มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ เปิดตัว 4 ช่องทางออนไลน์ บริการคำปรึกษาฟรี รู้ครบทุกเรื่องราวเกี่ยวกับนมแม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/454909

มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ เปิดตัว 4 ช่องทางออนไลน์ บริการคำปรึกษาฟรี  รู้ครบทุกเรื่องราวเกี่ยวกับนมแม่

มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ เปิดตัว 4 ช่องทางออนไลน์ บริการคำปรึกษาฟรี  รู้ครบทุกเรื่องราวเกี่ยวกับนมแม่

12 มกราคม 2564 – 13:42 น.

มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯเปิดตัว4ช่องทางสื่อสารออนไลน์ รู้ ครบ จบ ทุกเรื่องเกี่ยวกับนมแม่ในรูปแบบเว็บไซต์ แอพพลิเคชันเฟซบุ๊กส่งข้อมูลทันสมัยรู้ใจครบทุกมุมมองที่แม่ต้องการผ่านการตรวจสอบจากนักวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุข-บริการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ฟรี

มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย  (Thai Breastfeeding Center Foundation) เปิดตัว 4 ช่องทางสื่อสารออนไลน์  รู้ ครบ จบ ทุกเรื่อง เกี่ยวกับนมแม่  ในรูปแบบ เว็บไซต์ (www.Thaibf.com) แอพพลิเคชัน Thai BF และ เฟสบุ๊ค เพจ (FB:มูลนิธิศูนย์นมแม่ , FB:นมแม่) ส่งข้อมูลทันสมัย รู้ใจ ครบทุกมุมมอง ที่แม่ต้องการ ผ่านการตรวจสอบจากนักวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุข  และบริการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ในทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าการให้นมแม่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อพัฒนาการของเด็กและสุขภาพองค์รวมของแม่และเด็ก ตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 6 เดือน ต่อเนื่องไปถึง 2 ปี   ถึงกระนั้นประเทศไทยยังมีอัตราส่วนการเลี้ยงเด็กแรกเกิดด้วยนมแม่อย่างเดียวตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังคลอดน้อยมาก เพียง 1 ใน 4 หรือ แค่ 23 % เท่านั้น ตามรายงานผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับองค์การเด็กแห่งสหประชาชาติ  ประกอบกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมในวิถีชีวิตยุคใหม่ รวมทั้งการต้องกลับมาทำงานนอกบ้าน หลังพ้นช่วงลาคลอด 3 เดือน การขาดความรู้ของคุณแม่มือใหม่ อาจจะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การให้นมบุตรแรกเกิด 0-2 ปี ไม่เต็มประสิทธิภาพ         

มูลนิธิศูนย์นมแม่ ยกระดับการสื่อสารและบริการประชาชน ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและการบริการความรู้ที่สะดวกรวดเร็ว จากผู้เชี่ยวชาญแบบครบ จบ ในขั้นตอนเดียว เหมาะกับวิถีชีวิตคุณแม่ยุคดิจิทัล  ด้วยหัวใจบริการประชาชนอย่างแท้จริง  โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายและไม่มีการขายสินค้าใดแอบแฝง          

โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้หลายช่องทางตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ เว็บไซต์ทางการ (official website) มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย  www.Thaibf.com บราวเซอร์เว็บรวมทุกเรื่องราว ทุกประเด็น และข้อมูลข่าวสารทางวิชาการความรู้เกี่ยวกับนมแม่บนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ        

อีกทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วยการเข้าถึงบริการข้อมูลนมแม่ได้ทุกที่ กับ แอพพลิเคชัน  Thai BF ดาวน์โหลดได้ฟรี ง่ายต่อการติดตั้งบนอุปกรณ์มือถือและแทบเล็ตทุกระบบ  เพียงพิมพ์ชื่อแอพฯ Thai BF  ในร้าน แอพพลิเคชั่น Google Play Store (สำหรับผู้ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ Android) และผ่านทางแอพสโตร์ Apple Store (สำหรับผู้ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ iOS) เพื่อเข้าถึงความรู้และข่าวสารนมแม่ครบถ้วนทันสมัยได้ง่ายขึ้น        

นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯยังมีบริการผ่านโซเชียลมีเดียอีก  2 ช่องทาง ได้แก่   เฟซบุ๊กเพจ FB: มูลนิธิศูนย์นมแม่  เพจอัพเดตกิจกรรมความเคลื่อนไหวของมูลนิธิฯ  และ เฟสบุ๊คเพจ FB: นมแม่ เพจชุมชนให้ความรู้และคำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่   โดยทางเพจเปิดให้บริการ ถาม-ตอบ ผ่านกล่องข้อความของเพจ (FB Messenger) ตลอด 24 ชั่วโมง  รับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่  ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ ตอบคำถามรู้ลึกทันใจคุณแม่ โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ อีกด้วย          

ศ.คลีนิก พญ ศิราภรณ์ สวัสดิวร เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย  เผยถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้เครื่องมือสื่อสารและบริการคำแนะนำความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับนมแม่ว่า         

“การเปิดช่องทางสื่อสารดิจิทัลทั้งหมดนี้  ทางมูลนิธิฯคาดหวังว่าจะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องทำงานเต็มเวลา หรือคุณแม่เต็มเวลา ที่ต้องการความรู้ความเข้าใจหรืออาจจะมีปัญหาที่ต้องการปรึกษาผู้รู้และมีประสบการณ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ใกล้มือและทันสถานการณ์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ที่แวดล้อมได้เข้าใจความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และมีส่วนส่งเสริมสังคมสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่แรกเกิดมากขึ้น”ศ.คลีนิก พญ ศิราภรณ์ กล่าว        

การเปิดบริการครั้งนี้  มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. ) เพิ่มช่องทางสื่อสารและบริการให้คำปรึกษาด้วยข้อมูลทันสมัย  ถูกต้อง ครบทุกมุมมองที่แม่ต้องการ   ตรงประเด็น กระชับ เข้าใจง่าย สะดวกในเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ใกล้มือ  เพียงแค่ปลายนิ้ว เพื่อขับเคลื่อนพลังนมแม่สร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนได้จากรากฐานวัยแรกเกิดต่อไป

How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642424

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกินการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด (ไม่) ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ 

สาเหตุของปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ซึ่งระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)
  • ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

เคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิว

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด หรือสัมผัสให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว จะยิ่งต้องดูแลและป้องกันตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

การบำรุง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ไม่อุดตันรูขุมขน และมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อมลภาวะ เพราะเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ เวลาที่ได้รับเชื้อโรคหรือฝุ่นเข้ามาก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ

การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642419

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:25 น.การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทุกวันนี้โลกมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน และคลุมเครือ ทั้งภาวะเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ที่กลายพันธุ์ และส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้งล็อคดาวน์เต็มรูปแบบและบางส่วน รวมทั้งความสับสนในการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการพยุงภาวะเศรษฐกิจ วัคซีนที่เป็นคำตอบก็ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 เดือน กว่าจะเริ่มฉีดและอีก 5-6 เดือนถึงจะครอบคลุมอย่างทั่วถึง อีกทั้งเทคโนโลยี เอไอ หุ่นยนต์ ก็ล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ทำอย่างไรจึงจะตามให้ทัน สังคมทุกระดับจึงสั่นคลอน ระบบเดิมก็ล่มสลาย มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารองค์กรจึงมีความเสี่ยง การปรับตัวจึงรุนแรงเพื่อรับมือผลกระทบจากโควิดและการเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอด ใครปรับไม่ทัน ต้องโดนทิ้ง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง การบริหารจัดการในรูปแบบเดิมๆ ไม่อาจก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเป้าหมายสูงสุดองค์กร นั่นคือ ความอยู่รอด แต่จะรอดได้ องค์กรต้องสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น คุณค่าดังกล่าวต้องมาจากบุคลากร การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นคำตอบสุดท้าย คำถามที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนาบุคลากรด้วยองค์ความรู้อะไรและอย่างไร องค์กรจึงจะมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว คำตอบคือองค์รวม แล้วมันมีความหมายอย่างไร

ประการแรก บุคลากรต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาเสียใหม่ จากเดิมที่เน้นเพียงเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งมันดี แต่ไม่พอ มาเป็นการพัฒนามุมมองเชิงยั่งยืนที่จะสร้างองค์กรให้มีการเติบโตอย่างสมดุลต่อเนื่อง

ประการที่สอง การพัฒนาเชิงยั่งยืนจำเป็นต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นองค์รวม โดยต้องสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง ทักษะด้านการบริหารจัดการ (Technical Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) เพราะลำพังการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้

ประการที่สาม การพัฒนาเชิงองค์รวมจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิดเพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ มิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย ด้วยการปรับออกจากกรอบความคิดเดิมๆ บุคคลจึงสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น พึ่งพาตนเองเป็นหลัก สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก และที่สำคัญ มันให้ความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

ประการที่สี่ บุคลากรต้องไม่หยุดการใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ บุคคลจึงสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ อีกทั้งการพัฒนามุมมองเชิงองค์รวม บุคคลจึงสามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงจะสามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่ห้า บุคลากรต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่นในตนเอง หนักแน่น เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน ควบคุมตนเองได้ จึงจะสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน รู้ว่าจะตอสนองอย่างไรให้เหมาะสม ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง

ประการที่หก เพราะบุคลากรหลากหลาย ต่างเจน ต่างวัย ต่างความคิด บุคลากรมีตัวตนสูง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง การทำงานร่วมกันจึงมิใช่ว่าต้องทำทุกคนให้เหมือนเรา แต่ต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ด้วยมุมมองดังกล่าว บุคคลจึงต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดที่แตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจกัน ไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน และศรัทธา นำไปสู่ทีมงานที่เข้มแข็ง

ประการที่เจ็ด การอยู่ร่วมกันเป็นองค์กร จำเป็นต้องเล่นเป็นทีม ทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำที่เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว อย่างมีเอกภาพ

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้คือศักยภาพของบุคลากรที่แท้จริง เพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญคือ ท่านจะพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถระเบิดศักยภาพบุคลากรและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641939

วันที่ 04 ม.ค. 2564 เวลา 17:50 น.ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

โลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เทคโนโลยีก้าวกระโดด การแข่งขันรุนแรง เราต่างทราบดีว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญเพื่อความอยู่รอดขององค์กร แล้วทำไม บุคลากรจึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เหมือนมีอะไรมาฉุดรั้งไว้ ทำให้ทีมงานขาดประสิทธิภาพ องค์กรไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วนั่นเป็นเพราะอะไร รากของปัญหาช่วงชีวิตคนเรามีความท้าทายต่างๆ มากมายที่ผ่านเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางอย่างก็รับมือได้อย่างดี สำเร็จดังตั้งใจ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ เรียกว่าพลาดพลั้ง เมื่อความพลาดพลั้งเกิดขึ้น ก็มักเก็บเอามาโทษตัวเอง ตำหนิตนเอง มองตนเองว่าไม่ได้เรื่อง ตรงนี้แหละคือประเด็น เพราะแยกไม่ออกระหว่างงานที่เป็นเรื่องรูปธรรมกับความรู้สึกที่สะท้อนตัวตน งานนั้นอาจไม่สำเร็จ พลาดเป้าหมาย แต่กับความรู้สึกต่อพลาดพลั้งนั้นมันคนละเรื่องกัน

ว่าไปแล้ว ความพลาดพลั้งเป็นเรื่องปกติ แต่บุคคลไปแปลความพลาดพลั้งเป็นความรู้สึกผิด เมื่อเกิดบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าตนสู้คนอื่นไม่ได้ ด้อยกว่า เกิดเป็นปมติดลบในใจ เอาเวลาส่วนใหญ่ไปมุ่งเน้นแต่ข้อผิดพลาดตนเอง จับผิดตนเอง เกิดเป็นความรู้สึกผิด ไม่เห็นคุณค่าตนเอง กลายเป็นคนอ่อนไหว เปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ สะสมมากเข้า ก็เกิดความอึดอัด ขัดแย้งภายใน กดดัน เครียด วิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมุมมองที่ไม่ถูกต้องของตนเองที่มีต่อความพลาดพลัง เอาความผิดพลาดเชิงประจักษ์นั้นกลับมาทำร้ายความเป็นตัวตนของตนเอง ภาวะถดถอยจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด”

ภาวะความรู้สึกผิดนี้เอง คือสาเหตุสำคัญที่คอยบั่นทอนและฉุดรั้ง มิให้บุคคลขับศักยภาพภายในให้ออกมาได้อย่างเต็มที่และก้าวไปข้างหน้า ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลง และที่สำคัญไประบายออกที่คนอื่น นำไปสู่ความขัดแย้งในทีม ส่งผลเป็นขาดการมีส่วนร่วมในทีม ทำให้ส่วนรวมเสียหาย องค์กรก็ไม่บรรลุเป้าหมาย แล้วบ่อยครั้ง ไปลงที่ครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีปัญหา ขาดความสุข ทุกคนพลอยได้รับผลกระทบและส่งต่อภาวะความรู้สึกผิดนั้นไปเรื่อยๆ เกิดเป็นตัวตนที่ติดลบในคนที่รักและสร้างปัญหาไปอย่างต่อเนื่อง

ทางออกของปัญหาจากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความสำเร็จมีสองระดับ คือ ความสำเร็จเชิงประจักษ์และคุณค่าความเป็นตัวตน ความสำเร็จเชิงเชิงประจักษ์เป็นเรื่องความสำเร็จที่เห็นและจับต้องได้ วัดได้ ประเมินได้ แต่คุณค่าความเป็นตัวตนเป็นความสำเร็จในระดับลึกและละเอียดกว่า มันคือความรู้สึกที่สะท้อนถึงคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง

การแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์และความรู้สึกถึงคุณค่าตนเองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป และในมุมมองของความสำเร็จเชิงประจักษ์แล้ว ไม่ว่าเราจะพยายามให้ถึงที่สุดอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ 100% ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจึงไม่มีความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดๆ อย่างเป็นที่สุด เพราะทุกอย่างวิ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 และทิ้งช่องว่างไว้ให้เราปรับปรุงเสมอ การบริหารความพลาดพลั้งจึงต้องแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์ออกจากคุณค่าความเป็นตัวตน

โดยสรุปเราต้องปรับมุมมองที่มีต่อเป้าหมาย ความคาดหวัง ความสำเร็จ และศักยภาพ เสียใหม่ ดังนี้1. ความสำเร็จเชิงประจักษ์เป็นเรื่องหนึ่ง ภาวะของการเห็นตนเองมีคุณค่านั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ว่าผลลัพธ์เชิงประจักษ์จะออกมาอย่างไร เราต้องรักษาคุณค่าและความหมายของตนเองไว้เสมอ

2. มองปัญหาเป็นความท้าทาย มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหมด บางปัญหาแก้ได้ บางปัญหาแก้ไม่ได้ เราจึงควรเอาเวลาไปรับมือกับปัญหาที่ท้าทายที่พอจะแก้ไขได้ดีกว่า

3. เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ศักยภาพไม่เท่ากัน ดังนั้น ต้องเลิกเปรียบเทียบ แต่พยายามพัฒนาและขับศักยภาพภายในตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด อย่าหยุด อย่ายอมแพ้ เพื่อพิชิตเป้าหมายอย่างพอใจและมีความสุข

4. การที่จะผ่านมันไปได้นั้น เราต้องปรับเปลี่ยนตนเอง โดยต้องกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่สบาย (Comfort Zone) เลิกยึดติดกับภาพความสำเร็จเก่าๆ นั่นคือ เราต้องสามารถนำตนเองได้ โดยการเอาชนะตนเอง มันคือการตีทะลุผ่านแนวกั้นภายในตนเอง

5. การจะตีทะลุผ่านตนเองได้ ต้องปรับมุมมองและทัศนคติที่มีต่อตนเองเสียใหม่ เห็นตนเองเชิงบวก เห็นตนเองมีค่า เข้าใจตนเอง ยอมรับและให้อภัยตนเอง

6. เพราะสรรพสิ่งไม่แน่นอน เราจึงต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่น การตั้งเป้าหมายจึงต้องมีทางเลือก เราต้องสร้างหลายๆ ทางเลือก เพราะชีวิตไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ดีที่สุด แต่มีหลายคำตอบที่ดีที่สุด

7. ทางเลือกจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและแปลกใหม่ และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ เราต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย

ร้านอาหารเครือ CRG เน้นย้ำความสะอาด ปลอดภัย มั่นใจกับ 17 มาตรการคุมเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642418

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:15 น.ร้านอาหารเครือ CRG เน้นย้ำความสะอาด ปลอดภัย มั่นใจกับ 17 มาตรการคุมเข้มCRG จัด 3 แม่บท กับ 17 มาตรการคุมเข้มรับมือโควิด-19 ระลอกใหม่ เน้นย้ำความสะอาด ปลอดภัย พร้อมใช้ระบบไร้สัมผัสด้วยดิจิทัลเมนู ปลุกความมั่นใจลูกค้า

เมื่อโควิด-19 ระลอกใหม่ทำให้ผู้บริโภคและร้านอาหารต้องปรับตัวกันอีกครั้ง ครั้งนี้บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) จัดแผน 3 แม่บท กับ 17 มาตรการคุมเข้มที่ร้านอาหารในเครือ CRG ทุกสาขาทั่วประเทศ เดินหน้าต่อเนื่องด้วยมาตรฐาน “ความสะอาด ปลอดภัย สุขอนามัย” เป็นอันดับ 1 ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ตรวจสอบเข้มถึงแหล่งมา ห่วงโซ่การผลิต รวมถึงกระบวนการจัดส่งที่ได้มาตรฐาน ขั้นตอนการปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ไปจนถึงการส่งมอบอาหารมื้ออร่อยที่สะอาด ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย พร้อมเน้นระบบไร้สัมผัส (Contactless) ด้วยดิจิทัลเมนู (Digital Menu) ปลุกความมั่นใจลูกค้า

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ ซีอาร์จี มีความห่วงใยและใส่ใจเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานทุกคน จึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด ตามขั้นตอนของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานและทุกกระบวนการผลิตอาหาร อีกทั้งเน้นย้ำสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเรื่อง “ความสะอาด ปลอดภัย สุขอนามัย” โดยมีการทำความสะอาดทุกขั้นตอน ทั้งก่อนและหลังให้บริการเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มลูกค้า รวมถึงด้านมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ลดจำนวนที่นั่งต่อสาขา เสริมสร้างแนวคิดระบบไร้สัมผัส ด้วยระบบสั่งอาหารผ่านดิจิทัลเมนู และระบบการชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless) ทั้งออนไลน์และ QR Code ให้พร้อมรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อ อีกทั้งเพื่อสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลแก่ลูกค้าทุกท่านที่มาใช้บริการ

ในด้านของคู่ค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งมอบให้กับ ซีอาร์จี จะต้องอยู่ใน Approved Vendor List แล้วเท่านั้น ซึ่งทางคู่ค้าต้องทำการแจ้งมาตรการแก้ไขและป้องกันก่อนส่งมอบสินค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบและสินค้าที่ได้รับมาปราศจากการปนเปื้อน สะอาด ปลอดภัย มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับสินค้าจากคู่ค้าที่มีโรงงานผลิตหรือจัดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงระบาดหนักซึ่งเป็นไปตามประกาศของ ศบค. 

พร้อมทั้งดำเนินการภายใต้มาตรการ 3C เป็นแกนหลัก ประกอบด้วย 17 มาตรการ ได้แก่

Cleanliness Procedure คัดกรองอย่างเข้มงวด รักษาความสะอาดทุกขั้นตอน

1. ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของพนักงาน โดยตรวจวัดก่อนเข้าปฏิบัติงานและทุก 4 ชั่วโมง

2. มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของลูกค้าก่อนเข้าใช้บริการ (เฉพาะสาขาบริการรูปแบบ Dine in และสาขา Stand Alone)

3. ขอความร่วมมือจากลูกค้าที่มาใช้บริการให้สวมหน้ากากอนามัย และสแกน QR Code ไทยชนะ ก่อนและหลังเข้าใช้บริการ

4. บริการเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือบริเวณทางเข้าร้าน

5. กำหนดให้พนักงานล้างมือทุกครั้งตามมาตรฐานการปฎิบัติงาน และสเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้ออย่างน้อยชั่วโมงละ 1 ครั้ง

6. เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวต่างๆ ทุกครั้งหลังลูกค้าใช้บริการ

7. กำหนดให้พนักงานในส่วนงานบริการลูกค้าสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือ และ Face Shield ขณะให้บริการ

8. เน้นย้ำพิเศษสำหรับพนักงานในส่วนปรุงอาหาร และผู้ที่ต้องสัมผัสอาหาร ให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าอาหารทุกเมนูที่ปรุงจากร้านมีมาตรฐานและปลอดภัย

Consideration of Social Distancing Measures เน้นย้ำมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยจัดพื้นที่ให้บริการภายในร้านให้เหมาะสมและปลอดภัย

1. จัดให้มี Table shield สำหรับพื้นที่ให้บริการแบบ Dine in และ Counter Shield สำหรับร้านในรูปแบบ Counter Service

2. จัดการพื้นที่บริเวณเคาน์เตอร์สั่งอาหาร โดยเว้นระยะไม่ต่ำกว่า 1 เมตร

3. จัดโต๊ะ-เก้าอี้โดยเว้นระยะห่างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร พร้อมทำสัญลักษณ์เว้นที่นั่งที่ชัดเจน

4. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหาร (Delivery Man) ที่เข้ามาที่หน้าร้าน

5. ทำสัญลักษณ์ตีเส้นเว้นระยะห่างในการสั่งอาหาร เป็นต้น

Contactless Service การให้บริการแบบไร้สัมผัส ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเตรียมอาหารไปจนถึงขั้นตอนการชำระเงิน

1. ส่งมอบอาหารด้วยถาดรองอาหารทุกครั้ง

2. จัดให้มีถาดใส่เงินทอน หรือ กำหนดพื้นที่วางเงิน หรือ ส่งมอบเงินผ่านแผ่นพับสมุดบัตรเครดิต

3. รองรับการชำระเงินแบบ Cashless Payment

4. บริการรูปแบบใหม่ๆ อาทิ Click & Collect , QR Menu เป็นต้น

CRG เตรียมความพร้อมและเข้มงวดในทุกขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรการในทุกช่องทางการบริการลูกค้า ทั้งในรูปแบบทานที่ร้าน (Dine in) สั่งกลับบ้าน (Take Home) และบริการจัดส่ง (Food Delivery) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ว่าทุกเมนูที่จัดเสิร์ฟสะอาด ปลอดภัยถูกสุขอนามัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CRG Call Center โทร. 1312 และ https://www.facebook.com/CentralRestaurantsGroup/

Playroom Cafe ความลงตัวครั้งใหม่ของคาเฟ่สุดเซ็กซี่เฉพาะกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642358

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 10:10 น.Playroom Cafe ความลงตัวครั้งใหม่ของคาเฟ่สุดเซ็กซี่เฉพาะกิจจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสปีคอีซี่บาร์หรูน้องใหม่มาแรงอย่าง Playroom จับมือกับร้านอาหารแคชชวลไฟน์ไดนิ่งสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย Stage แล้วผันตัวมาเป็นคาเฟ่สุดยูนีคในนาม “Playroom Cafe”

โพสต์ทูเดย์พาทุกคนมาพบกับความลงตัวครั้งใหม่ของคาเฟ่สุดเซ็กซี่เฉพาะกิจ ที่มาในชื่อ Playroom Café คาเฟ่สุดยูนีคจากการร่วมมือกันของ Playroom (เพลย์รูม) สปีคอีซี่บาร์หรูน้องใหม่มาแรง และ Stage (สตาช) ร้านอาหารแคชชวลไฟน์ไดนิ่งสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย โดยยังคงได้แรงบันดาลใจมาจากมิสเตอร์ เกรย์ (Mr. Grey) ในภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades of Grey เช่นเคย ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา

เจย์-สายนิสา แสงสิงแก้ว กล่าวว่า นี่คือการรวมตัวเฉพาะกิจครั้งสำคัญของ 2 ร้านต่างขั้วที่มาบรรจบกันอย่างลงตัว ซึ่งเปิดให้สายคาเฟ่ได้ลิ้มรสความอร่อยหลากเมนูจากเหล่าบาร์เทนเดอร์มากฝีมือที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นบาริสต้าไม่เป็นรองใคร ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.เป็นต้นไป โดยเป็นร้านที่ครีเอทขึ้นพิเศษเพื่อเปิดบริการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้เท่านั้น

Playroom Café โดดเด่นทั้งบรรยากาศของคาเฟ่ที่เปรียบเสมือนห้องนั่งเล่นสุดแสนเพลย์ฟูล ตกแต่งด้วยโซ่ แส้ กุญแจมือ คงความเซ็กซี่ซุกซนไม่เหมือนใคร ชวนให้หลงใหลในวังวนสุดแสนเย้ายวนนี้ตั้งแต่แรกเห็น

ทางด้านเมนูต่างๆ รังสรรค์มาอย่างดี เริ่มด้วยเมนูกาแฟดริป (160 บาท) ที่กลั่นกรองเอาความหอมกลมกล่อมของเมล็ดกาแฟออก มาได้อย่างน่าประทับใจแถมมีเอกลักษณ์ รวมถึงอีกหลากเมนูกาแฟสด (70-120 บาท)

หากใครไม่ใช่คอกาแฟ คาเฟ่แห่งนี้ก็ยังมี Iced Chocolate (120 บาท), Iced Matcha Latte (120 บาท) และ Iced Thai Milk Tea (100 บาท) ให้เลือกดื่มด่ำคลายร้อนแบบชิลๆ ได้ตลอดวัน

พลาดไม่ได้กับเมนูม็อกเทลที่นำบรรดาซิกเนเจอร์ค็อกเทลของ Playroom มารังสรรค์ใหม่เป็นดริ้งค์แนวสดชื่นแบบไร้แอลกอฮอลล์ แต่ยังคงไว้ด้วยชื่ออันสุดแสนจะเร่าร้อนตามแบบฉบับ อาทิ Porn Star, Golden Chain, Close Your Eyes, Imprison, Shackles, และ Bullwhip (180 บาท)

เติมเต็มอรรถรสให้หอมหวานยิ่งขึ้นกับสารพัดเมนู Pastry & Savoury สไตล์ฝรั่งเศสจาก Stage ที่คัดสรรขนมหวานชิ้นเล็กๆ ขึ้นชื่อประจำร้านจาก Dessert Trolley มาจัดเป็นเซ็ต Stage Signature Dessert (390 บาท) แล้วเสิร์ฟในไซส์กำลังดี พร้อมนำเสนอเมนูใหม่อย่าง Butter Croissant (90 บาท) และ Scone (350 บาท) หลากหลายรส ไม่ว่าจะเป็นแบบดั้งเดิม, ลูกเกด ไปจนถึงรสเบคอน หากยังไม่จุใจลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทานเมนู snacks ที่ช่วยให้อิ่มท้องอย่าง Truffle Hot Dog (280 บาท) หรือจะสั่งเป็น Wagyu Burger (450 บาท) สองซิกเนเจอร์เมนูเลื่องชื่อจาก Stage ที่ใครเคยได้ลิ้มลองแล้วติดใจทุกราย

Playroom Café เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 12.00-20.00 น. ตั้งอยู่ชั้น 2 ด้านบนของร้าน Stage (สตาช) เอกมัยคอมเพล็กซ์ (ระหว่างซอยเอกมัย 19 และ 21) สุขุมวิท 63 สอบถาม โทร.  080-278-7808 / Line ID: playroom.bkk Instagram: @playroom.bkk และที่  Facebook : https://www.facebook.com/Playroom.Bkk/

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642423

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:41 น.อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 นพ.ประยุทธ อังกูรไกรวิชญ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 พร้อมชี้สาเหตุและอาการ

ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ทราบว่าอาการแสดงเกิดขึ้นได้หลากหลาย ผู้ป่วยบางคนอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการหนักมากจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยอาการรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มที่เสี่ยง เช่น เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ กลุ่มความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว มาดูกันว่าคุณหรือคนในครอบครัวมีโรคประจำตัวที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้หรือไม่ 

1. ความดันโลหิตสูง เนื่องจากเชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ถึงร้อยละ 9  

2. เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทั่วไปแล้วการทำงานของหัวใจและระบบไหวเวียนเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าคนทั่วไป อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากติดเชื้อ COVID-19 จะยิ่งทำให้โรครุนแรงขึ้น เสี่ยงเกิดเยื่อบุหลอดเลือดอักเสบทั่วร่ายกายจนทำให้การไหลเวียนเลือดบกพร่อง เซลล์และเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน หัวใจทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันในหลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบรุนแรงและภาวะระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน อีกทั้งยังทำให้ควบคุมโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิมยากขึ้น เสี่ยงเกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน 

3. เบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานยังมีระดับเอนไซม์โปรตีน ACE2 receptors สูงขึ้น เมื่อรับเชื้อไวรัสเข้าไปแล้วจะทำให้ผนังหลอดเลือดบางลง เกิดภาวะปอดบวม มีน้ำคั่งในถุงลม เป็นเหตุให้การหายใจล้มเหลวได้ง่าย 

4. ไตเรื้อรัง ผู้ป่วยฟอกไตและปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป จึงเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงขึ้น ควรต้องดูแลตัวเองและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด  

5. หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ซิสติกไฟโบรซิส COVID-19 มีผลกระทบโดยตรงต่อปอด ซึ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคปอดอยู่แล้วอาจทำให้โรคกำเริบหรือมีอาการปอดบวมได้ง่ายกว่าผู้ป่วยทั่วไป  

6. ตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยปลูกถ่ายตับที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยมะเร็งตับที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้เพราะยาที่ใช้รักษา COVID-19 อาจมีผลต่อการทำงานของตับ อาจทำให้โรคที่เป็นอยู่เดิมควบคุมได้ยากขึ้นหรือรุนแรงกว่าเดิม 

7. ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง เอดส์ หรือแม้แต่คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ จึงทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงและยังอาจติดเชื้อนานกว่าผู้ป่วยทั่วไป 

8. โรคอ้วน หากติดเชื้อ COVID-19 มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงคล้ายกับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคอ้วนชนิดรุนแรงหรือมีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 – 40 ขึ้นไป การขยายตัวของปอดจะถูกจำกัด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสที่ปอดหรืออาจเกิดอาการหายใจลำบากเฉียบพลันได้ หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงและต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU อาจมีปัญหาในการใส่ท่อช่วยหายใจหรือการ X-Ray Computer ที่อาจจำกัดขนาดและน้ำหนักของผู้ป่วย  

ดังนั้น การป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ COVID-19 จึงเป็นวิธีที่ดีสุด โดยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และไม่ไปในพื้นที่เสี่ยงหรืออยู่รวมกันในที่แออัด รวมถึงรีบเข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที 

โรคกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642381

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 14:27 น.

โรคกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้

90 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่เป็นโรคหมอนรองกระดูก หรือกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้

ปราการด่านแรก “ระบบภูมิคุ้มกันโรค” สำคัญอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642356

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 09:50 น.ปราการด่านแรก "ระบบภูมิคุ้มกันโรค" สำคัญอย่างไรเช็กก่อนรู้ก่อน จับสังเกต 4 อาการโรคที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรงอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ พร้อมรู้ไลฟ์ไสตล์ไม่เหมาะสมที่อาจทำลายภูมิคุ้มกัน และวิธีเสริมสร้างเพื่อร่างกายที่แข็งแรงรับมือโรคภัยไข้เจ็บ

ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันโรค (Immune System) เป็นกลไกการทำงานของร่างกายเสมือนปราการด่านแรกในการต้านโรคภัยไข้เจ็บและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หรือเมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำลายกำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายเกิดติดเชื้อหรือได้รับเชื้อโรคโดยตรง ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตโปรตีนที่ชื่อ แอนติบอดี (Antibodies) มีฤทธิ์ในการต้านพิษ ทำให้ผู้ป่วยแม้จะเกิดอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1 ใหญ่ ๆ คือ

ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate หรือ natural immunity) เป็นการป้องกันที่ผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ กลไกทาง กายภาพ กลไกทางเคมี และกลไกทางพันธุกรรม เช่น ผิวหนัง เยื่อบุผิว กระเพาะอาหาร น้ำตา น้ำลาย ระบบขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ หากสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านไปได้ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เช่น เม็ดเลือดขาว จะเกิดกระบวนการจับกินเชื้อโรค (Phagocytosis) หรือ เคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาว Neutrophilic granulocyte (phagocyte) ทำให้เกิดอาการอักเสบ (Phagocytosis) หรือ ปวด บวม แดง ร้อน

ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive or Acquired Immunity) ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม ในกรณีการป้องกันทั้งสองชั้นไม่สามารถกีดกันเชื้อโรคได้ ร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงผ่านเม็ดเลือดขาว โดยเซลล์ B lymphocyte จะสร้าง Antibody และ T lymphocyte สร้าง T cells ที่สามารถสร้างการตอบสนองที่หลากหลายทั้งต่อเชื้อในเซลล์และนอกเซลล์ ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะสามารถจดจำเชื้อโรคได้ ทำให้การตอบสนองต่อครั้งหลังรวดเร็ว มีประสิทธิภาพดีและมีปริมาณมากกว่าการตอบสนองในครั้งแรก

บางคนแข็งแรงนานๆ จะป่วยสักครั้ง ขณะที่บางคนป่วยง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของคนมีความแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ไลฟไสตล์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำลายภูมิคุ้มกันได้ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่นน้ำตาล และรับประทานผักและผลไม้น้อยทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

จับสังเกต 4 อาการโรคที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคร้าย จากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ

อาการอักเสบรุนแรงของข้อ โดยเฉพาะข้อนิ้วมือและข้อนิ้วเท้า ข้อฝืดตึงตอนเช้านานกว่า 1 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการควบคุมภูมิคุ้มกันของร่างกาย(autoimmune disease) หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลให้ข้อถูกทําลายและเกิดความพิการ หรือระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ หนึ่งในโรคนั้นคือโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าโรคพุ่มพวง

ผิวหนังมีลักษณะแดง ตกสะเก็ดเป็นขุยสีขาว เป็นผื่นแดงนูน เกิดการอักเสบของผิว ผิวแห้งมากจนแตกและมีเลือดออก หนังศีรษะลอกเป็นขุย เล็บมือและเท้าหนาขึ้น มีรอยบุ๋ม ผิดรูปทรง ปวดข้อต่อและมีอาการบวมตามข้อต่อ และยังทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บ คัน หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนัง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) จัดเป็นโรคไม่ติดต่อ

ปวดหลังช่วงล่างและสะโพก ร่วมกับอาการหลังตึงหรือรู้สึกยึดติดในบริเวณดังกล่าว เรื้อรังนานร่วมเดือนหรือเป็นปี อาจรู้สึกปวดหรือมีอาการข้อติดบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น หลัง ก้น ข้อต่อไหล่ ข้อต่อระหว่างฐานกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน บางรายมีอาการตาอักเสบเป็นๆหายๆ อยู่บ่อยครั้ง สัญญาณเบื้องต้นของโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (AS: Ankylosing Spondylitis) เกิดจากการระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความผิดปกติในการแยกแยะเนื้อเยื่อของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอมอื่น เป็นโรคที่พบในคุณผู้ชายมากกว่าคุณผู้หญิงประมาณ 3 เท่า และเกิดในช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี โรคนี้มีอุบัติการณ์ต่ำ คนรู้จักโรคนี้ไม่มากนัก ทำให้ได้รับการรักษาล่าช้า

อาการปวดท้อง ท้องร่วง ถ่ายมีเลือดและมูกปน ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง สัญญาณโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease: IBD) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเห็นว่าอาหาร แบคทีเรียและไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายที่อยู่ภายในลําไส้เป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามจำกัดออก เกิดอาการอักเสบเรื้อรัง

จะเห็นได้ว่าโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีความหลากหลายของอาการมากกว่าที่เราคิด ไหนจะส่งผลต่อการอักเสบตามข้อต่อ ความผิดปกติที่ผิวหนัง การอักเสบของกระดูกสันหลังที่นำมาซึ่งความพิการ รวมไปถึงอาการปวดท้องเรื้อรัง โรคต่างๆ เหล่านี้น้อยคนนักจะรู้ถึงต้นตอโรคว่ามาจากระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้บ่อยครั้งมีการวินิจฉัยที่คาดเคลื่อนและได้รับการรักษาล่าช้า เพราะฉะนั้นหากถูกวินิจฉัยได้เร็วเท่าไร โอกาสในการรักษาหายเป็นปกติก็มีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ลดความทรมานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เวียนศีรษะบ้านหมุน ปัญหาสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642053

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 09:43 น.เวียนศีรษะบ้านหมุน ปัญหาสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้กรมการแพทย์เตือนอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน อาจนำไปสู่โรคภัย พร้อมแนะนำการสังเกตอาการ และการปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

กรมการแพทย์ โดยสถาบันประสาทวิทยา เผยอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หากเกิดอาการไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะบางครั้งอาการเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคอื่นๆ ได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า อาการบ้านหมุน เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความรำคาญและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะระหว่างทำงานหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอาจเกิดอันตรายได้

อาการที่พบได้บ่อย คือ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ทรงตัวลำบาก บ้านหมุนคล้ายกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน หรือรู้สึกว่าตัวเองหมุนทั้งที่ไม่มีการเคลื่อนไหว อาจมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ มีเสียงในหู เป็นต้น ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญกับผู้ป่วย เพราะถ้าได้รับการรักษาในระยะแรกจะได้ผลดี หากสงสัยว่าตนเองมีความผิดปกติ รู้สึกเวียนศีรษะ บ้านหมุนโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือมีประวัติโรคหู ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของอาการบ้านหมุนมักเกิดจากสาเหตุของหูชั้นใน ถ้ามีอาการเวียนศีรษะรุนแรงผู้ป่วยมักจะไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้หรืออาการ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ หรือมีเสียงดังใน เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน หรือหินปูนในหูหลุด คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า อาการบ้านหมุนเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน

สำหรับรายที่มีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนมากๆ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้ความดันในเลือดต่ำและอาจเกิดภาวะช็อก ทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้ เมื่อมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขณะทำกิจกรรมต่างๆ ควรหยุดนั่งพัก เพื่อป้องกันการหกล้ม กรณีที่มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนมากๆ ควรนอนพักสักครู่ จนอาการดีขึ้นหรือนั่งพัก หลับตา และรีบไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการเลวลง เช่น การหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงยคอนานๆ ความเครียด วิตกกังวล อดนอน เป็นต้น ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้