Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/431412

Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไขมันสะสมในส่วนพุงมักมาจากการกินที่ให้พลังงานมากเกินควร ส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเป็นดอกเบี้ยไม่พึงประสงค์ที่พุง เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การออกกำลังกาย จะช่วยสลายไขมันส่วนพุงแต่ช่วยได้จริงไหม

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าคนบางคนอาจมีพันธุกรรมที่มีแนวโน้มอ้วนลงพุง และเมื่ออายุมากขึ้นน้ำหนักส่วนพุงก็จะเพิ่มมากขึ้น และการที่มีพุงใหญ่ขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงสุขภาพ แต่ข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้แนะว่า มีวิธีที่ปลอดภัยในการลดน้ำหนักและลดพุงดังนี้

l คุมปริมาณแคลอรีให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย การกินมากไปจะทำให้อ้วนลงพุงง่าย ปัจจุบันมีแอพฯและเว็ปไซต์มากมายที่ช่วยคำนวณความต้องการพลังงาน หรืออาจจะปรึกษานักกำหนดอาหารให้ช่วยคำนวณได้

l กินใยอาหารมากขึ้น ซึ่งมีมากในถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ บร็อคโคลี่เมล็ดเจีย งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่กินอาหารที่มีใยอาหารสูง ลดความเสี่ยงในการเพิ่มเส้นรอบพุง

l กินผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำที่มีไขมันร้อยละ 0-2 งานวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มเพิ่มพุง ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำช่วยลดพุง

l จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งจะเพิ่มไขมันส่วนพุงได้ง่าย พลังงานจากแอลกอฮอล์สูงเกือบเท่าพลังงานจากไขมัน และที่สำคัญคือร่างกายเปลี่ยนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไขมันได้

l ลดเนื้อสัตว์ งานวิจัยพบว่าผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ หรือวีแกนมักไม่อ้วนและไขมันในส่วนพุงสะสมน้อย บางคนอาจจะเริ่มจากลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่เคยกินมากๆ และกินโปรตีนจากพืชแทน เช่น เต้าหู้ เทมเป้ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ รวมทั้งเลนทิล เป็นต้น

l กินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนงานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า อาหารชนิดนี้ซึ่งอุดมไปด้วยผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และน้ำมันมะกอก ช่วยลดน้ำหนักและลดพุงได้ดีกว่าคนที่กินอาหารสไตล์ตะวันตก

l ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือแบบแอโรบิก (ปั่นจักรยาน เดิน วิ่งและว่ายน้ำ) และแบบออกแรงต้าน (ยกน้ำหนัก หรือแบบบอดี้เวท (body weight training) เป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว) ช่วยลด BMI และเส้นรอบพุง ข้อแนะนำในการออกกำลังกาย คืออย่างน้อย 75 นาที หากออกกำลังกายแบบใช้แรงมากหรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบบใช้แรงปานกลาง

l นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเวลาที่เข้านอน จำนวนชั่วโมงที่นอนมีความสำคัญต่อเส้นรอบพุ่ง การวิจัยพบว่าการนอนน้อยเพิ่มขนาดเส้นรอบพุง ลดละความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียด เพิ่มการสะสมไขมันในส่วนพุง เครียดเรื้อรังสัมพันธ์กับการสะสมไขมันในส่วนพุงและนำไปสู่การเลือกกินอาหารที่ทำให้เสียสุขภาพ

เวลาที่เราต้องการลดพุง ต้องมองในภาพรวมของการกินและไลฟ์สไตล์ เลือกอาหารไขมันต่ำ ใยอาหารสูง เป็นอาหารจากพืชเป็นหลัก กินในปริมาณที่ให้แคลอรีที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 5 วัน อย่าลืมประเมินความเครียดและชั่วโมงในการนอนด้วย

ข้อมูลจาก ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุลผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ผู้รักสุขภาพต้องเข้าใจพื้นฐานและมีการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการออกกำลังกายที่ชัดเจน และช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย

ขั้นตอนการออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ควรใช้แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ (1) ช่วงอบอุ่นร่างกาย ด้วยการบริหารกายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยใช้เวลา 5-10 นาที (2) ช่วงออกกำลังกายเป็นการออกกำลังกายจริงเพื่อสร้างความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจ โดยใช้เวลา 20-40 นาที และ (3) ช่วงผ่อนคลายร่างกาย ด้วยการบริหารกายและยืดเหยียด โดยใช้เวลา 5-10 นาที

หลักการออกกำลังกายที่ดีต้องคำนึงถึง

(1) ความถี่ คือควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน ปฏิบัติ 10-15 ครั้งต่อเที่ยว และ 3-5 เที่ยวต่อชุด

(2) ระดับ ว่าควรเริ่มจากจำนวนน้อยไปหามาก จากความหนักระดับเบาไปหาสู่ระดับหนัก และ

(3) เวลา คือควรออกกำลังกาย อย่างน้อย 30-60 นาที สัปดาห์ละ3 ครั้ง สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายที่ดีต้องไม่หักโหมจนเกินไปหรือไม่สม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอ หากร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอก็อาจเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำและหมดสติ นอกจากนี้จะเกิดการสลายไขมันที่สะสมไว้ที่ตับมาเป็นพลังงานในรูปของน้ำตาลกลูโคส ซึ่งนำไปใช้ในการเผาผลาญ หากออกกำลังกายหักโหมไปอาจทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดไม่เพียงพอ จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดตกจนอาจนำไปสู่อาการช็อกและหมดสติ รวมถึงการสูญสลายของโปรตีนในกล้ามเนื้อและเกิดของเสียจำพวกแอมโมเนียและแลคเตท ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้สารประกอบกลุ่มแลคเตทที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับปริมาณของแลคติคแอซิด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตะคริวระหว่างการออกกำลังกายอีกด้วย

การออกกำลังการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดพุงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากเราเข้าใจหลักการที่ถูกต้องและมีความตั้งใจปฏิบัติอย่างสมํ่าเสมอเพียงอาทิตย์ละประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที ไม่ควรละเลยเรื่องของการวอร์มอัพและคูลดาวน์ที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะวิ่งเต็มที่เพื่อให้กล้ามเนื้อ ระบบไหวเวียนโลหิตและระบบหายใจได้ปรับตัวก่อนออกกำลังกาย และปิดท้ายการวิ่งด้วยการผ่อนคลายร่างกายหรือคูลดาวน์ โดยการบริหารกายและยืดเหยียด 5-10 นาที เพื่อปรับสภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมาวิ่งได้อย่างมีความสุขพร้อมไปกับการมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

อ้างอิง : http://www.environmentalnutrition.com.August 2018;vol. 41, issue8

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/429791

LIFE&HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

LIFE&HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพดวงตาในหลายๆ ประเทศ พบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานินที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงเมื่อเทียบกับผักและผลไม้อื่นๆ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ตา ป้องกันจอประสาทตาจากการถูกทำลายช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างของกระจกตาและเส้นเลือดฝอยในตา ช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่ดวงตาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยถนอมดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคนิคง่ายๆ เพื่อสุขภาพตาที่ดี ควรปฏิบัติดังนี้

เมื่อรู้สึกตาล้า…ควรพักโดยหลับตา หรือมองออกไปไกลๆ  ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป โดยไม่ต้องจ้องมองสิ่งใดเป็นพิเศษ หรือเหลือบตาแล้วมองไปรอบๆ ทั้งบน-ล่าง ซ้าย-ขวา แต่ไม่หันศีรษะ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ออกกำลังกาย จะช่วยให้ดวงตาผ่อนคลาย

หมั่นพักสายตา เพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว หรืออาจกะพริบตาถี่ๆ เป็นระยะ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที และทุก 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้แก้วตาสะอาดและเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา

เมื่อรู้สึกมองเห็นไม่ชัด..ให้เหยียดแขนซ้ายออกไปให้ไกลที่สุด แล้วตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้น เพื่อเป็นจุดโฟกัส และตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าประมาณ 3 นิ้ว จากนั้นให้โฟกัสภาพแต่ละนิ้วสลับไปมา

หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า ลมแรง การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สายตาในที่ที่มีแสงสลัว

ไม่อยากให้ดวงตาประท้วงก็ต้องหมั่นดูแลกันหน่อย ก่อนที่ดวงตาของคุณจะเสื่อมสภาพจนยากที่จะเยียวยา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น…เด็กสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/428251

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น...เด็กสร้างสรรค์

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น…เด็กสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคที่สังคมไทยมีการแข่งขันที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ต่างๆทำให้ใครๆ ก็อยากให้ลูกมีสุขภาพดีเติบโตแข็งแรงสมวัยรวมทั้งยังมีความฉลาดล้ำ มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ซึ่งว่ากันว่าความรู้และทักษะต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพัฒนาการและการเจริญเติบโตทางสติปัญญา ทั้งนี้ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการต่างๆให้หลากหลายในปริมาณเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเติบโตในแต่ละช่วงวัย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองจะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโตมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกให้เป็นนักคิดที่ดี ส่วนจะมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไรบ้างนั้นเราไปเรียนรู้พร้อมๆ กัน

1.เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจ

พื้นฐานสำคัญที่สุดในการสร้างลูกให้เป็น หนูน้อยสร้างสรรค์ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดและปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิด กล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้พ่อและแม่ต้องทำเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการเท่านั้น อย่าตำหนิ ลงโทษ หรือตัดสินผิดถูก เพราะจะทำให้ลูกกลัวผิด ไม่กล้าคิด ซึ่งเป็นการปิดกั้นจินตนาการของลูก เมื่อบรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างอิสระ ลูกก็จะเป็นเด็กที่มั่นใจ กล้าวางแผน กล้าลงมือทำ และสนุกกับกิจกรรมนั้นมากขึ้น

2.เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบที่สร้างสรรค์

เมื่อลูกถึงวัยเป็นเจ้าหนูทำไม ถามทุกอย่างที่ขวางหน้า คุณควรถือโอกาสนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยการตอบคำถาม และฝึกให้เขาต่อยอดความคิด ด้วยการปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย และรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป เพื่อต่อยอดคำถามให้ลูกได้เล่า ได้ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลูกก็จะได้เรียนรู้ว่าทุกคำถามมีคำตอบและภูมิใจที่ได้แสดงความคิดเห็นให้คุณฟัง

3.ต่อยอดความคิดจากสิ่งรอบตัว

พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

4.ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ

พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้คิดเอง โดยการตั้งคำถามให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากเห็น และอยากค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สื่อออกมาถึงพลังความคิดและทักษะการแก้ปัญหา โดยการปล่อยให้ลูกได้ตอบคำถามและแสดงความคิดอย่างเต็มที่ อย่าปิดกั้นความคิด และรับฟังทุกคำตอบที่ลูกบอก โดยมีคุณเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติม

5.ต้องได้ลองลงมือทำ

เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ดังนั้นนอกจากจะเปิดช่องให้ลูกได้คิดแล้ว พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการเล่น หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด แม้จะต้องใช้เวลานานและไม่ตรงเป๊ะตามแบบที่มันควรจะเป็น แต่นั่นเป็นส่วนที่ทำให้ลูกคุณมีกระบวนการคิด การหาเหตุและผลกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งจะทำให้ลูกได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณก็อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

6.ปล่อยให้คิดอย่างอิสระ

พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่บ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ หรือให้ลูกได้ช่วยออกแบบความคิดในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวพร้อมลงมือทำด้วยกัน เช่น ให้ทุกวันหยุดมีช่วงเวลาของการวาดภาพ ปั้นแป้งโดว์ตามจินตนาการการทำอาหาร การปลูกต้นไม้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกระทั่งลงมือทำสำเร็จ โดยไม่ต้องกดดันและมีข้อจำกัด หรือตีกรอบข้อบังคับ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิดมีจินตนาการและดึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ

นอกจากเคล็ดลับ 6 ข้อนี้แล้ว สิ่งที่พ่อแม่จะต้องหมั่นเติมเต็มให้ลูกอยู่เสมอก็คือ ความรัก ความเข้าใจ หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจ เพื่อพัฒนาเขาสู่การเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426802

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เป็นได้มากกว่าการติดต่อสื่อสาร ในยุคของโลกเทคโนโลยีและโซเชียลเนตเวิร์กนี้พ่อแม่ยุคใหม่หวังจะใช้แทนของเล่นหรือสื่อการเรียนรู้ให้ลูก ทำให้หลายๆ คนติดกันอย่างงอมแงมไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ แต่เด็กเล็กๆบางคน ที่มักหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมหรือดูคลิปในยูทูบ รวมถึงใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างจดจ่อ และไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า แม้ว่าโทรศัพท์มือถือเหล่านี้สามารถให้ทั้งความรู้และความบันเทิง แต่หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอนานเกินไปจนกลายเป็นเด็กติดมือถือ หรือ โมโนโฟเบีย (Momophobia) ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ พัฒนาการ พฤติกรรมตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เช็คพฤติกรรมลูกติดสมาร์ทโฟน

ในฐานะพ่อแม่เคยเช็คพฤติกรรมลูกๆบ้างหรือไม่ ว่าเข้าข่าย “ติดจอเกินพอดี” ให้สังเกตว่าลูกๆ ของคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ เช่น หมกมุ่นอยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเลต วันละหลายๆ ชั่วโมงโดยไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้าง แยกตัวจากสังคม เลิกทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่สามารถควบคุมตัวเองให้หยุดเล่นได้ หากไม่ได้เล่นก็จะกระวนกระวาย กระสับกระส่าย หงุดหงิดอารมณ์เสีย โมโหรุนแรง ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีอาการต่อต้านแบบอื่นๆ และต้องใช้เวลาเล่นมือถือนานขึ้นเรื่อยๆ จึงจะพอใจ ที่สำคัญคือมีพฤติกรรมแย่ลง

หากลูกติดมือถือส่งผลกระทบ

สุขภาพร่างกายและปัญหาการนอน สัญญาณมือถือเป็นคลื่นวิทยุ ซึ่งส่งผลสมองเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 60 และ “อาจเป็นสารก่อมะเร็ง” ในสมองเด็กที่มีการเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจากมือถือส่งผลกระทบต่อสารเมลาโทนิน ซึ่งทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ เข้านอนไม่ตรงเวลาและระยะเวลาการนอนหลับไม่เพียงพอหากใช้มือถือในช่วงเวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมตามมา

ปัญหาการเจริญเติบโตไม่สมวัย อาจอ้วนเกินไปจากการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวไปเรื่อยๆ ขณะเล่นมือถือและขาดการออกกำลังกาย หรือผอมเกินไปจากการเล่นมือถือเพลินจนไม่มีเวลาหรือไม่อยากรับประทานอาหาร

พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าเนื่องจากมือถือเป็นการสื่อสารทางเดียว หรือพูดเลียนแบบภาษาการ์ตูน ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทำให้มีปัญหาการปรับตัว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ขาดพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส ซึ่งเกิดการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ประสานกับประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

ปัญหาพฤติกรรม ก้าวร้าว เอาแต่ใจตนเอง รอคอยไม่ได้เนื่องจากหน้าจอมือถือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและตอบสนองอย่างรวดเร็ว แพ้ไม่เป็นจากการเล่นเกมที่ต้องการแต่จะเอาชนะด้วยคะแนนสูงๆ

ปัญหาการเรียน เมื่อลูกสนใจเนื้อหาความบันเทิงและใช้เวลากับมือถือมากกว่าความรับผิดชอบทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียน ทำให้ผลการเรียนแย่ลง

5 เคล็ดลับหยุดลูกติดมือถือ

อย่าปล่อยให้ลูกติดมือถือแล้วค่อยแก้บอกเลยว่า “ยาก” เราจึงควรสร้างพฤติกรรมที่ช่วยให้ลูกไม่ติดมือถือจะดีกว่า เริ่มจาก…

กำหนดเวลาให้ชัดเจน เมื่อหมดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจอได้แล้ว ลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นอย่างที่ตกลงกันไว้ เช่น ให้ลูกเล่นเกมหรืออินเตอร์เนตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ ไอแพด เข้านอน และกำหนดเวลาไม่ให้อยู่หน้าจอนานเกินไป อาทิ เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง หรือในแต่ละวันลูกจะเล่นได้ช่วงไหนบ้าง ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดและยึดถือกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีการที่พ่อ-แม่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิทัล คุณควรมีวินัยในตัวเองก่อนหากคุณใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเลตล่อตาล่อใจคุณลูกทุกวี่ทุกวัน เช่น เล่นโทรศัพท์จนดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำ ติดเกมต่างๆ ให้ลูกเห็น นอกจากจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูกแล้ว ยังส่งทำให้คุณมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงอีกด้วย

สอดส่อง..ดูแล คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุยกันจะได้ตามลูกให้ทันและรู้ว่ากิจกรรม online ของลูกมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็กเนื่องจากมีถ้อยคำและภาพที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น

เวลาของครอบครัว เชื่อไหมว่าการให้ลูกทำกิจกรรมอื่นร่วมกับคุณมีผลดีในระยะยาว คุณควรจัดตารางเวลาสำหรับการใช้เวลาร่วมกันกับลูก ได้พูดคุยกัน สร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ไปออกกำลังกายด้วยกันทุกวันอาทิตย์ อ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน หรือใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

จัดสมดุลของกิจกรรม ลูกควรได้เล่นและร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ออกไปเล่นกลางแจ้งทำกิจกรรมตามวัย เช่น วาดรูป ระบายสีเล่นต่อภาพ รวมถึงการได้เล่นกับเด็กทั้งต่างวัยและวัยเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ การปรับตัวในสังคม มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมดุล

สำหรับเด็กแล้วเครื่องมือสื่อสารล้วนเป็นดาบสองคมซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษที่คาดไม่ถึง ก่อนจะยื่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตให้แก่ลูกจงคิดว่าลูกของคุณพร้อมที่จะใช้มันอย่างเหมาะสมหรือไม่ และหากคุณสามารถควบคุมดูแลและสอนให้เขาให้รู้จักแบ่งเวลาได้ เด็กก็จะเติบโตมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจที่สมบูรณ์ต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/425243

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า แม้ว่าโรคมะเร็งในเด็กพบได้น้อย แต่นับเป็นภาระทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการตายที่จะสำคัญขึ้นในประเทศไทย โดยเด็กในวัย 6-18 ปี จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 คนต่อเด็ก 100,000 คน จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน พ.ศ.2553 พบผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก 127,597 ครั้ง และผู้ป่วยรับไว้ในโรงพยาบาล 19,159 ครั้ง โดย 86.1% ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ โรคมะเร็งในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า 70% เนื่องจากทีมแพทย์มีความเข้าใจกลไกการทำงานของเซลล์โรคมะเร็งในเด็ก การพัฒนาประสิทธิภาพยาเคมีบำบัด ตลอดจนการรักษาประคับประคองที่ดีขึ้น

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้รวบรวมจำนวนผู้ป่วยจากสถาบันที่ทำการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกสถาบันทั้งประเทศ ระหว่าง พ.ศ.2546-2549 พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กรายใหม่ ปีละประมาณ 1,000 คน หรือคิดเป็น 75 คนต่อเด็ก 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 2-5 ปี และเป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง

การเกิดโรคมะเร็งในเด็กไทยน้อยกว่าในประเทศตะวันตก โรคมะเร็งเด็กในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปอัตราการเกิดโรคมะเร็งในเด็กไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่ที่พบมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีการวินิจฉัยที่ดีขึ้นมากกว่านั่นเอง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลูคีเมียสูงถึง 72% ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด โรคมะเร็งระบบประสาทส่วนกลางในประเทศไทยพบน้อยกว่าในประเทศตะวันตกมาก ซึ่งอาจเนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องมือที่ซับซ้อนทางรังสีวินิจฉัยทำให้การวินิจฉัยโรคได้น้อยกว่าความจริง

โรคมะเร็งต่อมหมวกไตพบได้บ่อยในเด็กเล็กช่วงอายุ 0-4 ปี พบเท่ากันทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง โรคมะเร็งตับในประเทศไทยลดลง ภายหลังการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้แก่เด็กแรกเกิดทั้งประเทศทุกรายตั้งแต่ พ.ศ.2535โรคมะเร็งจอตาพบได้บ่อยในกลุ่มอายุน้อยและพบได้น้อยมากหลังอายุ 5 ปี ส่วนโรคมะเร็งกระดูกพบได้ทั้งในกะโหลกศีรษะและตำแหน่งอื่นๆ

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเริ่มจากพัฒนาสูตรการรักษาสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2549 และในพ.ศ. 2557 ได้ขยายสูตร การรักษาให้ครอบคลุมโรคมะเร็งในเด็กทุกชนิด รวมทั้งกำหนดแนวทางในการวินิจฉัย การตรวจสอบและกำหนดปัจจัยความเสี่ยงของโรค รวมทั้งแนวทางการรักษา สนับสนุนอย่างอื่นให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยการสนับสนุนของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการจัดระบบให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็กเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง และได้รับการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยที่รักษาไม่หายขาดด้วย โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลัก

ข้อมูลจาก รศ.พ.ท.นพ.ปิยะ รุจกิจยานนท์อนุกรรมการฝ่ายวิชาการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเปิดเผยว่า โรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาเป็นมะเร็งก้อนนอกระบบประสาทส่วนกลางที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก ประมาณ 50-70% ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงคือ มีการกระจายของเซลล์ มะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ไขกระดูก กระดูก ปอด ตับ หรือมีความผิดปกติของยีน N-MYC ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่ามีอัตราการรอดชีวิตเพียง20-30% ถึงแม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ในประเทศไทยผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมีจำนวนผู้ป่วยใหม่40-50 รายต่อปี

การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ต้องใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการฉายแสงและการผ่าตัด แต่โรคมะเร็งชนิดนี้มีความรุนแรง มีการรุกรานอวัยวะข้างเคียงเป็นอย่างมาก ทำให้การผ่าตัดเป็นไปได้ยาก หรือผ่าตัดก็ไม่สามารถตัดออกได้หมด และยาเคมีบำบัดในประเทศไทยที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นยาขนาดสูง มีความแรง เพื่อต้องการให้โรคหายขาด แต่ผลเสียที่ตามมา คือ ผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ ไตทำงานผิดปกติ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติเป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนเสียชีวิต หรือละทิ้งการรักษาไป

สำหรับยาเคมีบำบัด Topotecan เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในต่างประเทศได้นำเอายาชนิดนี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่กลับมาเป็นซ้ำ หรือโรคดื้อต่อยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน และในปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นยามาตรฐานในการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว ด้วยเหตุนี้ทางชมรมโรคมะเร็งในเด็กจึงได้มีความคิดที่จะนำเอายาดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยในช่วงแรก หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัย แต่เนื่องจากยามีราคาสูง (ประมาณ 29,000 บาท ต่อคนต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย) และไม่สามารถเบิกจ่าย ได้ตามสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วย ทำให้โอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงยาได้ค่อนข้างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็ก รวมทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงเหล่านี้ จึงได้ประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อสามารถจัดหายาเคมีบำบัดดังกล่าวให้กับผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกราย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ทำให้ผู้ป่วยในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย สามารถได้รับยาดังกล่าวอย่างทั่วถึง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบางรายหายขาดจากโรคได้

จากผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา กลุ่มเสี่ยงสูงประมาณ 200 ราย ทุกรายที่ได้รับยาดังกล่าว ตอบสนองต่อการรักษาและไม่มีผู้ป่วยรายใดที่เสียชีวิตจากการรักษา จากข้อมูลข้างต้นส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้การรับรองการใช้ยาเคมีบำบัดดังกล่าวในผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูง ในปี พ.ศ.2562 เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้นับจากนี้เป็นต้นไปผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกรายสามารถเข้าถึงยาได้และได้รับยาอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นับเป็นพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ที่ประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้มาตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมาโดยแท้…ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423713

LFE&HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุและสามารถจะเป็นได้ที่หลากหลายอวัยวะ เช่น ตับ ปอด เต้านม มดลูกเป็นต้น โรคมะเร็งเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับหนึ่งปีละ 70,000 คน หรือเกือบ 200 คนต่อวัน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 ราย การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และการเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูง

มีโรคมะเร็งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนึกไม่ถึง นั่นคือ มะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจส่วนบนและบริเวณคอ หรือเรียกว่า มะเร็งของหู คอ จมูก นั่นเอง

ข้อมูลจาก นพ.ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า มะเร็งศีรษะและคอที่พบบ่อย คือ มะเร็งช่องปากช่องคอ กล่องเสียง โพรงจมูกและไซนัสโพรงหลังจมูก ต่อมไทรอยด์ และต่อมน้ำลาย จากสถิติทะเบียนมะเร็งไทยปี 2558 พบว่ามะเร็งช่องปากพบมากเป็นอันดับ 6 ของเพศชาย และอันดับ 10 ของเพศหญิง

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งศีรษะและคอ มาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเคี้ยวหมาก การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีหรือมีฟันแหลมคมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการที่ส่งสัญญาณเตือนได้แก่ เป็นแผลที่ลิ้นหรือช่องปากที่ไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ เจ็บคอเสียงแหบ กลืนติด ที่รักษาด้วยยาแต่ไม่ดีขึ้น มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือดมีก้อนที่คอหรือในบริเวณช่องปาก ช่องคอที่โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากท่านมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกับมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย

โดยการรักษาในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่ใช้การรักษาเพียงวิธีเดียว เช่น การผ่าตัด หรือ การฉายรังสี ส่วนมะเร็งระยะลุกลามใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองการรักษา และผู้ป่วยที่เป็นระยะลุกลามมีการรักษาหลายวิธีร่วมกันซึ่งมีการใช้ทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาวิธีเดียวในผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรก

การผ่าตัดผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงได้แก่ เทคนิคปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เพื่อการซ่อมอวัยวะที่ถูกตัดไป เนื่องจากการตัดบริเวณที่เป็นมะเร็งจะตัดห่างจากขอบด้านละ 1-2 ซม. ฉะนั้นหากคนไข้มารักษาในระยะลุกลามก็จะต้องตัดออกพื้นที่มาก หากเป็นที่ลิ้นก็จะต้องมีการตัดลิ้นบางส่วนออกไป ผู้ป่วยเสียปริมาตรลิ้นไปทำให้การพูดและการกลืนลำบาก
จึงมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หรือหน้าแข้งแล้วแต่ความเหมาะสม มาแทนเนื้อเยื่อเดิม ที่ตัดออกไป ซึ่งจะอาศัยการต่อเส้นเลือดจากอวัยะที่นำมาปลูกถ่ายต่อกับเส้นเลือดบริเวณศีรษะและคอที่มีอยู่ การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ผู้ป่วยจะต้องมีความแข็งแรงมากพอ ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด 8-10 ชั่วโมง และทีมแพทย์ พยาบาลจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรกซึ่งผ่าตัดบริเวณมะเร็งออกแล้วไม่ต้องปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ ใช้ระยะเวลาสั้นกว่า อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน เปรียบเทียบกับเครื่องมืออุปกรณ์ร่วมด้วยดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อรายของผู้ป่วยย่อมมากกว่าหลายเท่า ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยระยะลุกลามที่รับการผ่าตัดและปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ

แต่ทั้งนี้เราสามารถ ป้องกันโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์  นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ ได้แก่ การรักษาความสะอาดของช่องปาก การพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน จะช่วยให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากลดลงโดยลดสารก่อมะเร็ง ลดการระคายเคืองของฟันแหลมคม และตรวจค้นหามะเร็งช่องปากตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้

โรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอรายใหม่ เข้ามารักษาเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2558 จำนวน 529 คน ปี 2559 จำนวน 600 คน และปี 2560 จำนวน 673 คน ทั้งนี้ในแต่ละปีของโรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และคอรายใหม่ รวมถึงมะเร็งอื่นๆ เข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากเป็นศูนย์รับส่งต่อที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมีศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง (Center of Excellence) ด้านโสต ศอ นาสิก และมะเร็งศีรษะและคอ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากไร้ มีฐานะยากจน ถึงแม้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะสามารถใช้สิทธิการรักษาของรัฐได้ เช่น สิทธิประกันสุขภาพ สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ เป็นต้น แต่จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลราชวิถีและมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้จัดตั้ง “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ให้ได้มีโอกาสเข้าถึง และรับการรักษาที่เป็นมาตรฐานรวมทั้งผลการรักษามีประสิทธิภาพ

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ สอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithifondation.com มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษา

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มะเร็งปากมดลูก…ภัยร้าย ใกล้ตัวหญิงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/422126

news_default

Life & Health : มะเร็งปากมดลูก…ภัยร้าย ใกล้ตัวหญิงไทย

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงและด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ โรคมะเร็งในผู้หญิงมีเพิ่มมากขึ้น พบว่าโรคมะเร็งที่ได้บ่อยในผู้หญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ  มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ และมะเร็งที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่น่าห่วงมากที่สุดในผู้หญิงสมัยนี้นั้นก็คือ มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาได้ทันเวลา ก็อาจเกิดการลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญภายในช่องท้อง เช่น ต่อมน้ำเหลือง ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้ยากแก่การรักษา และมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่รู้จักโรคมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นโรคร้ายที่น่ากลัว แต่เชื่อว่ายังมีผู้หญิงไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว  ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุและกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มสูงขึ้น

ข้อมูลจาก ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา ยันตพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่าปัจจุบันสถานการณ์มะเร็งในหญิงไทยมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่เราสามารถมีวิธีการสืบค้นได้มากขึ้น มีการตรวจพบในระยะต้นๆได้มากขึ้น และพบได้กับคนไข้ในกลุ่มที่อายุน้อยมากขึ้น มะเร็งในผู้หญิงเรามีมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม มักพบในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในคนที่มีอายุน้อย ๆ เช่น 20 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีคู่นอนหรือมีสามีหลายคน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

จากข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560 ระบุว่าในแต่ละปีจะพบว่าสตรีไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 5,513 ราย และหากลงลึกไปอีกจะพบว่าในแต่ละวันจะมีสตรีป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มถึง 15 ราย และแต่ละปีจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกถึง 2,251 ราย หรือเฉลี่ยจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกวันละ 6 ราย ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ถึง 8,184 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก

ทั้งนี้ สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากไวรัสเอชพีวีที่ก่อให้เป็นมะเร็งปากมดลูก โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ จึงทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของปากมดลูก จนกลายเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก
และเป็นมะเร็งในที่สุด

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด และการฉายแสง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และชนิดของเซลที่ทำให้เกิดโรค หากเป็นในระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการผ่าตัด หากเป็น ระยะ 2 และ 3 ขึ้นไป การรักษาเป็นการฉายแสงและหรือ ร่วมกับยาเคมีบำบัด โดยการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 มีการประยุกต์เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องที่ทั่วโลกใช้มานาน เป็นการผ่าตัดแบบไร้แผลให้ผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช แทนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือส่องกล้องทางหน้าท้องที่ต้องตัดมดลูกออก โดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องคลอดแล้วใช้วิธีการที่พัฒนาขึ้นในการแยกปากมดลูกและท่อปัสสาวะได้ชัดเจน ก่อนจะตัดปากมดลูกที่เป็นมะเร็งออก ทำให้สามารถรักษามดลูกของผู้ป่วยไว้ได้ ซึ่งผู้ป่วยเป็นมะเร็งส่วนใหญ่มักสิ้นหวังกับการมีชีวิต คิดว่าเป็นมะเร็งแล้วจะต้องตายแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งยิ่งรักษาเร็วยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูง และกำลังใจของผู้ป่วยนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

และการป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูก สำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกภายใน 3 ปีหลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เว้นแต่กับผู้ชายที่จะให้เป็นพ่อของลูก และหากยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปโดยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap test) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 – 26 ปีควรฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

โดยในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา รพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยด้านมะเร็งนรีเวช จำนวน 639 คน อาทิ มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูกและมะเร็งนรีเวชอื่นๆ เป็นต้น และปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รอรับการรักษา ทั้งด้วยการผ่าตัดการให้ยาเคมีบำบัด หากเขาเหล่านั้นได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหายและสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติมากขึ้นจากการที่ รพ.ราชวิถี มีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รอรับการรักษาอยู่จำนวนมากนั้น เนื่องจากรพ.เป็นศูนย์รับส่งต่อที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงมีการรอคิวในการรักษาที่ค่อนข้างยาวและผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากไร้ มีฐานะยากจน ดังนั้นทางรพ.ราชวิถีและมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี จึงได้จัดตั้ง “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี”  เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ให้ได้มีโอกาสรับการรักษาและสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ สอบถามโทร 02-3547997-9หรือ http://www.rajavithifondation.com   มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาอยู่จำนวนมาก

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เลือกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420663

news_default

Life&Health : เลือกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดคุณ

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้คนสมัยนี้มักพิถีพิถันในการเลือกซื้อและใส่ใจในรายละเอียดคุณภาพของอาหารเพราะมองว่าสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้นมีผลต่อสุขภาพของตัวเอง คือกินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเทรนด์การเลือกกินอาหารหลากหลายหนทาง หนึ่งในเทรนด์ที่ผู้รักสุขภาพสนใจก็คือ การรับประทานตาม “กรุ๊ปเลือด” เพราะในแต่ละกรุ๊ปเลือดจะมีสารเคมีซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันไป จากหนังสือEat Right for Your Type ของแพทย์ธรรมชาติบำบัด ดร.Peter J. D’Adamo ประเทศสหรัฐอเมริกา และใน Nutrition Digest, Volume 38, No. 2 ของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้บอกถึงเรื่องการกินตามกรุ๊ปเลือดได้อย่างน่าสนใจทีเดียว กรุ๊ปเลือดไหนต้องกินอย่างไร เราลองมาดูกัน

กรุ๊ป A ส่วนใหญ่คนเลือดกรุ๊ป A จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี จึงอาจมีภาวะอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นได้บ่อย และยังมีความเข้มข้นของเลือดสูง ระบบภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี จึงต้องระวังเรื่องการกินเนื้อสัตว์และไขมันมากเกินไปเพราะจะยิ่งทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่ายและยังมีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่และหากในผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การกินมังสวิรัติจะช่วยเห็นผลได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป A: ทุกมื้อของชาวกรุ๊ป A จะต้องมีผัก ผลไม้ ธัญพืชเป็นหลักเสมอ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอและช่วยเรื่องระบบขับถ่าย นอกจากนี้ควรเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาซาดีน รวมถึงเนื้อไก่ เพื่อเพิ่มโปรตีนแต่หากยังต้องการเสริมแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง แทนนมวัว หรือกินเต้าหู้ ธัญพืชต่างๆ ส่วนผลไม้ควรเลือกชนิดที่มีรสเปรี้ยวเพราะให้วิตามินซี เพื่อช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดปัญหากรดในกระเพาะอาหารต่ำ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป A : อาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เพราะจะย่อยยาก และโปรตีนจากนม ชีส แต่สามารถทดแทนด้วยโยเกิร์ตชนิดไขมันต่ำ และควรหลีกเลี่ยงผลไม้ประเภทมะม่วง มะละกอ กล้วยหอม ส้ม แตงโม และแคนตาลูป เพราะย่อยยากและทำให้ระคายเคืองกระเพาะ รวมถึงลดการดื่มน้ำอัดลม เบียร์ โซดา เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

กรุ๊ป B คนเลือดกรุ๊ปบีเป็นพวกที่อยู่ง่าย กินง่ายมีความยืดหยุ่นทางอาหารสูง สามารถกินอาหารทั้งประเภทเนื้อสัตว์และผักได้อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเพราะเลือดมีความสมดุล คือมีความเข้มข้นอยู่ในระดับพอดี แต่จะเป็นคนอ้วนง่ายและมีความเสี่ยงเรื่องน้ำหนักเกินบางรายอาจมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี เช่น อาการปลายประสาทอักเสบ ปวดตามข้อเป็นประจำ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป B : ควรกินเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ ปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว ซึ่งเป็นอาหารย่อยง่าย บำรุงสมองและระบบประสาท และควรเน้นอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวโอ๊ตและข้าวกล้อง เพื่อจะได้ไม่อ้วนง่ายและไม่มีไขมันสะสม รวมถึงผักใบเขียวชนิดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันโรคภูมิแพ้ ส่วนผลไม้กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะ “สับปะรด” เนื่องจากมีเส้นใยอาหารสูง แถมมีเอนไซม์ช่วยให้ย่อยอาหารได้ง่าย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป B : ควรงดอาหารจำพวกแป้ง ถั่วเปลือกแข็ง งา เมล็ดทานตะวัน เพราะไม่ดีต่อระบบเผาผลาญ ทำให้อ้วนง่ายและส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด ส่วนเนื้อสัตว์ไม่ควรกินเนื้อไก่ ไข่ อาหารทะเล รวมถึงมะเขือเทศ ข้าวโพด เพราะจะทำให้ระบบการย่อยไม่ดี นอกจากนี้ควรเลี่ยงผลไม้รสหวาน หรือกินให้น้อยลง และควรหลีกเลี่ยงทับทิม ลูกพลับ ลูกแพร์ เพราะมีน้ำตาลสูง

กรุ๊ป O คนเลือดกรุ๊ปโอสามารถกินเนื้อได้เยอะที่สุด เพราะกระเพาะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ย่อยอาหารประเภทเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ตามส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างเต็มที่ แต่จะมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งกระทบระบบเผาผลาญโดยตรงจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนเลือดกรุ๊ป O น้ำหนักจึงขึ้นง่ายกว่าคนอื่น นอกจากนี้ยังมักมีปัญหาเรื่องเลือดแข็งตัวช้า เพราะเลือดของคนกรุ๊ป Oจะมีความเหลวมากที่สุด

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป O : สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด แต่ไม่ควรขาดอาหารทะเลโดยเฉพาะปลา เพราะมีสารไอโอดีนซึ่งช่วยต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนให้คงที่ จะได้ไม่อ้วนง่าย ส่วนผักและผลไม้สามารถกินได้ทุกชนิดโดยเฉพาะบร็อคโคลี่ ผักโขม รวมทั้งตับ ไข่แดง ที่ให้วิตามินเคสูง เพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็ว และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่จะช่วยปรับสมดุลระดับกรด-ด่างภายในกระเพาะอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป O : ควรระมัดระวังการกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม กุนเชียง หมูยอ รวมทั้งธัญพืชหรือถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งทำให้ระบบเผาผลาญทำงานแย่ลง และควรงดผักประเภทกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เพราะจะส่งผลให้ระบบไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ส่วนผลไม้ควรเลี่ยง ส้มสตรอเบอร์รี่ มะพร้าว แคนตาลูป ซึ่งมีความเป็นกรดสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนม กาแฟ เบียร์ เพราะจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะซึ่งมีมากอยู่แล้ว ส่งผลให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้ง่าย

กรุ๊ป AB เนื่องจากกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างกรุ๊ป A และ B แต่จะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ป B และไม่จำเป็นต้องกินผักมากเท่ากับคนกรุ๊ป Aที่สำคัญไม่อ้วนง่ายเหมือนคนกรุ๊ปโอแต่ควรกินอาหารให้เหมาะสม แต่จะมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ ดังนั้นจึงควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อไม่ให้ระบบการย่อยต้องทำงานหนัก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและเบาหวานได้ง่าย

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป AB : ควรผสมผสานทั้งการกินเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายเข้ากับการกินผักผลไม้เป็นหลักเรียกได้ว่าแม้จะกินได้เกือบทุกอย่างแต่ก็ต้องเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำและย่อยง่ายเอาไว้ก่อน เนื้อสัตว์ที่เหมาะได้แก่ ปลา หรืออาจเลือกกินอาหารประเภทถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและเต้าหู้ ส่วนผักแนะนำให้กินบร็อคโคลี่และผักใบเขียวทุกชนิด ส่วนผลไม้ควรเป็นชนิดที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้มโอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด เพื่อช่วยสร้างความสมดุลของกรดในกระเพาะอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป AB : ควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด เช่น ผักกาดดอง หนำเลี้ยบ เต้าหู้ยี้ เนื้อสัตว์แปรรูปและผลไม้แปรรูปทุกชนิด ส่วนผลไม้สดควรงดกล้วย มะม่วง ฝรั่งและส้ม และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมกาเฟอีน น้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

แม้การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะเป็นแนวทางเลือกหนึ่งในการปฏิบัติที่ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย แต่การเลือกกินอาหารเพื่อการมีสุขภาพดี ควรกินอาหารให้หลากหลายครบหมวดหมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารหวาน เค็ม มัน และไม่รับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ กัน ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงจะได้อยู่กับเราไปอีกนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก…กัญชาทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/419241

LIFE&HEALTH : รู้จัก…กัญชาทางการแพทย์

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคนี้ผู้คนให้ความสนใจในการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพ และรักษาโรคมากขึ้นโดยเฉพาะกระแสการใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ข้อมูลจาก อาจารย์เภสัชกรดร.เชาวลิตมณฑล วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า พบว่ามีการนำกัญชามาใช้รักษาตนเองโดยขาดความรู้ความเข้าใจ ส่งผลให้ได้รับอันตรายจากการใช้กัญชาได้ บทความนี้จะให้ความรู้เบื้องต้นสำหรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ประชาชนควรรู้ โดยบทความนี้ไม่หมายรวมถึงการนำไปใช้เพื่อการสันทนาการหรือการเสพกัญชาอย่างผิดกฎหมาย

พืชกัญชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa subsp. indica พืชกัญชามีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกับ กัญชง (Cannabis sativa subsp.sativa) แต่แตกต่างกันที่สปีชีส์ย่อย ส่วนของพืชกัญชาที่นำมาใช้ทางการแพทย์ คือ ช่อดอกเพศเมีย ประเทศไทยจัดกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สารออกฤทธิ์ที่พบได้ในกัญชาเป็นสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ในกัญชาพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ประมาณ 100 ชนิด และสารอื่นๆ อีกประมาณ 400 ชนิด แต่สารสำคัญของกัญชาที่รู้จักกันทั่วไป จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ เดลต้า-9-เตตระไฮโดรแคนนาบินอลหรือทีเอชซี (THC) และแคนนาบิไดออลหรือซีบีดี (CBD) สารทีเอชซี (THC) เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกเคลิ้มฝัน แก้ปวด แก้คลื่นไส้อาเจียน กระตุ้นความอยากอาหาร ส่วนสารซีบีดี(CBD) มีฤทธิ์คลายกังวล เป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์เสพติด สามารถรักษาอาการทางจิตและประสาท แก้ปวด แก้อักเสบ และต้านการชัก

ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีประโยชน์ในหลายโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากบางชนิดและโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดเส้นประสาท

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทอักเสบอื่นๆ และโรควิตกกังวล

ปัจจุบันยังไม่มีขนาดยาเริ่มต้นที่แน่นอนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา แต่ควรเริ่มใช้ในขนาดต่ำและปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นช้าๆ จนได้ขนาดยาที่เหมาะสมที่สุดและเกิดผลข้างเคียงต่ำซึ่งขนาดยาที่ผู้ป่วยแต่ละรายตอบสนองจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับลักษณะของผู้ป่วย โรคที่ผู้ป่วยเป็น และผลิตภัณฑ์ที่ใช้

แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาตามวิธีมาตรฐานไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาเป็นทางเลือกแรก แต่แนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกรองลงมา หรือใช้ควบคู่กับการรักษาตามวิธีมาตรฐาน

น้ำมันกัญชาที่ใช้กันปัจจุบันและซื้อขายในตลาดใต้ดิน มักจะเป็นสารสกัดหยาบของกัญชาในเอทิลแอลกอฮอล์ ที่กำจัดแอลกอฮอล์ออกแล้ว ดังนั้นสารสกัดจึงมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ค่อนข้างสูง การนำมาใช้จะต้องมีการเจือจางก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณสารที่สูงเกินไปจนเกิดอันตรายได้ น้ำมันที่นิยมใช้เพื่อเจือจางสารสกัดกัญชา ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันพืช เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น

การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบยาหยดใต้ลิ้น ระยะเวลาที่สารสำคัญถึงระดับสูงสุดในเลือด อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยบางรายเข้าใจผิดว่า ไม่ตอบสนองต่อยาจึงเพิ่มขนาดยาหรือเพิ่มจำนวนหยดของการใช้น้ำมันกัญชา ส่งผลให้เมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ระดับยาในเลือดผู้ป่วยสูงเกินไป จึงเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยาได้

การใช้กัญชาครั้งแรกควรเริ่มใช้ในเวลาก่อนนอนและควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อระมัดระวังการเกิดผลข้างเคียง โดยต้องปรับลดขนาดยาเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ
เสียสมดุล หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตผิดปกติ และจะต้องหยุดยาเมื่อเกิดอาการสับสน กระวนกระวาย ประสาทหลอน วิตกกังวล และโรคจิต ในระหว่างการใช้กัญชาผู้ป่วยไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานกับเครื่องจักรกล เนื่องจากบางรายมีอาการมึนศีรษะและง่วงซึมได้ นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังการใช้ยากัญชาร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น การใช้กัญชาร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท จะทำให้ฤทธิ์การกดประสาทของยาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

กัญชามีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้กัญชาหรือส่วนประกอบอื่นๆในผลิตภัณฑ์จากกัญชา ผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่มีอาการโรคจิต โรควิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

ยา สมุนไพร หรือกัญชาล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และโทษด้วยกันทั้งนั้น การใช้กัญชาภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์จะทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้กัญชาโดยที่เกิดโทษน้อยที่สุด แต่กัญชาที่ใช้จะต้องทราบปริมาณของสารสำคัญ (สารทีเอชซีและซีบีดี) ที่แน่นอนปราศจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และเชื้อก่อโรค ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน อันจะส่งผลต่อประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ‘ไขมันพอกตับ’ภัยเงียบทำลายสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417794

news_default

LFE&HEALTH : ‘ไขมันพอกตับ’ภัยเงียบทำลายสุขภาพ

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ใครๆ ก็รู้ว่า “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทในกระบวนการทำงานของร่างกายเพื่อให้ดำรงชีวิตได้เป็นปกติ ทำหน้าที่คัดกรองสิ่งต่างๆ ในร่างกายและปรับสภาพให้เหมาะสำหรับการใช้งานในแต่ละอวัยวะ รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บสะสมพลังงานสำรองของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สยาม ศิรินธรปัญญา กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่าถ้าตับมีความผิดปกติย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุได้หลายประการได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ แบคทีเรีย เชื้อรา สารเคมีหรือสารพิษต่างๆ รวมถึง แอลกอฮอล์และภาวะไขมันพอกตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และภาวะแทรกซ้อนรวมถึงมะเร็งตับ เป็นต้น

หน้าที่สำคัญๆ ของ “ตับ” ที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้เป็นปกติ คือ

1.เป็นแหล่งเก็บสะสมพลังงานของร่างกายและเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่สะสมไว้มาเป็นพลังงานในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ต่างๆ นำไปตามความต้องการของร่างกาย

2.ทำลายสารพิษต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายหรือจากสิ่งที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย

3.สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น

4.สังเคราะห์โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในร่างกาย

ปัจจุบัน “ไขมันพอกตับ” ถือว่าเป็นโรคตับที่พบมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบอเมริกาและยุโรปซึ่งมีคนอ้วนจำนวนมาก สำหรับในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยแม้ขณะนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่าฝรั่ง แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีข้อมูลจากการศึกษาต่างๆพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน 100 คน เป็นไขมันพอกตับประมาณ 50-70 คน ผู้ป่วยโรคอ้วน100 คน พบภาวะไขมันพอกตับถึง 40-90 คน แต่ทั้งนี้ ภาวะไขมันพอกตับเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.ภาวะไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอันตรายต่อโดยเกิดการสะสมของไขมันที่ตับ ตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตับแข็งและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

2.ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง จนทำให้เกิดไขมันจำนวนมากสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกที่เซลล์ของตับ ซึ่งหากสะสมมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ(เป็นภาวะไขมันพอกตับ) ทำให้ตับเกิดการอักเสบ หรือเซลล์ตับตาย และเกิดพังผืดภายในตับ จนกลายเป็นโรคตับแข็งและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นมะเร็งตับได้

ไขมันพอกตับ เริ่มแรกจะไม่มีอาการ แต่จะเริ่มมีอาการหลังจากที่ไขมันสะสมอยู่ในตับจำนวนมาก โดย อาการที่พบ คือ เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกไม่สบายท้องน้ำหนักลดผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง คลื่นไส้ มึนงง ความสามารถในการตัดสินใจและสมาธิลดลง นอกจากโรคไขมันพอกตับ ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ด้วย เช่น ตับโต เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องด้านบนขวา หรือกลางท้อง และอาจพบรอยปื้นคล้ำที่ผิวหนังบริเวณ คอ หรือใต้รักแร้ ในขณะที่ผู้ป่วยไขมันพอกตับที่มีภาวะบางอย่างร่วมด้วย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี จะมีเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งได้มากกว่าคนปกติ และหากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปโรคตับแข็งและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น

มีของเหลวจำนวนมากในช่องท้อง หรือที่เรียกว่าอาการท้องมาน การติดเชื้อของของเหลวในช่องท้อง ภาวะซึมเนื่องจากของเสียคั่งในกระแสโลหิตและสมอง

ภาวะตับวายระยะสุดท้าย ส่งผลให้ตับหยุดการทำงานโดยสิ้นเชิงและการเกิด มะเร็งตับซึ่งเป็นโรคที่มีความร้ายแรงและรักษาได้ยาก

ดังนั้น หลักปฏิบัติง่ายๆ ที่ทุกท่านควรตระหนักถึงการเกิดไขมันพอกตับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเรา เพราะปัจจุบันวิถีการกินที่เปลี่ยนแปลงไปใกล้เคียงประเทศตะวันตกมากขึ้นที่เน้นการกินแบบฟาสต์ฟู้ดทำให้มีคนอ้วนมากขึ้นนั่นคือสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้ แต่ท่านสามารถปฏิบัติตัวง่ายๆ ดังนี้

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ธัญพืชชนิดต่างๆ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด ปลาทะเล เป็นต้น

ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นประจำก็จะช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักและกระตุ้นระบบเผาผลาญ

หากเป็นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ต้องควบคุมปริมาณการดื่มแต่พอดี หรืองดดื่มไปเลย

ตรวจสุขภาพเป็นประจำรวมทั้งตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสตับอักเสบและการทำงานของตับเนื่องจากโรคตับในระยะแรกจะยังไม่แสดงอาการออกมา

การป้องกันย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดเป็นโรค ขอให้ทุกท่านร่วมกันดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

ปัจจุบัน รพ.ราชวิถี ยังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากที่รอคอยการรักษา ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถีได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถีหรือสอบถามโทร.02-3548108-37 ต่อ 3032

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ