เรียนสูง+เกรดดี+ย้ายบ่อย=เงินเดือนสูง จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591319

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

เรียนสูง+เกรดดี+ย้ายบ่อย=เงินเดือนสูง จริงหรือ?

ผ่าบทพิสูจน์ “คนเรียนสูง+เกรดดี+ย้ายงานบ่อย” สูตรสำเร็จของการอัพเงินเดือนที่หลายคนเข้าใจว่าใช้ได้ผล มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

อีไอซี (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้สมัครงาน (resume) ออนไลน์จำนวนกว่า 7 แสนรายจากเว็บไซต์หางานของไทย พบประเด็นที่น่าสนใจ และอาจสวนทางกับความเชื่อทั่วไปในเรื่องเกรดการศึกษากับการเปลี่ยนงานบ่อย

“ยิ่งจบสูง เงินเดือนยิ่งมาก”

ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับเงินเดือนของผู้สมัครงาน อีไอซีได้ทำการวิเคราะห์ พบว่าเงินเดือนเฉลี่ยเริ่มต้นของคนที่จบระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า จะอยู่ที่ราว 1.4 หมื่นบาท ขณะที่ คนที่จบปริญญาตรีซึ่งเป็นคนส่วนมากของกลุ่มตัวอย่าง (คิดเป็น 84% ของจำนวนผู้สมัครทั้งหมด) มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.7 หมื่นบาท โดยระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป ได้แก่ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจะมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.4 หมื่นบาทและ 3.6 หมื่นบาท ตามลำดับ

“ยิ่งเกรดสวย เงินเดือนยิ่งเยอะ”

ผลการเรียนส่งผลต่อระดับเงินเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความแตกต่างของเงินเดือนระหว่างผู้สมัครงานที่ได้เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีน้อย (อยู่ในช่วงระหว่าง 2.0-2.5) กับผู้สมัครงานที่ได้เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีสูง (อยู่ในช่วงระหว่าง 3.5-4.0) พบว่า คนที่ได้เกรดสูงจะได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าประมาณ 1.7 พันบาท และยังพบอีกว่า โดยเฉลี่ยคนที่ได้เกรดสูงจะมีเงินเดือนสูงกว่าคนที่ได้เกรดไม่สูงในช่วง 10 ปีแรกหลังจากเรียนจบ ทั้งจากเงินเดือนเริ่มต้นที่ต่างกันและอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีอาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของความแตกต่างดังกล่าวที่เกิดขึ้น หากแต่เกรดเฉลี่ยอาจเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้สมัครแต่ละคนที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานซึ่งส่งผลถึงเงินเดือนที่ได้รับในท้ายที่สุด

“ยิ่งเปลี่ยนงานบ่อย เงินเดือนยิ่งพุ่ง”

ความถี่ของการเปลี่ยนตำแหน่งงานมีความสัมพันธ์กับเงินเดือนที่สูงขึ้น อีไอซีพบว่าข้อมูลในส่วนของประวัติการทำงานของผู้สมัครมีแนวโน้มบ่งชี้ระดับเงินเดือน โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบไปด้วยตำแหน่งงานที่เคยทำในแต่ละช่วงเวลาและเงินเดือนในตำแหน่งงานนั้น

ทั้งนี้ การเปลี่ยนตำแหน่งงานอาจเป็นได้ทั้งกรณีได้รับตำแหน่งงานใหม่ในบริษัทเดียวกัน เช่น จากการย้ายฝ่ายหรือการเลื่อนตำแหน่งภายในองค์กร รวมไปถึงการย้ายที่ทำงาน อีไอซีมีข้อสังเกตบางประการกับข้อมูลในส่วนนี้ ดังนี้

สำหรับกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานไม่เกิน 2 ปี อีไอซี พบว่าผู้สมัครที่มีการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน 1-3 ครั้ง โดยเฉลี่ยจะมีเงินเดือนในงานล่าสุดสูงกว่า 20-40% เมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานของตนเอง แต่สำหรับผู้ที่มีการเปลี่ยนงานถึง 4 ครั้ง เงินเดือนในงานล่าสุดจะสูงกว่าเพียง 10% เมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานของตนเอง ซึ่งอาจสะท้อนว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปขณะที่อายุงานยังน้อยอาจไม่ได้ส่งผลดีเพิ่มขึ้น

ขณะที่เมื่อพิจารณาสำหรับกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์การทำงาน 2 ปีขึ้นไปความถี่ของการเปลี่ยนตำแหน่งงานซึ่งอาจเกิดได้จากทั้งการเลื่อน-ย้ายตำแหน่งภายในองค์กร หรือการย้ายที่ทำงาน มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานอย่างชัดเจน นั่นอาจเป็นการสะท้อนถึงความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้นของผู้สมัครอันนำไปสู่การเลื่อนตำแหน่งในองค์กรหรือการได้โอกาสในการย้ายงานที่บ่อยขึ้นซึ่งนำไปสู่เงินเดือนที่มากขึ้น

ภาพ freepik / SCB

นัดหมายอย่างไร ไม่ให้สับสนจนเบลอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591310

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

นัดหมายอย่างไร ไม่ให้สับสนจนเบลอ

เชื่อเลยว่าคนทำงานกว่าครึ่งต่างมีประสบการณ์ผ่านตารางงานอันยุ่งเหยิง นัดหมายที่แน่นเอี๊ยด จนบางวันไม่มีเวลากินข้าว และบางครั้งก็สับสนกับตารางที่ไม่มีช่องว่างจนจำนัดสลับกัน แย่แล้ว…แบบนี้ต้องมาดูเทคนิคเพิ่มความจำไม่ให้นัดหมายอย่างผิดพลาด

1.กำหนดช่วงเวลาของเราให้ชัดเจน

หากต้องนัดหมายลูกค้าพร้อมกันหลายคนให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ควรกำหนดช่วงเวลาที่เราสะดวกให้ชัดเจน เช่น สะดวกช่วง 10.30 น.ในช่วงเช้า และ 13.30 น.ในช่วงบ่ายของวัน และใน 1 สัปดาห์นั้น สะดวกวันไหนบ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายเช็กตารางนัดหมายที่สะดวกตรงกัน เชื่อเถอะว่าต่อให้ลูกค้าที่มีตารางงานยุ่งที่สุดก็ยังมีเวลาที่ตรงกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง

2.ระบุสถานที่นัดหมายที่สะดวกทั้งสองฝ่าย

สถานที่นัดหมายเพื่อพูดคุยเป็นอีกสิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องระยะเวลาในการเดินทางและความสะดวกของทุกฝ่าย หากเป็นการนัดพบลูกค้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปถึงที่ทำงาน บ้าน หรือสถานที่ที่ลูกค้าสะดวก หลังจากทราบสถานที่แน่ชัด ก็ให้เราวางแผนรูปแบบการเดินทาง เช่น เดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ เรือ เพื่อเลี่ยงเส้นทางที่รถติด และระยะเวลาในการเดินทางไปถึงสถานที่ที่นัดหมายเพื่อไปให้ทันเวลา

3.นัดหมายทีละคน

การนัดหมายคนหลายคนพร้อมกันนั้น เราควรนัดให้เสร็จสิ้นเป็นรายบุคคลเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการนัดหมาย ช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและเวลาได้ลงตัวมากขึ้น ป้องกันการสับสน จำสลับกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

4.บันทึกทุกครั้งที่นัดหมาย

ไม่ว่าจะใช้วิธีการเขียนลงสมุดจดบันทึกนัดหมายหรือบันทึกการนัดหมายในสมาร์ทโฟน สิ่งสำคัญคือต้องใส่รายละเอียดทั้งหมดให้ครบ ทั้งชื่อคนนัดหมาย บริษัท สถานที่ เวลา และหัวข้อเรื่องที่จะพูดคุย เมื่อนัดคนแรกได้แล้วค่อยโทรนัดคนต่อไป ในกรณีที่รอคำตอบช้า หรือติดต่อไม่ได้ ให้ส่งข้อความไปหา เพราะบางครั้งบางคนไม่นิยมติดต่อกลับในสายที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่เพราะถูกติดตามทวงหนี้แต่อาจเป็นเพราะปัญหาบริษัทประกัน บัตรเครดิตธนาคาร เซลส์ขายสินค้า โทรมารบกวนบ่อยครั้ง จนไม่รู้ว่าสายไหนเป็นเรื่องงานสายไหนโทรมาเพื่อขายสินค้า หลังจากติดต่อได้แล้วควรกำชับว่า รบกวนขอคำตอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเร่งรัดเวลาในการนัดหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5.อย่าพยายามจำทุกอย่างในครั้งเดียว

หากเราเป็นมนุษย์สายพันธ์ุขี้ลืม อย่าพยายามจำทุกอย่างให้ได้ในครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่านเลยไป การนัดหมายก็เช่นกัน เมื่อเราจดบันทึกการนัดหมายและหัวข้อที่จะพูดคุยแล้ว ใช้เวลาหลังเลิกงานในการทบทวนงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ เตรียมเนื้อหา และตารางการนัดหมายให้เรียบร้อย

6.ตื่นเช้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

สิ่งสุดท้ายที่จะช่วยไม่ให้เราพลาดนัดสำคัญก็คือการตื่นเร็วกว่าปกติ เช่น หากมีนัดเช้า ให้ตื่นในช่วงเวลา 05.00-06.00 น. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่สามารถตื่นขึ้นมาวางแผนการทำงานของวัน และหากลืมว่ามีนัดในช่วงเช้าตรู่ เช่น 08.30-09.00 น. ก็ยังมีทางเลือกออกจากบ้านไปยังที่นัดหมายได้ทันเวลาโดยไม่เสี่ยงกับรถติดได้อีกด้วย

ภาพ  : freepik

แฟชั่นวันโหวตเลือกนายกฯ ของ ‘ช่อ พรรณิการ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591292

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 18:14 น.

แฟชั่นวันโหวตเลือกนายกฯ ของ 'ช่อ พรรณิการ์'

ส่องแฟชั่น ‘ช่อ พรรณิการ์’ POEM Black & White OMBRE แสงเงาขาว-ดำที่ส่องประกายในสภากับราคาหลักหมื่น! จาก Poem Cruise 2019 Collection

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง สำหรับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง “POEM” จากภาพที่ปรากฏในวันที่ 5 มิ.ย. 2562 ที่อาคารทีโอที เมื่อ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณี แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์อินสตาแกรมตำหนิตนว่าแต่งกายไม่เหมาะสมมาประชุมรัฐสภา เนื่องจากอยู่ในช่วงไว้ทุกข์นั้น

น.ส.พรรณิการ์ วานิช ยืนยันว่าชุดที่ตนแต่งมาวันนี้นั้นเป็นแจ็กเก็ตสูทโทนสีขาว-ดำ “แบรนด์โพเอม (POEM) คอลเลคชั่น Black & White OMBRE”  ซึ่งเหมาะสมกับกาลเทศะ ไม่ใช่ชุดที่ไม่สุภาพ เพราะเข้าใจว่าการแต่งกายที่ถูกกาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ แต่แปลกใจที่ทำไมคุณหญิงพรทิพย์ถึงมาว่าชุดที่ตนใส่ไม่ใช่ชุดขาวดำไว้ทุกข์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเห็นจากในทีวี หรือสื่อโซเชียลมีเดีย จึงทำให้สีเพื้ยนไปเป็นสีน้ำเงิน

“แต่เมื่อเช้าก็เจอคุณหญิงที่โรงอาหารสภา ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นชุดโทนสีขาวดำ แปลกใจทำไมถึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูด แต่การเข้าใจผิดอาจเกิดขึ้นได้” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.พรรณิการ์ เชื่อว่าไม่ใช่คุณหญิงพรทิพย์ต้องการดิสเครดิดทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ไม่ติดใจที่คุณหญิงพรทิพย์โพสต์ลงอินสตาแกรม ทั้งนี้ เพราะสาระสำคัญของการประชุมรัฐสภาวันนี้อยู่ที่การโหวตเลือกนายกฯ การพิจารณาคุณสมบัติบุคคลที่เหมาะสม การแสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ให้ความสำคัญว่าจะใส่ชุดอะไรมาโหวตเลือกนายกฯ

สำหรับชุดดังกล่าวเป็นของแบรนด์โพเอม (POEM) ซึ่งเปิดวาร์ปไปดูคอลเลกชั่นได้ที่ http://www.poembangkok.com/archive-collections/cruise-2019/#

โดยสามารถยลโฉมโพเอม (POEM) ได้ที่อาณาจักรห้องเสื้อหรูใจกลางเมืองของแบรนด์โพเอม (POEM) ที่สาขาเกษรวิลเลจ ชั้น 2, ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน, ชั้น M เอ็มศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 2 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และชั้น 2 โซนเซน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมกันนี้ ‘โพเอม’ (POEM) ยังมีวางขายอยู่ในศูนย์การค้าชั้นนำในประเทศจีน, ฮ่องกง และสิงคโปร์อีกด้วย

ภาพ : poembangkok.com

10 ตัวช่วยคนป่วยเบาหวาน กับแนวทางลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591235

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

10 ตัวช่วยคนป่วยเบาหวาน กับแนวทางลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติ

รวม 10 ตัวช่วยสำหรับคนป่วยโรคเบาหวาน ด้วยแนวทางการลดน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีง่ายๆ ตามธรรมชาติ

นับเป็นโรคยอดฮิตของคนไทยไปแล้ว สำหรับ “โรคเบาหวาน” โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เราทุกคนสามารถป้องกันได้ แม้หลักๆ แล้วการจะลดน้ำตาลในเลือดได้ เราต้องพยายามคุมน้ำหนักของตัวเองซึ่งบางคนก็อาจทำได้ยาก แต่อีกหนึ่งในวิธีที่รู้กันดีและทำได้ง่ายกว่าคือ “การลดหวาน” ซึ่งเมื่อเราลดน้ำตาลลง โรคเรื้อรังส่วนใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นโรคสมองเสื่อม โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคซึมเศร้า โรคอ้วน สิว รวมถึงภาวะมีบุตรยาก ก็จะลดโอกาสการเกิดได้เช่นกัน

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเป็นธรรมชาติและได้ผลดีด้วย?

มาดู 10 แนวทางช่วยลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติที่เรารวบรวมมาฝากกัน

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้เราลดน้ำหนักและเพิ่มความไวของอินซูลิน โดยความไวของอินซูลินที่เพิ่มขึ้นหมายถึงเซลล์สามารถใช้น้ำตาลที่มีอยู่ในกระแสเลือดได้ดีขึ้น
  2. ลดคาร์บ คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายเป็นกลูโคสซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  3. เลือกไฟเบอร์เพิ่มเข้าไปในมื้ออาหาร การกินไฟเบอร์จำนวนมากสามารถช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและใยอาหารที่ละลายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ปริมาณใยอาหารที่แนะนำต่อวันคือประมาณ 25 กรัม สำหรับผู้หญิงและ 38 กรัม สำหรับผู้ชาย
  4. การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากป้องกันการขาดน้ำ จะช่วยให้ไตของเราล้างน้ำตาลในเลือดส่วนเกินออกทางปัสสาวะด้วย
  5. ควบคุมสัดส่วนอาหาร ช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีและสามารถนำไปสู่การลดน้ำหนัก และการควบคุมน้ำหนักจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ด้วยเช่นเดียวกัน
  6. เลือกอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ดัชนีระดับน้ำตาลในเลือดได้รับการพัฒนาเพื่อประเมินการตอบสนองน้ำตาลในเลือดของร่างกาย อาหารที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่ข้าว โอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วฝักยาว พืชตระกูลถั่ว มันเทศ ข้าวโพด ผลไม้ส่วนใหญ่ และผักที่ไม่มีแป้ง
  7. ลดเครียด ความเครียดอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมน เช่น กลูคากอนและคอร์ติซอล จะถูกหลั่งออกมาในระหว่างที่มีความเครียด ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น
  8. ตรวจสอบน้ำตาล การเก็บบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดทุกวันจะช่วยให้เราปรับอาหาร ควบคุมปริมาณการกินหวานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
  9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่ดีช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำหนัก การนอนหลับไม่ดีสามารถรบกวนฮอร์โมนเมตาบอลิซึมที่สำคัญได้
  10. เพิ่มโครเมียมและแมกนีเซียม การกินอาหารที่อุดมด้วยโครเมียมและแมกนีเซียมเป็นประจำ สามารถช่วยป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็น และลดปัญหาน้ำตาลในเลือด

ภาพ : freepik

ปลุกตัวเองให้ตื่น เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ที่ไม่มีกาเฟอีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588881

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

ปลุกตัวเองให้ตื่น เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ที่ไม่มีกาเฟอีน

วันพุธกลางสัปดาห์ ร้องเรียกหาความสดชื่น มาปลุกพลังในการทำงานด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้เอาใจสายสุขภาพแบบไม่ง้อกาเฟอีนกันดีกว่า

น้ำมะนาว

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “น้ำมะนาวอุ่นๆ” ที่ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ เติมเกลือ น้ำตาล นิดหน่อย แต่ถ้าอยากให้หอมอร่อยและดีต่อสุขภาพ แนะนำเป็น “น้ำผึ้งมะนาว” ซึ่งประโยชน์ของมะนาว อาทิ ช่วยแก้อาการท้องผูก มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน ช่วยให้รู้สึกสดชื่นลืมความเหนื่อยล้า ลดปัญหากลิ่นปาก อาหารไม่ย่อย ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสุขภาพ ทั้งช่วยบำรุงร่างกายสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย รักษาอาการเจ็บคอ หรือแม้แต่การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วงบ่ายหากใครอยากได้ความซ่า อาจเติมโซดาลงไปเป็น “น้ำผึ้งมะนาวโซดา” “อิตาเลียนบลูโซดา” ก็ซาบซ่าสดชื่นถึงใจ

น้ำมะพร้าว

เครื่องดื่มคลายร้อนแบบไทยๆ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูมปัญญาที่เนรมิตเป็นเครื่องดื่มได้มากมาย ตั้งแต่ “น้ำมะพร้าวสด” “น้ำมะพร้าวเผา” เติมแมงลัก วุ้นมะพร้าว ว่านหางจระเข้ หรือจะ “น้ำมะพร้าวปั่นผสมนมสด” ก็ได้รสอร่อยหลายแบบ ซึ่งในน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที จึงเรียกความสดชื่นได้ทันใจ และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย

น้ำส้ม

เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มีสรรพคุณล้นเหลือ ทั้งแก้ท้องผูก กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไต ยับยั้งการเกิดแผลเปื่อย ลดความเสี่ยงโรคสโตรก ป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ปกป้องผิวจากมลพิษ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย และช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวดูกระชับตึงมากขึ้น เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจน ส่วนไอเดียการทำเครื่องดื่ม อาทิ

น้ำทับทิม

ผลไม้ที่มีประโยชน์เยอะกว่าเมล็ดนี้ จะ “กินแบบสด” “คั้นน้ำ” หรือมิกซ์ในเครื่องดื่มอื่นๆ เป็น “พั้นช์” ก็ได้ ซึ่งประโยชน์ของน้ำทับทิมยังมีมากกว่าช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสารพูนิคาลาจิน (Punicalagin) ที่มีอยู่ในผลทับทิมสามารถยับยั้งการอักเสบในเซลล์สมองส่วนที่เรียกว่า micrologia จึงยับยั้งอัลไซเมอร์ได้ ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลท โพแทสเซียม น้ำตาลธรรมชาติ และกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ช่วยกระตุ้นความจำ

น้ำแตงโม

ผลไม้ลูกโตๆ อย่างแตงโม จะ “ปั่นเป็นน้ำแตงโม” “แช่เย็น” กินเป็นของว่างระหว่างมื้อ หรือกินเป็นผลไม้หลังมื้ออาหาร ก็อร่อยแถมมีสารชนิดหนึ่งคือสาร ซิทรูไลน์ (Citrulline) ช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกายได้ สารนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน เพราะมีแคลลอรีต่ำมาก สามารถพบสารนี้ได้มากที่เปลือกของแตงโม ดังนั้น ทมการกินแตงโมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงควรทานเนื้อแตงโมกับเปลือกขาวๆ ด้วย

น้ำกล้วยหอม

การกินกล้วยตอนเช้ามีประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกับคนที่อยากลดความอ้วน เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ช่วยให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ส่วนการกินกล้วยให้ได้ประโยชน์แบบยากกว่าปอกกล้อยเข้าปาก ก็คือ การน้ำมาปั่นเป็นสมูทตี้กับส่วนผสมต่างๆ เช่น “กล้วยหอมโยเกิร์ต” “กล้วยหอมนมถั่วเหลืองช็อกโกแลต” “กล้วยหอมชาไทย” “กล้วยหอมอะโวคาโด” “กล้วยหอมบลูเบอร์รี” “กล้วยหอมผสมเมล็ดเจีย” “กล้วยหอมมะม่วงกับเมล็ดเจีย” เป็นต้น

น้ำเต้าหู้

น้ำถั่วเหลือง เครื่องดื่มสุขภาพที่คุ้นลิ้น อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนจากถั่วเหลือง และคนที่แพ้นมวัว น้ำเต้าหู้ย่อยง่าย ไม่มีไขมัน เติมความรู้สึกอิ่มแบบไม่แน่นท้อง สามารถครีเอทได้หลายเมนู ทั้ง “น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง” “น้ำเต้าหู้ธัญพืช” “น้ำเต้าหู้ผสมมะนาว” ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง สายตา พร้อมทั้งบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความยืดหยุ่นได้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยในการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมองแจ่มใส ร่างกายสดชื่น ไม่มึนงง เห็นผลได้ดีในผู้สูงอายุ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้ คนจีนยังนับว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

น้ำผักและผลไม้สีเขียว

สีเขียวในผักและผลไม้มาจากเม็ดสีของสารที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) โดยจะมีตั้งแต่เขียวเข้มจัด ได้แก่ คะน้า สาหร่ายบางชนิด ตำลึง ผักใบเขียวต่างๆ และสีเขียวแบบทั่วไป เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง ผักกาด เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้การขับถ่ายดี ลดอากาท้องผูก เนื่องจากผักเหล่านี้มีกากใยสูง มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้ ยังมีบรรดาน้ำสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่น อาทิ น้ำตะไคร้ อัญชัน เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ใบเตย เป็นต้น

ภาพ : freepik

เช็กสัญญาณส่อแววเครียดเพราะงาน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591084

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 12:40 น.

เช็กสัญญาณส่อแววเครียดเพราะงาน!!

เหล่ามดงานแบบพนักงานออฟฟิศ ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เครียดที่สุดในศวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมืองใหญ่ที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง แข่งขัน คิดมาก สะสมพิษจนแสดงออกทางร่างกาย สะท้อนผ่านอารมณ์ ซ้ำร้ายอาจก่อตัวขึ้นแบบที่เราไม่รู้ตัว มาลองสังเกตตัวเองดูว่าเริ่มมีอาการเครียดบ้างหรือยัง

อาการที่ 1

“อ่อนเพลีย ท้องผูก รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่า นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เช้าไม่อยากตื่น เริ่มเบื่ออาหาร” เป็นเพราะความเครียดที่ร่างกายสะสม บางรายอาจมีอาการท้องผูก เพราะเวลาเช้าที่รีบเร่งทำให้ไม่มีเวลาใส่ใจสุขลักษณะที่ดี ระหว่างวันไม่ได้ดื่มน้ำ ใครเริ่มมีอาการลองผ่อนหนักเป็นเบา หาเวลายิ้ม หัวเราะ พักผ่อนนอนหลับ และดื่มน้ำเยอะๆ จะได้กลับมาสดใส

อาการที่ 2

“หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี” อันนี้คนรอบข้างน่าจะสังเกตได้ชัดมากกว่าตัวเรา อาจเป็นเพราะจิตหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป กระทั่งเวลาไม่สบอารมณ์เล็กน้อยก็ถึงขั้นระเบิดออกมา หากอาการแบบนี้เกิดขึ้นง่ายและบ่อยจนคนรอบข้างเอ่ยปาก คงต้องสำรวจตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น อย่ารอให้สายไปจนไม่มีใครคบ

อาการที่ 3

“ขี้หลงขี้ลืม” เวลาเครียดๆ เรามักได้หน้าลืมหลังประหนึ่งเป็นอัลไซเมอร์ชั่วครู่ เพราะมีเรื่องทั้งอดีตและอนาคตให้คิดจนรกสมอง ไม่อยู่กับปัจจุบัน อาการนี้แก้ได้ด้วยการฝึกจิตฝึกสมาธิให้อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าไปกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าขี้ลืมมากก็พยายามจดโน้ต

อาการที่ 4

“สุดโต่ง” เห็นได้บ่อยจากนิสัยการกิน เมื่อเครียดมากบางคนก็กินเยอะ หาเรื่องกินได้ตลอด เพราะใช้พลังงานหรือใช้สมองคิดเยอะเกินไป แต่บางคนก็เบื่ออาหารกินไม่ลง หรืออาจแสดงออกมาในรูปแบบของการช็อปปิ้งปลดปล่อย โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนที่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ความสุดโต่งเกินไปไม่มีอะไรดี ถ้ามีอาการข้างต้นละก็ ควรบำบัดความเครียด พยายามปรับสมดุลทุกเรื่องให้อยู่ในจุดบาลานซ์แล้วชีวิตจะดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการที่ 5

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของชาวออฟฟิศ ก็วันทั้งวันนั่งแหง็กท่าเดิมไม่ได้ขยับร่างกาย ต่อให้อายุไม่เยอะก็ป่วยได้ ส่วนอาการแสดงออกของแต่ละคนก็ต่างกัน เช่น ปวดหัว ไมเกรน ปวดหลัง ปวดไหล่ เพราะชอบยกไหล่ตอนพิมพ์งาน บางคนนิ้วล็อก สารพันปัญหา แก้ง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกาย พักบ้าง เดินยืดเส้น หรือหลับตาในบางครั้ง แต่หากเป็นหนักจริงๆ ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำกายภาพบำบัดต่อไป

ภาพ : freepik

เช็กลิสต์ 4 อาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591040

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เช็กลิสต์ 4 อาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม)

อยากเฮลท์ตี้ คิดให้ดี เช็กให้ชัวร์ ก่อนตกหลุมพรางติดกับดักอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

สำหรับคนรักสุขภาพ คนที่กำลังลดน้ำหนัก คนที่กินแบบคำนวณแคลอรี หรือคนที่ควบคุมการกินแป้ง น้ำตาล ไขมัน ตามคำแนะนำของแพทย์ ก่อนหยิบอาหารเพื่อสุขภาพ ลองมาดูกันก่อนว่าที่เลือกกินบ่อยๆ นั้น เป็นอาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม) หรือไม่

ขนมปังโฮลวีต

มีคนหลายคนที่ชอบกินขนมปังมากกว่าข้าว เพราะสะดวกรวกเร็ว ซื้อปุ๊บกินปั๊บ แถมพกพาไปได้ทุกที่ไม่เลอะเทอะ เมื่อห่วงใยในสุขภาพจึงมักเลือกขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขัดขาว แต่ขนมปังโฮลวีตบางยี่ห้อกลับไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะแทนที่จะใช้แป้งโฮลวีตเป็นหลักแล้วผสมแป้งขัดขาวในสัดส่วนที่น้อยกว่า กลับใช้แป้งขาวมากกว่า แถมยังจัดเต็มสารกันบูดและมาการีน เทคนิคในการเลือกซื้อง่ายๆ คือลองดูยี่ห้อที่แป้งโฮลวีตมีมากกว่า 30% ใช้เนยแท้และไม่ใส่สารกันบูด

โอ๊ตมีล-กราโนล่า

ตัวเลือกของสาวๆ มักมีโอ๊ตมีลที่กินแล้วดีมีไฟเบอร์สูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งจัดเป็นอาหารแคลอรีต่ำ จึงกินแล้วไม่ต้องกลัวอ้วน ซึ่งกราโนล่าก็คือโอ๊ตมีลผสมธัญพืชและผลไม้อบแห้ง มีทั้งรูปแบบอัดแท่งหรือแบบปกติที่ใส่ในโยเกิร์ต อ่านแล้วทุกอย่างดูดี แต่ที่ไม่ดีคือโอ๊ตมีลที่คนส่วนใหญ่ซื้อกินมักเป็นแบบเพิ่มเติมรสชาติ เช่น รส maple brown sugar หรือ apple cinnamon อย่าลืมว่าอะไรก็ตามที่ปรุงแต่งจากโรงงานมักมาพร้อมน้ำตาลและโซเดียม ส่วนกราโนล่าที่วางขายกันก็มีน้ำตาลผสมมาด้วย แค่ถูกบดบังด้วยคำว่า Healthy ที่คิดว่ากินแล้วดีเลยหยิบมากินเล่น แต่สุดท้ายก็เพิ่มแคลอรีเข้าร่างโดยไม่จำเป็นนั่นเอง ดังนั้น เลือกโอ๊ตมีลหรือกราโนล่าพร้อมกินครั้งต่อไป ลองหันไปดูปริมาณน้ำตาล หรือสารปรุงแต่ง ที่ควรไม่มีหรือมีให้น้อยจะดีกว่า

โยเกิร์ตไขมัน 0%

ของกินสุดฮอตที่คนลดน้ำหนักต่างเทใจให้เป็นพิเศษคือโยเกิร์ต ซึ่งอยากให้ระวังโยเกิร์ตที่ระบุว่า “ไม่มีไขมัน” เพราะผู้ผลิตมักทดแทนไขมันด้วยปริมาณน้ำตาลที่สูงลิ่ว เช่น โยเกิร์ตสูตรปกติให้มา 7 กรัม แต่สูตรไม่มีไขมัน 0% กลับใส่มามากถึง 19 กรัม (น้ำตาล 4 กรัม เท่ากับ 1 ช้อนชา) ดังนั้น หากเจอโยเกิร์ตไขมัน 0% อย่าเพิ่งด่วนหยิบ ลองพลิกดูฉลากด้านหลังว่าสัดส่วนน้ำตาลเป็นอย่างไร มีฟรุกโตสหรือคอร์นไซรัปแยกมาอีกไหม เพราะสองตัวนี้ก็น้ำตาลดีๆ นี่เอง ส่วนใครที่หากอยากกินหวานแนะนำใส่น้ำผึ้งหรือผลไม้สดเพิ่มอรรถรสในการกินแบบคนรักสุขภาพ

น้ำผลไม้กล่อง

ไม่ว่าจะน้ำส้ม น้ำแอปเปิล หรือแม้แต่น้ำผักบรรจุกล่องเหล่านี้อาจให้ผลเสียมากกว่าผลดี เพราะปัญหาของน้ำผลไม้คือปริมาณน้ำตาลที่สูงพอๆ กับน้ำอัดลม ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าผลไม้มีน้ำตาลแต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด ดังนั้น ต่อให้ดื่มน้ำผลไม้ที่บอกว่าไม่ใส่น้ำตาล แต่ก็ยังได้รับน้ำตาลจากผลไม้อยู่ดี ประการที่สองน้ำผลไม้กล่องไม่ได้ทำมาจากผลไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นหัวเชื้อที่สกัดมาอีกที ส่วนน้ำผักก็เช่นเดียวกัน ถ้าพลิกอ่านฉลากด้านหลังจะเห็นว่าส่วนผสมหลัก ได้แก่ น้ำผลไม้ที่มีรสชัดและหวานจัด เช่น องุ่น แอปเปิล ฯลฯ นำมากลบรสชาติผักที่ไม่อร่อย แต่ต้องใส่มาเพราะโฆษณาไว้แล้ว เช่น แครอทหรือขึ้นฉ่ายซึ่งจะอยู่ท้ายๆ ของส่วนผสมที่ใส่มาน้อยมาก แนะนำให้ลองเปลี่ยนมากินผลไม้สดที่ถึงแม้จะมีน้ำตาลแต่ก็ยังได้วิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแบบไม่ต้องปรุงแต่ง

ภาพ : freepik

7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลในหลายมุมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591015

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 12:15 น.

7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลในหลายมุมโลก

3 มิถุนายน “วันจักรยานโลก” อโกด้าชี้เป้า 7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลที่ใครๆ ก็ปั่นได้

การปั่นจักรยาน นอกเหนือจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่ช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คน และวัฒนธรรมของสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน เนื่องในโอกาส “วันจักรยานโลก” (3 มิถุนายน) อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการการจองห้องพักออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แนะนำสถานที่ที่คนชอบขี่จักรยานชอบไปปั่นตระเวนเที่ยวกินลมชมวิว ณ เจ็ดเมืองดัง มีทั้งเส้นทางเที่ยวในตัวเมือง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกตามสไตล์ที่ถูกใจ

1.ปักกิ่ง, ประเทศจีน

การเที่ยวรอบเมืองหลวงของจีนแบบชิลๆ และไม่แพงนั้นทำได้ไม่ยาก แค่มองหาบริการให้เช่าจักรยานที่มีอยู่มากมายทั่วเมือง แถมวิธีเช่าก็สะดวก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดบนจักรยานเพื่อปลดล็อกจักรยานออกจากจุดจอด จากนั้นก็ขี่ไปที่ไหนก็ได้ในเมือง หากใครกำลังวางแผนไปขี่จักรยานเที่ยวปักกิ่งเป็นครั้งแรก เส้นทางปั่นระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมไฮไลท์ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมือง เช่น พระราชวังต้องห้าม ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ (โรงละครไข่ยักษ์) และสนามกีฬารังนก เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ไม่ควรพลาด

ส่วนที่พักใกล้สถานที่สำคัญในตัวเมือง ลองไปเช็คอินที่ The Imperial Mansion, Beijing Marriott Executive Apartments (https://www.agoda.com/the-imperial-mansion-beijing-marriott-executive-apartments/hotel/beijing-cn.html?site_id=1811392) เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ต์เมนต์ที่ ตั้งอยู่ห่างจากจัตุรัสเทียนอันเหมินเพียง 940 เมตร

2.ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใครๆ ก็สามารถสัมผัสกลิ่นอายความโรแมนติกของเมืองแห่งความรักอย่างปารีสได้ ก็คือการปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเรียบแม่น้ำแซน (Seine) ผ่านสวนปาร์ก ริฟส์ เดอ แซนน์ (Parc Rives de Seine) ที่ได้รับยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เดิมเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงทางด่วนที่ใช้ในการเดินรถเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้รับการเนรมิตขึ้นให้เป็นเส้นทางสำหรับนักปั่นและคนเดินถนน เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวปารีสและนักท่องเที่ยว ด้านในสวนมีทั้งที่นั่ง ร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆ รวมถึงลานจัดกิจกรรม ให้ผู้คนได้มานั่งชิลเอ้าท์กันได้อย่างสบายใจ

โรงแรม Hotel de la Porte Doree (https://www.agoda.com/hotel-de-la-porte-doree/hotel/paris-fr.html?site_id=1811392) มีจักยานให้เช่าปั่นไปแม่น้ำแซน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวโรงแรมไปเพียง 10 นาทีเท่านั้น

3.ฮอยอัน, ประเทศเวียดนาม

หากใครชอบเที่ยวชมความสวยงามของย่านชุมชนเมืองเก่า ทุ่งนาข้าวสีเขียวชอุ่ม หรือเพลิดเพลินกับการเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของฟาร์ม ทัวร์ปั่นจักรยานที่มีให้บริการจองบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นอโกด้า ถือเป็นทางเลือกที่จะทำให้นักปั่นสัมผัสกับเอกลักษณ์ของฮอยอันได้อย่างแท้จริงในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง โดยจะได้เรียนรู้ความเป็นมาของฮอยอันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น สัมผัสวิถีชีวิตและความเป็นกันเองของครอบครัวชาวฮอยอัน พร้อมทั้งลองทำงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

ถ้าต้องการสำรวจเส้นทางปั่นจักรยานที่ฮอยฮันเพิ่มเติม อโกด้า แนะนำให้พักบริเวณย่านเมืองเก่าที่โรงแรมสร้างใหม่อย่าง Allegro Hoi An (https://www.agoda.com/allegro-hoi-an-a-little-luxury-hotel-spa/hotel/hoi-an-vn.html?site_id=1811392) ซึ่งมีบริการให้เช่าจักรยานฟรีด้วย

4.ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี

การปั่นจักรยานนานหลายชั่วโมง อาจไม่ใช่ทางของใครหลายคน อโกด้า จึงขอแนะนำบริการทัวร์ปั่นจักรยานไฟฟ้าชมเมืองแบบไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งจะพาไปปั่นจักรยานเที่ยวฟลอเรนซ์ ชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ อย่าง จุดชมวิวมุมสูงของเมือง ที่จตุรัสมิเคลลันเจโล (Piazzale Michelangelo) และชมความใส่ใจในรายละเอียดอันน่าทึ่งของศิลปะเรเนซอง ณ มหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ (The Duomo) นอกจากนี้ระหว่างทางก็ยังมีร้านรวงให้หยุดพักชิมไวน์อิตาลีแท้ ๆ และอาหารพื้นเมืองได้ด้วย

อโกด้า แนะนำโรงแรมใจกลางเมือง Hotel Spadai (https://www.agoda.com/hotel-spadai_15/hotel/florence-it.html?site_id=1811392) เพื่อการพักผ่อนแบบเต็มอิ่ม เพิ่มความประทับใจให้กับการท่องเมืองเก่าอันน่าตื่นเต้น

5.เมลเบิร์น, ประเทศออสเตรเลีย

คนเมลเบิร์นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้จักรยานสัญจรไปมาในเมืองเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับคนที่ยังไม่อยากขี่ออกไกล ลองไปสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำยาร์รา (Yarra River) ที่ตัดผ่านรัฐวิกตอเรีย ซึ่งโด่งดังเรื่องโรงกลั่นไวน์ที่มีอยู่มากมาย แต่หากมีเวลาเพิ่มอีกสองถึงสามวัน เราแนะนำให้ไปปั่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ถนน เกรท โอเชียน โรด (Great Ocean Road) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่เมืองวอรร์นามบูล (Warrnambool) พร้อมตื่นตากับเสาหิน 12 อัครสาวก (Twelve Apostles) และวิวทิวทัศน์อันงดงาม ของชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย

ใครที่แพลนไว้ว่าอยากปั่นไปเที่ยวไกล ๆ ควรวางแผนเส้นทางและจุดแวะพักให้เรียบร้อย รวมถึงที่พัก ซึ่ง อโกด้า มีที่พักให้เลือกมากกว่า 10,000 แห่ง (https://www.agoda.com/en-sg/region/victoria-state-au.html?site_id=1811392) ในรัฐวิกตอเรีย

6.แคลิฟอร์เนีย, ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่โกลเด้นสเตท (Golden State) ซึ่งเป็นชื่อเล่นอันคุ้นหูของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งภูเขา ชายหาด และทะเลทรายอันอุดมสมบูรณ์หลายแห่ง และนับได้ว่าสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ สำหรับนักปั่นที่มีประสบการณ์ ผู้กำลังแสวงหาการผจญภัย เส้นทางถนนยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ในเมืองซานตาบาร์บารา (Santa Barbara) เหมาะสำหรับคนชอบปั่นแบบขึ้นเขา ไปชมวิวอันน่าทึ่งของมหาสมุทรอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าอยากพักเติมพลัง ให้มุ่งหน้ากลับตัวเมืองไปยัง Handlebar Coffee Roasters แล้วไปดื่มด่ำกับกาแฟชั้นดีในร้านกาแฟธีมจักรยาน ที่สร้างขึ้นโดยอดีตนักปั่นมืออาชีพ เพื่อคนรักการปั่นโดยเฉพาะ

อโกด้า มีที่พักกว่า 200 แห่ง (https://www.agoda.com/en-sg/city/santa-barbara-ca-us.html?site_id=1811392) ในเมืองซานตาบาร์บารา ให้ได้แวะนอนพักผ่อนชาร์จเอนเนอร์จี้ เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่

7.สุโขทัย, ประเทศไทย

จังหวัดอันเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเส้นทางปั่นจักรยานที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม เริ่มต้นเส้นทางโดยปั่นเลียบคลองแม่รำพันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก เพื่อชื่นชมวิถีชีวิตของคนริมคลอง ต่อด้วยเส้นเลียบผ่านหมู่บ้านชนบทชมวิวนาข้าวเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา และจบเส้นทางในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่วัดช้างล้อม อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์เก่าแก่ทรงลังกา ยกฐานล้อมรอบด้วยช้างปูนปั้นขนาดใหญ่แกะสลักสวยงามจำนวน 39 เชือก

ไม่ไกลจากตัวเมืองสุโขทัยนักคือที่ตั้งของ Hotel De Peal Sukhothai (https://www.agoda.com/hotel-de-peal-sukhothai/hotel/sukhothai-th.html?site=id1811392) โรงแรมที่ตกแต่งสไตล์วินเทจให้อารมณ์คลาสสิก พร้อมทั้งยังมีร้านกาแฟและสปาไว้ให้บริการผู้เข้าพักด้วย

ภาพ : freepik

เผย 5 สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวที่หลายคนยังไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590920

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เผย 5 สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวที่หลายคนยังไม่รู้

ของดีใกล้ตัวคู่ครัวคนไทยอย่าง “น้ำมันมะพร้าว” มักถูกนำไปใช้ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีมากมายมหาศาล และบางข้ออาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน อาทิ

1.ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ ให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลการศึกษายังบอกด้วยว่า กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวนั้นยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

2.บรรเทาอาการอักเสบและโรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบอาจจะเกิดได้จากการนั่งทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบ เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การพิมพ์งาน การเล่นโทรศัพท์มือถือ ประโยชน์อย่างหนึ่งของน้ำมันมะพร้าว คือจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้ดียิ่งขึ้น การทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยเพิ่มแคลเซียมและแมกนีเซียมให้กับกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตได้ดี และป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อย่างดี

3.ลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันธรรมชาติอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันนี้เป็นไขมันที่มีผลต่อสุขภาพของเรา ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ HDL และยังช่วยในการแปลงคอเลสเตอรอลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ให้เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

 

4.ช่วยป้องกันโรคเหงือกและฟัน

การใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นอีกหนึ่งวิธีการกำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก การอมกลั้วน้ำมันมะพร้าวสามารถขจัดเชื้อโรคในปากและคอ นอกจากนั้นบางส่วนจะเข้าไปในร่างกายเพื่อล้างสิ่งสกปรก และถูกขับออกทางระบบขับถ่าย ช่วยให้มีลมหายใจที่สดชื่น

5.ตัวช่วยชั้นดีของคนลดน้ำหนัก

เนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวมีพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญไขมัน และลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำมันมะพร้าวกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการลดไขมันหน้าท้อง

ภาพ freepik

รู้ทันอาการปวดไมเกรนและการติดยาแก้ปวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590926

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

รู้ทันอาการปวดไมเกรนและการติดยาแก้ปวด

บทความจากแพทย์ เผยสาเหตุที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

โดย…นพ.ไอยวุฒิ ไทยพิสุทธิกุล  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เคยปวดศีรษะข้างเดียว เป็นๆ หายๆ เดือนสองเดือนครั้ง แต่ช่วงหลังปวดเกือบทุกวัน”

ข้อความข้างต้นนี้เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์อยู่บ่อยๆ หรือผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจประสบปัญหานี้ด้วยตัวเอง

บทความนี้จะกล่าวถึง ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็น “โรคปวดศีรษะไมเกรน” แล้วพบว่าอาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้ปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการให้การรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนอยู่แต่เดิม ทำไมช่วงหลังเป็นบ่อยขึ้น…

ปวดศีรษะไมเกรน มักเริ่มเป็นในคนหนุ่มสาว ลักษณะสำคัญคือปวดศีรษะข้างเดียวได้บ่อย แต่อาจเป็นสองข้างก็ได้ อาการอาจเป็นอยู่หลายชั่วโมงจนถึงสองสามวัน

เวลาปวดมากมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาการปวดอาจเกิดตามหลังประจำเดือน แสงแดด อาหาร กลิ่นบางอย่าง หรือความเครียด บางคนเป็นปีละไม่กี่ครั้ง แต่บางคนเป็นเดือนละหลายครั้ง หลายคนเป็นน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ผู้ป่วยโรคไมเกรนที่มาพบแพทย์เฉพาะทางส่วนมากจะมีอาการมาแล้วหลายปี ผ่านการรักษาด้วยตัวเอง ปรึกษาพี่เภสัชกรร้านยา หรือได้รับการรักษากับแพทย์ทั่วไปมาก่อน

แต่ในที่สุดอาการปวดที่เป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นปวดเกือบทุกวัน ก็ต้องหาทางพบแพทย์เฉพาะทาง

คำถามสำคัญคือ ในเมื่อเรารับประทานยาที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทุกครั้ง ทำไมอาการถึงเป็นมากขึ้นทุกวัน… คำตอบกว้างๆ มีอยู่ 3 อย่าง

1) ตัวกระตุ้นมีมากขึ้น เช่น ต้องทำงานกลางแดดบ่อยขึ้น หรือกลิ่นจากการตกแต่งที่ทำงานใหม่

2) เป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่ไมเกรน ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องตรวจให้แน่ใจ

3) การรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป อันนี้พบบ่อยที่สุด

ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการปวดศีรษะมากขึ้นจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไปนั้นพบได้ทั่วโลก ยาแก้ปวดเกือบทุกชนิด ถ้าเราใช้มากเกินไปอาจทำให้อาการปวดเป็นบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

กลไกในการเกิดภาวะนี้ยังไม่แน่ชัด แต่ผมมักใช้คำอธิบายเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ตอนนี้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากขึ้นจากการ “ติดยาแก้ปวด” หากยิ่งปวดบ่อย ก็ยิ่งรับประทานมากขึ้น ก็จะยิ่งปวดบ่อยขึ้น เราจะถลำติดอยู่ในวังวนนี้และรักษายากมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าปวดศีรษะบ่อย แต่ไม่ให้รับประทานยาแก้ปวดจะให้ทำอย่างไร

การรักษาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสมอไป การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอาจมีประโยชน์มากกว่าการใช้ยา

แต่ตัวกระตุ้นหลายอย่างนั้นหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เราไม่สามารถเปลี่ยนที่ทำงานได้ตามใจนึก หากตัวกระตุ้นนั้นเกี่ยวกับงานประจำที่ทำอยู่ เมื่ออาการปวดเป็นบ่อย (ส่วนมากจะนับว่ามากกว่าสัปดาห์ละครั้ง) ควรจะต้องมีการใช้ยา “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดอาการปวด ซึ่งจะต้องรับประทานทุกวัน

เมื่อยาป้องกันเริ่มได้ผล การใช้ยาแก้ปวดก็จะน้อยลงตามไปด้วย ข้อเสียของยาป้องกันคือการต้องรอระยะเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์ ซึ่งโดยมากอาจต้องรอหลายสัปดาห์

แพทย์ทั่วไปที่ให้การดูแลจึงต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า เมื่อติดยาแก้ปวดแล้ว เราต้องพยายามลดการใช้ยาแก้ปวด และรอเวลาที่ยาป้องกันจะแสดงประสิทธิภาพในการรักษา ไม่มีทางลัด คล้ายกับการพยายามเลิกบุหรี่หรือเลิกเหล้า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน

ยาที่ใช้สำหรับป้องกันอาการปวดนั้นมีมากกว่า 10 ชนิด การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นกับความเหมาะสมของโรคประจำตัว ผลพวงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากยา รวมถึงราคายาที่เหมาะสมกับเศรษฐฐานะของผู้ป่วย

เมื่ออาการปวดดีขึ้นแล้ว โดยมากผู้ป่วยควรจะรับประทานยาป้องกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลาทั้งหมดอย่างน้อย 4-6 เดือน หรือในบางรายอาจต้องรับประทานนานกว่า 1 ปี

ท่านผู้อ่านที่ปวดศีรษะบ่อยๆ ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับ ว่ากำลัง “ติด” ยาแก้ปวดอยู่หรือไม่

ถึงเวลาหรือยังที่เราควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง