รู้หรือไม่! EQ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่แพ้กับ IQ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591761

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

รู้หรือไม่! EQ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่แพ้กับ IQ

ทักษะในการบริหารอารมณ์ หรือ Emotional Quotient (EQ) คุณสมบัติที่คนทำงานขาดไม่ได้ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณรับมือกับปัญหาพร้อมเผชิญหน้ากับการทำงานได้ดีขึ้น

การบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างฉลาด มีสติ และรู้เท่าทัน ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณรับมือกับการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความสุขและความสำเร็จในชีวิต แม้เราจะไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ก็คือจิตใจของตัวเราเอง ทักษะในการบริหารอารมณ์หรืออีคิวนี้ ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานทุกคนต้องมี คุณล่ะ!

เรียนรู้เรื่องอีคิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

1.เปิดใจให้กว้างมากขึ้น

เพื่อจะได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในการใช้แก้ปัญหาต่างๆ บอกตัวเองว่าทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง ทางออกมีมากมาย เผื่อใจไว้ด้วยการเปิดรับข้อมูลความรู้จากแหล่งต่างๆ เสมอ นอกจากนี้ก็ต้อง “รู้” ปัญหา หมายถึงรู้ว่าอะไรคือปัญหา ระบุให้ชัดเจนว่าปัญหาของคุณคืออะไรกันแน่ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในเวลานั้นคืออะไร

2.มีความยืดหยุ่น

ฝึกตัวเองให้เป็นคนยืดหยุ่น ผ่อนปรนหรือปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยแนวทางใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ถามตัวเองว่า คุณมีความสามารถในการแก้ปัญหาตรงหน้าได้กี่วิธี หรือจะทำอย่างไรถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

3.มองโลกแง่ดี

ให้คิดเสมอว่าปัญหาคือความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ท้าทายความสามารถของเราอีกสเต็ป นี่คือเรื่องดีไม่ใช่เรื่องแย่

4.หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็จะได้เห็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

5.ความหาสาเหตุและเรียนรู้

ศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยให้พิจารณาทั้งในส่วนของความรู้สึกและข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน วิธีนี้ดีกว่าที่จะมุ่งไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้งไม่หยุดศึกษาหาความรู้ คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหา คนที่คุณเรียนรู้จากเขานั้น คนๆ นั้นอาจเป็นหัวหน้าของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณหรือเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็กๆ แต่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีภายใต้สถานการณ์หรือเงื่อนไขบางอย่าง คำแนะนำก็คือคุณเรียนรู้ได้จากทุกคน

6.ทำงานเป็นทีม

ปัญหาบางอย่างแก้คนเดียวไม่ได้ อาจต้องฟอร์มทีมขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบ วางจุดมุ่งหมายของทีมให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน อาจทดลองนำวิธีการที่คิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นไปทำการวิเคราะห์ว่า สามารถเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้อาจมีทีมงานร่วมคิดวิเคราะห์ด้วย อาจจะมีการพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ดีขึ้น ตรงจุดนี้จะดีตรงที่ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหารับรู้ก่อนว่า จะมีการจัดการกับปัญหาเช่นไร จะได้มีการเตรียมตัวหรือรองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังทำให้การเตรียมการในการแก้ปัญหามีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

7.สร้างระบบของตัวเอง

สิ่งที่เข้ามากระทบในแง่ลบ บริหารจัดการให้กลายเป็นแง่บวก ฝึกตัวเองอย่างจริงจังแล้วคุณจะพบว่า มันไม่ยากเลย ในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถ เหตุผล สัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึกร่วมกันในการเสาะแสวงหาวิธีการที่จะแก้ปัญหานั้นๆ ว่า มีวิธีการใดบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาบางปัญหานั้น อาจมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถจัดการปัญหานั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมรวดเร็วที่สุด

8.ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก

ใส่อารมณ์ขันและความรู้สึกสนุกสนานลงไปในการทำงานของคุณด้วย รวมทั้งปัญหาบนโต๊ะทำงานบางปัญหาก็ต้องการอารมณ์ขันของคุณด้วย ใช้วิธีคิดว่าคุณกำลังเล่นเกมที่ปัญหาต่างๆ จะทำให้คุณได้แต้มจากการเข้าไปคลี่คลายหรือใกล้จะคลี่คลายได้ เชื่อสิว่าคุณจะเป็นฝ่ายชนะในเกมเสมอ

9.ถอยหลัง 1 ก้าว

หากคุณรู้สึกว่าในตอนนี้อ่อนล้ากับปัญหาที่รุมเร้าจากการทำงาน และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ในขณะนี้ ก็ไม่ผิดกติกาที่จะถอนตัวเองออกมาสักพักหนึ่ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง คุณสามารถหากิจกรรมที่ช่วยให้ได้ผ่อนคลายความเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หลายคนมีเพลงที่ช่วยได้ หลายคนใช้วิธีปิดลิ้นชักการงาน แล้วเปิดลิ้นชักสันทนาการ สับสวิตช์เพื่อเอาตัวเองออกจากสถานการณ์สักระยะหนึ่ง บางครั้งแค่เราถอยหลัง 1 ก้าว อาจทำให้เราเห็นภาพมุมกว้างมากขึ้น

10.ประเมินผล

ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผล ประสิทธิภาพจากการทำงานวัดจากการแก้ปัญหา ประเมินผลจากวิธีการแก้ปัญหาที่นำไปใช้นั้น ได้ผลดีมากน้อยเพียงไร อย่าลืมเรียนรู้และสรุปบทเรียนทุกครั้ง

ภาพ freepik

ปวดบ่า ปวดไหล่ ทำไมเป็นๆ หายๆ แล้วจะรักษาอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591592

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ปวดบ่า ปวดไหล่ ทำไมเป็นๆ หายๆ แล้วจะรักษาอย่างไร

อาการปวดบ่า ปวดไหล่ เป็นอาการหนึ่งใน “กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม” ที่แทบทุกคนที่มีอายุมากขึ้นต้องได้สัมผัสมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นว่าปวดเรื้อรังขนาดไหน ซึ่งพบมากในกลุ่มคนทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ และคนที่มีท่าทางการเดิน ยืน นอน นั่ง ที่ไม่ถูกต้อง

สาเหตุของอาการปวดบ่า ปวดไหล่

  1. การเกร็งของกล้ามเนื้อ มักเกิดกับคนที่ต้องทำงานนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือกับคนที่ต้องขับรถระยะทางไกลบ่อยๆ ต้องยกแขนจับพวงมาลัยเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อช่วงบ่าจะเกิดการเกร็ง ถ้าเกร็งนานๆบ่อยๆ กล้ามเนื้อจะไม่คลาย และทำให้เกิดการปวด ตึง เมื่อย ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งมากๆ จนตึงขึ้นไปถึงขมับอาจทำให้ปวดหัว และสามารถตึงลามไปถึงสะบักได้
  2. สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะหรือเก้าอี้ไม่เหมาะสมกับการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน
  3. การใช้งานกล้ามเนื้อที่ผิดวิธี เช่น การเล่นกีฬาหนักๆ เช่นกีฬาฟุตบอล กีฬารักบี้ เป็นต้น
  4. มีสภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น เครียดจากงาน การอดอาหาร พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียดไม่ผ่อนคลาย

การรักษาอาการปวดบ่า ปวดไหล่เบื้องต้น

คนที่มีอาการ ปวดบ่า ปวดไหล่ เรื้อรัง อาจจะต้องไปให้หมอทำการวินิจฉัยรักษาให้รู้แน่ชัดว่าเป็นอาการจากการนั่งทำงาน อาการออฟฟิศซินโดรม หรือมีปัญหาจากกระดูกต้นคอเสื่อม หมอนรองกระดูกผิดปกติกันแน่เพราะหากมีปัญหาที่หมอนรองกระดูก จำเป็นต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายดี

โดยหากเป็นในช่วงเริ่มต้นหรืออาการไม่มาก หมออาจจะให้ยาเพื่อรักษา แต่บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่มีอาการปวดไหล่ และ ปวดบ่าเรื้อรังมานาน แต่ไม่ไปรักษา เพราะคิดว่าอาการที่ตัวเองเป็นนั้นไม่รุนแรง ซึ่งกว่าจะมาถึงมือหมออาการก็เป็นหนักมากแล้ว ดังนั้นถ้ามีอาการปวดไหล่ ปวดบ่าเรื้อรังไม่หายสักที ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาจะดีกว่า

ภาพ freepik

5 ปัญหาช่องปากที่พบมากในคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591589

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

5 ปัญหาช่องปากที่พบมากในคนทำงาน

คนทำงานต้องการความมั่นใจเพื่อความสำเร็จ แต่ถ้าเรามีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเหลือง ฟันแตก ย่อมทำให้ขาดความมั่นใจและทำให้เสียบุคลิกภาพ

และต่อไปนี้เป็น 5 ปัญหาสุขภาพในช่องปากที่พบมากในคนทำงาน มาสำรวจตัวเองดูว่าเรากำลังประสบปัญหาอยู่หรือเปล่า จะได้ดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพฟันต่างๆ ไปพร้อมกัน

กลิ่นปาก

เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะมีสาเหตุมาจากในช่องปากอย่างเดียวหรือมาจากอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้เช่นกัน ถ้าแก้ไขสาเหตุจากในช่องปากเรียบร้อยแล้วยังมีกลิ่นปากอยู่อีก ก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ใน 2 ระบบข้างต้นด้วย สำหรับกลิ่นปากที่มีสาเหตุจากการในช่องปาก เกิดได้จากฟันผุ ฟันคุด และเหงือกอักเสบ ควรแก้ไขโดยการกำจัดสาเหตุดังกล่าว และป้องกันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช้า เย็นและหลังอาหารทุกมื้อ

ฟันเหลือง

สาเหตุหลักเกิดไลฟ์สไตล์คนทำงานที่สูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ จนเกิดคราบที่เหงือกและฟัน สามารถป้องกันได้ด้วยการลดการสูบบุหรี่และดี่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ร่วมกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆ หลังสูบบุหรี่ กรณีที่เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรดื่มน้ำเปล่าตามเพื่อลดความหวานในช่องปาก และรออย่างน้อย 30 นาทีค่อยแปรงฟัน กรณีที่มีคราบสีติดแน่นควรพบทันตแพทย์เพื่อขัดฟันทำความสะอาดขจัดคราบสีเหล่านี้ให้ออกไปซึ่งได้ผลมากกว่าการแปรงฟัน

ฟันผุ

มักเกิดจากการละเลยการแปรงฟันและแปรงฟันไม่ทั่วถึงทุกบริเวณ รวมทั้งไม่ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดฟันผุตามร่องฟันบนด้านบดเคี้ยวและตามซอกฟันได้ง่าย ควรแก้ไขด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหาร ผลไม้ หรือขนมขบเคี้ยวที่มีรสหวานจัด เปรี้ยวจัด เหนียวติดฟัน น้ำอัดลม โซดา รวมทั้งอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วถูกย่อยในช่องปากจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดได้อย่างรวดเร็ว มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงไม่ควรแปรงฟันทันทีในขณะที่ช่องปากยังมีความเป็นกรดสูงเพราะจะไปขัดสีเอาเคลือบฟันที่อ่อนนุ่มลงจากกรดในอาหารหลุดลอกออกไปได้ ควรรออย่างน้อย 30 นาทีเพื่อให้สภาพช่องปากกลับมาสู่สภาวะปกติก่อน

คราบหินปูนและเหงือกอักเสบ

การดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอทำให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ตามบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน เมื่อแปรงฟันไม่ทั่วถึงก็จะเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้น เมื่อนานไปจะกลายเป็นคราบหินปูน ภายในคราบจุลินทรีย์และหินปูนนั้นจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ เมื่อแบคทีเรียได้รับอาหารจากที่เรารับประทานเข้าไปก็จะสร้างกรดขึ้นมารอบๆ บริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบๆ สามารถรักษาได้ด้วยการขูดหินปูน เกลารากฟัน หรือผ่าตัดสร้างเนื้อเยื่อปริทันต์ขึ้นมาใหม่

ฟันแตกหัก

เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น การใช้ฟันผิดประเภท ใช้ฟันกัดแทะอาหารที่แข็งเกินไปบ่อยๆ และต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การบดเคี้ยวฟันขณะเครียดหรือเวลานอน ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอุบัติเหตุที่บริเวณใบหน้าและขากรรไกร ควรเดิน วิ่ง เล่นอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร หากเกิดการแตกหักหรือบิ่นของฟันแล้ว ทันตแพทย์สามารถบูรณะฟันนั้นให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติได้

 

สำหรับปี 2562 สำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบบริหารจัดการเบิกจ่ายค่ารักษาทันตกรรมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งค่าบริการทางการแพทย์จะจ่ายเท่าที่จ่ายจริงปีละไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี ในกรณีที่เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลที่ทำข้อตกลงไว้ ผู้ประกันตนสามารถสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุไว้ด้านหน้าของสถานพยาบาลว่า “ไม่ต้องสำรองจ่าย” แต่ถ้าหากผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่ายก็ต้องนำหลักฐานทั้ง ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรกของผู้ประกันตนมายื่นรับเงินที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ กรณีถอนฟัน, อุดฟัน, ขูดหินปูน, ผ่าฟันคุด ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 900 บาท/ครั้ง/ปี

ภาพ  freepik

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588877

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

วันอาทิตย์เย็นๆ เป็นสีจางๆ ไม่เหมือนเย็นวันศุกร์  เพราะพรุ่งนี้คือเช้าวันจันทร์!! หลายคนจะมีอารมณ์เหมือนต้องขุดตัวเองจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คล้ายในวัยเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้เรานอนหลับไปพร้อมกับทัศนคติที่เป็นลบกับชีวิต ความรู้สึกแรกเมื่อตื่นจึงมีแต่เบื่อกับเบื่อ

ลองมาดูกลวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุขกันเถอะ

1.นอนเร็ว

ค่ำวันอาทิตย์ควรนอนระหว่าง 2-4 ทุ่ม ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล สมองได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะเฟรชเป็นที่สุด ตั้งปลุกเร็วหน่อยเพื่อให้มีเวลาแต่งตัวสวย ได้กินอาหารเช้าชาร์จพลังให้สมอง เดินทางก่อนเวลารถติด พอถึงที่ทำงานจะได้เริ่มงานก่อนใครพร้อมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

2.ฝึกทักษะในการทำงานและศึกษาเพิ่มเติม

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หัดเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศบ้าง เปิดดิกชันนารีบ่อยๆ อย่าอาศัยแต่กูเกิลแปลอย่างเดียว เมื่อความรู้มากขึ้นจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง สามารถนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้ ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจและเกิดความกระตือรือร้นในงานมากขึ้น

3.แสนดีกับเพื่อนทุกระดับประทับใจ

ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เว้นแม้แต่พี่แม่บ้าน เพราะพี่ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มักเข้าหาคนที่ถ่อมตน เข้าถึงง่าย ทีนี้เวลามีอะไรในบริษัทเราก็จะได้รู้จากพี่เขานี่แหละเพราะเธอเข้าถึงทุกคน การแสนดี ยิ้มแย้มกับทุกคนทำให้เรามีความสุขเมื่อไปทำงาน เพราะรู้สึกว่า “ใครๆ ก็รักเรา” อีกทั้งเมื่อเราได้ให้และทำดีกับคนอื่นๆ ก็จะเกิดพลังกลับมา ทีนี้การไปทำงานในแต่ละวันก็จะกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนสุข แม้งานจะหนักหนา แต่รอยยิ้มรอบข้างก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไง

4.เลิกงกวันหยุด

งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ลองคิดดูว่าเราให้เวลากับงานวันละกี่ชั่วโมง คงต้องนับกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนกลับถึงบ้านเลยใช่ไหม ลองขยันทำงานให้เสร็จ รับผิดชอบในหน้าที่และจัดเวลาให้เป็น แล้วเราจะมีเวลาเหลือพอสำหรับการลาพักผ่อนเติมพลังงานชีวิต รวมถึงพลังกายให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน

5.ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร

ทราบหรือไม่ว่า การยึดมั่นในความซื่อสัตย์คือการสร้างพลังชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อมนุษย์เรามีอุดมการณ์จะทำให้เกิดความมั่นคงในการก้าวไปอย่างถูกทาง นั่นคือพลังที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ทำในด้านที่ถูกต้องเสมอ

6.อย่าหมักหมมงาน

ความขี้เกียจคืออุปสรรคต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทางที่ดีคือการทยอยทำไปเรื่อยๆ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเพียงแค่วันเดียว จะทำให้วันต่อมามีงานเพิ่มขึ้นจนโอเว่อร์โหลด เกิดเป็นความเหนื่อยและเบื่อตามมา

7.ดูแลสุขภาพเสมอ

สุขภาพที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถ้าเป็นอะไรเพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้จนอาการแย่ หรือต้องลางานยาว แล้วกลับมาพบกับงานกองโตให้ต้องเครียดกันอีก

8.ดูแลชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วยทัศนคติที่ดี

สร้างทัศนคติด้านบวกแก่ชีวิตตามวิธีที่ตัวเองถนัดเพื่อพิชิตทุกปัญหา ทั้งความสัมพันธ์ การเงิน ซึ่งมักกระทบต่อการทำงาน อาจฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ช่วยงานสังคม หรือท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ

9.แต่งตัวสวยและเป็นตัวของตัวเอง

การแต่งกายคือเรื่องของบุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดผู้คนรอบด้านให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเราเองรู้สึกมั่นใจ ชื่นชมในตัวเองและเกิดเป็นพลังที่สร้างความสุขได้ทุกครั้ง

ภาพ : freepik

ฟิตรอฝนแบบคนรักสุขภาพ ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591569

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ฟิตรอฝนแบบคนรักสุขภาพ ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน

ฝนตก รถติด ชีวิตเปียกปอน นอนในบ้านไม่ไปไหนปลอดภัยที่สุด…จริงหรือ? แล้วจะเอาอะไรกิน ช่วงอากาศแปรปรวนแบบนี้เรายิ่งต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงไว้ก่อน ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน คนพร้อม กายพร้อม เปียกแค่ไหนก็ไม่หวั่น

เทคนิคที่ 1 ฟิตร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

“กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ!” หากฝนตกไม่สามารถออกกำลังนอกสถานที่ได้ หรือประหยัดงบประมาณเข้าฟิตเนส แนะนำให้ลองโหลดแอปพลิเคชันสำหรับการออกกำลังกายในบ้านมาใช้ อาทิ แอปพลิเคชัน 7 Minute Workout ออกกำลังภายใน 7 นาที เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนเวลาน้อย จำเป็นต้องใช้เวลาเดินทาง หรือไม่ค่อยมีเวลา ทั้งประหยัดเวลาเดินทาง ประหยัดเงินในกระเป๋า เอ้า…ลุย!!!

เทคนิคที่ 2 ดื่มน้ำเยอะๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำเสี่ยงต่อการถูกเชื้อโรคโจมตี

เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายเสี่ยงต่อการถูกเชื้อโรคโจมตีได้ง่ายๆ วิธีการดูแลตัวเองฉบับเบื้องต้นที่ต้องทำให้ได้เลยก็คือ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยควรดื่มน้ำตามปริมาณน้ำหนัก ตามสูตร “น้ำหนัก x 2.2 x 30 / 2 = ปริมาณน้ำ (มล.) ที่เราต้องดื่มในแต่ละวัน แนะนำจิบทีละหน่อยระหว่างวันและดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะดีกว่าน้ำเย็นเพราะจะช่วยให้ระบบร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไป

เทคนิคที่ 3 ฟิตด้านโภชนาการโดยกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์

คำแนะนำง่ายๆ คือเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดีจากภายใน เช่น รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านหวัด ดื่มนมที่อุดมด้วยโปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงท้องเสียในฤดูฝนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคที่ 4 พร้อมเสมอด้วยการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละหน

เพื่อสำรวจให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมรับทุกสถานการณ์ แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจไขมันในเลือด และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ฯลฯ จะได้ประเมินสมรรถภาพของร่างกายได้ และทราบวิธีการดูแลร่างกายเบื้องต้น ซึ่งคุณหมอจะแนะนำให้เหมาะสมกับตัวเรา รวมทั้งแนะนำการฉีดวัคซีนต่างๆ

เทคนิคที่ 5 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนให้เพียงพอก็เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ หากต้องเจอกับสภาพอากาสที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา โดยปกติทั่วไปแล้ว เราจะต้องนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ซึ่งการนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับที่สุดแนะนำให้นอนหลับในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. ส่วนระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนตามช่วงอายุแบ่งได้ดังนี้อายุ 1 ขวบ 13-15 ชม.อายุ 2 ขวบ 12-14 ชม.อายุ 13-20 ปี 8-9 ชม.อายุ 20-65 ปี 7-8 ชม.อายุมากกว่า 65 ปี น้อยกว่า 7 ชม. อาจจะมีการงีบหลับเป็นพักๆ ในระหว่างวัน

ภาพ freepik

คุณค่าที่ธรรมชาติมอบให้ ใน 10 ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591580

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

คุณค่าที่ธรรมชาติมอบให้ ใน 10 ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด

รู้แล้วบอกต่อ…วิตามินซีช่วยต้านหวัด ต้านแก่ ดีกับผิวพรรณ แถมหากินกันได้ไม่ยากจากผักผลไม้ใกล้ตัว

วิตามินซี หรือ Ascobic Acid เป็นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง แต่มีความสำคัญอย่างมากกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายได้รับจากกระบวนการสันดาปของร่างกายและจากมลพิษต่างๆ ที่จะส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ ชะลอริ้วรอยและความแก่ชรา ส่งผลให้มีผิวพรรณที่มีสุขภาพดีขึ้นได้

นอกจากประโยชน์ในเรื่องของผิวแล้ว วิตามินซียังมีส่วนช่วยในการ ป้องกันหวัด เนื่องจากคุณสมบัติที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคที่มาจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เส้นเลือดอุดตันในหลอดลม เป็นต้น สำหรับแหล่งวิตามินซีใกล้ตัวที่เราสามารถพบได้ตามผักและผลไม้ หาซื้อง่ายและมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย

 

5 ผักที่มีวิตามินซีสูง

1.ผักคะน้า วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ผักคะน้าสามารถกินได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก กับคุณสมบัติที่ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีและกำจัดสารพิษในร่างกาย ผักคะน้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิดแต่ควรล้างให้สะอาดเพื่อช่วยลดการตกค้างของสารเคมีก่อนทุกครั้ง

2.ใบมะรุม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มะรุมเป็นพืชพื้นบ้านที่นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยทุกส่วนของต้นมะรุมสามารถกินได้ ใบของมะรุมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันแผลในกระเพราะอาหาร และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้

3.ผักปวยเล้ง วิตามินซี 120 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ทั้งเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท

4.บร็อกโคลี วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ผักที่มีดอกสีเขียวอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารหลายชนิดซึ่งพบได้ทั้งส่วนดอกและลำต้น การกินควรกินทั้งส่วนดอกและลำต้นร่วมกันจะช่วยต้านโรคมะเร็งได้ บร็อกโคลีเป็นผักที่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนที่นานเกินไปเพราะจะทำให้เสียวิตามินและคุณค่าทางอาหาร

5.พริกหวาน วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

พริกหวานสามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ และปรุงสุกในเมนูอาหาร โดยปกติแล้วจะมีสีเขียวเมื่อสุกแล้วจะมีสีแดง ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่ ทำให้พริกหวานมีทั้งสีแดง สีเหลือง สีม่วง ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เหล็กและโพแทสเซียม โดยพริกหวานผลที่แก่แล้วจะมีสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วงจะให้วิตามินซีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

 

5 ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

1.มะขามป้อม วิตามินซี 276 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มะขามป้อมเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก และถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคหลายชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค แก้ไอ ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น โดยพบว่าในผลของมะขามป้อมมีสารป้องการเกิดออกซิไดซ์ของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีไม่เสื่อมสภาพแม้จะถูกความร้อน

2.ฝรั่ง วิตามินซี 160 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

แม้ฝรั่งจะเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสเปรี้ยว แต่ก็อุดมไปด้วยวิตามินซีในปริมาณมากโดยพบได้บริเวณเปลือกของฝรั่ง แต่เมื่อฝรั่งสุกแล้วจะมีปริมาณวิตามินซีที่น้อยลง หรือฝรั่งที่ตัดออกจากต้นแล้วทิ้งไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้วิตามินซีเสื่อมสภาพลงได้

3.ลิ้นจี่ วิตามินซี 71.5 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

กินลิ้นจี่เพียงวันละ 3 เม็ดก็ได้รับปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการได้ ด้วยรสชาติที่หวานหอมและอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินบี 1 ที่ช่วยป้องกันอาการเหน็บชา นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหลอดเลือดและกระดูกและฟัน

4.สตรอเบอร์รี่ วิตามินซี 58.8 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

สตรอเบอร์รี่ถือว่าเป็นผลไม่ที่อุดมไปด้วยโภชนาการที่หลากหลายทั้ง วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยในการบำรุงดวงตาและลดการเสื่อมสภาพของดวงตา และพบว่าในสตรอเบอร์รี่สดจะให้วิตามินในปริมาณมาก

5.ส้ม วิตามินซี 53.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ส้มเป็นผลไม้ยอดฮิตที่คนไทยนิยมกิน ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานที่อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด และมีให้เลือกกินหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีใยอาหารที่ช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน โดยสามารถกินได้ทั้งจากผลส้มหรือคั้นเป็นน้ำก็ได้

แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีมาใช้งานได้ แต่วิตามินซีก็ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเรื่องผิวพรรณที่ดีขึ้น การรับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารอย่างผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีได้ แต่การกินวิตามินจากผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินจากแหล่งธรรมชาติที่ดีก็ต้องระมัดระวังเรื่องของสารเคมีจากการเพาะปลูกให้ดี ก่อนนำมากินทุกครั้งควรนำไปล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี และเข้าใจวิธีการนำไปประกอบอาหารเหมาะสมเพื่อไม่ให้สารอาหารรวมถึงวิตามินซีเสื่อมสภาพได้ง่าย

ภาพ  freepik

มันมาแน่!… 7 เรื่องแย่ๆ แค่ลืมล้างเมกอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591434

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

มันมาแน่!... 7 เรื่องแย่ๆ แค่ลืมล้างเมกอัพ

“ไก่งามเพราะคน คนงามเพราะแต่ง” สุภาษิตไทยที่เปรียบเปรยเอาไว้ให้ผู้หญิงรู้จักปรุงแต่ง อาจด้วยเสื้อผ้าหน้าผม หรือแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพื่อให้ดูงดงาม เสมือนไก่ที่ไม่ได้สวยเพราะเนื้อหนัง ทว่า สวยด้วยขนของมัน  แต่เดี๋ยวก่อน!! ถึงแม้กลางวันผู้หญิงเราจะสวยมากแค่ไหน กลับไปถึงบ้านก็ห้ามลืมล้างเมกอัพและทำความสะอาดผิวหน้า เพราะหากละเลยขั้นตอนนี้ไป 7 ปัญหาผิวเหล่านี้มาหาเราแน่ๆ

1.ผิวแห้ง

การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน จะทำให้ชั้นผิวปกคลุมไปด้วยสารเคมีและความมัน ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติได้ และทำให้ผิวแห้งกร้านได้ในที่สุด

2.ผิวหมองคล้ำ

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดปัญหาผิวหมองคล้ำ คือ มีการสะสมของเซลล์ที่ตายแล้วบนผิวหนังของเรา ซึ่งหากไม่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดก็จะทำให้เกิดการสะสมดังกล่าว จึงควรล้างเมกอัพทุกครั้งก่อนนอน และทำสครับผิวหน้าบ้างเพื่อให้ผิวกระจ่างใส

3.สิวอุดตัน

บรรดาสิ่งสกปรกไม่ว่าจะเป็นฝุ่น เหงื่อ หรือเครื่องสำอางที่ติดอยู่บนใบหน้าทั้งวันจะกลายเป็นสิ่งที่เคลือบผิวของเราไว้ ทำให้ผิวหนังไม่สามารถถ่ายเทอากาศ และสิ่งสกปรกเหล่านั้นจะก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ในที่สุด

4.ผิวแก่กว่าวัย

การไม่ได้ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด จะทำให้สิ่งสกปรกสะสมที่ผิวหนังและทำให้รูขุมขุนอุดตัน รวมถึงยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จึงไม่แปลกที่มันจะทำให้เราดูแก่กว่าวัย

5.ตากุ้งยิงและติดเชื้อ

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดตากุ้งยิง มาจากการที่เราไม่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค นอกจากนี้ หากมีแผลเปิดบนใบหน้าและนอนไปทั้งเมกอัพก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

6.ผิวหนังอักเสบ

การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน จะทำให้สิ่งสกปรกตกค้างอยู่ที่ผิวหนังและทำให้ผิวไม่แข็งแรง ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ เช่น การเกิดรอยแดง อาการคัน ผิวหนังแห้ง หรือตกสะเก็ด

7.ปากลอกและแห้งกร้าน

ผิวหนังบริเวณปากของเรานั้นมีความบอบบางกว่าผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งการไม่ล้างลิปสติกออกก่อนนอน อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือปากลอกได้ในเช้าวันถัดมา ส่งผลให้การแต่งหน้าไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

ภาพ freepik

Hydroplane ภัยบนท้องถนนอันตรายหน้าฝนที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591268

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

Hydroplane ภัยบนท้องถนนอันตรายหน้าฝนที่ไม่ควรมองข้าม

ช่วงหน้าฝนเช่นนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งหนึ่งในภาวะที่มักเกิดขึ้นและก่อให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงฤดูฝนคือ Hydroplane หรือการสูญเสียการทรงตัวของรถเพราะเหินน้ำ

มีข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า รถเหินน้ำ หรือ Hydroplane เกิดจากการที่ยางรถยนต์หมุนอยู่บนผิวน้ำที่เจิ่งนอง ยางจึงไม่ได้เกาะพื้นถนน ส่งผลให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบากว่าปกติ ตามมาด้วยอาการรถเสียการควบคุมและลื่นไถลไม่สามารถบังคับให้อยู่ในเส้นทาง จนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุตามมา

 

วิธีป้องกัน

เมื่อฝนตก น้ำฝนจะผสมกับคราบดินและน้ำมันบนพื้นถนน ทำให้ผิวถนนลื่นกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยให้ลดความเร็วและหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ หรือหากเลี่ยงไม่ได้ ผู้ขับขี่ไม่ควรเร่งความเร็วเมื่อจำเป็นต้องลุยแอ่งน้ำบนถนน

ขณะเดียวกัน ผู้ขับขี่ควรเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ อีกทั้งการขับรถในช่วงฝนตก ถนนเปียกลื่น หรือมีน้ำท่วมขัง ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อ ชม. เพราะจะทำให้ยางสามารถรีดน้ำได้อย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดรถเหินน้ำ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะช่วยให้สามารถควบคุมรถและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ สภาพรถก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ซึ่งควรมีดอกยางละเอียด ร่องยากลึก และเติมลมยางให้มากกว่าปกติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและรีดน้ำออกจากยาง รวมทั้งระบบเบรก ซึ่งผ้าเบรกต้องหนาในระดับที่พร้อมใช้งาน น้ำมันเบรกอยู่ในระดับที่กำหนด ขณะเหยียบเบรก รถไม่มีอาการปัดหรือมีเสียงดัง

วิธีแก้ไข

เมื่อเกิดเหตุรถเหินน้ำ ผู้ขับขี่ห้ามเหยียบคันเร่งและห้ามเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะทำให้ล้อล็อก รถเสียการทรงตัวและไม่ยึดเกาะถนน ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ควรค่อยๆ ถอนคันเร่ง และแตะเบรกแบบเบาๆ พร้อมกับจับพวงมาลัยให้มั่น และค่อยๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ขณะเดียวกันอย่ากระชากหรือหักพวงมาลัยอย่างแรง เพราะจะทำให้รถหมุนออกนอกเส้นทางหรือพลิกคว่ำได้ 

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591428

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

จากกรณี กรมควบคุมโรค เตือนโรคไข้เลือดออกระบาดสูงสุดใน 5 ปี พบเป็นเดงกีสายพันธุ์ 2 ร้ายสุด ป่วยแล้ว 2.3 หมื่นราย ตาย 30 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในช่วงเดียวกัน วันนี้เราจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันสังเกตอาการป่วยของตัวเองและคนที่รัก

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการระบาดของโรคไข้เลือดออก ว่า มีการคาดการณ์มาตั้งแต่ต้นปี 2562 แล้วว่าจะมีการระบาดหนัก โดยอาจมีผู้ป่วยมากถึงแสนกว่าราย ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึงปัจจุบัน ประมาณ 2.3 หมื่นราย เสียชีวิตแล้ว 30 ราย นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สถานการณ์ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะปีนี้ผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง มาตั้งแต่ ม.ค. โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานใต้ อย่าง จ.อุบลราชธานี มีผู้ป่วยเสียชีวิตติดกันหลายราย รวมถึงภาคตะวันออก กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดใน 4 สายพันธุ์ ยิ่งหากเป็นการป่วยไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จะยิ่งมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคมากขึ้น ดังนั้น ขอย้ำว่าหากประชาชนมีไข้สูงลอย 2 วันแล้วไม่ลด ให้รีบไปพบแพทย์ และถึงแม้ไข้จะลดแล้วก็ต้องดูว่า สภาพร่างกายผู้ป่วยเป็นอย่างไร ซึมลง ไม่มีเรี่ยวแรงหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ให้รีบไปพบแพทย์ซ้ำ อย่าซื้อยากินเอง หรือคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา และขอความร่วมมือคลินิก ร้านขายยา หากเจอผู้ป่วยไข้สูง ขอให้หลีกเลี่ยงการจ่ายยากลุ่มเอ็นเสด เพราะเสี่ยงทำให้เลือดออกเสียชีวิตได้ และขอทุกฝ่ายช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วย เช่น นอนกางมุ้ง ทายากันยุง

รู้จักโรคไข้เลือดออกให้มากขึ้น

โรคไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่รุนแรงมากนักไปจนถึงเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

เชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 นั้นมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฝังตัวภายในกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุงโดยมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสไปกัดคนอื่นๆ ต่อ เชื้อไวรัสก็จะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัด ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกตามมา

ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก และโดยทั่วไปอาการของโรคครั้งที่สองมักรุนแรงกว่าครั้งแรก

ทั้งนี้ ในแต่ละปีพบว่ามีการกระจายของเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์หมุนเวียนกัน และมีเชื้อที่เด่นแตกต่างกันไป ทำให้มีการระบาดของโรคมาโดยตลอด เนื่องจากประชาชนไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ

อาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีนั้นหากไม่รุนแรงมากยังไม่ถือว่าเป็นโรคไข้เลือดออก แต่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคไข้เดงกี (dengue fever) ซึ่งอาการที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อหรือกระดูก มีผื่นขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้

สังเกตอาการโรคไข้เลือดออก

ส่วนโรคไข้เลือดนั้น นอกจากจะมีอาการเช่นเดียวกับโรคไข้เดงกีแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค คือ

  1. มีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน
  2. คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  3. หน้าแดง อาจพบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะ อุจจาระมีเลือดปน
  4. ปวดท้องอย่างรุนแรง กดเจ็บชายโครงด้านขวา
  5. ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มาแล้วหลายวันผู้ป่วยอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก และเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า กลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อก (dengue shock syndrome) โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตลดต่ำ วัดชีพจรไม่ได้

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะช็อก หลังจากมีไข้สูง 2-7 วัน ไข้จะเริ่มลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ความดันโลหิตและชีพจรเริ่มคงที่ เมื่อผ่านไป 2-3 วันจึงเข้าสู่ระยะหายเป็นปกติ ผู้ป่วยจะมีแรงมากขึ้น เริ่มรับประทานอาหารได้ อาการปวดท้องดีขึ้น ระยะนี้มักพบผื่นแดงและคันตามฝ่ามือและฝ่าเท้าซึ่ง จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ดังนี้

  1. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
  2. ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ เช่น DEET รวมถึงป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้ามาหลบซ่อนในบ้าน ทั้งนี้ ยุงลายมักกัดในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน
  3. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและใกล้เคียง ด้วยการปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขังไม่ให้ยุงเข้าไปวางไข่ได้ เปลี่ยนน้ำในภาชนะที่ปิดไม่ได้โดยขัดล้างทำความสะอาดเพื่อกำจัดไข่ยุงทุกสัปดาห์ หรือปล่อยปลากินลูกน้ำ
  4. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาดปราศจากเศษวัสดุที่อาจมีน้ำขังได้ เช่น ขวดเก่า กระป๋องเก่า เป็นต้น
  5. ในรายที่อายุมากกว่า 9 ปี และเคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจากสายพันธุ์อื่น

กินอยู่ให้เป็น ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591424

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

กินอยู่ให้เป็น ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

สำรวจพฤติกรรมเสี่ยงและอาหารที่เป็นตัวการก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมหันมาเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว

เราแทบไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนเราเมื่อไร ยิ่งถ้าหากเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งด้วยแล้ว รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) รายงานว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 18.1 ล้านคนทั่วโลก ภายในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และจะทำให้มียอดผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งพุ่งสูงถึง 9.6 ล้านคน ก่อนสิ้นปีนี้เช่นกัน

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสถิติในอีตอย่างเช่นในปี 2012 ที่มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 14.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 8.2 ล้านคน ซึ่งนักวิจัยคาดว่าแนวโน้มนี้มีสาเหตุมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนของประชากรสูงวัยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอัตราผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักมีพฤติกรรม ดังนี้

1. ผู้ชอบกินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง

2. กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ

3. บริโภคเนื้อแดง (ที่อาจมีสารเคมีเจือปน)

4. กินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ

5. กินอาหารปิ้งย่าง (ไหม้เกรียม)

6. กินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์ พวกผัก ผลไม้น้อย

7. ผู้ที่สูบบุหรี่

8. ผู้ที่ดื่มเหล้า

9. คนที่ขาดการออกกำลังกาย

10. ผู้ที่มีประวัติหรือคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็ง

11. ผู้มีปัญหาระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปคล้ายชาวตะวันตก หากไม่มีนโยบายคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่อย่างจริงจัง จํานวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี มาอยู่ที่ราว 20,000 ราย ซึ่งย่อมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย

ในทางวิชาการ การสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุลเป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพ จากห้องทดลองระหว่างการวิจัยพบว่า ภูมิคุ้มกันที่สมดุลขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่อย่างสมดุลของเม็ดเลือดขาว 4 ชนิด คือ

1. Th1 กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และมะเร็งได้ดีขึ้น

2. Th2 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสารก่อภูมิแพ้และหนอนพยาธิได้ดีขึ้น

3. Th17 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายที่เหลือจากการจัดการของ Th1 (Th1 และ Th17 เมื่อมีมากเกินไปจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันมากเกินไป จนเกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง)

4. Treg กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปกลับสู่ภาวะสมดุล

คณะนักวิจัย Operation BIM ได้พัฒนาสูตรที่สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารสกัดมังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก ได้แตกต่างกัน โดยมีสูตรที่กระตุ้น Th1 และ Th17 สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับการติดเชื้อโรค มีเนื้องอกในมดลูก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กระเพาะ/ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และมีสูตรที่ปรับ Th1, Th2 และ Th17 ให้อยู่ในภาวะสมดุล เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดข้อเข่าเสื่อม/ข้ออักเสบ ผื่นคันตามผิวหนัง สะเก็ดเงิน ตับอักเสบ ไตวาย ไทรอยด์เป็นพิษ หอบหืด สันนิบาต เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด วิงเวียนศีรษะ ไมเกรน เกาต์ ฯลฯ ถือเป็นนวัตกรรมแรกๆ ที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบำบัดจากพืชกินได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ควรพยายามใช้ชีวิตให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี โดยเริ่มจากเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ