ติดหวานงานงอก!! รู้ทัน 10 อาการพึงระวังของคนหนักหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592213

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 12:00 น.

ติดหวานงานงอก!! รู้ทัน 10 อาการพึงระวังของคนหนักหวาน

งานงอกแน่ๆ สำหรับคนชอบเติมความหวาน เพราะนี่คือ 10 อาการที่ต้องระวัง! หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

1.ตับทำงานหนัก ก่อนน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจะผ่านไปที่ตับก่อนเพื่อย่อยสลายเป็นกลูโคสหรือฟรักโทส และตับจะสังเคราะห์ให้กลายเป็นไกลโคเจน หากกินของหวานเยอะๆ ตับก็ทำงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว

2.อินซูลินทำงานผิดปกติ เมื่อระดับน้ำตาลมากเกินไปก็จะส่งผลให้อินซูลินทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์เกิดภาวะต้านอินซูลิน จุดเริ่มต้นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

3.โรคเบาหวาน ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรงขึ้น ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรับมือความต้องการอินซูลินเพื่อใช้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง กลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

4.โรคหัวใจ อาหารที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

5.ไขมันพอกตับ เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้วก็จะถูกเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งที่ตับ และกลายเป็นไขมันในเวลาต่อมา การสะสมของไขมันเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นได้

6.ไขมันในเลือดสูง เมื่อกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากๆ แน่นอนว่าร่างกายจะนำไขมันไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ไม่ทัน จึงทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูง

7.ฟันผุ น้ำตาลเป็นอะไรที่ย่อยได้ง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถกินน้ำตาลเป็นอาหารและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเต็มช่องปาก เป็นสาเหตุของปัญหาฟันต่างๆ อาทิ ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

8.มะเร็ง เพราะอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตและการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็งแบบคูณสอง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอินซูลินและระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกาย

9.เสพติดรสหวาน จริงๆ แล้วน้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด รู้สึกอยากกินของหวานตลอด ถ้าไม่ได้กินหรือขาดรสหวานอาจพานให้อารมณ์เสียได้

10.แก่ก่อนวัย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะไปขัดขวางการซ่อมแซมคอลลาเจนในร่างกาย รวมทั้งทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักจนเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้เราแก่ก่อนวัย ผิวหนังเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น คล้ำโทรม หรืออาจจะรุนแรงไปถึงขั้นความจำเสื่อม

ภาพ : freepik

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินน้อย ป้องกันการขาดสารอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592077

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินน้อย ป้องกันการขาดสารอาหาร

เมื่อผู้สูงอายุเริ่มกินอาหารได้น้อยลง เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากขึ้น แล้วลูกหลานอย่างเราสามารถเตรียมอะไรให้พ่อและแม่ได้บ้าง

ปัญหาที่พบบ่อยในวัยสูงอายุคือปัญหาเรื่องการกินได้น้อยลง ทั้งๆ ที่วัยนี้ต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น แม้ว่าจะกินได้ไม่เยอะแต่ก็ต้องกินให้ครบ 5 หมู่

สาเหตุของปัญหาคือเมื่อย่างเข้าสู่วัย 60 ปี ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง ทานอะไรก็ย่อยยาก ไม่สบายท้อง กระดูกและฟันก็เสื่อมสภาพ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร เมื่อไม่กิน ก็จะเริ่มขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว จนกล้ามเนื้อลีบ น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย ซึม ไม่อยากเดิน พูดน้อย ป่วยบ่อย ลูกหลานอย่างเรา พอเห็นพ่อแม่เจ็บป่วยก็มุ่งเน้นไปรักษาโรคนั้นๆ บางครอบครัวก็เข้าใจผิดว่าเกิดจากความชราก็เลยปล่อยไป ทั้งที่จริงๆ แล้วเกิดจากภาวะการขาดสารอาหาร เพราะไม่ได้กินอาหารที่เหมาะสมนั่นเอง

 

วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินได้น้อยลง คืนรอยยิ้มของคนที่เรารักกับ 10 ข้อปฎิบัติง่ายๆ ดังนี้

1. เลือกอาหารที่ให้คุณค่าครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักผู้สูงอายุให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2. กินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมคือวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลายคนเข้าใจผิด เน้นแต่วิตามิน ผัก ผลไม้ จริงๆแล้วโปรตีนที่ดี และเพียงพอนี่แหละจะช่วยเสริมให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

3. เลี่ยงน้ำตาลให้น้อยลง เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลแกว่งขึ้นสูง เช่น ข้าวกล้องจะดีกว่าข้าวขัดสี

4. งดอาหารที่มีไขมันสูง เนื้อสัตว์ติดมัน และเลือกปรุงอาหารโดยใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และให้เลี่ยงการทอดด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานานเพื่อไม่ให้ไขมันจากพืชเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์

5. กินอาหารที่ให้วิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอ หรือดื่มน้ำผักผลไม้ เช่น น้ำขิง น้ำมะตูม น้ำส้มคั้นโดยไม่ใส่น้ำตาลเพื่อรับวิตามิน และกินอาหารที่ให้แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน และงดเกลือโดยเฉพาะผู้ที่มีความดันเลือดสูง

6. หากกินแต่ละมื้อได้น้อย ให้แบ่งกินทีละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ เช่น 4-5 มื้อ

7. อาหารต้องผ่านการปรุงสุก ในลักษณะเปื่อย นุ่ม เพื่อช่วยให้เคี้ยวและย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา

8. หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส อาหารหมักดอง อาหารรสจัด

9. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และงดบุหรี่

10. ที่สำคัญ ควรให้ท่านดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และขยับเขยื้อน หรือออกกำลังกายตามสมควร

ภาพ freepik

7 เทคนิคสร้างสุขได้แม้ซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592076

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 17:30 น.

7 เทคนิคสร้างสุขได้แม้ซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูดีมีความมั่นใจในตัวเองได้

คนเราเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคนี้มากที่สุดสำหรับคนไทย คือความเครียดสะสมจากการเดินทางในสภาพการจราจรที่ติดขัด งานที่เคร่งเครียดต้องติดต่อคุยกันแทบ 24 ชั่วโมง  และสาเหตุรองลงมาก็คือพันธุกรรม ความผิดปกติด้านสารเคมีในสมอง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สูญเสียความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมลดลง มีชีวิตโดดเดี่ยว บุคลิกภาพไม่ดี สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ลบ แต่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูดีมีความมั่นใจในตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าพยายามตั้งเป้าหมายในการทำงานที่สูงและมีความรับผิดชอบมากเกินไป ควรแยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อจะไม่เพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง

2.เลี่ยงการอยู่เพียงลำพัง ควรเลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การชมภาพยนตร์ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม

3.ให้คนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีภาวะทางอารมณ์ขึ้นสุดลงสุด ทำให้ยากแก่การคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

4.ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ข้อนี้สำคัญมากที่สุด เพราะถ้าคุณไม่ยอมรับว่าเป็น ก็จะไม่ยอมรับการรักษาและปรับตัวในการใช้ชีวิต

5.เลือกทำในสิ่งที่รัก ควรใช้เวลาว่างจากการทำงานไปทำงานอดิเรกที่คุณชอบ เช่น เล่นเกม ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารความสุขเพิ่มมากขึ้น ลดอาการซึมเศร้าให้น้อยลงจนเกือบเป็นปกติ

6.สนุกกับการแต่งตัว การแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นจะช่วยให้คุณดูดีขึ้น มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

7.เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมจะช่วยให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเมื่อทำสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น นอกจากนี้ยังใช้เวลาไปกับมิตรภาพใหม่ๆ ของคนที่มีจิตใจอาสาทำความดีเพื่อสังคม และเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้นก็จะรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองและมีความสุขในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น

ภาพ freepik.com

4 ความเชื่อเรื่องสายตาเอียงที่เถียงกันไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591967

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

4 ความเชื่อเรื่องสายตาเอียงที่เถียงกันไม่จบ

จักษุแพทย์ไขข้อข้องใจ ทำไมแม่ถึงบอกเราว่า “อย่านอนดูโทรทัศน์เดี๋ยวสายตาเอียง?” พร้อมทลายความเชื่อฝังหัวเกี่ยวกับปัญหาสายตาเอียงที่เถียงกันไม่รู้จบ

จากบทความที่เขียนโดย พญ.ศศิวิมล จันทรศรี จักษุแพทย์ ระบุว่า มีความเชื่อหลายอย่างที่ผู้คนพูดกันเกี่ยวกับสาเหตุและอาการของสายตาเอียง อาทิ นอนอ่านหนังสือ นอนดูโทรทัศน์แล้วจะสายตาเอียง?  คนที่ขีดเส้นเอียง เขียนหนังสือไม่ตรงบรรทัด เป็นคนสายตาเอียง?  สายตาคนจะเอียงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น? หรือคนตาเหล่ คือคนที่มีสายตาเอียง? เหล่านี้เป็นจริงแค่ไหน มาดูคำตอบกัน

1.นอนดูโทรทัศน์แล้วจะสายตาเอียง?

การนอนดูโทรทัศน์ นอนอ่านหนังสือ หรือนอนเพ่งมองจอมือถือมากๆ จะทำให้เราสายตาเอียง ความเชื่อเรื่องนี้ #ไม่เป็นความจริง เพราะว่าสายตาเอียงคือความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากโครงสร้างกระจกตาหรือเลนส์แก้วตา ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม

อย่างไรก็ตาม การนอนอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์จะทำให้การมองอยู่ในท่วงท่าที่กล้ามเนื้อตาไม่อยู่ในแนวตรงเป็นเวลานานจึงเป็นเหตุให้เมื่อยล้าตา หรือตามัวจนเห็นภาพซ้อนได้ ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านจึงเชื่อว่านั่นคือต้นเหตุของสายตาเอียง และนำมาบอกต่อกันเพื่อห้ามปรามมิให้บุตรหลานนอนอ่านมากเกินไป

2.คนขีดเส้นไม่ตรง เขียนหนังสือไม่ตรงบรรทัด เป็นคนสายตาเอียง?

ผลของการขีดเส้น การวาดภาพ การถอยรถเข้าจอด ถ้าไม่ตรงตามต้องการจะโทษว่าเป็นเพราะสายตาเอียงอย่างเดียวก็คง #ไม่ถูกนัก เพราะทักษะเหล่านี้คือการใช้มือสัมพันธ์กับดวงตา (Eye-Hand Coordination) โดยตาเป็นตัวรับข้อมูล แล้วส่งข้อมูลไปยังสมองเพื่อประมวลผลและบังคับให้กล้ามเนื้อแขนไปถึงมือขยับไปตามสมองสั่งอย่างถูกต้อง แม้คนที่สายตาดีก็อาจจะมีปัญหานี้ได้ถ้าการประสานงานของ ตา สมอง และมือไม่ดีพอ การฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้พัฒนาขึ้นได้

3.สายตาของคนเราจะเอียงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น?

สำหรับปัญหาสายตาสั้น เป็นความจริงที่ค่าสายตามักจะเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่นแล้วค่อยๆ คงที่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ แต่สำหรับสายตาเอียง สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี

กรณีแรก คือสายตาเอียงที่เกิดจากกระจกตา แม้อายุมากขึ้นสายตาเอียงก็มักไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะโครงสร้างกระจกตาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ

กรณีที่สอง คือสายตาเอียงเกิดที่เลนส์แก้วตา #ค่าสายตาเอียงอาจเพิ่มขึ้นได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะเลนส์แก้วตามีการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้สายตาสั้นและเอียงมากขึ้นด้วยเมื่อเลนส์แก้วตาเริ่มขุ่นจนกลายเป็นต้อกระจก

4.คนตาเหล่ หรือตาเข คือคนที่มีสายตาเอียง?

มีคนจำนวนมากเรียกอาการที่ตาทั้งสองข้างไม่สามัคคีกัน คือมองไม่ตรงไปทางเดียวกันว่า “ตาเอียง” ซึ่ง #ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดปกติเช่นนี้ เรียกว่า “ตาเหล่” หรือ “ตาเข” เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาที่บังคับให้ตามองไปยังทิศทางต่างๆ ซ้าย ขวา บน ล่าง ไม่ใช่โครงสร้างความโค้งของกระจกตาหรือเลนส์แก้วตา

 

สำหรับปัญหาสายตาเอียง (Astigmatism หรือ Cylinder) เป็นสายตาผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างลูกตาประเภทหนึ่ง นอกเหนือจากสายตาสั้น (Myopia) และสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia หรือ Hypermetropia) โดยผู้ที่มีสายตาผิดปกติอาจมีสายตาเอียงอย่างเดียวก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบร่วมกับสายตาสั้นหรือสายตายาว

อาการที่น่าสงสัยว่าอาจมีสายตาเอียง ได้แก่

  1. ตามัว โดยอาจจะมัวโดยภาพรวม หรือ มัวในบางมุมบางองศาก็ได้
  2. ปวดเมื่อยตาง่าย ไม่สบายตาบ่อยๆ เวลาใช้สายตา
  3. ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสายตาเอียงน้อยๆ ซึ่งมองเห็นได้ดี
  4. ต้องหยีตาเพ่งตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น
  5. ต้องเอียงคอมองเพื่อให้เห็นชัดขึ้น

ภาพ : freepik

How to เหตุผลที่คนเราไม่ควรออกกำลังแบบเดิมๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591969

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

How to เหตุผลที่คนเราไม่ควรออกกำลังแบบเดิมๆ

กว่าจะค้นพบว่าตัวเองชอบการออกกำลังกายแบบไหน บางคนต้องใช้เวลายาวนาน เมื่อเจอสิ่งใช่…ใจจึงไม่อยากเปลี่ยน แต่รู้มั้ยว่าเมื่อออกกำลังกายซ้ำรูปแบบเดิมๆ ไปสักระยะหนึ่ง เราจะเริ่มไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

เมื่อออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายเราจะปรับตัวเพราะคุ้นเคยกับการใช้งานแบบนั้นแล้ว ดังนั้น จากเดิมที่ร่างกายกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน พอร่างกายชินกับการเคลื่อนไหวลักษณะนี้จนกล้ามเนื้อจำว่าเป็นการทำงานตามอัตโนมัติ จะทำให้เกิดการเผาผลาญได้น้อยลง ทั้งๆ ที่ออกกำลังกายแบบเดิมในระยะเวลาเท่าเดิม หลายคนจึงรู้สึกได้ว่าน้ำหนักลดได้ยาก ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่ออกกำลังกาย

เพราะเหตุใดเราจึงควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกาย?

1.เปลี่ยนใหม่เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่คุ้นชิน

เมื่อออกกำลังด้วยกิจกรรมเดิมไปนานๆ จะทำให้เราใช้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล้ามเนื้อเลยไม่ทำงานหนักเหมือนตอนที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ จึงไม่เผาผลาญพลังงานมากเหมือนก่อน ส่งผลให้น้ำหนักก็ไม่ลดลงไปด้วย ดังนั้นสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก จึงควรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มการออกกำลังกายรูปแบบใหม่เข้าไป เพื่อท้าทายร่างกายให้ใช้งานแบบที่ไม่คุ้นชิน เมื่อร่างกายไม่ชินแล้วก็จะกลับมาทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ต้องไม่ลืมดูแลเรื่องอาหารควบคู่กันไปเพื่อให้การลดน้ำหนักได้ผล

2.ฟื้นฟูกล้ามเนื้อช่วยลดอาการบาดเจ็บ

ป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนเดิม คนที่ออกกำลังกายรูปแบบเดิมเป็นประจำย่อมใช้กล้ามเนื้อชุดใดชุดหนึ่งเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็นเฉพาะส่วนได้ การปรับโปรแกรมหรือเข้าคลาสใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวในรูปแบบอื่น และใช้กล้ามเนื้อที่หลากหลายขึ้น จึงถือเป็นการพักกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้งานเป็นประจำ ให้ฟื้นฟูกลับมาพร้อมสำหรับการออกกำลังกายแบบที่ชอบอีกครั้ง

3.เพื่อความเสมอภาคของทุกสัดส่วน

เมื่อเราสร้างกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งให้แข็งแรงขึ้น เวลาที่ถนัดหรือชอบการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ร่างกายก็จะพัฒนากล้ามเนื้อและความสามารถในการใช้สำหรับการเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อาจจะทำให้ละเลยกล้ามเนื้อส่วนอื่นได้เหมือนกัน ซึ่งการทำกิจกรรมใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่อ่อนแอให้แข็งแรง และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมรูปแบบที่หลากหลายและให้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

4.กระตุ้นการทำงานของสมอง

นอกจากการออกกำลังจะพัฒนาร่างกายแล้ว การฝึกซ้อมเพื่อให้เคลื่อนไหวและใช้งานร่างกายได้ตามต้องการนั้น ต้องผ่านการกระตุ้นเซลล์ประสาทจากสมอง แต่เมื่อเริ่มชำนาญหรือเคยชินแล้วร่างกายก็จะสามารถทำไปตามอัตโนมัติ การออกกำลังแบบอื่นหรือการเข้าคลาสใหม่ๆ จึงเป็นการท้าทายและจุดประกายสมองให้ทำงานเพิ่มขึ้นไปด้วย

5.กลับมาตื่นเต้นกับการออกกำลังกายอีกครั้ง

การวิ่งในเส้นทางเดิมๆ เล่นเครื่องมือชนิดเดิมๆ เข้าคลาสเดิมกับการทำท่าเดิมๆ อาจทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายจำเจ และทำให้เรารู้สึกว่ามันกลายเป็นหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วย แค่ทำให้ครบเซตหรือนับเวลาถอยหลังรอให้ครบเวลาก็พอ จะได้รีบกลับบ้านเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายที่ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งได้พบเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เราเกิดความสนุกและตื่นเต้นกับการออกกำลังกายอีกครั้ง  การออกกำลังกายที่หลากหลาย นอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกายและสมองแล้ว ยังส่งผลดีต่อจิตใจของเราอย่างมากอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วรีบลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันเถอะ

ภาพ freepik

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) โรคที่พรากราชินีลูกทุ่งไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591986

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) โรคที่พรากราชินีลูกทุ่งไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ

13 มิถุนายน 2562 ครบรอบ 27 ปีสิ้นราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ผู้จากไปด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือโรคที่เราขนานนามตามชื่อ “โรคพุ่มพวง” ชวนทุกคนตระหนักถึงสาเหตุและรู้วิธีการสังเกตตัวเอง

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) คืออะไร

โรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ โดยภูมิคุ้มกันจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ จนเกิดเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการป่วยรู้สึกเหนื่อยล้า มีผื่นแดงตามใบหน้า ตาแห้ง ตัวบวม ขาบวม ปวดหัว ปวดบวมตามข้อต่อกระดูก ผมร่วง เป็นต้น ส่วนสาเหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่า “โรคพุ่มพวง” เนื่องจากเป็นโรคที่ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งชื่อดังของไทยได้ป่วยและเสียชีวิตลงด้วยโรคนี้

ประเภทของโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาทิ

  1. SLE : โรคแพ้ภูมิตนเองชนิดที่มักพบบ่อย และเป็นชนิดที่คุณพุ่มพวงป่วยและเสียชีวิต ภูมิคุ้มกันจะทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการและความเจ็บป่วย เช่น ผื่นแดงทางผิวหนัง ข้ออักเสบ สมองและระบบประสาทได้รับความเสียหาย อาจเกิดอาการทางประสาทอย่างเห็นภาพหลอนร่วมด้วย รวมถึงข้อต่อ ไต และอวัยวะอื่น ๆ
  2. Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  3. Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา อาการแพ้เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่มและจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  4. Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  5. Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

ภาพ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

อาการของโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

สัญญาณอันตรายที่เป็นอาการเริ่มต้นของโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง มีหลากหลายอาการขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดความผิดปกติจนมีอาการอักเสบในระยะแรก ไปจนถึงระยะเรื้อรังที่อาจเริ่มเกี่ยวพันกับอวัยวะส่วนอื่นๆ

  • อาการผิดปกติทั่วไปที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผอมลง
  • อาการทางผิวหนัง เช่น มีผื่นแดง มักขึ้นบริเวณใบหน้า ช่วงตรงกลาง และโหนกแก้มทั้งสองข้าง รูปร่างคล้ายผีเสื้อ และอาจมีอาการผมร่วงด้วย
  • อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อาจไม่มีอาการบวมแดง แต่ปวดได้ทุกส่วนที่มีข้อ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อนิ้ว
  • อาการทางปอด เช่น เจ็บหน้าอก ไอ ปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ มีน้ำในปอด เหนื่อยง่าย เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไปจนถึงหัวใจเต้นผิดปกติ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร
  • อาการทางไต ความดันโลหิตสูง เช่น ขาบวม จากการบวมน้ำ
  • อาการทางระบบโลหิต เช่น โลหิตจาง ภาวะซีด ความดันโลหิตต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ หลอดเลือดอักเสบ อาจจะพบเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ทั่วตัวคล้ายไข้เลือดออก
  • อาการทางระบบประสาท เช่น มีอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรง ไม่มีสมาธิ เครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาในการจำ สับสน เห็นภาพหลอน โดยอาจเป็นผลข้างเคียงมาจากอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบอีกทีได้

วิธีสังการอาการส่วนใหญ่ที่พบของโรคพุ่มพวง คือ รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรงมีไข้ ปวดหัวตาแห้ง ตาบวม มีผื่นแดงขึ้นตามใบหน้า ปากเป็นแผล ผมร่วงนิ้วมือ นิ้วเท้าซีด ผิวไวต่อแสงแดด หายใจช่วงสั้นๆ เจ็บหน้าอกเมื่อหายใจเข้าลึกๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดบวมตามข้อ ขาบวม รู้สึกมึนงง สูญเสียความทรงจำ

สาเหตุของโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

เกิดความผิดปกติของการทำงานระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ที่ควรจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กลับมีปฏิกิริยาต่อต้านทำลายเนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตัวเองแทน แม้สาเหตุการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีบางปัจจัยที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่

  • พันธุกรรม การถ่ายทอดทางพันธุกรรมอาจส่งต่อลักษณะบางอย่างที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคได้
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของเพศหญิงในช่วงตั้งครรภ์ หรือช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโต และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • การติดเชื้อ การได้รับเชื้อต่างๆ อย่างไวรัสบางชนิด
  • การใช้ยา ยาบางประเภท เช่น ยาต้านอาการชัก ยาปฏิชีวนะ และยากลุ่มควบคุมความดันโลหิต
  • การได้รับสาร เช่น สารเคมี การสูบบุหรี่ และยาสูบต่าง ๆ
  • แสงแดด สำหรับคนที่มีผิวไวต่อแดด การสัมผัสแสงแดดอาจทำให้เกิดรอยโรค เป็นเหตุให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาการวินิจฉัยโรคพุ่มพวง
  • ความเครียด ทั้งจากการทำงานหนัก สภาวะจิตใจ และออกกำลังกายมากเกินไป

การป้องกันโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ โดยการดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป ไม่สูบบุหรี่ ไม่ตากแดดที่ร้อนจ้าหรือเป็นเวลานาน และหลีกเลี่ยงสารเคมีเป็นพิษในชีวิตประจำวัน รักษาสุขอนามัยของตัวเองให้สะอาด ลดโอกาสในการติดเชื้อ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนทานยาอะไรเป็นประจำ

ทำความรู้จักกับราชินีลูกทุ่ง

สำหรับ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มีชื่อจริงว่า รำพึง จิตรหาญ เรียกชื่อเล่นกันว่า ผึ้ง เป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ด้วยวัย 31 ปี เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งเจ้าของฉายา “ราชินีลูกทุ่ง” ได้ชื่อว่ามีน้ำเสียงออดอ้อน หวานซึ้งตรึงใจ สามารถจำเนื้อร้องได้แม่นทั้งที่ไม่รู้หนังสือ และเป็นแม่แบบให้แก่นักร้องรุ่นหลัง

ผลงานเพลงดัง เช่น ส้มตำ, นักร้องบ้านนอก, กระแซะเข้ามาซิ, อื้อหือหล่อจัง, หนูไม่รู้, หัวใจถวายวัด, ขุดดินแช่ง, ขอให้รวย, หม้ายขันหมาก, อนิจจาทิงเจอร์, เสียสาวเมื่ออยู่ ม.ศ. ฯลฯ และทุกเพลงก็ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์เรื่องแรกคือ สงครามเพลง แสดงคู่กับ ยอดรัก สลักใจ แม้เจ้าตัวจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็มีความจำดีเยี่ยมโดยให้ผู้อื่นอ่านบทให้ฟัง และแสดงถูกต้องตามบท

แพทย์เตือนปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เรื่องธรรมดา รักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591959

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

แพทย์เตือนปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เรื่องธรรมดา รักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต

เมื่อปวดหลังเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องธรรมดา มูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย อาสาชวนคนไทยรู้เท่าทันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด หลังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม

มูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” เร่งชวนคนไทยรู้จักโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด พร้อมเตือนคนไทยที่ปวดหลังเรื้อรัง ให้ระวังเพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากรักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต หลังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม หวังเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (Ankylosing Spondylitis) อาจเป็นโรคที่หลายคนไม่คุ้นเคยนัก แต่กลับสามารถพบผู้ป่วยได้ตั้งแต่ในวัยทำงานที่มีอายุก่อน 45 ปี หรือพบเร็วกว่าวัยทำงานที่ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันต้องนั่งติดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนผู้ป่วยด้วยโรคนี้อาจคิดว่าภาวะปวดหลังเรื้อรังเป็นเพียงอาการหนึ่งของออฟฟิศซินโดรม หรือออกกำลังกายเยอะจนคิดว่าปวดหลังจากการใช้งานหนักหรือจากการออกกำลังกายเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความชะล่าใจและล่าช้าต่อการรักษาได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดให้แก่สังคมไทยผ่านแคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” จึงเป็นวาระที่สำคัญอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในประเทศไทยจะมีผู้ป่วย 1 คน จากจำนวนประชากร 1,000 คน ขณะที่รายงานทางวารสารการแพทย์ Rheumatology ฉบับหนึ่ง เผยว่าในภูมิภาคเอเชียมีผู้ป่วยสูงกว่า 4 ล้านคน* ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง แคมเปญนี้จึงได้จัดทำและผลิต E-Book สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อกระตุ้นสังคมไทยให้มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากขึ้น

ด้าน รศ.พญ.ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ สาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า แม้ปัจจุบันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ยังเป็นคงเป็นโรคที่อาจไม่ทราบสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับสารพันธุกรรม HLA B27 ที่จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากกว่าคนทั่วไป และจะมีอัตราเสี่ยงที่มากยิ่งขึ้นหากมีคนในครอบครัวหรือญาติสนิทมีประวัติการป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด โดยทั่วไปมักพบผู้ป่วยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเริ่มต้นจากการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณเอวหรือกระดูกก้นกบ และมักมองข้ามอาการเหล่านี้จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงพิการได้ง่ายขึ้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวติดต่อกันเป็นระยะนานกว่า 3 เดือน ควรเร่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งมีวิธีการมากมายตั้งแต่การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยาด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค แนะนำวิธีการปฏิบัติตัว การออกกำลังกาย การใช้ยาเพื่อการรักษาบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆ และการผ่าตัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาสามารถเคลื่อนไหวในส่วนข้อที่เคยยึดติดได้

แม้การรักษาผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยให้มีสุขภาวะที่ดีและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด ด้วยการเริ่มการบริหารร่างกายตนเองอย่างง่ายๆ ด้วยการขยับทุกส่วนทุกทิศทางให้มีรูปแบบการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น

  • บริหารกระดูกสันหลังส่วนคอ เพียงนั่งหลังตรงค่อยๆ ก้มศีรษะลงช้าๆ จนสุด นับ 1-10 และ ค่อยเงยหน้าช้าๆ จนสุด นับ 1-10 จากนั้นสลับเป็นหันไปทางด้านซ้ายและขวา นับ 1-10 เช่นเดียวกันโดยควรทำซ้ำ 2-3 รอบต่อวัน

  • บริหารกระดูกสันหลัง-เอว เริ่มนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ที่สูงพอจนสามารถวางเท้าบนพื้นได้ จากนั้นนำมือวางไว้ข้างลำตัว พร้อมเอียงตัวด้านซ้ายไปด้านข้างแล้วค่อยๆ ขยับแขนลงไปในแนวดิ่ง นับ 1-10 แล้วจึงกลับมา ท่าปกติพร้อมสลับทำเช่นเดียวกันที่ด้านขวา โดยควรทำซ้ำข้างละ 10 ครั้ง จำนวน 2-3 รอบต่อวัน

  • บริหารกระดูกสันหลังช่วงอกและกล้ามเนื้อหายใจ สามารถยืนหรือนั่งก็ได้ หลังจากนั้นค่อยประสานมือ เหยียดศอกพร้อมยกแขนให้สูงในระดับไหล่แล้วค้างไว้นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ยกต้นแขนขึ้นชิดหูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับค่อยๆ หายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วจึงผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ โดยควรทำซ้ำรอบละ 10 ครั้ง อย่างน้อย 2-3 รอบต่อวัน

 

ปิดท้ายที่ นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้และรูมาติสซั่ม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เผยว่า ในปัจจุบันคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการดำเนินโรคและการรักษา หากผู้ป่วยได้พบแพทย์ช้าโอกาสที่จะมีอาการดีขึ้นก็จะลดน้อยลงไป แพทย์จึงสามารถทำได้เพียงการช่วยลดปวด ลดการอักเสบ และผ่าตัดแก้ไขความพิการ แต่หากผู้ป่วยสามารถรู้ตัวเร็ว ดังเช่น ผู้ก่อตั้งชมรม Thai AS Club ซึ่งมีอาการตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 จนต้องออกจากโรงเรียนแล้วรีบพบแพทย์เฉพาะทางอย่างทันที จึงทำให้เขาได้มีโอกาสลดความเสี่ยงจากความพิการที่เป็นผลกระทบอันร้ายแรงจากโรคได้ทันเวลา จนสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติและกลับไปเรียนหนังสือต่อจนจบในระดับมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ด้วยขอจำกัดในการเคลื่อนไหว กับความเจ็บปวด ของผู้ป่วย แพทย์ฯ จึงต้องการมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุดด้วยการขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ แคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” ให้แก่สังคมไทยได้รู้จัก พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชมรม Thai AS Club โดยสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ที่ Facebook.com/thaiasclub เพื่อให้โครงการต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจศึกษาความรู้เพื่อให้รู้เท่าทันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดสามารถดาวน์โหลด E-Book ได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1H8pOJSXGg8qPZMiyUc8WaH0tORGsp6vz/view

*ข้อมูลอ้างอิงจาก https://academic.oup.com/rheumatology/issue/53/4

 

ภาพ : freepik

Tradition meets modernity at new Osaka hotel

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationthailand.com/lifestyle/30372044

Tradition meets modernity at new Osaka hotel

Jul 01. 2019
By The Nation

A former theatre is in the final stage of its reincarnation as the Hotel Royal Classic Osaka prepares to open its doors to welcome the first guests on December 1.

Situated within convenient reach of Osaka Metro Subway Namba station, this first venture under the Royal Classic brand will pay tribute to a location that served as a crucible for so much of the distinctive local culture, bringing fresh value to Osaka Minami, and boosting Osaka’s development as an international tourist hub.

Designed by acclaimed architect Kengo Kuma and incorporating the facade of the former Osaka Shin-Kabukiza Theatre, the hotel will offer 150 luxurious guest rooms and suites with dramatic views of the city and the intricate streetscapes, each featuring high-tech tablet-operated fittings and ceilings of different heights.

The former Osaka Shin-Kabukiza was known for its impressive “Karahafu” gabled rooftop, and Kengo Kuma’s groundbreaking design honours this history by incorporating the lovingly restored façade into its lower floors. The upper stories, meanwhile, weave layers of aluminium fins into the structure, adding a dynamic complexity to this synthesis of tradition and modernity.

As a new hub for visitors to the central Osaka Minami location, the first floor will boast a spacious open café facing onto the bustling thoroughfare of Midosuji Avenue. The second- floor restaurant meanwhile will offer buffet-style lunch and dinner.

The new hotel will provide five main function rooms––Uruwashi & Kotohogi, Hiyori, Komorebi, Hanaemi, and Ibuki–– spread across the 3rd to 9th floors, each boasting their own distinctive design concept.

Online booking can be done from today at https://hotel-royalclassic.jp/en/.

Is our use of the Internet to blame for climate change?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationthailand.com/lifestyle/30372043

Is our use of the Internet to blame for climate change?

Jul 01. 2019
By THE NATION

Knowing Buddha Organisation (KBO) has launched a new campaign on climate change, blaming the Internet for causing rapid global temperature rise in the past two decades and calling for the public to cut down Internet usage as well as delete unnecessary digital data as much as possible.

“While it’s true that greenhouse gases emissions are the main culprits of climate change, it’s the surge in Internet use that has accelerated the warming to the crisis point,” said Acharavadee Wongsakon, the KBO’s president. “We’re urging you to take four hours to be completely offline. Turn off your router or put your phone on aeroplane mode at least once a week.”

 

The campaign was launched as part of the climate change seminar, “A Way Out of Climate Crisis: The Unspoken Truth”, organised by KBO Earth, a new unit established by the KBO to work on climate change issues and to share new information through numerous scientific facts and studies presented by prominent scientists and researchers. The event, chaired by Deputy Permanent-Secretary of Digital Economy and Society Ministry Somsak Khaosuwan, was attended by more than 400 participants from the public, private, and civil society sectors.

 

According to Lt Pitak Tiranakul, KBO Earth executive director, mobile phones, phone mast antennas (base stations), cordless phones, Wi-Fi, and Bluetooth have carrier wave frequencies within the microwave band of the electromagnetic spectrum. Most Wi-Fi computers use 2.4GHz, the same frequency as microwave ovens.

 

As the laws of physics goes, energy does not disappear but only converts its form. Microwaves, when emitted from its sources, scatter through the atmosphere and can penetrate the surface, the water, ice and objects. There is water vapour in the air everywhere. When the wave travels through the air, the friction causes heating at the molecular level. The process is called Radio Frequency Heating. It is how food is cooked by microwave.

 

“While a few mobile devices may do no harm, the current number of mobile phone users, which stands at almost five billion so far, can turn the world into a giant microwave. The more digital data generated and stored, the more heated the atmosphere is heated. Data centers never sleep. They have to work 24/7 keeping the data available for us whenever we want it. Not only does the process consume huge amount of energy, but also generates so much heat most data centers are located in cold climate areas or equipped with comprehensive cooling systems all the time,” the radar and microwave expert pointed out.

 

As for Thailand, Somsak said while Thailand is fully committed to make the Internet accessible to everyone in the country within a few years, the government has also prioritised increasing green areas in the country. So far, it has confiscated hundreds of thousands of acres from forest encroachers nationwide and reforested several areas.

 

Royal Forest Department Director-General Attaphol Charoenchansa said in his speech that the Thai government has tried to increase forest cover on both public and private land by promoting reforestation that also has economic value.

“The cabinet has recently approved the amendment of forest laws to allow the use of trees grown in these forests. The department has also enforced the law against encroachers more strictly with more severe penalties. Our goal is to turn more than half of the country’s total area into forests.”

 

Meanwhile, what Thailand and the world can do is to minimise the Internet usage and delete unnecessary digital data from smartphones, cloud system, computers and the Internet system, Acharavadee said, noting these actions could quickly ease the problem. This is deemed necessary in light of the 2018 UN Special Report’s statement that climate change impacts would be irreversible unless the world is able to cap the temperatures to not exceed 1.5 °C above pre-industrial levels within 12 years.

The organisation plans to send a letter to Google Inc to ask the tech giant to issue a policy to delete old, unnecessary data from its servers in order to free up space for new data storage and avoid the need to build more data centers. It will also send a letter to the National Aeronautics and Space Administration (Nasa) asking it to look into this issue closely.

 

Last November, the KBO sent an open letter to UN Secretary-General Antonio Guterres to call for the international community’s attention to the issue and promote public awareness and encourage people to cut down Internet use while planting more trees in their communities.

“We need to start now because the climate change problem is now at crisis point. Humans must slow down all Internet-related activities and innovation. We have to be less dependent on technology and the Internet and return to more natural living,” the KBO president said.

It’s all about IMAGE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationthailand.com/lifestyle/30371989

It’s all about IMAGE

Jun 30. 2019
Executives are concerning about their social media presence and the help of social media manager/consultant is taking into consideration./AFP

Executives are concerning about their social media presence and the help of social media manager/consultant is taking into consideration./AFP
By Khetsirin Pholdhampalit The Nation

Why businesses big and small are looking to a new brand of consultants to upgrade their social media presence

Like most other Thais, Chutima Dumsuwan has hundreds of images in her smartphone’s photo album. Unlike others though, most of them are portraits of her clients rather than pictures of her friends and family members. That’s because Chutima is a member of a new breed of consultants and her main responsibility is ensuring her clients present themselves properly and smartly and that what they write about on their Facebook and Instagram feeds isn’t going to come back and bite them.

Like a double-edged sword, social networks can be friendly as well as vicious. Just one word or one picture posted on the online platforms can launch you to stardom or catastrophe overnight. And it’s no longer possible to opt out. Everyone needs some kind of social media presence, even more so if they happen to be the top figures in their companies or a celebrity. Traditional media like newspapers and television are all very well but they have limited space to offer.

Executives are concerning about their social media presence and the help of social media manager/consultant is taking into consideration./AFP

The problem lies in the presentation. After decades of experience in communication strategies at such top companies like Jim Thompson and Giffarine, Chutima’s job is to serve as a social media manager to executives.

“My job is to help my clients deliver their personal branding on social media to ensure their own and their companies’ positive reputation. The three keys are to purpose their personality and passion, to show off their expertise, and to echo their voices on current issues to reach a range of readers. They have to agree and approve every visual image and item of content before it gets fed online,” says Chutima who after resigning from her last post as the communication director of Jim Thompson set up her own firm Communicate Different.

Since launching the company a couple of months ago, Chutima, who is in her 40s, has managed digital accounts for two clients – one the chief executive of a top company and the other a business entrepreneur. She also serves as an image consultant for a politician.

Chutima

Chutima conducts extensive interviews and researches her clients’ past interviews with others to get a better understanding of their characters, personalities and passions from the eyes of an outsider. From there, she develops a strategic plan to build up their online reputation.

“What is posted online must be true and consistent with their passion, interest and expertise. It must be a reliable and trustworthy presence on the networks. Basically, I will plan a monthly calendar on the concept and topic on which they should speak in the online world that’s relevant to the current situation. The visual images and their portraits are carefully selected to go well with the content.

“The communication must be consistent. For Facebook, I suggest having about four feeds a week or 15 posts a month while on Instagram, 20 posts are acceptable,” says Chutima whose portfolio includes stints as communication relations officer at Laguna Phuket Hotel and corporate communications executive at Giffarine.

Chutima took a course on Facebook marketing to increase effectiveness and also researched their clients’ followers to find out which topics these people are interested in.

“I keep an eye on global trends to identify interesting topics and design digital content that matches my clients’ expertise to present their potential to a wide range of readers,” she adds. “People today feel unstable due to the uncertainty in the economic and political situations. Therefore, content that is encouraging and inspiring is among the interesting feeds.”

The followers she wants to build up for her clients include the press and the influencers who can help build up their status as opinion leaders.

She is encouraging her two clients to create Facebook live feeds to achieve higher engagement but both feel uncomfortable about appearing in real-time. But Chutima is patient and says when her clients become more comfortable online, her next phase is to set up the YouTube channels and Podcasts.

Rawit

Of course, there are executives quite capable of managing their own online presence and shoring up the positive image of their companies. Take Rawit Hanutsaha, the third generation of the legendary facial powder Srichand, who has successfully rebranded

his family’s old-fashioned product.

Wearing other hats as a marathon athlete, an author and an avid reader, Rawit runs his Facebook page “Mission to the Moon” and the Podcast programme “5 Minutes” to share his thoughts on business, marketing management and life-inspiring ideas. He now has nearly 250,000 followers.

“Consumers today want to see ‘transparency’ in business. If they feel a firm is touchable and reachable, they can see that transparency and that gives them confidence in the brand. By itself, a brand is something abstract and in the past, people didn’t know much about the brand’s chief executive. Today, the ability to communicate with the executive can create a lively connection,” says Rawit, 40.

Over the past several years, Rawit agrees that the executives of the top firms have increasingly presented their roles on online platforms. However, he says social media is just a channel of communication and is suitable for speaking on certain topics. But individuals who are reluctant to use this channel should not even try to do so, as netizens can immediately spot who’s authentic and who’s fake.

AFP

Rawit started using Facebook four years ago, followed by Podcast last year and Twitter just two months ago. Consistency in online presence is vital, he says. His Facebook account is normally updated every three days and he is relatively active in terms of Podcasts, putting out two episodes each of about 5 minutes everyday.

“Twitter is still new to me but it’s an interesting channel. People react promptly to a particular situation or issue so what they write is what they feel. I learn a lot from what they tweet and this data is very useful as it is not something I get from any marketing research tool.

“Consumers sometimes tweet me directly to comment about my products and this helps me improve the products and even get inspired to launch a new product line to meet their needs,” says Rawit.

AFP

He refuses to jump on Instagram because “I’m not keen on photography, so this channel doesn’t suit me.”

Nualphan Lamsam, president and chief executive officer of Muang Thai Insurance, is another businesswoman who successfully presents herself as a potential leader of empowered woman through the online strategies of her communications team.

Known as Madam Pang after her nickname, her insurance company is undergoing rebranding through the “Believe in Pang” campaign, which is centred on her vision and mission to expand the client base to include the young generation. Contacted by The Nation, her team, however, declined to give an interview about their strategic online planning.

Britain’s Queen Elizabeth II is searching for a social media manager to maintain the Queen’s presence in the public eye./AFP

And even the British royal family is keeping up with the trend! The royal household last month advertised an opening for a digital communications officer to find “new ways to maintain the Queen’s presence in the public eye and on the world stage”.

The successful candidate, who will earn an annual salary of around “30,000 pounds (Bt1.17 million) dependent on experience”, will be responsible for managing and overseeing the daily news flow on digital and social networking platforms, researching and writing feature articles.