อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634223

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 08:44 น.อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้แพทย์เตือนอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคที่ควรระวังในช่วงฤดูฝน พร้อมเผย Do&Don’t เรื่องที่ควรทำ ไม่ควรทำ และวิธีป้องกัน

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลราชวิถี แนะประชาชนดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ชี้กลุ่มเสี่ยงเด็กและผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจำเป็น หากผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ชีพจรเต้นเร็ว ควรพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้ 

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนทำให้มีความชื้นในอากาศมากเชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี ทำให้อาหารและน้ำดื่มมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคของระบบทางเดินอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ที่เกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

อาการของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือ

  • ถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติเกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวัน
  • อาจมีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน สาเหตุเกิดจากการได้รับเชื้อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้ออยู่ การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอมอาจจะทำให้ได้รับเชื้อได้

การดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

Do – กรณีที่เป็นเด็กให้ทานอาหารเหลวบ่อยๆ ส่วนวัยทั่วไปรวมถึงผู้สูงอายุให้ทานอาหารตามปกติ แต่ควรเป็นอาหารอ่อนและย่อยง่าย ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

Don’t – ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจะมีภาวะแทรกซ้อนในเด็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและแร่ธาตุจำเป็น รวมทั้งมีความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในเลือด เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถรักษาได้ตามอาการ หรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับการให้เกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไป และหากพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ควรนำไปพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหารก่อนรับประทานอาหารและภายหลังการเข้าสุขา
  • ดื่มน้ำสะอาด เช่น  น้ำต้มสุกน้ำบรรจุขวดถูกสุขลักษณะ
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ๆ
  • การบริโภคผักผลไม้สด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
  • กําจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันได้

นวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634070

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 12:50 น.นวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับเพิ่มความหวังในการรักษาของผู้ป่วย ด้วยนวัตกรรมยาใหม่เพื่อการรักษามะเร็งตับ พร้อมมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

“โรคมะเร็งตับ” ถือเป็นวิกฤตทางสุขภาพอันดับต้นๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก จากสถิติเผยว่า มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตของประชากรไทยเป็นอันดับหนึ่ง มีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตับมากกว่า 23,000 คนต่อปี นั่นคือในทุกๆ ชั่วโมงจะมีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งตับสูงถึง 2.6 คน

ตัวเลขนี้ยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยส่วนใหญ่พบในเพศชายสูงกว่าเพศหญิงถึง 2.3 เท่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในคนไทยคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี และอาจเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ การดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสมและการบริโภคอาหารที่ไม่ปรุงสุก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าของนวัตกรรมของยา และการรักษาโรคมะเร็งตับ ซึ่งจะสามารถช่วยชะลอการลุกลามของโรคและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยได้มากขึ้น 

ผศ.นพ.สืบพงศ์ ธนสารวิมล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคมะเร็ง ภาควิชามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “มะเร็งตับชนิดที่พบได้บ่อย คือมะเร็งที่เซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) ในปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งชนิดนี้ในคนไข้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ที่นิยมกัน ได้แก่ การให้ยาเคมีบำบัดทั้งทางหลอดเลือด และการให้ยาเคมีบำบัดที่ก้อนมะเร็งโดยตรง การฉายแสง รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้าเพื่อเพิ่มความเฉพาะเจาะจงในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับ ที่เป็นยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาวิธีการรักษาที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และยืดอายุของคนไข้” 

แม้โรคมะเร็งตับจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่หากได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที ก็สามารถช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคและยืดอายุคนไข้ให้นานยิ่งขึ้นได้ สำหรับคนไข้ที่เป็นมะเร็งที่เซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) และไม่สามารถผ่าตัดได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย ได้อนุมัตินวัตกรรมยารักษามะเร็งตับแบบใหม่ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมยาใหม่นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ที่ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มอัตราการรอดของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทานที่มีอยู่เดิม

นวัตกรรมยาที่ใช้รักษาแบบใหม่ที่กล่าวถึงนี้ คือการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับ ยาต้านการสร้างหลอดเลือดที่คอยให้อาหารแก่ก้อนมะเร็ง (Anti-angiogenesis) ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าการใช้ยาทั้ง 2 ชนิด มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง โดยยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น และยาต้านการสร้างหลอดเลือดจะลดปริมาณหลอดเลือดซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงอาหารไปยังเซลล์มะเร็ง มีผลทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้  โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยและช่วยควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามได้ สูงขึ้นถึง 42% และ 41%  ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor)6 ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา รวมถึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความเหมาะสมและปลอดภัยกับผู้ป่วยมากที่สุด

รศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ นายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (Thai Society of Clinical Oncology: TSCO) กล่าวว่า  “จากข้อมูลประสิทธิภาพของการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด (Anti-angiogenesis) เพื่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับที่ออกมานั้น ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ต่อไปนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในอนาคต”

“ปัจจุบันทางมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (TSCO) ได้ทำการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายในมุมของผู้ป่วย โดยได้รับความร่วมมือจากทางโรช ไทยแลนด์ จำกัด ที่ได้สนับสนุนการเข้าถึงการรักษาดังกล่าว จึงช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ระหว่างการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งข้อมูลที่ได้ดังกล่าวอาจจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาการเบิกจ่ายของการรักษาใหม่นี้ในอนาคต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป” ผศ.นพ.สืบพงศ์ ธนสารวิมล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคมะเร็ง ภาควิชามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด ถือเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการการแพทย์เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งตับในประเทศไทย ทำให้คุณภาพชีวิตและอัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยของผู้ป่วยสูงขึ้นได้ในระยะยาว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ผ่านทางแพทย์ผู้รักษา

เรื่องเล่าของ “หัวใจ” วันหัวใจโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633804

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 08:10 น.เรื่องเล่าของ “หัวใจ” วันหัวใจโลกค้นความหมายผ่านเรื่องเล่าของ “หัวใจ” พร้อมร่วมส่งต่อการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่ กับ “มูลนิธิรามาธิบดีฯ”

ท่ามกลางอุบัติการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทั่วโลกต่างก็กำลังวิตกกังวลถึงปัญหาสุขภาวะอนามัยในสังคม ยังมีอีกหนึ่งภัยเงียบใกล้ตัวที่อาจกำลังคุกคามชีวิตพวกเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว อย่าง “โรคหัวใจ” โรคไม่ติดต่อที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกขณะเวลา ซึ่งจากสถิติล่าสุดขององค์กรอนามัยโลก พบว่ามีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงถึง 17.9 ล้านรายต่อปี เป็นอันดับหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลก ขณะที่ประเทศไทยเอง พบว่ามีอัตราตัวเลขการเสียชีวิตสูงกว่า 20,000 รายต่อปี หรือในทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิต 2 คน

29 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันหัวใจโลก โดยสมาพันธ์หัวใจโลก เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของโรคหัวใจและหลอดเลือด  มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์กรการกุศลผู้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนาน จะมาเผยถึงแง่มุมการทำงานและอีกหลากหลายความหมายที่ยิ่งใหญ่ของ “หัวใจ” พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการ “ให้… (กำลัง)ใจ” กันและกัน ในวันหัวใจโลกปีนี้

ดูแล ‘หัวใจ’ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

“โรคหัวใจ” เป็นคำจำกัดความที่ครอบคลุมถึงหลายภาวะและมีหลายชนิด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดเหล่านี้ มักมีความสัมพันธ์กับสาเหตุของการเกิดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และอัมพฤกษ์ อัมพาต อย่าง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว 5-6 เท่า หลอดเลือดสมองอุดตัน 2.5-3 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-3 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง หากเกิดขึ้นกับหัวใจห้องล่าง คนไข้จะเสียชีวิตทันทีหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าไหลตาย แต่ถ้าหากเกิดกับหัวใจห้องบน จะส่งผลให้หัวใจเต้นไม่สัมพันธ์กัน หรือเรียกว่า “โรคหัวใจเต้นระริก” ที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีส่วนในการรณรงค์และผลักดันให้เกิดความรู้ความเข้าใจในโรคหัวใจเต้นระริกในสังคมไทยมาโดยตลอด เพราะโรคนี้สามารถป้องกันได้ หรือหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลัน รวมถึงอัตราการพิการและเสียชีวิตได้

อาจารย์ นายแพทย์ธัชพงศ์ งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้างานศูนย์รักษาหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานองค์กรนานาชาติด้านโรคไฟฟ้าหัวใจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2020 หรือ APHRS ได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า “หัวใจเต้นระริก หรือภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติของหัวใจห้องบน จะส่งผลให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งมีโอกาสที่จะหลุดออกจากหัวใจไปอุดกั้นหลอดเลือดสมอง นำมาซึ่งการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการของโรคหัวใจเต้นระริก โรคประจำตัวบางชนิดหรือหลายพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ อย่าง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น รวมถึง การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป รับประทานอาหารที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูงเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งความเครียด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหัวใจเต้นระริกและเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ปัจจุบันภาวะหัวใจเต้นระริกสามารถรักษาได้ด้วยกันหลายวิธี แต่ทว่าผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีสัญาณเตือนก่อน จึงมักจะมาพบแพทย์เมื่อช้าไป ดังนั้นควรหมั่นสังเกตุตนเอง เช่น การเช็คชีพจรอย่างสม่ำเสมอ เป็นการตรวจตัวเองได้เบื้องต้น หรือการตรวจสุขภาพประจำปี ก็เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้”

เพื่อส่งเสริมให้คนไทยทุกคนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง และเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในเบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Thai CV risk calculator บนระบบ iOs และ Andriod เพื่อให้ทราบถึงเปอร์เซนต์ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยจากโรคเส้น เลือดหัวใจตีบตัน และโรคเส้นเลือดสมองตีบตันในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าได้ด้วยตนเอง

ซึ่งแบบประเมินนี้ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขึ้น เพื่อติดตามศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรไทย ภายใต้โครงการศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อคนไทยทุกคน

หัวใจของผู้ให้ ส่งต่อกำลังใจสู่ผู้ป่วย

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมชีวิตที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะกับตนเองหรือคนรอบข้าง ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องประสบพบเจอ นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ หนึ่งในผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยและการแพทย์ไทยมากว่า 10 ปี กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาหลายเดือนมานี้ หลายคนที่เคยมองข้ามหรือละเลยความสำคัญของงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ การป้องกัน ส่งเสริม และรักษาสุขภาพ เริ่มหันกลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและสุขภาวะอนามัยในสังคมมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว ในทุกนาที ความเจ็บป่วยและความเสี่ยงต่อโรคร้ายมีอยู่ตลอดเวลา นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ยังคงและจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

เชื่อว่า ความสุขของทุกคน คือการได้เห็นสมาชิกในครอบครัวของตนเองมีความสุขทั้งกายและใจ เช่นเดียวกันกับ ผู้ป่วยยากไร้จำนวนมาก ที่ไม่เพียงปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ปราศจากโรคร้าย แต่ยังปรารถนาให้ครอ บครัวและคนรักมีความสุขในหัวใจที่ได้เห็นพวกเขาพ้นจากความทุกทรมานทางร่างกายอีกด้วย “เนื่องในโอกาสวันหัวใจโลกปีนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ นอกจากอยากให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกายใจของตนเองและคนรอบข้างให้แข็งแร็งแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ ดิฉันในฐานะตัวแทนของมูลนิธิ จึงอยากขอเชิญชวนทุกคนในสังคมร่วมสืบสานวัฒนธรรมแห่งการให้และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “กำลังใจ” หยิบยื่นพลังบวกให้กันและกัน ร่วมสร้างและส่งต่อกำลังใจนี้ไปยังผู้ป่วยยากไร้ที่กำลังเฝ้ารอความหวังในการรักษา ที่ไม่เพียงจะมอบคุณค่าทางจิตใจอย่างมหาศาลให้ผู้รับ หากแต่ยังช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในหัวใจของผู้ให้ทุกๆท่านอีกด้วย ร่วมแบ่งปันความสุขที่ยิ่งใหญ่ สุขในการเป็นผู้ให้ชีวิต ต่อลมหายใจของผู้ป่วยและสร้างความหวังในหัวใจของพวกเขาและครอบครัวด้วยกันนะคะ” นางสาวพรรณสิรี กล่าวปิดท้าย

ตลอดระยะเวลากว่า 51 ปี ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะศูนย์กลางระดมทุนและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวใจหรือความหมายมั่นสำคัญขององค์กร คือ การสร้างสุขภาวะหรือความมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ที่ผ่านมาได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รวมถึงผู้ป่วยจากโรคและภาวะหัวใจ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหัวใจเต้นผิดจังหวะ กองทุนเพื่อผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว และอีกหลากหลายโครงการ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วม ให้… (กำลัง)ใจ เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผู้ป่วยยากไร้ ผ่านการร่วมสมทบทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือสนับสนุนของที่ระลึกที่มีสัญลักษณ์หัวใจอินฟินิตี้ เส้นสายหัวใจสีแดงที่ต่อกันเป็นรูป ‘อินฟินิตี้’ ที่ใช้สื่อถึงความหมายของ ‘คำว่า ไม่สิ้นสุด (infinity)’ ทุกกำลังใจ ทุกกำลังทรัพย์ ที่ทุกท่านมอบให้ จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อใช้สร้างและพัฒนาให้เกิด

ความก้าวหน้าทางการแพทย์และความเท่าเทียมในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง เติมเต็มโอกาสและความหวังในการรักษาที่ดียิ่งขึ้นให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนต่อไป ดังปณิธานที่ว่า คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด

วิ่งแค่ 30 นาที ได้ผลดีเท่านี้เลยหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633801

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 07:57 น.วิ่งแค่ 30 นาที ได้ผลดีเท่านี้เลยหรือคนอยากฟิตต้องรู้!!! วิ่งแค่ 30 นาที ก็เกิดผลดีต่อร่างกายจนเราต้องทึ่ง

ยิ่งเราวิ่งมากเท่าไร ร่างกายของเราจะได้รับความช่วยเหลือมากขึ้นเท่านั้น คนที่วิ่งอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อาจ วิ่ง 30 นาที 1-2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น โดยไม่ต้องหยุด ทุกครั้งที่เราวิ่งเรียกเหงื่อ เซลล์ในร่างกายจะเริ่มทำงานและก่อให้เกิดปฏิกิริยาห่วงโซ่ ซึ่งส่งผลดีเลิศต่อร่างกายและจิตใจจนเราจนเราต้องทึ่ง!

1. “เมื่อเริ่มวิ่ง ในวินาทีแรกๆ กล้ามเนื้อเริ่มผลิตอะดีซีนไตรฟอสเฟต (ATP) ‘โมเลกุลที่ให้พลังงานสูงแก่เซลล์’ ซึ่งเราได้รับจากการสลายอาหาร” ATP เป็นพลังงานของร่างกายในทุกกิจกรรม ทั้งนอกร่มในร่มไม่ว่าจะเป็น เดิน วิ่ง กิน คิด คุย มีเซ็กซ์ เมื่อร่างกายจะใช้ ATP มันจะแตกตัวเป็น ADP แล้วปล่อยพลังงานออกมา

ไม่ใช่แค่พลังงานภายนอกเท่านั้น ยังเป็นพลังงานของอวัยวะภายใน เนื้อเยื่อ เซลล์ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การผลิตฮอร์โมน ลำพังกลูโคสยังให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรงไม่ได้ มันต้องแปลงร่างเป็น ATP เสียก่อน (ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะมัน เรียกว่าสำคัญกว่าบ้าน รถ โทรศัพท์มือถือ หรือ แฟนมากมายนัก)

2. “ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ใน 90 วินาทีแรก” เพราะเซลล์ในร่างกายจะย่อยสลายไกลโคเจน หรือ กลูโคสรูปแบบหนึ่งที่ร่างกายสะสมไว้ตามกล้ามเนื้อ และยังดึงกลูโคสจากเม็ดเลือดมาใช้โดยตรงเพื่อผลิต ATP ให้มากขึ้น (นี่เป็นเหตุผลว่าการออกกำลังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้) เมื่อร่างกายดึงกลูโคสมาใช้จำนวนมาก กล้ามเนื้อจะปล่อยกรดแลคติกซึ่งเป็นของเสีย ที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงานที่ไม่ใช้ออกซิเจน…และร่างกายจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าเรากำลังเหนื่อยล้า

3. “ใน 2-3 นาทีถัดมา หัวใจเต้นเร็วขึ้นสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ” ยกเว้นอวัยวะส่วนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายในขณะนั้น ช่วงนี้เราจะหายใจหอบถี่ เพราะเซลล์กล้ามเนื้อพยายามดึงออกซิเจนเข้าร่างกายเพื่อเผาผลาญกลูโคส ‘ตอนออกวิ่ง กล้ามเนื้อใหญ่สุดของร่างกาย คือ กลูเทียส แม็กซิมัส (ก้น) ส่วนขาและส่วนลำตัว ยังคงประคองให้เราเคลื่อนที่ต่อได้ ควบคุมสนับแข็ง และขยายข้อต่อสะโพกให้กว้างขึ้น เพื่อให้เท้าเคลื่อนไหวขึ้นลงได้’

ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญแคลอรี่และไขมันส่วนเกินที่สะสมเอาไว้ (นักวิ่งจะเผาผลาญได้ 100 แคลอรี่ต่อระยะทาง 1.6 กิโลเมตร) การเผาผลาญที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น…เพื่อลดความร้อน ระบบหมุนเวียนเลือดจะเปลี่ยนเส้นทางไปที่ผิวหนังแทน ใบหน้าเราจึงมีเลือดฝาด ต่อมเหงื่อเริ่มผลิตความชื้น เพื่อไม่ให้เราร้อนจนเกินไป

4. “เราจะรู้สึกสดชื่นขึ้น และแข็งแกร่งใน 10 นาที (หากเราฟิตจริง)” ถ้ากล้ามเนื้อและแหล่งผลิต ATP ในร่างกายยังคงมีเพียงพอ และดึงออกซิเจนมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเผาผลาญไขมันและกลูโคสได้ด้วย…แต่ถ้าเราไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ATP จะไม่สูงขึ้นเท่าที่ร่างกายต้องการ ‘เราจะเริ่มหายใจไม่ออก หรือดึงออกซิเจนมาใช้ไม่ทัน กรดแลคติกก็หลั่งไปทั่วร่างจนเราล้าแทบก้าวขาไม่ออก’

5. “หลัง 30 นาที…ถึงเส้นชัยเสียที” ถึงตอนนี้ ให้เราวิ่งช้าลงจนกลายเป็นการเดิน การใช้พลังงานจะลดต่ำ อัตราการหายใจเริ่มกลับสู่ปกติ ‘สมองถูกกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนโดพามีน ซึ่งเป็นสารที่สร้างความเบิกบานใจ’ ถึงตอนนี้แม้เราจะอยากกินของหวานบ้างก็ไม่มีปัญหา เพราะร่างกายได้สร้างแหล่งไว้เก็บไกลโคเจนเรียบร้อยแล้ว แคลอรีส่วนเกินจึงไม่ถูกเก็บไว้ในรูปไขมัน

.

ที่มา : ไปวิ่งกัน : RunningHub

ภาพ : Freepik

“ชิคุนกุนยา” อีกโรคยอดฮิตที่มากับยุงลายพาหะตัวร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633672

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 07:39 น.“ชิคุนกุนยา” อีกโรคยอดฮิตที่มากับยุงลายพาหะตัวร้ายรู้หรือไม่ โรคที่มากับสายฝน ไม่ได้มีแต่ไข้เลือดออก “ชิคุนกุนยา” อีกโรคยอดฮิตที่มากับยุงลายพาหะตัวร้าย อีกอันตรายช่วงฝนตก

หลายคนคงเข้าใจกันว่า โรคยอดฮิตที่มักจะเป็นกันมากในช่วงฤดูฝนเป็นโรคไข้เลือดออก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกโรคที่ฮิตในหน้าฝนไม่แพ้กัน นั่นคือ “โรคชิคุนกุนยา” หรือ “โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ซึ่งมาจากพาหะเดียวกันได้แก่ยุงลาย

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ในเครือ “พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” โดย แพทย์หญิงขวัญนุช ศรีกาลา กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี เผยเรื่องราวเกี่ยวกับ “โรคชิคุนกุนยา” ความอันตรายของโรคนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ในบทความนี้มีคำตอบ

พบโรคชิคุนกุนยาได้ในทุกช่วงอายุ

โรคชิคุนกุนยา หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส Chikungunya Virus ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่า เพียงครึ่งปีแรกของปี 2563 พบผู้ป่วยเกือบ 2,000 รายเลยทีเดียว นอกจากนี้พื้นที่การแพร่ระบาดมีการขยายในวงกว้างมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่ป่วยยังพบได้ในทุกช่วงอายุอีกด้วย โดยจะพบมากที่สุดในช่วงอายุ 25-34 ปี 

อาการของโรคชิคุนกุนยา

มีไข้สูงอย่างฉับพลัน อ่อนเพลีย ปวดหัว ข้ออักเสบ ปวดตามข้อมือ ข้อเท้า ข้อต่อแขนขา โดยจะปวดไล่ไปเรื่อย เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ข้อต่อบวม เข่าและข้อต่อไม่มีแรง จนไม่สามารถขยับได้ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ คันหรือมีผื่นขึ้นตามตัว ตาแดง

หากพบว่า มีอาการข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยห้ามทานยาลดไข้แอสไพริน (Aspirin) เป็นอันขาด เนื่องจากจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

อาการที่แตกต่างจากโรคไข้เลือดออก

แม้ว่าจะเป็นโรคที่ติดต่อจากยุงลายเหมือนกัน มีความรุนแรงเหมือนกัน และอาจมีอาการคล้ายโรคไข้เลือดออกบ้าง แต่จะมีบางอาการที่พบได้เฉพาะในโรคชิคุนกุนยาเท่านั้น และจะไม่อันตรายเท่าโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  • โรคชิคุนกุนยาจะไม่มีเกร็ดเลือดต่ำจนมีเลือดออกรุนแรงอย่างโรคไข้เลือดออก
  • โรคชิคุนกุนยาจะไม่มีผนังเส้นเลือดฝอยผิดปกติจนทำให้มีน้ำเลือดรั่วออกนอกเส้นเลือด ซึ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำ จนผู้ป่วยเกิดอาการช็อค อย่างโรคไข้เลือดออก
  • แม้ว่าโรคชิคุนกุนยาจะถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรง แต่โรคนี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างโรคไข้เลือดออก แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตามข้อทรมาน ซึ่งอาจปวดนานเป็นเดือนหรือเป็นปีก็มี

หากรู้ทันโรคสามารถป้องกันได้

โรคชิคุนกุนยายังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ การรักษาจึงทำได้แค่รักษาตามอาการ เพื่อลดอาการของผู้ป่วย เช่น การใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวด เช็ดตัว พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และป้องกันไม่ให้ยุงกัด เป็นต้น เพราะฉะนั้นการป้องกันจึงสำคัญที่สุด ซึ่งเราสามารถป้องกันได้โดย

  • เก็บบ้านให้ปลอดโปร่ง
  • เก็บขยะ
  • ปิดแหล่งน้ำให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายตัวร้ายที่เป็นพาหะของโรค
  • ใช้ยาทากันยุงบนผิวหนังหรือบนเสื้อผ้า
  • ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือเสื้อผ้าที่ไม่เปิดเผยผิวหนัง

หลายโรคที่ต้องเฝ้าระวังในหน้าฝน ดังนั้น ควรหมั่นดูแลและรักษาสุขภาพ ตามข้อปฏิบัติดังกล่าวที่เราแนะนำไว้ข้างต้น รวมทั้งหมั่นเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

COVID-19 ปูทางวิถีการกินอาหารแบบใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633610

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.COVID-19 ปูทางวิถีการกินอาหารแบบใหม่สถานการณ์ COVID-19 ทำให้การบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วงโรคระบาด องค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติ ย้ำผู้บริโภคเลือกอาหารที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพกว่าเดิม

รายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยการบริโภคเนื้อสัตว์ต่อจำนวนประชากร คาดการณ์ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ด้วยสถิติลดลงกว่า 3% จากปี 2019 เผยให้เห็นปริมาณการบริโภคที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ปี 2000 พร้อมย้ำว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วง COVID-19 ส่งผลกระทบสู่ปัญหาการขนส่งติดขัด เช่น ข้อจำกัดด้านการคมนาคม รวมถึงความต้องการของร้านอาหารที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการของเนื้อสัตว์ทั่วโลกลดลง นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอีกข้อได้แก่ การขาดแรงงานเพื่อการบรรจุเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกิดการระบาดไวรัสร้ายแรงมากที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งกรณีโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในภูมิภาคเอเชียก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความต้องการเนื้อสัตว์ลดลงด้วย ส่งผลให้สุกรกว่าหนึ่งในสี่ทั่วโลกต้องตายหรือถูกเชือดจากการติดโรค

ในประเทศไทย ความต้องการผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลดลงตามกระแสโลก โดยรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่าการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการเนื้อไก่ เนื้อหมู นมพร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์ประมงในประเทศลดลง สืบเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป ซึ่งส่งผลกระทบถึงการปิดโรงแรม และธุรกิจการบริการอื่นๆ รวมถึงการกำหนดมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคม

ทว่า แม้ก่อนเกิดโรคระบาด สถาบัน Rabobank ได้ทำการคาดการณ์ว่า ความต้องการโปรตีนจากสัตว์และอาหารสัตว์จะลดลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเทรนด์การบริโภคใหม่ ๆ โดยการคาดการณ์ของสถาบันระบุว่า การบริโภคเนื้อวัวจะได้รับผลกระทบ ลดลง 9-13% เนื้อหมูจะลดลง 4-17% และปลาจะลดลง 6-11% ส่วนความต้องการของสัตว์ปีกในประเทศไทยจะลดลงถึง 1%-4%

ปูทางให้กับวิถีการกินอาหารแบบใหม่

เมื่อการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ความต้องการของผลิตภัณฑ์จากพืชกลับสูงขึ้นกว่า 53% ดังนั้น เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคที่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสู่อาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสัตว์ร่วมโลก องค์กรพัฒนาเอกชน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล จึงนำเสนอโครงการทดลองอาหารวีแกนฟรี ชื่อ “โครงการท้าลอง 22 วัน” ซึ่งเชิญชวนผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อมาลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแบบใหม่เป็นเวลา 21 วัน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสูตรอาหาร ความช่วยเหลือด้านสารอาหาร รวมถึงเคล็ดลับในการกินอาหารจากพืชจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

นายธีรธร กล่อมเกลา ผู้จัดการโครงการท้าลอง 22 วัน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล กล่าวว่า “นอกจากเหตุผลทางด้านการขนส่งแล้ว เหตุการณ์การแพร่ระบาดยังส่งผลให้ผู้คนหันมาพิจารณาพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองมากขึ้น จากรายงานขององค์กรสหประชาชาติ ชี้ให้เห็นว่า การแพร่ระบาดใหม่ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกับการแพร่ระบาดในปัจจุบัน หรืออาจร้ายแรงยิ่งกว่า อาจเกิดขึ้นอีกได้ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการบริโภคอาหาร” 

แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าการแพร่เชื้อเกิดขึ้นจากสัตว์ป่าแพร่มาสู่คน ซึ่งในแง่ของความเสี่ยงที่อาจเกิดการระบาดครั้งใหม่นี้ สัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้ในฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

จากรายงานขององค์กรสหประชาชาติ พบว่า 75% ของเชื้อโรคที่พบในทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ รวมไปถึงเขื่อน การชลประทาน และฟาร์มปศุสัตว์ มีความเชื่อโยงกับการติดเชื้อในมนุษย์ถึง 25% องค์กรสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อไวรัสและการบริโภคเนื้อสัตว์ ตามที่โครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เผยว่า สัตว์จำพวกวัว หมู และไก่ เป็นปัจจัยของการแพร่กระจายเชื้อโรค เพราะสัตว์จำพวกนี้ มักถูกเลี้ยงในสภาพที่ “ไม่เหมาะสม” เพื่อให้ผลผลิตที่สูงกว่า อีกทั้งยังอยู่ในสถานที่ที่ขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ที่มีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์อยู่รวมกัน ยิ่งไปกว่านั้น ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะถูกเลี้ยงอยู่ในระบบที่เรียกว่า ฟาร์มเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระบบที่ขังสัตว์หลายพันชีวิตไว้ด้วยกัน และไม่มีโอกาสให้สัตว์ได้รักษาระยะห่างจากกันเลย

ความหนาแน่นของปศุสัตว์ส่งผลกระทบให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางสายพันธุ์ และทำให้สัตว์ รวมถึงโรคจากสัตว์ ใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งขึ้น องค์ประกอบทั้งหมดนี้เป็นส่วนผลักดันให้เกิดการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่และอาจนำไปสู่การแพ่ระบาดในอนาคต

ในขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในโรงฆ่าและชำแหละสัตว์ในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมไปถึงเยอรมัน ส่งผลให้การแพร่เชื้ออย่างกว้างขวางในหมู่คนงานโรงแพ็คเนื้อสัตว์กลายเป็นข่าวใหญ่

“จากข้อมูลข้างต้น ทำให้สรุปได้ว่า สังคมของเราควรจะพึ่งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้น้อยที่สุดเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของเราเอง และด้วยความต้องการเนื้อสัตว์ที่ลดลง ตลาดอาหารแพลนต์เบสมีความต้องการสูงขึ้น ดูเหมือนว่าเรากำลังเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ในการบริโภคอาหาร” นายธีรธร กล่าวเสริม

‘หมอมนูญ’ แนะคนเยี่ยม-คนเฝ้าไข้ ‘โรเบิร์ต สายควัน’ ตรวจวัณโรคปอด ระบุโรคนี้ติดต่อได้ง่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633601

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 13:40 น.‘หมอมนูญ’ แนะคนเยี่ยม-คนเฝ้าไข้ ‘โรเบิร์ต สายควัน’ ตรวจวัณโรคปอด ระบุโรคนี้ติดต่อได้ง่ายนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ โพสต์แนะนำให้ผู้ที่เยี่ยมหรือเฝ้าไข้ “โรเบิร์ต สายควัน” ตรวจหาวัณโรคปอด เผยโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สืบเนื่องจากกรณี นายไพฑูรย์ พุ่มรัตน์ หรือโรเบิร์ต สายควัน ดาวตลกชื่อดัง เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วยเป็นโรควัณโรคปอด เพจ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจผู้ป่วยหนักและโรคผู้สูงอายุประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์แนะนำให้ผู้ที่เยี่ยมหรือเฝ้าผู้ป่วยวัณโรคปอดหวั่นว่าจะติดเชื้อวัณโรคได้ โดยระบุว่า

…”ข่าวดาวตลกดัง โรเบิร์ต สายควัน ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์ตรวจไม่พบมะเร็งปอดแล้ว แต่พบเชื้อวัณโรคปอดแทน เสียชีวิต ทำให้คนที่ไปเยี่ยมศิลปินตลก วิตกกังวลว่าจะติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ มีข้อมูลผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคแต่ไม่ได้รับการรักษา จะกระจายให้ผู้อื่นอีก 10-15 คนต่อปี

วัณโรคส่วนใหญ่เป็นที่ปอด เชื้อวัณโรคในปอดแพร่กระจายออกมาในอากาศเวลาผู้ป่วยพูด ไอ จาม เชื้อลอยในอากาศ มีชีวิตหลายชั่วโมง การติดเชื้อไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพียงแต่หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อวัณโรคเข้าถุงลม แล้วเชื้อทะลุเข้าหลอดเลือด กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ

วัณโรคติดต่อกันทางการหายใจ ไม่ติดต่อทางการสัมผัส ทางอาหาร ไม่จำเป็นต้องแยกจาน ภาชนะ

การจะรับเชื้อวัณโรคหรือไม่ขึ้นอยู่กับ

1. ผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในระยะแพร่เชื้อหรือไม่ ถ้าพบเชื้อวัณโรคในเสมหะ โอกาสการแพร่เชื้อได้มาก

2. ผู้ป่วยได้รับยารักษาวัณโรคหรือไม่ ถ้าได้กินยารักษาวัณโรคติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ โอกาสการแพร่เชื้อลดลง

3. อยู่ในสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทำให้เชื้อลอยอยู่ในอากาศนานหลายๆชั่วโมง โอกาสการแพร่เชื้อสูง

4. ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ ถ้าใส่โอกาสการแพร่เชื้อลดลงกว่าครึ่ง

5. คนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ ถ้าใส่โอกาสการรับเชื้อลดลง

ถ้าหายใจรับเชื้อวัณโรคเข้าไป คนปกติอย่างมากร้อยละ 5 จะป่วยเป็นโรควัณโรค ซึ่งต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี ที่เหลือจะมีวัณโรคแฝงอยู่ในตัวโดยร่างกายควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบในอวัยวะต่างๆโดยที่เชื้อยังไม่ตาย มีเพียงร้อยละ 5 เชื้อวัณโรคที่เคยสงบนิ่งอยู่ในร่างกาย จะกำเริบป่วยเป็นวัณโรคด้วยอัตราต่ำกว่า 0.3% ต่อปีในภายหลัง การตรวจสอบว่าเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายหรือยัง ตรวจสอบได้โดย

1. การฉีดทูเบอร์คูลินเข้าใต้ผิวหนังและอ่านปฏิกิริยาของทูเบอร์คูลินภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง การแปลผลลำบาก เพราะคนไทยเคยรับวัคซีนบีซีจี ป้องกันวัณโรคตอนแรกเกิด

2. เจาะเลือดตรวจหาวัณโรคแฝง ข้อจำกัดราคาแพง

ทั้ง 2 วิธี ต้องใช้เวลานานถึง 2-3 เดือน กว่าจะให้ผลบวก ไม่ใช่รับเชื้อวันนี้ อีก 1 สัปดาห์ให้ผลบวก 1 ใน 3 ของคนไทยประมาณ 20 ล้านคนมีวัณโรคแฝงอยู่ในตัวโดยไม่มีอาการ และไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ส่วนใหญ่แพทย์จะไม่ทำอะไร ยกเว้น คนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเอดส์ คนในครอบครัวของผู้ป่วย เด็กเล็ก คนที่มีประวัติอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แพทย์จะให้ยากินป้องกันเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นวัณโรคในภายหลัง ก่อนให้ยาป้องกัน ต้องทำเอกซเรย์ปอด และแน่ใจว่าไม่ได้กำลังป่วยเป็นวัณโรค”

ที่มา :  https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1746330355533721&id=604030819763686

ชาวพะเยาพร้อมใจ ตักบาตรเทโวโรหณะ พระ 108 รูป เนื่องในวันออกพรรษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/445097

ชาวพะเยาพร้อมใจ ตักบาตรเทโวโรหณะ พระ 108 รูป เนื่องในวันออกพรรษา

ชาวพะเยาพร้อมใจ ตักบาตรเทโวโรหณะ พระ 108 รูป เนื่องในวันออกพรรษา

3 ตุลาคม 2563 – 10:35 น.

ชาวพะเยาพร้อมใจกันตักบาตรเทโวโรหณะ มหาปวารณาออกพรรษา พระสงฆ์ 108 รูปเดินลงบันใดนาคสูงชัน 167 ขั้น ระยะทางเกือบ 1กม.

เช้านี้ (3 ตุลาคม 2563) ที่บริเวณบันไดนาควัดพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา วัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา พ.อ.มนัส  ชมภูกูล รองเสนาธิการ มทบ.34 น.ส.จุฬาสินี โรจนคุณกำจร นายกเทศมนตรีเมืองพะเยาพร้อมส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดพะเยาเกือบกว่า 500 คน ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ สามเณร จำนวน 108 รูป โดยยืนเรียงรายลดหลั่นตามบันไดนาค 167 ขั้น

จากบนวัดพระธาตุจอมทองลงมาตามทางลาดตามลำตัวพญานาคสู่ประตูทางเข้าวัดด้านตรงกันข้ามวัดศรีโคมคำ หรือวัดพระเจ้าตนหลวงระยะทางเกือบ 1 กม. ซึ่งพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะของจังหวัดพะเยา จะจัดบริเวณทางขึ้นบันใดนาควัดพระตุจอมทอง โดยจะทำขึ้นเป็นประจำทุกปีหลังจากที่ออกพรรษา 1 วัน เพื่อระลึกถึงวันที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดาและลงมาสู่โลก และเพื่อสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณกาล

คำว่า เทโว ย่อมาจาก เทโวโรหณะ แปลว่า การเสด็จลงจากเทวโลก การตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลก โดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา (3 เดือน) และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชน ผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตร เพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/445060

คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO


คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO
2 ตุลาคม 2563 – 18:38 น.

คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO


มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยความสนับสนุนของบี.กริม, บีดีเอ็มเอส, เมืองไทยประกันภัย, มูลนิธิเอสซีจี และโรงแรมแมนดารินโอเรียนตัล ขอเชิญชมการแสดงคอนเสิร์ตน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รายการ“Germanic Brilliance and Glory” 

คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO


งานนี้เชิญ บิง ฮาน (Bing Han) นักไวโอลินสาวชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (RBSO) อำนวยเพลงโดยมิเชล ทิลคิน ผู้อำนวยการด้านดนตรีวง RBSO ชาวเบลเยี่ยม นำเสนอ 2 บทเพลงมาสเตอร์พีซยุคโรแมนติค  คือไวโอลินคอนแชร์โต ในบันไดเสียง อี ไมเนอร์ ของ เฟลิกซ์ เม็นเดลโซห์น  คีตกวีเอกชาวเยอรมันผู้เฉลียวฉลาดขั้นอัจฉริยะ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘โมสาร์ท ‘ ของเยอรมัน และซิมโฟนีหมายเลข 1 ของโยฮันเนส บรามส์ หนึ่งในสามคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ อันได้แก่ บาค  เบโธเฟน บรามส์  ซึ่งได้รับการขนานนามว่า The Three Big B’s 
               

ไวโอลินคอนแชร์โตของเม็นเดลโซนห์  เริ่มด้วยทำนองเดี่ยวไวโอลินอันอ้อยสร้อย นำเข้าสู่ทำนองที่สดใส ฟังติดหู บรรเลงสลับกับกลุ่มเครื่องเป่าลมไม้อย่างไพเราะ จับใจ ท่อนที่สอง ทำนองเดี่ยวไวโอลินิ่นอ่อนหวาน ศิลปินเดี่ยวโชว์ฝีมือในแบบต่างๆ อาทิ การเล่นทำนองเดี่ยวด้วยสายคู่พร้อมกันทำให้ไพเราะยิ่งขึ้น        

ดนตรีท่อนสุดท้าย  รวดเร็ว มีชีวิตชีวา ศิลปินเดี่ยวบรรเลงประชันกับวงได้อย่างน่าฟัง  ช่วงคาเด็นซ่า ซึ่งวงจะหยุดบรรเลง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินเดี่ยวได้โชว์ฝีมือ กลเม็ดเด็ดพรายเต็มที่ ดนตรีเปี่ยมไปด้วยพลัง  ตื่นตาตื่นใจ  และหวนกลับมาบรรเลงร่วมกันกับวงจนจบลงอย่างอลังการ        

คอนเสิร์ตน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เชิญนักไวโอลินชาวจีนบรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO


       
นักวิจารณ์กล่าวว่า ไม่มีบทประพันธ์ชิ้นใดของเม็นเดลโซห์นที่จะแสดงจิตใจอันแจ่มใส ร่าเริงมีเสน่ห์ เทียบเท่ากับงานชิ้นนี้ ถือเป็นหนึ่งใน 5 บทของไวโอลินคอนแชร์โต้ที่นิยมบรรเลงและฟังกันมากที่สุด 


ศิลปินเดี่ยวคือ บิง ฮาน (Bing Han) นักไวโอลินสาวชาวจีน ปัจจุบันเป็นหัวหน้าวง RBSO สำเร็จการศึกษาด้านไวโอลินที่วิทยาลัยดนตรีแห่งกรุงปักกิ่ง และศึกษาด้านการแสดงไวโอลิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมาสทริสท์ (เนเธอร์แลนด์)  ร่วมงานกับวง RBSO มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ผลงานล่าสุดเธอได้บรรเลงเดี่ยวกับวง RBSO เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา        

ปิดท้ายรายการด้วยซิมโฟนีหมายเลข 1 ของบรามส์ คีตกวีเอกชาวเยอรมัน  ทำนองหลักและแนวประสานเสียงสร้างสรรค์ได้อย่างงดงาม มีสีสันและรสนิยม แสดงอารมณ์สุดขั้ว  ท่อนช้าโดดเด่นด้วยเสียงปีโอโบในท่วงทำนองที่งดงาม  ท่อนสุดท้ายจะได้ยินทำนองหลักอันไพเราะ สง่างาม คุ้นหู บรรเลงด้วย
        

กลุ่มฮอร์นอย่างโดดเด่น โดยมีกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองบรรเลงตอบรับด้วยทำนองต่างๆ  จากนั้นทำนองหลักที่คุ้นหูนี้จะย้อนกลับมาบรรเลงโดยกลุ่มเครื่องสายทั้งวง ให้ความรู้สึกดื่มด่ำ จบลงด้วยการบรรเลงพร้อมกันทั้งวงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
       

การแสดงจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม นี้ เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา  300, 700, 900, 1200, 1500 บาท

ส่วนลดสำหรับบัตรทุกราคา –ลด 50% สำหรับนักเรียนนักศึกษา –ลด 50% สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 60ปีขึ้นไป
จำหน่ายบัตรที่ Thaiticketmajor โทร. 02-262-3456  สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานมูลนิธิ RBSO โทร. 02-255 6617-8; 02 255 9191-2
www.rbsothailand.com / Email: rbso@bangkoksymphony.org 

เรือนจำจังหวัดสุโขทัย ดำเนินโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/445046

เรือนจำจังหวัดสุโขทัย ดำเนินโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง

เรือนจำจังหวัดสุโขทัย ดำเนินโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง

2 ตุลาคม 2563 – 15:57 น.

เรือนจำจังหวัดสุโขทัย ดำเนินโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสุชาติ  ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีปิดการฝึกโครงการพระราชทาน โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง เรือนจำจังหวัดสุโขทัย ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้มีการฝึกโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง เรือนจำจังหวัดสุโขทัย กรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก

โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิด การฝึกวินัย การลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้เมื่อพ้นโทษออกไปภายนอก การฝึกโครงการพระราชทาน โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง เรือนจำจังหวัดสุโขทัย กรมราชทัณฑ์ มีผู้เข้ารับการฝึกเป็นผู้ต้องขังชาย 107 คนผู้ต้องขังหญิง 23 คน รวมทั้งสิ้น 130 คน ฝึกอบรมเป็นเวลา 14 วันระหว่างวันที่ 14 กันยายน – 1 ตุลาคม 2563 ซึ่งหลังการฝึกอบรมจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ทั้งสามารถช่วยเหลือประชาชนทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้

จากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เป็นประธานปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีความประพฤติดี ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษและปล่อยตัว ซึ่งในการพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ ได้มีพระมหากรุณาธิคุณ ให้ปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ ตามมาตรา 7,8,9,10,12 จำนวน 110 คน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้น ได้กลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

ศรีสุดา ชัยวงศ์ศรีอรุณ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุโขทัย