อะไรควรกิน-ไม่ควรกิน เมื่อเป็นกรดไหลย้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596194

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

อะไรควรกิน-ไม่ควรกิน เมื่อเป็นกรดไหลย้อน

“กรดไหลย้อน” โรคยอดฮิตที่เกิดมากขึ้นเพราะไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน

ได้แก่ อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารควรกินเพราะมีส่วนช่วยบรรเทากรดไหลย้อน

ได้แก่ เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อกโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

ส่วนที่หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การดื่มนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วนมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคนไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นกรดไหลย้อน

  • เมื่อมีอาการควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่ระคายเคืองหลอดอาหาร
  • หากจะเอนหลังพักหรือนอนให้ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
  • เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ รเจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้วกระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
  • อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที บางสูตรออกฤทธิ์เร็วเพียง 5 นาทีก็บรรเทาอาการได้แล้ว โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว

ไก่ทอดเกาหลีชื่อดังสไตล์ฟิวชั่น Chir Chir Fusion Fried Chicken Factory

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/596191

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ไก่ทอดเกาหลีชื่อดังสไตล์ฟิวชั่น Chir Chir Fusion Fried Chicken Factory

ยกก๊วนชวนชิมไก่ทอดสไตล์ฟิวชั่น ที่ร้าน Chir Chir Fusion Fried Chicken Factory ต้นตำรับไก่ทอดกับเบียร์สไตล์เกาหลีที่มีสาขานับร้อยในเอเชีย เสิร์ฟความอร่อยแบบต้นตำรับในเมืองไทยที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Chir Chir (เชอร์ เชอร์) เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของการทอดไก่ลงในน้ำมันเดือดๆ แบบชาวเกาหลี ถูกนำมาใช้เป็นชื่อร้านไก่เกาหลีชื่อดัง ‘Chir Chir Fusion Fried Chicken Factory’ ต้นตำรับไก่ทอดกับเบียร์สไตล์เกาหลีที่มีสาขานับร้อยในเอเชีย ส่งตรงมาเสิร์ฟความอร่อยแบบต้นตำารับในเมืองไทยที่ชั้น 6 ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ โซนเอเทรียม ผ่านการตกแต่งในบรรยากาศเรียบง่าย แต่ให้กลิ่นอายความเป็นเกาหลี

ใครยังไม่เคยลิ้มลอง แนะนำให้เริ่มทำความรู้จักกันด้วยเมนูซิกเนเจอร์ Crispy Fried Chicken ไก่ทอดสูตรต้นตำรับที่ผ่านการหมักในซอสสูตรพิเศษกว่า 6 ชม. ก่อนนำามาทอดให้กรอบนอกนุ่มในที่ใช้สูตรแป้งนำเข้าจากเกาหลี เพื่อคงรสชาติดั้งเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เสิร์ฟร้อนพร้อมซอสฮันนี่มัสตาร์ดและมะเขือเทศซัลซ่า

ขยับมาที่เมนูหน้าตาดีสไตล์ฟิวชั่น Nest Snow Fried ไก่คาจันทอดเสิร์ฟในกระทะร้อนพร้อมครีมซอส บร็อกโคลี่ และมันบด แล้วโปะด้วยวิปครีมสดลงบนไก่จนพูนเหมือนกองหิมะสีขาว ได้รสชาติออกเค็มมัน แทรกในความกรอบของไก่ สลับรสชาติด้วยเมนู Caju Chicken Salad สลัดไก่ทอดในเดรสซิ่งครีมมี่หวานมัน

หรือถ้าหากอยากเปลี่ยน รสชาติจากไก่ทอด ต้องลอง Spicy BBQ Roasted Chicken ไก่อบในซอสบาร์บีคิวเข้มข้นเสิร์ฟบนกระทะร้อน ได้รสชาติของซอสบาร์บีคิวพร้อมเนื้อไก่นุ่มๆ หรือลอง Soy Dalkabi อีกเมนูกระทะร้อนเสิร์ฟไก่อบผัดในซอสเผ็ดสูตรพิเศษ พร้อมข้าวคลุกสาหร่ายเฟรนช์ฟรายส์ และซัลซ่าก่อนโรยดว้ยชีสเล็กน้อย ยกใหเป็นอีกเมนูอร่อยที่ไม่อยากให้พลาด

ตามไปลองกันได้ที่ร้าน Chir Chir Fusion Fried Chicken Factory ร้านเปิดทุกวัน ที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 10.30- 22.00 น. โทร. 02-252-2204

อาการปวดคอ สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596163

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

อาการปวดคอ สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน

เช็กลิสต์หาต้นตอของการปวดคอ ด้วย 4 สาเหตุที่พบบ่อย พร้อมหาวิธีป้องกัน…รู้เท่าทันก่อนปวดเรื้อรังรักษาหายยาก

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นให้ฟังว่า “ปวดคอ” พอถามสาเหตุ บ้างก็ไม่รู้ บ้างว่าบอกนอนตกหมอน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีสาเหตุที่ร้ายแรงและสามารถทุเลาลงภายในไม่กี่วัน แต่อาการปวดต้นคอที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง อย่างการได้รับบาดเจ็บหรือป่วยเป็นโรคที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ หากเกิดอาการปวดต้นคออยู่เรื่อยๆ ติดต่อกันนานมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ หรือเกิดอาการชา มือและแขนอ่อนแรง หรือเจ็บแปลบที่ไหล่หรือแขน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษา

สาเหตุของอาการปวดคอที่พบบ่อย

1.พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ทำซ้ำๆ

  • ติดโทรศัพท์มือถือ คนที่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ล้วนเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง เนื่องจากมักจะก้มหน้าตลอดเวลา การก้มหน้านานๆ ก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ทำให้ปวดคอได้
  • นอนผิดท่า ท่านอนก็มีผลต่ออาการปวดคอเช่นกัน การนอนผิดท่า นอนตกหมอน หมอนไม่ตรงกับสรีระ หมอนสูงหรือต่ำเกินไป ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ดังนั้นจึงควรเลือกหนุนหมอนให้เหมาะกับตัวเอง หากปวดคอมากๆ อาจหันมาเลือกใช้หมอนโฟมหรือหมอนที่ผลิตมาเพื่อผู้ที่ประสบปัญหานี้โดยเฉพาะ น่าจะพอทำให้อาการปวดคอลดลง
  • ออกกำลังกายหนักเกินไป การออกกำลังกายหนักเกิน หรือฝืนขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ โดยเฉพาะการเล่นเวทเทรนนิ่ง และการยกน้ำหนัก การรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ฝืนร่างกายจนเกินไป รวมไปถึงการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย น่าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
  • สะพายกระเป๋าหนัก หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง มักใส่ของทุกอย่างลงในกระเป๋าสะพายประหนึ่งว่าจะแบกบ้านไปด้วย ซึ่งการที่เราแบกกระเป๋าหนักๆ ทุกวันแบบนี้ มีส่วนทำให้สายสะพายของกระเป๋าไปกดไหล่ลง ทำให้ปวดคอและไหล่ ดังนั้นหากเกิดอาการปวดคอ ให้ลองเช็กน้ำหนักของกระเป๋าสะพายดูก่อน อาจจะทำให้อาการดีขึ้นได้

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เป็นอาการปวดต้นคอที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกล้ามเนื้อแข็งเกร็งนั้นมาจากกิจกรรมหรือพฤติกรรมในการใช้งานกล้ามเนื้อคอที่ผิดท่าและนานเกินไป รวมทั้งการจัดวางระเบียบท่าทางไม่ถูกต้อง

2.การได้รับบาดเจ็บที่คอ

คอถือเป็นอวัยวะเปราะบาง เสี่ยงได้รับบาดเจ็บได้ง่าย โดยอาการบาดเจ็บที่คอเกี่ยวเนื่องกับการที่ศีรษะถูกกระชากทันที มักเกิดขึ้นหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น รถชน เป็นต้น ภาวะดังกล่าวทำให้ข้อต่อหรือเอ็นของคอได้รับความเสียหาย นอกจากอาการปวดต้นคอและคอแข็งแล้ว การได้รับบาดเจ็บที่คอยังทำให้กล้ามเนื้อคอตึง เคลื่อนไหวคอได้น้อยลงและจะเจ็บเมื่อต้องหันคอ รวมทั้งปวดหัวด้วย

3.ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม

มักเป็นสาเหตุอาการปวดต้นคอในผู้สูงอายุ บางครั้งก็เรียกภาวะนี้ว่า โรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) มักไม่ปรากฏอาการ หากกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอยู่ใกล้เส้นประสาทจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บลามไปตั้งแต่แขน เป็นเหน็บ และชาที่มือและขา ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีส่วนใหญ่จะเกิดกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมโดยอาจไม่มีอาการปวดต้นคอ

4.เส้นประสาทถูกกด

อาการปวดต้นคอที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดนั้นมีสาเหตุมาจากโรครากประสาทคอ (Cervical Radiculopathy) โดยส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังนั้นแยกออกและมีเจลข้างในกระดูกนูนออกมาข้างนอกใกล้กับเส้นประสาท พบในผู้สูงอายุได้บ่อยกว่า เนื่องจากกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อมและสูญเสียมวลน้ำเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระดูกขาดความยืดหยุ่นและเสี่ยงต่อการกระดูกแยกได้ง่าย นอกจากปวดต้นคอแล้ว อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกชา เกิดอาการเหน็บชา แขนบางส่วนเจ็บและอ่อนแรง ผู้ป่วยอาจรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยบางราย

การป้องกันอาการปวดคอ

ส่วนใหญ่แล้ว อาการปวดต้นคอมักมีสาเหตุมาจากการจัดวางท่าทางไม่ถูกต้อง รวมทั้งภาวะกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น การตั้งศีรษะให้ตรง อยู่ตรงกลางตามแนวกระดูกสันหลังคือวิธีป้องกันอาการดังกล่าว ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อยืนหรือนั่งควรให้ไหล่ตั้งตรงอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก เช่นเดียวกับใบหูที่อยู่เหนือไหล่ในแนวเดียวกัน
  2. ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ไม่ควรนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
  3. จัดโต๊ะทำงาน โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ปรับเก้าอี้ให้นั่งแล้วหัวเข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย และใช้เก้าอี้ทำงานที่มีที่พักแขน
  4. ไม่ควรคุยโทรศัพท์โดยแนบไว้ระหว่างไหล่กับหู ควรเปิดลำโพงหรือใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์แทน
  5. หยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เสี่ยงเกิดอาการปวดต้นคอได้สูง
  6. ไม่ควรแบกหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
  7. ควรนอนให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย โดยใช้หมอนเล็กๆ รองคอไว้ นอนราบให้หลังติดที่นอนและใช้หมอนรองต้นขาให้สูงขึ้น

7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596143

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 17:10 น.

7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

นอกจากยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็ง การเลือกกินอาหารและผลไม้ ก็จะทำให้เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ด้วย ลองมาดูกันว่า 7 ผลไม้ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งนั้นมีอะไรกันบ้าง

มะเร็งเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย โดยผู้ชายมีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนผู้หญิงมักจะเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม การเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการดูแลสุขภาพของคนในปัจจุบันที่มีปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่าย ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ หากเราลองมองรอบตัวให้ดีก็จะพบว่าการดำเนินชีวิตของเรานั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ส่วน วิธีที่จะป้องกันไม่ให้โรคร้ายมาเยือนหรือช่วยบรรเทาให้อาการของโรคเบาบางลงง่ายๆ คือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงอาหารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น ผลไม้ต้านมะเร็งทั้ง 7 อย่างนี้

มังคุด

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า สารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด TH1 และ TH 17 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกำจัดและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งเต้านม อีกทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว TH1 ยังเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง สามารถช่วยป้องกันโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งร้าย นอกจากนี้ ในมังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายในร่างกายช่วยต้านมะเร็งได้

 

ทับทิม

งานวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐ พบว่า น้ำทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง และยังมีไฟโตนิวเทรียนท์ รวมถึงกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ และยับยั้งการขยายตัวของเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้อีกด้วย

ส้ม

ผลการศึกษาของ Texas A&M University เผยว่า นอกจากส้มรวมไปถึงมะนาวและเลม่อนจะเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากมีสารแคโรทีนอยด์ค่อนข้างสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย มีส่วนช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ในเปลือกส้มยังมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วย

 

มันเทศ

มันเทศนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เบต้าแคโรทีน ไฟเบอร์ วิตามินอี วิตามินซี ไรโบฟลาวิน โพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดคาเฟอิกแล้ว การศึกษาจาก The International Potato Center เผยว่า ในมันเทศหรือมันหวานยังเปี่ยมไปด้วยกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม แต่ก็อย่าเผลอกินมันเทศแบบจัดหนัก เพราะอย่าลืมว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่มีคาร์โบไฮเดรตอยู่เยอะ ดังนั้นหากไม่อยากอ้วนก็พยายามอย่ากินเป็นของว่างมื้อดึกก็แล้วกัน

องุ่น

ทั้งในองุ่นแดงและองุ่นเขียวมีสารที่ช่วยต้านมะเร็งได้ องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยให้ร่างกายป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ในขณะที่องุ่นแดงนั้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยป้องกันเนื้องอกได้อีกด้วย

ลิ้นจี่

ผลไม้หอมหวานชื่นใจรสชาติหวานอมเปรี้ยว ในเนื้อลิ้นจี่และเปลือกลิ้นจี่มีสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด ซึ่งสารฟลาโวนอยด์ในลิ้นจี่นั้นมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

เบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติต้านเซลล์มะเร็งร้าย โดยงานวิจัยพบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่มีสารพฤกษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง และลดเซลล์มะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้ถึง 60-75% เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้กินบลูเบอร์รีเป็นประจำ

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596122

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท ชี้ 3 ประโยชน์ของ “รังนก” ดีกับผิวพรรณ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ดีต่อระบบประสาท

รังนก (Edible bird’s nests) ถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าเป็นที่นิยมของคนจีนมาเป็นเวลานานนับพันปี ได้รับการขนานนามว่า “คาเวียร์แห่งตะวันออก (Caviar of the East)” รังนกเป็นผลผลิตที่ได้จากน้ำลายของนกนางแอ่น (Swiftlet หรือ Collocalia) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aerodramus fuciphagus

รังนกแท้คุณภาพดีดูกันอย่างไร

รังนกแท้ที่คุณภาพดีที่สุดคือ รังนกแท้ สีเหลืองทองจากถ้ำธรรมชาติที่เก็บครั้งแรกของปี เพราะรังนกจะมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา มีสิ่งเจือปนน้อย

รู้จักประโยชน์ของรังนก

สำหรับคุณประโยชน์ของรังนกนั้น หมอหนุ่ม-นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ปฏิบัติการนิวทริชัน Royal Free Hospital ลอนดอน อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ไอดีไลฟ์คลินิก ให้ข้อมูลว่า รังนกอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ รังนกประกอบด้วย ไกลโคโปรตีน (คาร์โบไฮเดรตเชื่อมต่อกับโปรตีน) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด เช่น ทรีโอนีน ทริปโตแฟน ซีสตีน และไทโรซีน มีแร่ธาตุหลากหลายได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ได้แก่

รังนกดีต่อผิวพรรณ รังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับอีพิเดอร์มอล โกรท แฟคเตอร์ (Epidermal Growth Factor หรือ EGF) ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสลาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย

นอกจากนั้น ยังพบว่ารังนกมีไกลโคโปรตีนที่ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอนจำนวน 9 อะตอมที่ชื่อว่า เอ็น-อะซิทิลนิวรามินิค แอซิด (N-acetylneuraminicacid หรือ NANA) เป็นส่วนประกอบ จากการศึกษาในห้องแล็บพบว่า NANA (นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินของเซลล์ผิวหนังโดยช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเอนไซม์ไทโรซิเนสเป็นสาเหตุของการเกิดเม็ดสีเมลานิน และความหมองคล้ำของผิว

รังนกดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน รังนกมีฤทธิ์ยับยั้งการติดเชื้อไวรัสโดยสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า NANA(นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) สารนี้จะจับเชื้อไวรัสและยับยั้งการเกิดฮีแมกกลูติเนชัน (เป็นการจับกันระหว่างฮีแมกกลูตินินของไวรัสกับตัวรับที่ผิวเซลล์ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์) จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ไกลโคโปรตีนในรังนกยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์และกระตุ้นการหลั่งสารภูมิต้านทานต่างๆ ได้แก่ อิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ซึ่งเป็นแอนติบอดีหลักบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ, อิมมูโนโกลบูลินเอ็ม (IgM)และอิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีในเลือดรังนกจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ดีต่อระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้

รังนกดีต่อระบบประสาท การศึกษาในระดับโมเลกุลและในสัตว์ทดลองพบว่า กรดไซอะลิค (sialic acid) เป็นส่วนประกอบหลักของสารในกลุ่มไกลโคไลปิดที่เป็นองค์ประกอบของแกงกลิโอไซด์ (gaglioside) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มความจำมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของระบบประสาท (anti-neuroinflammatory effect)

เมื่อความนิยมรังนกในตลาดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีผู้ผลิตรังนกปลอม (ผลิตจากยางไม้คารายาที่มาจากต้นสุพรรณิการ์) เลียนแบบรังนกแท้ออกมาในท้องตลาดเนื่องจากรังนกแท้และรังนกปลอมมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกความแตกต่างได้จากการสังเกต สามารถแยกได้จากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีทางเคมีและเทคนิคอินฟราเรดสเปกตรัม

3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดีทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/590603

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดีทั้งปี

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายและสมองก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราจึงอยากแนะนำ 3 เคล็ดลับเพื่อคนสูงวัยสุขภาพดี ลดภาวะการทำงานของสมองถดถอย และช่วยเพิ่มพลังให้สมองสดชื่น

เคล็ดลับที่ 1 เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น

หลากหลายงานวิจัยระบุว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสีทั้งหลาย ถือเป็นตัวเลือกโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพสมองที่อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้ การกินปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้ได้รับไขมันโอเมก้า 3 เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งช่วยปกป้องสมองและควบคุมระดับอารมณ์ให้คงที่ แล้วอย่าลืมกินผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะๆ เพื่อช่วยให้สมองแจ่มใสแข็งแรงในระยะยาว และป้องกันสมองจากภาวะความเครียดทางด้านร่างกายที่มีผลจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่จะสามารถจัดการได้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอายุที่มากขึ้น และสำหรับผู้ชายในวัย 40 ปี ควรกินผลไม้อย่างน้อย 2 ถ้วย และผักอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน

เคล็ดลับที่ 2 ขจัดความเครียด

อาการเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ ไล่มาตั้งแต่การนอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่ม ไปจนถึงโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ยังไม่นับรวมการบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาทส่วนกลางด้วย แม้ว่าเราจะไม่สามารถขจัดความเครียดออกไปจากชีวิตได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดเพื่อช่วยให้ปกป้องดูแลสุขภาพหัวใจและสมองไปพร้อมกันได้ โดยวิธีดีๆ ที่ช่วยลดความเครียดก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง โยคะ รำไทเก๊ก ฯลฯ เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงแค่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้ การเรียนรู้ และเพิ่มขนาดของสมองส่วนที่ดูแลควบคุมเรื่องความจำด้วย นอกจากนั้น การลองเข้าสังคมและสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นที่สามารถช่วยเหลือกันและกันได้ ก็จะช่วยลดระดับความเครียด และทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น

เคล็ดลับที่ 3 หาเวลาทำอะไรสนุกๆ ฝึกสมองบ้าง

มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมที่กระตุ้นสมองนั้นเชื่อมโยงกับการลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมได้ โดยหากคุณชื่นชอบท้าทายอะไรใหม่ๆ ให้ลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น หัดเล่นดนตรี เล่นหมากรุก หรืออะไรง่ายๆ อย่างเกมซูโดกุ เล่นหมากกระดานต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ และการรับข้อมูลรวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การฝึกฝนทักษะที่แตกต่าง สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองได้ พยายามฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลายเพื่อให้รู้สึกน่าสนใจอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี แม้เคล็ดลับเพื่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีข้างต้นจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็ยังมีหลายคนละเลยที่จะทำ จำไว้เสมอว่าไลฟ์สไตล์ของการได้รับโภชนาการที่ดี บวกกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพและการหมั่นทำกิจกรรมฝึกฝนสมองอยู่เสมอ สามารถช่วยถนอมรักษาสุขภาพสมองให้แจ่มใสไปได้นาน

 

 

 

ภาพ : freepik

ฮาร์วาร์ด เผยเทรนด์องค์กรยุคใหม่ “เวลล์เนสส์ คัลเจอร์” สร้างความได้เปรียบยั่งยืนทางธุรกิจ 10 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595991

  • วันที่ 26 ก.ค. 2562 เวลา 13:57 น.

ฮาร์วาร์ด เผยเทรนด์องค์กรยุคใหม่ "เวลล์เนสส์ คัลเจอร์" สร้างความได้เปรียบยั่งยืนทางธุรกิจ 10 เท่า

‘สลิงชอท’ ลุยเจาะตลาดองค์กรสุขภาพดี รายแรกของไทย มั่นใจสร้างธุรกิจเติบโต 30%

นางสาวสุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่ปรึกษาให้บริการด้านการพัฒนาผู้นำและการพัฒนาองค์กร เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดออกมาเปิดเผยว่า องค์กรใดให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและนำเรื่องสุขภาพมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Wellness Culture) ถือเป็นองค์กรที่อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางธุรกิจของโลกยุคนี้

ขณะที่ สถาบัน MDA Leadership Consulting ออกมาเผยผลงานวิจัยผนวกกับผลการพยากรณ์ของนักอนาคตศาสตร์ พบว่าบทบาทใหม่ของผู้นำแห่งอนาคต คือการสร้างวัฒนธรรมสุขภาพ Wellness Culture ซึ่งจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

หลักการสำคัญของการสร้าง Wellness Culture ให้ประสบผลสำเร็จ คือ การสร้างต้นแบบที่ดีผ่านผู้นำ เพราะการที่ผู้นำมีสุขภาพดีจะช่วยให้สามารถดูแลสนับสนุนคนอื่นรอบตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้นถึง 10 เท่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นสุขภาพ จึงเป็นเทรนด์ที่ผู้นำและองค์กรไม่ควรพลาด โดยการจะสร้างองค์กรที่มีสุขภาพดี ผู้นำต้องมีสุขภาพดีก่อนในฐานะต้นแบบ เพราะผู้นำที่แข็งแรงจะนำพาองค์กรให้แข็งแรง และเป็นกุญแจนำองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้นทำให้ผู้นำยุคใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานจากงานวิจัยเกี่ยวกับผู้นำและความเครียดพบว่า 1.ผู้นำ 66% เชื่อว่าตนเองเครียดกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว 2.ผู้นำ 88% บอกว่างานคือต้นเหตุแห่งความเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในบทบาทผู้นำองค์กร

3.ผู้นำ 60% มองว่าองค์กรไม่ได้เตรียมเครื่องมือหรือวิธีการเพื่อช่วยเหลือการจัดการกับความเครียดในองค์กร 4.ผู้นำ 80% เชื่อว่าการมีโค้ช มีกลุ่มเพื่อนสามารถช่วยให้บริหารความเครียดและสร้างสุขภาพที่ดี

นางมัณฑนา รักษาชัด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มกิจการธุรกิจหลัก บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลวิจัยของ Aro Ha Wellness Retreats ศูนย์ปรับวิธีคิดและวิธีการใช้ชีวิตตามหลักการ Wellness ชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่ผ่านการโค้ชชิ่งจากสถาบันใน 6 วันแรก การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดย 16% มีความเป็นอยู่และมีความสุขมากขึ้นหลังจากผ่านไป 1 เดือน

ผลการศึกษายังพบว่าด้านการทำงาน 13% ของผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีผลการทำงานที่ดีขึ้น ในด้านของสุขภาพทางร่างกาย พบมีพัฒนาที่ดีขึ้น 22.4% นอกจากนี้ งานวิจัยยังกล่าวถึงความเครียด ซึ่งอีกปัจจัยมีผลต่อ Wellness ซึ่งการเกิดความเครียดฉับพลันจะส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยทำให้มีการใช้อารมณ์เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานของเป้าหมายทางธุรกิจ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดทางธุรกิจจนเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

สำหรับโปรแกรม Leading Well ภายใต้ธุรกิจใหม่ Leadership Wellness เป็นโปรแกรมการพัฒนาเปลี่ยนแปลงผู้บริหารให้สร้าง Wellness ตลอดระยะ 12 เดือน จุดเด่นของโปรแกรมคือการเน้นโค้ชผู้นำให้ก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ทัศนคติและวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนสามารถมี Wellness ได้ในระยะยาว

รวมทั้งสามารถนำไปกำหนดนโยบายและใช้เป็นต้นแบบในสร้าง Wellness Culture ที่เข้มแข็งให้องค์กรต่อไป ครอบคลุม Wellness ทั้งหมด 6 ด้าน เพราะ Wellness มากกว่าแค่มีสุขภาพทางกายที่ดี ได้แก่1.Emotional Wellness หรือ Wellness ด้านอารมณ์ 2. Physical Wellness หรือ Wellness ด้านร่างกายและสุขภาพ 3. Spiritual Wellness หรือWellness ด้านจิตใจ 4. Intellectual Wellness หรือ Wellness ด้านสติปัญญา 5. Social Wellness หรือ Wellness ด้านสังคม และ 6. Environmental Wellness หรือ Wellness ด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ผู้นำที่มี Wellness จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการทำงาน 2 ด้านได้แก่ 1. เพิ่มประสิทธิภาพผลการดำเนินงานขององค์กรจากผลการทำงานที่ดีขึ้น 2. ในด้าน Business Continuity หรือการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจ (Business Risks) ไม่ว่าจะที่เกิดจากการที่ผู้นำเจ็บป่วย หรือแม้กระทั้งการถึงการเสียชีวิตจากการความเครียดและปัญหาสุขภาพ

ข้อมูลจาก London Business School พบกว่าจากการติดตามผลการดำเนินงานตลอด 25 ปีของบริษัทชั้นนำในอเมริกาที่ถูกระบุว่าเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด มีมูลค่าหุ้นสูงกว่าบริษัททั่วไปถึง 50%

บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป เปิดตัวธุรกิจใหม่ Leadership Wellness เป็นรายแรกของประเทศไทย เนื่องจากพบว่าผู้นำในปัจจุบันหันมาใส่ใจตนเองตาเทรนด์สุขภาพ ซึ่งหากศึกษาตลาดสุขภาพในระดับโลกจะพบว่า เป็นธุรกิจที่โตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยสัดส่วนหลักจะอยู่ที่ธุรกิจความงามและชะลอวัย (25%) ตามมาด้วยธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและลดน้ำหนัก (16%) ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (15%) ส่วนด้านสุขภาพของผู้นำและในที่ทำงานมีเพียง 1% เท่านั้น ถือเป็นตลาดใหม่ที่ สลิงชอท กรุ๊ป จะเข้าไปเจาะเพื่อให้ความรู้และสร้างการเติบโต เชื่อว่าจะช่วยให้บริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30% ในปีนี้

How to จัดระเบียบชีวิตอย่างไรให้เป๊ะปังแบบนักเขียนเบสเซลเลอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595816

  • วันที่ 26 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to จัดระเบียบชีวิตอย่างไรให้เป๊ะปังแบบนักเขียนเบสเซลเลอร์

เคล็ดลับประจำตัวของบรรดาเจ้าของหนังสือธุรกิจชื่อดัง ในการจัดระเบียบชีวิตที่แสนยุ่ง แต่ยังสามารถทำทุกอย่างควบคู่กันไปโดยไม่สะดุดและกระทบกระเทือนแต่ละหน้าที่ได้อย่างไร

แต่ละวันเจ้าของกิจการมักจะมีตารางงานและภารกิจส่วนตัวที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยมากมาย แต่บางครั้งเวลากลับไม่ค่อยเอื้ออำนวย วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับประจำตัวของบรรดาเจ้าของหนังสือธุรกิจชื่อดังมาบอกต่อ ซึ่งแต่ละคนมีทั้งงานประจำและการเขียนหนังสือ แต่พวกเขาทำทุกอย่างควบคู่กันไปโดยไม่สะดุดและกระทบกระเทือนแต่ละหน้าที่ได้อย่างไร

“เชื่อมโยงสิ่งที่รักกับสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จ”

แดน เอริลี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เจ้าของหนังสือสร้างแรงจูงใจ Pay Off: The Hidden Logic That Shapes Your Motivations เผยว่า เขาจะเชื่อมโยงกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็คือ การดื่มกาแฟในตอนเช้า เข้ากับงานหลักที่ต้องทำให้ลุล่วง สำหรับ เอริลี ก็คืองานเขียน ดังนั้น ทุกเช้าเขาจะเริ่มต้นการทำงานอย่างมีความสุขด้วยการดื่มด่ำกับกาแฟไปพร้อมๆ กับการเขียนหนังสือ

“รู้จักเห็นอกเห็นใจตัวเอง นอกจากการตั้งเป้าหมาย การมุ่งมั่นทุ่มเท”

บริกิด ชูลท์ ผู้เขียนหนังสือ Overwhelmed: Work, Love And Play When No One Has The Time คู่มือการบริหารเวลา บอกไว้ว่า การทำงานให้ลุล่วงนั้น การเห็นอกเห็นใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากงานในแต่ละวันใช่จะราบรื่นเสมอไป ต้องมีบ้างที่เราผิดพลาดหรือขาดแรงบันดาลใจ แต่แทนที่เราจะมานั่งตีอกชกตัว ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนี้จะช่วยให้เราให้อภัยตัวเองและก้าวไปข้างหน้าเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

“ตั้งเป้าว่าต้องทำให้สำเร็จ”

“วิธีที่เยี่ยมที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานคือ สร้างสถานการณ์ให้รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังจะทำเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน” สตีฟ เลวินสัน นักจิตวิทยาผู้แต่ง The Power To Get Thing Done เผย เลวินสันยกตัวอย่างคลาสสิคของเขาว่า โจ ได้สร้างสถานการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตหลังจากขาดแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ด้วยการเก็บผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นกายซึ่งทั้งบ้านมีเพียงชิ้นเดียวไว้ที่ล็อกเกอร์ยิมออกกำลังกาย เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่ โจ จะใช้โรลออนคือต้องไปยิม แต่ครั้งจะเดินทางไปที่นั่นเพียงเพื่อใช้โรลออนอย่างเดียวก็กระไรอยู่ โจ จึงไปออกกำลังกายด้วยจนกลายเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้

“จัดระเบียบลิสต์ที่ต้องทำ”

วิธีของ ลอรา แวนเดอร์แคม เจ้าของหนังสือ I Know How She Does It คือ ทุกวันศุกร์เธอจะเตรียมวางแผนงานในสัปดาห์หน้า โดยจัดลิสต์ที่ต้องทำเป็น 3 ประเภท ได้แก่ งาน ความสัมพันธ์ ตัวเอง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน

“ให้เวลากับขั้นตอนการคิด”

“ผมมักจะจัดสรรเวลาไว้สำหรับการคิดแก้ปัญหายากๆ อย่างลึกซึ้ง เสมือนกับการลงตารางนัดหมายหรือการประชุมต่างๆ แล้วจะไม่ยอมรับนัดในวันนั้นๆ อีก เพื่อให้มีเวลาใช้ความคิดได้เต็มที่และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ” นี่คือวิธีของคาล นิวพอร์ท ผู้เขียน Deep Work : Rules For Focused Success In A Distract World ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

success fomula : M2F

ก่อนข้อเข่าเสื่อม มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595813

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

ก่อนข้อเข่าเสื่อม มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง

จริงๆ แล้วการเกิดโรคเข่าเสื่อม ถ้าไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ หรืออุบัติเหตุ ก็สามารถเกิดจากพฤติกรรมที่เราทำอยู่ทุกๆ วันโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน งั้นมาลองสังเกตตัวเองดูสักหน่อยว่ามีอะไรเป็นสัญญาณเตือนว่าเข่ากำลังจะเสื่อมอยู่บ้าง

สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมประจำวัน ส่วนใหญ่มักจะมีอาการผิดปกติเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจไม่ทันได้ใส่ใจหรือสังเกตตัวเองนัก ซึ่งหากรู้ตัวแต่เนิ่นๆ และปรึกษาแพทย์ก็น่าจะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น

  • มีอาการปวดข้อ บางคนแค่เดินบนพื้นราบก็ปวดเข่าแล้ว หรือบางคนจะรู้สึกปวดมากขึ้นเวลาขึ้นหรือลงบันไดที่ต้องทิ้งน้ำหนักที่เข่ามากกว่าปกติ หรือบางกรณีอาจจะเป็นเฉพาะเวลากลางคืน ปวดจนทำให้นอนหลับไม่ดีหรือนอนหลับไม่ได้ไปเลยก็มี บางคนนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบแล้วอาการจะปวดมากจนไม่สามารถนั่งอยู่ในท่าเหล่านั้นได้ หรือในบางรายต้องกดที่เข่าถึงจะรู้สึกปวด เป็นต้น
  • มีเสียงดังลั่นที่ข้อเข่า บางคนจะเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนใหม่ๆ รู้สึกข้อฝืดๆ ขยับลำบากกว่าช่วงเวลาอื่น บางคนอาจจะรู้สึกเวลาขยับเข่าและเป็นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง และอาจจะไม่ได้เป็นสม่ำเสมอตลอดเวลา บางคนเมื่อไหร่ที่ต้องนั่งพับเพียบจะรู้สึกเข่าตึงๆ ฝืดๆ ขยับข้อเข่าได้ไม่ปกติก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน แต่อาจจะยังเป็นไม่มากจนทำให้มีเสียงดังลั่นในข้อ
  • ใช้ชีวิตประจำวันลำบากขึ้น เช่น บางคนยืนอาบน้ำนานๆ ไม่ได้เพราะปวดเข่า จนทำให้ต้องใช้วิธีนั่งอาบน้ำ หรือบางคนขึ้น-ลงบันไดหลายๆ ขั้นไม่ไหว หรือเดินเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ค่อยได้ หรือบางคนมีปัญหาหนักถึงขนาดลำบากในการใส่หรือถอดกางเกง หรือบางคนนั่งนานๆ แล้วลุกไม่ไหว ต้องมีคนมาช่วยพยุง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าเข่าไม่ปกติ ส่วนใหญ่มักจะละเลย คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงไม่ค่อยทำการรักษาหรือพบแพทย์ แต่การปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ ในขณะที่หากทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อมตามมา ฉะนั้นหมั่นสังเกตตัวเอง หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบพบแพทย์จะดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการติดต่อกันมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่ดีขึ้น

ภาพ freepik

7 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาที่นำพาสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595814

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 11:20 น.

7 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาที่นำพาสู่ความสำเร็จ

“ผู้ที่ประสบความสำเร็จจะไม่รอให้โอกาสเข้ามาหา แต่จะพุ่งทะยานไปหาโอกาส”…ลีโอนาร์โด ดาวินชี

ในโลกใบนี้มีผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่มากมาย พวกเขามีเคล็ดลับที่สำคัญคือการไม่คอยให้โอกาสความก้าวหน้าเดินเข้ามาหา แต่จะไขว่คว้าและสร้างความสำเร็จขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ซึ่งกว่าจะได้มาต้องผ่านการวางแผน ลงมือ และบริหารจัดการเวลา และนี่คือ 7 สูตรสำเร็จที่จะทำให้การบริหารเวลาพาเราไปสู่ความสำเร็จ

1 เก็บพลังความคิดไว้ตัดสินในสิ่งสำคัญ

ลองสังเกตการแต่งตัวของผู้ทรงอิทธิพลอย่าง สตีฟ จ็อบส์ ที่มักใส่แค่เสื้อยือคอเต่าสีดำกับกางเกงยีนส์ การที่จ็อบส์แต่งตัวเรียบง่าย เพราะเขาไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาไปกับการเลือกชุดทำงาน และเรื่องยิบย่อยในชีวิต ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการตัดสินใจ และเอาเวลาที่มีไปใส่ใจกับสิ่งที่รัก

2 สร้างวินัยให้กิจกรรมก่อนเข้านอน

ผู้ที่ประสบความสำเร็จจไม่รีรอให้ถึงเช้าแล้วค่อยเตรียมตัวในวันถัดไป แต่พวกเขาจะทำใจให้สงบ อ่านหนังสือ วางแผนวันใหม่ พร้อมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะได้วางสิ่งที่จะทำไว้แล้ว ส่งผลให้วันใหม่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เริ่มต้นกิจกรรมยามเช้าอย่างมีวินัย เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ กินอาหารเพื่อสุขภาพ

3 มองการณ์ไกลอย่างทะลุปรุโปร่ง

สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จกับบุคคลทั่วไปคือ คนที่ประสบความสำเร็จมักวางแผนละเอียดรอบคอบ ใช้เวลาในการมองภาพโดยรวมอย่างทะลุปรุโปร่ง ลำดับเหตุการณ์ คิดถึงผลกระทบต่างๆ ก่อนลงมือปฏิบัติ แต่คนทั่วไปมักตัดสินใจโดยขาดการมองภาพโดยรวม ทำให้มีโอกาสพลาดเป้าหมายสูง

4 ระบบการวางแผนเป็นสิ่งจำเป็น

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะเดินแผนงานตามตารางเวลา ซึ่งถูกกำหนดลำดับความสำคัญ เป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานให้เป้าหมายสำเร็จ อีกทั้งยังให้เวลากับการติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายหลัก ปรับแผนงานตามผลลัพธ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้

5 ลำดับความสำคัญ

การลำดับความสำคัญของงานนั้น ต้องสอดคล้องและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ ผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายเข้าใจกันดีว่า หากพวกเขาไม่ได้กำหนดลำดับความสำคัญของงาน งานของพวกเขาก็จะถูกทำให้ไขว้เขวด้วยกำหนดการของงานอื่นๆ แต่เมื่อใดที่มีลำดับงานที่ชัดเจน ก็จะประเมินสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้

6 สนใจเฉพาะโครงการสำคัญ

ลองวาดตาราง 2×2 โดยแบ่งเป็นเร่งรีบและสำคัญ ไม่เร่งรีบแต่สำคัญ เร่งรีบแต่ไม่สำคัญ และสุดท้ายไม่เร่งรีบและไม่สำคัญ และพิจารณาว่าควรจะให้เวลาและความสำคัญไปกับส่วนไหนมากกว่า คนทั่วไปมักใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ แต่ไม่ได้จัดลำดับว่าสำคัญหรือไม่ ทำให้ชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ ในทางกลับกัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่มีความสำคัญแต่ไม่เร่งรีบ ซึ่งแม้ไม่ได้ส่งผลให้เห็นทันตา แต่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในอนาคต

7 ทำงานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก

พลังใจคือทรัพยากรที่มีจำกัด คนประสบความสำเร็จจะใช้พลังที่มีทั้งหมดทุ่มเทให้กับงานสำคัญที่สุดในยามเช้าที่ความเครียดและอุปสรรคยังไม่สะสมตัวในความคิดมากนัก ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะที่สมองปลอดโปร่ง และสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม