ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”  สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.22 น.

ไดกิ้น เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับมาตรฐานสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ พร้อมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

โครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” จังหวัดนครราชสีมา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในมิติสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ โดยสมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับภาคเอกชน อย่าง “ไดกิ้น” เพื่อรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ขณะที่สภาพอากาศภายนอกทำให้ไม่สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดต่อจากการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดล้วนกระทบต่อสุขภาพ พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว

ภายในพิธีรับมอบโครงการ ได้รับเกียรติจาก บัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนฝ่ายบริหารเป็นประธานในงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับมาตรฐาน “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ให้เกิดการใช้งานจริงและสามารถดูแลต่อเนื่องได้ในพื้นที่ นอกจากการรับมอบพื้นที่ต้นแบบแล้ว กิจกรรมยังถูกออกแบบให้เป็นเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ภาพรวมการจัดการคุณภาพอากาศในอาคาร ไปจนถึงแนวนโยบายและเกณฑ์การรับรองห้องปลอดฝุ่น เพื่อให้ครู ผู้ดูแล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจหลักคิด วิธีปฏิบัติ และการติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ

คาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของไดกิ้นว่า บริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบ “อากาศที่ดี” ในระดับโลก และในประเทศไทยได้ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมมาอย่างยาวนาน ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรมด้านอากาศ ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air – สร้างอากาศดีเพื่อคุณ” ซึ่งให้นิยามของอากาศที่ดีไว้มากกว่าความเย็นสบาย แต่ต้องเป็นอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่ต้องเติบโตและเรียนรู้ในช่วงวัยสำคัญที่สุดของชีวิต

เพื่อให้ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” เป็นมากกว่าห้องเรียนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ โครงการต้นแบบในจังหวัดนครราชสีมา จึงเน้นการวางระบบบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการการหมุนเวียนอากาศ การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ไปจนถึงการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อนอากาศจากภายนอกจะเข้าสู่ห้องเรียน โดยติดตั้งระบบระบายอากาศควบคู่กับระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยกรอง PM2.5 และมลพิษจากภายนอก พร้อมสนับสนุนการระบายอากาศให้เหมาะสมกับพื้นที่ปิดที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นเวลานาน อีกทั้งเสริมด้วยระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังและบริหารจัดการได้ต่อเนื่องในระยะยาว

“การส่งมอบคุณภาพอากาศที่ดีจำเป็นต้องเดินควบคู่ “ความยั่งยืน” โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero Emissions by 2050) และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนสามารถยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสุขภาพของเด็กและเยาวชน และในมิติการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม”

ท้ายที่สุด “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ที่หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้ามาศึกษาแนวทางการออกแบบ การติดตั้ง การดูแล และการติดตามผลของระบบคุณภาพอากาศภายในอาคารได้จริง เพื่อขยายผลสู่ศูนย์เด็กเล็กและสถานศึกษาอื่น ๆ ต่อไป โดยไดกิ้นพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ ท้องถิ่น และภาควิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคารที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเอื้อต่อการเติบโตของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน  ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.18 น.

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการหยิบยื่นความช่วยเหลือในระยะสั้น แต่คือการปลูกฝังจิตสำนึกจากคนในองค์กร เพื่อส่งต่อพลังงานบวกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทจึงเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน 3 กลยุทธ์สร้างการมีส่วนร่วม ได้แก่ บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน และชวนทำดี ซึ่งร้อยเรียงความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึก รวมไปถึงการสร้างโอกาสแห่งการแบ่งปันในหลากหลายรูปแบบ และการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในทุกมิติ

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “องค์กรของเราเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากคนในองค์กร เมื่อพนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วม ทุกๆพลัง จะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนและขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง” 

การสร้างการมีส่วนร่วมเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงบทบาทของภาคองค์กรและพนักงาน ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้” เพื่อต่อยอดสู่ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน” ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ควบคู่กับการให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม และขยายผลผ่าน “บัวหลวงชวนทำดี” เน้นการลงมือทำ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม

ในปี 2568 หลักทรัพย์บัวหลวง ได้เริ่มต้นปีด้วยกิจกรรม “บัวหลวงชวนรู้ ธุรกิจหลักทรัพย์ กับ ESG & UN SDGs” ในการสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อธุรกิจและการลงทุน โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นและถี่ขึ้น ส่งผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวม ความรู้ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสนับสนุนการทำงานของพนักงาน แต่ยังนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการส่งมอบความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านบัวหลวงชวนแบ่งปัน

ในมิติสิ่งแวดล้อม หลักทรัพย์บัวหลวงทำงานอย่างต่อเนื่องในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยหลัก 3Rs – Reduce Reuse Recycle – ลดใช้ ใช้ซ้ำ และหมุนเวียนกลับผ่านการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง โดยในปี 2568 บริษัทจัดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ “บัวหลวงชวนรู้ เศรษฐกิจหมุนเวียน จากขวดสู่ขวด (Bottle to Bottle)”  เชิญผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมพลาสติกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้และการจัดการพลาสติก นำสู่ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน ปฏิทินเก่าเราขอ” นำปฏิทินเก่าไปผลิตสื่ออักษรเบรลล์ และ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน ส่งต่อรอยยิ้มให้น้อง” แบ่งปันของขวัญปีใหม่ที่ได้รับส่งต่อเป็นของขวัญวันเด็กให้เด็ก ๆ ที่ขาดแคลน และยังสร้างโอกาสในการลงมือทำจริงกับ “บัวหลวงชวนทำดี แยก(ขยะ)เพื่อพี่ไม้กวาด” และ “Workshop: Trash to Treasure” ให้พนักงานได้ลงมือทำและเห็นศักยภาพการแปรรูปขยะให้กลายเป็นของใช้ ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม

ตลอดปี 2568 หลักทรัพย์บัวหลวง ยังขยายขอบเขตความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกิจกรรม “บัวหลวงชวนรู้ ธรรมชาติเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน” เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศกับคุณภาพชีวิต พร้อมจัด “บัวหลวงชวนทำดี Workshop: Mini Forest in a Bottle” ให้พนักงานสร้างพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ บนโต๊ะทำงานด้วยสวนขวดที่จำลองระบบนิเวศไว้ในขวดแก้วขนาดเล็ก

นอกจากนี้หลักทรัพย์บัวหลวงยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่าน “บัวหลวงชวนทำดี ท่องเที่ยวเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมเสริมสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง” พาพนักงานเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวิถีชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ควบคู่กับการออกกำลังกายด้วยการเดิน ลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม และกระชับความสัมพันธ์ในหมู่พนักงาน

กิจกรรมทั้งหมดในปี 2568 นี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของพนักงานทุกระดับภายในองค์กร ที่มาพร้อมพลังความร่วมมือ มุ่งมั่นพร้อมจะเรียนรู้ แบ่งปัน จับมือทำดีไปด้วยกัน ทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญ มีส่วนช่วยขับเคลื่อนองค์กรและสังคมไทยก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.31 น.

●● ฝรั่งเรียกว่า “MOMENT-OF-TRUTH” เมื่อวันตัดสิน-ตัดเชือกมาถึง รก.นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็สามารถแสดงความเป็นผู้นำนำทัพภูมิใจไทยเข้าครองพื้นที่ได้หลายเขตทั่วประเทศด้วยจำนวน สส.พรรคเกือบ200 เสียง นี่เป็น MAGIC NUMBER ที่ใครๆก็แสวงหาเพราะท่านสามารถผนวกกับพรรคการเมืองขนาด “กลาง” อีกเพียงพรรคเดียวก็ตั้งรัฐบาลเองได้อย่างสบายใจ…ต้องยอมรับว่าท่ามกลางแฟ็คเตอร์มากมายผู้ลงคะแนนเสียงยุคนี้มีความตื่นตัวสูงมากแสดงออกเป็นตัวเลขเบื้องต้น 65% บ้างเดินทางข้ามจังหวัดทั้งนี้เพื่อไปออกเสียงเลือกตั้ง สำหรับบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมก็ยังรักษาสิทธิตามกำหนดการ อาทิดร.วิรุฬ เตชะไพบูลย์เกริกชัย ซอโสตถิกุล,พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้วนวลพรรณ ล่ำซำและ ช่วงระวี กรรณสูต

●● ฝ่ายประเทศญี่ปุ่นก็มีเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกับไทย ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามความคาดหมายกล่าวคือเกิดผล “แลนด์สไลด์” ในฝั่งของนายกฯซานาเอะ ทาคาอิจิ โดยได้ 315 จาก 456 ที่นั่งนับเป็นสถิติใหม่ของญี่ปุ่น ทำให้ท่านนายกฯสามารถผลักดันนโยบายและกฎหมายสำคัญที่แถลงไว้ ประการแรกคือนโยบายเศรษฐกิจแพ็กเกจกระตุ้นและลดภาษี ประการถัดมาสำคัญมากที่สุดคือความมั่นคงโดยเฉพาะงบด้านกลาโหม ซึ่งในเวลาต่อมาคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นHEAD-ON-COLLISION กับประเทศจีน ดังที่นายกฯ ทาคาอิจิ เคยกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับความมั่นคงของไต้หวันที่ทำให้จีนถึงกับประท้วงรุนแรงมาแล้ว ถึงจุดนี้ บารอนเนส อยากจะฝากคอมเมนต์ไว้ให้ผู้อ่านคิดดูเอาเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน นับว่าน่าสนใจมาก ญี่ปุ่นเองในอดีตเคยปกครองไต้หวันเป็นเวลานานเกือบร้อยปี แต่ดูประหนึ่งได้ปฏิบัติอย่างมีเมตตากับชาวไต้หวันมาตลอด ปัจจุบันนี้ชาวไต้หวันส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีมากกับญี่ปุ่นพวกเบบี้บูมเมอร์ก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีพอๆ กับภาษาจีนส่วนพวกเจน Y+Z ก็จะนิยมอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างออกหน้า… แต่พอกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวไต้หวันกลับยืนกรานไม่ขอร่วมสังฆกรรม แม้จะมาใช้กำลังหักหาญก็ขอสู้ถึงที่สุด…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ ธนิษฐา มณีโชติ ในการจากไปของ ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา พิธีสวดพระอภิธรรมจัดขึ้นระหว่าง 16-21 ก.พ. 18.30 น. ณ ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาสโดยเจ้าภาพประสงค์เก็บศพไว้ก่อน เพื่อรอกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพต่อไป…

●●พรทิพย์ สาริกบุตร กำลังกังวลกับโรคความดันโลหิตสูงของเธอ เพราะต้องผ่าตัดตาต้อกระจกเร็วๆ นี้…ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี…

●● เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้ว จุไรรัตน์ลิ่วเฉลิมวงศ์ บินไปญี่ปุ่นเพื่อพา พี่พอ ปณัติ พร้อมบุตรสาว-บุตรเขย ดร.นิรัญชาดร.ปติ พุทธวิบูลย์ ไปเที่ยว ฮากุบะ หมู่บ้านสกีระดับโลก ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือในจ.นากาโน ขึ้นชื่อหิมะนุ่มฟู วิวภูเขาสวยงามเคยจัดโอลิมปิคฤดูหนาว 1998 ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางสกี กิจกรรม…

●● ส่วน วันชัยลิ่วเฉลิมวงศ์ มี พชรพชร์ หลานตาและบุตรสาววันทิตา ดูแลใกล้ชิด จนกว่ามารดาจะกลับ…

●● เมื่อวันแห่งความรัก 14 ก.พ.ที่ผ่านมาวรรษมน เสาวคนธ์เสถียร หนึ่งในศิษย์รักแมสคอม มช.รหัส 27 มีเวลาว่าง ชวนสามีถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร ที่คุ้นเคย ไปเยี่ยมเยือนรศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ ที่บ้านสวน ศรีราชาชลบุรี และพาไปรับประทานอาหารมื้อกลางวันร้านอร่อยริมทะเลศรีราชาพร้อมดื่มไวน์ พูดคุยสดชื่นคลายเหงา !!…●●

บารอนเนส

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ 'ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง'

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง’

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.56 น.

นิทรรศการ “ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง” เป็นการรวบรวมผลงานและองค์ความรู้ทางศิลปะ ทั้งของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินรับเชิญ ศิลปินผู้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ รวมถึงผลงานศิลปะบูรณาการกับศิลปินหลากหลายกลุ่ม มาจัดแสดง ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศิลปะไทยร่วมสมัย โดยได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522 ผลงานนามธรรมของท่านสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านการผสมผสานเทคนิคจิตรกรรมไทยประเพณีกับเทคนิคศิลปะตะวันตก โดยยึดโยงกับพุทธปรัชญาและรากฐานทางวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดความหมายผ่านการใช้สี เส้น รูปทรง และสัญลักษณ์ เพื่อสื่อถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และมิติทางสังคมวัฒนธรรมอย่างลุ่มลึก

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ในการสร้างสรรค์ผลงาน และกว่า 54 ปี ในบทบาทครูศิลปะของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้สร้างเมล็ดพันธุ์มากมายจากการส่งต่อแรงบันดาลใจ และมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะแนวคิดควบคู่กับการสร้างสรรค์งานศิลปะ นิทรรศการนี้เป็นการรวบรวมผลงานและองค์ความรู้ทางศิลปะ ทั้งของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินรับเชิญ ศิลปินผู้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ รวมถึงผลงานศิลปะบูรณาการร่วมกับศิลปินหลากหลาย ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม ศิลปินศิลปาธร ศิลปินในสถาบันการศึกษา ศิลปินอิสระ ศิลปินรุ่นเยาว์ รวมถึงลูกศิษย์ เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การบูรณาการดังกล่าวก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมุมมองทางการสร้างสรรค์ ส่งผลต่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปะและการทำความเข้าใจพลวัตของศิลปะไทยร่วมสมัยในมิติต่างๆ อันสะท้อนคุณค่าของศิลปะที่มีต่อสังคม และการอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน     

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม – 8 มีนาคม 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น.

สอบถามข้อมูลติดต่อ

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน ‘Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026’

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน 'Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026'

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน ‘Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026’

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.58 น.

สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งในใจคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดม่านเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” ยกทัพการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากจากประเทศจีนมามอบความวิจิตรตระการตาใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย และเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากซูเปอร์สตาร์แดนมังกร “จู เจิ้งถิง” (Zhu Zhengting) ที่บินลัดฟ้ามาอวยพรแฟนๆ ชาวไทย ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

พิธีเปิดงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รับเกียรติจาก อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวคำอวยพรเนื่องในวันตรุษจีน โดยมี ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ และ มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตื่นตาตื่นใจด้วยการแสดงชุดพิเศษ “ระบำต้อนรับตรุษจีน” จากประเทศจีน และ “ระบำอาชาศรีสยาม” จากประเทศไทย ที่สื่อถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีนหาชมยาก 4  คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน  


และไฮไลต์ที่หลายคนรอคอย คือการปรากฏตัวของ “จู เจิ้งถิง” (Zhu Zhengting) ศิลปินชื่อดังของจีน ที่มาร่วมอวยพรตรุษจีนให้แฟน ๆ ชาวไทยมั่งมีศรีสุขรุ่งเรืองตลอดปี พร้อมมอบโชว์พิเศษเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน T-Pop ชั้นนำของไทย ทั้ง Better Weather และ ต้าห์อู๋ พิทยา ที่มอบความสุขสร้างความประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศตระการตาของโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างเรืองรอง ทั่วพาร์ค พารากอน 

งาน “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ยกขบวนความบันเทิงมามอบความสุขความรุ่งโรจน์รับปีม้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยชั้นนำที่หมุนเวียนมามอบความสนุก ณ พาร์ค พารากอน และ แฟชั่น ฮอลล์ โดยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เพลินไปกับ HERS และ MEAN Band, วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 

พบกับ 2Ectasy Jeffy Kakagoesbackhome และ Slapkiss, วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สนุกกับ SERIOUS BACON และ Klear ส่งท้ายวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับ Wanyai และ OABNITHI (โอบนิธิ) โดยพร้อมกันนี้ สยามพารากอนยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมเสริมมงคล และความมั่งคั่งในพื้นที่ต่างๆ อีกมากมาย อาทิ 

• ตื่นตากับผลงานอาร์ต อินสตอลเลชั่น “The Fortune Guardians” ภาพสิงโตคู่ในจังหวะและลีลาแห่งการเฉลิมฉลอง โดย สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ ที่มีผลงานร่วมกับแบรนด์นานาชาติ 
ที่เปลี่ยนพื้นที่ โซนจีเวล และ คาสเคด ชั้น M ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งงานศิลป์รับปีใหม่จีน เปรียบเสมือนการเปิดประตูต้อนรับพลังงานดี เชื้อเชิญให้โชคลาภและความเบิกบานหลั่งไหลเข้ามาและ
แผ่ขยายไปสู่ผู้คน 

• นิทรรศการประติมากรรมโดย คุณเหริน เจ๋อ ประติมากรชาวจีนผู้โดดเด่นด้วยการหลอมรวมรากวัฒนธรรมตะวันออกเข้ากับมุมมองร่วมสมัยระดับสากล จนเกิดเป็นผลงานประติมากรรมที่ทรงพลัง เปี่ยมการเคลื่อนไหว และสื่อสารคุณค่าเชิงปรัชญาตะวันออกผ่านวัสดุร่วมสมัยอย่างกลมกลืน นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2569  บริเวณ Glass Wall ชั้น M 

• NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต เปิดพื้นที่ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยคอนเซ็ปต์อบอุ่นหัวใจ 
“Let Good Things Grow : Lucky in Love, Lucky in Green” ชวนทุกคนมาส่งต่อพลังบวกผ่านการดูแลตัวเอง การเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง และการเติบโตไปพร้อมโลกใบนี้ ผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟและ
เวิร์กชอปที่ร่วมสมัย สนุก เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกวัย และชวนเติมเต็มช่วงเวลาพิเศษที่ NEXTOPIA ด้วยเมนูดีต่อใจและดีต่อโลก ท่ามกลางบรรยากาศและเสียงเพลงสุดโรแมนติก พร้อมให้คุณแฮงค์เอาต์ยาวได้ถึงเที่ยงคืน

• สำหรับสายมูผู้ใจบุญ มูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ชวนตรวจเช็คดวงชะตารับปีมะเมียในงานพยากรณ์เพื่อการกุศล “สิริวัฒนาพยากรณ์ เพื่อคนพิการ” กับ 40 นักพยากรณ์ชื่อดัง 
ซึ่งเชี่ยวชาญในหลากหลายศาสตร์พยากรณ์ ตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น 2 (ฝั่งนอร์ท) เวลา 10.30-19.00 น. โดยสามารถซื้อบัตรพยากรณ์ได้ที่งานในราคา 400 บาท  

นอกจากประสบการณ์เหนือระดับในทุกพื้นที่ เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน สยามพารากอน ยังเอาใจนักช้อป  ด้วยโปรสุดพิเศษ  “A Prosperous Chinese New Year 2026” ตั้งแต่วันนี้ –  22 กุมภาพันธ์ 2569  มอบส่วนลดสูงสุด 50% ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ ช้อปครบตามเงื่อนไข รับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON จากพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ มูลค่ารวมสูงสุด 1,700 บาท พร้อมสิทธิพิเศษช้อปน้อยกว่าแลกรับของรางวัลที่สยามพารากอน สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย สมาชิก ONESIAM รับเพิ่ม ONESIAM Coin 4 เท่า เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือแบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD  

และยังมี โปรโมชั่นพิเศษ  “LUCK WITH LOVE”  ตั้งแต่วันนี้  – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ช้อปครบ ตามยอดที่กำหนด แลกรับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON จากพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ มูลค่ารวมสูงสุด 31,800 บาท พร้อมรับเพิ่มรวมสูงสุด 1,550 ONESIAM Coins เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย พิเศษช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับเพิ่มอั่งเปา (บัตรกำนัล/บัตรส่วนลด จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ) สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสะสมสูงสุด จากร้านค้าลักซ์ชัวรี่ที่ร่วมรายการ รับทองคำหนัก 2 บาท มูลค่า 149,500 บาท (ราคา ณ วันที่ 26 มกราคม 2569) เมื่อมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป 

ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเปล่งประกายความรุ่งโรจน์รับปีมะเมีย กับงาน  “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” ได้ที่ สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ติดตามรายละเพิ่มเติมได้ที่ FB: SiamParagon 

#SiamParagon #SiamParagonCNY2026

อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.56 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต จัดงานแถลงข่าวเตรียมจัดงานสดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร  ภายใต้ชื่องาน “งานแสดง แสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ลานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น” ประจำปี 2569  ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อสดุดีและเทิดทูนวีรกรรมอันหาญกล้าของสองวีรสตรีและวีรชนผู้กล้าเมืองถลางผู้เสียสละปกป้องแผ่นดิน ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทีเพื่อสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  พร้อมด้วย เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต, ศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต, ณภัทราพล นลจิตต์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และ ธนิต ประทีป ณ ถลาง สืบสายสกุลย่าจันย่ามุก รวมถึงสองนักแสดงชื่อดัง “ฮาน่า ลีวิส” รับบทเป็น “ย่าจัน” และ “แม็กกี้ อาภา ภาวิไล” รับบทเป็น “ย่ามุก” ร่วมแถลงการจัดงาน “สดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร” ภายใต้ชื่องาน “งานแสดง แสง สี เสียง เล่าขานประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ให้ความสำคัญกับการสืบสานประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การจัดงานแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร ประจำปี 2569 ถือเป็นการสดุดีและเทิดทูนวีรกรรมอันหาญกล้าของสองวีรสตรีและวีรชนผู้กล้าเมืองถลาง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ประชาชนและเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของแผ่นดินไทยและรากเหง้าของเมืองภูเก็ต”

นอกจากนี้ การนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิด ‘ย่าจัน ย่ามุก และตำนาน 9 วีรชนแห่งเมืองถลาง’ ยังสะท้อนถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และความเป็นพหุวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมุ่งหวังให้งานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดงานในปีนี้มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยนำประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมือง วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มานำเสนอผ่านการแสดงแสง สี เสียง และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในประวัติศาสตร์เมืองถลางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

สำหรับรูปแบบการแสดงแสง สี เสียง ในปี 2569 นำเสนอภายใต้แนวคิด “การเชิดชูและให้องค์ความรู้เกี่ยวกับวีรกรรมอันหาญกล้าของเหล่าวีรชนเมืองและบรรพชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ปกป้องกแผ่นดินไว้ โดยใช้ชื่อการแสดงว่า “ย่าจัน ย่ามุก 9 วีรชนเมืองถลาง”  ซึ่งจะแสดงถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นอกจากวีรกรรมอันหาญกล้า แห่งสองวีรสตรีท้าวเทพกระษัตรี (ย่าจัน) และท้าวศรีสุนทร (ย่ามุก) ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญของเมืองถลางแล้ว ยังเชิดชูวีรกรรมแห่งวีรชนทั้ง 7 ท่านที่ร่วมปกป้องแผ่นดินไว้ ได้แก่ พระยาทองพูน พระยาถลางเทียน แม่ปราง เจ้าคุณมารดาทอง พระยกบัตรจุ้ย มหาดเล็กเนียม และนายทองเพ็ง

การแสดงในปีนี้มีความโดดเด่นด้วยการนำเสนอเรื่องราวพหุวัฒนธรรมของเมืองถลาง ผ่านฉากการแสดงที่ผสมผสานเทคนิคจอ LED อย่างกลมกลืน พร้อมการปรับรูปแบบการแสดงใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้ชมทุกช่วงวัยแต่ยังคงเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วัน จะมีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น การแสดงทางวัฒนธรรม การจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมากมายจากหลากหลายชุมชนของจังหวัดภูเก็ตมารวมตัวกันที่งานแห่งนี้ และยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ งานสดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร จะจัดขึ้นในวันที่ 13–16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.55 น.

บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด โดยโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ร่วมกับ สำนักจุฬาราชมนตรี จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ โครงการทุนจุฬาราชมนตรีเพื่อส่งเสริมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาหลักสูตร Caregiver Plus (นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง เป็นแกนกลาง

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ เดอะ พาเร้นส์ ในฐานะองค์กรเอกชนชั้นนำด้านการดูแลผู้สูงอายุและการพัฒนาบุคลากรสุขภาพแบบบูรณาการ ควบคู่กับบทบาทของ สำนักจุฬาราชมนตรี ในการขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาและการสร้างสัมมาอาชีพแก่เยาวชนมุสลิมทั่วประเทศ ตามวิสัยทัศน์ของท่านจุฬาราชมนตรี อาจารย์อรุณ บุญชม

ทุนจุฬาราชมนตรี 3.2 ล้านบาท สร้างโอกาส 80 เยาวชน

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด สนับสนุนงบประมาณรวม 3.2 ล้านบาท เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน 80 ทุน ทุนละ 40,000 บาท ผ่านสำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อส่งต่อโอกาสให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไป วุฒิขั้นต่ำ ม.3 ทั้งจากระบบการศึกษาปกติและโรงเรียนปอเนาะ

หลักสูตร Caregiver Plus โดยมีหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง เป็นแกนกลาง ใช้ระยะเวลาเรียนภาคทฤษฎีเข้มข้น 3 เดือน (รวม 420 ชั่วโมง) พร้อมฝึกงานต่อเนื่อง 6–8 เดือน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุ มาตรฐานวิชาชีพทางสุขภาพ ควบคู่คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพในบริบทพหุวัฒนธรรม

เดอะ พาเร้นส์ การันตีมาตรฐาน พร้อมรองรับตลาดแรงงาน

ในฐานะผู้พัฒนาหลักสูตรและศูนย์ฝึกอบรมหลัก บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด ได้ออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมและตลาด Medical Tourism

ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองด้านวิชาชีพ พร้อมความรู้การดูแลตามหลักศาสนาอิสลาม และมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที ทั้งในเครือข่ายของเดอะ พาเร้นส์ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยมีรายได้เริ่มต้นเฉลี่ยรวมค่าเวรประมาณ 18,000 บาทต่อเดือน และสามารถต่อยอดสู่สายวิชาชีพด้านพยาบาลหรือสาธารณสุขในระดับที่สูงขึ้น

สำนักจุฬาราชมนตรี หนุนคุณธรรม ควบคู่มาตรฐานสากล

การดำเนินโครงการภายใต้การสนับสนุนของ สำนักจุฬาราชมนตรี มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม ความเมตตา และจริยธรรมตามหลักอิสลาม ควบคู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างสมดุล

พิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมแพทย์มุสลิมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด ซึ่งร่วมแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาคศาสนาและภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง

ก้าวสำคัญสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพฮาลาลของไทย

ความร่วมมือระหว่าง เดอะ พาเร้นส์ และสำนักจุฬาราชมนตรี ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบทุนการศึกษา แต่ยังเป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบุคลากรสุขภาพฮาลาลของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โครงการ “Caregiver Plus” จึงสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากล ควบคู่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการ “Caregiver Plus” นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสำนักจุฬาราชมนตรี ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านศาสนา การแพทย์ และการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรนักบริบาลสุขภาพอิสลามที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่คุณธรรมตามหลักศาสนาอิสลาม

โครงการดังกล่าวไม่เพียงเปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้แก่เยาวชนมุสลิม โดยเฉพาะจากโรงเรียนสอนศาสนา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุของไทย รองรับสังคมสูงวัยและตลาด Medical Tourism จากกลุ่มประเทศมุสลิม สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางศาสนาและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน.

เยาวชนท่านใดสนใจสามารถติดตามโครงการทุนจุฬาราชมนตรีเพื่อส่งเสริมบุคลากรทางการแพทย์ได้ที่เพจเฟซบุ๊กสำนักจุฬาราชมนตรี https://www.facebook.com/samnakjula และ The Parents Wellness and Rehabilitation : https://www.facebook.com/theparentswellnessandrevitalizing

-(016)

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.13 น.

เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๔๙ ปี ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซึ่งประกอบด้วยทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดงาน “วันวิภาวดี” ขึ้นเพื่อสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ดังเช่นที่ได้จัดมาทุกปี ณ ลานพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระยุพราช อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงมีพระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงเป็นพระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส ต้นราชสกุลรัชนี) และหม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ (วรวรรณ)  รัชนี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่   ๒๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๔๖๓  ทรงมีอนุชาร่วมพระบิดามารดาเดียวกันหนึ่งองค์คือหม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖  แล้ว จึงศึกษาหลักสูตรสมบูรณศึกษาที่โรงเรียนนี้เพิ่มเติมอีก  ๓  ปี  ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕

ภายหลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว  พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตได้ทรงรับใช้พระบิดาอย่างใกล้ชิด กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการประพันธ์ในนาม “น.ม.ส.” ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอก”ผู้หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คล้ายพระบิดา พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงพระปรีชาสามารถหลายประการ  โดยเฉพาะทางอักษรศาสตร์ ทรงเขียนเรื่องสำหรับเด็กเมื่อพระชันษาเพียง  ๑๔  ปี  และทรงใช้นามปากกา “ว.ณ ประมวญมารค” ทรงพระนิพนธ์นวนิยายอมตะเรื่อง ปริศนา รัตนาวดี  เจ้าสาวของอานนท์ ฯลฯ อีกทั้ง สารคดีเรื่อง  ตามเสด็จอเมริกา  ตามเสด็จปากีสถาน   ต่อมา ทรงพระนิพนธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง พระราชินีนาถวิกตอเรีย  คลั่งเพราะรัก  ฯลฯ  นอกจากนั้น ยังได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องสั้นรวมทั้งบทละครวิทยุด้วย

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เสกสมรสกับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙  โดยทรงเป็นคู่สมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามธิบดินทร  ทรงมีธิดา  ๒  คน  คือ หม่อมราชวงศ์วิภานันท์ และ หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา  รังสิต

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคต่างๆ ในราชอาณาจักรตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ และต่อจากนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้โดยเสด็จในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี-พันปีหลวง  ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศรวม  ๒๕  ประเทศ

ในระยะ ๑๐ ปีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในด้านการพัฒนาพื้นที่ทุรกันดารภาคใต้ ทรงนำหน่วยพระราชทานไปช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ที่ไกลและทุรกันดารที่สุด โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบากในการเดินทางหรือที่พักแรม  เมื่อพระองค์ท่านเสด็จที่ใดก็ได้นำความไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และต่อมาความเจริญก็ค่อยๆ ไปถึงที่นั้น  จนในที่สุดชาวบ้านจึงได้ขนานพระนามว่า  “เจ้าแม่”  พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยการเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชน พาแพทย์ไปรักษาพยาบาลคนที่เจ็บป่วย จัดสิ่งของหยูกยาไปช่วยชาวบ้านที่ยากไร้หรือประสบภัย แจกอุปกรณ์การศึกษาแก่เด็กนักเรียน แนะนำการงานอาชีพและส่งเสริมศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทั้งยังนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร  พลเรือน สมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดน  แม้ในเขตที่มีผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอย่างรุนแรง ก็ยังทรงพระอุตสาหะเสด็จไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถึงแนวหน้า

เมื่อวันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๒๐  ระหว่างทางเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงทราบจากวิทยุว่ามีตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด ๒ นาย ด้วยความที่ทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บเกรงว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลไม่ทันท่วงที จึงรับสั่งให้นักบินเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงเพื่อรับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บ  ๒  นายนั้นไปส่งโรงพยาบาล ขณะที่นักบินนำเครื่องร่อนลงต่ำใกล้บ้านเหนือคลอง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงเฮลิคอปเตอร์ กระสุนทะลุเข้ามาต้องพระองค์ ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์ก่อนเสด็จถึงโรงพยาบาล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่  ๔  เมษายน พุทธศักราช  ๒๕๒๐  และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์และประถมาภรณ์ช้างเผือกและรัฐบาลในขณะนั้น  โดย ฯพณฯ นายธานินทร์  กรัยวิเชียร  นายกรัฐมนตรี  ได้อัญเชิญพระนามมาตั้งชื่อถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เชื่อมต่อถนนในกรุงเทพฯ กับถนนไปสู่ภูมิภาคทั่วประเทศว่า “ถนนวิภาวดีรังสิต” เพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระประวัติ ผลงาน และการเสียสละของพระองค์ท่าน

ถึงแม้ว่าพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตได้สิ้นพระชนม์ไป  ๔๙  ปีแล้ว  แต่คุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวใต้   ชาวสุราษฎร์ฯ ได้กำหนดวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของทุกปี  คือวันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  เป็น “วันวิภาวดี” เพื่อทำพิธีสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย ณ พระอนุสาวรีย์ ๕  แห่งทั่วจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ตามกระแสฮิตชุดไทย Miss Tiffany 2026 จับมือกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดแฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” ผ่านแนวคิด “ผ้าไทยไร้เพศ” ถ่ายทอดมุมมองของทรานส์เจนเดอร์ในยุคปัจจุบัน ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกตัวตนสามารถสวมใส่และเล่าเรื่องของตนเองผ่านเครื่องแต่งกายได้อย่างอิสระ โมเมนต์แฟชั่นสำคัญแห่งปีที่นำความเป็นไทยถอดรหัสใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย

ผลงานที่ชนะรางวัล “The Best Thai Identity Culture & Couture” คือชุด “Queen of Thai Silk” ของหมายเลข 19 โอเว่น – วุฒิเชษฐ์ เค็มพ์ ออกแบบโดย สุนาผ้าไทย คว้ารางวัลด้วยความโดดเด่นของแนวคิดและงานออกแบบที่สวยสะกดสายตา เต็มไปด้วยเรื่องราวและรายละเอียดอันประณีต ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน คว้าใจคณะกรรมการไปอย่างเป็นเอกฉันท์ และได้รับเลือกเป็นชุดประจำชาติไทยในการประกวดเวทีนานาชาติ Miss International Queen 2026 ต่อไป สำหรับ 10 ชุดที่ได้รับคะแนนสูงสุดในวันนี้ จะถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการภายในงานประกวดรอบ The Final, Miss Tiffany 2026 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา เพื่อเปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติและสาธารณชนได้ร่วมชื่นชมผลงานอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ตอกย้ำ “ความเป็นไทย” ที่ยังคงล้ำค่าและร่วมสมัย สร้างความประทับใจอย่างมากจากการพรีเซนต์ของ Miss Tiffany 2026 ทั้ง 24 คน ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และตัวตนของชุดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่แต่ละผลงานออกแบบล้วนมีเรื่องเล่า แรงบันดาลใจ และสะท้อนมุมมองความเป็นไทยในรูปแบบที่แตกต่าง งานนี้จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการยกระดับ “ชุดไทย” จากรากวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่ผลงานดีไซน์ร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” เกิดจากความร่วมมือของดีไซเนอร์ไทยหลากหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าที่คร่ำหวอดในแวดวงชุดไทยและแฟชั่น ไปจนถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการค้นหาและตีความความเป็นไทยในมุมมองของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม รากเหง้า และงานหัตถศิลป์ ที่ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของโลกแฟชั่นร่วมสมัย

งานนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลระดับสูงจากหลากหลายองค์กร อาทิ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำประเทศไทย ถือเป็นค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่สะท้อนความวิจิตรของอัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

“The Thai Identity Culture & Couture” จึงมิได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ หากแต่เป็นเวทีที่ยืนยันว่าความเป็นไทยยังคงมีชีวิต และสามารถเล่าเรื่องใหม่ ๆ ได้อย่างทรงพลัง ผ่านสายตาของดีไซเนอร์ไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ และผ่านผู้หญิงทรานส์เจนเดอร์ที่พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความงาม และแรงบันดาลใจบนเวที Miss Tiffany 2026

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในเทศกาลวาเลนไทน์ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ความรักระหว่างกัน แต่ความรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือ “การรักตัวเอง” สัปดาห์นี้จึงขอชวนทุกคนมาดูแลอวัยวะสำคัญที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ
ในความเป็นจริง โรคที่เกี่ยวกับหัวใจมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด โรคที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการตีบหรืออุดตัน จะนำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ ถัดมาคือโรคที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจหนาตัวหรือโตขึ้น ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ หากเป็นมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จนเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีโรคของ ลิ้นหัวใจ ที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอีกภาวะที่พบบ่อยคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากเป็นรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้
จะเห็นได้ว่าหัวใจทำงานอย่างอึดถึกทนนี้ สามารถเจ็บป่วยได้หลากหลาย และทุกภาวะที่กล่าวมานั้น หากไม่เอะใจหรือดูแลให้ดี อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมีปัญหา…โดยปกติแล้ว หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา แต่คนเรามักไม่รู้สึกถึงการทำงานของมัน เมื่อใดก็ตามที่เริ่ม “รู้สึกตัว” เช่น รู้สึกใจสั่น หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม อาจเกิดจากภาวะน้ำตาลตกได้ แต่หากเป็นบ่อยๆ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ พูดง่ายๆ คือ คนปกติที่ไม่ได้ออกแรงหนักหรือไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ควรรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่

อีกสัญญาณสำคัญคือ เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน เช่น เคยเดินได้ครึ่งหรือหนึ่งกิโลเมตรแบบสบายๆ แต่กลับเดินได้เพียง 100–200 เมตรแล้วต้องพัก หรือเคยเดินขึ้นบันได 2–3 ชั้นได้โดยไม่ต้องพัก แต่ปัจจุบันเดินได้เพียงครึ่งชั้นก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังเริ่มล้มเหลว สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจไม่ดี
ในกรณีของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการมักมาในรูปแบบของเจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับ บางครั้งร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม โดยเฉพาะหลังออกแรง และอาจมีอาการร่วม เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หากมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคหัวใจหลายชนิดสามารถป้องกันหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปตรวจติดตามตามนัด และปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ โรคเรื้อรังเหล่านี้มักไม่มีอาการ จำเป็นต้องติดตามค่าต่างๆ เช่น ความดันโลหิตหลังการรักษาไม่ควรเกิน 130/80 mmHg ไขมันโคเลสเตอรอลรวมไม่ควรเกิน 200 mg% ค่าไขมันเลว (LDL) ไม่ควรเกิน 100–130 mg% ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 mg% และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารควรอยู่ในช่วง 80–130 mg%
แม้จะซื้อยากินเองอย่างสม่ำเสมอ แต่หากไม่ไปตรวจติดตามที่สถานพยาบาล ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าค่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการควบคุมอาหาร ไม่ใช่เพียงงดหวานมัน แต่ต้องลดเค็มและเกลือ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางพฤติกรรมที่ทำให้หัวใจเสื่อมลงได้อย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงการกินมาก ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม และการนอนดึก พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เรามักได้ยินจากข่าวอยู่เสมอ
อีกเรื่องที่พบได้คือ การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรโดยไม่รู้ผลข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจ เช่น สมุนไพรลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงาน ซึ่งอาจแอบผสมสารกระตุ้นและมีผลต่อหัวใจ อย่างเช่น ไซบูทรามีน เอเฟดรา เอฟีดรีน เป็นต้น

อาหารเสริมที่มีคาเฟอีนเข้มข้น โสม หรือสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
ดังนั้น การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรควรพิจารณาความจำเป็น ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และการเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อให้หัวใจดวงนี้อยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย