สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประกาศจัดงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 (UNICEF Blue Star Gala 2026) งานระดมทุนครั้งสำคัญที่รวมพลังจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย 4 ท่าน พร้อมเชฟระดับมิชลินจากทั้งในและต่างประเทศ รวม 12 ดาวมิชลิน เพื่อร่วมกันขจัดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สตรีผู้ทรงอิทธิพล และเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญเพื่อยูนิเซฟ

งานกาล่าจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ภายใต้แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและกระตุ้นให้สังคมร่วมมือกันเพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม เติบโตแข็งแรง และมีอนาคตที่สดใส โดยได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่านมาเป็นกำลังสำคัญของงานกาล่า ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง, บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะด้านโภชนาการ  โดยทั้ง 4 ท่านจะเป็นพลังสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และวงการอาหาร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับเด็กทุกคน

มาดามแป้ง  นวลพรรณ ล่ำซำ

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือความร่วมมือของ 8 เชฟชื่อดัง 8 จากประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดครอง 12 ดาวมิชลิน โดยเชฟระดับแนวหน้าของไทยที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม จากร้าน บ้านเทพา, เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Kwann และ Nawa Thai Cuisine, เชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้าน สำรับสำหรับไทย และ เชฟซาชิน พูจารี จากร้าน INDDEE ซึ่งจะร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานศิลปะการปรุงอาหารเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการอย่างลงตัว และภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์จาก เชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้านเลฟเฟอร์เวซองส์ ประเทศญี่ปุ่น และเชฟ โช ฮีซุก จากร้านฮันซิกกงกาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่จะมาร่วมรังสรรค์เมนูเพื่อสนับสนุนเด็กทั่วโลก โดยเชฟทุกคนได้สละเวลาและความสามารถมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยหัวใจแห่งจิตอาสาและความเชื่อมั่นร่วมกันว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยโภชนาการที่ดี

นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการที่เหมาะสม และต้องเผชิญกับทั้งภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วน ความจริงแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม งานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงงานระดมทุน แต่เป็นการแสดงพลังความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ยูนิเซฟขอขอบคุณสตรีผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 4 ท่านและเชฟทุกท่าน ที่ได้ใช้บทบาทความเป็นผู้นำ อิทธิพล และเวทีของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ”

มาริษา เจียรวนนท์, เคน เลกินส์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล

ภาวะทุพโภชนาการส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น  2 เท่าจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6–14 ปี และร้อยละ 14 ของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก  (World Obesity Federation) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578  ร้อยละ 60 ของเด็กอายุ 5–19 ปีในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เคน เลกินส์ และ บุษดี เจียรวนนท์

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคนค่ะ”

แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใส

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริหารวิกฤต (Crisis Management) คือกระบวนการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและมีผลกระทบต่อองค์กร ชุมชน หรือสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดความเสียหาย ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต

องค์ประกอบสำคัญของการบริหารวิกฤต คือ (1) การเตรียมพร้อม (Preparedness) วางแผนล่วงหน้า เช่น การจัดทำคู่มือฉุกเฉิน การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง (2) การตอบสนอง (Response) การสื่อสารที่ชัดเจน การตัดสินใจรวดเร็ว และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การฟื้นฟู (Recovery) การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การปรับปรุงระบบ และการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืน (4) การเรียนรู้ (Learning) วิเคราะห์บทเรียนจากวิกฤตเพื่อปรับปรุงแผนและป้องกันเหตุ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ พงษ์ทิพย์ เทศะภู ประธานสายงานสื่อสาร และศูนย์จัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้นำด้าน ด้าน AI-Data Driven Technology  และ AI Transformation ในฐานะที่ปรึกษาด้านการบริหารประเด็นและจัดการวิกฤตให้กับกลุ่ม ธุรกิจ ให้ความเห็นในการบริหารจัดการประเด็นและการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจว่า การที่เศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และเอไอ (Digital & AI Economy) ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อมูลและข่าวสารมีความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ทุกคนสามารถสื่อสาร และแสดงความเห็นของตัวเองผ่าน Social Media ทำให้มีการแสดงความเห็นทั้งเชิงบวกและลบ เกิดเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก

กลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มต้องพัฒนาและบริหารธุรกิจเพื่อตอบสนองกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม (Stakeholders) ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต สถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ บ่อยครั้งเรื่องที่เราพบในฐานของมูลของ เรียล สมาร์ท ผ่านระบบ Social Listening และ Social Monitoring มีข้อมูลและข้อความใน Social Media ปี 2568 จำนวนกว่า 1,000 ล้านข้อความ พบกรณีที่เป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มของจำนวนข้อความที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นที่เกิดขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตขององค์กร

การจัดการกับประเด็นที่ถูกโจมตีใน Social Media ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้แต่ละองค์กรสามารถที่จะบริหารจัดการปัญหาได้ก่อนที่ประเด็นต่างๆ จะกลายเป็นวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ขององค์กร ยิ่ง Social Media เติบโต การบริหารประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤตยิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัล และ AI

จากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารและการบริหารวิกฤตมานานกว่า 30 ปี ของ พงษ์ทิพย์ เทศะภู  พบว่า การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานด้านการสื่อสารองค์กร และเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก มากกว่าจะเป็นการตั้งรับ การวางแผนบริหารจัดการประเด็นที่มาจากข้อมูลที่รวบรวมเป็นระบบ และใช้ AI ช่วยในการวาง message ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน อยู่บนข้อมูลตรงประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จะทำให้องค์กรไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือและยังสามารถรักษามูลค่าของแบรนด์ไว้ได้

ดิจิทัลเทคโนโลยี และ AI พลิกโฉมการบริหารประเด็นและวิกฤตองค์กร

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการเข้าสู่ยุคของ AI ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา พลิกโฉมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ที่ 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยิ่งเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ยิ่งมีการใช้งานด้านดิจิทัล AI ผ่าน Social Media จำนวนมาก ซึ่งหลายประเด็นมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลเท็จ รวมไปถึงการโจมตีองค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ประเด็นในแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการประเด็นและการบริหารวิกฤตทำได้อย่างทันท่วงที

ในอดีตการบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่ปัจจุบันเมื่อเรามีเทคโนโลยี ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการประเด็นและวิกฤตต่อสู้กับการเติบโตของ Social Media ในแบบเรียลไทม์ และมีข้อมูลที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) มีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเองที่เรียกว่า Real Vision มาทำหน้าที่ในการรวบรวมประเด็นที่มีการเขียนถึงองค์กร หรือภาคธุรกิจ ในแต่ละวันเป็นจำนวนหลายแสนข้อความ มาประมวลผลว่าเป็นการกล่าวถึงองค์กรในเชิงบวก และเชิงลบในประเด็นใดโดยเฉพาะประเด็นเชิงลบ ระบบของ Real Vision จะประมวลผลออกมาให้เห็นภาพว่าข้อความโจมตีเชิงลบมีประเด็นอะไรบ้าง มาวิเคราะห์กับจำนวนการเข้าถึงข้อมูล (Engagement) เท่าไหร่ และจะกระทบต่อองค์กรอย่างไร จากนั้นนำมาใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นแล้วแนะนำให้ผู้บริหารองค์กรในการบริหารจัดการประเด็น ก่อนที่ประเด็นในเชิงลบจะสร้างวิกฤตให้กับองค์กร

ความรวดเร็วในการทำงานของเทคโนโลยี AI  ทำให้การวิเคราะห์ประเด็นและการบริหารวิกฤต มีทั้งความรวดเร็วและมีฐานข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ (จำนวนข้อความเชิงบวกและเชิงลบทั้งหมด รวมทั้งจำนวนคนที่เข้าถึงข้อความ) และในเชิงคุณภาพ มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารประเด็นและบริหารวิกฤตขององค์กร เพื่อที่จะตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความเร็วของข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาแบบรายวินาที ทำให้การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต ทำได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

ธุรกิจไม่สามารถหนีจากวิกฤตได้ แต่ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราจะสามารถบริหารจัดการไม่ให้ประเด็นที่เกิดขึ้นกลายเป็นวิกฤต และ ถ้าเกิดวิกฤต ธุรกิจมีเครื่องมือที่จะบริหารจัดการ เพราะเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถเข้าถึงวิกฤตและบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และสามารถแปลงวิกฤต มาสร้างเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เช่นกัน

สภากาชาด แจงสถิติบริจาคเลือดปี 68 ต่ำเกณฑ์ WHO หวั่นวิกฤตสำรองขาดแคลน

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โลหิตในปัจจุบันว่า การจัดหาโลหิตยังมีความไม่สม่ำเสมอและขาดแคลนในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิตจะต้องได้รับโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน และมีสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ความรุนแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนสำหรับประเทศไทย แต่จากสถิติปี 2567 และ 2568 พบว่ามีผู้บริจาคเพียง 1.85 ล้านคน (ร้อยละ 2.80) และ 1.84 ล้านคน (ร้อยละ 2.79) ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ สถิติความถี่การบริจาคโลหิตในปี 2568 ยังบ่งชี้ว่า ผู้บริจาคส่วนใหญ่กว่า 1.08 ล้านคน หรือร้อยละ 67.26 บริจาคเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีผู้บริจาคครบ 4 ครั้งต่อปีเพียงร้อยละ 4.35 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจึงจัดทำโครงการ “Give Blood Now” ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคประจำสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ, ดิ เอ็มโพเรียม, บ้านทรงไทย ย่านวงศ์สว่าง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต รายละเอียด https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้ได้รับผลกระทบจากอัคคีภัย ในพื้นที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม นำสิ่งของพระราชทานของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้แก่ ระเบียบ -ภาณพัช สุขดี ราษฎรผู้ประสบอัคคีภัย..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ เปิดโครงการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย เน้นพัฒนาทักษะสมอง (EF) สร้างเกราะป้องกันเยาวชนสู่พลเมืองคุณภาพ..
  • มิตรสหายยินดีกับ ดร.จิราพร ศิริคำ ที่ได้เป็น กรรมการในคณะกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และ ประธานคณะกรรมการบริหารแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)..
  • ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ชวนนักการตลาดที่สนใจเรื่อง DIGITAL และ AI มาสมัครเรียนในหลักสูตร Digital & AI Marketing in Action รุ่นที่ 7 คอร์สเดียวครบ จัดเต็ม 8 วัน กับกว่า 16 ผู้เชี่ยวชาญ สมัครได้ที่ https://forms.gle/C7vCAoxweRKzdZC49 หรือโทร 099-2425244..
  • ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก ภญ.ภัทรพร วิมลวัตรเวที พร้อมคณะผู้บริหารฯ บจ.แอมเจน (ประเทศไทย) เพื่อสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย..
  • ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ มอบเงินบริจาคเพื่อกองทุนโรคหัวใจ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี อ.นพ.ปิยะพงศ์ บุญญสถิตต์ รับมอบ..
  • ภควา ปัตตะพงศ์ บจ.พี.พี. บางแก้วธุรกิจ บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี..
  • อนุโมทนาบุญกับ อนุกูล เย็นใจ ชวนเพื่อนๆร่วมบริจาคเพื่อช่วยการศึกษาของน้องๆพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี..
  • แม้มีภารกิจมาก ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ จัดสรรเวลามาบรรยายเรื่อง Quantum Computing ให้หลักสูตร Digital CEO#9  ตามคำเชิญของ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์..
  • ดร. เอื้อมพร ปัญญาใส ช่วงวันแห่งความรักปีนี้พาคณะหลักสูตรผู้นำเมือง #11 ไปศึกษาดูงานการบริหารจัดการเมืองสู่เมืองน่าอยู่ของ จ.นครศรีธรรมราชและพัทลุง พร้อมไปเยี่ยมชมทะเลน้อย วัดเขาอ้อและวัดถ้ำลอดเขาแดง..
  • ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาแก่นักศึกษาแพทย์ และ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นวมินทราธิราช..
  • เปิดรับสมัครแล้วหลักสูตรปริญญาโท NIDA – MPPM รุ่น 15 (ชลบุรี) ใช้เวลาเรียน 1 ปีครึ่ง สมัครได้ถึง 30 เม.ย. สอบถามโทร 062-517-5496 หรือที่ https://gspa.nida.ac.th/th/course/25681215-1/..

น้องใหม่

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ชมรมสมองใสใจสบาย ภายใต้ศูนย์ภาวะโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผนึกกำลังกับ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG โดยได้รับการสนับสนุนจาก ห้องอาหาร ไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ (Fireplace Grill and Bar) โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในงานกาล่าดินเนอร์การกุศล “Harmony of Earth and Sea” ภายใต้แนวคิด “Healthy Brain, Happy Mind through Healthy Meal” ด้วยการถอดรหัสเทรนด์อาหารโลกประจำปี 2026 สู่แนวทาง “โภชนาการ 4 ดี” หรือการกินเพื่อสร้างเกราะป้องกันใน 4 มิติ (สมอง-กาย-ใจ-โลก) พร้อมถ่ายทอดสู่เมนูสุขภาพสุดสร้างสรรค์ กองทัพ KCG Ambassador Chefs เชฟดีกรีระดับโลก และเชฟชื่อดังแนวหน้าของไทย ได้แก่ เชฟวิลล์เมนท์ ลีออง เชฟบิ๊บ-ชัชชญา เชฟเมย์-พัทธนันท์ เชฟพลอย-ฐาติกานต์ และ เชฟก้อง-นวัช เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงพลังของอาหารในการเป็นเกราะป้องกันชีวิตแบบองค์รวม ที่เริ่มจากการรักษาความทรงจำและสมอง พร้อมสร้างสมดุลให้กายแข็งแกร่ง ใจมีความสุข และโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน

เพชรพริ้ง สารสิน ประธานชมรมสมองใสใจสบาย กล่าวว่า “ปี 2026 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสุขภาพโลก เราเห็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากฝั่งตะวันตก เมื่อกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์แห่งสหรัฐอเมริกา (HHS)ได้ประกาศการรีเซ็ตนโยบายโภชนาการครั้งประวัติศาสตร์ (Historic Reset of Federal Nutrition Policy) ในร่างข้อแนะนำโภชนาการฉบับใหม่ (2025-2030 Dietary Guidelines) เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ที่เน้นย้ำให้มนุษย์กลับไปหาการเลือกบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติ ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Real Food) เพื่อกู้วิกฤตสุขภาพเรื้อรัง”

ด้าน รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย จากศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวเสริมว่า “การกลับไปหาอาหารแท้ (Real Food) นั้น คือรากฐานสำคัญของร่างกายและสมองที่แข็งแรง ซึ่งในขณะเดียวกันรายงานจาก Mintel Global Food & Drink Predictions 2026 ได้ระบุว่าในยุคที่สภาพอากาศและเศรษฐกิจผันผวน ความยืดหยุ่นไม่ใช่แค่ค่านิยมแต่คือความจำเป็น (Resilience is not just a value, but a necessity) ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดของโลก ควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมามองหาอาหารที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความเครียด ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดผลของ “โภชนาการ 4 ดี” หรือเกราะป้องกันสุขภาพใน 4 มิติ คือ 1. ดีต่อสมอง (Brain Resilience) 2. ดีต่อร่างกายและลำไส้ (Gut & Body Resilience)3. ดีต่อใจ (Mental Resilience) 4.ดีต่อโลก (Planetary Resilience)

วิกร ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการ บริษัท เพรสิเด้นท์โฮเต็ลและทาวเวอร์ จำกัด ผู้บริหารโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ กล่าวว่า  สำหรับเรานี่ไม่ใช่โอกาสสนับสนุนพื้นที่จัดเลี้ยง ณ ห้องอาหาร ไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้สังคมได้ตระหนักถึงภัยเงียบอย่างโรคสมองเสื่อม และวิธีการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ใช้ศักยภาพของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  กรุงเทพฯ เป็นสะพานเชื่อมโยงความตั้งใจของชมรมสมองใสใจสบาย ให้ไปถึงผู้คนในวงกว้าง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ยั่งยืน

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า  KCG ตระหนักว่าเราต้องเป็นมากกว่าผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจด้านอาหารที่ไม่ใช่แค่ความอร่อย และต้องช่วยดูแลชีวิตของผู้บริโภคไปจนถึงช่วยรักษาโลกใบนี้ด้วย หรือ การใช้อาหารเพื่อนำสมดุลกลับมาสู่โต๊ะอาหารและผู้บริโภค เราจึงจับมือกับชมรมสมองใสใจสบาย จัดงาน “Harmony of Earth and Sea” ขึ้น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า อาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ ความอร่อยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแต่วัตถุดิบราคาสูงเสมอไป แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การคัดสรร วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากท้องถิ่น มาผ่านเทคนิคการปรุงที่พิถีพิถัน เพื่อดึงรสชาติที่แท้จริงที่ดีที่สุดของธรรมชาติออกมา โดยลดการปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น เราได้นำแนวคิด “โภชนาการ 4 ดี” มาเป็นโจทย์ให้ KCG Ambassador Chefs ได้ตีความและสร้างสรรค์เมนูอาหารที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวมให้กับคนไทยออกมาเป็น 5 คอร์สสุดพิเศษ

Harmony of Earth and Sea  สัมผัสกับความสมดุลที่งดงามของผืนดินและท้องทะเล ผ่านการรังสรรค์ 5 คอร์สเมนูสุดพิเศษ ที่ผสานเทคนิคฝรั่งเศสและจีนเข้ากับวัตถุดิบไทย โดยทุกจานสะท้อนความใส่ใจต่อธรรมชาติ และถอดรหัส “โภชนาการ 4 ดี” ออกมาได้อย่างลงตัว โดย เชฟบิ๊บ-ชัชชญา รักตะกนิษฐ  เชฟพลอย-ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ  เชฟวิลล์เมนท์ ลีออง  เชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง  และเชฟก้อง-นวัช เพ็ชรศรี

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของชมรมสมองใสใจสบายได้ทาง Line ID: @healthybrain-mind หรือทาง Facebook: ศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมของ KCG ได้ที่ http://www.kcgcorporation.com/

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

สมาคมอุทยานแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า  ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน “SeaSight Platform” ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รายงานแบบ Real-time เพื่อการจัดการที่ตรงจุดและยั่งยืน

โครงการ “รักษ์ปะการัง” และแพลตฟอร์ม SeaSight เป็นโครงการภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.) จัดทำโดย นักศึกษากลุ่มนกหัวขวาน รุ่นปนป.15 มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เชิงรุกด้านทรัพยากร  ผสานกับแง่มุมนโยบายสาธารณะระดับประเทศจาก สมาคมอุทยานแห่งชาติ โดยเน้นการแก้ไขปัญหา ขยะทะเล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตทางทะเล นำเอาประสบการณ์ “หน้างาน” จากพื้นที่จริงมาถ่ายทอด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับท้องทะเลไทย

สมาคมอุทยานแห่งชาติ นำโดย นายพสิษฐ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ นายสุเทพ เจือละออง กรรมการฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายไพชยันต์ จันทร์ขอนแก่น กรรมการฝ่ายกฎหมาย และเลขาธิการสมาคมอุทยานแห่งชาติ  นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ นายนิปุณ แก้วเรือน ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์แก้วิกฤตขยะทะเลไทย โดยมีทาง รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า  ร่วมด้วยนักศึกษาหลักสูตร ป.น.ป. 15 กลุ่มนกหัวขวาน ชู “SeaSight”  LINE OA  ให้ประชาชนร่วมชี้เป้าขยะ ส่งต่อหน่วยงานจัดการได้ตรงจุดแบบ Real-time!

นายพสิษฐ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ  เปิดเผยถึงความสำคัญของระบบการจัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล โดยระบุว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวทางทะเลมีความสำคัญมหาศาลต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาที่เปรียบเสมือน “เนื้อร้าย” คือปัญหาขยะที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น นี่ยังไม่นับรวมขยะจากอวนและประมงมหาศาล สิ่งที่ยากที่สุดคือขยะที่ไปเกี่ยวพันกับแนวปะการัง ซึ่งต้องใช้เทคนิคและความสามารถพิเศษในการกู้คืน ดังนั้น การดึงพลังนวัตกรรม “SeaSight” (LINE OA)   ชี้เป้าขยะทะเล จึงเป็นคำตอบที่ตรงโจทย์มาก ทิศทางของโลกในยุค World Economic Forum

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นที่ทางสมาคมอุทยานแห่งชาติ และทาง นักศึกษากลุ่มนกหัวขวาน รุ่นปนป.15  ใช้เทคโนโลยีนำทางการอนุรักษ์ LINE OA SeaSight โดยในอนาคตมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งานแอปพลิเคชันนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาขยะทะเลอย่างถาวร

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ภายใต้บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และ เอกชน จัดกิจกรรมเนื่องในวันมะเร็งโลก “World Cancer Day 2026” บริเวณลานกิจกรรมชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ยอมรับความแตกต่าง และ สร้างคุณค่า “Voice for Cancer Free Life” ภายใต้แนวคิด “United by Unique” ผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้รอดชีวิต เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์สู่พลังและความหวัง รวมไปถึงแนวทางการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยผ่านทัศนะที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ทิพาภรณ์ อูนากูล 

ทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วย สาธิดา เตชะภัทรพร Senior National Education Manager และเมคอัพอาร์ทิสต์จากแบรนด์ชั้นนำที่มาร่วมส่งเสริมแนวคิดการดูแลตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ป่วยและผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ผ่านกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจ และส่งต่อกำลังใจให้แก่กัน

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์คือการส่งมอบ “ความงาม” ในฐานะพลังใจแก่ผู้รอดชีพจากมะเร็ง โดยทีมช่างแต่งหน้ามืออาชีพจากแบรนด์เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder), ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) และ แม็ค คอสเมติกส์ (M·A·C Cosmetics) ได้เข้ามามีบทบาทในการแต่งเติมความงามให้กับผิวหน้า ช่วยเติมเต็มความมั่นใจ ส่งเสริมคุณค่า สร้างพลังบวกให้กับผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งและผู้รอดชีพจากมะเร็ง

พลังใจและความมั่นใจที่ได้รับจากกิจกรรมนี้ ยังถูกส่งต่ออย่างงดงามและเป็นพลังบวกผ่านเวทีเสวนาในหัวข้อ “Enhancing Your Everyday ต่อชีวิตติดพลัง สร้างความหวังในทุกๆวัน” โดย นางสาวสาธิดา เตชะภัทรพร ร่วมพูดคุยกับ นางสาวอัจฉรา น้อยแพ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง บนเวที นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.นพ. วิรุทธิ์ เอี่ยมสหเกียรติ, เภสัชกรศรัณย์ ชมโพศาล และ ดร.พว. นิรมล พจน์ด้วง ที่มาร่วมถ่ายทอดวิธีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การรับมือกับอารมณ์เชิงลบ การสร้างทัศนคติเชิงบวกในการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อเสริมสร้างคุณค่า ความมั่นใจ และกำลังใจในการก้าวต่อไปในสังคมได้อย่างเข้มแข็งและสง่างาม

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์โรคมะเร็ง และสามารถรู้เท่าทันและป้องกันได้ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตนเอง พร้อมส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยผ่านการสนับสนุนแนวทางการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อส่งต่อพลังบวกและขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี 2567

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ 'ค่าของแผ่นดิน' ประจำปี 2567

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.15 น.

อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ เป็นประธานในพิธี มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ โดยมี โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี และ ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี โสภณ ชารัมย์ เป็นประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ จึงเห็นสมควรดำเนินการสรรหา และคัดเลือก บุคคล หน่วยงาน และโครงการ ที่มีผลงงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นผลงานที่ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ 

สำหรับการมอบรางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ ในครั้งนี้ มีบุคคล หน่วยงาน และโครงการผ่านการคัดเลือก จำนวน 18 ราย รวม 4 ด้าน แบ่งเป็น ผู้ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ จำนวน 10 ราย และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ จำนวน 8 ราย มีรายชื่อ ดังนี้


1. ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล
– ประะเภทโครงการ จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล

2. ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประมุข มุทิรางกูร

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์พรชัย ราชตนะพันธุ์

3. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 2 ราย คือ
1) ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร
2) พลโท สรชัย นิตยพันธ์

– ประเภทหน่วยงาน จำนวน 2 หน่วยงาน คือ
1) โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
2) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

 รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทหน่วยงาน จำนวน 3 หน่วยงาน คือ
1) โรงพยาบาลป่าซาง
2) ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพระพุทธบาท
3) ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

4. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 3 ราย คือ
1) นางจิระพันธ์ วิคสันเทียะ
2) ศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า (เสียชีวิต)
3) นายสุเทพ เท่งประกิจ

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 3 ราย คือ
1) นางกัลยา มาลัย
2) นายดิษยุทธ์ บัวจูม
3) นายสมชาย สุขกรม

ปลัดนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติว่าเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เสียสละ อุทิศใจกาย กระทำการที่เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ เป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบการสร้างสรรค์การทำความดีให้บุคคลอื่น ๆ รวมทั้งเด็กและเยาวชน ได้ทำคุณงามความดีเพื่อสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับสับสังคมไทย และประเทศชาติสืบไป

สธ. – เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

สธ. - เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

สธ. – เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษาและการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่อง ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย

17 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ลงนามความร่วมมือเปิดตัวโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ส่งผลให้ภาวะโรคสมองเสื่อมเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข โครงการดังกล่าวจึงมุ่งสร้างต้นแบบระบบการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลในระดับประเทศ การลงนามในครั้งนี้ต่อยอดจากบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2566 มุ่งศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนพัฒนาสู่การดำเนินงานจริง โดยโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” จะเป็นกลไกสำคัญในการวางแผนการดูแลทางการแพทย์สำหรับผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยแนวทางดำเนินงานครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มคนปกติ เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพสมอง

2. กลุ่มผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย มุ่งแทรกแซงระยะเริ่มต้นเพื่อลดการลุกลามของโรค

3. ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พัฒนาระบบส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องระหว่างสถานพยาบาลและชุมชน

ด้าน นายคานาซาว่า โชเฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไซฯ กล่าวว่า โครงการยึดหลัก “human health care (hhc)” โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความตระหนักรู้และคัดกรองในชุมชน การบูรณาการระบบบริการให้มีมาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุข

ผลลัพธ์จากโครงการนำร่องจะเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างระบบการดูแลที่ครอบคลุม เท่าเทียม และสามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน

-(016)

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset ‘Invest in Health’

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset 'Invest in Health'

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset ‘Invest in Health’

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.37 น.

เมื่อสังคมในปัจจุบันนิยาม “ความสำเร็จ” ในแง่มุมเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องหน้าที่การงาน ความมั่นคง หรือตัวเลขในบัญชีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีในทุกมิติ คนรุ่นใหม่จึงหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด “Healthy & Wealthy” หรือการมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับความมั่งคั่ง เพราะความจริงแล้ว การมีสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงแค่การไม่ป่วย แต่คือการมีร่างกายที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ และรองรับไลฟ์สไตล์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในระยะยาว

ในช่วงต้นปีนี้คือช่วงโอกาสที่ดี ที่จะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนเรื่องของสุขภาพไปพร้อมกับการวางแผนเรื่องงาน การเงิน และอนาคต โดยเฉพาะในมิติของระบบฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจุดประสงค์เพื่อการมีลูก แต่ยังเป็นระบบที่สะท้อนภาพรวมของความสมดุลร่างกายในระยะยาว และเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่สะท้อนอายุร่างกาย (Biological Aging) ที่ชัดเจน สัญญาณสุขภาพเล็ก ๆ ในวัยทำงานที่สะท้อนออกมาในหลายมิติพร้อม ๆ กัน เช่น การเหนื่อยง่ายกว่าปกติรอบเดือนเปลี่ยนแปลง อารมณ์แปรปรวน หรือแม้กระทั่งพลังงานลดลง อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพราะร่างกายกำลังส่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนที่ผิดปกติ 

ในฐานะหนึ่งในคลินิกเฉพาะทางด้านการมีบุตรที่ได้รับการยอมรับในระดับ “Top Tier” ของไทย และเป็นคลินิกแห่งแรกในไทยที่ได้รับมาตรฐาน RTAC จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับคลินิกเพื่อการมีบุตรโดยเฉพาะ SAFE Fertility Clinic จึงมุ่งเน้นการดูแลระบบฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ผ่านแนวคิด “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” (Preventive Health) เพราะเราเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีคือการ “กันไว้ดีกว่าแก้” การตรวจเช็กเพื่อวางแผนสุขภาพตั้งแต่วันที่ร่างกายยังปกติดี จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่าย แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้ไขในวันที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอลง

คุณหมอแตงโม – พญ. เพียงไพลิน วรดิถี แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ SAFE Fertility Clinic ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัยเจริญพันธุ์คือช่วงที่ร่างกายมีความสมดุลและสมบูรณ์สูงสุด เนื่องจากระบบฮอร์โมนทำงานสัมพันธ์กับระบบสำคัญทั่วร่างกาย แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่มีความรีบเร่ง ความเครียดสะสม และการพักผ่อนน้อย ทำให้พบอุบัติการณ์ของปัญหาฮอร์โมนที่เชื่อมโยงกับวัยเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ในปัจจุบันพบว่าเกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้หญิงที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อรังไข่ทำงานลดลง ระดับเอสโตรเจนที่เคยทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจะลดลงตามไปด้วย ส่งผลเสียในหลายมิติ ตั้งแต่ความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและหลอดเลือดหัวใจที่มาเร็วกว่าปกติ ผิวพรรณขาดความยืดหยุ่น ไปจนถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะนอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวนรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

หมอจึงอยากให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองว่าการตรวจสุขภาพด้านนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้ที่ต้องการมีบุตรเท่านั้น แต่คือการตรวจเช็กความสมบูรณ์ของระบบภายในเพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายยังคงทำงานได้เต็มศักยภาพสอดคล้องกับวัย การลงทุนดูแลสุขภาพในส่วนนี้จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยง(Risk Management) ที่คุ้มค่า เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ได้ยาวนานมากขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยของร่างกายก่อนเวลาอันควร”

จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการลงทุนในเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของระบบฮอร์โมนและวัยเจริญพันธุ์ ทำได้โดยเน้นการตรวจเลือดและสุขภาพเบื้องต้นเพื่อดูถึงฮอร์โมนและระบบภายในของร่างกาย ควบคู่ไปกับการประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งการดื่มสังสรรค์ต่าง ๆ เพื่อสามารถประเมินเบื้องต้นถึงการใช้ชีวิตในอนาคตว่าร่างกายยังรับไหวแค่ไหน หรือควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรในระยะยาว โดยเฉพาะในคุณผู้หญิงที่ควรมีการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินการทำงานของมดลูกและรังไข่ ซึ่งจะช่วยให้เห็นความสมบูรณ์ของระบบภายในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ในคุณผู้ชายก็สามารถตรวจความสมบูรณ์ของอสุจิ (Sperm Analysis) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพในระยะยาวได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ สำหรับคู่แต่งงานที่ยังอยู่ในช่วงการตัดสินใจเรื่องอนาคต การตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่อย่าง การตรวจร่างกายเบื้องต้น การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมแฝง ไปจนถึงการประเมินศักยภาพการมีบุตรไว้สำหรับวันข้างหน้า โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Asset Protection หรือการซื้อประกันความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่การเงินพร้อม (Wealth Ready) ร่างกายจะยังพร้อม (Health Ready) สำหรับการมีลูกหรือการใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างไม่มีอุปสรรค

การวางแผนสุขภาพที่ดีในช่วงวัยนี้จึงเป็นการ “ปูพื้นฐาน” เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ การเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัวในอนาคต เพราะแนวคิด “Healthy & Wealthy” (สุขภาพดีและมั่งคั่ง) เป็นเป้าหมายสูงสุด ที่ต้องเดินไปคู่กัน เพราะสองสิ่งนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณ” (Multipliers) ของกันและกัน ถ้าหากสุขภาพถดถอย ความมั่งคั่งที่สร้างมาอาจต้องสูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล ในขณะเดียวกันหากละเลยสมดุลภายในร่างกาย ความเครียดสะสมก็จะย้อนกลับมาทำลายศักยภาพในการทำงานและโอกาสในอนาคตเช่นกัน

การเข้าใจสัญญาณร่างกายตั้งแต่วันนี้ คือการวางรากฐานของชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ไม่ต่างจากการวางแผนการเงินในช่วงต้นปี การเปลี่ยนมุมมองจากการรอรักษามาเป็นการวางแผนเชิงรุก เพื่อให้สุขภาพภายในสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เข้มข้นขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสนุกกับการใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างยาวนาน ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่ายจากทีมแพทย์ของ SAFE Fertility Clinic เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวของความสำเร็จจะมาพร้อมกับร่างกายที่พร้อมและสมบูรณ์ที่สุดในทุกช่วงวัย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official: @safefertilitygroup หรือโทร: +662 252 3833 เพื่อเริ่มออกแบบเส้นทางสุขภาพดีตั้งแต่วันนี้ พร้อมศึกษาข้อมูลและอ่านบทความสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในวัยเจริญพันธุ์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.safefertilitygroup.com

‘GREAT Scholarships 2026’ เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

'GREAT Scholarships 2026' เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘GREAT Scholarships 2026’ เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

สหราชอาณาจักรประเทศผู้นำด้านวิชาการมานานหลายศตวรรษ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และมีสาขาวิชาให้เลือกเรียนหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางการศึกษาที่โดดเด่น แต่ยังได้รับการยกย่องในฐานะศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมทางปัญญา ที่ผลิตบุคลากรชั้นนำของโลกและบ่มเพาะความสำเร็จ ให้กับศิษย์เก่าจำนวนมากในหลากหลายวิชาและสาขาอาชีพ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ

สหราชอาณาจักรจุดศูนย์รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก

ด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้คนจากทั่วโลกรวมถึงคนไทย ต่างก็อยากมีโอกาสสัมผัสความเป็นเลิศทางวิชาการและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาในสถาบันชั้นนำของโลก ที่จะเปลี่ยนมุมมองและยกระดับศักยภาพของผู้เรียนไปตลอดกาล ที่สำคัญการศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสหราชอาณาจักร ยังใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น จึงสามารถเริ่มต้นอาชีพได้เร็วกว่าหลักสูตร 2 ปีในหลายประเทศ อีกทั้งยังมาพร้อมกับโอกาสในการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงาน ด้วย Graduate Route (Post-Study Work Visa) ที่อนุญาตให้อาศัยและทำงานต่อในสหราชอาณาจักรหลังจบการศึกษาได้นานถึง 2 ปี เลยทีเดียว

เรียนต่อสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ด้วยความเป็นเลิศทั้งในด้านวิชาการและสภาพแวดล้อมที่พร้อมยกระดับศักยภาพของผู้เรียน สหราชอาณาจักรจึงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับนักศึกษาไทยที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในวันนี้โอกาสก้าวข้ามข้อจำกัดและการเดินหน้าไขกุญแจแห่งความสำเร็จ มาถึงแล้วกับ “GREAT Scholarships 2026” ทุนการศึกษาจากความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK government’s GREAT Britain Campaign) บริติช เคานซิล (British Council) และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ในสหราชอาณาจักร ที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรต่างๆ ระดับปริญญาโท โดยไม่จำกัดสาขาวิชา ระยะเวลา 1 ปี โดยแต่ละทุนมีมูลค่าขั้นต่ำ 10,000 ปอนด์

สำหรับปีการศึกษา 2026-27 นี้ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กำลังเปิดรับสมัครทุน GREAT Scholarships โดยมีทั้งหมด 10 ทุน สำหรับผู้สมัครจากประเทศไทย

บริติช เคานซิล พร้อมต้อนรับนักศึกษาไทยสู่สหราชอาณาจักร

บริติช เคานซิล ประเทศไทย ร่วมกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร ภายใต้แคมเปญ GREAT Britain ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 พร้อมต้อนรับนักศึกษาจากประเทศไทยอย่างอบอุ่น เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูง ให้กับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการสร้างผู้นำแห่งอนาคต และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการศึกษาอันแน่นแฟ้น ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เชิญชวนนักศึกษาไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีการศึกษาระดับโลก สมัครขอรับทุน GREAT Scholarships 2026 ซึ่งเป็นทุนการศึกษาที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ให้ได้เข้าศึกษาในระบบการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก และนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทยในอนาคต

ประตูสู่โลกแห่งโอกาส เสียงจากรุ่นพี่ทุน GREAT Scholarships

วิน – มนัสวิน ดีมาก นักเรียนทุน GREAT Scholarship ศึกษาต่อสาขา Master of Letters in International Business ที่ University of St Andrews ร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ จาก “ฝันที่ไม่กล้าฝัน” สู่การคว้าทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ว่า “GREAT Scholarship เป็นมากกว่าแค่ทุนการศึกษา แต่คือโอกาสครั้งสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต ในวันที่ประตูความฝันเรียนต่อต่างประเทศเกือบจะปิดลง

วิน บอกว่า ทุนนี้มีความโดดเด่นในการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เนื่องจากผู้ได้รับทุนต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้น สะท้อนถึงศักยภาพด้านวิชาการและภาวะผู้นำอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมอบโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดอาชีพและสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติ ที่หาไม่ได้จากการเรียนด้วยทุนส่วนตัว”

“เมื่อได้ไปใช้ชีวิตที่นั่น คือการได้อัปสกิลแบบก้าวกระโดด จากที่เคยชินกับการนั่งฟังเลคเชอร์ที่ไทย ต้องเปลี่ยนมาฝึกคิด ฝึกถกเถียง และแชร์ไอเดียในห้องเรียนแบบรัวๆ ที่สำคัญยังมีโอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะมาก เช่นการได้เป็น Student Ambassador ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นการซึมซับมาตรฐานการทำงานที่เป็นระบบ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมนำกลับมาพัฒนาองค์กร และขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับใครที่มีความฝันอยากสัมผัสประสบการณ์การศึกษาที่มีมาตรฐานระดับโลก วินฝากบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น” การเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านผลการเรียนและกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงถึงความตั้งใจจริง ที่ต้องการนำความรู้มาต่อยอดและช่วยเหลือสังคมจริงๆ ขอให้เขียนและเรียบเรียงออกมาจากความตั้งใจจริง โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง เพราะจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวเรามากที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการจะสัมผัสได้

“ใครที่ยังลังเลในการสมัครอยู่ ผมอยากจะบอกว่าสมัครเลยครับ โอกาสดีๆ แบบนี้ ให้มากกว่าการได้ไปศึกษาที่ต่างประเทศแน่นอน เราจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างและเติบโตขึ้นมาก ถ้าเราสมัครอย่างน้อยๆ ก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับการคัดเลือก แต่ถ้าไม่สมัครก็เท่ากับว่าเปอร์เซนต์ที่จะได้นั้นเป็นศูนย์เลย ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ ผมขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้ผู้สมัครทุกๆ คนครับ”

ดา – รดา เจริญรัตน์ อีกหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ได้รับโอกาสในการเป็นนักเรียนทุน GREAT Scholarship ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อ ปริญญาโทหลักสูตร MSc Marketing Communications ที่University of Westminster สหราชอาณาจักร เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสมัครขอรับทุนและการใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนทุนอย่างน่าสนใจว่า เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจสมัครทุนนี้ก็เพราะความเชื่อมั่นในมาตรฐานระดับสากล

ดา บอกว่า เมื่อทราบว่าทุน GREAT Scholarship อยู่ภายใต้การดูแลของ British Council ก็สนใจทันที เพราะเป็นชื่อที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เมื่อได้รับคัดเลือกก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตการศึกษา ที่สำคัญทุนยังสนับสนุนสูงถึง 10,000 ปอนด์ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้มาก ทำให้สามารถโฟกัสกับการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่

“ดายังจำความรู้สึกตอนเปิดอีเมลแจ้งผลได้ชัดเจนมาก ทั้งตื่นเต้นและดีใจจนบอกไม่ถูก ถึงกับต้องอ่านย้ำหลายรอบเพราะกลัวว่าจะอ่านผิด พอแน่ใจแล้วก็รีบโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีกับคุณแม่ทันที เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจและมีความหมายต่อตัวดาและครอบครัวมากจริง ๆ ค่ะ”

สำหรับการใช้ชีวิตและการเรียนในต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อโอกาสที่ได้รับ ในแง่การเรียนคิดว่าความท้าทายอาจจะไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ มากนัก แต่ในฐานะนักเรียนทุนรู้สึกว่าเรามีหน้าที่ต้องตั้งใจและรับผิดชอบต่อโอกาสนี้ให้ดีที่สุด จึงให้ความสำคัญกับระเบียบวินัย การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าคลาส และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

นอกจากความมุ่งมั่นเรื่องวิชาการแล้ว เธอยังได้รับโอกาสในการเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย โดยได้มีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยในการช่วยโปรโมทหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่ให้กับผู้ที่สนใจในประเทศไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์การทำงานที่สนุกและท้าทายมาก และในอนาคตก็ตั้งใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาทักษะด้านสังคมต่อไป

ดา เชื่อมั่นว่าการเป็นนักเรียนทุน GREAT Scholarship คือใบเบิกทางสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการทำงาน เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและความมุ่งมั่น หลังจากจบการศึกษาจึงตั้งใจจะนำความรู้ด้านการตลาดและการสื่อสาร รวมถึงทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล และการปรับตัวเข้ากับความหลากหลาย มาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่ประเทศไทย โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์ที่ผสมผสานมุมมองระดับโลกเข้ากับบริบทของไทย เพื่อต่อยอดสายอาชีพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

“อยากฝากถึงผู้ที่กำลังลังเลหรือสนใจจะสมัครทุนว่า อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและอย่ากลัวที่จะคว้าโอกาส โลกใบนี้มีพื้นที่สำหรับคนที่กล้าลองเสมอ เคล็ดลับของดาคือการสะสมประสบการณ์ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ กิจกรรม หรือการทำงาน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสะท้อนตัวตนและความตั้งใจจริงของเราผ่านใบสมัครได้ดีที่สุดค่ะ”

เช็คลิส 10 มหาวิทยาลัยที่กำลังเปิดรับสมัคร GREAT Scholarships 2026 สำหรับผู้สมัครจากประเทศไทย

รายละเอียด GREAT Scholarships 2026 จำนวน 10 ทุน เปิดรับสมัครยื่นขอรับทุนการศึกษาตามระยะเวลา ดังนี้

Abertay University เปิดรับสมัครถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569

University of Bristol เปิดรับสมัครถึง 10 เมษายน 2569

University of Edinburgh (เฉพาะสาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) เปิดรับสมัครถึง 1 พฤษภาคม 2569

University of Kent เปิดรับสมัครถึง 24 กุมภาพันธ์ 2569

King’s Business School เปิดรับสมัครถึง 24 พฤษภาคม 2569

Kingston University London เปิดรับสมัครถึง 29 พฤษภาคม 2569

Newcastle University เปิดรับสมัครถึง 14 พฤษภาคม 2569

Royal Northern College of Music เปิดรับสมัครถึง 1 สิงหาคม 2569

Sheffield Hallam University เปิดรับสมัครถึง 31 พฤษภาคม 2569

University of Stirling เปิดรับสมัครถึง 1 พฤษภาคม 2569

* ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย

GREAT Scholarships เป็นทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรระดับปริญญาโทในสหราชอาณาจักร โดยแต่ละทุนมีมูลค่าขั้นต่ำ 10,000 ปอนด์ หรือประมาณ 430,000 บาท ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครขอรับทุน GREAT Scholarships สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุนได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th และสามารถทำการสมัครได้โดยตรงกับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลทุนการศึกษาในสหราชอาณาจักรอื่น ๆ ได้จากเฟสบุ๊คแฟนเพจ British Council Thailand หรือทางแอปพลิเคชั่นไลน์ @studyukthailand

-(016)