‘ปรับเปลี่ยน’ ไม่พอต้อง ‘ปฏิรูป’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634099

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 07:11 น.'ปรับเปลี่ยน' ไม่พอต้อง 'ปฏิรูป'การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน แต่มันต้องปฏิรูป

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างท้าทายความสามารถมนุษย์อยู่ตลอดเวลา องค์กรที่จะอยู่รอดต้องปรับตัว หาไม่ต้องล่มสลาย ผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 นั้นรุนแรง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างเป็นวงกว้างทั่วโลก เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักว่า แนวคิดการพัฒนาคนและองค์กรให้ยั่งยืนนั้น ต้องก้าวข้ามจากมุมมองของแค่การปรับเปลี่ยน (Change) มาเป็นการปฏิรูป (Transformation)

คำถามที่สำคัญคือ เราต้องปฏิรูปอะไร อย่างไร องค์กรจึงจะอยู่รอด และอยู่อย่างมีคุณค่า

1.การยกระดับจากการขายสินค้าหรือบริการ มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้กับผู้บริโภค

เพราะเป้าหมายขององค์กรคือความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ดังนั้น ในการดำเนินงาน องค์กรจึงต้องยกระดับจากการพัฒนาหรือปรับปรุงสินค้าและบริการ เพียงเพื่อเพิ่มยอดขายหรือเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าอย่างผิวเผิน มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง

2.การปรับมุมมองจากการพัฒนา “คน” มาเป็นการพัฒนา “มนุษย์”

เพราะองค์ประกอบสำคัญขององค์กรคือมนุษย์ มนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น การบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนจึงต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาคน มาเป็นการยกระดับ “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” เพระมันให้ความหมายที่สูงกว่า และ ณ จุดนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุก

3.การพลิกมุมมองจาก “การพัฒนาเชิงเดี่ยว” มาเป็น “การพัฒนาเชิงองค์รวม”

เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาองค์กรไม่ยั่งยืนนั้นเป็นเพราะสาเหตุหนึ่งก็คือ การพัฒนาดังกล่าวยังยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดการพัฒนาแบบแยกส่วน เราจึงต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาองค์กรเสียใหม่ ให้หลุดออกจากมุมมองที่คับแคบ เชิงเดี่ยว มาเป็น “มุมมองเชิงองค์รวม” ครอบคลุมทุกมิติชีวิต คือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

4.ต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาเพื่อ “ความมีประสิทธิภาพ” มาเป็นการพัฒนาเพื่อ “ความยั่งยืน”

เพราะชีวิตมีมิติของเวลา มันดำเนินไปอย่างสืบเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องก้าวข้ามจากเพียงเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบ มาเป็นการพัฒนาในมุมมองที่กว้างไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตอย่าง “สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน”

5.การยกระดับการเปลี่ยนแปลงจากแค่ “การปรับพฤติกรรม” มาเป็น “การพัฒนาที่ฐานรากชีวิต”

เพราะความยั่งยืนไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ “กรอบความคิด” ด้วยการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเสียใหม่เชิงบวก เห็นตนเองมีค่า สร้างความมั่นคงเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน เพื่อดึงศักยภาพภายในออกมาให้สามารถนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกได้อย่างแท้จริง อีกทั้งปรับมุมมองที่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง เพื่อดึงศักยภาพทีมงานออกมาอย่างมีพลังร่วม ให้เป็นหนึ่งเดียว

6.การปรับสมดุลของทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

สาเหตุหลักประการหนึ่งขององค์กรที่ไม่ยั่งยืนก็คือ การขาดความเข้าใจว่าองค์กรมีชีวิตที่ประกอบด้วยทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม องค์กรส่วนใหญ่จึงเน้นแต่การพัฒนาความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ แต่ละเลยการพัฒนาความสามารถด้านทักษะชีวิตที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การพัฒนาองค์กรให้มั่นคงยั่งยืนจึงต้องเป็นการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้งด้านเทคนิคและทักษะชีวิต หรือทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

7.“ผลลัพธ์สุดท้าย” ไม่สำคัญเท่า “กระบวนการเรียนรู้”

องค์กรที่เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน ต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการลอกเลียนแบบหรือเน้นแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ต้องมาจากความมุ่งมั่นต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งเกิดจากมุมมองเชิงระบบที่ว่า “ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง”

8.การรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต้องสร้าง “นวัตกรรม” ผ่าน “แนวคิดเชิงระบบ”

เพราะการแก้ปัญหาให้ได้ผลไม่สามารถจัดการได้ด้วยมุมมองเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน แต่ต้องเป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่า ความท้าทายใดๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น มันล้วนมีธรรมชาติของ “ความเป็นระบบ” ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องหาว่าอะไรคือองค์ประกอบหลักที่มีส่วนต่อปัญหาดังกล่าว แล้วปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงเสียใหม่ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้เป็นทางเลือกที่แตกต่าง ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่สูงกว่า และเราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์”

9.การรับมือปัญหาอย่างยั่งยืนต้องปรับมุมมองจาก “มุมมองเชิงเดี่ยว” มาเป็น “มุมมองเชิงซ้อน”

เพราะนอกจากการพัฒนาแนวคิดเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ปัญหาใดๆ ก็ตามล้วนเป็น “ปัญหาระบบเชิงซ้อน” มันเป็นระบบซ้อนระบบปัญหาต่างๆจึงทับซ้อนกันและถูกถักทอหลอมรวมเชื่อมโยงและส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพิจารณาเชิงระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึก

10.ที่สุดของการพัฒนาบุคลากรคือ “การพัฒนาความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก”

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรคือ การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสมเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เข้ามากระทบ เพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ บุคคลต้อง “เห็นคุณค่าตนเอง” เท่านั้น

11.การสร้างองค์กรให้เป็นเอกภาพต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของ “คุณค่ามนุษย์”

เพราะ “ภาวะผู้นำ” มิใช่ “ตำแหน่งผู้นำ” ตำแหน่งผู้นำเป็นเรื่องที่แต่งตั้งกันได้ แต่ภาวะผู้นำต้องเกิดจากการยอมรับเท่านั้น และการยอมรับจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับก่อนในรูปของการเข้าใจและยอมรับในตัวตน มันคือการก้าวข้ามของ “การมองคนให้เป็นมนุษย์” เพราะมนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย และ “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ด้วยการยอมรับจากบุคคลรอบข้างนี้เอง ภาวะผู้นำจึงเกิดขึ้น และเมื่อต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน ผู้นำจึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ นำพาองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

12.ชีวิตคือการเรียนรู้ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เพราะชีวิตเป็นกระบวนการสืบเนื่องเชื่อมโยงในทุกขณะ และทุกขณะนั้นคือการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น “ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง”

“การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต” องค์กรที่ยั่งยืนจึงต้องเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

13.เปลี่ยนใครไม่สำคัญเท่า “เปลี่ยนที่ตนเอง”

เพราะธรรมชาติไม่เคยหยุดนิ่งอ่อนไหวซับซ้อนและคลุมเครือบุคลากรจึงต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงใดๆทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจก่อนว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

…ความท้าทาย ปัญหา ไม่มีวันหมด มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากจะยั่งยืนแค่ปรับเปลี่ยนไม่พอ มันต้องปฏิรูป!!

เผมโฉมรองเท้า 7 รุ่นใหม่จากครอบครัว Birkenstock #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634066

วันที่ 27 ก.ย. 2563 เวลา 10:10 น.เผมโฉมรองเท้า 7 รุ่นใหม่จากครอบครัว BirkenstockBirkenstock เผมโฉมบรรดารองเท้า 7 รุ่นคอลเลคชั่นใหม่ ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งรองเท้าสำหรับสายผจญภัย สายท่องเที่ยว ไปจนถึงสายแฟชั่น

ไม่ว่าจะเป็นสายไหน Birkenstock (เบอร์เคนสต๊อก) พร้อมตอบโจทย์ และยังคงใส่เอกลักษณ์ของแบรนด์คือ Footbed พื้นรองเท้าด้านในที่มีรูปร่างทางกายวิภาค พร้อมองค์ประกอบรองรับพิเศษ ผ่านการออกแบบที่ได้รับการวิเคราะห์และรังสรรค์อย่างถี่ถ้วนแม้ว่าจะเป็นรายละเอียดที่เล็กที่สุด พร้อมเลียนแบบรอยเท้าตามธรรมชาติบนพื้นทรายช่วยให้เท้ารู้สึกสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แม้จะยืนอยู่อย่างชั่วโมงก็ตาม ฤดูกาลนี้ Birkenstock ส่งรองเท้า 7 รุ่นใหม่ ได้แก่ รุ่น Kyoto, Tema, Arizona Blossom White, Arizona Black White Pop, Adventure Tatacoa, Suede Arizona Suede และ EVA Barbados มาเอาใจแฟนๆ 

Kyoto

รองเท้ารุ่นพิเศษที่แฟนๆ เบอร์เคนสต๊อกต่างตั้งตารอคอยอย่างรุ่น Kyoto ที่นำรองเท้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Zurich (ซูริค) มาออกแบบให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น มาพร้อมขอเกี่ยวที่ใช้งานได้หลากหลายและสายรัดที่แนบสนิทไปกับตัวรองเท้า รวมไปถึงยังใช้หนังกลับชนิดนิ่มมาเป็นวัสดุในการทำตัวรองเท้าและพื้นรองเท้าด้านในด้วย ในส่วนของพื้นรองเท้ายังคงเป็น Footbed อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสี ได้แก่ สี Ultra-Blue และสี Sand (ราคาคู่ละ 5,290 บาท)

Arizona Blossom White

เพิ่มความสดใสให้กับสาวๆ ที่ชื่นชมรองเท้าลายพิมพ์และสไตล์เฟมินิลด้วยรุ่น Arizona Blossom White โดยการนำรองเท้ารุ่นยอดนิยมของแบรนด์อย่าง Arizona มาแต่งแต้มลายพิมพ์ดอกซากุระสีชมพูแซมใบสีเขียว (ออกแบบด้วยการร่างมือ) ลงบนพื้น Birko-Flor สีขาว เข้ากันได้ดีกับหัวเข็มขัดสายรัดสีเดียวกัน อีกทั้งบริเวณพื้นรองเท้าด้านในบุด้วยหนังกลับชนิดนิ่ม ช่วยให้การสวมใส่นุ่มสบายมากยิ่งขึ้น (ราคาคู่ละ 3,690 บาท)

Arizona Black White Pop

เอาใจสายแฟชั่นผู้รักงานดีไซน์และความสบายยามสวมใส่ ด้วยรองเท้ารุ่น Arizona Black White Pop ที่นำรุ่นยอดนิยมตลอดกาลอย่างรุ่น Arizona มาเพิ่มดีไซน์ให้ดูโดดเด่นสะดุดตาและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยลายพิมพ์โพก้าดอทพร้อมหัวเข็มขัดสายรัดสีเหลืองสดใสที่ตัดกับพื้นรองเท้าสีน้ำเงิน สามารถเรียกได้ว่าเป็นรองเท้าเบอร์เคนสต๊อกที่ทั้งใส่สบายและมีความฟั้งกี้ในคู่เดียวกัน มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ พื้นสีดำลายจุดขาว และพื้นสีขาวลายจุดดำ (ราคาคู่ละ 3,690 บาท)

Tema

น้องใหม่ล่าสุดที่จะมาทำให้การพักร้อนของคุณดูมินิมอลและเคลื่อนไหวได้คล่องตัว กับรองเท้ารุ่น Next Gen Tema ที่มาพร้อมพื้นรองเท้าด้านในที่ผลิตจากไมโครไฟเบอร์และนำมาบุลงบน footbed ไม้ค็อกที่รองพื้นด้วยไมโครไฟเบอร์อีกหนึ่งชั้น จึงการันตีได้ถึงความใส่สบาย อีกทั้งบริเวณสายคาดด้านหน้ายังสามารถปรับขนาดได้ตามรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้ด้วย มีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สี Rose, Desert Sage และ Ultra-Blue (ราคาคู่ละ 4,290 บาท)

Adventure Tatacoa

เอาใจสายแฟชั่นกันไปแล้วรุ่นนี้เราขอตอบโจทย์คนรักการท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์กันบ้าง ด้วยรองเท้ารุ่น Adventure Tatacoa ที่ออกแบบพื้นรองเท้าชั้นนอกด้วยเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ยึดเกาะเทรลได้ดีขึ้น ใช้วิธีการผลิตแบบฉีดตรงไม่ติดกาวช่วยให้การปกป้องและอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากขึ้น พื้นรองเท้าชั้นนอกยืดหยุ่นกว่าพื้นรองเท้าชั้นนอกของรุ่น Classic Birkenstock EVA อีกทั้งการม้วนตัวของรองเท้ายังเป็นแบบไดนามิก ออกแบบให้บริเวณส้นรองเท้าและสปริงช่วงปลายเท้าทนต่อการเสียดสีได้สูงขึ้น ช่วง Footbed ทำจากไมโครไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับและขจัดความชื้นได้ดีช่วยให้ฝ่าเท้าแห้ง ไม่อับชื้น ช่วงตะขอกับสายรัดรองเท้าทั้งบริเวณหน้าเท้าและส้นเท้ามีความพอเหมาะ สามารถปรับระดับได้อย่างรวดเร็ว รองเท้ารุ่นนี้การันตีได้ว่าสามารถปรับให้พอดีกับเท้าของผู้หญิงที่แคบมากได้ (ราคาคู่ละ 6,490 บาท)

Suede Arizona Suede

รองเท้ารุ่นพิเศษที่นำหนังกลับชนิดนุ่มประสานเข้ากับพื้นรองเท้าหนังกลับบน footbed อันเป็นเอกลักษณ์ของ เบอร์เคนสต๊อก ทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีพื้นรองเท้าที่นุ่มสบายมากขึ้นกว่า Arizona รุ่นปกติ มาพร้อมโทนสีหวาน 3 เฉดสี ได้แก่ สี light blue, light rose และ Ochre (ราคาคู่ละ 4,290 บาท)

EVA Barbados

Barbados รองเท้าน้องใหม่จากตระกูล EVA ที่ออกแบบมาสำหรับรับหน้าร้อนหรือไปท่องเที่ยว ริมชายทะเล รุ่นบาร์บาโดสนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ใส่สายสปอร์ตและแอคทีฟ ซึ่งกำลังมองหารูปลักษณ์ที่สวมใส่ง่ายและน้ำหนักเบา จุดเด่นอยู่ตรงสายคาดรองเท้าพิมพ์ลวดลายหกเหลี่ยมและโลโก้ Birkenstock ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้ากีฬา มีให้เลือกถึง 5 เฉดสี ได้แก่ สีขาว, ดำ, Navy, Zinnia และ Beetroot Purple (ราคาคู่ละ 1,590 บาท)

สามารถดูรองเท้ารุ่นล่าสุดได้แล้วที่เว็บไซต์ www.ikonthailand.com

5 ไฮไลท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ปรากฏการณ์ใหม่ในแคมเปญ centralwOrld fashiOn citizens #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/633605

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 14:10 น.5 ไฮไลท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ปรากฏการณ์ใหม่ในแคมเปญ centralwOrld fashiOn citizensเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างปรากฏการณ์ผู้นำแฟชั่นในแคมเปญ “centralwOrld fashiOn citizens” อัด 5 ไฮไลท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมจับมือ ELLE Thailand มอบประสบการณ์แฟชั่นหลากหลายรูปแบบ เริ่มแล้ววันนี้-4 ต.ค. 2563

ไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการไว้ในที่เดียว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “centralwOrld fashiOn citizens” ประกาศจุดยืนการเป็นผู้นำแฟชั่นอย่างแท้จริง ด้วยการเป็นเดสติเนชั่นของการอัพเดตเทรนด์แฟชั่นทุกสไตล์ผ่านกิจกรรมและคอลเลคชั่นใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ สะท้อนความเป็นตัวตนของแต่ละคนที่หลากหลายและไร้ขอบเขต จัด 5 กิจกรรมไฮไลท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมจับมือกับนิตยสารชั้นนำของไทย ELLE Thailand ดึงเหล่าเซเลบริตี้คนดังผู้อยู่เบื้องหลังวงการ และกูรูแฟชั่น และสายอาร์ตระดับแถวหน้าของเมืองไทยมากมายมาร่วมทำกิจกรรมที่สายแฟชั่นต้องไม่พลาด พร้อมฉลองเปิดตัวแคมเปญด้วยคอลเลคชั่นล่าสุดและโปรโมชั่นส่วนลดสินค้าสูงสุดถึง 50% และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก The1 อีกมากมาย เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 4 ตุลาคม 2563

พบกับ 5 กิจกรรมไฮไลท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเซ็นทรัลเวิลด์ที่คนรักแฟชั่นตัวจริงพลาดไม่ได้ เพื่อตอกย้ำจุดยืนด้านการเป็นแฟชั่นเดสติเนชั่นอย่างแท้จริง

เริ่มต้นด้วย ไฮไลท์แรก centralwOrld fashiOn citizens showcase งานนิทรรศการจัดแสดงแฟชั่นที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการแต่งตัวหลากหลายรูปแบบ โดยหยิบยกเอาตัวตนของ 3 แฟชั่นคาแรคเตอร์ Pure Indulgence, New Adventure และ Making Statement ภายใต้ความเป็น fashiOn citizens มานำเสนอผ่านคอลเลคชั่นล่าสุดจาก 35 แบรนด์ดังในศูนย์ โดยเริ่มจัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2563 ณ โซน centralcOurt ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมมากมาย อาทิ Marc Jacobs, Calvin Klein Jeans, Tommy Hilfiger, Kate Spade, Michale Kors, Karl Lagerfeld, Topshop, Bershka, Pull & Bear, American Eagle, Marimekko, Soda, Disaya, The Adjective, Atmos, Carnival, Pavement, OVV, Fred Perry, Lacoste, Uniqlo, La Boutique Guess, Takeo Kikuchi, The North Face, Footwork Noir, Royal Ivy Ragetta, Jaspal, Levi’s, CPS Chaps, Lyn Around, CC double O, MLB, Vans, และ Champion เป็นต้น

ไฮไลท์ที่ 2 ELLE x centralwOrld fashiOn talk ร่วมฟังคอนเทนต์ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจและการแชร์ประสบการณ์ตรงจากแฟชั่นไอคอนระดับท็อปของเมืองไทยในงาน ‘ELLE x centralwOrld fashiOn talk’ ที่ craftstudiO ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

· 22 ก.ย. 2563 เวลา 18.00 – 18.30 น. พบกับ “ป้าตือ” สมบัษร ถิระสาโรช ไอคอนคนดังของเมืองไทย จะมาร่วม Talk ในหัวข้อ “Re-Think & Re-Start ปรับกลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นในแบบ new normal”

· 24 ก.ย. 2563 เวลา 15.00 – 16.00 น. พบกับ อาร์ต-อารยา อินทรา สไตลิสต์และดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นไทยและต่างประเทศมากว่า 30 ปี จะมาร่วม Talk ในหัวข้อ “Enroute: From Runways to Fashion School ประสบการณ์จากแวดวงแฟชั่นที่นำไปสู่การพัฒนารูปแบบใหม่ของการเรียนแฟชั่นดีไซน์”

· 29 ก.ย. 2563 เวลา 18.00 – 18.30 น. พบกับ พรรณธร ศรีประเสริฐ ELLE Fashion & Creative Director และพันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ช่างภาพมืออาชีพระดับแนวหน้า สองไอคอนผู้ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทย จะมาร่วม Talk ในหัวข้อ “2021 Key Fashion Trends อัปเดตเทรนด์และการสื่อสารผ่านแฟชั่นปี 2021”

ไฮไลท์ที่ 3 กับงาน ‘ELLE x centralwOrld fashiOn re-stage’ การรวมตัวครั้งสำคัญของเหล่าเซเลบริตี้, สไตล์ลิสต์, ดีไซเนอร์, แฟชั่นไอคอน และแฟชั่นนิสต้าตัวจริงที่จะมาร่วมอัพเดทคอลเลคชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และพลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านค้าแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2563 ณ โซน Beacon 3 ชั้น 1

ไฮไลท์ที่ 4 centralwOrld spOrt unlock phase 3 “dance On runway”  สายสปอร์ตแฟชั่นต้องไม่พลาดในงาน centralwOrld spOrt unlock phase 3 “dance On runway” ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2563 เชิญชวน fashion citizens สายสปอร์ตมาออกกำลังกายอวดหุ่นสวย และแต่งตัวให้สุดเหวี่ยงในสไตล์ของตัวเอง ให้สนุกสุดมันส์ไปกับจังหวะเพลงและท่าเต้นสุดฮ๊อตจากเหล่าเทรนเนอร์สายแดนซ์ อาทิ ครูหนุ่ม Zumba fitness ครูซุมบ้าคนแรกของประเทศไทย, Fitness First Super Star, Dancercise_th พร้อมสะบัดสลัดไขมันกับการเต้นกลางลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

และไฮไลท์ที่ 5 centralwOrld x CheezeLOOKER เนรมิตลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ให้กลายเป็นจุดนัดพบของ fashiOn citizens ที่จะมาแลกเปลี่ยนแพชชั่น และอินสไปร์เทรนด์แฟชั่นให้กัน ผ่านตลาด ‘เปิดบั้นท้าย’ ในงาน centralwOrld x CheezeLOOKER จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-27 กันยายน 2563 เตรียมพบสินค้าวินเทจมือสองจากเหล่าสไตลิสต์และดีไซน์เนอร์มากมาย ชมนิทรรศการเกี่ยวกับสตรีทแฟชั่นและอินสตอลเลชั่นอาร์ต ร่วมเล่นสเกตบอร์ด และ Surf sketch ไปด้วยกัน และพลาดไม่ได้สำหรับสายแฟชั่นที่หลงรักงานคราฟท์ กับงาน Kraft Week สุดสร้างสรรค์ อาทิ Art of Denims แปลงสภาพยีนส์ตัวเก่าเป็นแฟชั่นสุดเก๋, Resin Fashion Accessories สอนทำเครื่องประดับสุดชิคจากเรซิ่น, Face Mask Chain ทำสายคล้องหน้ากากอนามัยแบบชิ้นเดียวในโลก, Tie dye Fashion สัมผัสงานคราฟท์แฮนด์เมดมัดย้อมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและกิจกรรมอีกมากมายตลอดเดือนกันยายนที่ craftstudiO ชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์

ปิดท้ายกับ โปรโมชั่นลดจัดหนักกับแบรนด์ดัง ส่วนลดสินค้าสูงสุดถึง 50% และคุ้มสุดคุ้มแจกทุกวันกับบัตรกำนัลแทนเงินสดจาก CMG มูลค่า 200 บาท เมื่อช้อปร้านค้าแฟชั่นครบทุก 1,000 บาท และรับเพิ่มเครดิตเงินคืน เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิต KTC และ SCB พิเศษ! สำหรับสมาชิก The1 สะสมยอดใช้จ่ายภายในศูนย์ฯ ครบ 200,000 บาทขึ้นไป ภายใน 1 อาทิตย์ สูงสุด 1 ท่านแรก รับของรางวัลสุดพิเศษจากแบรนด์ดัง (1 รางวัล/สัปดาห์ รวม 3 รางวัลตลอดแคมเปญ) และสิทธิ์ Central Privilege ยอดสะสมคูณ 2 สำหรับยอดซื้อจากร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อรับ VIP Privilege service ที่ centralwOrld

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ตอบโจทย์แฟชั่นทุกสไตล์ให้คุณดีไซน์โลกในแบบที่คุณเป็นและสนุกไปกับการค้นหาสไตล์ใหม่ๆ ที่หลากหลาย ภายใต้นิยามแฟชั่นใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 

  • Pure Indulgence: ความเบสิคที่ไม่ธรรมดา แต่ยังคงตามโลกของแฟชั่นได้ทันในแบบฉบับของแต่ละคน แม้แฟชั่นจะอัปเดตทุกวินาที แต่ความสนุกอยู่ที่กับการเลือกสรรสไตล์ ที่แม้จะเบสิค แต่เป็นความเบสิคที่พิเศษ
  • New Adventure: ชั้นเชิงของแฟชั่นที่ข้ามผ่านการเล่าเรื่องแบบเบสิค ไปสู่เรื่องราวที่พิเศษยิ่งขึ้น กลายเป็นสตอรี่ของผู้สวมใส่ได้อย่างไม่ต้องพรรณนา เพียงแค่เลือกหยิบเสื้อผ้าตามความหลงใหล ก็อธิบายตัวตนได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด 
  • Making Statement: ไม่ว่าจะมิกซ์แบบไหน แบรนด์ใด สไตล์นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งเดียว ที่สื่อสารความเป็นตัวตนคุณได้อย่างชัดเจน 

เซ็นทรัลเวิลด์คัดสรรไอเท็มเด็ดรวมกว่า 10,000 ไอเท็มจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Coach, Marimekko, Kate Spade, Polo Ralph Lauren ไปจนถึง Thai designer ชั้นนำของไทยอย่าง Disaya พร้อมอัพเดทเทรนด์กับ New Collection Limited Edition และ Capsule Collection จากหลายแบรนด์ดังกว่า 115 Flagship stores อาทิ H&M, Zara Flagship store ที่ใหญ่ที่สุด, Swarovski Flagship Store, Coach, Coccinelle, Furla, Geox, Kate Spade, Rebecca Minkoff, Marimekko, Michael Kors, Zara, Uniqlo, Mango, Ted Baker, Aldo, Jaspal, Pull & Bear, Oysho, Polo Ralph Lauren, Lyn, Lyn Around, CC DOUBLE O, CPS CHAPS, Charles&Keith, Bershka เป็นต้น

#centralwOrld #centralfashiOnwOrld #CTWfashiOncitizens #IdresstOexpressnOttOimpress

Baking Soda ผู้สร้างสรรค์ระดับตัวแม่แห่งวงการแฟชั่นไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/633483

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 10:55 น.Baking Soda ผู้สร้างสรรค์ระดับตัวแม่แห่งวงการแฟชั่นไทยก้าวสำคัญของวงการแฟชั่นไทย แห่งแบรนด์ไทยระดับตำนาน “Baking Soda” ที่ส่งพลังสร้างแรงบันดาลใจอย่างไม่หยุดนิ่งและยังคงความซ่าคู่กับสยามเซ็นเตอร์มาเกือบ 40 ปี

สยามเซ็นเตอร์ The Ideaopolis เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ในฐานะศูนย์กลางแห่งแฟชั่นสุดล้ำที่รวบรวมแฟลกชิปสโตร์ของไทยดีไซเนอร์ชั้นนำไว้มากที่สุดในเมืองไทย และเป็นแฟชั่นเดสติเนชั่นสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ร่วมภาคภูมิใจกับก้าวสำคัญของวงการแฟชั่นไทย แห่งแบรนด์ไทยระดับตำนาน Baking Soda ที่ส่งพลังสร้างแรงบันดาลใจอย่างไม่หยุดนิ่งและยังคงความซ่าคู่กับสยามเซ็นเตอร์มาเกือบ 40 ปี โดยดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย เมนาท นันทขว้าง

ปีนี้ SODA ฉลอง Newness Celebration อวดโฉมร้านแฟลกชิปสโตร์ใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกก่อนใคร!! ที่สร้างความฮือฮา พร้อมเซอร์ไพรส์ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวตลอดการเดินทาง 40 ปี ผ่านแฟชั่นสุดแสบ 5 โซน 5 สไตล์ มาไว้ที่ แฟลกชิปสโตร์ Baking Soda ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เพียงแห่งเดียว

เริ่มจาก From SODA Archives โซนแห่งแรงบันดาลใจจากไอเท็มสุดฮิตในอดีต ที่ย้อนหลังไปตั้งแต่ ปี 1979 คัดสรร A Must Item ที่โด่งดังมากนำกลับมาทำใหม่ โดยเพิ่มควมสนุก ความใหม่ ทั้งลายพิมพ์และแพทเทิร์น เพิ่มดีเทลให้สวมใส่สบายมากขึ้น แต่ยังคงความซ่าในแบบฉบับ SODA ไว้อย่างลงตัว

SODA collection ด้วยความคูลในแบบฉบับของ SODA ที่คงเส้นคงวาสร้างความแปลกใหม่อยู่เสมอ ทั้งชุดเดรส แบบแฟมินิน ไปจนถึง เสื้อยืดลายพิมพ์ลาย ที่บ่งบอกตัวตนของ SODA ตลอดกาล ทั้งเปรี้ยว โก้ หรือ เท่ ซ่า จะสลับหมุนเปลี่ยนตามฤดูกาลมาให้แฟนคลับได้อัพเดทคอลเลคชั่นกันอยู่เสมอ

Urban Nomads แบรนด์น้องใหม่ล่าสุด ของ SODA ที่นำสีสันความสนุกของแฟชั่นมาส่งตรงถึงทุกคนด้วยนำเสนอวิธีการแต่งตัวแนวชนเผ่าจากทั่วโลก โดยเน้นชิ้นงานที่เป็นงานฝีมือผ่านกระบวนกาสร้างสรรค์จากเทคนิคต่างๆ อาทิ การถัก ปัก หรือมัดย้อมที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้

The One of A Kind ความยูนีคที่ SODA รังสรรค์คมาไว้ให้แฟนๆแบบเอ็กซ์คลูซีฟต่อเนื่องทุกสุดสัปดาห์ กับคอลเลคชั่เสื้อทีเชิ้ตมีเพียงตัวเดียวในโลก

Future is Hot – SODA ยืนหยัดสนับสนุนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ โดยการเปิดพื้นที่ให้ 4 แบรนด์มาแรงและน่าจับตามองนำผลงานมาประชันกันอย่างสุดฝีมือ นำโดย FAKING, GAME OVER, HOMELESS และ OMG

พบโฉมร้านแฟลกชิปสโตร์ใหม่ล่าสุด พร้อมแฟชั่นคอลเลคชั่นอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกก่อนใคร!! ที่ Baking Soda ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ นับอีกหนึ่งปรากฏการณ์แฟชั่นครั้งสำคัญในแบบ Absolute Siam ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนและจะเกิดขึ้นที่สยามเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-251-4995

4 ระดับความเครียด กับ 5 เทคนิคสร้างความสมดุลตามสูตร R E L A X #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/633481

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 09:10 น.4 ระดับความเครียด กับ 5 เทคนิคสร้างความสมดุลตามสูตร R E L A Xต้อนรับเช้าวันทำงาน เช็กระดับความเครียด พร้อมเทคนิค “R-E-L-A-X” 5 วิธีที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อความเครียดที่สมดุล

ความเครียด เป็นสภาวะทางอารมณ์ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ทำให้รู้สึกกดดัน ไม่สบายใจ กลัว วิตกกังวล และสะสมจนอาจจะส่งผลให้สภาวะสมดุลทางร่างกายจิตใจเสียไป กลายเป็น “ความเครียดที่เหมะสม” บ่มเพาะโรคภัย ตลอดจนปัญหาภาวะซึมเศร้าได้ง่ายๆ

4 ระดับของความเครียด 

  • ระดับ 1 Mild Stress ความเครียดระดับต่ำ คือความเครียดที่ไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากนัก อาจจะแค่เกิดอาการเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ ส่งผลต่อต่อร่างกายคือเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง
  • ระดับ 2 Moderate Stress ความเครียดระดับปานกลาง เป็นระดับปกติที่เราควรจะมี ซึ่งเป็นระดับปานกลางที่ไม่ส่งผลอันตรายต่อสมดุลร่างกายอารมณ์ ไม่แสดงออกถึงความเครียดที่ชัดเจน สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบหากเกิดความเครียด
  • ระดับ 3 High Stress ความเครียดระดับสูง เป็นความเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์ รุนแรง ควรหาใครสักคนเพื่ออยู่เป็นเพื่อน คอยรับฟังปัญหา ระบายความรู้สึก เพราะหากว่าปรับตัวไม่ได้จะส่งผลต่อสุขภาพ อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย กินข้าวไม่อร่อย นอนไม่หลับ
  • ระดับ 4 Severe Stress ความเครียดระดับรุนแรง คือความผิดปกติทางอารมณ์เรื้องรังเป็นเวลานาน ส่งผลต่อการปรับตัวซึ่งไม่สามารถเป็นปกติได้ ส่งผลต่อสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น มีอาการทางจิต บกพร่องต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจจะเป็น วัน อาทิตย์ เดือน ปี จึงควรรับการรักษาจากแพทย์หากมีความเครียดอยู่ในระดับรุนแรง

R-E-L-A-X 5 วิธีที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อความเครียดที่สมดุล

R – Reposes = พักผ่อนหย่อนใจ หากคุณรู้สึกเบื่อหน่าย กับงานที่คุณกำลังทำ การใช้ชีวิตที่แสนวุ่นวาย ลองหาพื้นที่ว่างพักผ่อน ใช้เวลากับตัวเอง การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องออกไปท่องเที่ยว การนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก็ถือเป็นการนอนหลับ จะดีกว่าไหม ? หากคุณร้องคาราโอเกะอยู่ในห้องแบบไม่ต้องคิดอะไร กับการที่คุณออกไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ แต่ในหัวกลับมีแต่เรื่องงาน

E – Enjoy yourself = สนุกสนานกับการใช้ชีวิต การทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่างคุณคือคนที่กำหนดความรู้สึกของตัวคุณเอง ใช้เวลากับสิ่งที่คุณชื่นชอบ ออกกำลังกาย หัวเราะกับเรื่องเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามา ถ้าคุณเปลี่ยนความคิดเพียงเล็กน้อย ปัญหาที่เข้ามาอาจจะเป็นแค่เกมเกมหนึ่งที่คุณต้องผ่านไปในแต่ละด่านเท่านั้น 

L- Learn to say no = เรียนรู้ที่จะพูดปฏิเสธ ความเครียดบางอย่างเกิดจากการที่ไม่สามารถหลีกเหลี่ยง สถาณการณ์ตึงเครียด ความกดดันต่าง ๆ ได้ แต่บางสถาณการณ์คุณสามารถที่จะ “ปฏิเสธ” ได้ แต่ด้วยความเกรงใจหรืออะไรก็ตาม ทำให้ต้องจำใจรับสิ่งที่ทำให้คุณเกิดความเครียดเข้ามา ดังนั้นคุณจึงควรเรียนรู้ที่จะพูด “ปฏิเสธ” เพื่อสมดุลทางร่างกายและจิตใจของคุณเอง

A – Accept yourself = ยอมรับตัวเอง ยอมรับว่าทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง บางคนทำหลายเรื่องได้ดีเลิศ แต่อาจจะบกพร่องในบางเรื่อง เรียนรู้และฝึกฝนให้มากขึ้น เพราะไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จได้เพียงการกระทำเพียงครั้งเดียว 

X – eXpress yourself = แสดงออกถึงความเป็นตัวของคุณเอง มันคือเรื่องที่ง่าย ที่จะแสดงออกเกี่ยวกับความเป็นคุณ แต่เป็นเรื่องยาก ด้วยบริบททางด้านสังคมที่อาจจะจำกัด หลายๆ อย่างคุณแค่เป็นของตัวเองและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

ปรุงองค์กรให้อร่อย มั่นคง ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/633478

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 08:30 น.ปรุงองค์กรให้อร่อย มั่นคง ยั่งยืนการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : ทำอย่างไร องค์กรจึงจะอร่อย มีคุณค่า มั่นคงยั่งยืน

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เวลาเราเข้าร้านอาหารเราเลือกร้านที่อร่อยคุณภาพดีในทำนองเดียวกันเวลาลูกค้าจะเลือกใช้บริการใครลูกค้าเขาก็เลือกว่าองค์กรไหนอร่อยบริการดีมีคุณภาพหากองค์กรใดให้คุณภาพดีความอร่อยอย่างต่อเนื่องลูกค้าก็จะแวะเข้ามาเยี่ยมและใช้บริการอย่างสม่ำเสมอองค์กรนั้นก็มีสิทธิ์ดำเนินธุรกิจต่อได้ 

แล้วอะไรทำให้องค์กรตั้งอยู่ได้

มันมิใช่เพียงเพราะว่าองค์กรนั้นตั้งมากี่ปี มีประวัติยาวนานแค่ไหน หรือเพราะว่าองค์กรมีขนาดใหญ่หรือมีเครือข่ายกว้างขวางเพียงใด หรือมีวิสัยทัศน์มีค่านิยมมียุทธศาสตร์ที่สวยหรูดูดีอย่างไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นได้สร้างคุณค่าในรูปของการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีเพียงใด สามารถสร้างความพึงพอใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอได้ยาวนานแค่ไหน และการที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ผู้รับบริการได้มากน้อยเพียงใดนั้นมันขึ้นกับว่า คนขององค์กรนั้นมีศักยภาพเพียงใด แล้วเราจะพัฒนาศักยภาพบุคลากรของเราได้อย่างไร

…คำตอบคือ การพัฒนานั้น มันต้องเป็นองค์รวมอย่างเป็นระบบ

แล้วภาวะองค์รวมของชีวิตคืออะไร ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ศักยภาพนั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าอยู่ได้องค์กรก็มั่นคงหากรักษาความมั่นคงนั้นไว้ได้องค์กรก็ยั่งยืน

ก่อนอื่นเราลองมาพิจารณากาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ เวลาท่านจะกินกาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ ทำไมต้องเอาผงกาแฟเอสเพรสโซ่ ครีม น้ำตาล และน้ำร้อนมาชงเข้าด้วยกัน ทำไมท่านไม่ทานทีละอย่าง 

แล้วทำไมเวลาจะทานส้มตำไทย เราต้องเอาองค์ประกอบสิบกว่าอย่าง เช่น มะละกอ มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว พริก กระเทียม น้ำตาล น้ำปลา มะนาว กุ้งแห้ง ถั่วลิสง มาตำ มาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ก่อนจะตักเข้าปาก 

แล้วทำไมก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟและก๊าซออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติดแต่เมื่อนำทั้งสองมารวมกันแล้วจะได้น้ำที่สามารถดับตัวมันเองได้ 

และหากเราเติมโลหะโซเดียมลงในน้ำมันจะระเบิดสร้างความเสียหายได้และหากเราสัมผัสกับกรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก (HCL) โดยตรงเราจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมากเพราะมันจะกัดทะลุถึงกระดูกเลยทีเดียวแต่เมื่อนำสารอันตรายทั้งสองมารวมกันกลับได้เกลือแกงสีขาวเค็มๆคราวนี้กินได้ 

และไม่ว่าเราจะยกอะไรขึ้นมาพิจารณาก็ตาม มันล้วนมีธรรมชาติเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มียกเว้น ทั้งกาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ ส้มตำ น้ำ และเกลือแกง เพราะต่างล้วนมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ (New Holistic/New Normal) ที่มีความเป็นองค์รวมที่สูงกว่าเดิม มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างจากเดิม (Transcendence) ทำให้สิ่งใหม่นั้นมีคุณค่าและความหมายที่สะท้อนออกมาในรูปของราคาที่สูงกว่าเดิม (Higher Values and Meaning) และเราเรียกส่วนต่างนั้นว่ากำไร

จากตัวอย่างข้างต้น เราพบว่า สรรพสิ่งมีธรรมชาติปรากฏอยู่ในลักษณะของความเป็นองค์รวมที่ผุดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ทำให้มันสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างจากองค์ประกอบเดิม (เมื่ออยู่แยกส่วน) ได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

ทีนี้กลับมาที่กาแฟร้อนเอสเพรสโซ่อีกครั้ง กาแฟเอสเพรสโซ่ 3 in 1 ซองละ 3 บาท ในขณะที่กาแฟแบบเดียวกันที่ร้านกาแฟชื่อดังคิดราคา 120 บาท ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมเราต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าตั้ง 40 เท่า แน่นอนว่าคนที่เข้าร้านกาแฟชื่อดังและจ่ายในราคานั้นต้องมีเหตุผล ถ้าเช่นนั้น เราจ่ายค่าอะไรกันแน่ คอกาแฟล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มันไม่เหมือนกัน รสชาติมันต่างกัน มันอร่อยกว่า กลิ่นมันก็ไม่เหมือนกัน นี่มันหอมกว่า หากเราอยากจะได้คุณภาพแบบนี้ เราจึงต้องจ่าย แต่คนที่เป็นแฟนประจำกลับบอกว่าไม่แพง มันคุ้ม และยินดีที่จะจ่าย 40 เท่า และจะอุดหนุนไปเรื่อยๆ ด้วย เราจึงมักจะเห็นร้านเต็มตลอดเวลา บ่อยครั้งต้องเข้าคิวยาวทีเดียว 

คำถามที่ตามมาคือ อะไรกำหนดความหอมและความอร่อยที่แตกต่างกัน มันเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากองค์ประกอบและการชง (เรียกเพราะๆ ว่า การเชื่อมโยงหรือบูรณาการ) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่อยู่ในซอง 3 in 1 นั้นแตกต่างจากองค์ประกอบ (แบบเดียวกัน) ที่อยู่ในร้านกาแฟชื่อดังนั้น เพราะกระบวนการที่มาของผงกาแฟ น้ำ น้ำตาลหรือไซรับ และนมหรือครีม ก็ไม่เหมือนกัน ของที่ร้านกาแฟชื่อดังเอามาใช้บริการนั้น มันผ่านกระบวนการมากมายก่อนจะเอามาให้บริการที่ร้าน และนอกจากองค์ประกอบที่ต่างกันแล้ว การชงหรือการเชื่อมโยงก็ต่างกันด้วย มันมิใช่เอาองค์ประกอบทั้ง 4 มาเทรวมกัน และคนให้เข้ากันเฉยๆ แต่มันมีขั้นตอนอย่างเป็นลำดับชั้นที่เรามองไม่เห็น ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความหอมและความอร่อยที่ต่างกัน เราจึงต้องแพงกว่า 40 เท่า

ด้วยความเข้าใจข้างต้นของคุณค่าที่แตกต่างกันของกาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ ดังนั้น คุณค่า (ความหอมและความอร่อย) ขององค์กรก็เกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน แล้วอะไรทำให้องค์กรมีคุณค่าที่ต่างกัน ในมุมมองของผู้บริโภคแล้ว เขามิได้เลือกของที่ถูกที่สุด แต่เขาเลือกสิ่งที่ให้คุณค่าสูงที่สุด คุ้มค่าที่สุด

แล้วอะไรกำหนดคุณค่าขององค์กร คุณค่าขององค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรกำหนด

คุณค่าดังกล่าวย่อมต้องมาจากศักยภาพที่องค์กรนั้นๆ สร้างขึ้นมาเพื่อผู้บริโภค แน่นอนว่ามันต้องมาจากองค์ประกอบ แล้วอะไรคือองค์ประกอบสำคัญที่สุดขององค์กร และองค์ประกอบเหล่านั้นย่อมต้องเชื่อมโยงกัน ถ้าเช่นนั้นแล้วองค์กรเชื่อมโยงกันด้วยอะไร บนหลักการใด จึงเกิดเป็นภาวะองค์รวมที่สามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างจากเดิมอย่างมีคุณค่าและความหมาย

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวนี้ไปยกระดับศักยภาพขององค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และสามารถระเบิดศักยภาพภายในของทีมงานให้ออกมาร่วมกัน ให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อยกระดับการให้บริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดที่สุด เพื่อสร้างคุณค่า (ความหอมและความอร่อย) ให้กับองค์กร เพื่อสร้างองค์กรให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

และหากเรื่องนี้เป็นจริงในที่ทำงานมันก็จริงสำหรับที่บ้านด้วยถ้าเช่นนั้นท่านจะสร้างคุณค่าให้กับที่บ้านได้อย่างไรเพื่อครอบครัวที่เข้มแข็งมั่นคงยั่งยืนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาวุธสำคัญในการพัฒนาองค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/633346

วันที่ 19 ก.ย. 2563 เวลา 07:20 น.เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาวุธสำคัญในการพัฒนาองค์กรเปิดใจ 5 ผู้บริหารสตาร์ทอัพที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ปลุกปั้นผ่านโครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นเทคโนโลยีเชิงลึกด้าน 5G

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเราอยู่ในที่ยุคนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมทั้งยังเป็นตัวเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอีกด้วย ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวตามให้ทัน การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้องค์กรธุรกิจได้ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็วง่ายต่อการบริหารจัดการ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นอาวุธที่สำคัญในการทำธุรกิจ ในยุคนี้ใครใช้เทคโนโลยีเป็นหรือเข้าถึงเทคโนโลยีได้มาก คนนั้นได้เปรียบแน่นอน เราจึงเห็นผู้ประกอบการหลายรายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งส่งเสริมสนับสนุนให้ธุรกิจหันมาใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA คือหนึ่งในหน่วยงานที่ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำธุรกิจ โดยได้ผนึกกับพันธมิตรเดินหน้าเพิ่มองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ร่วมกับ หัวเว่ย ประเทศไทย ผู้จัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำระดับโลก จัดการอบรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพเทคโนโลยีเชิงลึกด้าน 5G (Deep Tech Startup) ขึ้นเป็นปีที่ 2 ใน “โครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นเทคโนโลยีเชิงลึกด้าน 5G”   

นายปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม NIA กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยร่วมกับทาง หัวเว่ย ประเทศไทย พัฒนาด้าน IoT Cloud มาแล้ว แต่ขณะนี้ 5G เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาและสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ได้ เช่น ด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และเอนเตอร์เทนเมนท์  นับเป็นการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพที่หน้าใหม่นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ทำผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ให้แก่ลูกค้ามากขึ้น  วันนี้จะพาไปรู้จักกับ 5 ผู้บริหารที่เข้าร่วมในโครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นเทคโนโลยีเชิงลึกด้าน 5G และเป็นองค์กรที่มีความพร้อมด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีพร้อมนำความรู้ไปต่อยอดได้จริง

เริ่มกันที่ผู้บริหารท่านแรก “ดร.สกล  กงแก้ว” CEO บริษัท แอคทีฟ อินเทลลิเจนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเกิดจากการวมตัวของวิศวกรด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์  เพื่อพัฒนาเทคนิคด้าน IOT ที่ยกเอาทุกโหมดมานำเสนอผ่านหน้าจอเดียว ลูกค้าส่วนใหญ่คือองค์กร บริษัทที่ต้องการนำระบบ IOT ไปใช้ลดต้นทุนในการดำเนินงานหรือนำไปประยุกต์กับผลิตภัณฑ์เดิมทำให้เกิดสินค้านวัตกรรมใหม่

ส่วนการเข้าร่วมโครงการกับ NIA เพื่ออัพเดทความรู้เรื่อง 5G ที่กำลังจะมาในเร็วๆนี้เพื่อนำความรู้มาพัฒนาธุรกิจในยุคดิจิทัลเพราะส่วนตัวแล้วเชื่อว่าโลกเปลี่ยนไปธุรกิจต้องเปลี่ยนตามสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการนอกจากความรู้แล้วยังได้มาพบเจอกับนักธุรกิจจำนวนมากที่มีแนวธุรกิจเดียวกันเกิดการแลกเปลี่ยนต่อยอดในธุรกิจ

ด้าน “ธีระเดช  กุศลธรรมรัตน์” COO and Co-Founder บริษัท เวริลี วิชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจระบบอ่านหมายเลขทะเบียนรถ และอ่านเลขตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติโดยเทคโนโลยี AI  บอกว่า ความรู้ทางด้าน 5G เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ กับบริษัทเพราะหากได้ 5G เข้ามาจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนในการติดตั้งฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่อยู่หน้าไซต์งานจำนวนมาก สามารถบริหารจัดการได้ที่ส่วนกลางแบบรวดเร็ว ประหยัดต้นทุนได้ ทำให้เรียลไทม์ สะดวก รวดเร็ว ขึ้นด้วย ที่สำคัญ บริษัทเตรียมตัวขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศด้วยจึงเข้าร่วมโครงการกับ NIA เพื่อเสริมความรู้ก่อนขยายธุรกิจจริง

“สิ่งที่เราตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเพราะอยากรู้ว่า 5G มีหลักการทำงานอย่างไร มีอะไรดีขึ้นกว่า 4G เราจะนำความรู้มาต่อยอดงานของบริษัท ผมเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์อย่างมากกับธุรกิจเพราะทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป ดังนั้น ธุรกิจต้องพร้อม ทำการบ้านก่อนที่ 5G จะมาในเร็วๆ นี้ ผมเชื่อว่าใครพร้อม ใช้ประโยชน์เป็น จะทำให้แข่งขันได้” ธีระเดชกล่าว

มุมมองต่อไปกับ “ศรายุทธ์  ศุภโชคภากร”  Managing Director บริษัท บลูชาร์ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทคือ tech company ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน software  development ลูกค้าคือผู้ให้บริการมือถือ และอินเทอร์เน็ต และโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มพลังงาน ได้กล่าวเสริมว่า 5G จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมมากขึ้น มินิเตอร์ได้ง่ายขึ้น  IOT แพลตฟอร์มสามารถดึงข้อมูลอื่นๆ จากหลายที่มารวมไว้ที่ส่วนกลางได้ สามารถวิเคราะห์ พยากรณ์กระบวนการผลิตต่างๆ ล่วงหน้าได้ อย่างเช่นประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต ดังนั้น 5G มีส่วนสำคัญมากๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจทำงานง่ายขึ้น จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการกับ NIA

ส่วน “ดร.คุณานนต์  กิตติพุฒิ” Chief  Operating Officer บริษัท เรบุส จำกัด ให้ข้อมูลว่า บริษัทคือผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์ เทคสตาร์ทอัพ สาเหตุที่มาเข้าร่วมโครงการเพราะว่าต้องการหาแนวร่วมลงทุนเครื่องตรวจจับโควิด-19 แบบเรียลไทม์ รวมถึงการพัฒนาเลเซอร์ห้ามเลือด และเลเซอร์ให้ยาชา ต้องการความรู้โซลูชั่นใหม่ๆ เพิ่ม ด้วย และอยากนำความรู้เรื่อง 5G ไปพัฒนาธุรกิจให้เรียลไทม์ขึ้น

ปิดท้ายกันที่ “อนวัช  โชคดีเป็นเลิศ” Product Owner จากบริษัท บิลค์ วันกรุ๊ป จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทให้บริการซอฟต์แวร์ในงานก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริการแบบ B2B ด้วย โดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Pojjaman2 (พจมาน 2) ในการบริหารจัดการ ข้อดีของการมาเติมความรู้ 5G กับโครงการของ NIA คือ ช่วยหน้าง่ายในการอัพเดทความคืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินไปตรวจงานที่หน้างานสารมารถใช้ 5G ในการตรวจงานผ่านวิดีโอคอลได้เลย รวมถึงใช้ในการเก็บข้อมูลออนไลน์ได้ บริหารต้นทุนได้ บัญชี การเงิน เป็นต้น

ลูน่า ลาไนย์ ระเบียงจันทร์โฉมใหม่ไฉไลกว่า มาพร้อมโปรจัดเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/634281

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 09:09 น.ลูน่า ลาไนย์ ระเบียงจันทร์โฉมใหม่ไฉไลกว่า มาพร้อมโปรจัดเต็มประเดิมความไฉไลของห้องอาหารริมทะเล “ลูน่า ลาไนย์ (Luna Lanai)” บีชคลับโฉมใหม่ในรีสอร์ทหรูริมชายหาดชะอำ-หัวหิน @เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา

โพสต์ทูเดย์ ครั้งนี้ เรามากันที่ “ลูน่า ลาไนย์ (Luna Lanai)” ห้องอาหารริมทะเลสไตล์บีชคลับที่มีการปรับรูปโฉมใหม่ ให้อะไรๆ มากกว่า ทั้งให้ความชิลกว่าด้วยบรรยากาษที่นั่งชิลที่มีให้เลือกหลายโซน ทั้งโซนบาร์ในห้องปรับอากาศเพดานสูง ล้อมรอบด้วยประตูกระจกใส ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และที่นั่งสีฟ้าน้ำทะเลสดใสไล่ระดับ กระเบื้องสีทราย พร้อมแสงไฟจากโคมไฟ พบกับบาร์เแบบโมเดิร์น พร้อมเพลิดเพลินกับการมองบาร์เทนเดอร์ไปพลางๆ

หรือจะเลือกนั่งด้านนอกสูดอากาศบริสุทธิ์ อิ่มเอมไปกับสายลม แสงแดด และสีฟ้าครามของท้องทะเลอ่าวไทยกับวิวหาดทรายสีขาวทอดยาวแบบพาโนราม่า ส่วนใครที่อยากได้ความผ่อนคลาย เอนกายสบายๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ เลือกที่นั่งเป็นโซนเอาท์ดอร์กลางแจ้ง ที่มีทั้งเตียงอาบแดด โต๊ะพร้อมร่มบังแดดสีสันสดใสให้นั่งจิบชายามบ่าย พร้อมสัมผัสความสวยงามของวิวทะเลอย่างใกล้ชิด สำหรับที่นี่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ หลายมุม อาทิ กาเซโบ้ขนาดใหญ่ และเตียงอาบแดดคู่กับร่มสีฟ้าชิคๆ ที่มีฉากหลังเป็นสระว่ายน้ำสไตล์ลากูน พร้อมให้กระโดดลงไปดับร้อนกับครอบครัว ผองเพื่อน หรือคนรู้ใจ

ทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม ห้องอาหารลูน่า ลาไนย์ จัดมาให้ครบ ทั้งค็อกเทล ม็อกเทลสีสันสดใส น้ำผลไม้สด มะพร้าวน้ำหอมเติมความสดชื่นเข้ากับบรรยากาศทะเล มีอาหารไทย รวมถึงซีฟู้ดสดใหม่ที่ส่งตรงจากเรือชาวประมง และวัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อใช้รังสรรค์เมนูพื้นบ้านที่หาทานไม่ได้ทั่วไป 

ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วห้ามพลาด จานแรกยกให้ แกงคั่วสับปะรดทะเล (380 บาท) เสิร์ฟมาในลูกสับปะรด รูปสวยรวยรส กินจนหมดไม่มีเหลือ ต่อด้วย ยำกุ้งฟู เนื้อกุ้งล้วนๆ ชุปแปงบางๆ ทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน และ ปลากระพงทอดน้ำปลา (690 บาท) มาพร้อมกับมะม่วงสับสามรส และน้ำยำรสเด็ด สูตรเฉพาะของลูน่า ลาไนย์

ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย (370 บาท)

ผัดกะเพราเนื้อแก้มวัว (390 บาท)

ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ (390 บาท)

ทิรามิสุไอศครีมวานิลลา (220 บาท)

พลาดไม่ได้อาหารตะวันตกที่ขึ้นชื่อ อาทิ ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่าง (890 บาท) สเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลีย สเต๊กอกไก่ย่าง (420 บาท) พาสต้าสไตล์โฮมเมด หรือจะเลือกอิ่มอร่อยไปกับรสชาติสดใหม่จากทะเลกับซีฟู้ดแพลทเตอร์ ทะเลรวมเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดรสชาติจัดจ้านจากรสมือแม่ครัวมือหนึ่ง

ปรับโฉมใหม่ทั้งทีต้องให้มากกว่าด้วยโปรโมชั่น TGIF – Thanks God It’s Friday ทุกเย็นวันศุกร์ ดื่มด่ำกับเครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สปาร์กลิงไวน์ ฟรีโฟลว์ พร้อมคานาเป้ที่มีให้เลือกหลากหลาย ไลฟ์สเตชั่นพาสต้า และข้าวริซอตโต้สไตล์โฮมเมดที่เชฟมาปรุงให้อย่างพิถีพิถัน 2 ชั่วโมงเต็ม กินได้ไม่อั้น ตั้งแต่เวลา 18.00–20.00 น. ในราคาเพียง 790 บาทสุทธิต่อคน

ส่วนทุกเย็นวันเสาร์ เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสุขสุดสัปดาห์กับคนรู้ใจหรือกลุ่มเพื่อน จิบเครื่องดื่มแก้วโปรด สนุกกับเสียงเพลงไลฟ์ดีเจมันส์ๆ กับ ลูน่า บีท (Luna Beat) ตั้งแต่เวลา 16.00–18.00 น.

ต่อด้วยโปรชุดอาหารทะเลปิ้งย่างเตาถ่าน Catch of the Day Chill & Grill ที่มีเชฟมาปรุงอาหารให้ตามที่คุณต้องการ ในบรรยากาศชิลๆ ริมทะเล ให้คุณได้เลือกอิ่มอร่อย กุ้ง ปลาหมึก ปลากะพง ปูม้า ปูเนื้อ ราคาเริ่มต้นเซ็ตละ 1,200 บาท และ 1,900 บาท ตั้งแต่ 18.00-22.00 น.

ปิดท้ายด้วยโปรโมชั่นเพื่อคนพิเศษ ไพรเวทบาร์บีคิว สัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารบนชายหาดในบรรยากาศส่วนตัว พร้อมตกแต่งในธีมที่ต้องการ หรือจะรับประทานบาร์บีคิวปิ้งย่างกับคนที่คุณรัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัว  สามารถเลือกอิ่มอร่อยกับเมนูอาหารทะเลสดๆ หรือเนื้อพรีเมียมที่มีให้เลือกหลากหลาย  พร้อมเชฟและบริกรส่วนตัว ราคาเริ่มต้นสำหรับ 2 คน เพียง 9,900 บาทสุทธิ นอกจากนี้ ทางโรงแรมยังสามารถเนรมิตรดินเนอร์สุดโรแมนติก หรือจัดงานเลี้ยงในโอกาสพิเศษต่างๆ อีกด้วย

ไม่อยากพลาดเรื่องดีๆ แบบนี้ ไปกันได้ที่ ห้องอาหาร ลูน่า ลาไนย์ (Luna Lanai) โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา สอบถามโทร. (0) 32 708000 ดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ www.marriott.com/hhqsi , เว็บไซต์ภาษาไทย www.sheratonhuahin.co.th , เฟสบุ๊ค Sheratonhuahin , อินสตาแกรม Sheratonhuahin

กะเพราบุญหนักหน้าเนื้อวากิว อร่อยเป็น “บุญปาก” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/634117

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น. กะเพราบุญหนักหน้าเนื้อวากิว อร่อยเป็น “บุญปาก”บุญใดเล่าจะเท่า “บุญปาก” กะเพราบุญหนักหน้าเนื้อวากิว@Groove เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1

 กะเพราบุญหนักหน้าเนื้อวากิว อร่อยเป็น “บุญปาก”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F102350408049048%2Fvideos%2F347785433043474%2F&show_text=1&width=560

อร่อยฟินกับอาหารจานเดียวที่เราคุ้นเคยแต่รสชาติไม่ธรรมดารังสรรค์แบบสไตล์เฉพาะตัว ทั้งเมนูกะเพรา ก๋วยเตี๋ยวเรือ เมี่ยงปลาทู เมนูชูโรง- กะเพราบุญหนักหน้าเนื้อวากิว ข้าวผัดกะเพราแบบแห้ง เลือกกะเพราสูตรไทยเดิม เนื้อวากิวย่างชิ้นหนานุ่มเสริม พร้อมไข่ดาว กะเพราสูตรไทยจีน ผัดแบบชุ่มฉ่ราดบนข้าวสวย อร่อยรสเข้มข้นแบบขั้นกว่า

ก๋วยเตี๋ยวเรือสิริมงคลน้ำตกวากิว เมี่ยงปลาทู เลือกใช้ปลาทูทอดตัวโตๆ ถอดก้างมาให้กินง่าย มาพร้อมกับเครื่องเคียงสมุนไพร

ร้านบุญปาก อยู่ที่โซน Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 เปิดทุกวัน 10:00-16:00 น.

เช็กอินอุดรฯ ดินแดนแห่งศรัทธา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/634065

วันที่ 27 ก.ย. 2563 เวลา 09:44 น.เช็กอินอุดรฯ ดินแดนแห่งศรัทธาโพสต์ทูเดย์พาไปรู้จัก “อุดรธานี” ให้มากขึ้น พร้อมชม 6 สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในจังหวัดสะอาดประจำปี 2563 พาเยือนดินแดนศักด์สิทธิ์ สักการะพญานาคราช ‘ปู่ศรีสุทโธ’ ล่องแพ ‘น้ำพาน’ ชมดอกไม้บาน ‘ปทุมมา’ แวะสปาแหล่ง ‘เกลือสินเธาว์’ ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

“กรมหลวงประจักษ์ฯ สร้างเมือง ลือเลื่องแหล่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด

ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง แรงศรัทธาศรีสุทโธ ปทุมมาคำชะโนด”

เริ่มด้วยคำขวัญประจำ “จังหวัดอุดรธานี” จังหวัดที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และอีกไฮไลท์คือการเป็นดินแดนแห่งวัดป่า ประตูสู่ประเทศลาว ดินแดนอินโดจีน และดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา และมีหัตถกรรมผ้าขิตที่มีชื่อเสียงขจรขจาย

เดิมทีพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 5,000-7,000 ปี โดยมีหลักฐานจากการค้นพบที่บ้านเชียงอำเภอหนองหาน และภาพเขียนสีบนผนังถ้ำที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีมีอารยธรรมความเจริญในระดับสูง โดยเฉพาะลวดลายของเครื่องปั้นดินเผา สีลายเส้นที่บ้านเชียงที่มีการสันนิษฐานว่าแสดงถึงอายุของอารยธรรมที่อาจจะเก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

หลังจากยุคบ้านเชียงแล้ว ที่นี่ก็ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ กระทั่งล่วงเข้าสมัยทวาราวดี (พ.ศ.1200-1600) สมัยลพบุรี (พ.ศ.1200-1800) และสมัยสุโขทัย (พ.ศ.1800-2000) จากหลักฐานที่พบคือใบเสมาสมัยทวาราวดีลพบุรี และภาพเขียนปูนบนผนังโบสถ์ที่ปรักหักพังบริเวณเทือกเขาภูพานใกล้วัดพระพุทธบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ แต่ก็ยังไม่ปรากฏชื่ออุดรธานีในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

จังหวัดอุดรธานี เริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์ ราวปี พ.ศ.2117 ครั้งพระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ทรงเกณฑ์ทัพไทยให้ไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) โดยให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปช่วยรบ แต่เมื่อกองทัพไทยมาถึงเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเวียงจันทน์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรด้วยไข้ทรพิษจึงยกทัพกลับ และเมืองหนองบัวลำภูนี้เองสันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ

ในปี พ.ศ. 2428 เมืองอุดรธานีปรากฎอยู่ในชื่อ “บ้านหมากแข้ง” หรือ “บ้านเดื่อหมากแข้ง” อยู่ในสังกัดเมืองหนองคายขึ้นอยู่กับการปกครองกับมณฑลลาวพวนโดยสมัยนั้นพวกฮ่อได้รวมตัวก่อการร้ายกำเริบเสิบสานขึ้นอีกในมณฑลลาวพวนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและมีท่าทีจะรุนแรงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้และเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือไปทำการปราบปรามพวกฮ่อ

ภายหลังการปราบปรามฮ่อสงบแล้ว ไทยมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส เนื่องจากฝรั่งเศสต้องการลาว เขมร ญวน เป็นอาณานิคม เรียกว่า “กรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)” ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาประเทศไว้ จึงทรงสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และตามสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ มีเงื่อนไขห้ามประเทศสยามตั้งกองทหารและป้อมปราการอยู่ในรัศมี 25 กิโลเมตรของฝั่งแม่น้ำโขง หน่วยทหารไทยที่ตั้งประอยู่ที่เมืองหนองคายอันเป็นเมืองศูนย์กลางของหัวเมือง หรือมณฑลลาวพวน ซึ่งมีกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการ จำต้องอพยพเคลื่อนย้ายลึกเข้ามาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านเดื่อหมากแข้ง (ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดอุดรธานีปัจจุบัน)

เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชัยภูมิเหมาะสม เพราะมีแหล่งน้ำดี กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงบัญชาให้ตั้งศูนย์มณฑลลาวพวน และตั้งกองทหารขึ้น ณ หมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีกระแสพระบรมราชโองการให้จัดตั้งเมือง “อุดรธานี” ขึ้นที่บ้านหมากแข้ง อยู่ในการปกครองของมณฑลอุดร หลังการเปลื่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้วได้มีการปรับปรุงระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ยกเลิกการปกครองในระบบมณฑลในส่วนภูมิภาค ยังคงเหลือเฉพาะจังหวัดและอำเภอเท่านั้น มณฑลอุดรจึงถูกยุบเลิกไปเหลือเพียง “จังหวัดอุดรธานี” สืบมา

…เล่าย้อนถึงที่มากันแล้ว ก็ขอพาทัวร์แหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจแหล่งใหม่ๆ ของจังหวัดอุดรธานีเลยแล้วกัน

เริ่มกันที่ วังนาคินทร์ คำชะโนด

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ ตั้งอยู่ที่วัดศิริสุทโธ ตำบลวังทอง เชื่อว่าเป็นประตูสู่เมืองบาดาล  มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคตามความเชื่อของชาวอีสานและชาวลาว  ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวมีต้นชะโนดขึ้นปกคลุมหนาแน่น โดยลักษณะของต้นชะโนดคือ ลำต้นสูงคล้ายมะพร้าว ผลเหมือนลูกหมาก ส่วนใบเหมือนต้นตาล ภายในคำชะโนดมีต้นชะโนดรวม 1,865 ต้น เป็นสถานที่ประดิษฐานศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีประทุม ต้นมะเดื่อยักษ์ และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนต่างมาขอพรและสมหวังดั่งปรารถนากันมากมาย

ปัจจุบันคำชะโนดเพิ่มมาตรการคัดกรอง และคำนึงถึงเรื่องความสะอาดแ สุขลักษณะ มีการฉีดพ่น้ำยาฆ่าเชื้อ การจำกัดผู้เข้าไปภายในเป็นรอบๆ รวมถึงการขอความร่วมมือเรื่องการรักษาระยะห่าง ก่อนกลับทุกคนสามารถเลือกซื้อของฝาก ของที่ระลึก และอุดหนุนฉลากกินแบ่งรัฐบาลได้ตามอัธยาศัย

บ่อเกลือบ้านดุง แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

บ่อเกลือบ้านดุงถือเป็นบ่อเกลือสินเธาว์แห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย จังหวัดอุดรธานีเป็นหนึ่งในหลายจังหวัดของภาคอีสานที่ผลิตเกลือสินเธาว์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยมีพื้นที่ผลิตเกลือประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ใน 4 พื้นที่คือ พื้นที่ทำนาเกลือบ้านทุ่ง ตำบลบ้านชัย พื้นที่บ้านฝาง บ้านโพนสูงเหนือ-บ้านโพนสูงใต้ ตำบลโพนสูง พื้นที่บ้านดุงน้อย บ้านศรีสุทโธ ตำบลศรีสุทโธ และบ้านดุงเหนือ ตำบลบ้านดุง

คุณสมบัติของเกลือสินเธาว์นั้นมีแร่ธาตุอยู่หลากหลายชนิด มีคุณสมบัติไม่ทำให้ผิวแห้ง ผิวชุ่มชื้น และโคลนสามารถนำมาพอกตัวหมักตัว ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปัจจุบันมีการพัฒนาต่อยอดนำของดีจากชุมชนมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงสปาชั้นดีที่น่าไปลองสักครั้ง

ล่องแพน้ำพานจุดรวมพลคนคลายร้อน

อ่างเก็บน้ำพาน ตั้งอยู่ในอำเภอสร้างคอม ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลสร้างคอม  ตำบลนาสะอาด และตำบลเชียงดา มีพื้นที่รวมกว่า 4,300 ไร่ ถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งของภาคอีสาน สัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมพื้นบ้าน ชมเกาะกลางน้ำ (โนน) ศูนย์รวมความเชื่อของคนนาสะอาด สักการะศาลปู่บ่อโอ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนบานเรื่องการงาน ความสำเร็จ ขอฝนหน้าแล้ง แก้บนด้วยหมูทั้งตัว ภายในอ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายชนิด ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม จุดล่องแพน้ำพานจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน และเป็นที่เที่ยวอุดรธานีที่นักท่องเที่ยวเลือกมาเยือน

กิจกรรมยอดฮิตคือการล่องแพชมวิว ลงเล่นน้ำ ตกปลา ทำอาหาร และกิจกรรมภายในครอบครัว โดยสนนราคาเริ่มเพียง 300 บาท เพิ่มชั่วโมงละ 100 บาท หรือราคาเหมาวันละ 1,000 บาท ให้บริการเวลา 09.00-17.00 น. รองรับนักท่องเที่ยวได้ราว 5,000 คนต่อวัน กิจกรรมล่องแพน้ำพานจะปิดช่วงหน้ามรสุมเพื่อให้ปลาวางไข่ ช่วงเดือนมิถุนายน – กลางสิงหาคม

บ้านห้วยสำราญ ตระการไม้ดอกไม้ประดับ

เดิมที่บ้านห้วยสำราญชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำนาทำไร่มันสำปะหลัง ปี พ.ศ.2523 มีเกษตรกรในหมู่บ้านนำเบญจมาศพันธุ์มูเซอมาปลูกและเกิดรายได้ทำให้เกษตรกรในหมู่บ้านสนใจทำการปลูกไม้ดอก ปัจจุบันบ้านห้วยสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองอุดรธานี หมู่บ้านมีพื้นที่ 625 ไร่ ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเกษตรกรปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายพันธุ์ เช่น มะลิร้อยมาลัย เบญจมาศ ดาวเรือง ดอกพุด คัตเตอร์ (พีค็อก) กุหลาบร้อยมาลัย ไม้ตัดใบ เป็นต้น และยังมีกิจกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ พวงมาลัยไหว้พระ มาลัยกร มาลัยแต่งงาน พานบายศรี ช่อดอกไม้สด พวงหรีด แจกัน ซุ้มประตู้ เป็นต้น ที่นี่มีไม้ดอกไม้ประดับให้ปลูกและเก็บตลอดทั้งปี สลับสับเปลี่ยนตามฤดูกาล ทำให้เกิดเป็นรายได้หลักของหมู่บ้าน

และในช่วงนี้ที่นี่ยังมีงาน “ปทุมมาเบ่งบาน เที่ยวห้วยสำราญสุขใจ” ณ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ บ้านห้วยสำราญ-ห้วยเจริญ ต.หนองไฮ อ.เมืองอุดรธานี ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาชื่นชมความงดงามของแปลงปลูกดอกปทุมมากว่า 13 สายพันธุ์ที่เบ่งบานรับหน้าฝน และดอกปทุมมาพันธุ์ห้วยสำราญดอกสีชมพูอ่อน ที่มีเฉพาะบ้านห้วยสำราญเท่านั้น

ชมรอยฝ่ามือแดงอายุ 2,500 ปี วัดภูตะเภาทอง

วัดภูตะเภาทอง นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน บ้านหนองแวงสีชมพู ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ ปัจจุบันมีพระครูเขมกาญจโนภาส (สุพรรณ) เป็นเจ้าอาวาส เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตนิกาย พื้นที่ส่วนมากเป็นลานหิน และหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่าเดิมเป็นทะเล ต่อมาเกิดการยกตัวขึ้นเป็นลานหินและพื้นดิน ที่นี่รายล้อมด้วยผืนป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีไม้ป่านานาพันธุ์ที่เกิดบนภูเขาหินอย่างเหลือเชื่อ

ส่วนสองไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงวัดภูตะเภาทอง คือ “พญานาคราชสีทอง” ชื่อมุจลินท์ ซึ่งหลวงพ่อได้สร้างขึ้นตามนิมิต  บริเวณบ่อน้ำสีครามที่กั้นกลางระหว่างหินใหญ่ 2 ลูก ที่ขอบบ่อเนรมิตพญานาคสีทองขนาดใหญ่ 2 ตัว เมื่อเงาของพญานาคสะท้อนน้ำรวมกับแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วง จะเกิดปรากฏการณ์น้ำสีต่างๆ จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาส ซึ่งต้องให้นักท่องเที่ยวมาพิสูจน์ความอัศจรรย์ด้วยตนเอง

“รอยฝ่ามือแดง” ที่กรมศิลปากรตรวจสอบแล้วยืนยันว่ามีอายุประมาณ 2,500 ปี ใกล้เคียงกับผาแต้ม ปรากฏบนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งชื่อว่าเรือสำเภา เพราะมีรูปร่างคล้ายเรือ ที่วัดภูตะเภาทองช่วงเสาร์ อาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประมาณวันละ 1,000 คน ส่วนวันธรรมดาก็มีประมาณ 300-400 คน สำหรับที่นี่ใครได้มาต้องอยากกลับมาอีกครั้งเพราะความน่ารักและอบอุ่นของคนในพื้นที่

จุดชมวิวสามจังหวัด ณ วัดเขาช่องชาด

วัดเขาช่องชาด  อยู่ที่อำเภอหนองวัวซอ บริเวณสันเขาภูพานคำ เขตอุทยานแห่งชาดภูเก้าภูพานคำ  ห่างจากเทศบาลตำบลอูบมุงราว 6 กม. สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้เบญจพรรณ อาทิ ป่าไผ่ ประดู่ มะค่าโมง แดง ยาง ต้นชาด และกล้วยไม้ มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ไก่ป่า กระรอก กระแต นก ค้างคาว งู สุนัขป่า ฯลฯ วัดเขาช่องชาด เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520 เป็นสำนักสงฆ์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระอาจารย์บุญมี ฐานะจาโร 

จุดไฮไลท์คือ พระใหญ่เขาช่องชาด พระพุทธรูปองค์สีขาว กับราวบันไดพญานาคสีทอง และจุดชมวิวที่มองเห็นภาพทิวทัศน์เขาช่องชาด ซึ่งเป็นกันชนเขตแดนระหว่างสามจังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองบัวลำภู และขอนแก่น จุดที่สามารถมองเห็นภาพธรรมชาติภายในพื้นที่อำเภอหนองวัวซอได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งยังมองเห็นเจดีย์วัดดอยบันไดสวรรค์ได้ชัดเจน ส่วนทางด้านตะวันตกสามารถมองเห็นอำเภอโนนสัง อำเภอเมืองหนองบัวลำภู   ทิศใต้มองเห็นเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

ก่อนจบขอทิ้งไว้ด้วยวลีของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ที่ว่า “อุดรเป็นเมืองใหญ่ อยู่เฉยไม่ได้ เกียร์ว่างไม่มี” … แล้วเราจะกลับไปอีกครั้งเพื่อเที่ยวชมจังหวัดอุดรธานี และขอขอบพระคุณที่ให้เกียรติเราได้เป็นแขกเมืองของท่านเพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องดีๆ ที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ