6 วิธีกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ผลักดันองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593366

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

6 วิธีกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ผลักดันองค์กร

ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันองค์กรและเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวสู่โมเดล Thailand 4.0 ได้อย่างตรงเป้าหมาย

องค์กรธุรกิจยุคปัจจุบันจึงต้องการไอเดียสร้างสรรค์มาช่วยให้คนและองค์กรสามารถขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งหน้าที่ของการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดเพียงฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ และเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร ซึ่ง 6 ไอเดียนี้น่าจะช่วยได้

1. เปิดกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะวิธีการที่เคยใช้แล้วได้ผลดี ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ไปตลอด ทุกคนจึงควรเลิกยึดติดกับการทำงานรูปแบบเก่า และให้เวลากับทีมในการทดลองสิ่งใหม่ๆ และกล้าเสี่ยงที่จะล้มเหลวบ้าง โดยอย่าลืมว่าไอเดียเจ๋งๆ ที่เกิดขึ้น กว่าจะได้มาก็ต้องแลกกับการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

2. สร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมปลูกฝังทุกคนในทีม การสร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงานให้พนักงานทุกคน เช่น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกชิ้นงาน โดยหัวหน้าหรือองค์กรต้องหมั่นสื่อสารให้พนักงานได้ตระหนักและรับรู้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ตลอดจนคอยกระตุ้นให้ทุกคนยึดถือแนวคิดนี้ในการทำงานอยู่เสมอ

3. กำหนดเป้าหมายแต่ไม่กำหนดวิธีการ หากมัวแต่คอยกำกับว่าพนักงานต้องทำอะไรบ้าง แล้วจะคาดหวังให้ได้งานหรือผลลัพธ์ที่แปลกใหม่จากพนักงานได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ การบอกให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวทางการทำงานที่แตกต่าง แต่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้เห็นแนวคิดดีๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ได้

4. สร้างบรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์ บรรยากาศในการทำงานเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เช่น การตกแต่งออฟฟิศให้มีสีสันสดใส มีห้องนั่งเล่นให้พนักงานได้ผ่อนคลายในยามที่เครียด หรือมีกิจกรรมสนุกๆ ให้พนักงานร่วมกันทำ บางองค์กรอาจให้พนักงานออกมาบอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เทคโนโลยี เทรนด์ใหม่ๆ ของโลก ตลอดจนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งวิธีการนี้ยังเป็นเหมือนการอัพเดทความรู้ใหม่ๆ ให้กับพนักงานคนอื่นด้วย

5. อย่ารีบด่วนตัดสินใจ หลายครั้งที่พนักงานมักจะพลาดโอกาสในการสร้างผลงานที่ดีกว่า เพียงเพราะหัวหน้าหรือองค์กรรีบตัดสินใจ ดังนั้น ควรมองหาหรือนำความคิดอื่นมาเปรียบเทียบเพิ่มเติม แต่บางสถานการณ์ที่ต้องการความรีบด่วนก็อาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ ซึ่งก็ต้องปรับใช้กันไปตามความเหมาะสม

6. อย่าปล่อยให้พนักงานจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ นานเกินไป บางครั้งการอยู่ในบรรยากาศหรือการทำงานร่วมกับคนเดิมๆ ก็อาจจะทำให้พนักงานขาดความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะภายนอกยังมีอีกหลายสิ่งมากมายให้ออกไปเจอและศึกษาค้นคว้า ดังนั้น หากหัวหน้าหรือองค์กรสามารถให้พนักงานออกไปเปิดโลกทัศน์ เช่น การไปศึกษาดูงาน อาจทำให้พนักงานได้แนวคิดใหม่ และนำกลับมาใช้กับการทำงานในองค์กรได้

ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่สร้างได้ แม้พนักงานบางคนอาจจะไม่ได้มีความคิดที่โดดเด่นมากนัก แต่ในรูปแบบของการทำงานเป็นทีม แค่บางส่วนของความคิดเห็นก็สามารถนำมาปะติดปะต่อให้กลายเป็นไอเดียที่ดีเยี่ยมได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานที่จะต้องเชื่อมต่อไอเดียเล็กๆ เหล่านั้นให้กลายเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบ หรือนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

 

ภาพ : freepik

แฟชั่นสีทูโทน Mix & Match ยังไงให้เก๋ไก๋น่ามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593236

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

แฟชั่นสีทูโทน Mix & Match ยังไงให้เก๋ไก๋น่ามอง

ออเนอร์แนะนำเทรนด์แฟชั่น “สีทูโทน” Mix & Match ยังไงให้เป็นที่น่าชวนมอง!!

ต้องบอกก่อนเลยว่าช่วงนี้การแต่งกายในโทนสีเดียวดูเหมือนจะเอาท์ไปแล้ว และถ้าถามว่าเทรนด์ไหนมาแรงแซงโค้งที่สุดในชั่วโมงนี้ จะเป็นอะไรเลยไม่ได้นอกจาก “แฟชั่นสีทูโทน” แฟชั่นใหม่ของสายสตรองที่จะทำให้การแต่งตัวของคุณเป็นเรื่องที่สนุกและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพียงแค่คุณแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ในแบบฉบับของสาวกสายทูโทน เพียงเท่านี้การแต่งตัวก็จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ไม่จืดชืดจำเจอีกต่อไป

หากใครยังนึกภาพไม่ออกว่าจะแต่งตัวแบบแฟชั่นทูโทนได้อย่างไรให้ออกมาเก๋ “ออเนอร์” อีกแบรนด์หนึ่งที่ตอบโจทย์เทรนด์ในยุคนี้มีไอเดียง่ายๆ สำหรับการแต่งตัวชิคๆ มาฝากกัน!

เริ่มต้นกันที่ “เสื้อผ้าการแต่งกาย” เพียงแค่คุณเลือกเสื้อผ้าสีสันสดใสมามิกซ์แอนด์แมตช์กัน เช่น สีม่วงและสีฟ้า หรือสีเหลืองและสีรุ้ง เพียงเท่านี้คุณก็จะดูโดดเด่นอย่าน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนรับรองว่าใครๆ ก็ต้องเหลียว!

หรือหากยึดจากทฤษฎีแม่สีเราก็มีตัวอย่างมาฝากกัน เช่น สีน้ำเงินสด จะแต่งเป็นเดรสสีพื้น สีเดียวทั้งตัวหรือแมทช์กับสีเข้มอย่างสีดำหรือเทาก็ได้ จะช่วยให้ได้ลุคที่แซ่บฮอตสุดๆ ส่วนสาวกสายมุ้งมิ้งที่มีใจรักในสีชมพูก็สามารถแต่งคู่กับสีน้ำเงินเข้มหรือผ้ายีนส์ก็ได้ จะช่วยให้ได้ลุคหวานอมเปรี้ยวอย่างลงตัวสุดๆ ทั้งนี้ หากคุณชอบโทนสีในแนวแบบ Tropical ให้ความสดใสซาบซ่าเหมือนสีพระอาทิตย์ ก็จัดไปสีส้มกับสีแดงประกอบกัน จัดจ้านที่สุดในย่านนี้ไปเลย!

อีกคู่สีหนึ่งที่พลาดไม่ได้ นั่นก็คือการมิกซ์แม่สีอย่างสีฟ้าและสีเหลืองเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะในด้านเมคอัพหรือเสื้อผ้าก็ให้อารมณ์เผ็ดสะท้านถึงใจได้อย่างลงตัว และอาจเสริมลุคเบาๆด้วยเครื่องประดับ เช่น รองเท้าและกระเป๋าที่มีสีสันโดนเด่นให้ลุคเปรี้ยวเฉี่ยวอย่าบอกใคร!

ในส่วนของ “การแต่งหน้า” สาวๆ ทราบกันไหมว่าการแต่งหน้าด้วยสีทูโทน อย่างเช่นการนำสีชมพู สีม่วง สีฟ้า และสีเหลืองมามิกซ์กัน แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวเสมอไป แต่คุณสามารถเลือกสีที่แตกต่างกันมามิกซ์แอนด์แมตช์กันให้เข้ากันได้อย่างลงตัวแบบน่าเหลือเชื่อ เช่น การนำสีม่วงมาผสมผสานไปกับสีฟ้าน้ำทะเล ให้ลุคสายตาอันลึกลับน่ามองชวนหลงใหลเป็นที่สุด! แต่แนะนำว่าหากทาดวงตาด้วยสีจัดๆ ต้องอย่าลืมทาปากสีแจ่มๆ ไปด้วย จะทำให้ใบหน้าของคุณดูสดใสกลมกลืนไปกับสีตาอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อเครื่องแต่งกายพร้อม หน้าพร้อม จะขาดอีกอย่างไปไม่ได้ในการเสริมลุคทูโทนให้เก๋ไก๋ ได้แก่ “การทำผม” ให้เป็นที่น่าจดจำด้วยการย้อมแบบสีทูโทนออมเบร (Two tone Ombre) นั่นก็คือ การทำสีผมไล่เฉดสีจากโทนสีเข้มไปสีอ่อนให้กลมกลืนกัน โดยเลือกจับคู่เฉดสีสวยๆ ให้เข้าคู่กัน เช่น สีม่วงไล่เฉดไปสีชมพูอ่อน หรือ สีฟ้าไล่ไปเฉดม่วงอ่อน เป็นต้น ขอบอกเลยว่านอกจากจะทำให้สีผมของคุณออกมาสวยน่ามองที่สุดแล้ว การทำสีผมแบบออมเบรยังจะทำให้ผมของคุณดูมีมิติมากขึ้นอีกด้วย!

ถึงเวลาของแอกเซสเซอรี่ที่ต้องเข้าลุคปลุกกระแสทูโทน ด้วบไอเท็มที่กลายเป็นอีกอวัยวะที่คนรุ่นใหม่ขาดไม่ได้ นั่นคือ “สมาร์ทโฟน” ออเนอร์ ถือเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ตอบโจทย์เทรนด์ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยการนำเสนอสมาร์ทโฟนแบบครบจบในเครื่องเดียว แถมยังมาพร้อมดีไซน์ไล่เฉดสีอันมีเสน่ห์โดยใช้เทคโนโลยี 3D Photolithography เน้นความรู้สึกหรูหราและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันในหลากหลายมุมมองอย่าง HONOR 20 Lite ที่มาพร้อม สีฟ้า Phantom Blue และ สีแดง Phantom Red ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนสีของเมฆที่น่าทึ่งในยามพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้น

ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่โด่ดเด่น HONOR 20 Lite ยังเหมาะกับสายโซเชียลชอบอัปเดตไลฟ์สไตล์ ด้วยกล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 32 ล้านพิกเซล บวกกับจำนวนเมกะพิกเซลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไฟล์รูปภาพละเอียดแบบที่ว่าสามารถนำไปปริ้นเป็นโปสเตอร์โดยที่รายละเอียดของภาพยังคงชัดเจนและสวยงาม เต็มอิ่มกับความบันเทิงมัลติติมีเดียอย่างลื่นไหลด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 128GB และสามารถขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 512 GB เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับแฟชั่นทูโฟนได้แบบชิคๆ อีกด้วย

Hello โยโย่เอฟเฟกต์!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593245

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Hello โยโย่เอฟเฟกต์!!!

หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ออกกำลังกายหักโหม และเคยประสบกับภาวะที่เรียกว่า “โยโย่ เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect)” ซึ่งจริงๆ แล้วมันคืออะไร วันนี้มาทำความรู้จักกัน

โยโย่ เอฟเฟกต์ เป็นคำเปรียบเทียบลักษณะการเหวี่ยงขึ้นอย่างรวดเร็วของลูกดิ่ง หรือโยโย่ กับน้ำหนักตัว ยิ่งเราส่งแรงทิ้งลงไปมาก ลูกโยโย่ก็จะดีดกลับขึ้นมาเร็วและแรงตามแรงเหวี่ยง จึงเรียกการเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัวหลังจากทำการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีว่า “โยโย่ เอฟเฟกต์”

มักเห็นได้ชัดเจนในคนอ้วนที่พยายามลดความอ้วนอย่างรวดเร็ว แต่หุ่นที่ผอมอยู่ได้ไม่นานก็กลับไปอ้วนอีกครั้ง ทำให้การลดความอ้วนอีกครั้งต้องเพียรพยายามอย่างหนัก มิหนำซ้ำยังอ้วนมากกว่าเดิม การที่เป็นเช่นนี้เกิดจากร่างกายเสียสมดุลในการเผาผลาญ พบมากในผู้ที่ชอบพึ่งทางลัดในการลดน้ำหนัก เช่น การกินยาลดความอ้วน เพราะร่างกายของคนเรามีความสลับซับซ้อนมาก ระบบการเผาผลาญพลังงานสามารถสั่งการได้ด้วยกิจวัตรประจำวัน สมดุลเคมี ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลาง และอื่นๆ อีกมากมาย

ร่างกายคนเราอาศัยความเคยชินกับปริมาณอาหารและปริมาณแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวัน รวมทั้งกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองในแต่ละวันเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญ ยาลดความอ้วนจะไปออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ส่งผลให้ระบบการเผาผลาญมีการจดจำภาวะการทำงานของร่างกายแบบผิดปกติ หรือเกิดภาวะการขาดความสมดุลของร่างกายนั่นเอง

ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาวคือ การควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อคงระดับเมตาโบลิซึมให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไป

ผลกระทบของโยโย่ อันตรายกว่าที่คิด

เมื่อเกิดภาวะน้ำหนักตัวโยโย่ หมายความถึงร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะไขมันเกินร่วมกับภาวะมวลกล้ามเนื้อลดลง และระบบการเผาผลาญในร่างกายมีความเสียหายอย่างรุนแรง เรียกว่าเสียสุขภาพมากกว่าตอนที่น้ำหนักเกินเพียงอย่างเดียวเสียอีก และยังเป็นบ่อเกิดของโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด ไขมันพอกตับ โรคเบาหวาน และที่สำคัญที่สุดคือ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาดังเดิมจะทำได้ยาก และใช้เวลานานกว่าการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง หรือหลายคนไม่สามารถมีสุขภาพฟื้นกลับคืนได้อีกเลย

สำหรับวิธีการลดน้ำหนักส่วนเกินโดยไม่ทำให้นำหนักกลับไปเพิ่มขึ้นอีกนั้น มีหลากหลายวิธีซึ่งประกอบไปด้วยหลายปัจจัยทั้งเรื่องของทัศนคติที่มีต่อความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง การออกกำลังเพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน รวมไปถึงพฤติกรรมการกินที่เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ แล้วแบบนี้เราจะมี วิธีการกินอย่างไรไม่ให้โยโย่?

ค่อยๆ ปรับการกินอาหารประเภท “แป้ง”

แนวคิดที่ว่า “หยุดกินอาหารประเภทแป้งเพื่อลดน้ำหนัก” เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานในชีวิตประจำวันจากคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก จริงอยู่ที่ว่าการทานอาหารประเภทแป้งที่มากเกินไปส่งผลให้อ้วนได้ แต่การงดกินเลยจะส่งผลให้เกิดภาวะโยโย่ได้เช่นกัน เพราะการงดแป้งในทันทีร่างกายจะขาดสารอาหารอย่างกะทันหันและขาดสมดุล

ดังนั้น วิธีที่เหมาะสมคือค่อยๆ ลดและปรับเปลี่ยนชนิดอาหารประเภทแป้งลงทีละน้อยๆ เช่น จำกัดการทานข้าวให้เหลือเพียง 3 ใน 4 ส่วนของอาหารประเภทแป้งที่ได้รับในแต่ละมื้อ หรือดื่มกาแฟที่ใส่น้ำตาลให้น้อยลงกว่าปกติ การกินข้าวกล้องแทนการกินข้าวขาว เป็นต้น ถึงแม้การลดแป้งจะไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่สำคัญคือการบริโภคแต่คาร์โบไฮเดรตที่ดีในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการต่างหาก

เลือกกินคาร์โบไฮเดรตที่ดี หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน คือคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านกรรมวิธีหรือการขัดสี อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ธัญพืชต่างๆ ผลิตภัณฑ์โฮลวีท เผือก มันเทศ ถั่วบางชนิด ฟักทอง กล้วย เป็นต้น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะทำให้รู้สึกอยู่ท้องและอิ่มท้องนานกว่า ไม่ทำให้รู้สึกหิวเร็ว และยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ถือเป็นการควบคุมน้ำหนักไปในตัวอีกทั้งยังได้รับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริงอีกด้วย

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

การกินอาหารครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ร่างกายมีสารอาหารอย่างเพียงพอในกระบวนการสันดาบ การเลือกกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักนั้น หลายคนอาจมีความเชื่อผิดๆ ว่า “การกินอาหารที่มีไขมันจะทำให้อ้วนและลดน้ำหนักได้ช้า” แต่ในความเป็นจริงแล้วเราควรลดการทานอาหารที่มีไขมันชนิดเลวที่มากเกินไปและควรงดไขมันทรานส์ และเน้นเลือกกินอาหารที่มีไขมันชนิดดีในร่างกายต่างหาก เช่น การละเว้นอาหารทอดที่ใช้นำมันคุณภาพตำ หรือ อาหารฟาสต์ฟู๊ด (Fast food) แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดการกินอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบไปเสียเลย เนื่องจากสารอาหารประเภทไขมันถือเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ข่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ

6 กฎเหล็กสำคัญเพื่อการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

  1. กินอาหารให้ได้แคลอรีและสารอาหารเพียงพอกับการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย
  2. ใช้โปรแกรมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักที่มีสารอาหารครบถ้วน
  3. หมั่นกินอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์
  4. วางแผนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  5. มีช่วงพักลดน้ำหนักเป็นระยะๆ เมื่อลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตึงเครียดเกินไป
  6. หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น

กวางตุ้ง คะน้า กะเพรา พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593222

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 18:10 น.

กวางตุ้ง คะน้า กะเพรา พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด

ชั่งใจก่อนช้ำใจ เปิดผลตรวจผัก-ผลไม้ปี 2562 มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานร้อยละ 41 พบห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างในผักเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด นอกจากนี้ ยังพบสารพิษที่ห้ามใช้ในประเทศไทยตกค้าง

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thailand Pesticide Alert Network: Thai-PAN) หรือไทยแพน กลุ่มนักวิชาการจากหลากหลายสาขาองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านการเกษตรและการคุ้มครองผู้บริโภค และกลุ่มเกษตรกรที่ตระหนักถึงความอันตรายของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เปิดผลตรวจผักผลไม้พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานร้อยละ 41 พบห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างในผักเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด นอกจากนี้ยังพบสารพิษห้ามใช้ในประเทศไทยตกค้าง 12 ชนิด

จากการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 286 ตัวอย่าง ทั้งในห้างค้าปลีก ตลาดสดทั่วไปในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี และสงขลา ครอบคลุมผัก 15 ชนิด และผลไม้ 9 ชนิดที่นิยมบริโภคทั่วไป โดยส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO-17025 ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผักผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึงร้อยละ 41 !!!

สำหรับผักที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุดคือ “ผักกวางตุ้ง คะน้า กะเพรา ผักชี พริก กะหล่ำดอก ผักชี” โดยพบ 10, 9,8,7,7,7 ตัวอย่างจาก 12 ตัวอย่างตามลำดับ

ส่วนผลไม้ที่พบการตกค้างมากที่สุด ได้แก่ “ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น” โดยพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 12,11,7,7 ตัวอย่างจากการสุ่มตรวจ 12 ตัวอย่างตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศกับผลไม้นำเข้าพบว่า ผลไม้นำเข้าพบการตกค้างร้อยละ 33 แต่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึงร้อยะ 48.7 ที่ผลิตในประเทศ ข้อมูลที่น่าสนใจคือเมื่อเปรียบเทียบผักผลไม้ที่ขายให้ห้างค้าปลีกซึ่งประชาชนต้องซื้อในราคาสูงกว่าผักผลไม้ในตลาดทั่วไปหลายเท่านั้น การเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ในปีนี้พบว่าผักผลไม้ในห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด โดยพบมากถึงร้อยละ 44 (พบ 52 ตัวอย่างจาก 118 ตัวอย่าง) ในขณะที่ในตลาดสดพบร้อยละ 39 (66 จาก 168 ตัวอย่าง)

ทั้งนี้ อัตราการตกค้างของผักและผลไม้ในปี 2562 นั้นลดลงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเฝ้าระวังในปี 2560 ซึ่งไทยแพนพบการตกค้างเกินมาตรฐานร้อยละ 46 และผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP พบการตกค้างเหลือร้อยละ 26 เท่านั้น

ส่วนผักผลไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของรัฐ “Organic Thailand” ยังคงต้องปรับปรุง เพราะไทยแพนพบการตกค้างของสารพิษ 3 ตัวอย่างจาก 6 ตัวอย่าง ในขณะที่ตรารับรองเกษตรอินทรีย์อื่น เช่น USDA, EU, Bioagricert, มกท. (สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) สุ่มไม่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเลย

นอกจากนี้ ยังพบว่าสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างมากที่สุดคือ สารฆ่าเชื้อรา คาร์เบนดาซิม (carbendazim) ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในสหรัฐอเมริกานานกว่าทศวรรษ เพราะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ แต่กลับพบการตกค้างในผักและผลไม้ถึง 57 ตัวอย่าง รองลงมาคือไซเปอร์เมทริน อิมิดาคลอร์ฟริด เอซอกซิสโตรบิน และคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนการสมองของเด็ก พบ 54, 41, 39 และ 38 ตัวอย่างตามลำดับ และยังพบสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส ถึง 8 ตัวอย่าง พบสารพิษที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น คาร์โบฟูราน 9 ตัวอย่าง เมโทมิล 8 ตัวอย่าง และสารซึ่งไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 มากถึง 9 ชนิด เช่น Boscalid, Ethirimol, Fenhexamid, Fluxapyroxad, Isopyrazam, Metrafenone, Proquinazid, Pyrimethanil, Quinoxyfen ซึ่งสาร 3 กลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายและเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยให้มีการใช้ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ปล่อยให้มีการตกค้าง

“วัณโรคหลังโพรงจมูก” โรคไม่พึงประสงค์ที่ไม่ส่งสัญญาณเตือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593211

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

"วัณโรคหลังโพรงจมูก" โรคไม่พึงประสงค์ที่ไม่ส่งสัญญาณเตือน

แพทย์วินิฉัย “วัณโรคหลังโพรงจมูก” คร่าชีวิต น้ำตาล เดอะสตาร์ จากการตรวจหา DNA ของเชื้อวัณโรคด้วยวิธี PCR

เชื่อเลยว่าคนไทยต่างไม่คุ้นกับ “วัณโรคหลังโพรงจมูก” อีกหนึ่งโรคหายากที่ทุกเพศทุกวัยมีความเสี่ยง ซ้ำร้ายอันตรายถึงตายโดยไม่มีอาการเตือนที่ชัดเจน เราจึงนำเรื่องราวของวัณโรคชนิดนี้มาตีแผ่ให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

อะไรคือ “วัณโรคหลังโพรงจมูก”?

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า “วัณโรค” เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium ซึ่งมีหลายชนิด เชื้อที่พบบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาในประเทศไทยคือ เชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งติดต่อโดยการหายใจและสูดอากาศที่มีเชื้อนี้เข้าไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้คือมีความคงทนต่ออากาศแห้ง ความเย็น ความร้อน สารเคมี และอยู่ในอากาศได้นานแต่ไม่ทนทานต่อแสงแดด หลังจากสูดอาการที่มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อวัณโรคที่มีขนาดใหญ่จะติดอยู่ที่จมูกหรือลำคอ ซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ส่วนที่มีขนาดเล็กๆ จะเข้าไปสู่ที่ปอด เชื้อจะถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากมีเชื้อที่ถูกทำลายไม่หมดจะแบ่งตัวทำให้เกิดการติดเชื้อ ถ้าระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงจะสามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรคจะแพร่โดยเชื้อจนอยู่ในเสมหะที่มีขนาด 1-5 ไมครอน ซึ่งจะไปถึงถุงลมในปอดและทำให้เกิดการติดเชื้อ เสมหะนี้จะเกิดจากการไอ จาม พูดหรือร้องเพลง เชื้อโรคอาจจะอยู่ที่กล่องเสียงหรือในปอด หากเสมหะมีขนาดใหญ่กว่านี้จะถูกติดที่เยื่อบุโพรงจมูกซึ่งตามปกติไม่ทำให้เกิดโรค

ร่างกายส่วนไหนไวต่อวัณโรค?

จากสถิติของประเทศไทยในปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คน จากประชากร 69 ล้านคน โดยร้อยละ 83 จะตรวจพบที่ปอด ร้อยละ 17 ตรวจพบนอกปอด เช่น เยื่อหุ้มสมอง เนื้อสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบประสาท ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง มดลูก อัณฑะ หรืออาจจะบอกได้ว่าไปได้ทุกส่วนของอวัยวะในร่างกาย

สำหรับ “วัณโรคหลังโพรงจมูก” พบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรค ซึ่งเป็นกรณี 1 ใน 100 ที่พบได้ค่อนข้างยากมาก นอกจากนี้ โรควัณโรคหลังโพรงจมูกยังมีการติดต่อกันได้น้อยกว่าวัณโรคชนิดอื่นๆ

อาการของวัณโรคหลังโพรงจมูก

จากรายงานทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่า ผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณร้อยละ 70 มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก ไม่เหมือนกับโรควัณโรคปอดทั่วไปที่จะมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ไอมีเลือดออก เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้ด้วย

การรักษาวัณโรคหลังโพรงจมูกเหมือนการรักษาวัณโรคปอดหรือไม่?

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอบคำถามนี้ในการแถลงข่าวว่า “การรักษาวัณโรคหลังโพรงจมูกกับวัณโรคปอดไม่แตกต่างกันเลย คือพอเราได้ชิ้นเนื้อ เราก็ได้ไปทบทวนบทความทางวิชาการเกี่ยวกับภาวะของวัณโรคที่บริเวณด้านหลังของโพรงจมูกของทั่วโลก ซึ่งจริงๆ เจอน้อยมาก และที่มีอาการเลือดออกอย่างกรณีน้ำตาล ยังไม่เคยมี ส่วนการรักษาเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ เกือบทั้งหมดไม่สามารถวินิจฉัยก่อนได้ล่วงหน้าว่าเป็นวัณโรค ส่วนใหญ่ต้องตรวจชิ้นเนื้อ คนส่วนใหญ่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เพราะว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของ 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 ของคนไข้ จะมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโต”

ปัจจัยที่ทำให้เกิดวัณโรคหลังโพรงจมูก?

ในสังคมไทยเราตอนนี้ต้องบอกว่าหนึ่งในปัจจัยที่ไม่ทำให้วัณโรคหลุดไป เพราะเราอยู่ในห้องที่ปิดมากกว่าเดิม เราเข้าไปในอาคารต่างๆ ก็มีแต่ห้องแอร์ทั้งหมด และระบบเครื่องปรับอากาศปกติไม่ได้กรองเชื้อวัณโรค กรองเพียงอากาศทั่วๆ ไป ไส้กรองที่มันจะดักเชื้อวัณโรคได้ก็ต้องเป็นแบบพิเศษ ซึ่งมีราคาแพง จึงคาดการณ์ว่าวัณโรคไม่หมดไปก็เพราะเราอยู่ในสังคมปิด อยู่ในห้องที่อากาศไม่ได้หมุนเวียนถ่ายเท หากมีใครสักคนเข้ามาอยู่ก็มีโอกาสที่จะติด แต่ถ้าเรามีภูมิต้านทานปกติดีก็จะกำจัดมันได้ในระดับหนึ่ง

การป้องกันโรควัณโรค

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีคนมากๆ พื้นที่พลุกพล่าน พื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรควัณโรค
  • ถ้าจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ควรใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันการสูดดมละอองฝอยน้ำลายจากการไอ จาม ของผู้ป่วย รวมถึงเชื้อโรคที่พบได้ในอากาศ
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากภูมิต้านทานโรคในร่างกายทำงานได้ดี ก็จะมีความเสี่ยงติดเชื้อวัณโรคได้น้อยลงมาก
  • หากเป็นผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในภาวะภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรควัณโรค
  • ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี แม้การตรวจร่างกายจะปกติ แต่หากมีอาการผิดปกติระยะเวลาหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหารมี ไข้ต่ำๆ คลำได้ก้อนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

 

ภาพ freepik

ฝึกลดเลเวลความเครียด เพิ่มคุณภาพการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/506324

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 11:20 น.

ฝึกลดเลเวลความเครียด เพิ่มคุณภาพการทำงาน

เมื่อความเครียดที่แฝงตัวมากับหน้าที่รับผิดชอบหนักหน่วง เริ่มส่งสัญญาณเตือนสุขภาพทางจิตใจให้ย่ำแย่ และเป็นต้นตอส่งผลเสียต่อสุขภาพกายอีกมากมาย

โดยเฉพาะ “ความเครียด” ที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน มนุษย์ออฟฟิศต้องนั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พิมพ์งานอยู่ตลอดเวลา หลายคนจึงเจ็บป่วยด้วยความเครียดโดยไม่รู้ตัว อาจเริ่มสังเกตจากาการที่สภาวะจิตใจ อาการหงุดหงิด  อารมณ์เสียง่ายดาย หรือบางคนถอนผม กัดหรือฉีกเล็บ นั่งเขย่าขาโดยไม่รู้ตัว เกิดจากการทำงานที่เป็นสาเหตุให้คนเราเกิดความเครียดได้เสมอ ไม่มากก็น้อย เมื่อเกิดความเครียดแล้ว แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป ถ้าใครทำอาการเหล่านี้บ่อยๆ กรมสุขภาพจิต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่าล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้คนทำงานควรรีบผ่อนคลาย ละความเครียดได้แล้ว ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มออกกำลังกายได้แล้ว เพื่อระบายฮอร์โมนแห่งความเครียดออกไปให้หมด เพราะความเครียดทำให้เราทำงานได้ไม่ค่อยเต็มที่ คนทำงานเลือกออกกำลังกายระหว่างการทำงานในออฟฟิศได้ไม่ยากเลย เช่น การเดินขึ้นลงบันได มีเคล็ดลับก้าวขึ้นหรือลงทีละ 2 ขั้น ก็ได้แรงเพิ่มง่ายๆ หรือจะเป็นการเลือกเล่นกีฬาที่ชอบ สาวๆ ออฟฟิศลองพิชิตทำงานบ้านในตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือในวันหยุด ก็เป็นการออกกำลังกายได้เหงื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเอางานกลับไปทำที่บ้าน เพราะนี่คือคนทำงานที่บริหารเวลาได้ไม่มีคุณภาพ เมื่อทำงานหนักก็ต้องมีเวลาพักผ่อนส่วนตัว และมีเวลาให้ครอบครัวด้วย อย่าลืมว่าเครื่องจักรยังต้องมีชั่วโมงหยุดพัก ซ่อมแซมบำรุง มนุษย์ออฟฟิศก็เช่นเดียวกัน ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อจะได้มีพลังสำหรับการทำงานในวันต่อไป

มีปัญหาติดขัดกับงานใดงานหนึ่ง ใครเจอสภาวะแบบนี้ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดูบ้าง ถ้าไม่สามารถทำให้งานนี้คืบหน้าไปได้เสียที ก็ให้ลองเปลี่ยนไปทำงานอื่นๆ ให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาจัดการงานที่ค้างคาไว้ภายหลัง คุณอาจจะมองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นอีกต่างหาก การละวางพักสมองบ้าง อาจทำให้สามารถคลี่คลายปัญหานั้นได้ดีขึ้น

อีกวิธีการแก้ปัญหาติดขัดคิดงานไม่ออก ลองเลือกอยู่เงียบๆ คนเดียว หรือหลบไปหาที่สงบๆ เช่น ห้องสมุด สวนหย่อมในออฟฟิศ ก็จะช่วยปลดปล่อยจิตใจโดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงสักพักหนึ่ง ความเครียดจะค่อยๆ ทุเลารู้สึกดีขึ้น เพราะถึงแม้ตั้งใจทำงานมากเพียงใด แต่ถ้าหากว่าในสมองเรายังเต็มไปด้วยความเครียด ผลงานออกมาก็คงได้ไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้น หากรู้สึกเครียดก็ควรหยุกพักสักครู่

ปรึกษาปัญหาหนักใจกับคนใกล้ชิด กฎของการมีความสุขในออฟฟิศ คือคุณควรมีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 1 คนไว้พูดคุยทั้งเรื่องงาน และคุยกันเรื่องสบายๆ แม้บางครั้งเพื่อนอาจช่วยเราแก้ปัญหาไม่ได้ แต่การได้พูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกไป ได้คำปลอบประโลมกลับมา ก็จะผ่อนคลายรู้สึกดีขึ้น สบายใจ สมองปลอดโปร่งขึ้น และคิดแก้ปัญหาได้ในเวลาต่อมา

รู้จักปรับเปลี่ยนความคิด การจมอยู่กับความวิตกกังวลมากเกินไป ไม่ใช่การแก้ปัญหาเลยสักนิด ลองคิดในหลายๆ แง่มุม คิดในสิ่งดีๆ คิดอย่างมีความหวังบ้าง และอย่าคิดหมกมุ่น ที่สำคัญอย่าคิดแต่ปัญหาของตัวเอง ลองคิดถึงคนอื่นบ้าง คนทำงานล้วนแบกรับภาระไม่แพ้กันทั้งนั้น การมองออกจากปัญหาตัวเองอาจมีกำลังใจต่อสู้ปัญหาต่อไป

การฝึกเทคนิคคลายเครียด เช่น การหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องพองออก และหายใจออกช้าๆ ให้ท้องแฟบลง จะช่วยชะลอความโกรธ คลายความกังวล ลดความกลัว และความตื่นเต้นลงได้ นอกจากนี้ควรฝึกสมาธิเพื่อสงบจิตใจ โดยมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก จะช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

การฝึกสมาธิด้วยการอยู่กับปัจจุบัน ลดความวิตกกังวลด้วยการคิดข้ามช็อตให้น้อยลง คืออย่าเพิ่งไปครุ่นคิดกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง พยายามจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำในขณะนั้น คนทุกวันนี้เสียพลังงานและอารมณ์ไปกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง จนไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้า มีหลายคนเครียดเพราะทำงานไม่ทัน เส้นตายยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งเครียด ปรากฏว่าเครียดจนปวดหัว จนทำงานไม่ได้ ต้องนอนพัก เลยกลายเป็นว่าทำให้งานเสร็จช้าลงยิ่งกว่าเดิม อะไรที่อยากทำให้เสร็จไวๆ กลับยิ่งเสร็จช้าลง

งดกาแฟถ้วยที่ 2 คนทำงานบางคนจิบกาแฟได้ทั้งวัน และนั่นอาจเป็นความเครียดสะสมที่ไม่รู้ตัว การดื่มกาแฟวันละ 1 แก้วดีต่อสุขภาพ แต่หากดื่มเป็นแก้วที่ 2 กาเฟอีนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 16 ครั้ง/นาที ทำให้รู้สึกใจสั่นและมีความกังวลเพิ่มขึ้น

ช่วงพักคอฟฟี่เบรก ถ้าวันนี้ดื่มกาแฟไปแล้ว 1 แก้ว ลองเลือกกินผลไม้แทน เช่น ส้ม ผลไม้มีรสหวานอมเปรี้ยวเหมาะเป็นของว่างแทนพวกขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ ในช่วงบ่ายได้ดี ผลไม้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีวิตามินซีสูงมีประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย

 

ภาพ : freepik

ปวดประจำเดือนแบบไหน ควรรีบไปหาหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593015

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

ปวดประจำเดือนแบบไหน ควรรีบไปหาหมอ

ทำไมผู้หญิงจึงเกิดอาการปวดประจำเดือนมากน้อยแตกต่างกัน และความรุนแรงหรืออาการปวดเรื้อรังทำให้เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

อาการปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไป ภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดจะเริ่มตั้งแต่ปีแรกของการมีประจำเดือน ในกรณีที่ไม่มีโรคร่วมอย่างอื่นอาการปวดมักดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังการมีบุตร

สาเหตุของการปวดประจำเดือน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) คือการปวดประจำเดือนที่ไม่มีโรคหรือพยาธิสภาพใดๆ อาการปวดนี้เกิดจากสาร Prostaglandin เป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างการมีประจำเดือน สารดังกล่าวเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยและลดปริมาณเลือดมาเลี้ยงมดลูก และระดับออกซิเจนมายังมดลูก เหมือนอาการเจ็บครรภ์คลอด โดยสารดังกล่าวอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลวในบางราย โดยทั่วไปอาการที่เป็นลักษณะจำเพาะของการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ มีดังนี้

  • เริ่มปวดตั้งแต่หลังมีประจำเดือนใหม่ๆ (less than 6 month after menache)
  • ระยะเวลาของอาการจะเกิดภายใน 48-72 ชั่วโมงของการมีประจำเดือน
  • อาการปวดบีบหรือปวดคล้ายอาการเจ็บครรภ์คลอด
  • อาการปวดมักเริ่มจากบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจมีร้าวไปหลัง หรือต้นขาได้
  • ตรวจภายในไม่พบความผิดปกติ
  • อาจพบร่วมกับอาการอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าได้

ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) คืออาการปวดประจำเดือนที่มีพยาธิสภาพ หรือโรคอื่นอันเป็นสาเหตุของการปวด โดยมักมีอาการปวดที่รุนแรง หรือเรื้อรังมากกว่าปวดประจำเดือนปฐมภูมิ ดังนี้

  • อาการปวดเริ่มในช่วงอายุ 20-30 ปี โดยไม่มีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนหรือปวดน้อยกว่า
  • อาการปวดรุนแรงมากขึ้น มีผลต่อการทำงาน ปวดมากจนในบางรายจำเป็นต้องได้รับยาฉีดแก้ปวด
  • มีประจำเดือนมามากหรือมาผิดปกติร่วมด้วย
  • มีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน หรือตรวจร่างกายพบความผิดปกติ
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • มีภาวะมีบุตรยาก
  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด

ปวดประจำเดือนรุนแรงหรือเรื้อรังนานๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

โดยทั่วไปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิอาการมักไม่รุนแรง ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเป็นอาการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ซึ่งสาเหตุการเกิดได้แก่

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นโรคหรือภาวะที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นหรือบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ภายในโพรงมดลูก โดยเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายตามรอบประจำเดือนเหมือนเซลล์ที่อยู่ในโพรงมดลูกที่จะมีประจำเดือนออกมาทุกรอบเดือน ดังนั้น หากมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่รังไข่ หรือเยื่อบุช่องท้องน้อย ก็จะทำให้มีเลือดคั่ง กลายเป็นถุงน้ำที่เรียกว่าถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst) หรือ มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะมีอาการปวด ระคายเคืองในท้องน้อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น และเซลล์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดพังผืดในช่องท้องได้ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดท้องน้อยขณะตรวจภายใน และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในอนาคตด้วย ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตเข้ากล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Adenomyosis ยังทำให้เกิดมดลูกโต ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อยมากขณะมีประจำเดือน บางรายมีอาการท้องโตขึ้นหรือบวมมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีเลือดออกในกล้ามเนื้อมดลูก
  • เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous myoma) เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของมดลูกที่พบได้บ่อย จากการรายงานผลทางพยาธิวิทยาพบเนื้องอกในมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมากถึง ร้อยละ 80 แต่สำหรับเนื้องอกที่ก่อให้เกิดอาการพบประมาณ 12-25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยเนื้องอกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูกพบได้ร้อยละ 5-10 ของโรคนี้ เนื้องอกชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น
  • มีพังผืดในช่องท้อง พังผืดนี้อาจเกิดจากผลของการผ่าตัดคลอด หรือประวัติการผ่าตัดเข้าช่องท้องมาก่อน หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ก่อให้เกิดพังผืดที่มีการดึงรั้งมดลูก ขณะที่มดลูกบีบตัวในขณะมีประจำเดือน ก็ทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น หรือบางครั้งอาจปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนก็ได้
  • ปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้
  • ความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ (Obstructive malformation of the genital tract) โครงสร้างที่ผิดปกติอาจทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ได้ ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังพบสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะเนื้องอกรังไข่ Ovarian  neoplasm, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis), การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, Adrenal Insufficency and Adrenal Crisis, การติดเชื้ัอในทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, Irritable Bowel Syndrome), อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

วิธีแก้อาการปวดประจำเดือน

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  • อาจเป็นการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอาการน้อย หรือใช้ควบคู่กับการใช้ยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ได้แก่
  • การออกกำลังกาย เนื่องจากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายจะปรับปรุงเรื่องอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นจากอาการปวดประจำเดือนได้ ทำให้สามารถลดอาการที่เกี่ยวเนื่องกับประจำเดือนและลดอาการปวดได้
  • การฝังเข็ม และการกระตุ้นเส้นประสาท (Transcutaneous electrical nerve stimultation)
  • การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ
  • ใช้การประคบร้อน

การรักษาด้วยยา

  • การรักษาด้วยยาแบ่งเป็น ยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน และยากลุ่มฮอร์โมน
  • ยากลุ่ม NSAIDs พบว่าได้ผลในการรักษาค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหากทานยาทันทีที่มีประจำเดือน หรือเริ่มมีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับประจำเดือน และทานตามเวลาต่อเนื่อง 2-3 วัน แต่ยาชนิดนี้มีข้อห้ามใช้ในกรณีมีความผิดปกติของภาวะเลือดออก หรือผู้ป่วยหอบหืด ผู้ที่แพ้ยากลุ่มแอสไพริน ตับผิดปกติ โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

การรักษาด้วยการผ่าตัด

มักเป็นทางเลือกสำหรับกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ปวดและฮอร์โมนไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีรายที่อาจสงสัยภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือพยาธิสภาพในช่องท้อง หรือมีโรคและเนื้องอกต่างๆ  จากสถิติพบว่า ในรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาไม่ดีขึ้นและได้รับการผ่าตัดส่องกล้อง พบภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มากถึงร้อยละ 80 การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน ได้แก่ การส่องกล้อง การตัดมดลูก การผ่าตัดเส้นประสาท การจี้เส้นประสาทมดลูก

การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานและแพทย์ทางเลือก

ได้แก่ การใช้กลุ่มวิตามิน สมุนไพรต่างๆ เช่น Vitamin E, Fish oil/Vitamin B12 combination, Magnesium, Vitamin B6, Toki-shakuyaku-san, Fish oil, Neptune Krill oil แต่การรายงานประสิทธิภาพจากงานวิจัยยังมีจำกัด

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ ดังนั้น สตรีที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

 

ภาพ freepik

“กระดูกพรุน” สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593013

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

"กระดูกพรุน" สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

สถิติในปี 2561 พบผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คนเป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก ทั้งยังมีโอกาสหักซ้ำ 6-8%

จากสถิติในปี 2561 พบว่า มีผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คนต่อปีที่เป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกหลัง กระดูกสะโพกหัก โดยจำนวนนี้พบว่าเฉพาะผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก มีโอกาสหักซ้ำ 6-8% ซึ่งกระดูกสะโพกหักนั้นถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี ไม่ได้รับการรักษาทันทีก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการสะโพกหัก แต่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยปัจจัย เช่น ห้องผ่าตัดไม่พร้อม หรือผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อน ก็เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยต้องได้รับการผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมง ขณะที่หลังการผ่าตัด การฟื้นฟูผู้ป่วยป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำ

รู้จักโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือโรคกระดูกชนิดหนึ่งที่กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โรคนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดนอกจากกระดูกแตกหรือหัก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในสตรีสูงอายุ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

เกิดการสูญเสียฮอร์โมนเพศหญิงเนื่องจากหมดประจำเดือน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเกิดโรคกระดูกพรุน โดย 25% ของสตรีที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มักพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน การที่สตรีหมดประจำเดือนเร็วหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุ 45 ปี และอายุที่มากขึ้น โดยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี กระดูกจะบางลงทุก 1-3% ทุกปี

ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุก่อน 30-35 ปี เราจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย เพราะฉะนั้นกระดูกจะค่อยๆ แข็งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือมีการสร้างและการทำลายที่สมดุลกัน หลังจากผ่านระยะนั้นไปคือประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง โดยธรรมชาติของเรากระดูกจะค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ จากการทำลายกระดูกที่เยอะกว่าการสร้างกระดูก ยิ่งเราแก่ตัวไปกระดูกเราจะค่อยๆ บางไปตามธรรมชาติ ระดับของกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 30 ปีไว้มากน้อยแค่ไหน

ปัจจัยที่ทำให้กระดูกพรุนก่อนวัยอันควร

  • โรคประจำตัวต่างๆ โดยโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับโรคข้อ โรครูมาตอยด์ต่างๆ คนที่เป็นโรคไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตมีปัญหา หรือกลุ่มที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร
  • ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไร การใช้ชีวิตนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป

อาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

สำหรับอาการโรคนี้จะไม่มีอาการอะไรให้เราเห็นเลย เขาจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อกระดูกเราหักไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการตระหนักถึงโรคนี้ การรู้ถึงความเสี่ยง การย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า จากนั้นเราถึงจะไปพิจารณาพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจมวลกระดูก หรือคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

การตรวจมวลกระดูกจากเครื่องตรวจมวลกระดูก เราจะได้รับรังสีเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะตรวจมวลกระดูกออกมา แล้วคำนวณตามค่าเฉลี่ยของประชากร ถ้ามวลกระดูกของเราอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประชากรถึงระดับหนึ่ง เราก็จะสามารถวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนได้ และวิธีการคำนวณความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหัก แพทย์จะถามประวัติคร่าวๆ แล้วจะคำนวณออกมา ความเสี่ยงนี้ชื่อว่า การคำนวณ frax score จะดูจากเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การกินยาสเตียรอยด์รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีประวัติเป็นกระดูกพรุนความเสี่ยง frax score จะคำนวณออกมาได้ 2 แบบคือ คำนวณเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก โดยทั่วไปในระยะ 10 ปี กับกระดูกหักบริเวณสะโพกในระยะ 10 ปี ถ้าค่าความเสี่ยง frax score ของกระดูกหักทั่วไปมากกว่า 20% ในระยะ 10 ปี หรือค่าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักมากกว่า 3% ในระยะ 10 ปี ก็จะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกพรุน และต้องได้รับการรักษา

การรักษาและการดูแลตัวเอง

ในส่วนการรักษาและการดูแลตัวเอง คุณหมอแนะว่าโรคกระดูกพรุนเป็นโรค เราต้องรักษาด้วยยา การกินยา หรือวิธีฉีดยารักษาโรคกระดูกพรุน เราก็ควรจะไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและกินยาอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตัวเอง ดังนี้

1.ระวังเรื่องพลัดตกหกล้ม เนื่องจากเราเป็นโรคกระดูกพรุน เราล้มนิดเดียวเราอาจจะกระดูกหักได้ กระดูกหักแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องการระวังพลัดตกหกล้มนี่สำคัญ การจัดของที่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องของขั้นบันไดต่างๆ เราอาจจะต้องไปจัดระเบียบบ้าน

2.เราอาจจะต้องหมั่นไปเจอแสงแดด เนื่องจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายเราสังเคราะห์วิตามิน D ได้จากธรรมชาติ วิตามิน D จะช่วยให้แคลเซียมจากอาหารที่เรากินเข้าไปหรือจากอาหารเสริมที่เรากินเข้าไปดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น ข้อแนะนำคือ เราอาจจะต้องไปเจอแสงแดดวันหนึ่งประมาณสัก 15 นาที เป็นแดดอ่อนๆ อาจจะเลือกเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ อย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็เพียงพอ

3.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย การออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ก็ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีน้ำหนักลงบริเวณข้อต่อต่างๆ เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะๆ หรือการเต้นแอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้นนอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องของมวลกระดูกแล้ว ยังจะช่วยให้กำลังกล้ามเนื้อมีสมรรถภาพที่ดี สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆ จะดี และช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มได้อีกทางหนึ่ง

กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุเยอะ บางคนมีปัญหาเรื่องข้อข้อเข่าเสื่อมบ้าง ข้อสะโพกมีปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท บางคนมีเรื่องโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดโรคไตต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในการออกกำลังกายทั้งสิ้น แนะนำว่า อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลในเรื่องของข้อจำกัดในการออกกำลังกายของเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้

 

ภาพ  freepik

เด็กไทยโตไวเป็นเพราะบริโภคไก่ จริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592999

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

เด็กไทยโตไวเป็นเพราะบริโภคไก่ จริงหรือไม่?

นักวิชาการยืนยัน เนื้อไก่ไทยปลอดภัย ปราศจากฮอร์โมนเร่งโต เผยสาเหตุที่เด็กไทยโตเร็วกว่าวัยมาจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปมากกว่า

อ.สพ.ญ.พัชราภรณ์ ขำพิมพ์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผู้บริโภคบางกลุ่มยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่ว่าการบริโภคเนื้อไก่ที่มีฮอร์โมนเร่งโตตกค้าง ทำให้วัยรุ่นโตเร็วกว่าวัย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในปัจจุบันไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งโตในการเลี้ยงไก่แล้ว

ไก่ไทยในปัจจุบันเลี้ยงกันด้วยวิธีไหน?

จากการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงพันธุ์ไก่ให้เป็นสายพันธุ์ที่โตเร็ว การมีระบบการป้องกันโรคที่ดี การเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่ทันสมัย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยของการเติบโตของไก่ สามารถคำนวณและผสมอาหารสำเร็จรูปให้ได้สารอาหารตรงตามความต้องการของสายพันธุ์ ทำให้ไก่เติบโตได้ตามลักษณะของสายพันธุ์ที่โตได้เร็วอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสริมสารเร่งโตแต่อย่างใด

ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์ไก่ให้เป็นสายพันธุ์ที่โตเร็วนั้น ช่วยลดระยะเวลาในการเลี้ยงลงอย่างมาก โดยไม่ต้องใช้สารเร่งใดๆ เลย ขอเพียงได้รับสารอาหารที่เพียงพอตามความต้องการของสายพันธุ์ และอยู่อย่างสุขสบายไม่เจ็บไม่ป่วยไม่เครียด ไก่ก็จะเติบโตได้รวดเร็ว ซึ่งการปรับปรุงสายพันธุ์ต้องใช้เวลาวิจัยกันมายาวนานหลายสิบปี ค่อยๆปรับปรุงมาเรื่อยๆ ให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ แต่ก็ไม่ได้มีอันตรายใดๆต่อผู้บริโภคเนื้อไก่ เพราะเป็นการปรับปรุงในระดับพันธุกรรมของตัวไก่เองเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อเซลล์หรือพันธุกรรมในร่างกายมนุษย์

การเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่ทันสมัยที่ทำให้ไก่อยู่อย่างสุขสบาย ช่วยให้ไก่มีสุขภาพดีและเจริญเติบโตได้ดี สามารถเลี้ยงไก่โรงเรือนละหลายหมื่นตัว โดยไก่ไม่เครียด สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ บางโรงเรือนมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจติดตามการเจริญเติบโตและพฤติกรรมสัตว์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ติดกล้องในโรงเรือนเพื่อสามารถดูสภาพตัวสัตว์ได้ตลอดเวลา มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณแก๊สต่างๆ การระบายอากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตคือ การมีระบบการป้องกันโรคที่ดี ไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาทำ ให้ไก่เจ็บป่วย เช่น พื้นที่เลี้ยงไก่ที่มีรั้วรอบขอบชิด การฆ่าเชื้อพาหนะและอุปกรณ์ก่อนเข้าฟาร์ม อาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด เปลี่ยนรองเท้าบู๊ทก่อนเข้าฟาร์ม เป็นต้น ขณะเดียวกัน การให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในไก่ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โดยวัคซีนที่ให้นั้นไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และมีการควบคุมระยะหยุดวัคซีน ซึ่งไก่ที่ผลิตจากฟาร์มที่ได้รับรองระบบมาตรฐานต่างๆ จะได้รับการตรวจสอบในทุกขั้นตอนว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงควรเลือกแหล่งที่มาของเนื้อไก่ว่าผ่านการตรวจสอบจากระบบมาตรฐาน โดยดูจากตราสัญลักษณ์ต่างๆ บนบรรจุภัณฑ์

กฎหมายด้านความปลอดภัยของอาหารกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไทย

ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร กำหนดว่าการใช้ฮอร์โมนในไก่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เพิกถอนตำรับของฮอร์โมนนี้ไปแล้ว โดย อย. มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 417/2528 ลงวันที่ 23 กันยายน 2529 เพิกถอนทะเบียนตำรับยาสำหรับสัตว์ Hexoestrol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ใช้ในสัตว์ปีก หากมีการลักลอบใช้ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และหากนับจากวันที่ประกาศจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 33 ปีแล้วที่มีการใช้กฎหมายนี้ จึงทำให้ฮอร์โมนที่ใช้เร่งโตในไก่ดังกล่าวถูกปราบปรามจนหมดจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไทย

“ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไปแล้ว ทำให้เกษตรกรยุคใหม่ สามารถเลี้ยงไก่ให้โตเร็วและมีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนช่วยเร่งการเจริญเติบโตอีกต่อไป ทำให้ เนื้อไก่ไทยปลอดภัย สามารถบริโภคกันได้อย่างสบายใจ” อ.สพ.ญ.พัชราภรณ์ กล่าวย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ถ้าให้ลูกกินเนื้อไก่มากๆ ลูกจะโตเป็นหนุ่มสาวเร็วจริงหรือ?

ข้อถกเถียงที่ว่าการกินไก่เป็นประจำทำให้เด็กไทยมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วผิดปกติ อ.สพ.ญ.พัชราภรณ์ ยืนยันในเรื่องนี้ด้วยว่า “ไม่เป็นความจริง” เพราะสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นโตเร็วกว่าวัย เกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปมากกว่า

ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ในยุคปัจจุบันชอบบริโภคอาหารไขมันสูงตามไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ เช่น อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องอ้วน ความอ้วนมีส่วนทำให้เด็กเป็นสาวเร็วก่อนวัยได้ เพราะไขมันเป็นองค์ประกอบหลักของฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งหากร่างกายเด็กได้รับไขมันในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงออกมาเร็วกว่าปกติได้ ไม่ได้เกี่ยวกับการกินเนื้อไก่เป็นประจำแต่อย่างใด

รู้อย่างนี้แล้วทั้งเด็กและตัวผู้ปกครองของเด็กคงจะสบายใจขึ้นมาได้ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการที่สุดคือ การรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ซึ่งถ้าทำได้ย่อมเป็นการสร้างเสริมสุขภาพร่างกายให้เติบโตได้สมวัยแน่นอน

 

ภาพ freepik

วอลท์ ดิสนีย์ ภูมิใจเสนอ ‘ศึกรักตลาดน้ำ’ ใช้โลเกชั่นตลาดน้ำ เมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592989

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2562 เวลา 18:56 น.

วอลท์ ดิสนีย์ ภูมิใจเสนอ 'ศึกรักตลาดน้ำ' ใช้โลเกชั่นตลาดน้ำ เมืองไทย

จับตัวการ์ตูน มิกกี้ และ มินนี่ เม้าส์ รับบทพ่อค้าสับปะรด และ แม่ค้าข้าวผัด ผ่านอะนิเมชั่น บทพูดภาษาไทย ครั้งแรก!! ฉายสองวันแรก คนดูเฉียดล้านวิว

สร้างกระแสฮือฮาอีกครั้งในโลกอะนิเมชั่น เมื่อ วอลท์ ดิสนีย์ เจ้าของลิขสิทธ์การ์ตูนดัง ตัดสินใจหยิบ มิกกี้ เมาส์ คาแรกเตอร์สุดคลาสสิค ที่ทั่วโลกต่างรู้จักและหลงรัก มาใส่เรื่องราวเป็นภาพยนต์การ์ตูนสนุกๆ โดยใช้บรรยากาศฉากหลัง ตลาดน้ำ เมืองไทย

โดยงานนี้ มิกกี้ เมาส์ พระเอกของเรามารับบทบาทเป็นพ่อค้าสับปะรด ส่วนแฟนสาว มินนี่ เมาส์ รับบทแม่ค้าข้าวผัด ที่มาเปิดศึกชิงท่าเรือ 999 ในชื่อเรื่อง Mickey Mouse in Our Floating Dreams

นอกจากเนื้อหาสนุกๆตามไสตล์ของ วอลท์ ดิสนีย์ ผ่านอะเนิเมชั่นชุดนี้แล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ตัวการ์ตูนทั้งหมดใช้บทพูด เป็นภาษาไทย รวมถึงซาวน์ด แทร็ค เพลงประกอบของคู่พี่น้อง ชิปและเดล ก็ยังใช้เนื้อเพลงไทยในท่วงทำนองลูกทุ่ง แต่ให้ความรู้สึกถึงระดับฮอลลีวูด เลยทีเดียว

สำหรับอะนิเมชั่น ชุดนี้เริ่มเผยแพร่ในช่องทางยูทูปมาตั้งแตั้งวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้มีผู้เข้าชมไปแล้วเกือบ 1 ล้านวิว

ส่วนบทสรุปของศึกชิงท่าเรือ 999 จะลงเอยแบบไหน สาวก มิกกี้ และ มินนี่ เม้าส์ สามารถเข้าไปติดตามชมได้ตามลิงค์นี้

https://www.youtube.com/watch?v=83sdwFOL1r8