ปรับลุคสวยเป๊ะปัง สไตล์เมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592456

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ปรับลุคสวยเป๊ะปัง สไตล์เมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋ว

รวมทริคแต่งหน้าง่ายๆ สไตล์ “น้องแพร พาเพลิน” ปรับลุคสวยปังแบบฉบับเมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋วแห่งยุค

นอกจากจะเป็นเมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋วที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครๆ หลายคนในการเดินตามฝันแล้ว “น้องแพร พาเพลิน” หรือ น้องแพร-ณัฏฐนันท์ สนุ่นรัตน์ยังมีฝีมือการแต่งหน้าที่เรียกว่าจะแต่งครีเอทลุคไหนก็สวยเจิดจรัส จนจุดประกายให้สาวๆ หลายคนอยากจะฝึกแต่งหน้าเหมือนน้องแพร งานนี้ สุเนตรดาว โพธิ์มณี และ ณัฐธิดา พรหมวงศ์ทิพย์ สองบอสสาวคนเก่ง แห่ง บริษัท ทีเอสดี เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เฟรยา มาส์ก (Freyja Mask) มาส์กนำเข้าจากประเทศเกาหลี บำรุงผิวหน้าอย่างมีระดับ เลยขอจัดกิจกรรม “Freyja Peau Live by น้องแพรพาเพลิน” ให้สาวๆ ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรม “New Look New Life” ได้มาปรับลุค เรียนเทคนิคเคล็ดลับวิธีการแต่งหน้า บอกเลยว่างานนี้สวยฉ่ำจัดเต็ม และใครๆ ก็แต่งตามได้ง่ายๆ

ขั้นตอนแรก น้องแพรขอเริ่มต้นด้วยการทำความสะผิวหน้าและเตรียมสภาพผิว โดยบอกว่า “ก่อนเริ่มต้นเมคอัพควรทำความสะอาดผิวเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างในผิว นอกจากจะช่วยให้เมคอัพดูสวยติดทนมาขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหาสิวอีกด้วยนะคะ โดยวันนี้จะใช้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เฟรยา คลีนซิ่ง (Freyja Cleansing) คลีนซิ่งน้ำแร่ประจุลบ นวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่นทำความสะอาดและบำรุงในขั้นตอนเดียว ซึ่งตัวนี้ได้รับรางวัลจาก แพรว และ Cleo ด้วยนะคะ”

ขั้นตอนบำรุงผิว ด้วย เฟรยา มาส์ก (Freyja Mask) มาส์กนำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งแผ่นมาส์ก Tencel ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ มาส์กแนบสนิทเนียนกับผิวหน้า ซึ่งเป็นสูตร Firming Vitamin Mask น้องแพรบอกเคล็ดลับว่า “การมาส์กหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนแต่งหน้าจะช่วยเมคอัพดูสดใส และติดทนมากยิ่งขึ้นค่ะ”

ขั้นตอนของการเมคอัพ น้องแพรจะแนะนำลุคเบาๆ สบายๆ เน้นดวงตาให้ดูโดดเด่น เริ่มต้นดวยการลงไพรเมอร์เพื่อให้เมคอัพติดทนยิ่งขึ้น น้องแพร แนะนำทริคว่า “สำหรับคนผิวหน้าแห้งให้เลือกไพรมเมอร์ที่เป็นออยล์เบส จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวไม่ให้ผิวแห้ง ส่วนคนที่ผิวมันให้เลือกเป็นวอเตอร์เบสเพื่อรักษาสมดุลความมันของผิว”

ขั้นตอนการปกปิดผิว โดยลุคนี้จะเน้นการเผยผิวธรรมชาติจึงไม่ลงรองพื้น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาผิวก็แนะนำเป็นรองพื้นสูตรบางเบา น้องแพรแนะนำทริคในขั้นตอนนี้ว่า “จะใช้การลงคอนซีลเลอร์ในการปกปิดผิวเฉพาะจุด เพื่อให้ผิวดูสวยมากยิ่งขึ้น โดยจะใช้แปรงขนาดเล็กขนฟูขนาดเล็กแต้มคอนซีลเลอร์สีอ่อนกว่าผิวค่อยๆ เกลี่ย กดเบาๆ ลงที่บริเวณใต้ตาก่อน แล้วมาที่บริเวณปีกจมูก และมุมปาก และใช้คอนซีลเลอร์สีเข้มปกปิดสิว หรือจุดด่างดำต่างๆ บนผิวค่ะ จากนั้นลงแป้งโดยใช้แปรงขนฟูค่อยๆ ลงแป้ง ด้วยการกดเบาๆ จะช่วยให้ดูผิวเป็นธรรมชาติบางเบา ส่วนบริเวณใต้ตาใช้แปรงขนาดเล็กลงเพื่อให้ช่วยปกปิดบริเวณใต้ตามากขึ้น”

ถัดมาน้องแพรขอเริ่มการเมคอัพด้วยการเขียนคิ้วก่อน “ลุคนี้จะเน้นคิ้วธรรมชาติโดยบริเวณหัวคิ้ว จะใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นให้มีความฟุ้งฟู แต่บริเวณหางคิ้วจะเขียนให้คมชัด วาดคิ้วเสร็จแล้วก็จะใช้มาสคาร่าปัดคิ้วเน้นบริเวณหัวคิ้ว เพื่อให้คิ้วคงทนและเห็นเส้นขนคิ้วเรียงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ”

จากนั้นก็มาเริ่มลงสีเปลือกตา โดยน้องแพรจะครีเอทลุคนี้เน้นสีอายแชโดว์ด้วยสีโทนส้ม สีน้ำตาลอิฐ และสีทอง ซึ่งน้องแพรบอกว่าเป็นโทนสีที่แต่งง่ายเหมาะกับผู้หญิงทุกคน เข้ากับทุกสีผิว โดยเริ่มต้นด้วยการลงสีส้มทั่วบริเวณเปลือกตา แล้วเริ่มสร้างเบ้าตาเพื่อให้ดวงตาโดดเด่นมีมิติ โดยการใช้สีส้มอิฐ หรือน้ำตาลขึ้นอยู่กับความเข้มของเปลือกตาโดยลงสีชิคโคนขนตาล่างแล้วเกลี่ยขึ้นบริเวณหางตา และเบ้าตา ค่อยๆเพิ่มความเข้มเพื่อสร้างมิติ จากนั้นใช้อายแชโดว์สีทองกลิตเตอร์แตะบริเวณหัวตา และกลางเปลือกตา เพื่อเพิ่มความโดดเด่น จากนั้นคอมพลีทลุคด้วยการกรีดอายไลน์ชิดโคนขนตา โดยลุคนี้เน้นธรรมชาติจึงเขียนอายไลน์เนอร์เส้นไม่หนา ปัดมาสคาร่า และติดขนตาปลอม โดยเลือกขนตาที่ดูธรรมชาติ ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีพีชแบบมีชิมเมอร์ละเอียดๆ

และขั้นตอนสุดท้าย น้องแพร คอมพลีทลุคด้วยการลงคอนทัวร์และไฮไลท์ เพื่อสร้างมิติให้กับใบหน้า โดยปัดบรอนเซอร์เบาๆ บริเวณสันจมูก กรอบหน้า ใต้โหนกแก้ม และสันกราม และลงไฮไลท์บริเวณเปลือกแก้ม หน้าผาก สันจมูก คาง โดยใช้แปรงค่อยปัดเบาๆ แล้วก็ลงลิปสติกโดยใช้สีชมพูฉ่ำๆ โดยใช้แปรงทาลิปโดยทาให้มีความฟุ้งไม่ต้องให้ขอบปากชัด ลงลิปกรอสเพิ่มความอวบอิ่มเล็กน้อย และฉีดสเปรย์น้ำแร่เพื่อให้เมคอัพคงทนมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็สวยฉ่ำ แบบง่ายๆ ใครๆ ก็แต่งได้

6 ทักษะการให้ Feedback ที่หัวหน้าควรมีเพื่อทีมในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592468

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

6 ทักษะการให้ Feedback ที่หัวหน้าควรมีเพื่อทีมในฝัน

Feedback อาจเป็นได้ทั้งยาหอมและยาขมของคนทำงาน แต่เพื่อใช้สำหรับการพัฒนาศักยภาพของลูกน้องหลายๆ ด้าน หัวหน้าที่ดีจึงควรมีกระบวนการในการใช้ Feedback เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างมาตรฐาน หรือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้

ซึ่งเรารวบรวมเคล็ดลับในการสร้างศักยภาพให้กับลูกน้อง ด้วยวิธีการให้คำติชมที่ถูกวิธีและได้ผลมากที่สุดมาไว้ให้แล้ว ดังนี้

1.ต้องมีทักษะในการให้ Feedback

ทักษะจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดจากการศึกษา หมั่นพัฒนาตัวเอง ฝึกฝนบ่อยๆ โดยเฉพาะการจดจำวิธีการ ขั้นตอนหรือกระบวนการจากผู้บังคับบัญชาของเราเอง ส่วนใหญ่แล้วการให้ Feedback มีสองด้าน คือ

  • Positive Feedback คือการแสดงความชื่นชมลูกน้อง ทั้งต่อหน้าคนอื่น หรือส่วนตัว สิ่งนี้จะเกิดแรงกระตุ้นได้เป็นอย่างดี
  • Negative Feedback คือหัวหน้างานต้องกล้าที่จะตำหนิ หรือแจ้งลูกน้องให้ทราบถึงข้อผิดพลาด ซึ่งสิ่งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เทคนิคที่ดีควรมี Positive Feedback นำก่อน แล้วค่อยตามด้วย Negative Feedback

2.ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการให้ Feedback อย่างชัดเจน

ก่อนติชมหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องผลงานของลูกน้อง หัวหน้าต้องเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของลูกน้อง โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ พร้อมกับให้ Feedback เป็นข้อๆ ตามหน้าที่และเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้

3.ต้องไม่เกรงใจลูกน้องและกล้าที่จะให้ Feedback ทันที

เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ลูกน้องต้องได้รับคำติชมในผลงาน หัวหน้าควรแสดงทัศนะของตัวเองทันที เช่น กล่าวคำชมทันทีเมื่อพนักงานทำงานดี ถ้าเจอลูกน้องทำงานผิดพลาดก็ควรให้ Negative Feedback ได้เช่นกัน

4.ต้องไม่ให้ Feedback หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

เพราะการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ลูกน้องรู้สึกแย่ หัวหน้าควรให้ Feedback เป็นประเด็นที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีโอกาสชี้แจง และอธิบายเพื่อให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

6.ต้องเตรียมเอกสาร ข้อมูลที่จะ Feedback

หลังจากที่จบการให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็นเสร็จแล้วควรให้ลูกน้องได้มีโอกาสทบทวนเอกสารที่เตรียมไว้ ถ้ามีการแก้ไข ลูกน้องจะได้เห็นแนวทางการแก้ไขหรือเห็นจุดบกพร่องของงานนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน การให้ Feedback ที่มีประสิทธิภาพนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีต้นทุนต่ำมากแต่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย เพียงแต่ต้องอาศัยเวลา โดยหัวหน้างานจะต้องให้ Feedback

 

ภาพ : freepik

5 คำถามตามเทรนด์ฮอต Ketogenic Diet กินอย่างไรให้เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592478

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

5 คำถามตามเทรนด์ฮอต Ketogenic Diet กินอย่างไรให้เห็นผล

เมื่อเทรนด์การลดน้ำหนักเปลี่ยนบ่อยเหมือนเทรนด์แฟชั่น แล้วเราจะเหมาะกับวิธีนั้นๆ แค่ไหน วันนี้มารู้จัก “Ketogenic Diet” เคล็ดลับของคนอยากผอม พร้อมรู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนลงสนามจริงกันเถอะ

Ketogenic Diet คืออะไร?

อาหารคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) เป็นวิธีการเลือกบริโภคอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายเกิดการผลิตสารคีโตน (ketone) หลักการสำคัญ คือการเน้นบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและพลังงานที่มากพอให้อิ่มท้อง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก

การกินอาหารแบบ Ketogenic Diet เป็นวิธีการเลือกบริโภคอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายเกิดการผลิตสารคีโตน (ketone) หลักการสำคัญ คือการเน้นบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและพลังงานที่มากพอให้อิ่มท้อง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก

ลดแป้ง กินไขมัน แล้วจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

การกินไขมันจะไปเบิร์นไขมันได้อย่างไรกัน คำตอบเรื่องนี้ก็คือ เมื่อเราลดปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก ร่างกายอันน่าทึ่งของเราจากเดิมที่เคยนำกลูโคสในเลือดที่มาจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล มาใช้เป็นพลังงาน ร่างกายจำต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาแทนที่ นั่นคือมาจากไขมันนั่นเอง

กระบวนการนี้ก่อให้เกิดสภาวะการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตสิส (Ketosis) ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในตับ โดยหลังจากเริ่มการกินแบบคีโตเจนิกไปหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ร่างกายและสมองอาจรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยง่าย มีกลิ่นปาก แต่จะค่อยๆ ปรับจนสามารถนำไขมันและคีโตนมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแทนที่คาร์โบไฮเดรตนั่นเอง หรือเรียกง่ายๆ คือการเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นเครื่องจักรกลเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงานในตัวเองนั่นเอง

การกินแบบ Ketogenic Diet ต้องกินอย่างไร?

หากอยากเริ่มต้นการกินแบบคีโตเจนิก สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำมากๆ โดยกินไขมันและน้ำมัน แต่ต้องเป็นไขมันที่มาจากธรรมชาติ ทั้งพืชและสัตว์ โดยพยายามกินไขมันต่างชนิดควบคู่กันไป เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ เนื้อติดมัน ไขมันจากพืช เนย ชีส น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก อาหารจำพวกถั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ สามารถเลือกกินเนื้อสัตว์และไข่ได้ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม เน้นการกินผัก โดยเฉพาะจำพวกผักใบเขียว สามารถรับประทานอาหารที่ทำจากนม (แต่ควรเลี่ยงดื่มนม) โดยเน้นจำพวกที่ไม่พร่องมันเนย ดังนั้น เราสามารถสั่งกาแฟใส่ครีมแท้ ไม่รวมชีสเค้ก ชานมไข่มุก ชาเย็น ส่วนของกินเล่นเวลาว่างก็ควรจะเป็นถั่วและธัญพืชอย่างแมคคาเดเมียหรืออัลมอนด์

ถ้าเลือกกินแบบ Ketogenic Diet แล้วต้องเลี่ยงกินอะไรบ้าง?

ควรเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงเป็นหลัก อาทิ อาหารจำพวกข้าวและแป้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวบาร์เลย์, ข้าวสาลี, ข้าวไรย์, ข้าวโพด, ข้าวโอ๊ต ฯลฯ รวมไปถึงข้าวเจ้าที่เรากินกันอยู่ทุกวันเช่นกัน และผลิตภัณฑ์จากข้าวต่างๆ ทั้งพาสต้า, พิซซ่า, คุกกี้, ขนมปัง, เค้ก ฯลฯ เพราะอย่าลืมว่าเรากำลังลดคาร์โบไฮเดรตอยู่

นอกจากนี้ ควรเลี่ยงอาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น เนื่องจากมักมีสารสังเคราะห์ ไปจนถึงแป้งที่มักเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการผลิต ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้คือไขมันทรานส์ เพราะถึงแม้ว่าการกินแบบ Ketogenic จะเน้นให้กินแต่ไขมัน แต่ควรเป็นไขมันที่มาจากไขมันสัตว์ หรือพืชอย่างอะโวคาโด เป็นต้น

ทั้งนี้ สายไดเอทมักคิดว่าการลดน้ำหนักกินน้ำผลไม้แทนก็ได้ แต่ลืมคิดไปว่าผลไม้และน้ำผลไม้มักมีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำสับปะรด แตงโม กล้วย หรือมะม่วงสุก รวมถึงผลไม้อบแห้ง แช่อิ่ม และดองต่างๆ ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะหรือน้อยมากๆ จะดีกว่า

การกินวิธีนี้มีข้อเสียหรือข้อควรระวังอย่างไร?

สำหรับการกินแบบคีโตเจนิกนั้นอาจไม่เหมาะกับคนสายคลีนและมีข้อควรระวัง คือ

  • อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เพลีย นอนไม่หลับ ท้องผูก (Keto Flu) ในระยะแรกๆ ของการทำ Ketogenic Diet
  • เพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วที่ไต โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติครอบครัว หรือมีสัดส่วนของแคลเซียมต่อครีเอตินีนในปัสสาวะสูง
  • ผู้ที่มีภาวะผิดปกติเรื่องตับ ตับอ่อน หรือประวัติโคเลสเตอรอลในเลือด หรือไขมันในเลือดสูงควรระวังและปรึกษาแพทย์ หรือนักกำหนดอาหารก่อนทำ Ketogenic Diet เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างถาวรได้
  • การจำกัดคาร์โบไฮเดรตมากๆ อาจทำให้ขาดสารอาหารบางชนิด รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องกินเสริม
  • ในระยะยาวอาจจะมีปัญหา adherence หรือการทำ Ketogenic Diet ให้ต่อเนื่อง เนื่องจากการกินของคนไทยนั้น หนึ่งมักจะทานนอกบ้าน สองเป็นกิจกรรมหมู่ และสามเราเป็นประเทศที่เน้นกินข้าวเป็นหลัก
  • การเลือกกินไขมันดี คือไขมันไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดี่ยว (mono-unsaturated fat) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly-unsaturated fat) เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกกินคีโตที่ถูกต้อง ไขมันอิ่มตัวจากแหล่งเนื้อสัตว์หรือพืช เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว อาจทำให้มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตามมาในอนาคต
  • การจำกัดอาหารหรือใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งรัด อาจทำให้น้ำหนักที่ลดลงนั้นไม่ยั่งยืน และอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (eating disorder) ตามมาในระยะยาว
  • เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากการกินคีโตคือกินแต่ไขมัน งดแป้งและน้ำตาลที่เป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งให้พลังงานหลัก ทำให้เลือดกลายเป็นกรด เสียสมดุลของอินซูลิน ทำให้ไม่มีอะไรไปต้านระดับน้ำตาล จึงเสี่ยงเสียชีวิตเนื่องด้วยภาวะหมดสติ หายใจลึกกว่าปกติ

ภาพ : freepik

หมอเตือนดื่มน้ำเซเลอรี่มาก ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592408

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 12:17 น.

หมอเตือนดื่มน้ำเซเลอรี่มาก ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน

แพทย์เตือนผู้นิยมดื่มน้ำเซเลอรี่ ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวว่า มีกระแส ขึ้นฉ่ายสาย ฝ. หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง (เซเลอรี่) สามารถดีทอกซ์ร่างกายได้ พร้อมคุณประโยชน์อีกหลายประการ นั้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ผักและผลไม้หลายชนิดเป็นแหล่งของแร่ธาตุหลายชนิด อาทิ เซลีเนียม ทองแดง แมกนีเซียมและโพแทสเซียม ซึ่งแร่ธาตุ “โพแทสเซียม” นี้มีผลต่อร่างกายคือ ช่วยคุมของเหลวในและนอกเซลล์ คุมความดันโลหิต ปรับสมดุลย์แร่ธาตุโซเดียม นำพากระแสประสาท ช่วยคุมประสาทและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเป็นอันตรายโดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง “โพแทสเซียมเกิน”

“ภาวะ “โพแทสเซียมทำพิษ” ทำให้ชีวิตเปลี่ยน อาจเกิดได้ในหลายกรณีเช่น ท่านที่มีปัญหาในการขับโพแทสเซียม อย่างโรคไตวาย หลังได้รับยาเคมีบำบัด ประสบอุบัติเหตุกล้ามเนื้อบาดเจ็บ (โพแทสเซียม 80%อยู่ในกล้ามเนื้อ) กินยาลดความดัน (ACEI , ARB) หรือท่านที่มีปัญหาโรคหัวใจซึ่งต้องจำกัดโพแทสเซียม การที่โพแทสเซียมมากเกินไปทำให้เกิดอันตรายคือ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพลีย หมดเรี่ยวแรง คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บแน่นอก หายใจลำบาก หัวใจหยุดเต้น หากระดับโพแทสเซียมสูงขั้นวิกฤติ” นพ.กฤษดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤษดา ย้ำว่า แม้ไม่ต้องถึงขั้นต้องกังวลแต่เพื่อความไม่ประมาทจึงควรทราบชนิดของผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุชนิดนี้ซึ่งนอกจาก “กล้วย” และ “มะเฟือง”แล้วยังมีที่ใกล้ตัวหรือบางทีคาดไม่ถึงอีก 10 ชนิดคือ อโวคาโด มันเทศ ปวยเล้ง แตงโม น้ำมะพร้าว ถั่วขาว ถั่วดำ ถั่วแระญี่ปุ่น มันฝรั่ง ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด แอปริคอตแห้ง

ท่ายืน•นั่ง•นอน บ่งบอกอะไรในตัวเรา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592320

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

ท่ายืน•นั่ง•นอน บ่งบอกอะไรในตัวเรา?

รู้หรือไม่ว่า ท่ายืน นั่ง นอน บ่งบอกพฤติกรรมส่วนตัวและอาการเจ็บป่วยโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดคอ ปวดหลัง นอนหลับไม่สนิท ทั้งยังส่งผลต่อรูปร่าง บุคลิกภาพ และสุขภาพในระยะยาว

ท่าทางของคนเราไม่ว่าจะเป็นการยืน นั่ง นอน ล้วนบ่งบอกพฤติกรรมส่วนตัวและอาการเจ็บป่วย ทั้งยังส่งผลต่อรูปร่าง เช่น พุงยื่น หลังงอ ส่วนใหญ่เกิดจากท่าทางที่เราต่างก็เคยชินในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและสุขภาพในระยะยาว ว่าแต่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไรบอกเรากันบ้าง? แล้วการเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้เรามีสุขภาพและบุคลิกภาพดีขึ้นได้อย่างไร ? มาดูกัน

ร่างกายกำลังบอกอะไรกับเรา?

ทันทีที่เราเผลอร่างกายจะปรับเข้าสู่ท่านั่งและท่ายืนที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ เช่น คนที่นั่งหลังงอ ไหล่ห่อ คอตก มักเกิดจากการนั่งทำงาน เล่นเกม ติดสมาร์ทโฟน ซึ่งมักจะตามมาด้วยอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดเอว เมื่อยตัว อ่อนเพลียเรื้อรัง (นวดเท่าไหร่ก็ไม่หายปวดเมื่อย)

ส่วนคนที่ยืนงอเข่าข้างใดข้างหนึ่ง ไหล่ห่อ หลังค่อม พุ่งยื่น ยืนค้อมตัวไปข้างหน้า คอยื่นไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง มักเกิดจากท่าทางการยืนและการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเกิน 1 นิ้วตลอดวันและต้องยืนทรงตัวนานหลายชั่วโมง คนที่สวมรองเท้าไม่เหมาะสม เช่น พื้นรองเท้าแข็ง รองเท้าคับแน่น นิ้วเท้าเบียดซ้อน ฯลฯ

ลองปรับเปลี่ยนท่านั่งและท่ายืนให้ถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากขึ้น (แม้จะรู้สึกเกร็ง ๆ บ้างในช่วงแรก) พร้อมส่งเสริมให้บุคลิกภาพสง่างามและรูปร่างดูดีขึ้นด้วยนะ

ปรับเปลี่ยนเพื่อบุคลิกภาพที่ดี ทำไมต้องกังวลด้วยล่ะ?

หากเรายืนหรือนั่งด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน มันจะสร้างความเครียดและอาการตึงล้ากล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็นเกิดความเจ็บปวดและเสียหาย ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดรม และเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ซึ่งการปรับเปลี่ยนท่านั่งและท่ายืนจะช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อให้รู้สึกผ่อนคลาย และลดความเจ็บป่วยที่เกิดกับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านวิทยาศาสตร์กายภาพบำบัด (Journal of Physical Therapy Science) ระบุว่า ท่านั่งและท่ายืนส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก เพราะการนั่งตัวตรงจะช่วยให้กล้ามเนื้อสมดุลที่สุด ทั้งยังลดแรงกดดันที่ส่งไปยังข้อต่อและเส้นเอ็นอีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้วการยืนและการนั่งล้วนกดน้ำหนักลงบริเวณหลังส่วนล่าง แม้ว่าการยืนจะออกแรงกดมากกว่านอนราบประมาณ 5 เท่า แต่เชื่อเถอะว่าการนั่งมีพลังมากกว่านั้น การปรับเปลี่ยนท่านั่งเก้าอี้และท่ายืนจะช่วยดูแลกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เช่นเดียวกับการยืนตัวตรง ไม่ห่อไหล่ ไม่งอหลังจะช่วยให้ลดอาการตึงเล้าของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย รวมถึงลดอาการเกร็งและกล้ามเนื้อกระตุกได้ด้วย

 

บุคลิกภาพและท่าทางที่เหมาะสม

  • ยืนตัวตรง หน้าอกผ่าย คอตั้ง ผ่อนคลายช่วงไหล่ไปข้างหลังเล็กน้อย หลีกเลี่ยงการยืนงอเข่าข้างใดข้างหนึ่ง เพราะน้ำหนักตัวจะกดลงที่หัวเข่าและปลายเท้าเพียงข้างเดียว ส่งผลให้ปวดเข่า เท้าชา ปวดเท้า และบุคลิกไม่ดี
  • ปลายเท้าทั้งสองข้างควรอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ เพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักตัวที่กดลงสู่หัวเข่าและปลายเท้า
  • หลีกเลี่ยงการนั่งบนเก้าอี้หรือโซฟานุ่ม ๆ เป็นเวลานาน เพราะน้ำหนักจะกดลงบริเวณหลังส่วนล่างมากเกินไป ส่งผลให้ปวดหลังและปวดเมื่อยบริเวณเอว
  • นั่งตัวตรง ปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะสมกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ไม่ก้มหน้ามองจอ ไม่นั่งยกไหล่ เพื่อลดอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ควรมีแผ่นดันหลังเพื่อช่วยซัพพอร์ตกล้ามเนื้อหลังให้ตรงและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
  • ใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อรองรับหลังส่วนล่างเมื่อนั่งบนเก้าอี้หรือขับรถ เช่น แผ่นรองนั่ง BackJoy นำเข้าจากสหรัฐ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพและนักกายภาพบำบัดระดับโลกอย่างรุ่น BackJoy Posture Core และ BackJoy Core Traction พัฒนาจากแผ่นรองนั่งรุ่นขายดีตลอดกาล BackJoy Posture Plus ที่ทำให้ BackJoy กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแผ่นรองนั่งป้องกันอาการปวดหลังและเสริมบุคลิกภาพที่ดี โดยแผ่นรองนั่งรุ่นใหม่ได้ออกแบบฐานรองนั่งให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับสรีระได้มากขึ้น และวัสดุคุณภาพดีที่มอบสัมผัสนุ่มสบาย จนสัมผัสได้ถึงการรองรับที่ผ่อนคลายมากขึ้น

แค่ปรับ•ขยับ•เปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เราก็พร้อมมีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพดีในระยะยาวแล้วล่ะ

ยืดเส้นสักนิด…พิชิตออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592259

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

ยืดเส้นสักนิด...พิชิตออฟฟิศซินโดรม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับอาการปวดเมื่อย ตึงคอ บ่า ไหล่ อันเนื่องมาจากออฟฟิศซินโดรม มายืดเส้นหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถกันเถอะ

อาการที่พบมากในกลุ่มคนทำงานยุคนี้อย่างปวดเมื่อย ปวดตึงที่คอ บ่า ไหล่ เป็นเพราะกล้ามเนื้อตึงเครียดจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยขาดการยืดเส้นหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถ พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ หรือครูเอก ชวนหนุ่มสาวออฟฟิศมายืดเหยียดผ่อนคลายกล้ามเนื้อกับท่าง่ายๆ ที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี ซึ่งทุกคนสามารถทำตามได้แม้จะนั่งทำงานอยู่หน้าจอ โดยขอแนะนำให้ทำซ้ำๆ ทุก 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ด้วยท่าตามนี้

Chair

ยืนพิงกำแพง โดยก้าวเท้าทั้งสองข้างให้ห่างออกจากกำแพงสักเล็กน้อย ในขณะที่หลังยังติดกำแพงอยู่ ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นด้านบน ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น หลังจากนั้นค่อยๆ ย่อลำตัวลง โดยพยายามให้เข่าตั้งฉากกับข้อเท้า ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ (หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ลมหายใจ) โดยทำซ้ำ 3-5 ครั้ง จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า สำหรับสุภาพสตรียังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องในช่วงรอบเดือนได้ดี

Triangle

ยืนตรงห่างจากเก้าอี้ประมาณ 1 ก้าว ก้าวเท้าขวาไปด้านข้าง หลังจากนั้นให้กางแขนทั้งสองข้าง ออกเป็นแนวเส้นตรงให้อยู่ในแนวเดียวกับหัวไหล่ ก่อนเอนตัวไปทางขวา ในขณะที่ลำตัวยังตั้งฉาก ขณะทำจะรู้สึกตึงบริเวณด้านข้างลำตัว เมื่อยืดไปจนสุด ค่อยๆ ลดแขนวางลงบนเก้าอี้ โดยให้มือซ้ายชี้ขึ้นบนเพดาน ให้สายตามองไปที่ฝ่ามือข้างซ้าย ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ ก่อนทำซ้ำอีก 3-5 ครั้ง

Tree

ยืนตรงโดยหันด้านข้างลำตัวเข้าหาเก้าอี้ แล้วยกขาขวาวางบนเก้าอี้ โดยให้เข่าหันไปด้านข้าง พยายามให้เข่าตั้งฉากกับลำตัว ให้รู้สึกตึงบริเวณขาหนีบ ก่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ให้ปลายนิ้วมือชี้ขึ้นบนเพดาน ทำค้างไว้ 5-8 ลมหายใจ ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า รวมถึงบรรเทาอาการปวดตามข้อ

Boat

นั่งยืดหลังตรงโดยนั่งบริเวณขอบเก้าอี้ แล้วค่อยๆ เอนลำตัวไปด้านหลัง โดยพยายามยืดหลังให้ตรง ใช้มือทั้งสองข้างจับขอบเก้าอี้ไว้ พร้อมกับยกขาทั้งสองข้างขึ้น โดยให้เข่าตั้งฉากกับพื้น ในขณะที่ทำจะรู้สึกเกร็งบริเวณหน้าท้อง โดยสามารถเพิ่มความยากของท่าด้วยการชี้ปลายเท้าขึ้น ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ โดยทำซ้ำ 3-5 ครั้ง การฝึกทำท่านี้บ่อยๆ จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง หน้าท้อง และสะโพก อีกทั้งยังช่วยกระชับหน้าท้องให้แบนราบได้อีกด้วย

 

เครดิต : M2F NEWS

Office Syndrome ระวังแทบตายสุดท้ายก็เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592241

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

Office Syndrome ระวังแทบตายสุดท้ายก็เป็น

ด้วยดีกรีความเป๊ะของมนุษย์ออฟฟิศที่ขยันจนใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าบ้าน จึงอดกังวลไม่ได้ว่าบรรดาโรคภัยแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะมะเร็ง กรดไหลย้อน นอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า และโดยเฉพาะโรคออฟฟิศซินโดรม จะถามหา

แน่นอนอยู่แล้วว่าหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนทำงานที่แพร่หลายกระจายไปทุกสารทิศก็คือ “ออฟฟิศซินโดรม”

โรคและอาการของโรคนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดท่าทางในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยภายในอย่างความเครียดร่วมด้วย แม้จะพยายามลุกไปชงกาแฟ ดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง แต่เราก็นั่งทำงานจนล่วงเวลาทุกที จากงานติดพันจนอยากทำให้เสร็จตามแบบฉบับ Workaholic

ความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้เองที่สะสมเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว แม้จะสนุกกับงานจนไม่ได้รู้สึกว่ากดดันอะไร แต่การต้องแก้ปัญหาหลายๆ อย่างเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ย่อมผูกติดมากับความเครียดอยู่ลึกๆ หรือการทำงานจนเพลินแล้วเว้นวรรคไม่กินอาหารบางมื้อ การยอมอดอาหารหรืออดนอนเพื่อมาทำงานให้ทันเวลา อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้รวมกันเข้าก็สามารถทำให้เกิด โรคออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน

รู้อย่างนี้แล้วก็ลองปรับพฤติกรรมวันละนิด อย่างเช่นการหาความบันเทิงใส่ตัวแบบที่ไม่ใช่การแอบเล่นเฟซบุ๊กในเวลางาน แต่เป็นการใช้เวลาระหว่างพักกลางวันและหลังเลิกงานให้เป็นประโยชน์มากขึ้น แทนที่จะรีบๆ ลนๆ กินข้าวเที่ยงไปจ้องหน้าจอ ก็เปลี่ยนมาใส่ใจการตักข้าวแต่ละคำใส่ปาก และหากมีโอกาสก็หาทำเลนั่งกินข้าวหรือจิบกาแฟยามบ่ายในแบบที่มีวิวต้นไม้สีเขียวเป็นฉากหลังเพื่อพักสายตาไปในตัว

ส่วนตอนเย็น เมื่อหมดเวลางานแล้วแทนที่จะทำโอทีหรือรีบฝ่าการจราจรติดขัดกลับบ้าน ลองเปลี่ยนมาเดินขึ้นลงบันไดในออฟฟิศ มองหาสวนสาธารณะใกล้ที่ทำงานแล้วใส่ชุดออกกำลังกายออกไปเดินๆ วิ่งๆ ให้เหงื่อออกสักครึ่งชั่วโมง เพื่อสูดออกซิเจนจากต้นไม้ ให้อะดรีนาลินแห่งความสุขได้ไหลเวียนในตัวบ้าง พลังงานที่เรามองไม่เห็นนี่แหละ ที่เป็นยาวิเศษช่วยให้เราห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างไม่น่าเชื่อ รักงานได้ แต่ก็อย่าลืมรักตัวเองให้มากด้วยเช่นกัน

 

ภาพ : freepik

เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อยปล่อยไว้ไม่ดี หวั่นเป็นสัญญาณโรคร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592271

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อยปล่อยไว้ไม่ดี หวั่นเป็นสัญญาณโรคร้าย

หากลูกมีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อยไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายแรกๆ มาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมการป้องกันเมื่อเลือดกำเดาไหลบ่อย

อาการเลือดกำเดาไหลเป็นภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูก โดยอาจจะไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

สาเหตุ เลือดกำเดาไหลเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก มักจะเกิดในช่วงฤดุหนาวหรือช่วงอากาศแห้ง แต่ส่วนมากมักจะมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรง และเลือดมักจะหยุดเองได้ภายใน 10-15 นาที ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก เนื่องจากอากาศแห้ง โดยเฉพาะวันที่ร้อนจัด หรือหนาวจัด ร่างกายขาดวิตามินซี เกิดจากการกระทบกระเทือน หรืออุบัติเหตุ ความผิดปกติของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่พบว่าลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อย ก็อาจเป็นอาการของโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์

ข้อมูลจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย โดย รศ.พญ. ดารินทร์ ซอโสตถิกุล ฝ่ายเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ปกครองควรทราบในกรณีที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยว่า หากลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์

  • เลือดกำเดาไหลนาน ร่วมกับที่ผิวหนังมีรอยเลือดออก เช่น มีจ้ำเขียว มีจุดแดง หรือจุดเลือดออกตามตัวร่วมด้วย
  • มีเลือดออกตามไรฟัน หรือลิ้นร่วมด้วย
  • มีปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ หรืออุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย หรืออุจจาระของลูกมีเลือดปนมาด้วย
  • ลูกมีไข้สูง
  • ลูกมีอาการอาการเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง หรือผิวหนังมีสีซีดลง

การที่ลูกเลือกกำเดาไหลบ่อยอาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้แก่

  1. โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ เช่น โรควอนวิลล์แบรนด์ (von Willebrand disease – VWD) ซึ่งอาจมีประวัติเลือดออกง่ายหยุดยากในครอบครัวร่วมด้วย
  2. โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง ทำให้เกล็ดเลือดมีปริมาณต่ำลง เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิต้านทานตนเอง (immune thrombocytopenia – ITP) ซึ่งเป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่พบบ่อยในเด็ก, โรคไขกระดูกฝ่อทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดได้อย่างพอเพียง ทำให้มีโลหิตจาง ติดเชื้อง่ายเนื่องจากมีเม็ดเล็ดขาวต่ำลง และเกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่าย หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแทรกซึมอยู่ในไขกระดูก ทำให้สร้างเม็ดเลือดที่ปกติได้ลดลง

นอกจากนี้ หากลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยและเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เด็กเกิดภาวะซีดจากการสูญเสียเลือดเรื้อรัง จนเกิดภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกอยู่เสมอ หากเด็กมีอาการเวียนศีรษะ เป็นลมง่าย เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว

ไม่อยากให้ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยทำอย่างไรดี

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเลือดกำเดาไหลง่ายนั้น เบื้องต้นมีวิธีการดังนี้

  • พยายามไม่ให้จมูกของลูกแห้ง โดยอาจจะใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลินเคลือบในรูจมูกก่อนนอน
  • ปรับอุณภูมิในห้องนอนของลูก ไม่ให้อากาศแห้งเกินไป
  • ให้ลูกกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เพื่อช่วยให้หลอดเลือดฝอยในจมูกแข็งแรง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร

  1. ให้เด็กนั่งตัวเอียงไปด้านหน้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกแทนที่จะไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไป
  2. ใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกข้างที่มีเลือดกำเดาไหลเบา ๆ ประมาณ 10 นาที และหากเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์

 

ภาพ : freepik / shutterstock

4 เคล็ดลับปลุกเงินให้ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592261

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

4 เคล็ดลับปลุกเงินให้ทำงาน

สถาปนิกการเงินชวนออกแบบพอร์ตความมั่งคั่งแบบยั่งยืน แนะ 4 เคล็ดลับ “ปลุกเงินให้ทำงาน” สร้างไลฟ์สไตล์เสถียรภาพทางการเงินให้เกิดขึ้นจริง

ในยุคที่คำว่า “ความอิสระทางการเงิน” และ “การวางแผนการเงิน” เป็นหัวข้อที่ผู้คนให้ความสนใจ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ทรัพย์สินเติบโตตามเป้าหมาย หรือวางแผนให้อนาคตมีความมั่นคงทางด้านการเงิน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเตรียมแต่งงาน วางแผนเกษียณ ส่งลูกเรียนต่อ ฯลฯ

พิทักษ์ สภาธรรม ในฐานะสถาปนิกการเงิน หรือที่ปรึกษาทางการเงินและนักวางแผนการเงินอิสระ เจ้าของเพจ WealthyHealthyMe มีเคล็ดลับ 4 ข้อในการเตรียมทางเลือกเพื่อ “ปลุกเงินให้ทำงาน” ตามระยะเวลาในแต่ละช่วงวัยของชีวิต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ทางเสถียรภาพทางการเงินให้เกิดขึ้นจริง!!

ก่อนอื่นหากต้องการปลุกเงินให้ทำงาน ข้อแรกที่ต้องมี คือ “เงิน” โดยต้องจัดเงินฉุกเฉิน สำหรับรายจ่ายประจำล่วงหน้า 6 เดือน ซึ่งต้องกันเงินส่วนนี้ไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหากเกิดรายได้ที่เคยได้ประจำหยุดชะงัก และเป็นส่วนที่เหลือจากการอุดรอยรั่วทางการเงินต่างๆ อาทิ เจ็บป่วย อุบัติเหตุ รวมถึงความจำเป็นอื่นๆ ไว้แล้ว คือ “งบสำหรับนำไปปลุกให้ทำงาน”

 

ข้อสอง “ซื้อนาฬิกา” ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกสินค้าการเงินด้านการลงทุนให้เงินเติบโตที่เหมาะกับสไตล์ หรือเป้าหมายของตัวเอง โดยนำไปลงทุนในระยะต่างๆ ที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน พูดง่ายๆ คือซื้อนาฬิกาเพื่อกำหนดระยะเวลาในแต่ละช่วงของเป้าหมาย ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะ

  • “ระยะสั้น” สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สภาพคล่องสูง สามารถนำมาใช้ได้ทันที แต่อาจไม่ใช่เงินฝากออมทรัพย์ อาจเป็นกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าการออมทรัพย์ทั่วไป โดยให้ผลตอบแทน 2-3 % ในระยะเวลา 3-6 เดือน หรือ 1 ปี
  • “ระยะกลาง” สำหรับการวางแผนซื้อรถ บ้าน หรือแต่งงาน เป็นต้น สภาพคล่องระยะกลาง ได้แก่ กองทุนหุ้น หรือกองทุนผสมตราสารหนี้และหุ้น โดยกำหนดการลงทุน 3-5 ปี
  • “ระยะยาว” สำหรับใช้ช่วงเกษียณ หรือการศึกษาบุตร สภาพคล่องระยะยาว ได้แก่ กองทุนหุ้นหรือหุ้นรายตัว ใช้ระยะเวลาในการลงทุน 10 ปีขึ้นไป

ข้อสาม “การตั้งนาฬิกาปลุก” คือต้องกำหนดระยะเวลาในการลงทุนเพิ่มให้สม่ำเสมอ แบ่งเป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปี เมื่อมีรายได้ ต้องหักเงินออมตามเป้าหมายเพื่อไปลงทุนและถึงจะเป็นค่าใช้จ่าย อาจแบ่งออกเป็น 50/50 ครึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่าย และนำเงินอีกครึ่งหนึ่งไปปลุกให้ทำงาน ด้วยการลงทุน 3ระยะ คือ สั้น กลาง ยาว ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้เราใช้เงินอย่างมีจุดหมาย ไม่ใช่ใช้ไปเรื่อย ๆ จนหมด เหลือก็ลงทุน ไม่เหลือก็ไม่ลงทุน หรือแม้แต่วางเงินไว้ในที่ๆ ไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายได้แน่นอน (เงินขี้เกียจ)

สุดท้ายข้อสี่ “ยกเลิกการตั้งนาฬิกาปลุก” เมื่อถึงเวลาตามเป้าหมายแต่ละช่วงเท่านั้น เพราะบางคนคงไม่อยากเก็บเงินทั้งชีวิต และเมื่อถึงเป้าหมายในแต่ระยะ ก็สามารถยกเลิกนาฬิกาตัวนั้นได้ สิ่งสำคัญคือ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง หรือเลื่อนเวลาในการปลุกนาฬิกาไปเรื่อยๆ นั่นหมายถึง เราเลื่อนเป้าหมายเราไปเรื่อยๆ

สถาปนิกทางการเงิน ทิ้งท้ายว่า จำนวนนาฬิกาของแต่ละคนไม่เท่ากัน และการตั้งปลุก ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งนาฬิกาปลุกให้เงินไปทำงาน ตัวเราเองนี่แหละที่จะต้องถูกปลุกไปทำงานแทนทั้งชีวิต!! ติดตามคำแนะนำดีๆ เพื่อติดอาวุธลับการเงิน และช่วยให้กำหนดเป้าหมายชีวิตได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ได้ที่แฟนเพจ www.facebook.com/WealthyHealthyMe

 

ภาพ highlight : freepik

ผักพื้นบ้านไทยที่ประโยชน์ไม่ใช่แค่พื้นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592221

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ผักพื้นบ้านไทยที่ประโยชน์ไม่ใช่แค่พื้นๆ

รู้แล้วต้องกิน!! ผักพื้นบ้านตามท้องถิ่น ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีดีมากกว่าแค่ไฟเบอร์ วิตามิน แอนติออกซิแดนท์ เพราะอุดมด้วยสรรพคุณทางยาที่มากเกินราคาหลายเท่าตัว

ผักหวาน ใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามินซี บีตาแคโรทีนซึ่งช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา และมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และมีเส้นใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด ป้องกันโรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง เช่น อัลไซเมอร์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดความอ้วน ช่วยบำรุงร่างกาย

ผักกูด ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่นๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอาไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึงจะเข้ากันได้ดี

ใบยอ สมุนไพรคู่ครัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอและกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือภาคกลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง มีสารแอนทราควิโนน กระตุ้นการเผาผลาญอาหาร ต้านแบคทีเรีย ช่วยในการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้หลับสบาย อารมย์แจ่มใส บรรเทาอาการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการปวดข้อกระดูก เช่น ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าต่างๆ ได้ด้วย

ใบชะพลู ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ประโยชน์ของใบชะพลู อาทิ ช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ต้านอนุมูลอิสระต่างๆ มีรสเผ็ดร้อนช่วยทำให้เจริญอาหาร มีเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากซึ่งช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน แก้โรคตาฟาง ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง สามารถน้ำมาดื่มเป็นชาช่วยรักษาโรคเบาหวาน

ใบบัวบก คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้นเป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่าบัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย บำรุงสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตาเพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือนใบแปะก๊วย ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น ช่วยผ่อนคลายความเครียด

ผักปลัง ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

ผักแพว ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับอาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก ประโยชน์ของผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงประสาท รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น

ไหลบัว คือหน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากินสด ถือเป็นยาเย็นช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยแก้โรคท้องผูกได้ ลดความเครียดทางสมอง

ใบย่านาง จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้ เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้ ป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวานโดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง แก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ ริดสีดวงทวาร ป้องกันการเกิดโรคเกาต์ ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ

หัวปลี ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับเต้าเจี้ยวหลน กะปิคั่ว ผัดไทย ชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียง หัวปลีแก้โลหิตจาง ลดความดันโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ประโยชน์ของหัวปลี ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรงและช่วยให้ฟันขาวสะอาด ช่วยบำรุงน้ำนมสำหรับแม่ลูกอ่อน เป็นเกราะป้องกันกระเพาะ ช่วยแก้ปวดท้อง รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รักษาแผลสด ดูดหนอง และบรรเทาอาการบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด ดีต่อผู้ป่วยโลหิตจางและช่วยให้เลือดไหลเวียนดี มีสรรพคุณช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย เพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล