มีประจำเดือนแบบไหน บ่งบอกถึงภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595678

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

มีประจำเดือนแบบไหน บ่งบอกถึงภาวะมีบุตรยาก

เรื่องนี้สาวๆ ต้องรู้!! สังเกตประจำเดือนตัวเอง จุดบ่งชี้ถึงภาวะการมีบุตรยาก

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนตามปกติต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างต่อมใต้สมองส่วนหน้ากับอวัยวะสืบพันธุ์ โดยที่ต่อมใต้สมองจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน FSH ให้สูงขึ้น เพื่อมากระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่ และผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิง

ภาวะใดก็ตามที่ทำให้ระดับฮอร์โมน FSH เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในร่างกายเปลี่ยนไปจากภาวะปกติ เช่น ภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง รังไข่สร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ เยื่อบุโพรงมดลูกบางหรือหนาผิดปกติ จะส่งผลให้รอบเดือนมาผิดปกติ และบางครั้งอาจส่งให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ในอนาคต

ดังนั้น ประจำเดือนที่ปกติจะมีลักษณะอย่างไร และแบบไหนถึงบ่งบอกเรื่องการมีบุตรยาก สังเกตได้จากสิ่งเหล่านี้

ความถี่ของการมีประจำเดือน

ปกติประจำเดือนของผู้หญิงควรมาทุก 21-35 วัน โดยจะสามารถตกไข่ตามปกติ 80% ถ้ามีประจำเดือนถี่หรือห่างกว่านี้มักจะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่งผลให้ประจำเดือนมาห่างและมีบุตรยาก เนื่องจากไม่มีไข่ไปปฏิสนธิกับอสุจิ เช่น ผู้ป่วย PCOS หรือ PCO มักเป็นผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจมีอาการของภาวะฮอร์โมนเพศชายเด่น เช่น สิว หน้ามัน ขนดก เมื่ออัลตราซาวด์ดูรังไข่จะพบฟองไข่ใบเล็กๆ จำนวนมากที่ไม่สามารถเจริญเติบโตจนสามารถตกออกมาได้สะสมอยู่ภายในรังไข่ จึงเป็นที่มาของโรค Polycystic Ovarian Syndrome

กรณีนี้ผู้ป่วยจะมีประจำเดือนทุก 2-3 เดือน ผนังโพรงมดลูกที่หนาตัวอยู่เป็นเวลานานเพราะไม่มีการตกไข่ เมื่อหลุดลอกออกเป็นประจำเดือนอาจมีเลือดที่มากกว่าคนปกติ หรือมีลักษณะเป็นลิ่มๆ อีกทั้งถ้าผนังโพรงมดลูกหนาตัวนานหลายปี อาจมีโอกาสตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น

ปริมาณและระยะเวลาของเลือดประจำเดือนที่ออก

ปกติแล้วควรมีระยะอยู่ที่ 2-7 วัน และปริมาณที่ออกวัดจากจำนวนผ้าอนามัยที่ใช้ ขนาดปกติไม่เกิน 3-4 แผ่นต่อวัน และไม่ควรมีลิ่มเลือดขนาดเกินปลายนิ้วก้อยปนออกมาร่วมด้วย ไม่ควรมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังจากประจำเดือนหยุดแล้ว ซึ่งมักทำให้เกิดปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูก และเป็นสาเหตุให้มีบุตรยาก เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวและเจริญเติบโตต่อในโพรงมดลูกที่มีความผิดปกติได้

อาการปวดประจำเดือนมีความผิดปกติ

เช่น มีอาการปวดท้องน้อยเกือบทุกครั้ง มีอาการปวดหน่วงลงช่องคลอดหรือทวารหนัก ปวดหลัง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน-หลัง หรือระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งมักมีความรุนแรงมากขึ้น การรักษาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบันจะใช้ยาบรรเทาอาการปวด ทั้งยากินและยาฉีดเพื่อลดอาการปวด ซึ่งปริมาณยาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม นอกจากนี้ อาการเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงมีบุตรยากเช่นกัน เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ หรือช็อกโกแลตซีสต์

 

ภาพ freepik

ส่องตัวเลขผลตรวจสุขภาพประจำปีดัชนีชี้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595669

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ส่องตัวเลขผลตรวจสุขภาพประจำปีดัชนีชี้สุขภาพ

หนึ่งในสวัสดิการด้านสุขภาพของคนทำงานคือ “การตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งผลของการตรวจจะปรากฏเป็นตัวเลข โดยแต่ละค่ามีความหมายว่าอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบ

คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สุขภาพดี คือการไม่มีโรคประจำตัว ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ซึ่งนั่นเป็นการสังเกตหรือประเมินในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะคนที่เราเข้าใจว่าสุขภาพดีและใช้ชีวิตปกติ อาจมีสัญญาณเตือนการเกิดโรคในอนาคตแอบแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยตรวจเช็กสุขภาพ ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปี หรือ Health Check-Up ถือเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพที่จะทำให้เราไม่ประมาทนั่นเอง

เลือดเราสุขภาพดีหรือไม่

มองหาคำว่า ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด “CBC” (Complete Blood Cell) เพื่อค้นหาความผิดปกติของส่วนประกอบทั้งหมดของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงสภาวะความผิดปกติของเลือด ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย และรูปร่างของเม็ดเลือดแดง ดังนั้้น ค่าฮีโมโกบิน (Hemoglobin) ของผู้ชายจะต้องอยู่ที่ประมาณ 13-18 และผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณ 12-16 หากมีค่าต่ำกว่าอาจจะเป็นโรคโลหิตจาง หรือธาลัสซีเมีย

น้ำตาลสูงวัดกันที่ตัวเลขเท่าไหร่

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เป็นการตรวจหาข้อบ่งชี้ของโรคเบาหวาน โดยที่ระดับกลูโคส หรือ Blood Glucose จะต้องไม่เกิน 100 หากเกิน 126 คุณอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ผลตรวจอาจจะยังมีความไม่แน่นอนนัก อาจจะต้องมีการตรวจหาเบาหวานเพิ่มเติมในวันอื่นๆ ด้วยเพื่อความแน่นอน การตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (GlycatedHb – HbA1c) เป็นอีกหนึ่งวิธีในการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะเป็นการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพื่อความแม่นยำในการตรวจเบาหวาน โดยจะต้องมีค่าไม่เกิน 7 หากมีค่าตัวเลขสูงกว่า 6.5 ขึ้นไปคุณอาจจะเป็นการยืนยันว่าคุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่

ไขมันดีไม่ดีรู้ได้อย่างไร

การตรวจระดับไขมันในเลือด เป็นการตรวจทั้งคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพื่อหาความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้องกับโรคความดัน หลอดเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมอง โดยจะมีการตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด (Cholesterol) จะต้องมีค่าไม่เกิน 200 แต่ถ้าหากมีค่ามากกว่า 240 คุณอาจจะกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูง ดังนั้น ให้สังเกต 4 ค่าหลักๆ คือ

  • โคเลสเตอรอลรวม ซึ่งไม่ควรให้สูงเกิน 200 มก.ต่อเดซิลิตร
  • LDL หรือไขมันเลว หากมีมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งไม่ควรเกิน 160 มก.ต่อเดซิลิตร
  • HDL หรือไขมันดี ตัวนี้ยิ่งมีมากยิ่งดีต่อร่างกาย หรือควรมีไม่ต่ำกว่า 50 มก.ต่อเดซิลิตรขึ้นไป เพราะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือด ซึ่งการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยได้
  • ไตรกลีเซอไรด์ เป็นกรดไขมันที่ร่างกายได้จากการย่อยอาหาร โดยระดับไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 170 มก.ต่อเดซิลิตร

การทำงานของตับดีหรือกำลังแย่

การตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจหาเอ็นไซม์ของตับเพื่อดูว่าตับมีการทำงานปกติอยู่หรือไม่ โดยดูได้จากค่า SGOT และ SGPT ซึ่งค่าปกติคือประมาณ 40 U/L หากมีค่าเกินกว่านี้แสดงว่าคุณอาจจะมีภาวะตับอักเสบอยู่ก็ได้ การตรวจเอนไซม์ในเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีของตับ (Alkaline Phos) เป็นหนึ่งในการตรวจหาความปกติของการทำงานของตับเช่นกัน โดยเป็นการหาการอุดตันของตับ ถ้ามีค่ามากกว่า 280 อาจจะมีความเสี่ยงภาวะตับแข็ง หรือมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือเป็นมะเร็งในตับก็ได้

ไตทำหน้าที่ปกติดีหรือไม่

การตรวจการทำงานของไต หรือ Blood Urea Nitrogen (BUN) เป็นการวัดระดับปริมาณของเสียในร่างกายที่ร่างกายจะสามารถขับออกไปได้ ซึ่งค่าปกติของการทำงานของไตคือ 5-20 หากคุณตรวจวัดได้ค่าที่มากกว่านี้ คุณอาจจะกำลังมีภาวะไตเสื่อม เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกไปได้ตามปกติ และการตรวจระดับครีเอตินินในเลือด (Creatinine) ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจการทำงานของไตที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคไตอยู่หรือเปล่า ดังนั้น ค่ามาตรฐานของครีเอตินสำหรับผู้หญิงคือ 0-0.95 มก.ต่อเดซิลิตร ส่วนผู้ชาย คือ 0-1.17 มก.ต่อเดซิลิตร ถ้าหากมีค่ามากกว่านี้คุณอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคไต

ปัสสาวะบอกอะไร

การตรวจปัสสาวะ (UA) สามารถวัดความผิดปกติได้หลายอย่าง แต่หลักๆ แล้วการตรวจปัสสาวะจะเป็นการหาความถ่วงจำเพาะ หรือก็คือพฤติกรรมการดื่มน้ำของเรา โดยคนปกติค่าจะอยู่ที่ 010 – 1.020 ถ้ามากกว่าแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ หรือเราดื่มน้ำน้อยเกินไป แต่ถ้าน้อยกว่านี้แสดงว่าเราดื่มน้ำมากเกินไป ร่างกายจึงต้องกำจัดน้ำออกมาทางปัสสาวะหรืออาจจะกำลังเป็นโรคเบาจืดอยู่ก็ได้เช่นกัน

การตรวจกรดยูริคในเลือด (Uric Acid) เป็นการตรวจเกลือยูริคในเลือดหรือหาโรคเก๊าต์นั่นเอง โดยคนปกติหรือผู้ชายปกติจะต้องมีค่าไม่เกิน 5 และผู้หญิงจะต้องไม่เกิน 8

อย่างไรก็ตามผลการตรวจสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคุณหมอเพื่อความแม่นยำและแน่ชัดในการวิเคราะห์ ค่าวัดผลต่างๆ เป็นเพียงตัวเลขที่บ่งชี้หลังจากการตรวจสุขภาพเบื้องต้น การวินิจฉัยต่างๆ จะต้องอยู่ในดุลยพินิจของหมอด้วย

 

ภาพ freepik

พาเที่ยวนิทรรศการ Invisible Things เจาะลึก 5 ความเชื่อและไลฟ์สไตล์ชาวเยอรมันผ่านสิ่งที่มองไม่เห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/595710

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

พาเที่ยวนิทรรศการ Invisible Things เจาะลึก 5 ความเชื่อและไลฟ์สไตล์ชาวเยอรมันผ่านสิ่งที่มองไม่เห็น

ตามไปดูให้รู้ 5 ความเชื่อและไลฟ์สไตล์ชาวเยอรมัน ในนิทรรศการ Invisible Things @TCDC BKK

ท่ามกลางการผันแปรของเทคโนโลยีและความก้าวหน้าของสิ่งต่างๆ รอบตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนจะหลงลืมความสำคัญของสิ่งใกล้ตัว และเลือกให้เวลากับการเดินตามสิ่งใหม่อยู่เสมอ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย (Goethe-Institut Thailand) จึงได้ชวนผู้คนมาร่วมกันหาคำตอบของ “สิ่งสำคัญของสิ่งใกล้ตัว” ผ่านนิทรรศการ “สิ่งที่มองไม่เห็น” (Invisible Things) นิทรรศการสัญชาติเยอรมันที่รวบรวมสิ่งของจัดแสดงที่สะท้อน “ความเป็นไทย-เยอรมัน” และพร้อมเผยให้ผู้เข้าชมเข้ามาสัมผัส เรียนรู้ รวมถึงฉุกคิดถึงคุณค่าของสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันนับ 50 ชิ้น

ทว่า การมองเห็นคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้น มักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากแต่รับรู้ได้จากการทำความเข้าใจถึง “ปูมหลัง” ของความเชื่อ และไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวตนของคนทั้งสองประเทศว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ติดตามได้จากรายละเอียดดังต่อไปนี้

• ชาวเยอรมันเชื่อว่า “ตุ๊กตาโนม” ช่วยป้องกันเงินทองรั่วไหล

เพราะชาวเยอรมันเชื่อว่า “โนม” สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในถ้ำ ถึงแม้จะมีนิสัยดุร้าย แต่กลับมีพละกำลังมหาศาล อีกทั้งยังมาพร้อมกับพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ ในการเสาะแสวงหาสมบัติมาสะสม โดยการขุดหาแร่โลหะมีค่าและอัญมณีจากโลกใต้ดิน และทะนงตนว่าจะไม่ยอมแลกทองไปกับความสุขสบายใดใดในชีวิต ซึ่งพรสวรรค์นี้เอง จึงเป็นไอเดียธุรกิจของประดับสวนหน้าบ้านในเมือง กราเฟนโรดา ในรูปแบบ “คนไฟรูปคนแคระ” ที่ดูไม่มีพิษมีภัย และหน้าตาคล้ายเด็ก โดยปัจจุบันมีรายงานว่าชาวเยอรมัน ได้เลือกใช้ตุ๊กตาโนมประดับสวนหน้าบ้านแล้วกว่า 25 ล้านตัว

       • ชาวเยอรมันเชื่อว่า “ตราม้าน้ำ” การันตีสกิลว่ายน้ำที่แข็งแกร่ง

เพราะไลฟ์สไตล์ชาวเยอรมันโดยแท้ ชอบการเล่นน้ำเป็นกิจวัตร เรียกได้ว่าเมื่อถึงช่วงวันหยุดพักผ่อน คนส่วนใหญ่มักเลือกทำกิจกรรมเกี่ยวกับน้ำ ทั้งลงสระที่มีกระดานลื่นสีสดใสและมีอ่างน้ำวน หรือนอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่มบริเวณชายหาด ซึ่งกิจวัตรเหล่านี้ รัฐบาลเยอรมนี จึงมุ่งหวังให้คนเยอรมันทุกคนว่ายน้ำเป็น “ตราม้าน้ำ” ของสมาคมผู้รักษาความปลอดภัยทางน้ำ หรือ DLRG (German Lifeguard Association) จึงถือเป็นเครื่องหมายรับรองชิ้นแรก ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สเรียนว่ายน้ำของสมาคมฯ แต่กว่าจะได้มานั้น ผู้เรียนจะต้องกระโดดพุ่งตัวจากขอบสระน้ำเป็นระยะทาง 25 เมตร โดยไม่มีเครื่องช่วยและงมเอาของที่อยู่ใต้น้ำลึกระดับไหล่ขึ้นมาให้ได้ ดังนั้น หากไลฟ์การ์ดพบเห็นใครที่ไม่มี “ตราม้าน้ำ” และมีทีท่าว่าจะเป็นอันตราย จะรีบเข้าไปช่วยเหลือเป็นลำดับแรก

• ชาวเยอรมันพิสมัย “การปิ้งย่าง” ท่ามกลางอุณหภูมิเกิน 25 องศา

เพราะช่วงที่อากาศดีในอุณหภูมิเกิน 25 องศา ท้องฟ้าเหนือสวนสาธารณะในเมืองใหญ่ของเยอรมนี จะมีหมอกสีน้ำเงินลอยนิ่งท่ามกลางอากาศร้อน จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการปาร์ตี้ร่วมกับเพื่อนฝูงและครอบครัว เรียกได้ว่า ทันทีที่ถึงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาวเยอรมันที่พิสมัยและคลั่งอาหารปิ้งย่างเป็นอย่างมาก จะทำการตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับการปิ้งย่าง และวัตถุดิบต่างๆ แบบจัดเต็ม พร้อมจับจองพื้นที่สวนสาธารณะเพื่อจัด “ปาร์ตี้ปิ้งย่าง” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ถ่านหินจะกลายเป็นของหายากยิ่งกว่ายุคหลังสงคราม และตามซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีซอสรุ่น “Limited Grill-Edition” จาก Kraft ผู้ผลิตซอสมะเขือเทศ วางเรียงเป็นแถวยาวเหยียด

• ชาวเยอรมันเปรียบการชอปปิ้งสินค้าที่ ALDI เป็นหน้าที่

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ชาวเยอรมัน นับเป็นพลเมืองที่โชคดี เนื่องด้วยประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่มั่งคั่ง และอุดมด้วยสิ่งของจำเป็นพื้นฐานที่ครบถ้วน เป็นเหตุให้พลเมืองในประเทศไร้ข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เพราะชีวิตและร่างกายของพลเมืองได้รับความคุ้มครอง อีกทั้งมีที่อยู่อาศัยที่แห้งและปลอดภัยให้อยู่ และมีน้ำประปาสะอาดเพื่อการดูแลสุขอนามัยประจำวัน คนส่วนใหญ่จึงเลือกทุ่มเงินที่มีไปกับการชอปปิ้งกับสิ่งของที่ไม่จำเป็นแทน ไม่เพียงเท่านี้ ยังมองว่า อาหารดีๆ ไม่ได้มีค่ามากมาย ซึ่งทัศนคติแบบนี้เอง จึงนำไปสู่การถือกำเนิดธุรกิจALDI บริษัทสัญชาติเยอรมันที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก ที่มีจุดยืนในการจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ในชีวิตประจำวันไม่กี่ประเภท แต่คงคุณภาพดีเสมอต้นเสมอปลาย แถมมีราคาต่ำมาก ดังนั้น การชอปปิ้งที่ ALDI จึงไม่นับว่าเป็นประสบการณ์ แต่เป็นการทำหน้าที่ประจำวันมากกว่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักการดังกล่าว ได้ติดตลาดแล้วในเยอรมนี และชาวเยอรมันร้อยละ 90 ก็บอกว่าตนเองไปซื้อของที่ ALDI เป็นประจำ

• ชาวเยอรมันเชื่อว่า “เบียร์” เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์ และไม่อันตรายต่อสุขภาพ

เพราะชาวเยอรมันเข้าใจดีว่าเบียร์เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์ และถือว่ากฎความบริสุทธิ์ (Purity Law) ที่กำหนดว่าการทำเบียร์ต้องใช้วัตถุดิบเพียง 3 อย่าง คือ ฮ็อปส์ ข้าวบาร์ลี่ย์ และน้ำนั้น มีความสำคัญดุจมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และควรจะได้รับการปกป้องอย่างแข็งขัน ในทศวรรษ 1980 มีการยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมแห่งยุโรป ขอให้สั่งห้ามจำหน่ายเบียร์ต่างชาติในเยอรมนี แต่ศาลเห็นว่าส่วนผสมพิเศษที่ชาวเยอรมันยื่นประท้วงไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงตัดสินยกฟ้อง อย่างไรก็ดี การต่อสู้ทางกฎหมายดังกล่าว ก็ทำให้นักดื่มเบียร์ชาวเยอรมันตกอกตกใจ และพร้อมใจกันช่วยตลาดในประเทศเท่าที่จะทำได้ ด้วยการสั่งเบียร์เยอรมันมาดื่มเวลาไปเที่ยวบาร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับ 5 ความเชื่อของชาวเยอรมันในข้างต้น เป็นเพียงความเชื่อส่วนหนึ่งของชาวเยอรมันเท่านั้น หากแต่มีความเชื่อ ค่านิยม และความเป็นตัวตนของชาวเยอรมันในหลากหลายมิติ ที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ในของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และรอคุณเข้าไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจแบบอินไซท์เพื่อเข้าใจถึงลักษณะนิสัย และเข้าใกล้ความเป็นคนเยอรมันมากยิ่งขึ้น อาทิ ตลับครีมนีเวีย กระดาษปิดผนังเยื่อไม้ หนังสือพิมพ์ BILD  และรองเท้าแตะเบียร์เคนชต๊อก ไม่เพียงเท่านี้ ในนิทรรศการเดียวกันนี้ ยังมีของใช้ในชีวิตประจำวันคนไทยอีก 25 สิ่ง อาทิ โต๊ะ ก.ไก่ น้ำมันนวดสมุนไพร สายสิญจน์ ปฏิทินไทย-จีน และรูปรับปริญญา ที่พร้อมเชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ถึงค่านิยมและความเชื่อของคนไทยโดยแท้ไปพร้อมๆ กัน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “สิ่งที่มองไม่เห็น” (Invisible Things) ได้ตั้งแต่วันนี้–15 กันยายน 2562 เวลา 10.30–21.00 น. ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพฯ โดยสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกในหลายช่องทาง ได้แก่ รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (ลงสถานีสามย่าน หรือหัวลำโพง) รถไฟฟ้าบีทีเอส (ลงสถานี สะพานตากสิน) เรือโดยสาร (ลงท่าเรือสี่พระยา) รถจักรยนต์รับจ้าง และรถยนต์ส่วนตัว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02-105-7400เว็บไซต์ www.tcdc.or.th

วิธีลดน้ำหนักผิดๆ ของคนคิดใช้ทางลัด ‘ผอมเพรียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595657

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

วิธีลดน้ำหนักผิดๆ ของคนคิดใช้ทางลัด 'ผอมเพรียว'

ตัวอย่างการลดน้ำหนักผิดวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ ส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้างกับร่างกาย

ผ่านไปไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย การมี “หุ่นดี” ก็ยังเป็นที่ปรารถนาอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนสรรหาวิธีการลดความอ้วนต่างๆ มากมาย ทั้งวิธีที่ถูกต้องสู่การมีสุขภาพดี และวิธีลดแบบผิดๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งที่คนส่วนมากเลือกใช้ ได้แก่

ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร หรือควบคุมการกินอาหารที่ผิดวิธี

การอดอาหาร หรือกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย จะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ขาดสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ และการอดอาหารจะยิ่งทำให้หิวมากขึ้นและรับประทานมากขึ้นในมื้อต่อๆ ไป

วิธีลดแบบนี้ในช่วงแรกน้ำหนักจะลด แต่ในระยะยาวอาจจะรักษาน้ำหนักให้คงที่ไว้ไม่ได้ รวมถึงอาจจะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงได้

ซื้อยาหรืออาหารเสริมลดความอ้วนมาใช้เอง โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา โดยมักจะมีตัวยา ดังนี้

1.ยาลดความอยากอาหาร เช่น เฟนเตอมีน (Phentermine) ผลข้างเคียงได้แก่ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจหมดสติหรือชักได้ หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการติดยาได้

2.ไทรอยด์ฮอร์โมน น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อแทนที่จะเป็นไขมัน ผลข้างเคียง ได้แก่ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3.ยาขับปัสสาวะ ไม่มีผลในการลดแคลอรีที่ร่างกายได้รับ มีผลเพียงทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ผลข้างเคียง ได้แก่ สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายอาการผิดปกติต่อหัวใจ สมอง และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

4.ยาถ่ายหรือยาระบาย ไม่มีผลในการลดแคลอรีที่ร่างกายได้รับ เป็นการขับอาหารออกจากทางเดินอาหาร ผลข้างเคียง หากใช้ปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกายสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เกิดอันตรายได้ และการใช้ยาระบายติดต่อกันนานๆ ส่งผลร่างกายเริ่มทนต่อยา

วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย

การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยการควบคุมอาหารจะมีผลมากกว่า ควรควบคุมพลังงานแคลลอรี่ไม่ให้เกินที่ร่างกายต้องการ ลดอาหารพวกไขมันลง เน้นสารอาหารโปรตีน หลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือและน้ำตาล

 

ภาพ freepik

เปิดตำรา ‘คู่มือการดูแลผู้สูงวัย’ พิชิตชัยวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595671

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิดตำรา 'คู่มือการดูแลผู้สูงวัย' พิชิตชัยวัยเกษียณ

ศึกษาวิธีการใช้ชีวิตวัยเกษียณให้สำราญ ผ่านตำรา 5 เล่มที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ไม่ยาก จัดทำโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ครอบคลุมสุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต การทรงตัว การมองเห็น และที่อยู่อาศัย

เล่มที่ 1 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ปรับบ้านอยู่สบาย

รวบรวมข้อมูล จัดการ และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ และได้รวบรวมผลงานประกวดการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีชุมชนเอาไว้ ผลงานเหล่านี้ผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว อย่างไรก็ตาม แต่ละผลงานมีความเป็นปัจเจก ระยะ สัดส่วน รวมถึงขนาดขององค์ประกอบต่างๆ ในผลงานอาจเหมาะสมเฉพาะบุคคล หากมีการนำผลงานไปพัฒนาต่อควรมีการประยุกต์ให้เหมาะสมกับผู้ที่ใช้งานและบริบทของท้องถิ่นหรือชุมชน ช่างชาวบ้านหรือช่างในชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์และพัฒนาเป็นผลงานที่เหมาะสมในท้องถิ่นต่อไป

หนังสือเล่มนี้จึงได้รวบรวมเทคโนโลยีชุมชนเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. สิ่งประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการดำรงชีวิต และ 2. การปรับปรุงบ้านและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม หากนำมาใช้ดำเนินการจะสามารถป้องกันการเจ็บป่วย ส่งเสริมสุขภาพ และบำบัดฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังเอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุและช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

เล่มที่ 2 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย สูตรคลายซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ ซึ่งประสบความยากลำบากในการเข้ารับบริการสาธารณสุข บุคคลกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงกว่าผู้สูงอายุทั่วไป ภาวะซึมเศร้านั้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็น “โรคซึมเศร้า” ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การทำร้ายตนเอง

“สูตรคลายซึมเศร้า” เล่มนี้ประกอบด้วยตัวอย่า กิจกรรมซึ่งคัดเลือกมาแล้วว่าเหมาะสมที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุจะนำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะมีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ โดยประมวล 7 สูตรคลายซึมเศร้า ความรู้และถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของผู้ดูแล รวมถึงบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการทั่วประเทศ

เล่มที่ 3 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ไม้เท้าช่วยมอง

ตำราเล่มนี้จะมี 8 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย เนื้อหาเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ใช้ชีวิตประจำวันในบ้านและชุมชนอย่างสะดวกปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเห็นหลุดพ้นจากภาวะพึ่งพิงหรือภาวะติดบ้าน ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจในตนเอง รวมถึงทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว เป็น ทักษะที่คิดค้นและพัฒนาโดยคนตาบอดและคนที่ทำงานกับคนตาบอด เพื่อให้คนตาบอดสามารถเดินทางไปไหน 7 ไม้เท้าช่วยมอง มาไหนและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

เล่มที่ 4 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ช่องปากสุขี

จัดทำขึ้นสำหรับผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (care manager) ระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการดูแลช่องปากของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านกับกลุ่มติดเตียง ซึ่งต่างมีเงื่อนไขเฉพาะตัว และสามารถเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการดูแลผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มได้ เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ ปากและฟันที่สะอาดจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ไม่เจ็บปวด ไม่มีกลิ่นปาก กินอาหารได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ โดยเฉพาะปัญหาปอด ติดเชื้อจากการสำลัก (aspiration pneumonia) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

 

เล่มที่ 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย เดินดีไม่มีล้ม

คู่มือป้องกันการล้มในผู้สูงวัย เป็นการให้ความรู้เบื้องต้น เรื่องการจัดการความเสี่ยงในการล้ม รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการทรงตัว ป้องกันการล้มในระยะยาว โดยได้กลั่นกรององค์ความรู้และประสบการณ์ในการดูแลรักษาฟื้นฟู มุ่งเน้นให้อ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย และเน้นการนำ ไปใช้อย่างปลอดภัยเป็นสำคัญ

 

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือทั้งหมดนี้ได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/5/discover

ขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จริงเหรอ? อดอาหารเพิ่มพลังสมอง! ไขโปรแกรม “Intermittent fasting”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595609

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

จริงเหรอ? อดอาหารเพิ่มพลังสมอง! ไขโปรแกรม “Intermittent fasting”

ค้นหาคำตอบโปรแกรม Intermittent fasting ช่วยปลดล็อกสมอง ป้องกันโรค ชะลอวัย ฯลฯ ได้จริงหรือไม่ จากแพทย์และเชฟทำอาหารชื่อดังเมืองไทย

******************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

“Intermittent fasting” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘IF’ เป็นโปรแกรมการแบ่งรอบการรับประทานอาหารและไม่รับประทานอาหาร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการตั้งเวลาโปรแกรมการกินอาหารช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว

ขณะที่ต่อมาโปรแกรมดังกล่าวได้มีการค้นคว้าและวิจัยตามลำดับ ซึ่งล่าสุดมีการออกมาเผยแพร่ประโยชน์ของรับประทานอาหารแบบมีวินัย ไม่ใช่แค่ได้รูปร่างและหุ่นที่ดี แต่ยังส่งผลต่อระบบอื่นๆ ในร่างกายมากมาย เป็นต้นว่า พัฒนาสมอง ไม่แก่ ต้านทานโรค ชะลอเซลล์มะเร็ง ฯลฯ

โพสต์ทูเดย์จึงเดินทางเข้าพบผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการแพทย์และอาหารอย่าง “นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข” หรือ “หมอตั้ม” แพทย์ประจำบ้านและเชฟผู้ทำอาหารชื่อดังของเมืองไทยถึงประเด็นดังกล่าว

น้ำหนักลดจริง แต่ไม่ทำให้เป็นยอดมนุษย์

หมอตั้มบอกถึงวิธีจัดเวลาการกินอาหารแบบ Intermittent fasting หรือ if เริ่มเป็นที่นิยมราวๆ ปี 2012 จากหนังสือ The Fast diet ของ Dr.Michael Mosley และหนังสือ The Obesity Code ของ Dr.Jason Fung ซึ่งเป็นการอดอาหารตามตารางเวลาที่กำหนด โดยแบ่งออกเป็นรอบของช่วงการอดอาหาร (Fasting) และการไม่อดอาหารตามเวลาที่กำหนด (Feeding) ทำให้ร่างกายมีการหลังสารฮอร์โมนอินซูลินลดลง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดเป็นไขมันลดลง และส่งผลให้เกิดการกักเก็บไขมันใต้ผิวหนังลดลงและน้ำหนักลดลง

อย่างไรก็ตาม Intermittent fasting ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุออกเปิดเผย ข้อมูลการสร้างประโยชน์ต่อสมรรถนะทางร่างกายอื่นๆ อาทิเช่น  1.ช่วยเผาผลาญไขมัน สร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม 2.ช่วยให้สมองดีขึ้น  3.กระตุ้นเซลล์ช่วยในการซ่อมแซมผิวพรรณชะลอวัย 4.ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ  5. ชะลอเซลล์โรคมะเร็ง 6.ลดการอักเสบในร่างกาย 7.ป้องกันโรคอัลไซเมอร์  ฯลฯ

“การควบคุมอาหารด้วยวิธีการ Intermittent fasting ในตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรองอย่างที่เราได้ยินมาทำ Intermittent fasting แล้วช่วยให้ชะลอวัยก็ดี พัฒนาสมองก็  ลดการติดเชื้อของโรคกว่าการกินอาหารแบบไม่มีวินัย 2 เท่า หรือต้านทานการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ในส่วนของตรงนี้ยังคงต้องรองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่จะออกมาในอนาคตข้างหน้า”

ทดลองในหนูเห็นผล แต่คนยังต้องรอพิสูจน์

แม้ว่า Intermittent fasting จะยังไม่มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมารองรับ แต่ในงานทดลองวิจัยกับสัตว์ซึ่งสื่อปัจจุบันที่ตีพิมพ์ออกมาส่วนใหญ่นั้น หมอตั้มพบว่าให้ผลลัพธ์มีส่วนช่วยในระบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นจริง

“ตอนนี้งานวิจัยกับสัตว์ส่วนใหญ่ก็จะศึกษาจากหนูและการศึกษาการเซลล์ในหลอดแก้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามการตอบสนองในสัตว์กับการตอบสนองในร่างกายมนุษย์อาจจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากการตอบสนองในสัตว์ สมมุติทำการทดลองในหนูพบว่ากินน้ำแดงทำให้หนูแข็งแรงขึ้น 10 เท่า แต่พอให้คนกินน้ำแดงกลับไม่ได้ผลแบบนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วถ้าคนเรากินจะได้ผลตามที่เจอในหนูหรือไม่”

โดยประโยชน์ของการกินแบบมีวินัยที่ปรากฏชัดๆ คือ การสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ของระบบการทำงานของร่างกายที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้มนุษย์ ซึ่งเมื่อร่างกายทำอย่างเป็นระบบย่อมนำมาสู่สุขภาพที่ดี

“เพียงแค่ต้องคำนึงถึงบริบทและเลือกรูปแบบเวลาในการอดอาหาร ถ้าอดอาหารแบบ 5 : 2 กินอาหาร 5 วัน ไม่กินอาหาร 2 วัน ในหนึ่งสัปดาห์วิธีนี้เห็นผลการลดน้ำหนักดีที่สุด เช่นเดียวกับอดอาหาร 20 ชั่วโมง และกินอาหารแค่ 4 ชั่วโมง แต่ทำได้ยาก ที่นิยมกันเลยจะเป็น 16 : 8  มื้อแรกก็จะกินประมาณช่วงเช้า 8:00 น. มื้อถัดไปอีก 8 ชั่วโมงก็จะเป็นเวลาเย็น 16:00 น. จากนั้นเว้นอีก 16 ชั่วโมงก็จะเป็น 8:00 น. เช้าวันถัดไปพอดี

“อีกสิ่งที่ต้องคำนึงในการทำ Intermittent fasting ก็คือ ตารางเวลาออกกำลังกายอาจจะต้องยึดตามเวลากินซักเล็กน้อย โดยควรจัดเวลาออกกำลังกายหลังจากที่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำและการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ”

 

อยาก “แข็งแกร่ง” ต้องออกกำลังกาย

วิธีการคุมเวลาการกิน Intermittent fasting หมอตั้มแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการทำโปรแกรมนี้เพื่อลดน้ำหนักอย่างไรก็ตามไม่ควรที่จะละเลยคือ หลักโภชนาการด้านอาหาร

“กินอาหารทั่วไปเหมือนคนทาน 3 มื้อปรกติ แต่ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์และพอเหมาะ เพราะการที่คนจะลดน้ำหนักต้องจำกัดจำนวนแคลอรี่ที่เพียงพอที่ต้องใช้ต่อวันหรือไม่ว่าเหมาะสมหรือไม่ หากเรากินมากไปมันก็ตกค้าง ทุกอย่างก็ต้องบาลานซ์กัน”

โดยอาหารที่ในแต่ละวันที่ควรรับประทานในช่วง Feeding ของแต่ละวันนั้น นายแพทย์ดิษกุลระบุว่า

1.คาร์โบไฮเดรต ควรทานเป็นจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ธัญพืชต่างๆ

2.ไขมัน ควรเลือกไขมันประเภทไม่อิ่มตัวและไม่มีไขมันทรานส์ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก

3.โปรตีน ควรทานให้อยู่ปริมาณที่พอเหมาะ

4. ทานผัก ผลไม้ให้ครบทุกสี เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ครบ

“ที่สำคัญเลยหลักของการดูแลสุขภาพคือต้องอย่าลืมออกกำลังกาย อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ วันๆ หนึ่งออกกำลังกายให้ได้ 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน เท่านี้สุขภาพก็ดีและแข็งแรงไกลโรคที่เห็นได้จริงๆ ณ ตอนนี้ ไม่ต้องรองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าทำแล้วส่งผลต่อร่างกายให้แข็งแรงกว่าคนอื่นเท่าตัว ไม่แก่ ไม่ป่วยหรือไม่”

4 ระยะของริดสีดวง กับ 3 สมุนไพรที่ใช้ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595557

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

4 ระยะของริดสีดวง กับ 3 สมุนไพรที่ใช้ได้ผล

4 ระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นตามระยะของโรคริดสีดวงทวารหนัก กับ 3 สมุนไพรไทยที่ช่วยให้อาการทุเลาลงอย่างเห็นผล

โรคริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhiods) คือการที่หลอดเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีอาการบวม โป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเกิดขึ้นไดจากหลายสาเหตุ เป็นโรคที่พบได้บ่อยและก่อให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่สามารถรักษาให้หายได้ตั้งแต่เริ่มแรกของโรค

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร มีได้หลายสาเหตุโดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน อาทิ ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียบ่อย พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง ชอบนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก บุคคลในครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก หรือพฤติกรรมที่ต้องยกของหรือออกแรงเบ่งมากๆ

AFP

อาการของโรคริดสีดวง แบ่งออกเป็น 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มตามระยะที่เป็น ดังนี้

ระยะที่ 1: มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก จะมีเลือดไหลออกมาเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ และถ้าท้องผูก เลือดก็จะออกมากขึ้น

ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้เห็นมากขึ้น และหดกลับได้เองหลังการขับถ่าย

ระยะที่ 3: หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าเดิม เวลาไอจาม หรือยกของหนักๆ ที่ต้องเกร็งท้อง จะเกิดการเบ่ง ให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอก และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับเข้าไป

ระยะที่ 4: หัวริดสีดวงโตมากขึ้น สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน มีอาการบวม อักเสบและอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงมาก โดยมีเลือดออกมาเสมอ อาจเป็นน้ำเหลืองเมือกลื่น และมีอุจจาระออกมาได้ ทำให้เกิดความสกปรกและเปียกชื้นตลอดเวลา อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย บางครั้งอาจเน่าและอักเสบมากขึ้น นำมาซึ่งการติดเชื้อได้ง่าย และถ้ามีเลือดออกอยู่เรื่อยๆ จะทำให้ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง และเกิดอาการหน้ามืดได้

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็กๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อยๆ บรรเทาและสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำแล้วใช้ไอรมทวารหนัก ก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จหรืออาบน้ำเสร็จแล้ว หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ ส่วนวิธีใช้ ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

 

ขอบคุณข้อมูลบจาก honestdocs.co

ภาพ freepik / AFP

เทคนิคทำงานให้แฮปปี้ แม้จะมีแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595542

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เทคนิคทำงานให้แฮปปี้ แม้จะมีแรงกดดัน

บางครั้งในชีวิตคนทำงานอาจต้องเจอแรงกดดัน ทำให้บรรยากาศการทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงทำงานอย่างไม่มีความสุข จนบางครั้งก็ถึงกับอยากลาออกให้รู้แล้วรู้รอด วันนี้เรามีเคล็ดลับการทำงานให้มีความสุขแม้อยู่ภายใต้ความกดดันหลายประเภทมาฝากกัน

แรงกดดันจากคนช่างเม้าท์

ไม่ว่าทำอะไรก็อาจจะมีเรื่องให้ถูกเพื่อนร่วมงานนินทาได้หมด ตั้งแต่เรื่องการมาสายที่ถูกเหน็บว่าไม่มีความรับผิดชอบ หรือมาเช้าก็ถูกมองว่าอยากได้ความดีความชอบ วิธีรับมือง่ายๆ คือการวางเฉย ทำใจ! ถือเสียว่าเรื่องการนินทาเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ หากเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่สนใจก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ข้อสำคัญคือเราเองอย่าตกเข้าไปในวังวน จนกลายเป็นผู้นินทาคนอื่นก็แล้วกัน

กดดันเพราะมีเจ้านายจู้จี้

เรื่องจู้จี้ขี้บ่นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้โดยมาก หากคิดในทางที่ดีว่าการจู้จี้กับเรานั้นเป็นงานที่เขาต้องรับผิดชอบหรือต้องทำให้ดีที่สุด แต่หากบางครั้งเจ้านายจะบ่นหรือจู้จี้มากจนเกินไปบ้าง ก็ทำหูทวนลม ส่วนวิธีป้องกันปัญหาคือ การทำทุกอย่างแบบสุดความสามารถ และระวังความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

เบื่อหน่ายผู้ชายหัวงู

พวกหยอดคำหวาน ทำตาเจ้าชู้ใส่ เรื่องแบบนี้มักจะเจอกับผู้หญิง และบางคนก็ทำตัวไม่ถูก หรือด้วยความที่ขี้เกรงใจ จนถูกวอแวไม่ยอมลดราวาศอก หากไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ ก็อาจพูดอ้อมๆ หรือขอตัวลุกไปที่อื่น หากยังไม่ได้ผลกับผู้ชายบางประเภท ก็ขอให้แสดงท่าทีให้ชัดเจนไปเลยว่าเราไม่พอใจกับการกระทำแบบนี้ ดีที่สุดคือต้องแสดงจุดยืนและตัดไฟเสียแต่ต้นลม

จำใจเป็นที่ปรึกษาดั่งศิราณี

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ผู้หญิงมักพบ เพราะความที่เป็นผู้หญิงที่เข้าใจหัวอกเดียวกัน เพื่อนๆ จึงอาจพกพาปัญหาสารพันมาปรึกษา ดังนั้น วิธีที่พอจะช่วยได้ก็คือให้ทำตัวเหมือนไม่ว่าง ยุ่งกับงานอยู่ตลอดเวลา โดยให้พิจารณาตามแต่ละสถานการณ์ด้วย มิเช่นนั้น อาจดูเหมือนเป็นคนใจดำ เพียงแค่เลือกเวลาในการพูดคุยกันเท่านั้น หากเป็นเวลางานก็ไม่ควรใช้เวลาในการคุยมาก อาจนัดพูดคุยกันหลังเลิกงานก็ได้

กดหัวใช้งานเกินราคาค่าจ้าง

ปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายบริษัทที่ไม่ยอมจ้างพนักงานเพิ่ม ทำให้คนที่ทำงานอยู่ต้องทำงานเกินเวลา จึงต้องทำใจบ้างหากจำเป็นต้องอยู่จริงๆ แต่หากต้องอยู่จนมืดค่ำ ลองต่อรองหรือสอบถามเพื่อให้ได้รับค่าทำงานล่วงเวลา ซึ่งพิจารณาจากความเหมาะสมของงาน เวลา และความถี่ของการต้องทำงานล่วงเวลา แต่ก็ควรทำงานให้ดีที่สุด มิเช่นนั้น จะกลายเป็นคนไม่สู้งานหนักในสายตานายจ้าง

 

ภาพ freepik

รู้จัก ‘ภาวะความดันต่ำ’ สังเกตอาการพร้อมรับมือและป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595551

  • วันที่ 22 ก.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

รู้จัก 'ภาวะความดันต่ำ' สังเกตอาการพร้อมรับมือและป้องกัน

“90/60” สองตัวเลขชี้วัด “ความดันโลหิตต่ำ” เป็นภาวะความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจไม่พบอาการผิดปกติร้ายแรงจนกระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน แต่หากวัดค่าความดันโลหิตได้สูงต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท หมายถึงภาวะความดันเลือดต่ำ และหากวัดได้สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตต่ำพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิงในอัตราใกล้เคียงกัน และพบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำที่พบส่วนใหญ่ คือ ภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ ผนังหลอดเลือดแดงไม่แข็งแรง และคลายตัวมากเกินไป การสูญเสียโลหิต ทั้งแบบกะทันหัน เช่นอุบัติเหตุ หรือการสูญเสียโลหิตแบบเรื้อรัง เช่น บาดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้หรือที่ไต การสูญเสียน้ำ เช่น เหงื่อ ท้องเสีย การติดเชื้อรุนแรง การตั้งครรภ์ และโรคบางชนิด อาทิ โรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า

จับอาการผิดสังเกตของภาวะความดันโลหิตต่ำ

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ โดยธรรมชาติมักไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำบางครั้งอาจเป็นผลมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกาย ผู้ป่วยจึงอาจพบอาการเหล่านี้ชั่วคราว

  • วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลม
  • ทรงตัวไม่อยู่
  • มองเห็นภาพไม่ชัด
  • ใจสั่น ใจเต้นแรง
  • อาการมึนงง สับสน
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • หายใจตื้นและถี่
  • กระหายน้ำ
  • ตัวเย็น ผิวซีด หนาวสั่น

สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำระดับไม่รุนแรงและมีสุขภาพแข็งแรง สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตต่ำได้ด้วยการปฏิบัติตนตามคำแนะนำทั่วไป ดังนี้

  • หากเกิดอาการอันเนื่องมาจากภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรนั่งพักหรือนอนลงทันทีที่มีอาการ โดยพยายามยกเท้าให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
  • ควรเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เช่น ยืดเส้นยืดสายทุกเช้าก่อนลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอื่นๆ ของวัน อาจเป็นการบิดตัว ไข้วขา เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะโลหิตต่ำที่เกิดจากการสื่อสารผิดระหว่างหัวใจและสมอง
  • สวมใส่ถุงเท้าประเภทที่ช่วยเพิ่มความดัน ซึ่งเป็นถุงเท้าที่ทำมาจากผ้ายืดมีความยืดหยุ่นและรัดแน่น เพื่อช่วยระบบการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มความดันโลหิต แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ เพราะอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกราย
  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนในตอนกลางคืน และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันต่ำได้มากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในมื้อเดียว แต่ควรแบ่งรับประทานอาหารทีละน้อยในแต่ละมื้อ

วิธีการป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำ

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ และเพิ่มปริมาณเลือดให้สูงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
  • การลุกหรือนั่งไม่ควรเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วมากเกินไป
  • ตรวจเช็กความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ โดยแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย ๆ หลายมื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า และขนมปัง ในปริมาณมาก เพื่อป้องกันความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร

 

ภาพ freepik

ลิ้มรสอาหารแดนภารตะ @ห้องอาหารปัญจาบ กริลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/595563

  • วันที่ 22 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ลิ้มรสอาหารแดนภารตะ @ห้องอาหารปัญจาบ กริลล์

เทสติ้งเมนูใหม่ล่าสุดที่ห้องอาหารปัญจาบ กริลล์ อิ่มอร่อยชิลๆ ในโรงแรม เรดิสัน สวีท กรุงเทพ สุขุมวิท

“ปัญจาบ กริลล์” ห้องอาหารอินเดียที่มีหลายรางวัลประกันคุณภาพ เปิดตัวเทสติ้งเมนู 6 คอร์สล่าสุด โดยหัวหน้าเชฟ บารัธ ชรินดาร์ บัต ผู้รังสรรค์อาหารอินเดียประจำภูมิภาคแท้ๆ ใช้เทคนิคการปรุงและการนำเสนอที่ทันสมัย เอาใจผู้ชื่นชอบอาหารอินเดียด้วยประสบการณ์มื้อค่ำแบบร่วมสมัยสุดประทับใจ ด้วยทักษะการนำเมนูอาหารอินเดียรสชาติดั้งเดิมนำเสนอในรูปแบบใหม่ของเชฟบารัธ ผู้มีประสบการณ์การร่วมงานกับโรงแรมและรีสอร์ทระดับ 5 ดาวหลายแห่ง อาทิ โรงแรมกรอสเวอเนอร์เฮ้าส์ ดูไบ, โรงแรมอาร์มานี่, โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส, โรงแรมเลอ เมอริเดียน และอลีลา รีสอร์ท จึงการันตีได้ถึงความอร่อยที่พร้อมเสิร์ฟทุกท่านด้วยเทสติ้งเมนู 2 เซ็ตใหม่นี้ ซึ่งมีทั้งแบบมังสวิรัติ และไม่มังสวิรัติ

เซ็ตเมนูทั้ง 2 เซ็ต เริ่มต้นด้วยเมนู Burrata Badal Jaam ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่จากอาหารอินเดียสไตล์อวาธี (Awadhi) ยอดนิยม โดยดัดแปลงจากโยเกิร์ตรสผักชีดั้งเดิมมาใช้ชีสบูราต้า ชีสสดจากท้องถิ่นของประเทศอิตาลี ซึ่งมีเนื้อนิ่มและให้รสชาติเข้มข้นเข้ากันดีกับมะเขือม่วงย่างเสิร์ฟคู่กับสลัดมะเขือเทศ

ต่อด้วยเมนู Laal Mirch Aur Leshuni Jheenga (กุ้งและยำส้มโอ) เป็นจานที่ผสมผสานความเป็นอินเดียเข้ากับเมนูอาหารไทยท้องถิ่น โดยเลือกเสิร์ฟกุ้งลายเสือปรุงรสที่ผ่านการหมักพริกแดงและกระเทียมก่อนนำไปย่างในเตาถ่านทันดูร์ เสิร์ฟกับยำส้มโอและฝรั่งที่ช่วยเสริมรสหวานอมเปรี้ยวได้เป็นอย่างดี สำหรับเมนูมังสวิรัติจะเปลี่ยนวัตถุดิบจากเนื้อกุ้งเป็นเต้าหู้เนื้อนุ่ม

ถัดมาเป็น Raan Tacos เปลี่ยนอาหารเม็กซิโกแบบดั้งเดิม เพิ่มรสชาติด้วยแรดิช แตงกวาดอง และซอสอโวคาโดกับกระเทียม โดยนำแผ่นแป้งข้าวโพดมาห่อไส้เนื้อลูกแกะส่วนขาที่ผ่านการตุ๋นจนเนื้อนุ่ม สำหรับเมนูมังสวิรัติจะยัดไส้ขนุนอ่อนปรุงกับเครื่องเทศรสเผ็ดแทนส่วนของเนื้อลูกแกะ ก่อนจะเสิร์ฟเมนูล้างปากอย่าง กรานิต้าเสาวรสผสมขิง (A Passion Fruit Ginger Granita) เพื่อให้พร้อมสำหรับเมนูหลักถัดไปอย่าง Saag Murgh อาหารจานหรูจากแคว้นปัญจาบที่นำเนื้ออกไก่หมักใบลูกซัดแห้ง โยเกิร์ต และผงพริกเหลือง ก่อนย่างในเตาทันดูร์ เสิร์ฟบนซอสเกรวี่ผักโขมหอมกลิ่นกานพลู และเลือกใช้โฮมเมดคอทเทจชีส แทนเนื้ออกไก่สำหรับผู้เลือกเมนูมังสวิรัติ

ปิดท้ายด้วยของหวานที่เชฟบารัธฉีกภาพเดิมๆ ของของหวานอินเดียที่มักมีรสหวานจัด โดยยังคงความอร่อยเอาไว้ด้วยเมนู Gajar Halwa Tart พุดดิ้งรสนมผสมแครอท และผงกระวานเทศในแป้งทาร์ตรสหวานกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมพิสตาชิโอแสนอร่อย เป็นของหวานปิดท้ายมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ตามไปสัมผัสความอร่อยในสไตล์อินเดีย ได้ที่ห้องอาหารปัญจาบ กริลล์ ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม เรดิสัน สวีท กรุงเทพ สุขุมวิท ซอย 13 เปิดให้บริการเฉพาะดินเนอร์ เวลา 18:00-23:30 น. ทุกวัน และซันเดย์บรันช์ (เฉพาะอาทิตย์) เวลา 12:00-15:00 น. (เทสติ้งเมนูไม่มังสวิรัติ 6 คอร์ส ราคา 1,499++ บาท และเมนูมังสวิรัติ 6 คอร์ส ราคา 990++ บาท)