หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือได้รับแสงแดดจัดโดยไม่ป้องกัน รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดและแหล่งอื่นๆ เช่น เตียงอาบแดด (tanning bed) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ แม้จะเป็นแสงแดดในช่วงหน้าหนาวก็ตาม

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล 

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ชนิดของมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ Basal Cell Carcinoma (BCC): โตช้า มักไม่แพร่กระจาย แต่หากปล่อยไว้สามารถทำลายเนื้อเยื่อรอบ ๆ ได้ Squamous Cell Carcinoma (SCC): โตเร็วกว่าชนิด BCC และมีโอกาสแพร่กระจาย Melanoma: เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากตรวจพบในระยะลุกลาม

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง
ผู้ที่มีผิวขาว ผิวไหม้ง่าย มีไฝหรือปานจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะหากต้องสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน

การตรวจพบระยะเริ่มต้นสำคัญที่สุด
มะเร็งผิวหนัง มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก อาจดูเหมือนเพียงรอยแผลที่ไม่หายหรือไฝที่มีลักษณะเปลี่ยนไป การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด ลดการสูญเสียผิวหนัง และหลีกเลี่ยงการลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น

Mohs Surgery เทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนัง
หนึ่งในเทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนังที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ Mohs Micrographic Surgery ซึ่งผสมผสานการผ่าตัดและการตรวจชิ้นเนื้อแบบเรียลไทม์ ศัลยแพทย์จะตัดชั้นเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งออกทีละชั้น และตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ทันที หากยังพบเซลล์มะเร็ง จะตัดเฉพาะบริเวณที่มีเซลล์ผิดปกติเพิ่มจนแน่ใจว่ากำจัดได้หมด วิธีนี้จึงสามารถรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ได้มากที่สุด

จุดเด่นของ Mohs Surgery

ให้อัตราการหายสูงถึงกว่า 99% ในมะเร็งผิวหนังบางชนิด ลดการสูญเสียเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็น เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องคงความสวยงาม เช่น ใบหน้า รอบตา หรือริมฝีปาก ใช้ได้ดีในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือมีขอบเขตไม่ชัดเจน

มะเร็งผิวหนังแม้ดูเหมือนโรคที่ไกลตัว แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กลางแดดเป็นประจำ หากพบรอยโรคที่ไม่หายหรือไฝที่เปลี่ยนแปลงไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผลการรักษาดีที่สุด

นิทรรศการบันทึกประวัติศาสตร์ ‘นอกระบบ’ ที่โลกเกือบจะลืม ผลงานของ Vinca Petersen x Aaron Trinder ครั้งแรกในกรุงเทพฯ

นิทรรศการบันทึกประวัติศาสตร์ ‘นอกระบบ’ ที่โลกเกือบจะลืม ผลงานของ Vinca Petersen x Aaron Trinder ครั้งแรกในกรุงเทพฯ

นิทรรศการบันทึกประวัติศาสตร์ ‘นอกระบบ’ ที่โลกเกือบจะลืม ผลงานของ Vinca Petersen x Aaron Trinder ครั้งแรกในกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางตึกเก่าและบรรยากาศดิบเท่ของย่านตลาดน้อย กลิ่นอายของวัฒนธรรมต่อต้าน (Counter-culture) จากยุโรปในยุค 90s ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ในนิทรรศการที่ชวนเราตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่าง “อาชญากรรม” และ “เสรีภาพในการใช้ชีวิต” ผ่านภาพถ่ายและภาพยนตร์สารคดีของ Vinca Petersen และ Aaron Trinder ที่หาดูได้ยาก

The Urban Cult: ความสุขนิยมที่รัฐไม่ปรารถนา

นิทรรศการภาพถ่ายและภาพยนตร์สารคดีของ 2 ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษ สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของอุดมการณ์แนวนอน (Horizontalism) หรือแนวคิดในการจัดระเบียบทางสังคมและการเมืองที่เน้น ‘ความเท่าเทียมกัน’ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากปี 1989 เมื่อดนตรี Rave และ Techno ไม่ใช่แค่ความบันเทิง หากเป็นการประกาศเอกราชจากโครงสร้างทางสังคมที่กดทับ

นิทรรศการนี้จะพาคุณสำรวจการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ‘Free Party’ ที่เคยรวมตัวกันกว่า 25,000 คน ในชนบทแห่งหนึ่งของอังกฤษ พื้นที่ที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่สำหรับพวกเขาสถานที่แห่งนั้นเปรียบดั่ง ‘สวรรค์’ ที่ไร้ลำดับชั้นตามแนวคิดของวัฒนธรรมต่อต้าน ซึ่งขัดแย้งต่อบรรทัดฐานหรือค่านิยม (Mainstream culture) ของสังคมส่วนใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอทางเลือกของวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป และแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสังคมกระแสหลัก ณ ช่วงเวลานั้น

‘NO SYSTEM’ by Vinca Petersen

นิทรรศการภาพถ่ายกึ่งบันทึกความทรงจำของ Vinca Petersen ศิลปินและช่างภาพชาวอังกฤษ ผลงานระดับ Iconic ที่บันทึกประวัติศาสตร์วัฒนธรรมขดงชาว Free Party และวิถีชีวิตแบบ Nomadic ในยุโรปช่วงทศวรรษ 1990 ศิลปินใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มปาร์ตี้เสรีและเก็บเกี่ยวภาพจำแห่งความสุข (Euphoria) ในช่วงเวลาที่พวกเขาร่วมกันประท้วงกฎหมาย Criminal Justice Act 1994 ศิลปินใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนรถตู้และรถบรรทุกเดินทางไปทั่วอังกฤษและยุโรปร่วมกับกลุ่ม Techno Travellers เพื่อจัดปาร์ตี้เรฟ (Rave) ผิดกฎหมายและเทศกาลดนตรี โดยปฏิเสธการใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศ หรือการมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จนได้รับฉายาว่าเป็น ‘ชนเผ่าสมัยใหม่’ (Modern Tribes) ภาพถ่ายของเธอจึงไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่เป็นเหมือนบันทึกการต่อสู้ด้วยเสียงดนตรีและลำโพงขนาดใหญ่ ที่นำมาจัดวางแบบ Installation ขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ชมได้หลุดเข้าไปในวงโคจรแห่งการหลบหนี และบันทึกการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์

‘FREE PARTY A Folk History’ by Aaron Trinder

สารคดีที่ได้รับการยกย่องให้เป็นการบันทึก ‘ประวัติศาสตร์นอกตำรา’ ของกลุ่ม Free Party Movement และเหตุการณ์ Castlemorton Common Festival ในปี 1992 การรวมตัวกันครั้งใหญ่ของกลุ่ม Ravers และ New Age Travellers นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายครั้งสำคัญของอังกฤษ (Criminal Justice Act 1994) มีการรวบรวมภาพเหตุการณ์จริงจากยุคสมัยที่คนยังไม่พกกล้องมือถือ ผสมผสานกับการเล่าเรื่องแบบ ‘คนใน’ ของ Aaron ที่เคยเป็นดีเจในช่วงเวลานั้น ทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลและผู้คนในตำนานอย่าง Spiral Tribe และ DiY Sound System ผ่านบทสัมภาษณ์ที่ลึกซึ้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะคลี่ขยายให้ผู้ชมเห็นถึงพลังของเสียงดนตรี ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายและสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองไปทั่วโลก

Why should you go?

หากคุณเชื่อว่า เมืองควรมีพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม และเชื่อว่าศิลปะคือเครื่องมือในการทลายกำแพงของกฎหมายที่ล้าหลัง นี่คือนิทรรศการที่คุณไม่ควรพลาด! เพราะมันคือการพิสูจน์ว่า “แม้จะไม่มีระบบ (No System) แต่เรายังมีกันและกันเสมอ” ร่วมเดินทางผ่านผลงานหาชมยากของ 2 ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษ ย้อนคืนความทรงจำสู่เสรีภาพในปริมณฑลแห่งการปลดปล่อย ณ ย่านตลาดน้อย และตอกย้ำว่าจิตวิญญาณแห่งการขบถนั้นไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา

‘NO SYSTEM’ โดย Vinca Petersen พร้อมเปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2026 ณ SUPER RAF

‘FREE PARTY A Folk History’ โดย Aaron Trinder พร้อมสะกดสายตาผู้ชม ณ THE WAREHOUSE ฉายเพียง 2 รอบเท่านั้น! ในวันที่ 12 และ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่โทร. 095-3904505 และ 064-4299469

สยามพิวรรธน์ สนับสนุนงาน Bangkok Design Week 2026 ร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพด้วยขุมพลัง ‘Creative Powerhouse’

สยามพิวรรธน์ สนับสนุนงาน Bangkok Design Week 2026 ร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพด้วยขุมพลัง ‘Creative Powerhouse’

สยามพิวรรธน์ สนับสนุนงาน Bangkok Design Week 2026 ร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพด้วยขุมพลัง ‘Creative Powerhouse’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลก ร่วมสนับสนุนงาน Bangkok Design Week 2026 ด้วยการเปิดพื้นที่ใจกลางเมือง ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยามให้เป็นเวทีของศิลปะ การออกแบบและความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Sustainable Art & Design ถ่ายทอดประสบการณ์ Extraordinary Art Experiences เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืนเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในฐานะขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ผู้บุกเบิกนำศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมสู่พื้นที่ศูนย์การค้าเป็นรายแรกของประเทศไทยและเดินหน้าสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดหมายปลายทางศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด

ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์บุกเบิกและพัฒนาพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปะและการออกแบบมีบทบาทในการขับเคลื่อนเมืองและสังคม พร้อมสนับสนุนให้ศิลปินและนักออกแบบได้ร่วมสร้างสรรค์และถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆ ผ่านผลงานที่จัดแสดงในพื้นที่โครงการของสยามพิวรรธน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยในปีนี้ได้นำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างสรรค์ ครอบคลุมทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้คนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ศิลปะและการออกแบบไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังมีส่วนร่วมในการร่วมสร้างอนาคต สร้างเมืองที่สมดุล น่าอยู่ และเติบโตอย่างยั่งยืน”

สยามพิวรรธน์ เปิดพื้นที่ 4 ศูนย์การค้าในเครือ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม สร้างสรรค์งานศิลปะ งานออกแบบ มาร์เก็ต และกิจกรรมครบทุกมิติ รวมกว่า 20 กิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2569 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569

สยามพารากอน : Between Earth & Light จิตรกรรมของศิลปินระดับโลก Jean-Paul Decroix ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ความรู้สึก และแสง ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน Swirl of Hues, Chandelier แชนเดอเลียจาก LASVIT แบรนด์ผลิตแก้วที่มีชื่อเสียงระดับโลก ออกแบบโดย Maria Culenova งานศิลปะจากแก้วที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของงานคราฟต์อันประณีตและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ LASVIT ได้อย่างงดงาม บริเวณ Arena of Arts ชั้น M

Trinity-go-round โดย ศรัณย์ เย็นปัญญา ปลุกความทรงจำในวัยเด็กให้หวนกลับมาด้วยม้าหมุนที่ผสมผสานความเหนือกาลเวลาเข้ากับความสนุก ชั้น M ฝั่งนอร์ท We are all particle โดยธนพล แก้วพริ้ง งานศิลป์ในรูปแบบดิจิทัล ณ SCBX NEXT TECH Digital Art Screen ชั้น 5 รวมทั้งงานดิจิทัล อาร์ต ภายใต้คอนเซ็ปต์ Blooming Phenomenon โดย Decide kit  นำเสนอความสดใสของดอกไม้และธรรมชาติผ่านจอ The Globe บนพื้นที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต Global Attraction แห่งใหม่ที่ผสานงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์และการออกแบบเพื่อโลกยั่งยืนในทุกมิติ ชั้น 5 และ 5A สยามพารากอน

สยามเซ็นเตอร์ :  สบาย สยาม – ตลาดปล่อยของ ลองดีแบบไทย Art Community Market เปิดให้ศิลปินไทยได้ระบายไอเดียอย่างอิสระ ณ Atrium 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์,  LUCKY WITH EVERYTHING ขอให้โชคดีเอฟเวอรี่ติงทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป เรายังคงมีความเชื่อว่า ถ้าเราโชคดี ชีวิตก็จะราบรื่น สมหวังดังใจ, Absolute Siam Store ชั้น 1

สยามดิสคัฟเวอรี่ : KHUAN “ขวัญ” โดย The XYZ Art and Culture Center ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยจากประเทศลาว จัดแสดง Installation Art งานติดตั้งศิลปะขนาดใหญ่ ถ่ายทอดแนวคิดทางจิตวิญญาณโบราณของชาวลาวให้เป็นประสบการณ์ร่วมสมัย ณ ชั้น 1     MONOLIFE – When Black & While is the Most Colorful Color งานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตผ่านความขาวดำ ในความเรียบง่าย ยังแฝงความสุข ความสนุก และความหมายอันซับซ้อน ณ ODS ชั้น 3, MY PAWFECT BUDDIES! นิทรรศการและร้าน Pop-up ที่สัตว์เลี้ยงจะมาโปรยเสน่ห์และความรัก เชิญทุกคนมาร่วมเล่นสนุกกับทุกกิจกรรม ณ PAW LAB ชั้น 1 , WITH LOVE, WE FEEL. งานนิทรรศการที่จะชวนให้ความหมายของความรักชัดเจนขึ้นในความรู้สึก ผ่านการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของกลุ่มศิลปินไทย ที่ต่างตีความรักในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง บริเวณ Creative Space ชั้น 3   

ไอคอนสยาม :  Khlongsan Experience – Lost & Found หลงเพื่อพบเจอ นิทรรศการเปิดตัวการนำทางในย่านคลองสาน ชวนทุกคนมามองการหลงทางในมุมใหม่ เปลี่ยน “การหลง” จากปัญหาของย่านคลองสานให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินที่ตั้งใจและน่าค้นหา ผ่านเรื่องเล่าของสถานที่ เส้นทางที่ถูกร้อยเรียงจากเสียงของคนในชุมชน เพื่อให้ได้สัมผัสสถานที่จริงในย่านคลองสานด้วยตัวเอง ณ Walk Way ชั้น M

ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION นิทรรศการผลงานแฟชั่นร่วมสมัยจากการรวมตัวกันของนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ 5 แบรนด์จากภาคเหนือ ที่ถ่ายทอดเรื่องราว “โชค–ลาภ” ความเชื่อ อาหารการกิน และวิถีชีวิตของคนเหนือ ผ่านเสื้อผ้า ลวดลายผ้า และเทคนิคการตัดเย็บอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ ณ ICONCRAFT ชั้น 4 BLOOM in Four Seasons – The Heart-Blossoming Immersive Experience ประสบการณ์ Immersive ครั้งใหม่ สู่โลกแห่งความหวัง ความสุข และแรงบันดาลใจครั้งใหม่ผ่าน Digital Art Design ที่มีบทประพันธ์เพลงระดับโลกจาก “Vivaldi – The Four Seasons” ณ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม  

Sign of Siam อัตลักษณ์แห่งสยาม ภายใต้ธีม DESIGN S/O/S นำเสนอผ่านผลงานของศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, ปฐมพงศ์ บูชาบุตร, ยี่ ดวงติ๊บ และ วันดา ใจมา เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ไทยเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต สร้างโอกาสและขยายขอบเขตของความเป็นไปได้ในสังคมร่วมสมัย ณ ICONSIAM Park ชั้น 2

International Design Awards (IDA) นิทรรศการผลงานผู้ชนะรางวัล IDA x EPDA ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติจาก IDA ที่เลือกกรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่จัดงาน IDA Awards Gala ครั้งที่ 19 ณ ICONSIAM ภายใต้ความร่วมมือกับ Bangkok Design Week 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับวงการออกแบบไทยสู่เวทีโลก ณ Arts Way ชั้น M

give.me.museums: Flower Art Garden นิทรรศการศิลปะที่ผสานงานศิลป์เข้ากับไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจในสวนดอกไม้ที่สดใส พร้อมส่งต่อความสุขให้กับทุกคน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอิน และมุมพักใจเล็กๆ ได้เดินเล่น พร้อมสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม The Loudest Silence: Deaf Art Exhibition 2026 งานนิทรรศการที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหูหนวกและหูตึงได้มีพื้นที่นำเสนอผลงานและถ่ายทอดอัตลักษณ์ต่อสาธารณชน ส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับในวัฒนธรรมคนหูหนวก และเป็นโอกาสสำหรับเพิ่มการมองเห็น สร้างช่องทางรายได้อย่างยั่งยืน จัดแสดง 27-31 มกราคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8

ติดตามกิจกรรมของสยามพิวรรธน์ผ่านทาง FB Page ของ Siam Piwat และศูนย์การค้าในเครือ หรือรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.siampiwat.com/assets/bangkokdesignweek2026/

รู้ทันโรคเบาหวาน ปรับไลฟ์สไตล์ สร้างสุขภาพดีสู้ภัยเงียบ

รู้ทันโรคเบาหวาน ปรับไลฟ์สไตล์ สร้างสุขภาพดีสู้ภัยเงียบ

รู้ทันโรคเบาหวาน ปรับไลฟ์สไตล์ สร้างสุขภาพดีสู้ภัยเงียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานการณ์โรคเบาหวานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และคาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะมีภาระค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจจากโรคเบาหวานสูงที่สุดในโลกภายในปี 2030 ซึ่งโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยงได้ เนื่องจากการมีน้ำหนักเกินจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและยังนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ดร.อเล็กซ์ เตียว ผู้อำนวยการและฝ่ายพัฒนาการวิจัยและวิทยาศาสตร์ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พร้อมแบ่งปันวิธีการปรับไลฟ์สไตล์สู้โรค เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคน

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความเสี่ยงนี้เพิ่มสูงขึ้นจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ เคร่งเครียด และขาดการเคลื่อนไหวร่างกายจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน รวมทั้งการเข้าถึงอาหารจานด่วนได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม อย่างการกินขนมและของว่างเพื่อคลายเครียด จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังพบอัตราการเพิ่มขึ้นของเด็กที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งภาวะอ้วนในวัยเด็กเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพระยะยาว รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งบางคนอาจมีรูปร่างภายนอกที่ดูสมส่วน แต่อาจแฝงไปด้วยไขมันส่วนเกิน หรือที่เรียกว่าภาวะ “TOFI” (Thin Outside, Fat Inside: ผอมภายนอก อ้วนภายใน) ซึ่งพบได้บ่อยในชาวเอเชียและผู้ที่บริโภคโปรตีนไม่เพียงพอและมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง รวมทั้งโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะเริ่มต้นอาจไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยไม่รู้ตัว

กินแบบสมาร์ท แค่ปรับนิด ชีวิตเปลี่ยน

โภชนาการมีบทบาทอย่างมากในการป้องกันและจัดการโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาล หรือ GI สูงอย่าง ขนมปังขาว และขนมหวาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลินในระยะยาว การลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ชานมไข่มุก สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลส่วนเกิน และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น (ไข่มุกในชานมเป็นตัวเพิ่มแคลอรี่และค่า GI ทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง) และหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แทน เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผัก และผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้อิ่มนานขึ้น และส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร

การให้ความสำคัญกับอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน และลดอาหารแปรรูป จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานจัดการกับโรคได้ดีขึ้น และยังเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมและระบบเผาผลาญให้แข็งแรง

มองหาตัวช่วยที่ใช่ ช่วยเสริมสุขภาพแข็งแรง โปรตีน โอเมก้า-3 และแมกนีเซียม เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และส่งเสริมระบบเผาผลาญ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งโปรตีนจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น และเพิ่มการเผาผลาญ เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานในการย่อยโปรตีนมากกว่าปกติ ส่วนโอเมก้า-3 พบได้ในปลาแซลมอน ช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน สำหรับแมกนีเซียม ช่วยเสริมการทำงานของอินซูลินและการเผาผลาญกลูโคส เพิ่มความไวต่ออินซูลินและการจัดการน้ำตาลในเลือด อีกทั้ง ยังช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้ปกติ และเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้สามารถออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกายระดับปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและจัดการโรคเบาหวาน หากไม่มีเวลาออกกำลังกายในช่วงเวลาทำงาน การทำกิจกรรมง่าย ๆ เช่น โยคะบนเก้าอี้ทำงาน หรือการเดินระยะสั้น ๆ ก่อนและหลังมื้ออาหาร ก็สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ รวมทั้งมีส่วนช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เพิ่มระดับพลังงาน และช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายด้านสุขภาพในระยะยาว

นอกจากนี้การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรัง สามารถรบกวนการทำงานของระบบเผาผลาญ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการจัดการความเครียด เช่น การทำสมาธิ และการฝึกหายใจลึกๆ ซึ่งช่วยควบคุมฮอร์โมนความเครียดได้ ดีต่อระบบเผาผลาญ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม

วิถีชีวิตปัจจุบันที่เร่งรีบ อาจทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องยาก แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันอย่างสม่ำเสมอแม้เพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับการดูแลเชิงป้องกัน และใส่ใจตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นแนวทางในการรับมือกับโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ

หากต้องการติดตามเคล็ดลับด้านสุขภาพคลิกที่ Facebook/HerbalifeThailandOfficial หรือ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

คุณแหน : 29 มกราคม 2569

คุณแหน : 29 มกราคม 2569

คุณแหน : 29 มกราคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร 7 ก.พ. 17.00 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส…

●● ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทอดพระเนตรการจัดงาน The Night by Amazing Thailand “รอยไหมในแสงจันทร์ ศิลป์แห่งแผ่นดินในความทรงจำใต้แสงพระบารมี” 29 ม.ค.18.30 น. จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร 29 ม.ค.18.30 น. ที่สวนลุมพินี.. ชมการแสดง โขนไทยมิติใหม่ ผสานดนตรีแจ๊ส บรรเลงโดยวงออร์เคสตรา ขับร้อง โดยศิลปินชั้นนำ และชมนิทรรศการภาพศิลป์ “แม่แห่งแผ่นดิน” เวิร์กช็อปงานฝีมือประณีตศิลป์..งานมีถึง 7 ก.พ….

●● พระราชทานเพลิงศพ ดร.กัญจนา สินธวานนท์ น้องสาว พล.อ.อ. กำธน สินธวานนท์ วันเสาร์ 14 ก.พ. เวลา 17.00 น. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร โดยช่วงเช้ามีเทศน์และพิธีสวดพระพุทธมนต์..

●● ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอส DMT เดินหน้าสานต่อแนวคิดความยั่งยืน..เดือนหน้าจะลงพื้นที่ปลูกข้าวหอมปทุม 20 ไร่ ที่อ.บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ด้วยการลดการใช้น้ำลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก..ส่วนข้าว
กรีนเวย์แสนอร่อย บรรจุลงตะกร้าสานสวยฝีมือนักโทษจากเรือนจำบางขวาง ไว้เดินสายแจกลูกค้าและสื่อฯ เป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่ 2569 ช่วยสิ่งแวดล้อมและสังคม…

●● หอศิลป์ทิพย์พิมาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เชิญผู้สนใจร่วมโครงการ ทิพย์พิมานสร้างศิลป์ ประจำปี 2569 Workshop เขียนพัด วาดลายระบายบัว : Made by Hand Fan-Tasia โดยวิทยากรพิเศษ ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย 21-22 ก.พ. 09.30 น. รับรอบละไม่เกิน 50 คน สอบถาม 096-8799044…

●● ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ร.ท.อภินันท์ ณ ระนอง อดีตเอกอัครราชทูต บิดา เอกพงษ์-เอกชัย ณ ระนอง, อภิชญา ไกรฤกษ์ ศาลา 6 วัดธาตุทอง 28-31 ม.ค. 18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 1 ก.พ. 17.00 น. เมรุหน้า…

●● ครบรอบวันเกิด 29 ม.ค. 09.00 น. เบญจมาศ รุจิรวงศ์ กราบนิมนต์ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นองค์ประธานสวดนพเคราะห์เพื่อความเป็นสิริมงคล ที่บ้านโรงเรียนอนุบาลเบญจมาศ ซอยอินทามระ 4 ..เย็นๆ เชิญพวกพ้องน้องพี่สังสรรค์ ใน Theme “พลังใจพลังไทย” แต่งชุดไทยมาประชันความสวยในวัน “ดอกเบญจมาศบาน”

น้อง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026:
แวร์ เนเชอร์ มีตส์ ลีดเดอร์ชิป (Nature Lunch at Davos 2026: Where Nature Meets Leadership)
 ณ โรงแรมชัทซัลพ์ (Hotel Schatzalp) เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum: WEF) แอนนวลมีตติง 2026 (Annual Meeting 2026) การประชุมระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลกในประเด็นที่ส่งผลต่ออนาคตของโลก

ทั้งนี้ เนเชอร์ลันช์ (Nature Lunch) ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้าร่วมประชุมเป็นเวทีระดับสูงในวงจำกัดที่รวบรวมผู้มีบทบาทตัดสินใจจากภาคธุรกิจ การเงิน นักลงทุน นักวิทยาศาสตร์ และภาคสังคม เพื่อเร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ การเงิน และนโยบายที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ (เนเชอร์โพซิทีฟ หรือ nature positive) ในปี 2569 งานดังกล่าวจัดร่วมโดย ยูโรเปียนไบโอดิเวอร์ซิตีโคอะลิชัน (European Biodiversity Coalition), อินโนเวตฟอร์เนเชอร์ (Innovate 4 Nature), ไบโอดิเวอร์ซิตีบริดจ์ (Biodiversity Bridge) และ เนเชอร์เวลท์ฟาวน์เดชัน (Nature Wealth Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับนโยบาย การเงิน และนวัตกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากองค์กรชั้นนำ อาทิ ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank), เคพีเอ็มจี (KPMG), พีดับเบิลยูซี (PwC), สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), อิเกีย (IKEA), โฮลซิม (Holcim), กูดคาร์บอน (Good Carbon) และ แอ็กต์ฟอร์เนเชอร์ (Act for Nature) เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ภายใต้บริบทที่ร้อยละ 55 ของจีดีพีโลก (Global GDP) พึ่งพาธรรมชาติ ขณะที่ระบบนิเวศกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “เดอะ เนเชอร์ อิมเพอเรทีฟ – วอต บิซิเนส มัสต์ ดู นาว” (“The Nature Imperative – What Business Must Do Now”) โดย โยฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockström) นักวิทยาศาสตร์ผู้ริเริ่มแนวคิด แพลเนแทรีบาวน์ดารีส์ (Planetary Boundaries) เกี่ยวกับขีดจำกัดของระบบโลกที่มนุษย์ไม่ควรก้าวล้ำ การมอบรางวัล อินโนเวตฟอร์เนเชอร์อวอร์ด (Innovate 4 Nature Award) และกิจกรรมสร้างเครือข่าย เพื่อผลักดัน

แนวทาง เนเชอร์โพซิทีฟโซลูชันส์ (nature positive solutions) สู่การดำเนินการจริง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานได้ถึง 395 ล้านตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมยกระดับบทบาทของธรรมชาติจาก “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” สู่ “ทุนสำคัญของเศรษฐกิจโลก”

ในโอกาสนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (เนเชอร์เบสด์ดีเวลอปเมนต์ หรือ nature based development) ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องร่วม 4 ทศวรรษ ตั้งแต่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาฐานข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลจากพื้นที่ดอยตุงสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 160,000 คน แนวทางดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานในฐานะกรณีศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติกับเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจาก พรินเซส ดร. ออกุสเต แห่งบาวาเรีย (Princess Dr. Auguste of Bavaria) นักสัตววิทยา (zoologist) และนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม (behavioral scientist) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับนานาชาติ

การเข้าร่วม เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026 (Nature Lunch at Davos 2026) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะองค์กรจากภูมิภาคเอเชียที่สามารถนำบทเรียนการพัฒนาพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงกับเวทีนโยบายและเศรษฐกิจโลก พร้อมตอกย้ำความสำคัญของเวที เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่เคารพขีดจำกัดของธรรมชาติและมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

2 – 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

2 - 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

2 – 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

ศูนย์การค้าแพลทินัม ขอเชิญร่วมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก (ดอกป๊อปปี้)  ในโอกาสสัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก โดย มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ด้านหน้าทางเข้า ศูนย์การค้าแพลทินัม โซน 1

โดยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569 เวลา 14.00 น. ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการ และเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เยี่ยมชมบูธกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้ 

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนบริจาคเงิน ซื้อดอกป๊อปปี้ ในราคา 20 บาท เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ประดับดอกป๊อปปี้ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ อาทิ กระเช้าดอกไม้ แจกัน แก้วน้ำ กระติกน้ำ กระเป๋าผ้าลายดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึกอื่นๆที่น่าสนใจ อีกมากมายให้เลือกสรร

‘HELLO! Taste Awards 2026’ จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

'HELLO! Taste Awards 2026' จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

‘HELLO! Taste Awards 2026’ จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ร่วมกับ Scarlet M Card Platinum M Card และบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa, นมตรามะลิ, HIBIKI Suntory Whisky และ Flying Goose ต้นตำรับซอสศรีราชา จัดงานประกาศรางวัลครั้งสำคัญแห่งปีสำหรับวงการอาหารของไทย “HELLO! Taste Awards 2026” ยกย่องร้านอาหารและบาร์ที่มีความโดดเด่นครองใจเหล่านักชิมในรอบปี พร้อมเปิดตัวนิตยสารฉบับพิเศษ HELLO! Taste Guide 2026 คัมภีร์นักชิมที่รวบรวมทำเนียบร้านอาหารชั้นนำทั่วประเทศ โดยมีเหล่าเซเลบริตี้และผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม เดอะ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
 


ภายในงาน คุณเกษสุดา มาระวิชัย บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย เผยถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ได้จัดทำ HELLO! Taste Guide เป็นประจำทุกปี ไม่เพียงเพื่อแนะนำที่สุดของร้านอาหาร แต่ยังหวังให้เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมการกินดื่มที่สะท้อนว่าวงการอาหารและบาร์ไทยไม่มีวันซบเซา ซึ่งปีนี้นับเป็นอีกปีที่เราได้เห็นความคึกคักและสีสันในแวดวงร้านอาหาร โดยมีจำนวนร้านที่ได้รับการคัดเลือกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ทั้งร้านระดับตำนานที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และร้านหน้าใหม่กลุ่ม Rising Star ฉายภาพให้เห็นว่า วงการอาหารไทยยังคงเต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และการสนับสนุนจากเหล่านักชิม เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ HELLO! Taste Guide 2026 จึงได้มีการจัดงาน HELLO! Taste Awards 2026 ขึ้น เพื่อยกย่องร้านอาหารและบาร์แห่งปีที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานอาหาร ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนวงการอาหารไทยให้เติบโตต่อไป”

 
ด้าน คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด พันธมิตรหลักที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน HELLO! Taste Awards มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน HELLO! Taste Awards 2026 และขอแสดงความยินดีกับทุกร้านอาหารและบาร์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ความร่วมมือระหว่างเดอะมอลล์ กรุ๊ป และนิตยสาร HELLO! ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนและยกระดับวงการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง เพราะเราเชื่อมั่นว่าวงการอาหารและไลฟ์สไตล์ของไทยมีศักยภาพในระดับสากล และการร่วมมือกันในครั้งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

 
ทั้งนี้บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจจากแวดวงอาหารของไทย โดยมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความอร่อยที่แสนพิเศษ อาทิ การจัดแสดงประติมากรรมขนมหวานภายใต้คอนเซ็ปต์ “BLOOM STATE” การลิ้มรสความหมายของช่วงเวลาที่ดีที่สุด จากการรังสรรค์ของ คุณทิพวรรณ ฟูวงศ์เจริญ ผู้ก่อตั้งร้าน Emie, Creative Bakery นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม DIY Tacos พร้อมบูธถ่ายรูปเก๋ ๆ จาก Flying Goose Sriracha Sauce และลิ้มรสเครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ The Oriental Brew Atelie ที่เกิดจากความร่วมมือของ Scarlet M Card Platinum M Card และ Little Hideout Pâtisserie ในการนำชาและกาแฟมาเสิร์ฟในรูปแบบม็อคเทลรสชาติสดชื่น รวมถึงไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้กับการชิมเมนู Signature Dish จากร้านอาหารชั้นนำที่ได้รับรางวัลในปีนี้ 
สำหรับการมอบรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก รวมทั้งสิ้น 35 รางวัล ได้แก่ รางวัลกลุ่ม Editors’ Choice (17 รางวัล) ซึ่งคัดเลือกความอร่อยอย่างพิถีพิถันโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย และรางวัลกลุ่ม Celebrities’ Choice (18 รางวัล) ที่มาจากคะแนนโหวตของเหล่าเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในรสชาติอันเลิศรส โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ ซึ่งล้วนเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหารและไลฟ์สไตล์ร่วมตัดสิน อาทิ คุณเกษสุดา มาระวิชัย บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย, คุณพลอยดี จันทรสมบูรณ์ Social Director และ Digital Managing Editor นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย, คุณเจย์ สเปนเซอร์ Celebrity ผู้มี Lifestyle โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ และเป็นนักชิมตัวยง, คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, คุณปิยะดา ปุณณกิติเกษม Food Influencer เจ้าของ Instagram Account ชื่อดัง PP GALLERY และ คุณชลทิพย์ ระยามาศ Food Influencer เจ้าของ Instagram Account ชื่อดัง EAT AND SHOUT 
 


โดยร้านที่ได้รับรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 ในกลุ่ม Editors’ Choice ได้แก่
·    Biscotti – รางวัลสาขา Italian Cuisine
·    Blue Elephant Cooking School & Restaurant – รางวัลสาขา Legendary
·    China Palace Chinese Cuisine – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    FishHouse Restaurant & Bar – รางวัลสาขา Destination
·    HEI YIN – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    HONG’s Chinese Restaurant & Sky Bar – รางวัลสาขา Destination
·    House of Emily – รางวัลสาขา Modern Thai
·    KiSara – รางวัลสาขา Omakase
·    Klang Soi Restaurant – รางวัลสาขา Legendary
·    Nimitr Restaurant & Rooftop Bar – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Pink Tender Restaurant & Catering – รางวัลสาขา Meat Feast
·    Red Sky Restaurant – รางวัลสาขา European Cuisine
·    Shang Palace Chinese Restaurant – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    The Moon Hong Kong Cuisine – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Spice Market – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Xian Yuan – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Yuzu Omakase – รางวัลสาขา Omakase
 
ร้านที่ได้รับรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 ในกลุ่ม Celebrities’ Choice ได้แก่
·    Anne-Sophie Pic At Le Normandie – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Chai Jia Chai – รางวัลสาขา Find Dining
·    Colette Bangkok – รางวัลสาขา French Cuisine
·    Cross – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Elements, Inspired by Ciel Bleu – รางวัลสาขา French Cuisine
·    Hanare by Kitaohji – รางวัลสาขา Omakase
·    Hashiri – รางวัลสาขา Omakase
·    Khao San Sek – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Liang Tang Chai Shabu – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Madison Steak Avenue – รางวัลสาขา Meat Feast
·    Purple Laurel – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Restaurant I-Sang – รางวัลสาขา Fine Dining
·    R-HAAN – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Riva del Fiume Ristorante – รางวัลสาขา Italian Cuisine
·    Shokudo Maeno – รางวัลสาขา Japanese Cuisine
·    Somboon Seafood – รางวัลสาขา Legendary
·    Spider Collection – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Sushi Ichizu – รางวัลสาขา Omakase


 
นับได้ว่างาน HELLO! Taste Awards 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกาศรางวัล ยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับพลังสร้างสรรค์ของวงการอาหารและบาร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความหลากหลาย และความแข็งแรงของอุตสาหกรรมอาหารไทย สำหรับนักชิมและผู้พิสมัยในรสชาติความอร่อย สามารถติดตามสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปีได้ในหนังสือ HELLO! Taste Guide 2026 วางจำหน่ายแล้วในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด บนชั้น 4 และชั้น 5 ไอคอนสยาม และชั้น 3 สยามพารากอน ร่วมกับนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือของไทย จัดนิทรรศการป๊อปอัพ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” ถ่ายทอดเรื่องราว “โชค–ลาภ” ความเชื่อ อาหารการกิน และวิถีชีวิตของคนเหนือ ผ่านเสื้อผ้า ลวดลายผ้า และเทคนิคการตัดเย็บอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ถ่ายทอดมุมมองด้านงานออกแบบร่วมสมัย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายแรงบันดาลใจของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ใน Bangkok Design Week 2026 เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

กลุ่มสยามพิวรรธน์ ตอกย้ำศักยภาพความแข่งแกร่งในฐานะขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) เปิดไอคอนคราฟต์ เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงงานหัตถศิลป์ไทยเข้ากับโลกของการออกแบบร่วมสมัย พื้นที่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของไทยได้ รับการต่อยอดในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน พร้อมยกระดับภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นงานดีไซน์ที่มีคุณค่าในระดับสากล ปีนี้ไอคอนคราฟต์ ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week 2026) โดยร่วมจัดนิทรรศการพิเศษ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” นำเสนอผลงานแฟชั่นร่วมสมัยโดยนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ 4 แบรนด์ในกลุ่ม PATTERN.ERS ทั้ง KANZ, {JUN}, LONGGOY, FEEL YOUTH และอีก 1 แบรนด์ระดับตำนาน SUCHAI CRAFT ซึ่งนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นอันเปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวอย่าง “ลาบ” อาหารจานเด็ดของคนเหนือ มาตีความในเชิงสัญลักษณ์ตามความเชื่อท้องถิ่นในมุมของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และสายใยทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย สะท้อนพลังของงานออกแบบไทยที่สามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับผู้คนในปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัยและเป็นสากล

แม้จะมีที่มาจากภาคเหนือของไทยเช่นเดียวกัน ทว่าทุกแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันแตกต่าง ผลงานที่นำเสนอผ่านนิทรรศการครั้งนี้จึงหลากหลาย ทั้งในแง่มุมของการตีความเพื่อสร้างการบอกเล่าเรื่อง โชค-ลาบ (ลาภ) ของคนเมืองเหนือ รวมถึงการเล่าเรื่องราวแนวคิดของแต่ละแบรนด์ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” จึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ประสบการณ์ การรับรู้ และเกิดการรวมกลุ่มในวงการแฟชั่นไทย ที่นำไปสู่พื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ในการแสดงพลังของแฟชั่นไทยร่วมสมัย


เริ่มจากแบรนด์แสนเก๋จากจังหวัดแพร่ “KANZ BY THAITOR” ที่สานต่อเทคนิคการทำผ้าบาติกจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก นำมาออกแบบสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่าย ร่วมสมัย สวมใส่ได้จริง พร้อมคำนึงถึงการใช้ได้ยาวนานและความยั่งยืน มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจคือการนำเศษผ้าเหลือใช้มาปะติดปะต่อเป็นผ้าชิ้นใหม่ เพื่อให้เกิดมิติของลาย จนเหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ โดย กานต์ศิริ พิทยะปรีชากุล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ เผยว่านิทรรศการครั้งนี้ KANZ BY THAITOR ตีความโชคลาภสู่คอลเลกชัน “Hom Dok – Hom Khan ฮ่มดอก ฮ่วมขัน” นำแรงบันดาลใจจากหม้อดอกล้านนา หรือ “ปูรณฆฏะ” มาสร้างลวดลายร่วมสมัยแห่งความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ ความมั่งมี “ตามคติความเชื่อล้านนาเชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์ รวมถึงความสุข สงบ ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ เปี่ยมด้วยปัญญานำไปสู่ความโชคดี โชคลาภ ความมั่งมี แฝงด้วยนัยะความหมายของดอกไม้ที่พบในพิธีกรรมต่าง ๆ ของล้านนามายาวนาน ถ่ายทอดออกมาเป็นลวดลายใหม่ที่ถูกตัดทอน และผสมผสานลายดอกไม้บาติกของรุ่นพ่อรุ่นแม่ ให้ดูร่วมสมัยในแบบ KANZ BY THAITOR ที่ใส่ได้ในทุกวัน”

 ด้าน “{JUN}” แบรนด์ Men’s Wear จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มักหยิบเอาดีเทลเครื่องแต่งกายผู้ชายจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาลดทอนให้เรียบง่าย นำเสนอเป็นงานคราฟต์ที่ออกแบบตัดเย็บด้วยผ้าทอคุณภาพของเชียงใหม่ โดยช่างฝีมือท้องถิ่นในจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและเพิ่มการกระจายรายได้สู่ชุมชน มาในคอลเลกชัน “S-LาrB สะ-ลาบ” โดย ธัญญพร จิตราภิรมย์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์อธิบายว่า “ในสมัยโบราณ ลาบถูกยกให้เป็นอาหารของชนชั้นสูง เพราะการปรุงลาบแต่ละครั้งต้องล้มควายหรือหมู ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพ เครื่องเทศจำนวนมาก และกระบวนการปรุงที่ซับซ้อน ทุกขั้นตอนจึงสะท้อนฐานะและความพร้อมของเจ้าบ้าน อีกทั้งการทำลาบมักเป็นกิจกรรมร่วมแรงร่วมใจกันทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่การชำแหละ การโขลกพริกลาบ ไปจนถึงการปรุงและจัดสำรับ จึงเป็นอาหารที่สร้างทั้งความสามัคคีและความหมายทางสังคม ที่สำคัญคือ ลาบยังถูกผูกโยงกับความเชื่อเรื่อง ‘ลาภ’ คนล้านนาจึงนิยมกินลาบในงานมงคล อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน บวชลูกแก้ว ฯลฯ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ ลาบยังสะท้อนโครงสร้างบทบาทในครอบครัว เพราะโดยทั่วไปผู้ชายเหนือไม่เข้าครัว แต่เมื่อมีการลาบ ครัวจะกลายเป็นพื้นที่ของผู้ชาย โดยในบางพื้นที่ ผู้ทำลาบฝีมือดีจะได้รับการเรียกขานอย่างให้เกียรติว่า ‘สล่าลาบ’ {JUN} จึงนำเรื่องราวเหล่านี้มาตีความใหม่ ผ่านการผสมผสานฟังก์ชันร่วมสมัย และบริบทวัฒนธรรมล้านนา จนเกิดเป็นคอลเลกชัน ‘S-LาrB’ ที่นำแรงบันดาลใจจาก ‘สล่าลาบ’ มาออกแบบ ถ่ายทอดทั้งทักษะ ความพิถีพิถัน และจิตวิญญาณของการทำลาบ สู่เสื้อผ้าที่สร้างโชคและความรุ่งเรืองในแบบร่วมสมัย”

สำหรับ “LONGGOY” แบรนด์แฟชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวล้านนาในรูปแบบใหม่ ให้ผู้คนได้มาลองสวมใส่เสื้อผ้าที่เอาความเก่ามานำเสนอด้วยความใหม่ ใช้เทคนิคการกัดสี และวัตถุดิบจากเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกลักษณ์ คล้ายเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้ออกเดินทางไปกับผู้สวมใส่ผ่านเสื้อผ้าที่มีเรื่องราวในทุกคอลเลกชัน อยากบอกผ่านนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ถ้าคุณอยากโชคดี ฝีมือคุณต้องดีมาก่อนมีโชค” โดย ศุภกร สันคนาภรณ์ เจ้าของแบรนด์ เสริมว่า “ในมุมมองผู้คนภายนอกมักนิยามคนเหนือว่าเป็นคนช้าและเฉื่อยชามากกว่าคนภาคอื่น ๆ ซึ่งเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนตามไม่ทันในหลาย ๆ ด้าน จึงเกิดความคิดที่ว่า ถ้าอยากตามโลกให้ทันหรือนำกระแสของโลกนั้น เราจำเป็นต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีกว่าหรือมากกว่าคนอื่นในแบบของเราเองจนเปิดโอกาสให้คำว่า ‘โชค’ นำพาเราไปได้ไกลขึ้นและมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราเชื่อว่าหากรวมความปรารถนา การลงมือทำ การพัฒนาตนเองให้ดีกว่าเดิม และโชคเข้าด้วยกัน จะออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่ง 3 ใน 4 ตัวแปรนี้มาจากตัวเราเอง ส่วนโชคเป็นปัจจัยภายนอกที่ตามมา ดังนั้นคอลเลกชันนี้ของ LONGGOY จึงอยากบอกว่า หากเราอยากโชคดี ต้องลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีก่อนเสมอ”

ส่วน “FEEL YOUTH” แบรนด์แฟชั่นจากจังหวัดเชียงใหม่ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และธรรมชาติรอบตัว มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าที่สะท้อนความสนุก ความงาม และความเยาว์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา เพื่อให้ทุกคนได้ “Feel Youth” ในแบบของตัวเอง นำเสนอผลงาน “โชก–ลาภ” เสื้อผ้าสีแดงทองที่เกิดจากการย้อมด้วยเลือดควาย ผสานกับส่วนผสมทั้งจากธรรมชาติและเคมี สื่อถึงการโชกไปด้วยเลือด อันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของควาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของลาบดิบในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทย แต่งแต้มด้วยสีทอง สัญลักษณ์ของความโชคดี ที่สื่อถึงคำว่า “ลาบ” ซึ่งพ้องเสียงกับ “ลาภ” เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้สะท้อนพลังแห่งโชคลาภและความเชื่อที่สืบต่อกันมา โดย ดุจกมล และ ภูวดล จันทรเกษม สองผู้ร่วมก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ ขยายความว่า “ผลงานนี้เป็นศิลปะบนเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ลาบดิบ’ อาหารพื้นบ้านของภาคเหนือที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความอุดมสมบูรณ์ เพราะคำว่า ‘ลาบ’ นั้นพ้องเสียงกับคำว่า ‘ลาภ’ ที่หมายถึงโชคลาภและความรุ่งเรือง ลาบจึงกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนเข้าหากัน ด้วยรอยยิ้ม ความเชื่อ และศรัทธาที่สืบทอดมาเนิ่นนาน โดยเราเลือกหยิบเอา ‘เลือดควาย’ วัตถุดิบสำคัญที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของอาหารจานนี้ มาสร้างเป็นสีสำหรับการย้อมผ้า เพื่อถ่ายทอดมุมมองผ่านเทคนิคการย้อมและการออกแบบเฉพาะตัวของ FEEL YOUTH”

นอกจากนี้นิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” ยังร่วมด้วยแบรนด์ “SUCHAI CRAFT” ผู้รังสรรค์ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยมานานกว่า 50 ปี ที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้หลากหลาย พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมลายไทย ให้เป็นของที่ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้อย่างร่วมสมัย โดยนำเสนอผลงานชุด “เลิศ ลาภ” ที่หยิบเอาสีสันอันเป็นจุดเด่นของแบรนด์มาเล่าผ่านเรื่องราวของสีมงคล โดย ธนัชชา และ สาริศา ตั้งสุขสว่างพร สองทายาทแบรนด์ SUCHAI CRAFT เล่าถึงคอลเลกชันพิเศษนี้ว่า “แนวคิดของงานครั้งนี้ พูดถึงเรื่องโชคลาภ และเนื่องจาก SUCHAI CRAFT เราโดดเด่นเรื่องสีสัน เลยอยากเอาเรื่องสีมานำเสนอเป็นสีมงคล ซึ่งเรามองว่าเรื่องสีเป็นเรื่องปัจเจก และเราสามาถสร้างความเลิศลาภของเราเองได้ ประกอบกับภาชนะอลูมินียมสีสันของเราสามารถใส่อาหารได้ เราจึงนึกถึงสีโทนสีฟ้า-น้ำเงิน ที่มักจะถูกมองว่านำมาใช้กับอาหารแล้วดูไม่น่ากิน เลยอยากนำโทนสีนี้มาผสมผสานกับนิลกาฬและเงิน นำเสนอเป็นสินค้าตกแต่งโต๊ะอาหาร อย่างถาด ชาม ขัน หรือเหยือก ที่สามารถจัดแต่งทำให้โต๊ะอาหารสวยงามหรูหราขึ้นได้ เพื่อสื่อว่า เราสามารถสร้างสีแห่งโชคลาภได้เอง ขอเพียงเป็นสีที่เรามั่นใจ และใช้ให้ถูกกาลเทศะ ก็จะเป็นสีที่แสดงความเป็น ‘เลิศ’ ซึ่งนำพาเราไปสู่ ‘ลาภ’ ได้นั่นเอง”

นิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week 2026) ที่ไม่เพียงนำเสนองานออกแบบ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตร่วมสมัย ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นในมิติใหม่ และสัมผัสพลังสร้างสรรค์ของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด ผู้สนใจเข้าสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์และการออกแบบของกลุ่มบริษัทสยามพิววรธน์ ใน Bangkok Design Week 2026 ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าสร้างประสบการณ์เหนือระดับ เป็น Global Experiential Destination ขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด DESIGN S/O/S: Secure Domestic / Outreach Opportunities / Sustainable Future เปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ผสานงานออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และความยั่งยืน เข้าไว้ด้วยกันในหลากหลายมิติ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปี่ยมด้วยเรื่องราว ผ่านประสบการณ์สร้างสรรค์ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน 
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในการเป็นขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้บุกเบิกนำศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมสู่พื้นที่ศูนย์การค้าเป็นรายแรกของประเทศไทยและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดหมายปลายทางศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


 
ไอคอนสยามชวนทุกท่าน สัมผัสเรื่องราวทางวัฒนธรรม ผสานงานออกแบบ ศิลปะ ชุมชน
ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมมากมายทั่วทั้งไอคอนสยาม ได้แก่  

 “Klongsan Experience – Lost & Found หลงเพื่อพบเจอ” 
ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและไอคอนสยาม ในการจัดทำโครงการป้ายวัฒนธรรมย่านคลองสาน รวบรวมข้อมูลสำคัญด้านประวัติศาสตร์ บุคคล สถานที่ และเรื่องราวทางวัฒนธรรมของย่าน ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับผู้เดินเท้า ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการที่ชวนให้ผู้ชมออกเดินสำรวจเมืองด้วยมุมมองใหม่ เปิดประสบการณ์เส้นทางเชื่อมโยงธรรมชาติ เชื่อมโยงอาหารและแหล่งจับจ่ายใช้สอย ย่านคลองสาน ภายใต้แนวคิด “หลงเพื่อพบเจอ” นิทรรศการตั้งใจเปลี่ยนภาพจำของการ “หลงทาง” ในย่านคลองสาน จากความสับสนให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินที่ตั้งใจและน่าค้นหา ผ่านระบบป้าย เรื่องเล่าจากเสียงของคนในชุมชน และเส้นทางที่ร้อยเรียงให้ผู้ชมค่อย ๆ เดิน ฟัง เรียนรู้ และออกไปสัมผัสสถานที่จริงในย่านคลองสานด้วยตนเอง ย้อนมองอดีตของคลองสานในฐานะย่านการค้าสำคัญริมเจ้าพระยา ที่เต็มไปด้วยโกดัง โรงสี และผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งหล่อหลอมเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมรับพาสปอร์ตเพื่อสะสมแสตมป์จุดต่าง ๆ ณ Walk Way ชั้น M 

IDA × EPDA Winners Exhibition
นิทรรศการผลงานผู้ชนะรางวัลจาก International Design Awards (IDA) และ European Product Design Award (EPDA) ประจำปี 2025 นำเสนอผลงานออกแบบที่โดดเด่นทั้งด้านแนวคิด งานฝีมือ และผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ ต้อนรับชุมชนการออกแบบนานาชาติ เชื่อมโยงแนวคิด นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายวัฒนธรรม ผ่าน “ภาษากลางของความเป็นเลิศ” ที่มองไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรมการออกแบบ จัดแสดงให้ได้ชม ณ Arts Way ชั้น M

“ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”
โปรเจกต์พิเศษที่นำเสนอแฟชั่นไทยร่วมสมัย โดยนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ 4 แบรนด์ในกลุ่ม PATTERN.ERS ทั้ง KANZ BY THAITOR, {JUN}, LONGGOY, FEEL YOUTH และอีก 1 แบรนด์ระดับตำนาน SUCHAI CRAFT ซึ่งนำ “ลาบ” อาหารจานเด็ดของคนเหนือมาตีความในเชิงสัญลักษณ์ตามความเชื่อท้องถิ่นในมุมของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และสายใยทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย สะท้อนพลังของงานออกแบบไทยที่สามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับผู้คนในปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัยและเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นผลงานเสื้อผ้าคอลเลกชัน “Hom Dok – Hom Khan ฮ่มดอก ฮ่วมขัน” ของ “KANZ BY THAITOR” ที่นำแรงบันดาลใจจากหม้อดอกล้านนาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์มาสร้างลวดลายร่วมสมัย, คอลเลกชัน “S-LาrB สะ-ลาบ” ของ “{JUN}” ที่นำแรงบันดาลใจจาก ‘สล่าลาบ’ มาออกแบบ ถ่ายทอดทั้งทักษะ ความพิถีพิถัน และจิตวิญญาณของการทำลาบ สู่เสื้อผ้าที่สร้างโชคและความรุ่งเรือง, เสื้อผ้าจาก “LONGGOY” ที่นำเสนอคอลเลกชันซึ่งบ่งบอกว่า “ถ้าคุณอยากโชคดี ฝีมือคุณต้องดีมาก่อนมีโชค” และผลงาน “โชค–ลาภ” ของแบรนด์ “FEEL YOUTH” กับเสื้อผ้าสีแดงทองที่เกิดจากการย้อมด้วยเลือดควาย วัตถุดิบหลักของลาบดิบ แต่งแต้มด้วยสีทอง สัญลักษณ์ของความโชคดี นอกจากนี้มีผลงานภาชนะอลูมิเนียมลายไทยผลงานชุด “เลิศ ลาภ” จากแบรนด์ “SUCHAI CRAFT” ที่ต้องการบอกว่า ทุกคนสามารถสร้างสีแห่งโชคลาภได้เอง ขอเพียงเป็นสีที่มั่นใจและใช้ให้ถูกกาลเทศะ โดย “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” จัดแสดง ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

The Loudest Silence: Deaf Art Exhibition 2026  
นิทรรศการที่สะท้อนพลังของศิลปะในการขับเคลื่อนความหลากหลาย เปิดพื้นที่ให้ศิลปินผู้พิการทางการได้ยินได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ประสบการณ์ และมุมมองของตนผ่านงานศิลปะอย่างเสรี นิทรรศการมุ่งส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมคนหูหนวก (Deaf Culture) เพิ่มการมองเห็นของศิลปินกลุ่มนี้ในสังคม และเชื่อมโยงผลงานเข้ากับภาคศิลปะและวัฒนธรรมในวงกว้าง เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 

Sign of Siam (SOS) 
ไอคอนสยาม ได้จับมือกับศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย นำเสนองานศิลปะภายใต้คอนเซปต์ Sign of Siam (SOS) หรือ อัตลักษณ์แห่งสยาม ถ่ายทอดพลังของอัตลักษณ์ไทยในฐานะสิ่งที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนผ่าน และสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ยุคสมัย ผ่านผลงานของศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, 
ปฐมพงศ์ บูชาบุตร, ยี่ ดวงติ๊บ และ วันดา ใจมา เพื่อยืนยันว่าอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในอดีต แต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ยังคงเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และสามารถนำมาต่อยอดใช้งานได้ในโลกปัจจุบัน จัดแสดงให้ได้ชม ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 

2 นิทรรศการฮีลใจ
สุดท้ายชวนฮีลใจไปกับนิทรรศการ “BLOOM in Four Seasons – The Heart Blossoming Immersive Experience” ประสบการณ์ Immersive Art ที่พาผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งความหวัง ความสุข และแรงบันดาลใจ ผ่าน Digital Art Design ที่ผสานบทประพันธ์ระดับโลก Vivaldi – The Four Seasons เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งการฮีลใจอย่างลึกซึ้ง ณ Attraction Hall ชั้น 6 ต่อด้วย “Flower Art Garden – Let the Year Begin in Bloom” สวนดอกไม้ศิลปะที่ต้อนรับทุกคนด้วยความสดใส ถ่ายทอดความหมายของการเริ่มต้นปีใหม่อย่างเบ่งบาน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินและมุมพักใจเล็ก ๆ ท่ามกลางลายเส้นเอกลักษณ์ของดอกไม้จากศิลปินรุ่นใหม่ คนธรัตน์ เตชะไตรศร เสมือนได้เดินชมงานศิลป์และพักผ่อนในสวนดอกไม้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อของที่ระลึกแสนเก๋ ทั้งสินค้า Fashion & Lifestyle และ Stationery ที่นำศิลปะและดอกไม้มาเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้นฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ นำเสนอเป็นของใช้ดีไซน์น่ารักและใช้งานได้จริง ให้ทุกครั้งที่หยิบมาใช้เหมือนได้พกพาพิพิธภัณฑ์ศิลปะติดตัวไปทุกที่ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M 

Art in ICONSIAM กับ 8 ไฮไลต์ ระดับมาสเตอร์พีซจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลก 
ภายในไอคอนสยามยังได้พบกับความมหัศจรรย์แห่งงานศิลปะทุกมิติ กับ 8 ไฮไลต์ ระดับมาสเตอร์พีซ อาทิ ผลงาน “จารึกสัญลักษณ์สุวรรณภูมิ คือแสงแห่งปัญญา” ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ประติมากรรมแสงของ Haberdashery Studio อาร์ตสตูดิโอระดับโลก JOY แชนเดอเลียร์พวงมาลัย ประติมากรรม “ทองหยอด” ลวดลายพิมพ์ใบไม้ ผ่าน “เสาแห่งมงคล”  โอ่งและผนังที่แฝงวัฒนธรรมไทยจากภาคต่าง ๆ  ในเมืองสุขสยาม กำแพงศิลป์สไตล์อิมเพรสชันนิสม์ “แสงสยาม” และ Photo Collage “รวมพลังความเป็นไทย” อีกด้วย

การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะใน Bangkok Design Week ของไอคอนสยามครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอผลงานออกแบบและศิลปะร่วมสมัย แต่ยังสะท้อนบทบาทของการออกแบบในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน เมือง และชุมชนอย่างยั่งยืน ชวนทุกคนออกเดิน “หลงอย่างตั้งใจ” เพื่อค้นพบคุณค่าและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในย่านคลองสานด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง พร้อมร่วมกิจกรรมรับพาสปอร์ต และแสตมป์ตราประทับจากแต่ละจุดที่จัดแสดงงานศิลปะภายในไอคอนสยามและย่านคลองสาน เพื่อรับโค้ดส่วนลดรถตุ๊กตุ๊กจาก muvmi (มูฟมี) และใช้บริการเรือข้ามฟากฟรีเพียงแสดงพาสปอร์ต เพื่อให้เดินทางไปชมงานในย่านต่าง ๆ ในงาน Bangkok Design Week 2026 ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือสอบถามโทร.1338