‘รัฐเปิดใจกว้าง-สื่อรอบคอบ-สังคมละอคติ’ วงเสวนาแนะหนทางคลี่คลายปัญหาลังเลฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/467468

‘รัฐเปิดใจกว้าง-สื่อรอบคอบ-สังคมละอคติ’ วงเสวนาแนะหนทางคลี่คลายปัญหาลังเลฉีดวัคซีนโควิด

20 พฤษภาคม 2564 – 18:25 น.

‘รัฐเปิดใจกว้าง-สื่อรอบคอบ-สังคมละอคติ’ วงเสวนาแนะหนทางคลี่คลายปัญหาลังเลฉีดวัคซีนโควิด

โคแฟค ประเทศไทย (COFACT Thailand) ร่วมกับ UbonConnect จัดเสวนาออนไลน์ หัวข้อ “รัฐ-สื่อ-สังคม: ใครคือทางออกวิกฤติข่าวสารเรื่องวัคซีน” ช่วงค่ำวันที่ 16 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดย นายกฤตนัน ดิษฐบรรจง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “ส่องสื่อ” กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งรัฐและสื่อต่างจากปัญหาทั้งข่าวปลอม (Fake News) และข่าวที่คลาดเคลื่อน (Misinformation) จนบางกรณีสื่อก็ต้องออกมาขอโทษในความผิดพลาด

ซึ่งสถานการณ์แบบนี้อาจต้องใช้คำว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยสื่อมวลชนพยายามท้วงติงรัฐ มีการหารือวิธีการนำเสนอว่าควรเป็นแบบนั้นแบบนี้ ในขณะที่ประเทศอังกฤษ ก็มีแถลงข่าวทุกวันเช่นกัน และเปิดให้สื่อถามเพื่อชี้แจงข้อสงสัย แต่ปัญหาเริ่มต้นที่ตนมองเห็น คือรัฐไม่ได้ชัดเจนเรื่องข้อมูลแต่แรก ด้านหนึ่งรัฐอาจต้องป้องกันตนเอง แต่การไม่ให้สื่อเข้าไปทำข่าว สื่อก็ไม่สามารถตั้งคำถามได้ ทำได้เพียงสรุปข่าวเท่านั้นทั้งที่บางประเด็นฟังแล้วรู้สึกว่ายังไม่ชัดเจน ส่วนฝั่งสื่อเองก็รีบนำเสนอข่าวและต้องพาดหัวให้น่าสนใจ จึงเกิดปัญหาการนำเสนออย่างคลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ หลังจากที่มีการระบาดระลอก 3 สื่อไม่ได้ถูกเชิญไปทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล หรือไปได้เฉพาะในวงจำกัด ทำให้สื่อต้องใช้บริการแหล่งข่าวที่เป็นแพทย์ ซึ่งแพทย์บางท่านก็ให้ข้อมูลได้ดี แต่บางท่านก็มีความเชื่อเจือปนมาด้วย ขณะเดียวกัน ทีมงานของ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยังถูกตั้งคำถามเรื่องกรณีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีน 2 ยี่ห้อ โดยนำตัวเลขภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 2 ไปเทียบกับตัวเลขภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเข็มแรก เรื่องนี้เป็นอีกสาเหตุทำให้คนไม่ค่อยเชื่อมั่น

การไม่ชี้แจงชัดเจนถึงผลกระทบที่ได้รับเกี่ยวกับวัคซีน อย่างผมมีโรคประจำตัว แล้วการมีโรคประจำตัวมันส่งผลแน่นอนกับการฉีดวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวค แอสตราเซเนกา หรือไฟเซอร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ คำถามคือคนที่มีโรคประจำตัวที่เหมือนกันกับผม เขาจะสามารถหาข้อมูลได้จากไหนในเมื่อภาครัฐไม่มีข้อมูล ในเมื่อภาคประชาสังคมก็ให้แต่ Opinion (ความเห็น) ของหมอ ว่าคุณควรที่จะ 1-2-3-4 นู่นนี่นั่น ต้องปรึกษาหมอนะ ซึ่งสุดท้ายด้วยความที่คุณเชื่อว่าฉีดออกไปน่าจะได้ผล แต่ถ้าสมมติเขาฉีดไปแล้วมันมีปัญหาขึ้นมา ปัญหาอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นใน 30 นาทีแรก เขาควรจะทำอย่างไรต่อ อันนี้มันไม่มีข้อมูลจากภาครัฐออกมาเลย” นายกฤตนัน กล่าว

นายเจนพสิษฐ์ ปู่ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ยามเฝ้าจอ” ยกตัวอย่างสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวทั้งแบบสื่อดั้งเดิมคือสถานีโทรทัศน์ และสื่อใหม่คือช่องทางออนไลน์ กรณีนี้น่าสนใจเพราะในขณะที่คนในองค์กรอาจมองว่าทีมข่าวโทรทัศน์กับทีมข่าวออนไลน์อยู่คนละส่วนกัน แต่สุดท้ายเมื่อนำเสนอในนามสำนักข่าวเดียวกัน สื่อจึงไม่อาจที่จะเลี่ยงการพิจารณาประเด็นนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นด้วยที่สังคมตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์สื่อ แต่ตนไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐฟ้องร้อง ใช้กฎหมายปิดปากผู้นำเสนอข่าว หรือที่เรียกกันว่า SLAPP (Strategic lawsuit against public participation) ดังนั้นความน่าสนใจคือเราจะมีจุดยืนกันอย่างไรเมื่อสื่อผิดพลาดเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เพราะต้องยอมรับว่าเวลานี้สื่อก็ตกเป็นผู้ร้ายของบางคนเช่นกัน บอกว่าไม่มีเลยยิ่งดี

แต่ถามว่าแล้วเราจะฟังแต่ภาครัฐ หรือให้ประชาชนสื่อสารกันเองจริงๆ หรือ เพราะภาคประชาชนก็ไม่ได้ทรัพยากรพร้อมทั้งกำลังคน เงินทุนและเครื่องมือเท่าองค์กรสำนักข่าว นอกจากนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตกับบทบาทของนักวิชาการบางท่านที่ไปทำงานร่วมกับ ศบค. แต่ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อโดยอ้างความเป็นนักวิชาการ ว่าจริงอยู่การมี 2 บทบาทสามารถทำได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงคำถามที่ตามมาไม่ได้เช่นกันว่าตกลงแล้วท่านกำลังอยู่ในบทบาทใดกันแน่ เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง

เรื่องวัคซีน ผมมองอย่างใจกว้างนะว่าเขาไม่ได้ต่อต้านวัคซีน ผมว่าส่วนใหญ่อยากฉีดทั้งนั้น แต่สุดท้ายมันมาจากเรื่องปัญหาของการจัดการ ปัญหาของการจองที่ล่าช้า หรือประสิทธิภาพของวัคซีนที่ถูกถกเถียงกันเป็นวงกว้างจากการนำเสนอของสื่อก็ตามหรือจากการค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง มันทำให้ประชาชนก็ไม่แน่ใจว่าวัคซีนที่ตอนนี้มีอยู่แค่ 2 อนาคตมันอาจจะมีเพิ่มเข้ามา เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาฉีดแล้วเขาจะไม่มีปัญหา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะต้องรับฟังในเสียงของประชาชน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน คืออย่างน้อยมันควรเปิดให้มีการถกเถียง อย่าไปมองว่าคนที่เขากลัวยี่ห้อนี้เป็นไม่อยากฉีดเลย ไปตีความแบบนี้ก็ไม่ใช่” นายเจนพสิษฐ์ กล่าว

น.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องตรวจสอบ ในทางกลับกันยิ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินยิ่งต้องตรวจสอบ เพราะสภาวะแบบนี้รัฐมีอำนาจมาก แต่ยิ่งมีอำนาจก็ต้องยิ่งมีความรับผิดชอบ และความรับผิดชอบก็มาจากการถูกตรวจสอบ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ตลอดปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีรายงานสื่อถูกฟ้องทางแพ่งบ้างอาญาบ้าง หรือถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่ในสถานการณ์แบบนี้ หลายองค์กรพูดตรงกันว่าสื่อต้องมีอิสระในการนำเสนอข่าว

เช่นเดียวกัน ทั่วโลกก็พูดกันว่าจะทำอย่างไรให้คนเชื่อข้อมูลที่รัฐนำเสนอ เรื่องนี้ตนขอถามว่าการนำไม้เรียวหรือยาแรงไปจัดการสื่อ เช่น ใช้กฎหมายอาญา คำถามคือจะทำให้คนหันมาเชื่อรัฐบาลได้จริงหรือยิ่งทำให้คนระแวง เพราะจริงๆ สื่อก็ถูกตรวจสอบจากสังคมอยู่แล้วโดยเฉพาะยุคออนไลน์ในปัจจุบัน มีการใช้แรงกดดันจนสื่อสำนักที่ทำผิดพลาดต้องออกมาขอโทษ แต่การใช้ยาแรงยิ่งทำให้คนสงสัยว่าอยากปกปิดอะไรหรือไม่ แต่สื่อก็ไม่จำเป็นต้องไปตีรัฐอย่างเดียว แต่เป็นการไปชวนพูดคุย เพราะรัฐเองอาจยุ่งกับการควบคุมโรคจนไม่ได้คิดเรื่องการสื่อสาร

พอผ่านไป 1 ปีมันเริ่มมีรายงาน มีงานวิจัยออกมาพูดเรื่องนี้เหมือนกัน มันก็มีข้อสังเกตว่าในหลายประเทศที่กระตุ้นให้คนปฏิบัติตัวถูกต้องในสภาวะโรคระบาดและมีทัศนคติที่ถูกต้องกับการฉีดวัคซีนได้ มันมักจะเป็นประเทศที่พรรคการเมืองต่างๆ หรือขั้วงการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นการเมือง ไมได้เอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เพือ่ที่เราจะได้รอดไปด้วยกัน” น.ส.ฐิติรัตน์

น.ส.ฐิติรัตน์ ยังยกตัวอย่างกรณีบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่เกรงปัญหาวัคซีนกับการเมืองในสหรัฐฯ ทำให้แม้จะเป็นคู่แข่งเพื่อช่วงชิงตลาด แต่ประเด็นวัคซีนนี้ทุกบริษัทออกแถลงการณ์ร่วมกัน ระบุว่า จะไม่ทำให้วัคซีนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ท่าทีดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลและนักการเมืองว่าต้องทำให้เกิดฉันทามติเรื่องนี้ให้ได้ ประชาชนพร้อมแล้ว บริษัทผลิตวัคซีนก็พร้อมแล้ว สื่อก็พร้อมทำงาน ดังนั้นรัฐก็ต้องพร้อมที่จะหาทางไปร่วมกัน

นางกุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่มีความซับซ้อนและเป็นสถานการณ์ของทั่วทั้งโลกประกอบกับข้อมูลข่าวสารก็ไหลข้ามพรมแดน ทำให้นอกจากสื่อจะต้องรายงานข้อเท็จจริง รวมถึงตรวจสอบการทำงานของภาครัฐแล้ว ยังต้องตรวจสอบข่าวปลอมที่แทรกเข้ามาด้วย ส้วนกรณีของวัคซีนโควิด-19 เคยมีการสำรวจเมื่อปี 2563 แล้วพบว่า ไทยเป็นอันดับ 4 ของโลกด้านประเทศที่ประชากรพร้อมฉีดวัคซีน ในขณะที่ยังมีชาวโลกราว 1 พันล้านคนไม่อยากฉีดวัคซีน

แต่เมื่อดูลำดับเหตุการณ์ในประเทศไทย ก่อนหน้านี้แม้แต่ภาครัฐเองก็ไม่ได้เน้นย้ำความสำคัญเรื่องการฉีดวัคซีนเพราะยังไม่มีความพร้อมในการได้มาซึ่งวัคซีน กระทั่งช่วงปลายปี 2563 ซึ่งไทยเผชิญการระบาดระลอก 2 แต่บางประเทศเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วเริ่มเห็นทั้งประสิทธิภาพและผลข้างเคียง สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นข่าวลือ-ข่าวลวง และเมื่อข่าวนั้นเดินทางมาถึงไทยก็ทำให้ผู้คนเริ่มลังเล ตามมาด้วยวัคซีนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพราะพรรคการเมืองไม่มีความเป็นปึกแผ่นในเรื่องนี้

ถึงกระนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการรวบอำนาจตามกฎหมาย 31 ฉบับมาไว้ที่ตนเองทั้งหมด ก็จะเริ่มเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจมากขึ้น แต่เมื่อมีข้อมูลออกมาก็กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนจนเกิดปัญหาในการบริหารจัดการ และการพยายามเข้าไปควบคุมข้อมูลท้ายที่สุดย่อมต้องคัดง้างกับสื่อซึ่งก็ต้องรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ชัดเจนว่าสื่อต้องรายงานข่าวประสิทธิภาพวัคซีนอย่างชัดเจน ตั้งแต่ข้อมูลตัวเลขไปจนกระทั่งกระบวนการทดสอบหรือวิจัย และต้องรายงานวัคซีนทุกชริด ไม่ใช่เฉพาะชนิดที่กำลังเป็นประเด็นทางการเมือง เช่น กรณีของวัคซีนแอสตราเซเนกากับซิโนแวค แต่สื่อก็อาจมีข้อจำกัดทั้งด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนจำนวนมากท่ามกลางการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา ประกอบกับความไม่ชำนาญด้านความรู้เรื่องนี้ ซึ่งก็มีปัญหาแบบเดียวกันในสื่อทั่วโลก

แต่การที่รัฐเลือกใช้วิธีปิดกั้นข้อมูลกลับยิ่งทำให้ประชาชนสงสัยและไม่เชื่อมั่นในรัฐมากขึ้น เรื่องนี้มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 8 ปีก่อน ที่พบว่ายิ่งปิดกั้นข้อมูลคนก็ยิ่งคิดตลอดเวลาว่าทำไมต้องปิดกั้น ตามด้วยการค้นหาข้อมูลนั้นและมีแนวโน้มที่จะเชื่อ  ทำให้การข้อมูลของรัฐที่มีคุณภาพมีตับเลขถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงไป วิธีแก้คือรัฐควรขอความร่วมมือกับสื่อในการรายงานข่าวเรื่องนี้ โดยภาครัฐต้องให้ข้อมูลที่มีข้อเท็จจริงอ้างอิงจากหลักฐาน (Evidence Base) มากขึ้น

มาถึงสื่อกันเอง Keyword (คำสำคัญ) คือ Collaboration (การทำงานร่วมกัน) ไม่ว่าคุณจะสีไหน อยู่สำนักไหน จะมีความเห็นแตกต่างหรือเป็นคู่แข่งกัน ตอนนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้อง Cross Check Information (ตรวจสอบซ้ำข้อมูล) คอยดูว่าแต่ละสื่อลงเรื่องนี้ลงตรงกันไหม ไม่ใช่แข่งเอาข้อมูลออกมาเร็วและข้อมูลผิดพลาดรวมถึงข้อมูลปลอมด้วย มันก็จะไหลเวียนกลับไปได้เร็วขึ้น การแข่งไมได้เป็นผลดีในการสร้าง Ecosystem (ระบบนิเวศ) ที่ดีกับข้อมูลข่าวสารในภาวะนี้เลย ” นางกุลชาดา กล่าว

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวว่า ตอนแรกๆ ที่โรคเริ่มระบาดความอลหม่านไม่มากเท่าตอนนี้ที่มีวัคซีน มาเถียงกันยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ ซึ่งสิ่งที่ทั้ง 3 ฝ่ายควรทำคือ

1.รัฐต้องสื่อสารให้ชัดเจนตรงไปตรงมา ใจกว้างในการอธิบาย ถ้าอธิบายได้ดีจะสร้างความเข้าใจด้านการประคับประคองสถานการณ์ระหว่างยอดผู้ติดเชื้อกับเศรษฐกิจ และมองว่าการที่รัฐจัดการสื่อด้วยการฟ้องร้องทางกฎหมายถือว่าทำพลาด รัฐควรใช้วิธีชี้แจงข้อเท็จจริง หรืออธิบายความต่างของข้อมูลเพราะไม่ได้มีแค่ชุดเดียว

2.สื่อต้องทำหน้าที่ สถานการณ์แบบนี้สังคมยิ่งต้องมีสื่อ แต่การทำหน้าที่ต้องรอบคอบ รวดเร็วได้แต่ต้องไม่ผิดพลาดจนก่อความเสียหาย สื่ออาจพลาดได้แต่ต้องรีบแก้ไข และ

3.สังคม พอรัฐและสื่อถูกตั้งคำถามว่าเชื่อถือได้แค่ไหน คำถามคือแล้วสังคมจะเชื่อใคร โควิดอาจใจร้าย แต่เรากลับไม่ร่วมมือกัน ไม่ช่วยกัน และทำให้ข้อมูลวัคซีนที่ควรจะเป็นทางออกกลับกลายเป็นการสื่อสารที่ถึงทางตัน เท่ากับเราแพ้โควิด แพ้เพราะอคติในใจ

เรื่องนี้ถอดบทเรียนสั้นๆ ได้เลย มองย้อนไปตั้งแต่ระลอกแรกถึงระลอก 3 หรือระลอก 4 จะตามมา ทั้ง 3 ส่วนยังเล่นบทบาทไม่ค่อยดี และภายใต้บทบาทที่ไม่ค่อยดีมันก็มีผลให้เรารับผลร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าเป็นห่วง ฉะนั้นคิดว่า รัฐ-สื่อ-สังคม เป็นทางออกในเรื่องนี้ร่วมกัน” ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว

อนึ่ง ในการเสวนาครั้งนี้ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย สื่อมีความเห็นร่วมกันว่าการนำเสนอข่าวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 หากเป็นผลข้างเคียงระดับเล็กน้อยไม่รุนแรง สื่อก็จะนำเสนอเพียงเล็กน้อยไมพาดหัวข่าวใหญ่โตเช่นกัน

บทเรียนจากอินโดนีเซีย เขาก็เป็นประเทศประชาธิปไตย เขาก็ยืนยันว่าเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลต้องมี แต่เขาก็มียุทธศาสตร์ร่วมกันว่าต้องพาชาติพ้นวิกฤติ เพราะฉะนั้นเขาจะเสนอในเชิงมีจุดยืนด้านวัคซีนในแง่ที่ว่าผลข้างเคียง ผลไม่พึงประสงค์ ถ้ามันเล็กน้อยเขาจะไม่ Highlight (เน้น) ไม่ทำให้ประชาชนกลัว เป็นต้น” น.ส.สุภิญญา กล่าว

GFC มอบหน้ากากอนามัยให้ รพ.ศิริราช รับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/467357

GFC มอบหน้ากากอนามัยให้ รพ.ศิริราช รับมือโควิด-19

19 พฤษภาคม 2564 – 18:15 น.

GFC มอบหน้ากากอนามัยให้ รพ.ศิริราช รับมือโควิด-19

GFC (Genesis Fertility Center) ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์สำหรับมีบุตรยากแบบครบวงจร ร่วมมอบหน้ากากอนามัยให้ โรงพยาบาลศิริราช ช่วยแพทย์ต้านโควิด-19 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ห้องโถง ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลศิริราช

รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราชและประธานกรรมการบริหาร ,นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และตัวแทนพนักงาน บริษัทเจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด เดินทางไปร่วมมอบหน้ากากอนามัยจำนวน 10,000 ชิ้น ให้กับ รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในโครงการ “ศิริราชร่วมใจ ต้านภัยโควิด-19” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของแพทย์-พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 (Covid-19) ที่กำลังแพร่ระบาดเป็นปัญหาใหญ่ของแทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งที่ประเทศไทย

รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราชและประธานกรรมการบริหาร เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) กล่าวว่า วันนี้ทาง GFC ได้นำหน้ากากอนามัยจำนวน 10,000 ชิ้น เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ที่ต้องทำงานหนักในช่วงนี้ กับการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดได้รับผลกระทบกันทุกวงการ ซึ่งทาง GFC ได้ร่วมเดินหน้าช่วยเหลือทางโรงพยาบาลศิริราชเป็นประจำในทุกๆปีอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (GFC) ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเปิดเผยว่า ทางเรามีกิจกรรม โครงการ CSR เพื่อสังคม ในชื่อ GFC CARE&SHARE ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยเราจะเดินทางไปมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ หรือบริจาคเงินสนับสนุนมูลนิธิต่างๆ ซึ่งในครั้งต่อไปเราจะเดินทางไปช่วยเหลือที่ไหนโปรดติดตามได้ในครั้งต่อไป

“จี๊บ” เตรียมจัดของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนคลับ ฉลองเพลง “หมายความว่าอะไร” 100 ล้านวิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/467214

“จี๊บ” เตรียมจัดของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนคลับ ฉลองเพลง “หมายความว่าอะไร” 100 ล้านวิว

18 พฤษภาคม 2564 – 15:40 น.

“จี๊บ เทพอาจ” เตรียมจัดของที่ระลึกสุดพิเศษ 300 ชิ้น มอบแฟนคลับผู้โชคดี ฉลอง 100 ล้านวิว มิวสิควิดีโอเพลง “หมายความว่าอะไร” ของวงมีน

ย้อนกลับไปในตอนที่เปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลง “หมายความว่าอะไร” ของวงมีน “ปาล์ม, พัด, โปเต้, กัน” เคยให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งไว้ว่า เราคุยกันว่าอยากมีเพลงที่ดนตรีออกเกาหลีหน่อย เสียงอย่างพี่เต้ร้องเมโลดี้ทางญี่ปุ่นเกาหลีดูเช็ดโด้ดี เป็นเมโลดี้แปลกๆ ที่ยังไม่ค่อยมีกัน เลยเขียนเมโลดี้และโปเต้ก็อัดไกด์มาด้วยภาษาเกาหลี เราก็รู้สึกว่าเพลงมันติดเศร้าแต่ไม่ได้เศร้าขนาดเลิกกัน ผมก็พยายามดีไซน์นำเสนอในสิ่งที่เมโลดี้เล่าเหมือนคนๆนี้กำลังอึดอัดและสงสัยจนพูดขึ้นมาในท่อนฮุคว่า “มันหมายความว่าอะไร” กลายเป็นความรักที่ไม่ชัดเจน เป็นความรู้สึกที่ล้นจนต้องถามออกไป

และหลังจากปล่อยเพลงนี้ออกไปก็สร้างปรากฎการณ์โดนใจคนอักหัก คนอึดอัดในรักทั่วบ้านทั่วเมือง และได้รับการสนับสนุนรับชมมิวสิควิดีโอมาอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ทะลุ 100 ล้านวิวแล้ว ซีอีโอขวัญใจวัยรุ่น อย่าง จี๊บ เทพอาจ กวินอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิฟอิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ LOVEiS Entertainment เลยประกาศฉลองความสำเร็จผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jeep TK” พร้อมเตรียมจัดของที่ระลึก 300 ชิ้นสุดพิเศษให้กับแฟนคลับวงมีนที่เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดีแทนคำขอบคุณ

สามารถติดตามรายละเอียดโอกาสดีๆแบบนี้ และมาร่วมลุ้นว่าของที่ระลึก 300 ชิ้นสุดพิเศษจะเป็นอะไร และทำอย่างไรถึงจะได้ไปครอบครองได้ที่เฟซบุ๊ก “Jeep TK

“ธัญ” แนะเคล็ดลับฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสหลังสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/467160

“ธัญ”แนะเคล็ดลับฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสหลังสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง 

18 พฤษภาคม 2564 – 08:59 น.

“ธัญ” (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับการฟื้นูสภาพผิวให้กระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีหลังสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง 

ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากการทำงานที่บ้าน (Work from home) แล้ว ก็มีกิจกรรมที่สามารถทำได้โดยเป็นการรักษาระยะห่างและดีต่อสุขภาพกายและจิตใจ อย่างการเล่น “เซิร์ฟสเก็ต” (Surf skate) กิจกรรมกลางแจ้งที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะทั้งการทรงตัว พละกำลัง และสมาธิ ทราบหรือไม่ว่าในระหว่างที่สนุกกับกิจกกรรมกลางแจ้งอยู่นั้น ผิวอาจต้องเผชิญกับความอ่อนล้า แห้งกร้าน หมองคล้ำ ดูไม่สดใส แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แนะ “วิธีฟื้นฟูสภาพผิวให้กระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีหลังสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง” กับผลิตภัณฑ์ ‘ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น’ (Hydrating Emulsion), ‘เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม’ (Age inversion face cream), ‘เฟเชียล เซรั่ม’ (Facial Serum) และ ‘รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก’ (Revitalising face mask) โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมเผยเคล็ดลับการดูแลและฟื้นฟูสภาพผิว  อาทิ จันทมน แย้มพันธุ์, อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ และ ตะวันนา ธารา 

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะเคล็ดลับการฟื้นฟูสภาพผิว หลังเผชิญแสงแดดร้อนจัด ว่า “แสงแดดนั้นจริงๆ แล้วก็มีทั้งประโยชน์และโทษในระดับที่แตกต่างกันไป แต่แน่นอนว่าถ้าต้องเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนแรงอยู่เป็นประจำและต่อเนื่อง ความร้อนของแสงแดดนั้นก็สามารถทำร้ายผิวและก่อให้เกิดอาการรุนแรงต่างๆได้ เช่นอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) ทำให้ผิวมีสีแดง เจ็บและพุพอง อาการอาจไม่เกิดขึ้นทันที แต่อาจใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงหลังจากนั้น, ผื่นแพ้แดด โดยมีอาการผื่นแดงและคันเกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัสกับแสงแดด, สิวผดที่จะเกิดขึ้นเมื่อรังสียูวีรวมกับส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอางหรือครีมกันแดด ก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของไขมันบริเวณรูขุมขน พบได้ประมาณ 1-2%, ริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำ รวมไปถึงโรคผิวหนังที่รุนแรงบางชนิด อย่างเช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) และโรคมะเร็งผิวหนัง 

ระดับความรุนแรงของแสงแดดที่ทำอันตรายต่อผิวสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว โดยในระยะสั้นนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ 

ระดับแรก ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง และเกิดอาการเจ็บปวดหรือแสบผิวเล็กน้อย เมื่อผ่านไป 3-5 วัน ผิวจะลอกตามกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว และอาการก็จะดีขึ้นตามลำดับได้เอง 

ระดับที่ 2 ผิวมีอาการแสบคัน บวมแดง และรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัสผิวบริเวณที่เกิดการไหม้แดด ต้องใช้ระยะเวลา 5-7 วัน ในการเฝ้าระวังและฟื้นบำรุงเพื่อให้ผิวกลับมาเป็นปกติ

ระดับที่ 3 ผิวมีอาการปวดแสบปวดร้อนมากกว่าปกติ มีอาการแดง คัน และมีตุ่มน้ำใสๆ เกิดขึ้น ซึ่งในระดับนี้ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ และหาแนวทางการดูแลรักษาผิวไหม้แดดอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์ ในการฟื้นบำรุงผิวไหม้แดดและหมองคล้ำ 

ส่วนอันตรายต่อผิวในระยะยาวนั้น มักจะพบปัญหาเรื่องริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอและเกิดจุดด่างดำ ถ้าในระดับที่มีความรุนแรงมากอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ 

สำหรับคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานจนผิวไหม้แดด สิ่งที่ควรระวัง คือ ไม่ควรแกะ เกา หรือลอกผิวหนัง เนื่องจากผิวมีความเปราะบางและไวต่อการระคายเคือง ในบางกรณีอาจมีตุ่มใส ไม่ควรเกาหรือเจาะตุ่มน้ำออก เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ควรปล่อยให้ตุ่มยุบหรือแตกเองตามธรรมชาติ หรือปรึกษาแพทย์หากมีอาการที่รุนแรง ควรเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA เพราะจะยิ่งกระตุ้นการไหม้ของผิวไปอีก แนะนำให้ใช้ว่านหางจระเข้ชะโลมให้ผิวเย็นก่อน แล้วค่อยทาครีมบำรุงให้ผิวในขั้นตอนต่อไป 

นอกจากนี้การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิว ก็สามารถช่วยดูแลและแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด อย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นการดูแลผิวแบบล้ำลึก (Deep nourishment) ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียจากแสงแดดได้ดี ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากชิโซะ (Shiso extract) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin), สารสกัดอูกอน (Ougon extract) พืชทะเลทรายที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ รวมถึงช่วยปรับสีผิวที่หมองคล้ำให้กลับแลดูสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ (De-colorizing action) หรือสารสกัดจากชาขาว (White tea extract) ที่มีสารโพลีฟีนอล ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ผิวทำปฎิกิริยากับออกซิเจน (Anti-oxidant) ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เป็นต้น 

นอกเหนือจากการบำรุงผิวจากภายนอกแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือควรดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วยคือ ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลาทะเล ผัก ผลไม้ ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอรี่ และชาเขียว รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย เพราะการดูแลตัวเองที่ถูกต้องควรจะใส่ใจให้ครบทุกด้าน จึงจะสามารถสร้างความสมบูรณ์แบบได้ในทุกมุมมอง”

‘ธัญ’ (THANN) ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ผสานคุณค่าแห่งพืชพรรณจากแหล่งธรรมชาติชั้นดีทั่วโลกและเทคโนโลยีอันทันสมัย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ‘ธัญ’ (THANN) มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผสานเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม โดยปัจจุบันมีกว่า 90 สาขา รวมถึงสปาอีก 15 แห่งใน 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย อเมริกา และยุโรป โดยผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ในครั้งนี้เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผิวที่ช่วยคงความชุ่มชื้นมีสุขภาพดีให้แก่ผิว ซึ่งประกอบไปด้วย ‘ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น’ (Hydrating Emulsion) ขนาด 100 มล. ราคา 1,200 บาท ผลิตภัณฑ์เติมเต็มความชุ่มชื้นสำหรับผิวหน้าสูตรที่พัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาผิวขาดน้ำโดยเฉพาะ ซึมซาบเข้าบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน และไม่อุดตันรูขุมขน อุดมด้วยสารสกัดธรรมชาตินานาชนิด

อาทิ สารสกัดจากใบชิโซะ (Nano Shiso Extract) เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และอาการระคายเคืองต่างๆพร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ สารสกัดจากต้นไมโรทัมนัส (Myrothamnus Extract) พืชทะเลทรายจากทวีปแอฟริกาใต้ที่ได้รับฉายาต้นไม้คืนชีพเพียงโดนน้ำแค่หยดเดียวก็สามารถฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง อุดมด้วยสารอาร์บูติน (Arbutin) และโพลีฟีนอล (Polyphenol) เสริมความแข็งแรงให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง พร้อมคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเด้นท์, น้ำมันเมล็ดชาออแกนิค (Organic Camellia Seed Oil) อุดมด้วยวิตามิน A, B, D, E, กรดโอเลอิก, โอเมก้า 3,6,9 และโพลีฟีนอล )Polyphenol) ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิเด้นท์, น้ำมันสกัดจากถั่วอินคาออแกนิค (Organic Inca Inchi Seed Oil) อุดมด้วยโอเมก้า 3,6,9 ปกป้อง และลดการระคายเคืองของผิวจากแสงแดด, เชีย บัตเตอร์ (Shea butter), โจโจ้บา ออยล์ (Jojoba oil), น้ำมันมะกอก (Olive oil), สารสกัดจากสาหร่ายทะเล (Algin Extract) และ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ฟื้นฟูและปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน บำรุงผิวที่อ่อนล้าได้อย่างอ่อนโยน (*ทดสอบด้วยเครื่อง Corneometer กับกลุ่มผู้ทดสอบ อายุ 25-45 ปี จำนวน 22 คน โดยวัดผลหลังทาผลิตภัณฑ์ผ่านไป 4 ชั่วโมง)

‘เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม’ (Age inversion face cream) ขนาด 40 มล. ราคา 1,500 บาท ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สูตรเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงด้วยคุณค่าของสารสกัดธรรมชาติที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เนื้อครีมบางเบาซึมซาบสู่ผิวได้รวดเร็ว ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แล้วว่า สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ 31.3%* ภายใน 28 วัน ด้วยคุณค่าสารสกัดธรรมชาติจากสารสกัดอนุภาคขนาดเล็กจากใบชิโซะ (Nano shiso extract) ลดการอักเสบและอาการระคายเคือง พร้อมคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์, สารสกัดจากโปรตีนถั่วเหลือง (Soy protein) และสารสกัดจากชาดำ (Black tea extract) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมคืนความยืดหยุ่นให้ผิว (*ทดสอบด้วยวิธี Skin Replica กับผู้หญิงเอเชีย 22 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดย Spincontrol Asia Co.,Ltd. (France))

‘เฟเชียล เซรั่ม’ (Facial Serum) ขนาด 30 มล. ราคา 2,500 บาท เซรั่มเพื่อการฟื้นฟูสภาพผิว พัฒนามาเพื่อรับมือกับปัญหาริ้วรอยแห่งวัยโดยเฉพาะ สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ 25.5%* และความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น 13.4%* ภายใน 28 วัน อุดมด้วยส่วนผสมทรงประสิทธิภาพจากสารสกัดจากใบบัวบก (Centella extract) เสริมประสิทธิภาพในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน และโครงข่ายผิว สารสกัดจากปลีกล้วย (Banana flower extract) กระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน และคืนความยืดหยุ่นสู่ผิว สารสกัดอนุภาคขนาดเล็กจากใบชิโซะ (Nano shiso extract) เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และอาการระคายเคืองต่างๆ รวมถึงทำหน้าที่เป็นสาร Anti-oxidant ทรงประสิทธิภาพ (*ทดสอบด้วยวิธี Skin Replica และ Cutometry measurement กับผู้หญิงเอเชีย 17 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องวันละ 2 ครั้ง (เช้า และก่อนนอน) ทำการทดสอบโดย Spincontrol Asia Co.,Ltd. (France))

‘รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก’ (Revitalising face mask) ราคา 1,090 บาท มาส์กหน้าสูตรเข้มข้นที่รวมคุณค่าจากสารสกัดธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้สว่างใสอย่างไร้ที่ติ มอบความเปล่งประกาย (Luminosity) สู่ผิวถึง 43%* ด้วยส่วนผสมทรงประสิทธิภาพจากธรรมชาตินานาชนิด อาทิ สารสกัดจากผลองุ่น (Grape fruit extract) ปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ, สารสกัดจากรากหม่อน (Mulberry Root extract) ลดเลือนจุดด่างดำและความหมองคล้ำของผิว, สารสกัดจากอูกอน (Ougon extract) และสารสกัดจากทรีฮาโลส (Trehalose extract) ปกป้องและรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว, สารสกัดอนุภาคขนาดเล็กจากใบชิโซะ (Nano shiso extract) ลดการอักเสบและอาการระคายเคือง พร้อมคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ (* ทดสอบด้วยวิธี Sensory Evaluation (C.L.B.T) โดย Spincontrol Asia Co.,Ltd. (France) กับผู้หญิงเอเชีย จำนวน 22 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์)

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมแชร์เคล็ดลับการดูแลและฟื้นฟูผิวตามแบบฉบับของตนเอง เริ่มที่สาวยิ้มสวย จันทมน แย้มพันธุ์ เผยว่า “ช่วงนี้มนเองชอบเล่นเซิร์ฟสเก็ตมากค่ะ ถึงขั้นไปลงคอร์สเรียนเล่นเซิร์ฟสเก็ตโดยเฉพาะ แล้วเวลาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นตอนช่วงบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง แน่นอนว่าเป็นช่วงที่แดดแรงมากและร้อนมากด้วย ทำให้หลังจากเลิกเรียนแต่ละครั้งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่าผิวเราหมองคล้ำลง มีความแห้งกระด้าง ผิวดูไม่สดใสเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่เราชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ค่อยกังวลอะไรมากเพราะเรามีวิธีดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวหลังออกแดด สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือการมาส์กหน้าด้วยรีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก ถือว่าเป็นการมอบความผ่อนคลายให้กับผิวขั้นตอนแรกของการฟื้นฟูผิว นอกจากตัวมาส์กจะให้ความชุ่มชื้นและยังมอบความเย็นสบายให้ผิวหลังการออกแดดอีกด้วย หลังจากมาส์กเสร็จก็จะบำรุงผิวด้วยเฟเชียล เซรั่ม แล้วตามด้วย เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม และปิดท้ายด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น นอกจากจะเน้นเรื่องคืนความชุ่มชื้นให้ผิวแล้ว ยังช่วยเรื่องการลดเรือนริ้วรอย และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหลังจากที่เราไปเผชิญกับแสงแดดมา”

ถัดมาที่สาวแฟชั่นนิสต้า อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ เล่าว่า “ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว กิจกรรมที่ชอบทำก็คือ ว่ายน้ำ และเซิร์ฟสเก็ต ทำให้เราต้องเจอกับแสงแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ผิวเราสูญเสียความชุ่มชื้นไปได้ง่าย และแสงแดดก็ทำให้ผิวเราคล้ำขึ้น ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งอยู่แล้ว เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวหลังเผชิญกับแสงแดด อย่างการดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้ผิว การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหลังออกแดด ที่สำคัญคือต้องมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย และคืนความยืดหยุ่นให้กับผิวอย่างเฟเชียล เซรั่ม และ เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม รวมถึงการใช้มาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างเร่งด่วนด้วยรีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก นับว่าเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้และจำเป็นต้องมีไว้ใช้หลังการออกแดดค่ะ”

ปิดท้ายที่ดีไซน์เนอร์สาว ตะวันนา ธารา กล่าวว่า “เราเป็นคนชอบกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ปลูกต้นไม้ เล่นกีฬา ยิ่งช่วงนี้ก็จะชอบเล่นเซิร์ฟสเก็ตเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ได้ทำกิจกรรมก็มักจะใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทำให้ต้องเจอกับแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหมองคล้ำ สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายมาก และยิ่งเราเป็นคนผิวสองสีด้วยก็อาจจะกลับมาขาวค่อนข้างยาก แต่เราก็สามารถดูแลฟื้นฟูให้ผิวสวยสุขภาพดีในแบบเราได้ อย่างทุกครั้งก่อนที่ไปทำกิจกรรมข้างนอกก็จะทาครีมกันแดดไว้เพื่อป้องกันแสงยูวี ใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดด หลังจากเสร็จกิจกรรมกลางแจ้งก็จะให้ความสำคัญกับการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวด้วยเฟเชียล เซรั่ม เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว หรือหากวันไหนที่ไม่ค่อยมีเวลา เราก็ใช้มาส์กอย่าง รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อเป็นตัวช่วยในการดูแลผิวแบบเร่งด่วน ช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น กระจ่างใส รวมถึงลดอาการผิวไหม้จากแดดด้วยค่ะ”

ฟื้นฟูผิวสวยกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาทิ ‘ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น’ (Hydrating Emulsion), ‘เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม’ (Age inversion face cream), ‘เฟเชียล เซรั่ม’ (Facial Serum) และ ‘รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก’ (Revitalising face mask) ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์  www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ อาทิ สาขาสุขุมวิท 47, ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษร, ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม, ชั้น 1 และชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์, ชั้น 4 ไอคอน สยาม, ร้านวูว์ ถนนเจริญราษฎร์ และสาขาถนนพระปกเกล้า (ตรงข้ามวัดเจดีย์หลวง) จังหวัดเชียงใหม่, สาขาป่าตอง (หน้าโรงแรม La Flora ป่าตอง) จังหวัดภูเก็ต และ ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น จ.พระนครศรีอยุธยา

5 ท่าโยคะปรับสมดุลร่างกาย แก้ปวดเมื่อยง่ายๆ ช่วง Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653008

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 13:04 น.

5 ท่าโยคะปรับสมดุลร่างกาย แก้ปวดเมื่อยง่ายๆ ช่วง Work from Homeพักเบรคระหว่างวันกับ 5 ท่าโยคะสไตล์เจ็ทส์ ปรับสมดุลร่างกาย แก้ปวดเมื่อยง่ายๆ ช่วง Work from Home

ในช่วงนี้ที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลับมาทำให้เราต้องกักตัวอยู่บ้านกันอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง แน่นอนว่าสิ่งที่มักจะมาคู่กับการนั่งทำงานหรือเรียนออนไลน์ที่บ้านเป็นติดต่อกันระยะเวลานานคืออาการปวดเมื่อยทั่วทั้งร่างกาย ทั้งปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ซึ่งทางแก้ของอาการเหล่านี้ นอกจากจะต้องปรับเปลี่ยนท่านั่งให้ถูกต้องแล้ว ยังต้องหมั่นเสริมความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อและร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันนี้ เจ็ทส์ ฟิตเนส จึงมาแนะนำ 5 ท่าโยคะที่สามารถทำได้ง่ายๆ ระหว่างวัน ซึ่งไม่เพียงช่วยคลายอาการปวดเมื่อยและยืดกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจให้สดชื่นพร้อมต้านโรคร้ายไปด้วยกัน

ก่อนเริ่มฝึกโยคะท่าต่างๆ เราขอแนะนำให้ทุกคนลองเริ่มจากการนั่งทำสมาธิง่ายๆ กำหนดลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้สงบนิ่ง พร้อมโฟกัสกับการฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ใครที่เตรียมเสื่อโยคะไว้พร้อมแล้วยังสามารถลองฝึกแต่ละท่าอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับเทรนเนอร์ของเจ็ทส์ ที่จะมาสาธิตการฝึกท่าอย่างละเอียดตั้งแต่ระดับง่าย กลาง ไปจนถึงระดับยากทีละขั้นตอน โดยสามารถรับชมวีดีโอได้ทางช่อง YouTube ของเจ็ทส์ ประเทศไทย

ท่า Cobra Pose

ท่า Cobra Pose เป็นท่าที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลายส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหลังส่วนล่าง ช่วยคลายความปวดเมื่อยและสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อตามแนวกระดูกสันหลัง กระชับสะโพก กระตุ้นการทำงานของปอดและอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยเริ่มจากท่า Downward-Facing Dog จากนั้นเลื่อนลำตัวไปด้านหน้าและวางลำตัวราบลงไปกับพื้น วางฝ่ามือทั้งสองข้างในแนวระนาบเดียวกับไหล่ ดึงหัวไหล่ไปด้านหลัง ดันลำตัวส่วนบนตั้งแต่ศีรษะจนถึงเอวขึ้นช้า ๆ ขณะที่ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่สะโพกจนถึงหลังเท้ายังคงกดแนบกับพื้น ค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที

ท่า Seated Spinal Twist Pose 

ท่านั่งบิดตัวมากประโยชน์ Seated Spinal Twist Pose ช่วยบริหารกระดูกสันหลัง ยืดกล้ามเนื้อไหล่ สะโพกและต้นขา อีกทั้งยังส่งประโยชน์ถึงอวัยวะภายในช่องท้อง โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย สำหรับท่านี้จะเริ่มจากท่านั่งหลังตรง จากนั้นนำขาขวาลอดขาซ้าย งอเข่าให้ปลายเท้าขวาชิดสะโพกด้านซ้าย ตั้งเข่าซ้ายใกล้ลำตัวและนำเท้าซ้ายวางไขว้คร่อมเข่าขวา กดสะโพกทั้งสองข้างให้แนบไปกับพื้น แล้วจึงวางมือซ้ายบนพื้นด้านหลัง ใช้ศอกขวาขัดกับเข่าซ้าย ยืดหลังตรง ลำตัวและสายตาหันมองตามหัวไหล่ไปด้านหลัง ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที และสลับข้าง

ท่า Lizard Pose

ท่า Lizard Pose ช่วยยืดกล้ามเนื้อและเสริมความแข็งแกร่งให้กับสะโพกและต้นขา เน้นการเปิดสะโพกเพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่าง อีกทั้งยังเป็นท่าโยคะที่เตรียมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของร่างกายสำหรับการฝึกโยคะท่าอื่นๆ ในระดับสูงยิ่งขึ้น เริ่มต้นจากท่า Downward-Facing Dog จากนั้นก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า วางเท้าไว้ด้านนอกของฝ่ามือ เหยียดขาซ้ายตรงไปด้านหลัง วางเข่าและปลายเท้าซ้ายลงบนพื้น สำหรับคนที่มีความยืดหยุ่นมาก สามารถวางแขนและศอกลงบนพื้นเพื่อยืดกล้ามเนื้อให้ลึกยิ่งขึ้น ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที กลับไปที่ท่า Downward-Facing Dog จากนั้นจึงสลับข้าง

ท่า Triangle Pose 

Triangle Pose เป็นอีกหนึ่งท่าพื้นฐานที่สร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในการยืดเส้นสายประจำวันหรือการฝึกโยคะท่าอื่น ๆ ช่วยบรรเทาการปวดเมื่อยและยืดกล้ามเนื้อท่อนล่าง บริเวณหลัง สะโพก และขา และยังช่วยกระชับสะโพกให้เฟิร์มยิ่งขึ้น จากท่ายืนตรง แยกเท้าทั้งสองข้างให้กว้างกว่าสะโพก เปิดปลายเท้าขวาออก ดันสะโพกไปด้านหลัง ยืดลำตัวไปด้านหน้าพร้อมเหยียดแขนขวา วางมือขวาลงบนหน้าแข้ง ข้อเท้า หรือบนพื้น แขนซ้ายเหยียดขึ้นด้านบน หันหน้ามองขึ้นด้านบนตามปลายนิ้วมือซ้าย ค้างท่าไว้ประมาณ 15-30 วินาที และสลับข้าง

ท่า Rabbit Pose 

อีกหนึ่งท่าโยคะที่ช่วยยืดกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วบริเวณแผ่นหลัง ไปจนถึงไหล่และต้นคอ นับเป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานได้อย่างดี เริ่มจากท่า Child’s Pose จากนั้นดันสะโพกไปด้านหลัง มือทั้งสองข้างจับส้นเท้า เก็บปลายคางเข้าหาหน้าอก วางกึ่งกลางศีรษะลงบนพื้น ยกสะโพกขึ้นและค่อยๆ โน้มตัวไปด้านหน้า ค้างท่าไว้ประมาณ 15-30 วินาที

หลังจากได้ลองฝึกแต่ละท่าแล้ว อย่าลืมว่าหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นอกจากนี้ ในช่วงนี้ แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน ก็ยังควรหมั่นออกกำลังกายที่บ้านเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน สร้างความแข็งแกร่งทั้งกายและใจให้พร้อม work from home ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเจ็ทส์มีคลาสออกกำลังกายออนไลน์ Jetts Workout at Home

ให้เลือกฟิตกันแบบฟรีๆ ถึงบ้านทุกวัน ด้วยการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบให้เลือกฟิตกันตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น คลาสเต้นสุดมันส์อย่าง SH’BAM หรือ Street Jazz คลาสระเบิดพลังเพิ่มความแกร่ง J Series คลาสยอดนิยมที่ผสานการออกกำลังกายหลายรูปแบบเพื่อสร้างความแข็งแรงอย่างสนุกสนานอย่าง LesMills BODYCOMBAT, BODYBALANCE, BODYPUMP ไปจนถึง PT at Home ที่นำโดยเทรนเนอร์ระดับมืออาชีพจากเจ็ทส์ สามารถติดตามคลาสสนุกสุดฟิตทุกวันได้ที่ https://www.facebook.com/JettsThailand

Onitsuka Tiger x ดอยตุง สนีกเกอร์สะท้อนเอกลักษณ์ไทย–ญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/652926

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 09:20 น.

Onitsuka Tiger x ดอยตุง สนีกเกอร์สะท้อนเอกลักษณ์ไทย–ญี่ปุ่นOnitsuka Tiger เปิดตัวรองเท้ารุ่นคอลลาบอเรชั่นกับดอยตุง โปรเจ็กต์แห่งความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่น ยังคงนำเสนอคอลเลคชั่นร่วมสมัยที่ผสมผสานแฟชั่นกับกีฬา และมรดกของแบรนด์เข้ากับนวัตกรรม Onitsuka Tiger มีความภูมิใจที่จะประกาศการร่วมมือกับ โครงการพัฒนาดอยตุง โครงการหลักของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงใน พระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในราชอาณาจักรไทย โดยได้ร่วมกันจัดทำรองเท้าจากความคิดริเริ่มที่อยู่เหนือพรมแดน ความร่วมมือครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้ง Onitsuka Tiger และโครงการพัฒนาดอยตุงที่มีต่อการเคลื่อนไหวเพื่อความยั่งยืนระดับโลกที่กำลังเติบโต และสัญญาว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งโลกและมนุษย์

โดยสิ่งทอที่นำมาใช้ผลิตรองเท้าทั้งสามรุ่น อย่าง MEXICO 66™, MEXICO 66™ PARATY และ SERRANO™ เป็นลวดลายที่คัดสรรมาอย่างดีจากผ้าแบบดั้งเดิมหลายประเภทที่ผลิตในท้องถิ่น แกนหลักของรองเท้ารุ่นนี้คือผ้าทอมือที่ใช้เวลาในการผลิตหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่การปั่นด้ายไปจนถึงรูปแบบของลวดลาย เมื่อเทียบกับผ้าทอด้วยเครื่องจักรแล้ว วัสดุที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะนุ่มกว่าและงานดีไซน์ที่สำเร็จแล้วจะมีความละเอียดอ่อนกว่า สีแดงและสีน้ำเงินที่นำมาใช้นั้นมาจากสีของ Onitsuka Tiger Stripes ผ้าทอหลักของรุ่น MEXICO 66™ ที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศไทย ถูกทออย่างพิถีพิถันที่ดอยตุง โดยใช้ด้าย PET รีไซเคิล 100% จากขวดพลาสติก โดยรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศไทยนั้น รุ่นหนึ่งจะเป็นผ้าสีดำพร้อมปักโลโก้ Onitsuka Tiger ส่วนอีกรุ่นหนึ่งจะเป็นลายเสือ ผ้าลายเสือที่สลับซับซ้อนให้ความรู้สึกเก๋และทันสมัย นอกจากนี้สีแดงและสีเหลืองบนพื้นรองเท้านั้นมาจากสีหลักของดอยตุงและ Onitsuka Tiger ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผสมผสานระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมของช่างฝีมือในประเทศไทยกับรองเท้ารุ่นไอคอนิกของเรา ทำให้เต็มไปด้วยคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งของไทยและของ Onitsuka Tiger

เป้าหมายของโปรเจ็ก์นี้คือการเสาะหาผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์เหนือกาลเวลา มีโครงสร้างที่ทนทานและสวมใส่ได้สบาย และได้รับการชื่นชมจากผู้คนที่หลากหลายทั่วโลก รองเท้าทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและวัสดุที่ยั่งยืน คอลลาบอเรชั่นนี้นอกจากจะเป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือของคนไทยกับรองเท้าไอคอนิกของ Onitsuka Tiger แล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือสังคมและการจ้างงานที่มีความหมายสำหรับชาวดอยตุง รองเท้ารุ่นที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย – ญี่ปุ่น ในขณะที่หัวใจของมันมุ่งเน้นไปที่เรื่องของความยั่งยืน รองเท้าสนีกเกอร์เหล่านี้และเรื่องราวที่มาของมันจะเป็นนิยามใหม่ของคำว่า “เท่” ในแฟชั่นยุคปัจจุบัน

รองเท้าทุกรุ่นจะมีวางจำหน่ายที่ร้าน Onitsuka Tiger Global Flagship Store สยามสแควร์วัน, ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ สาขาถนนพระราม 4, ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ สาขาโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย และบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2021 เป็นต้นไป เว็บไซต์: https://www.onitsukatiger.com/th/th-th/p/doitung สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.doitung.com/ หรือ https://www.instagram.com/doitung.official/

แนวคิดเชิงระบบ ศาสตร์แห่งความสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653001

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 08:50 น.

แนวคิดเชิงระบบ ศาสตร์แห่งความสำเร็จโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

แนวคิดเชิงระบบคืออะไร

มันคือภาวะองค์รวมที่ผุดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ภาวะใหม่นี้สามารถแสดงคุณสมบัติที่แตกต่างจากองค์ประกอบเดิมได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

เพื่อสร้างความเข้าใจแนวคิดดังกล่าวและนำไปสู่การแก้ปัญหา เราลองพิจารณาธรรมชาติของสิ่งใกล้ตัวต่อไปนี้

1. กาแฟร้อน มันคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบคือ ผงกาแฟ ครีม น้ำตาล และน้ำร้อน ส้มตำไทยก็เช่นกัน มันคือระบบที่เกิดจากการตำหรือคลุกเข้าด้วยกันของมะละกอ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ กระเทียม พริก น้ำตาล มะนาว น้ำปลา ถั่วลิสง กุ้งแห้ง และอื่นๆ

ทำนองเดียวกับน้ำ เกลือแกง โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา รถยนต์ และไม่ว่าอะไรก็ตาม ต่างก็มีธรรมชาติเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้น เพราะต่างก็คือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ จึงผุดขึ้นเป็นสิ่งนั้นๆ แล้วเราก็บริโภคคุณสมบัติดังกล่าวที่ผุดขึ้น แล้วตีออกมาเป็นราคาตามคุณค่าของมัน

ดังนั้น ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาก็ทำนองเดียวกัน คือ เราต้องคิดวิเคราะห์เพื่อหาประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง แล้วคิดสังเคราะห์เพื่อเอาองค์ประกอบเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างเป็นทางออก เอาไปใช้แก้ปัญหา

2. กาแฟร้อนมีหลายชื่อ หลายชนิด และราคาก็ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความหอมและรสชาติความกลมกล่อมที่ต่างกัน คุณสมบัติดังกล่าวก็ขึ้นกับความแตกต่างขององค์ประกอบ เช่น เอสเพรสโซ่ มีแต่ผงกาแฟและน้ำร้อน คาปูชิโน่และลาเต้ก็เกิดจากการเอาเอสเพรสโซ่ มาเติมด้วยนมสดและฟองนมเข้าไป (ในสัดส่วนที่ต่างกัน) มอคค่า ก็เอาเอสเพรสโซ่มาเติมด้วยนมสด ฟองนม และช็อคโกแลต กาแฟร้อนทั้งสี่ชนิดนี้ต่างก็คือระบบ แต่มีชื่อเรียกต่างกัน เพราะองค์ประกอบต่างกัน รสชาติ ความหอมก็ต่างกัน ราคาก็ต่างกันด้วย นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมกาแฟร้อนทีชื่อเรียกต่างกัน รสชาติต่างกัน ราคาก็ต่างกัน ส้มตำมีหลายชนิด หลายรสชาติ โทรศัพท์มีหลายยี่ห้อ ความสามารถก็ต่างกัน ราคาก็แตกต่าง ทำนองเดียวกัน สินค้าใดๆ จึงมีหลายยี่ห้อ และถึงแม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่มีคุณสมบัติและความสามารถที่ต่างกัน ราคาก็ต่างกันด้วยทั้งนี้เพราะว่า มันล้วนต่างกันที่องค์ประกอบ

ดังนั้น ในการแก้ปัญหาใดๆ เราต้องก้าวข้ามมุมมองที่ยึดติดอยู่กับคำตอบเดียวที่ดีที่สุด แต่เราต้องสร้างทางเลือกที่หลากหลายที่ดีที่สุด และทางเลือกอย่างสรางสรรค์นั้นต้องมาจากองค์ประกอบที่แตกต่าง

3. กาแฟที่มีอยู่อย่างหลากหลายชนิดนั้น นอกจากมาจากองค์ประกอบที่ต่างกันแล้ว มันยังกระบวนการ หรือลำดับการเติมองค์ประกอบหรือการชงที่ต่างกันด้วย เพราะลำดับการเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ ที่ผสมกันนั้น มันมีขั้นตอนที่ต่างกัน จึงออกมาเป็นกาแฟชื่อเรียกต่างกัน รสชาติและความหอมก็ต่างกันและนี่คือเหตุผลว่าทำไม ราคามันจึงต่างกันด้วย ทำนองเดียวกับการเกิดขึ้นของความหลากหลายของสรรพสิ่ง ไม่ว่าอะไรก็ตาม ก็เกิดจากการเชื่อมโยงที่แตกต่างอย่างหลากหลาย

ดังนั้น ในการแก้ปัญหาใดๆ อย่างมีประสิทธิผล การหาทางออกของปัญหาอย่างสร้างสรรค์ นอกจากองค์ประกอบที่แตกต่างแล้ว ยังต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ แนวคิดเชิงระบบ อันเป็นศาสตร์แห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน เพราะสถานการณ์ของปัญหาใดๆ มันก็มีธรรมชาติของความเป็นระบบเช่นกัน เพราะต่างก็เกิดจากประเด็นต่างๆ มาเชื่อมโยงกัน จนกลายเป็นปัญหาให้เราต้องแก้ไข และที่สำคัญปัญหาล้นเป็นปัญหาเชิงซ้อนที่เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ดังนั้น ในการแก้ปัญหา เราจึงต้องยกระดับความรู้ ปัญญา และกระบวนการเรียนรู้ โดยการแตกปัญหานั้นๆ ออกเป็นประเด็นย่อยๆ แล้วหาความสัมพันธ์ของมันว่าก่อให้เกิดเป็นปัญหาได้อย่างไร และด้วยการคิดวิเคราะห์เพื่อพิจารณาถึงความแตกต่างขององค์ประกอบ และการคิดสังเคราะห์เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลาย จะนำมาซึ่งทางออกของการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

แนวคิดเชิงระบบจึงเป็นศาสตร์แห่งความสำเร็จ

3 เคล็ดลับปรับการกิน Work from Home อย่างไรให้เฮลตี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/652923

วันที่ 16 พ.ค. 2564 เวลา 08:08 น.

3 เคล็ดลับปรับการกิน Work from Home อย่างไรให้เฮลตี้How to ปรับการกิน Work from Home อย่างไรให้เฮลตี้ กับบริการเดลิเวอรี่ “Taste of Siam x Robinhood” อิ่มอร่อยกับรสชาติแห่งสยามส่งตรงถึงบ้าน

เมื่อการ Work From Home วนเวียนกลับมาอีกครั้ง วันสยาม โกลบอลเดสติเนชั่นที่ผสานศักยภาพ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เลยอยากชวนมาตั้งเป้าการทำงานจากบ้านหนนี้ ให้เฮลตี้กว่าที่เคย กับ 3 เคล็ดลับดีๆปรับวิถีการกินช่วง Work From Home ให้ทำงานที่บ้านแบบไม่มีทางพลาด ของอร่อย แถมไม่ละเลยเรื่องสุขภาพ ให้ร่างกาย สมอง และจิตใจพร้อมเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ สำหรับเหล่าคนทำงานสุด Productive ตารางแน่นทั้งวัน หรือใครที่ทำงานไปก็แว่บคิดถึงเมนูเด็ดจากร้านโปรด วันสยามมีตัวช่วยดีๆอย่างบริการ “Taste of Siam x Robinhood” อิ่มอร่อยกับรสชาติ แห่งสยามส่งตรงถึงบ้าน ผ่านแพลตฟอร์มโรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย ที่คัดสรรกว่า 1,000 เมนูอร่อย จากสุดยอดร้านอาหารยอดนิยมจากทั้ง 3 ศูนย์การค้าพร้อมเสิร์ฟถึงบ้านแล้ววันนี้

กินอย่างสมดุล

พยายามให้อาหารในแต่ละมื้อมีทั้งโปรตีน, ไฟเบอร์จากธัญพืช, ไขมันดี และที่ขาดไม่ได้คือวิตามินแร่ธาตุจากผัก และผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น, มีพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการ จึงไม่รู้สึกหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือหิวบ่อย เป็นการเพิ่ม Productivity และยังช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น ลองกดสั่ง Norwegian Salmon Steak จาก TWG Tea สยามพารากอน แซลม่อนเสต็กชิ้นอวบเนื้อหวานที่อุดมไปด้วยโปรตีน เสิร์ฟคู่กับผักตามฤดูกาล มันบดเนื้อนุ่ม พร้อมซอสเลม่อนกระเทียมผสมกับชา เลมอน บุช ที ช่วงนี้ TWG Tea ยังมีโปรโมชั่น เดลิเวอร์รี่คุ้มพิเศษ ซื้อ 1 แถม 1 สั่งเมนูนี้รับทันที Ceasar Salad คุ้มที่ 2: ส่งฟรีเมื่อสั่งครบ 800 บาทขึ้นไป พร้อมรับของสมนาคุณสุดพิเศษ

หรือจะเป็นเมนูแซลม่อนสไตล์ฮาวายสุดคลีนอย่าง X Factor Poke Bowl เมนูยอดฮิตขายดีอันดับหนึ่งของร้าน Hunter Poke สยามเซ็นเตอร์ ที่อัดแน่นด้วยปลาดิบคุณภาพซาซิมิ ทั้งแซลม่อน, ปลาทูน่าสด และปลาไหลญี่ปุ่นย่างหอมๆ ตามด้วยไข่แซลมอนเม็ดโต ถั่วแระญี่ปุ่นเม็ดอวบใหญ่ มะม่วงสุกหวานฉ่ำ และไข่หวานหนานุ่ม พร้อมด้วยซอสสุดพิเศษ ทานคู่กับข้าวญี่ปุ่นคลุกสาหร่ายย่างถ่าน ซึ่งแซลม่อนในปริมาณ 100 กรัมประกอบไปด้วยโปรตีนกว่า 41% ของปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ทั้ง B3, B5, B6, B12, วิตามิน D, วิตามิน E และโปแตสเซียมอีกด้วย รับรองว่าอิ่มอร่อยอย่างสมดุลแน่นอน

กินอย่างมีขอบเขต

แยกมุมทำงานกับโต๊ะอาหารออกจากกันอย่างชัดเจน ควรนั่งกินอาหารที่โต๊ะให้เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อพักเบรคและเปลี่ยนอิริยาบถอีกด้วย และไม่ควรกินไปทำงานไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะยุ่งหรือประชุมยาวเหยียดขนาดไหนก็ตาม เพราะการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน จะทำให้ไม่โฟกัสกับการกิน พาลให้ไม่รับรู้ว่าอิ่มแล้ว ซึ่งจะทำให้กินมากหรือน้อยกว่าที่ควร เชื่อว่าอาหารไทยหลายๆอย่างก็ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาไว้ทานอย่างรีบเร่งหน้าคอมพิวเตอร์ เพราะจะไม่ได้อรรถรสตามต้องการ แถมยังต้องมีพื้นที่ให้กับความหลากหลายของอาหารอีก โดยเฉพาะแนวแซ่บๆ อย่าง ชิลลี่ ไทย แอพ เซ็ท ชุดอาหารเรียกน้ำย่อยจาก Chlli Thai สยามพารากอน ที่คับคั่งไปด้วยข้าวตังหน้าตั้ง หมูสะเต๊ะ ไก่ทอดชิลลี่ ลาบถุงทอง และไหนจะปอเปี๊ยะอีสานที่มีผักแนมและสารพัดน้ำจิ้มอีก

หรือจะเมนูส้มตำรสนัว และต้มแซ่บเกี๊ยวกระดูกอ่อนหรือหมูเด้ง ก็ต้องให้เวลาละเลียดความอร่อยกันอย่างเป็นจริงเป็นจังและเป็นที่เป็นทาง

กินให้เป็นเวลา

ถึงจะ Work from Home เราก็ควรจะมีตารางเวลาชีวิตเหมือนกับเวลาเราไปทำงาน กำหนดมื้ออาหารและมื้อเบรคให้เป็นเวลาจะช่วยให้เราไม่เผลอกินจุบจิบ และยังได้เบรคพักสมองอีกด้วย หลังจากผ่านการประชุมออนไลน์ยาวๆ ก็มาเติมพลังและพักสมองกับ %Arabica สยามพารากอน ร้านแฟชื่อดังจากโตเกียว ให้ได้นั่งคาเฟ่ทิพย์ จิบกาแฟหอมๆ เอ็นจอย Specialty Coffee ที่บ้านแบบฟินๆ ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลเพื่อไม่ให้ง่วงเหงาหาวนอนตอนบ่ายกันในภายหลัง ลอง Americano เข้มๆ เย็นหรือร้อนตามชอบ เลือกได้ทั้งเมล็ดแบบ Arabica Blend คั่วเข้มสูตรเฉพาะของแบรนด์ โดดเด่นที่ความเข้ม หอม ออกช็อกโกแลต หรือ Ethiopia Yirgacheffe Adado Grade 1 Natural ที่ออกแนวฟรุตตี้ และฟลอรัล ติดเปรี้ยวแบบกลมกล่อม หรือใครอยากจะปลุกวิญญาณบาริสต้าในตัว ก็ลองสั่งเมล็ดกาแฟไปลองบดและชงเองที่บ้านได้ด้วย

ส่วนใครที่เป็นสายคลีน ขอแนะนำ Smoothie Bowl ของ Mom & Sis The Smoothie Café สยามเซ็นเตอร์ ความสดชื่นจากผักและผลไม้ 100% ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาลหรือสารให้ความหวานใดๆ อร่อยและอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น Acai The Rainbow อาซาอิเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมท๊อปปิ้งผลไม้สด กราโนล่าและโกจิเบอรรี่ หรือจะเป็น Berry Blast Yogurt สมูทตี้ยอดฮิต เบอรรี่รวมปั่นกับผักโขม เพิ่มกรีกโยเกิร์ตได้ อร่อย สดชื่น พร้อมรับไฟเบอร์จากทั้งผักและผลไม้แบบเต็ม ๆ

เริ่มภารกิจเฮลตี้! สั่งเลยวันนี้ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ อิ่มครบ รับคุ้ม! ถึง 2 ต่อ เฉพาะแอปฯ โรบินฮู้ดเท่านั้น ได้แก่ คุ้มที่ 1: ใช้โค้ดส่วนลด ลดค่าอาหารทันที 100 บาท เมื่อสั่งอาหาร ครบ 500 บาทขึ้นไป เฉพาะ ร้านอาหารที่ร่วมรายการโค้ดส่วนลดเท่านั้น คุ้มที่ 2: รับฟรี Siam Gift Card มูลค่า 100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำในทั้ง 4 ศูนย์การค้า รวมมูลค่ากว่า 1,000 บาท เมื่อสั่งอาหารครบ 400 บาทขึ้นไปจากร้านค้าที่ร่วมรายการผ่านแอปฯ โรบินฮู้ด ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน นี้ สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด สามารถชมรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่แอปฯ โรบินฮู้ด หรือ ติดตามที่เฟซบุ๊คและเว็บไซต์ OneSiam แถมกระซิบว่า ทุกมื้ออาหารที่สั่งผ่านโรบินฮู้ด ยังเป็นการรวมพลังสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร ช่วยหล่อเลี้ยงรายได้และสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้คนอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหาร รวมถึงเหล่าไรเดอร์นับหมื่น ให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้อีกด้วย

#TasteofSiamxRobinhood #OneSiam #Robinhood

Matter Makers คอลเลคชั่นสุดพิเศษ ‘Moonlight Campfire’ แรงบันดาลใจจากการตั้งแคมป์กลางป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/652757

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

Matter Makers คอลเลคชั่นสุดพิเศษ ‘Moonlight Campfire’ แรงบันดาลใจจากการตั้งแคมป์กลางป่าMatter Makers (แมตเทอร์ เมกเกอร์ส) เปิดตัวคอลเลคชั่น Moonlight Campfire นำบรรดาแฟชั่นนิสต้าออกเดินทางสู่การตั้งแคมป์กลางป่า

เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่เอาใจคนชอบเที่ยว ‘Moonlight Campfire’ จาก Matter Makers (แมตเทอร์ เมกเกอร์ส) นำบรรดาแฟชั่นนิสต้าออกเดินทางสู่การตั้งแคมป์กลางป่า ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องหลงใหลและสนุกสนานไปกับบรรยากาศท่ามกลางป่าเขาผ่านสิ่งที่พบเจอทั้งในยาม รุ่งอรุณและรัตติกาล รังสรรค์ออกมาเป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าของหญิงสาวสุดแสนพิเศษตามแบบฉบับของสาว Matter Makers

ยามรุ่งอรุณเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านลวดลายสัตว์ป่าโดยการนำลาย ‘animal print’ อย่างลายเสือมาเป็นลูกเล่นอันโดดเด่น ซึ่งได้รับการผสมผสานกับการตัดต่อผ้าลายทางผนวกกับการใช้สีสันที่สนุกสนานสดใสของโทนสีพาสเทลมาร้อยเรียงเรื่องราวให้เหมือนแสงพระอาทิตย์ในรุ่งเช้าได้อย่างลงตัว

ยามรัตติกาลนำเอาภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับมาเล่าขานเรื่องราวผ่านลวดลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุอย่างผ้าทอลายดาวผสมดิ้นเงิน หรือการใช้เทคนิคพิมพ์กลิตเตอร์ที่แทรกอยู่ในคอลเลคชั่น อีกทั้งยังประดิดประดอยด้วยรายละเอียดสวยโดดเด่นด้วยการเดรป และการเล่นชั้นระบายบนเสื้อผ้าเพื่อให้ คอลเลคชั่นมีกลิ่นอายของความเฟมินีน แต่ทว่ายังคงความเป็นสาว Matter Makers (แมตเทอร์ เมกเกอร์ส) อาทิ เสื้อยืดซิกเนเจอร์ (Signature T-Shirt) สกรีนคำว่า Matter ที่ได้รับการรังสรรค์รูปทรงให้ดูเท่และปราดเปรียวแต่เพิ่มลูกเล่นให้ดูอ่อนหวานด้วยการประดับลูกไม้ให้ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร

พบกับคอลเลคชั่น ‘Moonlight Campfire’ ที่ร้าน Matter Makers เกษรวิลเลจ ชั้น 2 โทร. 02-656-1388, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 1 โทร 02-041-6388, ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม โซนไทยดีไซน์เนอร์ และ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 หรือ ทางออนไลน์ ผ่านทาง Line: @mattermakers และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Instagram @mattermakers Facebook https://www.facebook.com/mattermakers

#MoonlightCampfire

#TeamMatterMakers

‘ตุ๊ก ชนกวนัน’ แชร์ประสบการณ์ ‘มนุษย์แม่’ รับมือการเลี้ยงลูกช่วงกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/652709

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 11:01 น.

'ตุ๊ก ชนกวนัน' แชร์ประสบการณ์ 'มนุษย์แม่' รับมือการเลี้ยงลูกช่วงกักตัวแม่ตุ๊ก-ชนกวนัน รักชีพ ส่งกำลังใจให้มนุษย์แม่ แชร์ประสบการณ์รับมือการเลี้ยงลูกช่วงกักตัวอยู่บ้านต้านโควิด-19

ในสถานการณ์ที่คนไทยต้องกักตัวอยู่บ้าน ป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 เชื่อว่า ‘มนุษย์แม่’ หลายคนต้องรับบทหนักกันแบบเต็มกำลัง งานนี้คุณแม่สุดสตรอง ผู้หญิงหัวใจแกร่ง ‘ตุ๊ก-ชนกวนัน รักชีพ’ ที่รับบทคุณแม่ลูก 2 แบบฟูลไทม์ ทั้งยังมีงานวงการบันเทิง ธุรกิจทั้งแบรนด์เสื้อผ้าและคอสเมติกต้องดูแล จึงมาแชร์ประสบการณ์ แบ่งปันวิธีรับมือดูแลสุขภาพกายใจในช่วงเวลาวุ่น ๆ แบบนี้ โดย ‘สาวตุ๊ก’ เล่าว่า

“ช่วงสถานการณ์ที่มีโรคระบาดแบบนี้ ยอมรับนะว่ามีช่วงที่จิตตกบ้าง เพราะการติดมันง่ายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเราก็บอกตัวเองว่าต้องเสพสื่ออย่างมีสติ เพราะถ้าเราจมอยู่กับข่าวมาก ๆ ก็ต้องนอยด์อยู่แล้ว ตุ๊กใช้วิธีการกลับมาเริ่มต้นที่ตัวเรา คือการดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด ให้ตัวเราแข็งแรง ทานอาหารให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้คือการสร้างภูมิต้านทานหมดเลย และก็อย่าไปทำอะไรที่เป็นการเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เราที่เป็นเสาหลักต้องดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด อย่าให้ตัวเองล้มเด็ดขาดเพราะมีอีกหลายชีวิตที่เราต้องดูแล ทั้งลูก ๆ และลูกน้องค่ะ

สำหรับในส่วนของลูก ๆ ตุ๊กจะกำชับเรื่องความสะอาด เน้นย้ำเรื่องการล้างมือ การหยิบจับอะไรเข้าปากก็ต้องระวัง รวมถึงถ้ามีความจำเป็นต้องออกไปนอกบ้านก็จะกำชับเรื่องการสัมผัสพวกพื้นที่สาธารณะ ส่วนช่วงเวลาที่เรากักตัวอยู่บ้าน เด็ก ๆ ไม่มีเบื่อเลยค่ะเพราะกิจกรรมเราแน่นมาก โชคดีที่บ้านเรามีบริเวณ เด็ก ๆ เลยมีพื้นที่ให้ออกไปวิ่งเล่นได้ แต่ก็จะมีกำหนดเวลานะคะ แบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาอ่านหนังสือด้วย เพราะหนังสือคือช่วยเปิดโลกได้มากๆ เป็นเหมือนประตูทวิภพที่จะพาเราไปสู่ความรู้เลยนะ ซึ่งโชคดีที่น้องแพรว น้องภูมิ เป็นหนอนหนังสือกันอยู่แล้ว เค้าชอบอ่านกันแบบที่เราไม่ได้ยัดเยียดเลยค่ะ

ตุ๊กว่าการอ่านหนังสือคือการหายใจเข้า เราได้มีสมาธิกับมัน ส่วนการที่พวกเขาได้ออกไปวิ่งเล่นคือการหายใจออก ก็เหมือนเป็นการบาลานซ์นะคะ ส่วนตุ๊กนี่จริง ๆ แล้วคือตัวติดหนังสือเลยนะ ช่วงโควิดมันจะมีช่วงที่เรานอยด์ ๆ ตุ๊กก็จะมีหนังสือที่เป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยสร้างพลังบวกในใจ แทนที่เราจะปล่อยเวลาไปให้ว่างเปล่า หรือเอาเวลาไปเสพสื่อในทางลบ เราก็เปลี่ยนมาใช้เวลากับสิ่งที่มันจะสร้างกำลังใจดี ๆ ให้เราดีกว่า ตอนนี้ตุ๊กชอบหนังสือที่ชื่อว่า ‘คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจ’ นะคะ เป็นหนังสือในโครงการภูมิคุ้มใจ ของ สสส. ร่วมกับธนาคารจิตอาสาและความสุขประเทศไทย เล่มนี้ก็คือตรงตัวเลย อ่านแล้วสร้างภูมิในใจได้จริง ๆ เป็นการแนะนำวิธีการดูแลใจให้ไม่เครียดในช่วงโควิด อ่านแล้วช่วยปรับทัศนคติเราไปด้วยเหมือนกันนะ แล้วคืออ่านง่าย เข้าใจง่ายด้วย ตุ๊กว่าเหมาะกับสถานการณ์ช่วงนี้มาก ๆ ชวนเข้าไปดาวน์โหลดอ่านออนไลน์ได้ฟรีกันนะคะ ที่เว็บไซต์ความสุขประเทศไทย HappinessisThailand.com มีทั้งหมด 4 เล่มค่ะ คือ ภูมิคุ้มใจฉบับมหาชน, ภูมิคุ้มใจฉบับครอบครัวที่ต้องห่างกัน, ภูมิคุ้มใจฉบับคู่รักที่ต้องอยู่ด้วยกัน และภูมิคุ้มใจฉบับครอบครัวและเด็กค่ะ อยากให้ลองดาวน์โหลดมาอ่านกันนะคะ สร้างพลังบวกให้เราในภาวะแบบนี้ได้จริงๆ ค่ะ”