ฝึกหยุด 7 วัน 7 อย่าง เพื่อชีวิตที่มุ่งสร้างความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595480

  • วันที่ 22 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ฝึกหยุด 7 วัน 7 อย่าง เพื่อชีวิตที่มุ่งสร้างความสำเร็จ

หากเราเป็นคนหนึ่งที่มองหาความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นๆ แนะนำให้หยุดทำ 7 สิ่งต่อไปนี้ เพื่อชีวิตที่มีแต่ความสำเร็จ

นับจากนี้ลองเปลี่ยนแค่วันละ 1 อย่าง เมื่อครบ 1 สัปดาห์ เราก็จะกลายเป็นคนที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จกันแล้ว

วันที่ 1 หยุดคาดหวังความสมบูรณ์แบบ

บ่อยครั้งที่เราต้องพบกับความผิดหวังเมื่อสิ่งที่คาดหวังนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น งานที่ทำไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ผลที่ตามมาคือความเครียดและวิตกกังวลกับสิ่งนั้นเป็นเวลานาน เพียงเพราะเราไปคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่างที่เราทำ ต่อไปนี้ค่อยๆ โฟกัสความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งก่อน เช่น ทำงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็นับว่าเพอร์เฟกต์แล้ว

วันที่ 2 หยุดตกลงเมื่อต้องการปฏิเสธ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเองเพื่อไม่ให้ทำอะไรเกินตัว เกินขีดความสามารถ จนทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แม้ว่าการช่วยเหลือเพื่อน คนรอบข้าง หรือการช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องประเมินตนเองและสถานการณ์ด้วยว่า หากช่วยเหลือแล้วเราจะต้องเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ และถ้าคนรอบข้างมีแต่ความคิดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียวแล้วละก็ ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือออกห่างจากบุคคลเหล่านี้เป็นดีที่สุด

วันที่ 3 หยุดคิดกับตนเองในเชิงลบ

ทุกคนย่อมมีอดีต แม้บางคนอาจพบเจอเรื่องราวที่ดีมาตลอด แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องผ่านเรื่องราวแย่ๆ หรือพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน จนคิดกับตัวเองในเชิงลบ โทษตัวเองตลอดเวลา หรือนำมาเป็นข้ออ้างจนไม่กล้าจะลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่ชอบ ที่อยากทำ วันนี้ขอเพียงปรับทัศนคติใหม่ ปล่อยให้อดีตเป็นครูสอนวิชาชีวิต แค่นี้เราก็สำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

วันที่ 4 หยุดโฟกัสแค่วันนี้

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเข้าใจดีถึงคุณค่าของการวางแผนที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ชีวิตเพื่อรอให้ผ่านไปหนึ่งวัน แต่มักจะวางแผนล่วงหน้าเป็นรายเดือน รายปี หรือมองอนาคตตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มต้นทำงานจนกระทั่งถึงช่วงวัยเกษียณ

วันที่ 5 หยุดละเลยเป้าหมายในชีวิต

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะหากเรามีแต่ความคิดและกำหนดเป้าหมายไว้เฉยๆ แต่ละเลยเป้าหมาย ไม่ยอมทำให้ลุล่วง อาจเพราะท้อบ้าง ขี้เกียจบ้าง เหนื่อยบ้าง เป้าหมายของเราก็จะทำได้ยากขึ้น นานขึ้น ไกลตัวขึ้นไปอีก ดังนั้น ลองคิดใหม่ว่าลำบากวันนี้ สบายในวันหน้า แล้วลงมือทำเป้าหมายของเราให้เป็นจริง

วันที่ 6 หยุดแบ่งแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง

คนที่สำเร็จเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญเหมือนกันนั่นก็คือ ครอบครัว เพราะครอบครัวคือกำลังใจอย่างดีที่จะช่วยผลักดันและสร้างแรงกระตุ้นให้คุณไปสู่ความสำเร็จ อีกส่วนคือ เวลาพักผ่อน เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีเงินมากมายแต่ไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีเวลาไปเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไหนเลย

วันที่ 7 หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

คนที่สำเร็จมักจะชื่นชมคนอื่นและมองข้อดีของคนคนนั้นเพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง มากกว่าที่จะนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เพราะจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกท้อและคิดว่าเราไม่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น หยุดเปรียบเทียบแล้วชื่นชมคนอื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจะดีกว่า

พิษร้าย ‘ไซบูทรามีน’ สารอันตรายที่พบในยาลดความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595445

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

พิษร้าย 'ไซบูทรามีน' สารอันตรายที่พบในยาลดความอ้วน

เป็นที่ทราบกันว่า “ไซบูทรามีน” เป็นสารอันตรายเพราะส่งผลกระทบต่อหัวใจและความดันโลหิต แต่ยังมีความเป็นพิษมากกว่านั้นหากอยู่ในอาหารเสริมที่กินทุกวัน

จากกรณีข่าวเผยผลตรวจพิสูจน์สารประกอบในยาลดน้ำหนักที่สาวแม่ลูกอ่อนชาว จ.อ่างทอง กินแล้วเสียชีวิตนั้น พบสารไซบูทรามีนและสารอันตรายอีกหลายชนิด จึงอยากให้เราฉุกคิดถึงการบริโภคยาเสริมอาหารกันให้มากขึ้น

มีข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี 3 ปี คือในปี 2558-2560 พบว่า มีผู้ที่เจ็บป่วยจากผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักทั้งหมด 244 ราย ร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง ร้อยละ 20 เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 13-48 ปี ถึงร้อยละ 86 และ อายุน้อยกว่า 12 ปี ร้อยละ 14 โดยค่ากลางของอายุผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงวัย 20 ปี

ซึ่งหากพูดถึงอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากในไทย คงจะหนีไม่พ้น “อาหารเสริมลดน้ำหนัก” แม้ว่าการลดน้ำหนักนั้นสามารถทำไก้หลากหลายวิธี แต่อาหารเสริมลดน้ำหนักก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ดี เพราะวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหาร ทำให้ต้องใช้ตัวช่วยอย่างอาหารเสริมลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าเราโชคร้ายอาจเจอกับอาหารเสริมลดน้ำหนักที่ใส่สารต้องห้ามอย่าง “ไซบูทรามีน”

ไซบูทรามีน คืออะไร?

ไซบูทรามีนคือเคมีอินทรีย์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางที่ทำให้คุณไม่รู้สึกหิว และอิ่มเร็วจึงเป็นที่นิยมในการลักลอบใส่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยสำหรับคนที่กินยาที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก

ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

9 อันตรายจากไซบูทรามีน

  1. รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง แม้จะกินน้ำก็ไม่หายรู้สึกปากแห้ง
  2. กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้รสชาติอาหารไม่อร่อย
  3. เวียนหัว คล้ายๆ คนมีอาการเมา
  4. ปวดหัว เพราะความดันโลหิตสูง
  5. รู้สึกคลื่นไส้มากๆ จนถึงขั้นอาเจียน
  6. ท้องผูก ระบบขับถ่ายรวน
  7. นอนไม่หลับ รู้สึกไม่สบายตัว
  8. เกิดอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ
  9. ปวดตัว รู้สึก ปวดแขน ปวดขา ปวดข้อ

ถ้าอาหารเสริมที่ซื้อมาทำให้เกิดอาการเหล่า แสดงว่าอาจมีสารต้องห้ามหรือสารอันตรายในอาหารเสริมอย่างไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม เพื่อความแน่ใจและปลอดภัยของผู้บริโภคควรเช็กหรือตรวจสอบเลขหมาย อย. จากเว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังมีสารอันตรายอื่นๆในยาลดความอ้วนที่ต้องระวัง อย่างออริสแตท หากทานยาลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนักมีอาการข้างต้น ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน

 

ภาพ freepik

ความสุขที่เสิร์ฟใส่ในจาน ที่ร้านสุขกินได้ @ศาลายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/595450

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 15:50 น.

ความสุขที่เสิร์ฟใส่ในจาน ที่ร้านสุขกินได้ @ศาลายา 

ตามไปกินให้แฮปปี้ที่ “สุขกินได้” ร้านน่านั่งหลัง ม.มหิดล ศาลายา ที่เป็นทั้งคาเฟ่และฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

“สุขกินได้” คือชื่อของร้านอาหารเล็กๆ รูปทรงโดดเด่นสะดุดตา ตั้งอยู่ถนนเส้นหลัง ม.มหิดล ศาลายา จ.นครปฐม ซึ่งเป็นทั้งคาเฟ่และฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ที่เกิดจากความตั้งใจเดิมที่ต้องการปลูกผักปลอดสารพิษแบบไฮโดรโปนิกส์เพื่อส่งไปยังโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ ก็เกิดเป็นความรู้สึกอยากจะนำผักที่ปลูกเองมาทำอาหารให้คนอื่นได้กินบ้าง เพราะคุณแม่เป็นคนที่มีฝีมือทางด้านการทำอาหาร ร้าน “สุขกินได้” จึงเกิดขึ้นมา

ด้วยคอนเซ็ปต์ของร้าน คือการทำอาหารให้ลูกค้ากินเหมือนกับที่ทำให้คนในครอบครัวได้กิน โดยคุณแม่ของเจ้าของร้านลงมือทำเองคนเดียวทุกจาน และใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะฉะนั้นอาจจะต้องใช้เวลารออาหารสัก 10-15 นาที แต่รับรองว่าอร่อยคุ้ม

ส่วนเรื่องของเมนูก็มีให้เลือกหลากหลาย เริ่มเรียกน้ำย่อยกันด้วย สลัดโรลล์จากสวนหลังบ้าน เสิร์ฟคู่น้ำสลัด 3 รส สลัดโรลล์ปูอัดพร้อมผักสดสารพัดชนิด กับน้ำสลัดซีฟู้ด น้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์ และน้ำสลัดเสาวรส เมนูต่อมาคือ หมูคลุกฝุ่น หมูสันนอกไม่มีมัน คลุกเคล้ากับข้าวคั่ว พริกป่น น้ำตาล น้ำปลา และเคล้าแป้งแล้วทอด จะกินเล่นๆ หรือกินกับข้าวเปล่าก็อร่อยไม่แพ้กัน

อีกเมนูที่อยากนำเสนอ คือ พะแนงกระดูกอ่อน กับ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ น้ำแกงมาแบบขลุกขลิกรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม ส่วนกระดูกอ่อนก็เคี่ยวจนเนื้อนุ่มเปื่อยไม่เหนียว แถมทางร้านยังเสิร์ฟผัดสดมาเป็นเครื่องเคียงด้วย

ตามมาด้วย สลัดไก่ย่าง ใช้ไก่ช่วงสะโพกเนื้อนุ่ม หมักเครื่องปรุงรสเข้าเนื้อ เสิร์ฟพร้อมผักสดและน้ำสลัด อีกจาน คือ สเต๊กหมูสุขกินได้ หมูสันนอกเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังกระเทียมและมันฝรั่งทอด ปิดท้ายด้วย สปาเก็ตตี้พริกแห้ง สปาเก็ตตี้ผัดกับเบคอน รสชาติจัดจ้านถูกใจ เมนูยอดฮิตที่ใครไปใครมาต้องสั่ง

ร้าน “สุขกินได้” เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เปิด 11.00-20.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 10.00-20.00 น. โทร. 06-2323-9619

ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595439

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

รู้ว่าติดหวานมากมันไม่ดี แต่กินของหวานทั้งทีก็ต้องมีรสชาติที่สุนทรีย์บ้าง แล้วถ้าอยาก “ลดน้ำตาล” จะเลือกสารให้ความหวานแบบไหนปลอดภัยกว่า

กลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ปัจจุบันมีสารให้ความหวานที่ปลอดภัยใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังเป็นทางเลือกของผู้รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก ส่วนจะมีแบบไหนที่นิยมใช้กันบ้าง มาดูกัน

แอสปาร์แตม (Aspartame)

คือสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมที่ทำจากสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ ให้ความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติ “200 เท่า” มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย แต่จะทิ้งรสขมเล็กน้อยหลังจากกิน ไม่ก่อให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือด จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเครื่องดื่ม น้ำอัดลม และคนไข้โรคเบาหวานแอสปาร์แตมไม่มีพลังงานจึงไม่มีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ส่วนข้อเสียของแอสปาร์แตม คือโครงสร้างของแอสปาร์แตมจะเปลี่ยนไปเมื่อโดนความร้อนสูง จึงไม่ควรใช้ปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆ และไม่ควรเก็บไว้นาน นอกจากนี้ กากบริโภคในปริมาณมากอาจเกิดสารเคมีตกค้าง ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะแอสปาร์แตมประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล ถ้าร่างกายได้รับสารเคมีพวกนี้เป็นจำนวนมาก จะไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้หมด จนอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้ DNA ในร่างกายได้รับความเสียหาย กระทั่งอาจพัฒนากลายเป็นความผิดปกติของเซลล์รวมทั้งเป็นโรคมะเร็งในที่สุด

ซูคราโลส (Sucralose)

เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน โดย 1 ส่วนของซูคราโลสให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ “600 เท่า” ดังนั้น ถ้าชงกาแฟ 1 ถ้วยถ้าใช้น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนชา ก็จะให้ความหวานเท่ากับซูคราโลส 0.00333 ช้อนชา (หรือน้ำตาลทรายขาวเพียง 5 เม็ดเท่านั้น)

ข้อดีคือซูคราโลสให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งถูกสร้างจากการใช้น้ำตาลซูโครสเป็นสารตั้งต้น แล้วแทนที่กลุ่มไฮดรอกซิล 3 ตำแหน่งด้วยอะตอมสารคลอไรด์ ทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับน้ำตาล แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ยังคงให้รสชาติหวานและไม่มีรสขมติดลิ้นใกล้เคียงน้ำตาล ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมทั้งองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติรับรองความปลอดภัย นิยมใช้กับขนม ชา กาแฟที่โฆษณาว่าดื่มเพื่อลดน้ำหนัก ใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิดที่ต้องใช้ความร้อนสูงได้ ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่นๆ ไม่ทำให้ฟันผุ และเก็บรักษาเช่นเดียวกับน้ำตาล

ข้อเสียคือ การผลิตซูคราโลสทำโดยการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กระเพาะของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในบางคน

 

หญ้าหวาน (Stevia)

เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล “250-300 เท่า” แต่ไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงานจึงทำให้มีพลังงานน้อยมาก หญ้าหวานจะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อยและรสหวานจะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย

ข้อดีคือทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส โดยไม่สลายตัว จึงใช้ใส่ในเครื่องดื่ม หรือใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนได้ดี ซึ่งคนญี่ปุ่นและเกาหลีใช้กันมานานทั้งในการหมักเนื้อ หมักปลา หมักผักดอง เครื่องดื่ม รวมไปถึงยาสีฟัน

ข้อเสียคือมีบางงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคหญ้าหวานในปริมาณมากจะทำให้จำนวนสเปิร์มลดลง และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) สั่งห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร ต่อมาได้มีการทดลองค้นคว้าถึงข้อเสียและพิษของหญ้าหวานซ้ำหลายครั้ง ผลที่ได้พบว่าไม่มีพิษ หรืออาจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศว่าการใช้พืชชนิดนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

กระทั่งในปี ค.ศ. 2009 ประเทศสหรัฐ ได้ประกาศและให้การยอมรับว่าหญ้าหวานเป็นพืชที่ปลอดภัย ส่วนในประเทศไทยเองก็มีทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษาถึงผลเสียและอันตรายของหญ้าหวาน ซึ่งได้ให้ข้อสรุปว่ามีความปลอดภัย สามารถใช้บริโภคเพื่อทดแทนความหวานของน้ำตาลได้

แต่ทั้งนี้ การเลือกบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมนั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยในการลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงได้ โดยน้ำตาลเทียมแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ซูคราโรสถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นโรคเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรใช้ตามความจำเป็น ควรทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ฉี่บ่อย-ตื่นบ่อย ส่อปัญหาสุขภาพหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595365

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ฉี่บ่อย-ตื่นบ่อย ส่อปัญหาสุขภาพหรือไม่

กลางคืนดึกดื่นต้องคอยตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ นอกจากจะขัดขวางการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกายอีกด้วย

โดยปกติแล้วร่างกายของคนวัยทำงาน หรือตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยกลางคน จะสามารถกลั้นปัสสาวะได้ขณะหลับโดยไม่รู้สึกปวดและไม่ปัสสาวะราด ส่วนผู้สูงอายุอาจมีลุกเข้าห้องน้ำช่วงกลางคืนบ้าง 1-2 ครั้งนับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่คนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีชอบปวดปัสสาวะหลายครั้งในเวลากลางคืน หรือปวดจนรู้สึกตัวตื่นมาเข้าห้องน้ำขณะที่นอนหลับไปแล้ว อาจส่อแววสัญญาณของโรคบางอย่าง

ฉี่บ่อยแค่ไหนถึงเข้าขั้นว่าผิดปกติ?

อาการฉี่บ่อยสังเกตได้ง่ายๆ จากจำนวนครั้งที่ปัสสาวะในแต่ละวัน ซึ่งโดยปกติภายใน 24 ชั่วโมง คนเราจะปัสสาวะอย่างน้อย 6-8 ครั้ง แต่ถ้าหากมากกว่านี้อาจต้องกลับไปดูที่สาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากเกิดจากการดื่มน้ำมาก หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนมากเกินไปก็ทำให้ฉี่บ่อยได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำ อาจเป็นความผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

สาเหตุที่ทำให้ฉี่บ่อย

  • การใช้ยาและสารบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ การดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ รวมทั้งภาวะแคลเซียมสูงในร่างกายสูงผิดปกติ (Hypercalcemia) เนื่องจากการรับประทานแคลเซียมมากเกินไป
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ เนื้องอกที่อุ้งเชิงกราน การรักษาด้วยรังสีบำบัดที่บริเวณเชิงกราน ช่องคลอดอักเสบ หรือปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิ การติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ (UTI) กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ (Overactive Bladder Syndrome) และโรคไต
  • โรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคเบาจืด โรคหลอดเลือดสมอง ตับวาย
  • การตั้งครรภ์
  • ปัญหาสุขภาพจิต ได้แก่ ภาวะกระหายน้ำผิดปกติเนื่องจากอาการทางจิต (Psychogenic Polydipsia)

ฉี่บ่อยตอนกลางคืนร่างกายกำลังฟ้องอะไร?

  • มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ อาจทำให้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะขุ่น และรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยได้ ซึ่งมักเกิดร่วมกัน หากมีการติดเชื้อถึงส่วนบน หรือกรวยไตอักเสบ คือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณช่วงหลังลงมาได้
  • โรคเบาหวาน เนื่องจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงจำเป็นต้องมีการขับน้ำตาลพร้อมกับน้ำออกทางปัสสาวะมาก ผู้ป่วยหลายคนจึงมีอาการปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน จนบางครั้งอาจมีปัสสาวะรดที่นอน และมักมีมดมาขึ้นบนที่นอนที่เปื้อน เนื่องจากปัสสาวะนั้นมีน้ำตาลปนออกมา ดังนั้น หากพบอาการแบบนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดน้ำตาลในเลือดโดยเร็ว
  • มีเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ ทำให้กระเพาะปัสสาวะถูกกดทับ จนรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยๆ
  • ต่อมลูกหมากโต และไปเบียดทับทางเดินปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะต้องบีบตัวแรงขึ้น จนกล้ามเนื้อผนังกระเพาะปัสสาวะหนาตัวขึ้น ส่งผลให้เก็บปัสสาวะได้ปริมาณน้อยลง
  • มีความผิดปกติของไต ทำให้บางครั้งไตไม่สามารถดูดน้ำกลับสู่ร่างกายได้ ปริมาณปัสสาวะที่ขับออกจึงมากขึ้นตาม
  • โรคเบาจืด ซึ่งเป็นความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • เป็นผลจากยาบางชนิด เช่น ยาลดความอ้วน ยาขับปัสสาวะ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มคาเฟอีน ซึ่งสารเหล่านี้มีผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมการหลั่งปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำมากเกินไป หากช่วงเวลาก่อนนอนเราดื่มน้ำมาก อาจทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะกลางดึกได้เป็นเรื่องปกติ

 

ภาพ freepik

How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595366

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย

คุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่แข็งแรงไร้โรคา จิตใจที่แจ่มใส เป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างถวิลหา ลองมาดู How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย วิธีปฏิบัติตัวง่ายๆ ที่มีแต่ได้กับได้พร้อมๆ กัน

ตั้งแต่ตื่นนอนควรดื่มน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องปกติ 1 แก้ว (250 ซีซี) เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ขับถ่ายได้ดี ส่วนในระหว่างวันควรมีวินัยในการดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำอย่างน้อย 2 ลิตร (8 แก้ว)/วัน ยกเว้นคนที่มีปัญหาโรคไต ควรจำกัดน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัว และควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาในตอนเช้า

ฝึกชั่งน้ำหนักทุกเช้า เราควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามองค์การอนามัยโลก โดยดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ควรเกิน 23 (kg/mยกกำลัง 2) ในคนเอเชีย สูตรคำนวณ BMI=น้ำหนักตัว/ส่วนสูงยกกำลัง 2 ดูแลอย่าให้พุงใหญ่เกินไป ควรลดพุงตามเกณฑ์ของ WHO โดยกำหนดให้เพศชายมีเส้นรอบเอว 102 ซม. และหญิง 88 ซม.

ออกกำลังกายและฝึกการหายใจ เพื่อสุขภาพหัวใจและปอด อย่างน้อย 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที จะออกกำลังตอนไหนก็ได้ที่มีเวลาว่าง โดยใน 1 สัปดาห์จะต้องประกอบด้วยออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ สลับกับออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น

กินอาหารให้ตรงเวลา โดยเฉพาะอาหารเช้าที่สำคัญ การไม่กินตอนเช้าจะทำให้ร่างกายนำเอาอาหารที่สะสมไว้ที่ตับและไขมันออกมาใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดกรดแลคติคที่จะไปทำลายอวัยวะต่างๆ ให้เสื่อมทีละน้อย

อาหารมื้อเย็นอย่าให้เกินเวลา 19.00 น. และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะหลังจากกินอาหารแล้วบางคนอาจเอนตัวลงนอนดูทีวี ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนและทำให้อ้วนลงพุง โดยควรลุกขึ้นเดินย่อยอาหารสัก 15 นาที ก็จะเป็นการช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

ควรเข้านอนตั้งแต่ 22.00 น. เพราะกว่าเราจะนอนหลับสนิทต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ก็จะเข้าสู่เวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งเวลานี้เป็นเวลาที่เริ่มมีการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่จะป้องกันการแก่ชรา การนอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืนจึงเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆ

ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายเกิดการอักเสบหรือมีการติดเชื้อเรื้อรัง เช่น เป็นหวัดบ่อยๆ อาการภูมิแพ้กำเริบ ท้องเสีย หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ ควรเสริมภูมิต้านทานจากการกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง เสาวรส มะขามป้อม ส้ม และพุทรา

การฝึกคิดในแง่บวก จะมีผลในการต่อต้านความชราได้เป็นอย่างดี เพราะเราก็จะเป็นคนใจเย็น ไม่โกรธง่าย ส่งผลให้ไม่แก่เร็ว ช่วยให้ห่างไกลโรคภัยอีกด้วย

 

ภาพ freepik

หยุดเติมเค็มเต็มไต ส่อง 6 อาหารโซเดียมเยอะอันตรายใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595233

  • วันที่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

หยุดเติมเค็มเต็มไต ส่อง 6 อาหารโซเดียมเยอะอันตรายใกล้ตัว

อย่าปล่อยให้ความเค็มถูกเติมจนเต็มไต มาดู 6 แหล่งที่มาของโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหารใกล้ตัวที่กินกันบ่อยๆ พร้อมวิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการได้รับปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็น

แม้เราจะรู้อยู่แล้วว่าการกินหวาน มัน เค็ม ในปริมาณเกินกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ แต่น้อยคนนักที่จะยอมหลีกเลี่ยง อาจด้วยรสชาติ ความอร่อย และหาซื้อได้ง่าย ปีศาจร้ายที่มาในรูปแบบอาหารจึงคืบคลานมาทำร้ายสุขภาพเราในที่สุด

“โซเดียม” เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่มักแฝงตัวมากับอาหารหลากหลายรูปแบบ ซึ่งโซเดียมมีประโยชน์ต่อระบบทำงานของร่างกายหลายอย่าง เช่น ช่วยปรับสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยให้การส่งกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นประสาททำงานได้เป็นปกติ ช่วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ

แต่หากกินมาเกินไปโซเดียมก็จะทำลายร่างกายได้เช่นเดียวกัน เพราะอาหารที่มีรสเค็มทำให้โซเดียมเข้าสู่ร่างกายและปนเปื้อนในเลือด เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดเสียสมดุล หลอดเลือดจึงพยายามดูดน้ำเข้ามาเจือจางโซเดียม จนทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น

โซเดียมซ่อนตัวอยู่ในอะไรบ้าง

  • โซเดียมมีอยู่ทั้งในอาหารธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักและผลไม้ทุกชนิด ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง
  • อาหารแปรรูป เช่น ไส้หรอก หมูยอ ลูกชิ้น ปลาเค็ม อาหารกระป๋อง
  • โซเดียมแฝง จากผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียม เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรสต่างๆ และผงฟูซึ่งอยู่ในขนมปัง พาย ซาลาเปา เค้ก โดนัท รวมถึงสารกันบูดในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

6 อาหารใกล้ตัวที่อุดมไปด้วยโซเดียม

1.เครื่องปรุงรส เริ่มจากเครื่องปรุงรสที่ให้ความเค็มต่างๆ ที่เราเติมเพื่อให้ได้รสชาติที่จัดจ้านขึ้น ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว ซอสพริก ซอสเปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วหวาน ฯลฯ รวมไปถึงซุปก้อน ซุปผง ผงปรุงรส เนยเค็ม เนยเทียมเค็ม ชีส เป็นต้น

2.อาหารกระป๋อง มีโซเดียมสูง เป็นอาหารรสเค็มจัดที่ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการกิน ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ปลาทูน่าในน้ำเกลือ หอยลายกระป๋อง อาหารปรุงสำเร็จอัดกระป๋อง เป็นต้น โดยปลากระป๋อง 100 กรัม มีโซเดียม 3,000 มิลลิกรัม

3.ขนมขบเคี้ยว อาทิ มันฝรั่งทอด สาหร่ายทอด ขนมข้าวโพดอบกรอบ ป๊อปคอร์น ฯลฯ พวกนี้ก็มีปริมาณไขมันและโซเดียมสูง ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อมาบริโภคเช่นกัน โดยมันฝรั่งแผ่น 100 กรัม มีโซเดียม 500 มิลลิกรัม

4.อาหารกึ่งสำเร็จรูป เมนูที่เป็นเหมือนเพื่อนยามยากของชาวหออย่างนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งแบบซองและแบบถ้วย ซุปซอง โจ๊กซอง ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 100 กรัม มีโซเดียม 2,480 มิลลิกรัม

5.อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูหยอง หมูยอ หมูแผ่น หมูยอ เนื้อแห้งปรุงรส เนื้อทุบ หมูทุบ ปลาเส้นปรุงรส แหนม เป็นต้น

6.อาหารตากแห้ง ของหมักดอง อาหารที่ผ่านการถนอมอาหารโดยการหมักดอง แช่อิ่ม ตากแห้ง เช่น ไข่เค็ม กะปิ กุ้งแห้ง ปลาแห้ง ปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ เต้าเจี้ยว ผักดองเปรี้ยว หอยดอง ไส้กรอกอีสาน ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม ผลไม้ดอง เป็นต้น

วิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการได้รับปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็น อาทิ

  • หลีกเลี่ยงผงชูรสและผงปรุงรส เพราะถึงแม้จะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าเกลือ แต่ผงชูรสไม่มีรสชาติเค็มเหมือนเกลือ จึงทำให้คนปรุงอาหารกระหน่ำใส่ลงไปโดยไม่ยั้งมือ เพราะเชื่อว่าจะช่วยชูรสอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้ได้รับปริมาณโซเดียมที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นหากตั้งใจจะดูแลสุขภาพการงดผงชูรสในการปรุงอาหารจึงเป็นการหลีกเลี่ยงโซเดียมที่ดีอีกอีกวิธีหนึ่งทีเดียว
  • ลดความจัดจ้านของรสชาติอาหาร เพราะอาหารยิ่งมีรสจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หวานจัด ยิ่งต้องใส่เครื่องปรุงรสเค็มและผงชูรสมากขึ้นเพื่อให้อาหารครบรส หากชอบกินอาหารรสจัด ควรค่อยๆ ลดความจัดจ้านลง หรือกินอาหารรสจัดสลับกันไป
  • รับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้นาน เพราะมีโอกาสได้รับโซเดียมเพิ่มโดยไม่จำเป็นจากสารกันบูด
  • หลีกเลี่ยงการกินน้ำซุป หรือกินน้อยลง เพราะน้ำซุปมีปริมาณโซเดียมสูงมากจากเครื่องปรุงรสหรือซุปก้อน
  • สังเกตปริมาณโซเดียมจากฉลากโภชนาการ และแบ่งกินให้พอเหมาะ เพราะการรู้จักสังเกตฉลากนอกจากจะทำให้รู้ว่าเราได้รับพลังงานจากอาหารมากน้อยเพียงใด ยังบอกถึงปริมาณโซเดียมที่ได้รับอีกด้วย ซึ่งอาหารมื้อหลักไม่ควรให้โซเดียมเกิน 600 มก./วัน ส่วน อาหารว่างไม่ควรมีโซเดียมเกิน 200 มก./วัน
  • ใช้เกลือทดแทน อย่าวางใจปลอดโซเดียม เพราะเกลือทดแทนยังมีโซเดียมอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นให้ใส่แต่พอประมาณ

 

ภาพ freepik

เข้มข้นจัดจ้านฉีกกฎราเมง @Ramenga

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/595254

  • วันที่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เข้มข้นจัดจ้านฉีกกฎราเมง @Ramenga

Ramenga ชวนซู้ดราเมงรสเข้มโดนใจอยากท้าให้ไปลอง

ต้องบอกก่อนเลยว่าน้ำซุปร้านนี้มีดีมากๆ จากเคยกินราเมงก็หลายร้าน แต่ร้านนี้ต้องให้และขอแปะไว้ในดวงใจ เค็มนิดๆ คนไม่กินเค็มน่าจะขอบาย แต่ความเค็มนี้เป็นความเค็มแบบไม่ได้เค็มปี๋จนกินไม่ไหว ตรงกันข้ามกลับแฝงด้วยความนัว คนที่ชอบ…เอะอะปรุงๆ พึงระวัง ควรชิมก่อน เพราะถ้าเค็มเกินก็หมดอร่อยได้

ราเมงที่นี่มีเส้น 2 แบบ เส้นดั้งเดิมคล้ายเส้นบะหมี่บ้านเราแต่นุ่มกว่า อีกแบบคือ เส้นสไตล์ญี่ปุ่น คล้ายเส้นโซบะ จะออกกรึ๊บๆ หนึบๆ เวลาเคี้ยว แต่ถ้าไม่ชอบกรึ๊บๆ และหนึบๆ สั่งให้ลวกเส้นนานกว่าปกติ เส้นก็จะนุ่มนิ่มขึ้น ด้านเครื่องเคราและท็อปปิ้งก็เหมือนร้านอื่น ประกอบด้วย หมูชาชู ไข่ (เป็ด) ต้มยางมะตูม หน่อไม้ญี่ปุ่น แต่ที่แปลกออกไปคือมีการเพิ่มหมูเผ็ด ที่ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้มาได้ชิม บีบมะนาวสักซีก แซบๆ นัวๆ เหมือนกินต้มนยำหมูทรงเครื่อง ยิ่งพอไปรวมกับน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวนานสองนาน ยิ่งเลิศรส

ถ้าไม่กินเผ็ดก็มีเมนูราเมงเย็นให้ชิม ซารุราเมง หรือที่รู้จักกันดี “บะหมี่เย็น” เสิร์ฟแยกกัน เส้นราเมงโรยสาหร่าย ตามด้วยท็อปปิ้งช่วยชูรส ต้นหอมญี่ปุ่น ไช้เท้าฝน และวาซาบิสด ขาดไม่ได้คือ น้ำซุปซีอิ๊ว เมนูนี้ต้องคนที่ชอบกินเย็นเท่านั้น ไม่ชอบ ไม่แนะนำให้สั่ง สำหรับคนกินเผ็ด ห้ามพลาดกับการเหยาะซอสพริกสูตรเฉพาะของร้าน หน้าตาเหมือนน้ำพริกเผา แต่รสจัดกว่าหลายเท่า เคล้าลงไปในชามราเมง รับรองว่าแซบสุดๆ

นอกจากรสชาติจะเด็ดดวง ‘Ramenga’ ยังมีแคมเปญน่ารักๆ “ปันอิ่ม” เป็นการมอบโอกาสดีๆ ให้แก่คนที่อยากกิน แต่ไม่มีเงิน ได้อิ่มท้องฟรี ในแต่ละวันร้านจะมีโควตาปันอิ่ม 6 ชามต่อวัน ส่วนคนที่มีกำลังจ่ายไหวและอยากแบ่งปันความอร่อย ทำได้ง่ายๆ เพียง “ซื้อชาม” 80 บาท ทิ้งไว้ที่ร้าน เขียนโพสต์อิทแปะบนกระดาน เพื่อให้สะดวกแก่คนที่จะใช้บริการปันอิ่มคราวต่อไป

จริงๆ แล้ว ‘Ramenga’ เจ้าของไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่เป็นคนไทยนามว่า “สิทธิชัย เรืองจรุงพงศ์” ด้วยชื่นชอบราเมงเป็นทุนเดิม เขาเลยตะลอนชิมราเมงทั่วญี่ปุ่น จากนั้นก็พัฒนาและต่อยอดสู่ราเมงสัญชาติไทย ก่อนขยับขยายกลายเป็นราเมนแฟรนไชส์อีกหลายสาขา หนึ่งในนั้นคือ สาขาสะพานควาย ที่เราไปลิ้มลอง ซึ่งมี “สมภพ โหมดม่วง” เป็นคนดูแลกิจการ ขณะที่ชื่อและความหมายก็ไม่ได้มีสตอรี่ หรือดีเทลซับซ้อน มันมาจากการออกเสียงเล่นๆ แบบวัยรุ่น “ราเมงอ่ะ” ฟังแล้วเก็ตและใช่ สิทธิชัยเลยเลือกใช้เป็นชื่อแบรนด์นั่นเอง

‘Ramenga’ สาขาสะพานควาย ซอยโรงหนังพหลโยธิน (ตรงข้าม รพ.เปาโล) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. ร้านไม่มีที่จอดรถ การเดินทางสะดวกสุดคือรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีสะพานควาย แล้วเดินย้อนมาทางโรงหนัง โทร. 08-1205-0700

จับตา ‘ไข้เลือดออก’ สังเกตอาการเบื้องต้น รีบรักษาก่อนอันตรายถึงชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595209

  • วันที่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

จับตา 'ไข้เลือดออก' สังเกตอาการเบื้องต้น รีบรักษาก่อนอันตรายถึงชีวิต

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาดหนัก ในปี 2562 พบผู้ป่วยกว่า 4 หมื่นราย ตายแล้ว 62 ราย หมอแนะวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น รีบทำการรักษา ก่อนเกิดอันตรายถึงชีวิต“ไข้เลือดออก” เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมี “ยุงลาย” เป็นพาหะ โรคนี้จะระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝนเนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่ยุงลายวางไข่ เมื่อยุงไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัส และไปกัดอีกคนหนึ่ง ยุงจะปล่อยเชื้อทางน้ำลาย ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มี 4 สายพันธุ์ สามารถติดเชื้อในคนได้ 4 ครั้ง และหากเป็น 1 ครั้ง ร่างกายก็จะมีภูมิของสายพันธุ์นั้นๆ และถึงแม้จะเป็นโรคนี้แล้วก็มีโอกาสเป็นได้อีกจากสายพันธุ์อื่น

มีข้อมูลที่น่าสนใจ จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับสถานการณ์ระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–9 กรกฎาคม 2562 พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้วประมาณ 44,671 ราย ในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม มีผู้ป่วย 4,269 ราย คิดเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว คาดการณ์ว่าในปีนี้ความรุนแรงของการระบาดจะมากกว่าทุกปี โดยขณะนี้มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 62 ราย นับเป็นโรคอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ ซึ่งทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงจากโรคไข้เลือดออกหรือไม่หากโดนยุงกัด ดังนี้

วิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นเมื่อถูกยุงกัด

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก เริ่มต้นจะมีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดข้อ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดา หรือบางรายอาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร สังเกตได้จากเมื่ออาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือเป็นสีดำๆ

ความรุนแรงของโรค

เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น จะมีอาการปวดท้อง ปวดใต้ลิ้นปี่ ใต้ชายโครงอย่างรุนแรง มีเลือดออกมาก จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะช็อค นั่นคือ มีอาการปลายมือปลายเท้าเย็น กระสับกระส่าย หรือไข้ลดอย่างรวดเร็ว ความดันตก วัดชีพจรไม่ได้ และเสียชีวิตในที่สุด

แนวทางการรักษา

หากมีไข้ขึ้นสูงภายในระยะเวลา 1-2 วัน แล้วไข้ยังไม่ลด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแอสไพริน เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมีเลือดออกมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยในทันที โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือด ในบางรายที่ยังไม่แสดงเชื้อแพทย์อาจจะนัดตรวจซ้ำ หรือให้นอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล และหาก 2-3 วันแล้วไข้ไม่ลด แพทย์จะเจาะเลือดซ้ำเพื่อตรวจหาเชื้อ และทำการรักษาต่อไป

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออก

หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย รวมทั้งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง ปิดมุ้งลวด ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว ทายาสำหรับป้องกันยุง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ใช้ได้ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุ 9-45 ปี เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย หากแต่โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 65% โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วอาจสามารถติดเชื้อไวรัสเดงกีได้อีก จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนจะให้ผลดีในผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกแล้ว กล่าวคือ เคยติดเชื้อไปแล้ว 1 ครั้ง และมารับวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ซึ่งการฉีดวัคซีนดังกล่าวควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งหากไม่จำเป็นแพทย์จะไม่ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกพร้อมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่รับวัคซีนได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

ซื้อผ้าไทย ใส่ผ้าไทย เที่ยวเมืองไทย “นุ่งสยามสามฤดู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/595201

  • วันที่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 13:15 น.

ซื้อผ้าไทย ใส่ผ้าไทย เที่ยวเมืองไทย "นุ่งสยามสามฤดู"

ททท. เปิดแคมเปญ “นุ่งสยามสามฤดู” ชูแนวคิด ซื้อผ้าไทย ใส่ผ้าไทย เที่ยวเมืองไทย จับมือ Influencer ด้านแฟชั่นผ้าไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง พร้อมเปิดตัว Look Book นุ่งสยามสามฤดู เจาะตลาดผู้หญิงกำลังซื้อสูง ชี้เป็นตลาดใหม่ที่มาแรงและศักยภาพในการเติบโตสูง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางจิราณี พูนนายม ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ททท.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์แผนวิสาหกิจ ปี 2560-2564 ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดผู้หญิงด้วยการเปิดตัวแคมเปญ นุ่งสยามสามฤดู ภายใต้แนวคิด ซื้อผ้าไทย ใส่ผ้าไทย เที่ยวเมืองไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผ้าไทยในมุมมองใหม่ในรูปแบบที่ทันสมัย นำเสนอการท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งถึงประสบการณ์ท้องถิ่น Local Experience เน้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเรียนรู้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยแคมเปญดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวภายในประเทศเดินทางตามเป้าหมายที่ ททท. กำหนดไว้จำนวน 166 ล้านคน/ครั้ง มีรายได้กว่า 1.12 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากเดิม 5%

โดยกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดผู้หญิงที่จะเดินทางเดินทางไปเที่ยวในในพื้นที่ต่างๆ เพื่อได้ลงไปใช้จ่ายเลือกซื้อผ้าในท้องถิ่นมากขึ้นด้วย อันเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและชอบเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันพบว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญกับในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พบว่า ผู้หญิงกว่า 126 ล้านคนทั่วโลกก้าวสู่การเป็นผู้บริหารและเจ้าของกิจการ และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2563 ประชากรหญิงของไทยจะมากกว่าประชากรชายถึงประมาณ 1.5 ล้านคน โดยผู้หญิง ที่ใช้ชีวิตคนเดียวมีเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5.6 ล้านคน

 

สำหรับแคมเปญ นุ่งสยามสามฤดู ททท.มุ่งเน้นในการสร้างการรับรู้ในการแต่งผ้าไทยในแบบประยุกต์ ปลุกกระแสด้วยการใช้ Influencer และ Micro influencer นำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1 ล้านคน โดยเริ่มคิกออฟแคมเปญด้วยการจับมือกับ “แพรี่พาย” ในการเป็นผู้นำเทรนในการแต่งผ้าไทย เที่ยวเมืองไทยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆในรูปแบบที่ประยุกต์ให้ทันสมัยได้ทุกฤดูกาล ด้วยการจัดทำ VLOG จำนวน 5 Clip 5 ภูมิภาค ซึ่งล่าสุดได้มีการเผยแพร่ในส่วนของภาคเหนือภาคอีสานเป็นที่เรียบร้อยแล้วและได้รับความสนใจและการตอบรับอย่างมาก

รวมทั้งยังได้มีการจัดทำ Look Book-นุ่งสยามสามฤดู จำนวน 3,000 เล่มด้วยการจับมือกับ ตุ้ม-กรรณิการ์ แสงจันทร์ สไตล์ลิสต์จาก Made By Hotcake ผู้หลงใหลในผ้าไทยและงานฝีมือจากท้องถิ่นและสนับสนุนชุมชนอย่างเต็มหัวใจมาร่วมออกแบบและ Mix and Match ผ้าไทยให้ดูทันสมัยและเหมาะสมในการใส่ทุกโอกาส สร้าง Inspire การแต่งผ้าไทยให้สวย เปรี้ยวและนำเสนอเรื่องราวของการเดินทางท่องเที่ยวผสมผสานกับแฟชั่นผ้าไทย พร้อมจับมือกับพันธมิตร ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทและร้านอาหารต่างๆทั่วประเทศ มอบส่วนลดพิเศษสูงสุดกว่า 50% โดยสามารถใช้ได้ตั้งเดือนกรกฎาคม- ธันวาคม 2562โดยคาดว่าจากกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเดินทางและการแต่งผ้าไทยในกลุ่มของผู้หญิงรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ทำกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Facebook : amazing ไทยเท่ ด้วยการเชิญชวนทุกคนมาร่วมส่งภาพอวดชุดผ้าไทยเก๋ๆ ในแบบตัวเองเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม แต่งผ้าไทยไปเลย เพื่อไปร่วมกิจกรรมที่จังหวัดเลยเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมของภาคอีสาน ซึ่งทริปนี้ ททท.จะพาผู้โชคดีไปร่วมแต่งผ้าไทย ซื้อผ้าไทย และโพสต์ท่าถ่ายภาพเก๋ๆริมแม่น้ำโขงโดยช่างภาพชื่อดังระดับโลก โต้ วิรุนันท์ ชิตเดชะ Leica Thailand Ambassador การันตีฝีมือภาพถ่ายภาพจาก Cannes Lion อย่างไรก็ดี ปีหน้านี้จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวลงไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้ง 5 ภาคทั่วประเทศและกระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย