รับมือสังคมสูงวัยด้วยเงินและใจที่เต็มร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570126

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2562 เวลา 17:45 น.

รับมือสังคมสูงวัยด้วยเงินและใจที่เต็มร้อย

เมื่ออายุเริ่มเข้าสู่เลข 4 ก็หมายถึงชีวิตได้มาถึงครึ่งทางแล้ว วันนี้เราได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับวัยเกษียณและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วมากน้อยแค่ไหน และมีสิ่งใดที่เราควรคำนึงถึงบ้าง

ที่อยู่อาศัย

บ้านนับเป็นปัจจัย 4 ที่ทุกคนควรมี และมั่นใจได้ว่าจะเป็นบ้านที่สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต โดยไม่ถูกไล่ที่หรือมีปัญหาตามมาภายหลัง แม้แนวคิดของโลกยุคใหม่จะนิยมเช่าบ้านอยู่มากกว่าซื้อก็ตาม เช่น ญี่ปุ่นนิยมเช่าบ้านอยู่ แต่เพราะปัจจัยการดำเนินชีวิตของเขา บ้านราคาแพงเกินกำลังซื้อ และภาษีมรดกก็สูงเกินกว่าจะจ่ายไหว ทำให้คนเลือกที่จะขายบ้านมากกว่ารับมรดกและเลือกการเช่าบ้านแทน อีกอย่างหนึ่งระบบบำนาญคนชราของต่างประเทศก็ให้รายได้สูงพอ ที่จะมีกำลังจ่ายค่าเช่าบ้านได้ตลอดชีวิตพวกเขา จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องซื้อบ้านก็ได้

มองกลับมาที่บ้านเราระบบการจ่ายภาษีและการใช้ภาษีไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เงินบำนาญหลังเกษียณไม่มี ภาษีมรดกไม่สูง และตัวบ้านหรือคอนโดเองก็ยังใช้วิธีการผ่อนชำระแล้วคุ้มกว่าเสียเงินค่าเช่า ไม่มีภาษีซ่อมบำรุงอาคารเหมือนต่างประเทศ ดังนั้น หากคนไทยจะใช้วิธีการเดียวกับต่างประเทศต้องคิดทบทวนให้มากๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณโสดและไม่มีภาระหรือคนรับมรดกตกทอด การเช่าบ้านหรือซื้อคอนโดจะเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

สร้างหลักประกันให้ชีวิต

หากเราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ก็ควรจะหาช่องทางการลงทุนเอาไว้บ้าง เช่น กองทุนบำนาญ เงินที่จะได้รับผลตอบแทนกลับมาแม้เพียงน้อยนิดก็มากพอที่จะทำให้คุณมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเกษียณ ดังนั้น จึงควรเตรียมพร้อมเรื่องเงินไว้ใช้จ่ายอย่างน้อยๆ 10 ปีก่อนเกษียณอายุ และควรจะมีกำหนดหรือเป้าหมายแน่นอนว่าจะต้องเก็บสะสมเดือนละเท่าใด เพื่อเมื่อปลดเกษียณแล้วจะมีเงินพอใช้จ่ายกับชีวิตบั้นปลายของตน ด้วยความมุ่งมั่นในการทำอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ไม่ลำบากทำงานต่อเนื่องในบั้นปลายชีวิต

ลงทุนกับสุขภาพ

จะทำงานหาเงินมาได้มากมายเพื่ออะไร ถ้าไม่มีโอกาสได้อยู่ใช้ เพราะฉะนั้น เราจึงควรรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยที่ร่างกายยังแข็งแรงในช่วงก่อนเกษียณอายุ เพื่อสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นผลดีต่อเนื่องมาจนถึงวัยสูงอายุของผู้นั้นด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุเป็นชีวิตที่มีความสุขสามารถไปไหนมาไหนได้ หรือสามารถทำอะไรด้วยตัวของตัวเองได้ รวมทั้งสามารถที่จะทำงานต่อหลังจากปลดเกษียณแล้วด้วย นอกจากนี้ ให้มองเรื่องของการทำประกันสุขภาพหลังเกษียณไว้ด้วยจะทำให้มีความมั่นคงด้านการเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราบอกได้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

หาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

หากนึกภาพชีวิตหลังเกษียณไม่ออกให้มองหาใครสักคนที่เป็นต้นแบบการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขและมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราอยากเป็น แล้วตั้งเป้าให้ได้แบบเขา โดยเก็บเอาเฉพาะแนวคิดดีๆ มาใช้เท่านั้น อาจเริ่มด้วยการเดินไปขอคำแนะนำจากเขา แล้วเลือกข้อที่ดีที่เหมาะสมกับตัวเรามาปฏิบัติ ก็จะช่วยให้เรามีวิธีที่จะเลือกใช้ได้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเรามั่งคั่ง มั่นคง และมีความสุขมากที่สุด

 

ภาพ : freepik

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592910

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

กว่าจะเตรียมเรซูเม่สมัครงานจนผ่านด่านเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ แสดงว่าเรามีคุณสมบัติที่เข้าตา แต่ขั้นตอนนี้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้งานในฝันพลันหลุดมือ

การสัมภาษณ์งานป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการคัดเลือกผู้สมัครงานที่เหมาะสม แต่ผู้สมัครงานก็มักมีข้อผิดพลาดที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอยู่บ่อยๆ ดังนี้

1.มาช้าเพราะรถติดหรือหลงทาง

ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างเหตุผลในการมาช้าในวันสัมภาษณ์งาน เนื่องจากผู้สมัครงานรู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้องไปสัมภาษณ์งานที่ไหน เวลาเท่าไร ดังนั้น ควรศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาออกจากบ้านเร็วขึ้น ป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น รถติด ผิดเส้นทาง ปิดถนน รวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ เพื่อให้ไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลา และมีเวลาสำหรับเตรียมตัวเตรียมใจ รวบรวมสมาธิ เข้าห้องน้ำ สำรวจตัวเองให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญ

2.แต่งตัวไม่พร้อมดูไม่เป็นมืออาชีพ

ภาพลักษณ์ภายนอกสำคัญทั้งการแต่งกายไปสัมภาษณ์งาน กิริยา วาจา ท่าทาง ควรเป็นมืออาชีพให้เหมาะสมกับแต่ละสายงาน เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า สุภาพ เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน นักศึกษาจบใหม่ไม่ควรใส่ชุดนักศึกษา เพราะจะทำให้ดูเป็นเด็กและไม่พร้อมสำหรับการทำงาน

3.ขาดประสบการณ์แต่ไม่เคยลองฝึกตอบคำถาม

มีผู้สมัครงานกว่า 2 ใน 5 ที่ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามอย่างไร เป็นเพราะไม่เคยฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต หรือคำถามที่ตอบยากที่สุดก่อนมาสัมภาษณ์ เช่น ทำไมคุณจึงสมัครงานนี้ ทำไมบริษัทต้องเลือกคุณไม่เลือกผู้สมัครคนอื่น ข้อด้อยของคุณคืออะไร อีก 5 ปีข้างหน้าคุณจะเป็นอะไร แต่หากเราเคยศึกษาหาข้อมูลและเตรรียมตัวฝึกฝนมาก่อน วินาทีนั้นเราก็พร้อมกว่าคนอื่นๆ แล้ว และสามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ

4.ไม่รู้จักบริษัทที่จะเข้าทำงาน

เราจะนำเสนอตัวเองได้อย่างไรว่าจะทำอะไรให้บริษัทได้บ้าง หากไม่รู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไร ไม่เคยรู้จักบริษัทนี้ ไม่เคยเข้าเว็บไซต์หาข้อมูล ฉะนั้น ผู้สมัครงานควรทำการบ้านก่อนสัมภาษณ์งานด้วยการเข้าเว็บไซต์บริษัทหรือเสิร์ชหาข่าวเกี่ยวกับบริษัทนั้น เพื่อให้เรามีข้อมูลบริษัทซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพูดคุยสัมภาษณ์งาน นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์งานยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับบริษัทเพื่อให้รู้จักบริษัทดียิ่งขึ้น และยังแสดงถึงความใส่ใจและกระตือรือร้นของผู้สมัครงาน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้สัมภาษณ์งานอีกด้วย

5.สมาธิหลุดเพราะตื่นเต้นและไม่ตั้งใจฟัง

ผู้สมัครงานอาจตื่นเต้น วอกแวก ทำให้ไม่ตั้งใจฟังคำถาม จึงตอบคำถามไม่ตรงประเด็น หรือตอบกว้างเกินไป ไม่อธิบายให้ชัดเจน ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ผู้สัมภาษณ์งานดูออกว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้สัมภาษณ์งานมากพอ จับประเด็นไม่ได้ จนสร้างความไม่ประทับใจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้งานนั้นๆ ก็เป็นได้

 

ภาพ : freepika

4 ของต้องเตรียมสำหรับแรงงานเพื่อความปลอดภัยในฤดูฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592840

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2562 เวลา 17:50 น.

4 ของต้องเตรียมสำหรับแรงงานเพื่อความปลอดภัยในฤดูฝน

เตือนแรงงาน! ทำงานอย่างไรให้ปลอดภัยในฤดูฝน เลี่ยงอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน

ฝนมาเยือนแบบนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะแรงงาน ก็คืออุบัติเหตุที่มาพร้อมกับฝน ซึ่งอันตรายที่พบบ่อยที่สุด หนีไม่พ้นอันตรายที่เกิดจากการลื่นไถล อันตรายที่เกิดจากการมองเห็นทัศนวิสัยไม่ชัดเจน มีเศษฝุ่นละอองเข้าตา เมื่อเกิดลมแรงในระหว่างการทำงานก่อนที่ฝนจะตก และอันตรายที่เกิดจากสิ่งของหล่นจากที่สูง

ภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลหรือเซฟตี้ โปรดักส์ชั้นนำ ภายใต้แบรนด์ แพงโกลิน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอุบัติภัยจากการทำงาน ระบุว่า ในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานมากกว่าช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้แรงงานสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยนอกจากจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษแล้ว ยังสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่จะช่วยลดอุบัติภัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

แน่นอนที่สุดว่า อุบัติเหตุที่พบบ่อยคือ การลื่นไถล หรือลื่นล้ม ดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานควรสวมใส่รองเท้านิรภัย หรือเลือกสวมใส่รองเท้าบู๊ทนิรภัย ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือเจิ่งนอง โดยพื้นรองเท้าควรมีคุณสมบัติป้องกันการลื่น ซึ่งผู้ใช้อาจจะเลือก “รองเท้านิรภัยแบบเสริมหัวเหล็ก” ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 523-2554 สามารถทนแรงกระแทกได้ถึง 200 จูล ซึ่งจะช่วยป้องนิ้วเท้าจากอุบัติเหตุวัตถุตกใส่เท้าได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

นอกจากนี้  ผู้ปฏิบัติงานควรเลือกสวมใส่ “แว่นครอบตานิรภัย” ที่เลนส์แว่นตาเคลือบสาร Anti Fog เพื่อลดการเกิดฝ้าที่เลนส์แว่นตาในขณะปฏิบัติงาน และยังสามารถป้องกันเศษวัสดุต่างๆ กระเด็นเข้าดวงตา เนื่องจากมีการปิดครอบคลุมทั้งดวงตา

รวมถึงควรใส่ “ชุดกันฝน” เพื่อป้องกันร่างกายจากความเปียกชื้น โดยเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของผู้ปฏิบัติงาน และที่สำคัญ ชุดกันฝนควรจะต้องมีแทบสะท้อนแสง เพื่อสามารถมองเห็นผู้สวมใส่ได้ชัดเจนแม้อยู่ในระยะไกล

และควรเลือก “หมวกนิรภัย” ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 368-2554 เพื่อป้องกันศีรษะจากวัตถุที่อาจจะตกลงมากระแทก และที่สำคัญควรเลือกประเภทหมวกนิรภัยที่ไม่มีช่องระบายอากาศ เพื่อจะได้ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า

อุปกรณ์ทั้ง 4 ประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้านิรภัย แว่นครอบตา ชุดกันฝน และหมวกนิรภัย มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการทำงานในช่วงฤดูฝน ซึ่งข้อควรระวังเพิ่มเติมก็คือ ผู้ใช้ต้องเลือกใช้อุปกรณ์เซฟตี้ให้เหมาะสมกับหน้างาน  ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีกระแสไฟ้ฟ้า เพราะอาจเกิดการรั่วไหลของไฟฟ้า

การดูแลรักษาอุปกรณ์ป้องกันภัย

ขณะที่การดูแลรักษาอุปกรณ์ป้องกันภัยก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยยืดอายุการใช้งาน โดยในส่วนของรองเท้านิรภัยเสริมหัวเหล็ก หรือรองเท้าบู๊ทเสริมหัวเหล็ก ควรทำความสะอาดรองเท้าโดยใช้แปรงขนนุ่มหรือผ้า ปัดเศษฝุ่นและน้ำที่เกาะบนรองเท้าออก หลังจากนั้นใช้น้ำยา หรือครีมสำหรับทำความสะอาด และบำรุงรักษารองเท้า (ควรเลือกน้ำยาให้เหมาะกับชนิดของหนัง) สำหรับกรณีที่รองเท้าอับชื้น หลังจากทำความสะอาดรองเท้าแล้ว ให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ ขยำให้เป็นก้อน แล้วนำไปใส่ภายในรองเท้า เพื่อขจัดกลิ่นและความอับชื้น ก่อนจะนำไปเก็บในที่อากาศถ่ายเทสะดวก

ส่วนแว่นครอบตานิรภัย ควรล้างด้วยน้ำเปล่า เพื่อล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่เกาะออก จากนั้นใช้ผ้าที่มีเนื้อนุ่ม ซับน้ำบนแว่นตานิรภัยจนแห้ง และเก็บใส่ถุงหรือกล่องเก็บแว่นตา (ไม่เก็บแว่นตาไว้กับอุปกรณ์อื่น เพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนบนเลนส์แว่นครอบตา) สำหรับเสื้อกันฝน ให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า หรือใช้แปรงที่มีขนนุ่มเพื่อล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่เกาะออก (ห้ามใช้กับน้ำยาเคมี หรือน้ำยาซักแห้งชนิดต่างๆ และไม่ควรบิดเสื้อกันฝน เพราะจะทำให้เสียรูปทรง) จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม

ขณะที่การดูแลรักษาหมวกนิรภัย ควรถอดชิ้นส่วนที่ติดมากับหมวก (ชุดรัดศีรษะ และแถบซับเหงื่อ) ก่อนทำความสะอาด จากนั้นล้างทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน เพื่อล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่เกาะออกเสร็จแล้วเช็ดด้วยผ้าขนนุ่มให้แห้ง ข้อสำคัญคือ ไม่ควรเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรือที่ที่มีแสงแดดส่องโดยตรง และไม่ควรใช้สารละลาย หรือสารเคมีรุนแรงทำความสะอาด เพราะอาจทำให้คุณภาพของหมวกลดลง

“อุบัติเหตุ” เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะนำมาซึ่งความสูญเสียไม่ว่าจะชีวิตหรือทรัพย์สิน ดังนั้น อะไรที่ป้องกันได้ก็ควรที่จะป้องกัน อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อลดผลกระทบจากหนักให้เป็นเบา

มาแล้ว!! ราศีดวงปัง เตรียมติด #คนรวย2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592842

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

มาแล้ว!! ราศีดวงปัง เตรียมติด #คนรวย2019

“หมอช้าง” ชี้โอกาสลงทุนในครึ่งหลังปี 2562 เจาะแต่ละกลุ่มราศี ต้องลงทุนแบบไหนถึงจะดีต่อใจ

อาจารย์ช้าง-ทศพร ศรีตุลา นักโหราศาสตร์ชื่อดัง กล่าวในงานสัมมนา “อสังหาฯ ดวงเมือง หลังรัฐบาลใหม่” จัดโดยสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และ บริษัทโมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่าดวงเมืองประเทศไทย อยู่ในลัคนาราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา และ ดาวโลก ดังนั้นภาพรวมของประเทศในครึ่งหลังของปีนี้จะยังมีความผันผวน เปลี่ยนแปลง พลิกผัน คาดไม่ถึง เป็นไปตามความหมายของดาวมฤตยู ซึ่งเป็นดาวขนาดใหญ่ที่ได้เคลื่อนมาทับลัคนาราศีเมษ ตั้งแต่ปี 2558 และจะอยู่ถึงปี 2565 หรือกินระยะเวลาประมาณ 7 ปี

โดยทิศทางของประเทศไทยในช่วง ครึ่งหลังของปี 2562 นี้ หากใช้ข้อมูลเชิงสถิติตามหลักโหราศาสตร์ มาพยากรณ์มองว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะยังมีความผันผวน คาดเดาได้ยาก เช่นกัน

ขณะที่ ทิศทางการลงทุนในครึ่งหลังของปี 2562 นี้ ยังต้องใช้ความระมัดระวัง ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ มาประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะปัจจัย สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และจีน ที่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์ทั้งดวงเมืองประเทศไทย ดวงโลก และ ดวง 2 ผู้นำโลก อย่างสหรัฐฯ และจีน

“ในส่วนของดวงเมือง ผู้นำประเทศก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่างความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน ในปี2562 นี้จะเป็นปีนักษัตรกุน หรือ ปีหมูธาตุดิน ชงโดยตรงกับปีมะเส็ง ซึ่งก็เป็นปีเกิดของ สี่ จิ้น ผิง ผู้นำ ประเทศจีน อย่างในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีความรุนแรงที่สุดของคนเกิดปีมะเส็ง จากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มปะทุขึ้น และจะเริ่มคลี่คลาย ลดความรุนแรง หรือหมดเคราะห์ต้องรอหลังวันที่ 20 พ.ย .ปีนี้ ขณะที่ราศีเมษ เป็นดวงที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่จะเริ่มคลี่คลายในเดือนตุลาคม ทำให้ดวงจะไม่แรงเท่ากับช่วงต้นปีที่ผ่านมา” อาจารย์ช้าง กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดวงในแต่ละรายราศีในปีนี้ โดยผู้ที่เกิดในแต่ละราศี จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการประกอบการตัดสินใจการลงทุนตามความเชื่อส่วนบุคคลในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แบ่งเป็น

กลุ่มแรก ราศีดวงก้าวหน้า คือ ราศีพฤกษก (ระหว่างวันที่ 15 พ.ค.- 14 มิ.ย.) มีเกณฑ์สละโสด มีโชคเรื่องคู่ มีการเซ็นสัญญาเอกสาร ด้านอสังหาริมทรัพย์ มีการจัดซื้อ-จัดขาย หลัง จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มราศีที่แคล้วคลาดจากเรื่องดีๆ ราศีมังกร (ระหว่าง 15 ม.ค.- 12 ก.พ.) มีโชคเกิดขึ้น ควรตั้งเป้าหมายใหม่นอกเหนือจากสิ่งที่คาดไว้ ทั้งด้านการงาน และ ชีวิต ราศีกรกฎ (ระหว่าง 17 ก.ค.- 16 ส.ค.) เป็นราศีแห่งการลงทุน ผู้บริหาร ผู้นำ มีเกณฑ์ได้ลูก บริวาร ลูกน้อง การบริหารจัดการเด่น มีการลงทุนเพิ่ม และ ราศีมีน (ระหว่าง 15 มี.ค. – 13 เม.ย.) เป็นกลุ่มราศีผู้ใจบุญ มีเกณฑ์ดวงดีขึ้นในครึ่งหลังปีนี้ เช่นกัน โดยกลุ่มราศีนี้ เหมาะลงทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ หุ้นกู้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

กลุ่มที่สอง ราศีดวงแรง คือ ราศีเมถุน (ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.- 16 ก.ค.) และ ราศี ธนู (ระหว่าง 1 ธ.ค. – 14 ม.ค.) จะต้องระมัดระวังความแรงของดวงอย่างมากในเดือน ก.ค. ปีนี้ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจุดตัดโหนดระหว่างดาวอาทิตย์และดาวจันทร์ เป็นคราสเงากระทบส่องลงมาในกลุ่มราศีดังกล่าว ให้แก้เคล็ดโดยการทำบุญถวายแสงสว่าง การทำบุญด้านการศึกษา เป็นต้น สำหรับผู้ที่เกิดในราศี กลุ่มนี้ เหมาะลงทุน กองทุนต่างประเทศ ตราสารอนุพันธ์ กองทุนหุ้น Forex หรือ ลงทุนในสินทรัพย์เกี่ยวกับอนาคตทั้งหลายจะดี ด้วยเป็นกลุ่มราศีที่ดวงแรงแต่สามารถรับความเสี่ยงได้ดี

กลุ่มที่สาม ราศีดวงกลาง คือ ราศีเมษ (ระหว่างวันที่ 14 เม.ย. – 14 พ.ค.) เกี่ยวกับการก่อสร้าง การริเริ่มใหม่ๆ ราศีสิงห์ (ระหว่างวันที่ 17 ส.ค. – 16 ก.ย.) มีโอกาสทางอสังหาริมทรัพย์ หากมีโอกาสควรเป็นผู้เลือกความเสี่ยงการลงทุนด้วยตัวเอง ระวังมีความวุ่นวายภายในบ้าน ราศีกันย์ (ระหว่างวันที่ 17 ก.ย. – 17 ต.ค.) ในครึ่งหลังของปีนี้ มีโชคลาภทางการเจรจา มีโอกาสจากการพูดเจรจา นักขาย และราศีกุมภ์ (13 ก.พ. – 14 มี.ค.) มีเกณฑ์เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานใหม่ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน การใช้โซเชียล มีเดีย หรือ ออนไลน์ เข้ามาสนับสนุนสานต่อได้ในครึ่งปีหลังนี้ โดยในกลุ่มราศีนี้ เหมาะกับการลงทุน ประกันสะสมทรัพย์ กองทุนรวมตราสารหนี้ และ พันธบัตรรัฐบาล

สุดท้ายกลุ่มที่สี่ ราศีดวงรวยมาก คือ ราศีตุลย์ (ระหว่างวันที่ 18 ต.ค.- 16 พ.ย.) ในครึ่งหลังของปีนี้ จะมีข่าวดี มีเงินใหม่เข้ามา เป็นราศีที่ดีในด้านการเงินมาก อย่างล่าสุดเฟซบุ๊ค ออกคริปโตเคอเรนซีใหม่ ชื่อ ลิบรา (Libra) ซึ่งเป็นชื่อของราศีตุลย์ ขณะที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก เจ้าของเฟซบุ๊ค เกิดราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีคู่กัน แต่ทั้งนี้ต้องลุ้นว่าเงินดิจิทัลสกุลใหม่นี้จะได้รับการอนุมัติหรือไม่ และ ราศีสุดท้าย คือ ราศีพิจิก (ระหว่างวันที่ 17 พ.ย.- 15 ธ.ค.) มีเกณฑ์ได้สิ่งของใหม่ๆ บ้านใหม่ ชีวิตใหม่ รถยนต์ใหม่ ศัลยกรรมใบหน้าใหม่ หรือ การเริ่มต้นชีวิตใหม่

“ดวงเป็นเรื่องของโอกาสที่รอเราอยู่ คนดวงดีคือคนที่มีโอกาสดีรอเราอยู่ คนดวงดีเหมือนคนที่มีรถรถโรลส์-รอยซ์ จอดรออยู่หน้าบ้าน ถ้าเรามัวแต่ติดขนตา ทำผม รถจอดสักพักก็ไปแล้ว แต่ถ้าเรารู้ก่อนและ รีบลงมาออกจากบ้านแล้วไปขึ้นรถ ส่วนคนที่ดวงแรงๆ ก็เหมือนมีรถเมล์สาย 8 จอดรออยู่ซึ่งก็เป็นเลขราหู ถ้าเรารู้ล่วงหน้า เราก็อย่าไปขึ้น นี่คือ การดูดวง ดวงเป็นตัวบอกโอกาสอะไรรออยู่ แต่ความสำเร็จไม่ใช่ดวง แต่เป็นการเอาตัวเราเองไปหาโอกาสนั้น โหราศาสตร์เป็นพื้นฐานและเครื่องมือที่ดีหากเราใช้เป็นแต่ก็เป็นดาบสองคนได้เช่นกัน แม้ว่าการลงทุนจะมีความเสี่ยงแต่โหราศาสตร์เสี่ยงกว่าการลงทุน” อาจารย์ช้าง กล่าวย้ำ

‘สูบบุหรี่ในบ้าน’ คนสูบส่อผิดกฎหมาย-คนสูดตายผ่อนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592838

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

'สูบบุหรี่ในบ้าน' คนสูบส่อผิดกฎหมาย-คนสูดตายผ่อนส่ง

พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 เตรียมบังคับใช้ 20 ส.ค.นี้ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ชี้แจงไม่ได้ห้ามสูบบุหรี่ในบ้าน แต่หากเกิดอันตรายต่อสุขภาพคนในบ้านสามารถฟ้องร้องได้

รู้หรือไม่ คนไทยได้รับพิษจากควันบุหรี่มือสองมากถึง 15.2 ล้านคน และเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากควันบุหรี่มือสองมากถึง 6,500 คนต่อปี (ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกปี 2557) นอกจากนี้ เด็กทารกยังเสี่ยงใหลตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โอกาสเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 47%

นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า การสูบบุหรี่ในบ้านก็อาจผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 เพราะถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวด้านสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่า การสูบบุหรี่ในบ้านจะผิดกฎหมายทันที เพราะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีผลกระทบต่อครอบครัวจริงถึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ส.ค. 2562

กรณีที่มีการเสนอข่าวเรื่อง การสูบบุหรี่ในบ้านมีความผิด ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งความจริงแล้ว พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 ไม่ได้มีข้อบังคับหรือห้ามไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในบ้านอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่บุคคลในครอบครัว ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

หมายความว่า การกระทำใดๆ ที่บุคคลในครอบครัวได้กระทำต่อกันโดยเจตนาให้เกิดหรือในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ สุขภาพ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงของบุคคลในครอบครัว หรือบังคับหรือใช้อานาจครอบงำผิดคลองธรรมให้บุคคลในครอบครัวต้องกระทำการ ไม่กระทำการ หรือยอมรับการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมิชอบ

กรณีของการที่สูบบุหรี่ภายในบ้านจะเข้าข่ายความผิดตาม พรบ.ฉบับนี้ ก็ต่อเมื่อควันบุหรี่ส่งผลกระทบให้คนในบ้านเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ป่วย และได้ผ่านกระบวนการในการตรวจสอบและพิสูจน์อย่างแน่ชัดจนสามารถยืนยันได้ว่าควันบุหรี่ทำให้คนในบ้านป่วยจริง ถึงจะเข้าสู่กระบวนการปรับพฤติกรรม คือเข้ารับการบำบัดและเลิกบุหรี่ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ในบ้านยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว นำไปสู่การทำความรุนแรงทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางสุขภาพ ทั้งนี้ ผู้ที่สูบบุหรี่ อาจจะหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ภายในบ้าน หรือถ้าจำเป็นต้องสูบก็ควรสูบในบริเวณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับคนในบ้านหรือบ้านใกล้เคียงกัน

สารอันตรายที่บุหรี่

อะซิโตน : สารไวไฟที่ใช้ในน้ำยาล้างเล็บ

สารหนู : ยาพิษชนิดหนึ่งที่ใช้ฆ่าสัตว์

น้ำมันเบนซิน : พบในกาวยาง

ฟอร์มัลดีไฮด์ : สารประกอบหลักในน้ำยาดองศพ

สารตะกั่ว : ใช้ในแบตเตอรี่

ทาร์ : ส่วนประกอบที่ใช้ในการปูถนน

ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ล้วนพบในการสูบบุหรี่ และก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

ปอดและเซลล์

สารทาร์จะจับอยู่ในปอดของคุณ  และมีสารเคมีชื่อคาซิโนเจน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายของคุณคุณรับเอาสารเคมีหลายชนิดเข้าไป เช่น เบนซิน และ ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นตัวนำไปสู่มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งไต

ผิวหนัง

อะซีตัลดีไฮด์ หนึ่งในสารเคมีในควันบุหรี่ซึ่งเข้าไปโจมตีเนื้อเยื่อที่ยึดผิวหนังเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ใบหน้าเยี่ยวย่นและมีริ้วรอย ร่างกายของคุณหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดีและนุ่มนวล ซึ่งสารในบุหรี่จะไปทำลายสารต้านเหล่านี้ การไหลเวียนโลหิตของคุณอาจมีปัญหา เพราะออกซิเจนไม่ไม่เพียงพอที่จะนำพาเม็ดเลือดไปหล่อเลี้ยงได้ทั่วร่างกายเหมือนคนปกติ ทำให้ผิวของคุณหยาบกร้าน

ฟัน

“ทาร์” สารพิษเหนียวๆ ในบุหรี่ จะไปเกาะจับทั่วปากและฟันของคุณ การสูบบุหรี่จะไปลดปริมาณน้ำลายในปากของคุณ จึงทำให้ฟันมีคราบและเปลี่ยนสี คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อหุ้มฟันอักเสบ หรือโรคเหงือก ซึ่งเกิดการอักเสบรอบๆ ฟัน ทำให้เหงือกบวม มีกลิ่นปาก และในกรณีที่ร้ายแรงก็อาจจะทำให้คุณสูญเสียฟันได้

เส้นผม

การไหลเวียนโลหิตที่มีปัญหาเนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ทำให้เส้นผมแข็งกระด้างและอาจจะทำให้ผมหงอกก่อนวัยอีกด้วย

 

ภาพ : freepik

กรมอนามัยเตือน น้ำอัดลมน้ำตาล 0% ก็อ้วนได้-เสี่ยงติดหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592834

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

กรมอนามัยเตือน น้ำอัดลมน้ำตาล 0% ก็อ้วนได้-เสี่ยงติดหวาน

สำหรับคนติดหวาน น้ำอัดลมเย็นชื่นใจที่โฆษณาว่าน้ำตาล 0% เป็นตัวเลือกแรกทุกครั้งที่โหยหาความหวาน เพราะคิดว่าไม่มีน้ำตาลแล้วปลอดภัย แต่กรมอนามัยเตือนว่า…ไม่เป็นเช่นนั้น

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า น้ำอัดลมมีส่วนประกอบ คือ น้ำ น้ำตาล สารปรุงสี กลิ่นสังเคราะห์และกรดฟอสฟอริก ทำให้น้ำอัดลมมีฟอง มีรสซ่า และมีกาเฟอีนเพิ่มความตื่นตัวให้กับร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย หากดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเผาผลาญและนำไปใช้ได้ไม่หมด เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้อ้วน

นอกจากนี้ น้ำตาลในเครื่องดื่มยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ส่งผลให้ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินน้อยลงหรือด้อยประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมา

 

ภาพ : กรมอนามัย

ขณะที่น้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลจะมีส่วนประกอบเหมือนน้ำอัดลมสูตรปกติ แต่จะใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมทดแทนลงไป สารให้ความหวานเหล่านี้จะกระตุ้นสมองให้รับรู้ถึงความหวาน ส่งผลให้ร่างกายโหยหาน้ำตาลมากขึ้น เกิดการติดรสหวาน ต้องการกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม รสหวานบ่อยขึ้น ร่างกายหิวง่ายขึ้นและกินมากกว่าปกติ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเป็นการกินไปแบบไม่รู้ตัว จึงควรกินหวานให้น้อยลงหรือสั่งหวานน้อยเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย เพื่อสร้างความเคยชินในการรับรสของตนเองและกลายเป็นคนไม่ติดหวาน

เมื่อดื่มน้ำอัดลมสูตรที่ใส่น้ำตาลเทียมร่วมกับอาหาร จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดขึ้นสูงกว่าการกินอาหารกับน้ำเปล่า แม้น้ำตาลเทียมจะไม่ใช่น้ำตาลแต่ก็กระตุ้นการตอบสนองของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งการใช้น้ำตาลเทียมนั้น ยังทำหน้าที่หลอกลิ้นว่าหวาน แต่สมองที่ต้องการน้ำตาลจริงไม่ได้รับความหวานตามที่ต้องการ ก็เกิดการกระตุ้นทำให้อยากกินน้ำตาลมากๆ เพื่อให้หายอยากในภายหลังซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ แม้น้ำอัดลมจะมีสูตรไม่มีน้ำตาล โดยใส่น้ำตาลเทียมทดแทนลงไป แต่สิ่งที่ยังมีอยู่ในน้ำอัดลมคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ทำให้ท้องอืด จุกเสียดได้

 

ภาพ : freepik

9 เทรนด์ดูแลหัวใจให้ฟิตไปนานแสนนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575595

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

9 เทรนด์ดูแลหัวใจให้ฟิตไปนานแสนนาน

ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว มาตั้งใจดูแลตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีต้อนรับอีกครึ่งปีกันดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ เพราะไม่ว่าจะวันไหนๆ การดูแลหัวใจก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย การมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงย่อมช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวสุขภาพดี

จากข้อมูลสถิติทางการแพทย์ พบว่าโรคหัวใจถือเป็นโรคที่ติดอันดับ 1 ใน 3 โรคที่คร่าชีวิตคนไทยมาตลอดและมีแนวโน้มสถิติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี สาเหตุอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป อาหารการกิน รวมถึงคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย อ้วน สูบบุหรี่ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ การหันกลับมาดูแลตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจ ก็จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกทาง เราจึงอยากชวนทุกคนมาดูแลสุขภาพหัวใจกับ 9 เทรนด์ที่ช่วยให้หัวใจฟิตไปอีกนาน ได้ด้วยวิธีการดังนี้คือ

1.เริ่มอร่อยให้หยุด

เพราะอาหารส่วนใหญ่มีทั้งรสหวาน มัน เค็ม และมักอร่อยจนรับประทานได้แบบไม่มีลิมิต เพราะฉะนั้นหากรู้สึกว่าอาหารอร่อยควรต้องหยุด ให้คิดถึงปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ใหญ่ คือ สูตร 6 – 6 – 1 น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ไขมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา/วัน

2.ซีเรียลกินแล้วดีกับหัวใจ

หนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีต่อหัวใจ คือ ซีเรียล เพราะจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

3.ออกกำลังกายหนักไปไม่ดี

แม้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่หากกำลังป่วย เป็นไข้ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจออกกำลังกายหนักเกินไป อาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แต่ในกรณีที่มีสุขภาพแข็งแรงแนะนำให้ออกกำลังกายแบบ Fat Burn ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันได้มาก อาทิ การวิ่ง ว่ายน้ำ แอโรบิก ปั่นจักรยาน เป็นต้น

4.ควรนอนให้พอและไม่นอนดึก

การนอนให้พอคือไม่ควรต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง/คืน และไม่นอนดึกจนเกินไปคือไม่ควรเกินเที่ยงคืน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

5.เทคโนโลยี Smart Watch ผู้ช่วยตรวจเช็กสุขภาพ

Smart Watch คือเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะความแข็งแรงของหัวใจ สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะที่ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ หากมีอัตราการเต้นหัวใจที่ผิดปกติควรรีบเข้ารับการตรวจเช็กกับแพทย์ด้านโรคหัวใจโดยเร็ว นอกจากนี้แนะนำให้ผู้สูงอายุใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นของโรงพยาบาลหรือเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการติดตามรายละเอียดของสุขภาพหรือในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

6.ท่องเที่ยวธรรมชาติ

การท่องเที่ยวท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์มีส่วนสำคัญในการดูแลหัวใจ เพราะออกซิเจนที่ร่างกายได้รับช่วยให้หัวใจแข็งแรง นอกจากนี้หากไปเที่ยวภูเขาที่ต้องเดินขึ้น-ลงเขา ยังช่วยให้เดินได้เป็นหมื่นก้าวถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

7.เลิกสูบบุหรี่

บุหรี่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงผลเสียต่อสุขภาพมากมาย ควรเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะสายเกินไป

8.ถ้ามีกรรมพันธุ์โรคหัวใจควรตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ

หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจย่อมส่งต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจจากพันธุกรรม การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจโดยเร็วตั้งแต่อายุ 40 ปี แต่หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรสังเกตตนเองและรีบพบแพทย์ด้านหัวใจเพื่อการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

9.โปรแกรมออกกำลังกายเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ดังนั้นการได้รับการดูแลโดยคลินิกฟื้นฟูและส่งเสริมสมรรถภาพหัวใจที่มีโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละคนตามความรุนแรงของโรค ตลอดจนทีมที่มีประสบการณ์ที่จะคอยประเมินผู้ป่วยเป็นระยะ ย่อมช่วยให้สุขภาพหัวใจเป็นปกติและกลับมาแข็งแรงได้โดยเร็ว

ถ้าปฏิบัติได้ดังที่กล่าวมาสุขภาพที่ดีไม่ไกลเกินเอื้อม การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องทำเอง ให้ใครทำแทนไม่ได้

ช้อปปิ้งหนักสาเหตุของ 6 อาการปวดเมื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592695

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2562 เวลา 17:30 น.

ช้อปปิ้งหนักสาเหตุของ 6 อาการปวดเมื่อย

6 อาการปวดเมื่อยจากการช้อปปิ้ง และวิธีการเตรียมความพร้อมก่อนช้อปกระจาย

การช้อปปิ้งถือเป็นกิจกรรมคู่กับผู้หญิงเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะช้อปปิ้งเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากงานที่เคร่งเครียด หรือมีหน้าที่จับจ่ายเลือกของกินของใช้ที่จำเป็นสำหรับครอบครัว ช้อปไปช้อปมารู้ตัวอีกทีก็ของเต็มมือแล้ว กลับบ้านมาอาการก็เริ่มกำเริบทั้งปวดแขนปวดขา

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด จากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้ข้อมูลว่า การช้อปปิ้งแต่ละครั้งผู้หญิงต้องแบกรับน้ำหนักจากการถือของที่หนัก และมีการเดินมาก จึงเป็นต้นเหตุของอาการปวดเมื่อยและเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ตามมา ร่างกายที่อาจเกิดอาการปวดเมื่อยได้ มีดังนี้

1. ปวดเมื่อยแขน เพราะมีการเกร็งจากการถือของ คล้องกระเป๋าหรือถุงต่างๆ กล้ามเนื้อแขนก็จะทำงานตลอดเวลา ยิ่งหิ้วหนักก็ยิ่งกล้ามเนื้อก็หดเกร็งมาก ปวดแขนได้ง่ายๆ

2. ปวดข้อมือลามไปถึงปวดนิ้วมือ เพราะต้องใช้ข้อมือรวมไปถึงนิ้วมือในการช่วยเกี่ยวถุง ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ อาจเกิดอาการชาตามปลายนิ้วต่างๆ ได้ บางทีอาจปวดร้าวเหมือนถูกไฟชอร์ตวิ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นมากอาจทำให้มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งมือได้ เป็นปัจจัยให้เกิดนิ้วล็อค เอ็นในข้อนิ้วอักเสบ เรื้อรังเป็นนิ้วล็อคได้

3. ปวดบ่า-ไหล่-คอ เป็นอวัยวะที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องจากแขนข้อมือ ด้วยมีกล้ามเนื้อที่ยึดติดกัน ซึ่งจุดเกาะปลายสุดของกล้ามเนื้อไหล่ไปเกาะที่กระดูกต้นคอ หากไหล่ต้องแบกหรือหิ้วหนักๆ ก็ส่งผลให้ปวดเมื่อยคอ หรือปวดร้าวจากการตึงของเส้นประสาทลงไปที่มือได้ หากหิ้วหรือสะพายหนักเกิน หรือนานต่อเนื่องเกิน

4. ปวดหลัง เวลาเดินนานๆ หลังช่วงล่างจะรับน้ำหนักมาก ทุกครั้งที่ก้าวขาลงน้ำหนักเท้าก็จะเกิดแรงกระแทกส่งไปหลัง ทำให้ปวดเมื่อยหลัง ยิ่งถ้าหิ้วของหนักๆ หลังก็จะแบกรับน้ำหนักมาก กล้ามเนื้อจะยิ่งเกร็งตัวมาก หรืออาจส่งผลให้หมอนรองกระดูกถูกกดอัดมาก อาจปวดร้าวลงสะโพกหรือลงขาได้

5. ปวดน่อง ขา จากการยืนเดินเลือกซื้อของ เพราะกล้ามเนื้อน่องเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยืน-เดิน อาจเกร็งตัว ทำให้ปวดน่องหรือเป็นตระคริวที่น่องได้

6. ปวดเข่า เข่าเป็นข้อต่อที่เหมือนรับน้ำหนักตัว ถ้าเดินเยอะ แล้วน้ำหนักมากก็มักทำให้น้ำหนักเทลงที่เข่าเกิดอาการปวดเข่าได้ง่ายๆ

วิธีเตรียมความพร้อมและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการช้อปปิ้ง

1. วางแผนและจดรายการของที่จะซื้อ กำหนดเวลาที่ช้อปปิ้ง เพื่อจะได้มีเป้าหมายในการช้อปปิ้งไม่ช้อปปิ้งจนเพลิน

2. จำกัดงบประมาณในการช้อป เพื่อช่วยบริหารเงินและเวลาในการช้อปปิ้งไม่ให้นานเกินไป

3. หลีกเลี่ยงการใช้กระเป๋าใบใหญ่มาก เพราะจะยิ่งเผลอตัวใส่ของมากเกินไป น้ำหนักก็จะมากตามไปด้วยเปลี่ยนมาเป็นกระเป๋าขนาดที่เหมาะสมกับรูปร่างของตัวเองจะดีกว่า

4. ในกรณีที่ต้องช้อปปิ้งนานๆ อาจใช้บริการฝากของหรือใช้รถเข็นของที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อร่างกายจะได้ไม่ทำงานหนักเกินไป

5. เลือกใส่รองเท้าสบายๆ ส้นไม่สูงมากยามที่เดินช้อปปิ้ง จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ต้องทำงานหนัก ป้องกันการเมื่อยล้าได้

6. บริหารข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอกและไหล่ เพื่อป้องกันการเคล็ดหรือเอ็นอักเสบง่ายๆ เช่น ยืนชิดผนังแล้วใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ทาบและไต่ขึ้น – ลงบนผนัง 10 ครั้ง หมุนข้อมือเป็นวงกลม ซ้าย – ขวา 10 ครั้ง บริหารไหล่ หมุนแขนไปข้างหน้า – หลัง เป็นวงกลมข้างละ 10 ครั้ง

7. บรรเทาอาการปวดเมื่อยขาด้วยท่าบริหารเข่า นั่งเตะขาขึ้นจากพื้นกระดกข้อเท้าเข้าหาตัว ยืดเหยียดน่องและเป็นการบริหารกล้ามเนื้อเข่า

8. หลังการช้อปปิ้ง หากรู้สึกปวดกล้ามเนื้อมาก ใช้แผ่นประคบเย็น เพื่อลดอาการปวดบวมใน 1 – 2 วันแรก หลังจากนั้นใช้แผ่นประคบร้อน พร้อมยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หรือจะใช้ยานวดหรือรับประทานยาแก้ปวดบรรเทาด้วยก็ได้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อาการเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายสามารถบรรเทาและป้องกันได้ โดยเพิ่มความใส่ใจตนเองอาจจะลองสังเกตดูว่า อาการเจ็บปวดของคุณเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง เพื่อจะได้รู้สาเหตุและหาทางหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติอีกหรือทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญรับคำแนะนำ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

Brownout เมื่อหมดใจแต่ไฟยังไม่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585333

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Brownout เมื่อหมดใจแต่ไฟยังไม่หมด

เมื่อคนทำงานหมดใจ แต่ไฟยังแรงอยู่ เช็ก 4 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราเข้าใกล้อาการ Brownout แล้วนะ

การได้ทำงานที่เรารักก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งในชีวิต และยิ่งได้ทำงานกับองค์กรดีที่นั้นถือว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว ใช่ว่าเราทุกคนจะได้สัมผัสกับความสุขที่ทั้งได้ทำงานที่ชอบและองค์กรที่ดีแบบง่ายๆ กันล่ะ เพราะถึงจะเป็นงานที่เรารักมากขนาดไหนแต่หากต้องเจอกับองค์กรที่สร้างความกดดันมากๆ ก็อาจจะทำให้คนทำงานอย่างเราๆ เกิดอาการ Brownout ขึ้นได้ แล้ว Brownout คืออาการอะไระ? ต่างจาก Burnout ที่เรารู้จักหรือไม่?

Brownout เป็นภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนทำงานที่รู้สึกไม่มีความสุข เบื่อหน่าย และทุกข์ทรมานกับเงื่อนไขและระบบบางอย่างขององค์กร ซึ่งคนที่มีอาการ Brownout ยังสามารถทำงานได้อย่างปกติ เพียงแต่ความผูกพันธ์ของพนักงานกับองค์กรจะค่อยๆ ลดน้อยลง เกิดการถอยห่างจนกระทั่งลาออกจากองค์อกรไปในที่สุด

ส่วน Burnout คือภาวะการหมดไฟ หดหู่ในการทำงาน และเฉยชาต่อทุกสิ่ง เป็นผลมาจากการทำงานที่หนักมากเกินไป ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ Brownout เป็นเพียงอาการที่หมดใจในองค์กรแต่ยังมีไฟในการทำงาน แต่ Burnout คือการหมดใจกับทุกสิ่งในการทำงานนั้นเอง

4 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราเข้าใกล้อาการ Brownout แล้วนะ

1.รู้สึกเหมือนโดนบังคับและกดดันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งถึงขั้นมีอาการแพนิค

2.ไม่มีความสนใจในด้านอื่นๆ นอกจากเรื่องงาน รวมถึงความสามารถนอกเวลาการทำงานลดลง

3.พักผ่อนน้อยและไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าและมีอาการป่วยทางกายในที่สุด

4.เกิดความบกพร่องทางความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวทั้งเพื่อน แฟน รวมถึงคนในครอบครัว

นอกจาก Brownout ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบให้กับตัวพนักงานแต่ยังสร้างผลกระทบไปถึงองค์กรด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับพนักงานที่มีความสามารถ เรียกได้ว่าเสียคนและเสียทั้งงานกันเลยทีเดียวเป็นแต่อย่างพึ่งกังวลไปเพราะอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นแบบชั่วคราวซึ่งสามารถเยียวยาและรักษาให้หายได้  หากองค์กรเปลี่ยนแปลงระบบเพื่อให้ตอบโจทย์กับพนักงาน

คริสติน่า ทอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญคอนเทนต์ด้านการตลาดของเว็บไซต์ Quantum Workplace ได้พูดถึงสาเหตุการลาออกของพนักงานที่มีความสามารถ ดังนี้

  • รู้สึกล้มเหลวกับความท้าทาย ดาวเด่นในที่ทำงานส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้มองหางานที่ง่าย หรืองานที่เป็นแบบงานรูทีน แต่พวกเขาต้องการงานที่ท้าทายความสามารถเพื่อวัดความสามารถของตัวเอง ดังนั้นองค์กรจึงต้องถามถึงความต้องการเพื่อแมทงานหรือโปรเจ็กต์ให้เหมาะสม
  • ต้องแบกภาระงานที่หนักอึ้ง เมื่อพนักงานทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้านายก็มักจะมอบหมายงานให้มากขึ้น เพราะเห็นว่าพวกเขามีความสามารถ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรับมือกับงานได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เพิ่มความเหนื่อยล้าที่อาจจะนำไปสู่อาการเหนื่อยหน่ายใจในที่สุด
  • ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนกับพนักงาน หลายๆ องค์กรมักจะกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง หรือความต้องการที่อยากจะให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้า พนักงานเก่งๆ หลายคนก็อยากจะใช้ความสามรถที่มีในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ กลับต้องมาสะดุดเพราะองค์กรไม่ได้กำหนดจุดประสงค์ในการทำงานของพวกเขาให้ชัดเจนเท่าที่ควรจะเป็น
  • การพัฒนาศักยภาพที่บกพร่อง ถึงแม่จะเป็นพนักงานที่มีความสามารถ พวกเขาก็ยังต้องการที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง ซึ่งการเพิ่มทักษะของพวกเขาอาจมาจากโปรเจ็กต์หรืองานที่เจ้านายมอบให้แต่พวกเขากลับไม่สามารถขอคำแนะนำหรือการถ่ายทอดงานจากพนักงานเก่าๆได้

จากปัญหาทั้ง 4 สาเหตุที่กล่าวมานี้ หลายๆ องค์กรมักเลือกใช้วิธี “เพิ่มเงิน” เมื่อมีพนักงานโบกมือลาองค์กรไป ซึ่งขอบอกเลยว่าวิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เพราะเมื่อหมดใจอะไรก็รั้งไม่อยู่จริงๆ ทางออกที่ดี่สุดคือ การปรับเปลี่ยนตั้งแต่ระดับบริหาร ระดับการจัดการและระดับพนักงาน เพื่อพูดคุยถึงความต้องการในการทำงานรวมถึงความต้องการส่วนตัว เพื่อลดอาการหมดใจ เพิ่มไฟให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ของพนักงานกับองค์กรให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะพนักงานถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดขององค์กรที่จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตต่อไปได้

 

อ้างอิงจาก: Quantum Workplace

รูปภาพ : Pixabay

คนไทยติดอันดับท็อปชาร์ตมีมารยาทขณะเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592663

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

คนไทยติดอันดับท็อปชาร์ตมีมารยาทขณะเดินทาง

จากการศึกษามารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรมของนักเดินทางทั่วโลก พบคนส่วนใหญ่แสดงความมีน้ำใจต่อกันมากกว่าที่เราเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ และคนไทยติดอันดับท็อปชาร์ต

ผลการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและมารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรมประจำปี 2562 จาก เอ็กซ์พีเดีย ประเทศไทย ในปีนี้ ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อใช้บริการบนเครื่องบินและในโรงแรม โดยส่วนหนึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลจากนักเดินทางชาวไทยจำนวน 601 คน โดยเป็นเที่ยวบินส่วนบุคคลเฉลี่ยคนละ 11.2 เที่ยวบิน และเดินทางเพื่อธุรกิจเฉลี่ยคนละ 10.1 เที่ยวบินต่อปี

รายงานนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของนักเดินทางทั่วโลกเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าพอใจ และพฤติกรรมที่น่ารำคาญต่อคนส่วนใหญ่ แบบเจาะลึกรายละเอียดตั้งแต่ระดับภาคพื้นดินไปจนถึงบนอากาศ ในขณะที่เรามักจะได้รับรู้เรื่องราวแต่ในแง่ไม่ดีของพฤติกรรมที่น่ารังเกียจระหว่างเดินทางตามสื่อสังคมออนไลน์ แต่ผลสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีแง่มุมดีๆ ที่นักเดินทางส่วนใหญ่มีจิตเมตตาและมีน้ำใจต่อผู้อื่นมากกว่าที่เราคิด

“เท่าที่เห็นในสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความมีน้ำใจต่อกันยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก และไม่น่าแปลกใจเลยที่นักเดินทางชาวไทยซึ่งได้รับการสืบทอดมรดกและวัฒนธรรมไทย ติดอับดับท็อปชาร์ตในเรื่องการแสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อนนักเดินทางด้วยกัน” ลาวิเนีย ราชราม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร แบรนด์เอ็กซ์พีเดีย เอเชียแปซิฟิก กล่าว

ความปรารถนาดีต่อกันบนเครื่องบิน

เมื่อพูดถึงความมีน้ำใจ ร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกยินดีช่วยผู้อื่นยกกระเป๋าเดินทางขึ้นไปเก็บบนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และนักเดินทางชาวไทยติดอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 50

แต่ก็มีข้อมูลของความมีน้ำใจต่อกันในด้านอื่นๆ มาให้ทราบกัน ดังนี้

  • ชาวอเมริกันเต็มใจเปลี่ยนที่นั่งกับผู้โดยสารอื่นมากที่สุดถึงร้อยละ 42 และคนไต้หวันร้อยละ 40 คนไทยอยู่ ระดับกลางๆ ร้อยละ 22 ขณะที่ชาวดัตช์มีจำนวนร้อยละ 21 และคนญี่ปุ่นมีแนวโน้มน้อยที่สุด ร้อยละ 9
  • คนไทยนั้นเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนต่อผู้อื่นมากที่สุด แนวโน้มที่จะนำอาหารที่มีกลิ่นแรงขึ้นเครื่องบินจึงมีจำนวนค่อนข้างน้อย เพียงร้อยละ 15 ตามด้วยคนญี่ปุ่นร้อยละ 13 และคนไต้หวันร้อยละ 11 ในทางกลับกันชาวอินเดียมีจำนวนถึงร้อยละ 31และชาวอเมริกัน 30% ที่ไม่สนใจคนรอบข้าง
  • คนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีมากที่สุด เช่นช่วยส่งกระดาษทิชชูหรือให้ยาแก้ไอเมื่อพบเห็นคนเจ็บป่วย คือชาวออสเตรีย ร้อยละ 57 รองลงมาคือคนไทยร้อยละ 54 ส่วนคนญี่ปุ่นร้อยละ 19 และคนเกาหลีใต้ร้อยละ 24 จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่มีอาการไอหรือจามน้อยที่สุด

การเผชิญหน้ากับผู้โดยสารที่น่ารำคาญ?

นักเดินทางจำนวนมากจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงความน่ารำคาญบนเครื่องบิน ในรายงานระบุว่า นักเดินทางจำนวนร้อยละ 95 บอกว่าพวกเขาจะไม่ยอมเมา ซึ่งนั่นถือว่าโชคดี เพราะผลของผู้ตอบ แบบสอบถามทั่วโลกในปีนี้ จำนวนร้อยละ 43 ระบุว่าผู้โดยสารที่เมาเป็นพฤติกรรมที่น่ารำคาญที่สุดบนเครื่องบิน ซึ่งมี จำนวนเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ยอมรับว่าพวกเขาเมาเหล้าบนเครื่องบิน

5 อันดับพฤติกรรมที่น่ารำคาญมากที่สุดสำหรับผู้โดยสารชาวไทย ได้แก่

  1. คนเมา ร้อยละ 43
  2. คนป่วยที่แพร่เชื้อโรค ร้อยละ 35
  3. คนที่มีกลิ่นตัวแรง ร้อยละ 27
  4. คนที่ชอบเตะ/ชน/ดึงที่นั่ง ร้อยละ 25
  5. พ่อแม่ที่ไม่เอาใจใส่ลูกๆ ร้อยละ 24

ลุกขึ้นต่อต้านพฤติกรรมแย่ๆ

คนบางคนก็สามารถแสดงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดกับต่อผู้โดยสารคนอื่นขณะที่นั่งกักติดอยู่กับที่บนเครื่องบิน แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อจัดการกับนักเดินทางที่หยาบคายเหล่านี้ได้ ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้โดยสารที่พฤติกรรมแย่ ๆ เหล่านี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการพูดกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้โดยสารชาวไทยส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

  • ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 61 ตามด้วยชาวสวิส 57 และชาวเยอรมัน 57 มีแนวโน้มที่จะเผชิญหน้าโดยตรงกับพวกที่ชอบเตะที่นั่ง ในขณะที่นักเดินทางชาวไทยร้อยละ 41 จะขอให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นคนจัดการแทน
  • คนไทยร้อยละ 69 จะตรงไปแจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเมื่อพบกับผู้โดยสารที่แสดงพฤติกรรมหยาบคายต่อผู้โดยสารอื่น และคนไทยเพียงร้อยละ 16 เลือกเผชิญหน้ากับนักเดินทางที่หยาบคายโดยตรง
  • ส่วนพฤติกรรมแย่งที่วางแขนบนเครื่องบิน คนไทยร้อยละ 50 จะพูดตรง ๆ หากมีใครล้ำเข้ามายังที่วางแขนของตนและไม่ยอมให้มีที่ว่างแก่ผู้อื่นเด็ดขาด ซึ่งใกล้เคียงกับนักเดินทางชาวออสเตรียที่มีอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 60

คนไทยเป็นคนมีน้ำใจบนเครื่องบิน แต่มีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพบกับมารยาทยอดแย่ในโรงแรม?

ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกร้อยละ 70 บอกว่าพวกเขาจะโทรไปที่แผนกต้อนรับเพื่อขอความช่วยเหลือหากพบปัญหาเสียงดังรบกวนระหว่างการเข้าพักในโรงแรม ซึ่งคนไทยมีจำนวนสูงกว่าโดยเฉลี่ยร้อยละ 74 เลือกใช้วิธีเดียวกับคนส่วนใหญ่ทั่วโลก

  • คนอินเดียร้อยละ 30 มีแนวโน้มที่จะเผชิญหน้าโดยตรงเมื่อพบว่ามีคนส่งเสียงดังที่สระว่ายน้ำ ส่วนชาวนิวซีแลนด์ร้อยละ 44 และชาวออสเตรเลียร้อยละ 40 เลือกที่จะปล่อยวางและเพิกเฉย ส่วนคนไทยร้อยละ 60 จะแจ้งปัญหานี้กับเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวหรือแจ้งผู้บริหารโรงแรมแทนที่จะเผชิญหน้าด้วยตัวเอง

5 อันดับมารยาทที่น่ารำคาญที่สุดในโรงแรมสำหรับนักเดินทางชาวไทย

  • พ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลยลูก ร้อยละ 42
  • พวกสำมะเทเมาในห้องพัก ร้อยละ 36
  • พวกขี้เมาที่บาร์ ร้อยละ 31
  • พวกที่ชอบเอะอะโวยวาย ร้อยละ 27
  • พวกที่ชอบปาร์ตี้ ร้อยละ 25

มารยาทในการเช่าสถานที่พักช่วงวันหยุด

เวลาที่ไปเช่าบ้านพักตากอากาศ คนไทยร้อยละ 26 มีความพอใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าบ้าน แต่พวกเขาก็เห็นด้วยว่ามีเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรกระทำเช่น

  • การปัสสาวะลงในสระว่ายน้ำ ร้อยละ 68
  • การนำของใช้ส่วนตัวกลับบ้าน ร้อยละ 51
  • การนำหนังสือหรือภาพยนตร์กลับบ้าน ร้อยละ 43

เมื่อกล่าวถึงพฤติกรรมที่ดี การมอบของที่ระลึกดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์สากลของการแสดงความเคารพต่อกันในหมู่นักเดินทางชาวไทย ร้อยละ 18 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยกล่าวว่าพวกเขารู้สึกซาบซึ้งเมื่อได้รับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการต้อนรับขณะเดินทางถึงที่พัก การมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารในบริเวณนั้น ๆ ตามมาเป็นอันดับสอง โดยนักเดินทางชาวไทย ร้อยละ 26 บอกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดคือสิ่งที่เจ้าของสถานที่สามารถทำให้มากเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำให้เห็นว่า การดูแลแบบเป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคลยังคงได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ฉะนั้น การต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านที่ดีรวมถึงการบริการอาหารฟรีจึงเป็นหนทางที่จะชนะใจนักท่องเที่ยวได้

“ทุกๆ ปี เราช่วยคนจำนวนหลายล้านคนในการเดินทาง และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราคือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่นักเดินทางเท่าที่จะเป็นไปได้ เรารู้ว่าจะตอบสนองนักเดินทางแต่ละคนอย่างไรในขณะที่เดินทางซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความรู้สึกของเรา ดังนั้น เราขอแนะนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเพื่อช่วยให้นักเดินทางแสดงความมีน้ำใจต่อกันระหว่างการเดินทาง” ลาวิเนีย กล่าว

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เมื่อคุณกำลังจะเดินทางครั้งต่อไป 

  • ให้ความช่วยเหลือ! หากคุณเห็นเพื่อนร่วมเดินทางต้องการความช่วยเหลือ ให้เสนอความช่วยเหลือและดูว่าอะไรคุณสามารถช่วยอะไรได้ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น อาจเป็นเรื่องง่าย ๆ เช่น การช่วยยกสัมภาระหนักหรือให้ช่วยดูแลเด็กที่ซุกซน
  • นักเดินทางส่วนใหญ่พยายามที่บรรลุเป้าหมายของการพักร้อน – โดยเฉพาะหลังจากมีคะแนนสะสมและได้รับข้อเสนอดี ๆ กับเอ็กซ์พีเดีย ให้ใช้ความสุภาพ อย่าเริ่มต้นด้วยการทะเลาะหรือเผชิญหน้า
  • มีมารยาทในการใช้พื้นที่สาธารณะรอบตัวคุณ หากคุณคิดว่าคุณต้องการพื้นที่มากขึ้นในการยืดแข้งยืดขาระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน คุณควรพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่ออัพเกรดที่นั่งของคุณ
  • หากคุณเจ็บป่วยแต่มีความจำเป็นต้องเดินทาง อย่าแพร่เชื้อโรคต่อผู้อื่น ให้หมั่นทำความสะอาดรอบตัวคุณบ่อยเท่าที่เป็นไปได้และขอที่นั่งให้อยู่ห่างจากผู้โดยสารคนอื่น ๆ ทุกคนจะซาบซึ้งในความพยายามของคุณที่จะรักษาสุขภาพที่ดีแก่ผู้อื่น
  • เมื่ออยู่ในบ้านพักตากอากาศ ให้ดูแลเอาใจใส่เหมือนเป็นบ้านของตัวเองและเคารพเจ้าของบ้าน อย่าทิ้งความยุ่งเหยิง ไม่หยิบจับข้าวของส่วนตัวใด ๆ ของเจ้าของ หรือที่นำสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของคุณกลับบ้าน

ต้องการศึกษาว่ามารยาทในการเดินทางของประเทศไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่? เข้าไปตอบคำถามสั้นๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://travelblog.expedia.co.th/airplane-etiquette-quiz/ และค้นหาจุดหมายปลายทางที่มีมารยาทที่ตรงใจคุณ หากต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางและแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดได้ที่บล็อกท่องเที่ยวของเอ็กซ์พีเดีย https://travelblog.expedia.co.th/