติกว่า 50,000 ราย สะท้อนการเติบโตของความเชื่อมั่นในนวัตกรรมการแพทย์ของไทยในเวทีโลก การเปิดตัวโปรแกรมผ่าตัดหัวใจแผลเล็กครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง และส่งสัญญาณว่า Deep Medical Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องวิจัย แต่พร้อมถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลของไทย

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ ร้องเพลงชาติบนปราสาทหิน แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

            ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ มีดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า ประจำจุดสัตตะโสม กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 เสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี เสียชีวิตเพราะถูกระเบิด ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนที่บาดเจ็บ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 เสียชีวิตจากจรวดหลายลำกล้อง บีเอ็ม 21 ที่ปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568  

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ  ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ  กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือจากทหารกัมพูชา  ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก  (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์  เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหารแม๊ก) สังกัด ร.13 ร้อย ค.หนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม เสียชีวิตบริเวณชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอเมือง จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสู้รบที่แนวพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนกล สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8022) สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร) ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิต ที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ค่ายบดินทรเดชา) จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568  วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง  อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิตจากอาวุธสงครามจากฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.): ชาวพยัฆภูมิพิสัย  มหาสารคาม (จ่าดูไบ)สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม  ทูตสันติภาพผู้เสียสละ เสียชีวิตจากการถูกปาระเบิดสังหารใส่ ขณะพยายามเจรจายุติความขัดแย้งในเขตผ่อนปรน จ.บุรีรัมย์  เมื่อวันที่ 15 ธค.2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1  กรมทหารราบที่ 2 ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.): ชาวตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์  สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน ที่เนิน 350 ปราสาทตาควาย   (20 ธค 68)

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.):สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  ชาวนครนายก/สมุทรสาคร อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี เสียชีวิตในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พันโท จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.): ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.): จ่าคิว อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.): ชาวตำบลสมสะอาด อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  นายสิบพยาบาล กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้า ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ผู้นำทางสู่สันติภาพ เสียชีวิตจากกับระเบิดเก่าขณะนำคณะปักปันเขตแดนเดินเท้าเข้าพื้นที่เสี่ยง ( 22 ธค. 68)

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง(จ.ส.อ.) ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร)ชาวอำเภอภูสิงห์  ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร  สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ห

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์  สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ทหารกล้าชาว ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6) กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถึโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า (พล ทหาร): ชาว อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสุแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่บ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธิ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

             ขอเทิดทูนวีรกรรมของทหารไทยทั้ง 42 ท่าน ที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทยไว้ด้วยชีวิต

               การสละชีพเพื่อชาติของ 42 นักรบไทยนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 6 เรื่อง การทำความดีด้วยการอุทิศ (ปัตติทานมัย) คือ การแบ่งปันสิ่งของ เงินทอง สละสุขส่วนตัว สละชีพเพื่อชาติ แบ่งปันผลบุญ  ผลงาน ความดีที่เราทำให้แก่ผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว และทำความดีตามกฎของลูกเสือข้อ 2 มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซี่อตรงต่อผู้มีพระคุณ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation