YANG มื้อง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงที่วางช้อนไม่ลงเพราะความอร่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631403

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 13:01 น.YANG มื้อง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงที่วางช้อนไม่ลงเพราะความอร่อยพาชิมร้านเปิดใหม่ในย่านพระราม 9 “YANG Hong Kong Cafe” Quick Meal ที่มาในคอนเซ็ปต์ “มื้ออร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง” ชิมเมนูเลิศรสที่สะกดทุกความหิว by เชฟอำนาจ เชาว์วันกลา

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

กินเที่ยว โพสต์ทูเดย์ ครั้งนี้ เราพาไปที่ YANG Hong Kong Café ร้านอาหารเปิดใหม่ที่มาในสไตล์  Modern Hong Kong Café พร้อมคอนเซ็ปต์ “มื้ออร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง” ร้านที่คัดสรรเมนูเลื่องชื่อที่บอกเล่าวัฒนธรรมการกินอาหารของฮ่องกงได้อย่างประณีต พร้อมปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม ก่อนนำมาปรุงเป็นเมนูอร่อยระดับตำนานผ่านฝีมือเชฟอำนาจ เชาว์วันกลาง Head Chef จากภัตตาคารอีสต์โอเชี่ยน โรงแรม SC Park Hotel ผู้มากประสบการณ์

YANG Hong Kong Café เป็นธุรกิจใหม่ของสองพี่น้องนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่แห่งครอบครัวชินวัตร นำโดยคุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และคุณแพทองธาร ชินวัตร โดยมีแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยเล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำภัตตาคารจีนกว่า 20 ปี จึงตัดสินใจต่อยอดธุรกิจสู่การเป็นผู้นำเทรนด์อาหารฮ่องกงสไตล์โมเดิร์นที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ได้อย่างลงตัว พร้อมปรับรูปแบบมื้ออาหารเน้นความสะดวก รวดเร็ว แต่ยังเน้นความอร่อยและความพิถีพิถันในทุกเมนูไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยคัดสรรเมนูชื่อดังของฮ่องกงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเดินทางทั่วโลกมาเป็นอาหารจานเดียวในแบบ Quick Meal 

ส่วนเอกลักษณ์ 2 อย่างที่ทำให้ YANG Hong Kong Café แตกต่างจากร้านอาหารจีนอื่นๆ  อย่างแรกคือ ‘Crafted Cooking’ บ่งบอกถึงความประณีตในทุกขั้นตอน แม้จะเป็นเมนูที่เรียบง่าย ทว่า กลับพิถีพิถันตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การปรุงอาหารจนถึงรสชาติที่ถูกปากคนไทย ภายใต้มาตรฐานเดียวกับภัตตาคารจีนชั้นนำของเมืองไทย อย่างที่สองคือ ‘Original but Fusion’ เพราะทุกเมนูติ่มซำของทางร้านเป็นสูตรต้นตำรับตามแบบฉบับฮ่องกงแท้ นำมาผสมผสานกับความโมเดิร์นผ่านรสชาติและการจัดจานเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

เมนูที่มาแล้วต้องลอง อาทิ ซาลาเปาไส้ไข่เค็มลาวา ซาลาเปาไส้หมูแดง สูตรลับคือการใช้แป้งเชื้อที่มีการต่อเชื้อมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ทำให้แป้งของซาลาเปาขึ้นรูปสวย มีเนื้อนุ่มและแน่น โดดเด่นไม่เหมือนใคร เลือกใช้หมูสันคอไส้หมูแดงเนื้อแน่นมาปรุงกับเครื่องเทศก่อนนำไปย่างจนหอมเกรียม แล้วนำเอาหมูแดงมาฉีกเป็นเส้นๆ ผสมเข้ากับน้ำที่เกิดจากการย่างหมูแดงและเครื่องปรุงนำเข้าจากฮ่องกง ต้องบอกเลยว่า กว่าจะได้เป็นเมนูซาลาเปาต้องผ่านขั้นตอนที่ใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว และที่สำคัญคือต้องทำสดใหม่ทุกวัน

ทางด้านขนมจีบและฮะเก๋ากุ้ง ก็อร่อยไม่น้อยหน้า ร้านนนี้เลือกใช้กุ้งคัดไซส์พิเศษ 2 ขนาด ทั้งไซส์ใหญ่และเล็ก เพื่อสร้างรสสัมผัสที่แตกต่างกัน คือกุ้งไซส์ใหญ่จะทำหน้าที่ในการเพิ่มความเด้งและหนึบ ส่วนกุ้งไซส์เล็กจะทำหน้าที่สร้างความกรอบให้กับตัวไส้ อีกเทคนิคที่เชฟใช้คือการ drain น้ำหลายรอบเพื่อทำให้กลิ่นคาวหายไป ทำให้เนื้อของกุ้งสามารถซึมซับรสชาติจากเครื่องปรุงได้อย่างดีเยี่ยม

ของทอดแนะนำ ปอเปี๊ยะกุ้งทอด ปอเปี๊ยะคือรูปทรงเรียว หอมกลิ่นงา ตามด้วยเมนู เผือกทอด ที่แป้งของทำจากเผือกล้วน  ผ่านขั้นตอนการบดและเพิ่มความหอมด้วยเนยฮ่องกง สอดใส้อัดแน่นทั้งกุนเชียง สามชั้นแห้งนำเข้าจากฮ่องกง ผสมเข้ากับเห็ดหอมและเนื้อไก่ เสร็จแล้วนำไปทอดในน้ำมันให้ฟูเหลืองกรอบ ทานคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยเพื่อช่วยเพิ่มความหวาน ฝั่นโก๋ไส้กุ้ง  เมนูที่หาทานค่อนข้างยาก  ตัวแป้งห่อทางร้านใช้แป้งผสมกับ Sweet potato  คลุกเคล้าแล้วนำมาขึ้นรูปเพื่อห่อไส้ บิดเป็นเกลียว ทอดจนกรุบกรอบตรงส่วนเกลียวและนุ่มตรงส่วนที่ห่อไส้ โดยตัวไส้จะเป็นกุ้งผสมกับแครรอทและรากผักชี

เมนูจานเดียวแบบ Hong Kong Quick Meal  แนะนำเป็น โจ๊กฮ่องกง  เซ็ตโจ๊กฮ่องกงสูตรออริจินัล เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งที่ประยุกต์ปาท่องโก๋ทอดให้เป็นปอเปี๊ยะกุ้งสูตรเด็ดของทางร้าน เข้ากันสุดๆ เมื่อทานคู่กับโจ๊กแสนอร่อย ข้าวไก่อบเสฉวน  เมนูเด็ดที่ทางร้านได้ Co-Create ร่วมกับเชฟ แมทธิว จากห้องอาหาร Nan Bei โรงแรม Rosewood Bangkok นำเสนอความเป็น Modern Hong Kong ผ่านเมนูทานง่ายที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และเมนู ข้าวหมูกรอบคั่วพริกเกลือ  เมนูขายดีที่เลื่องชื่อด้วยกลิ่นหอมของพริก กระเทียม คลุกเคล้าเข้ากับหมูกรอบหนังบาง เนื้อแน่น อีกหนึ่งสูตรลับของทางร้านที่เชฟ บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถัน

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มและของหวานยอดนิยมตลอดกาลของฮ่องกงคือ ชานมฮ่องกง รสชาติเข้มข้นด้วยใบชาเกรดพรีเมียม สูตรหวานน้อย หอมมันและขมเฝื่อนนิดๆ ติดปลายลิ้นแบบชานมฮ่องกงแท้ สเน่ห์ที่นักเดินทางทั่วโลกตกหลุมรัก นอกจากนี้ยังมีขนมหวานทั้งร้อนและเย็นให้บริการ ทั้งบัวลอยงาดำในน้ำขิง บัวลอยงาดำในนมสด เยลลี่ตะไคร้ว่านหางจระเข้ สาคูแคนตาลูป และเมนูแป๊ะก๊วย

ตามมาลองความอร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง ได้ที่ร้าน YANG Hong Kong Café  ตั้งอยู่ที่อาคารบี ชั้น 2 โรงพยาบาลพระราม 9 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00-20:00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. (062) 295-2588 ติดตามเฟซบุ๊กได้ที่  https://www.facebook.com/YangHongKongCafe  มีบริการเดลิเวอรี่ผ่าน Line Official : @yanghongkongcafe และ Lineman

ให้กาแฟอร่อยเป็นรางวัลชีวิต The Coffee Academics สาขาล่าสุดปักหมุดในเซ็นทรัลเวิลด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631384

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ให้กาแฟอร่อยเป็นรางวัลชีวิต The Coffee Academics สาขาล่าสุดปักหมุดในเซ็นทรัลเวิลด์The Coffee Academics สาขาใหม่ จากคอสเวย์เบย์สู่ฟู้ดเดสติเนชั่น @เซ็นทรัลเวิลด์ อีกการมาถึงของหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก

มีเรื่องราวดีๆ ชวนให้ตื่นเต้นอีกครั้ง สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์สไตล์แอนด์ฟู้ดเดสติเนชั่นของคนทั่วโลก ที่ครั้งนี้ขอเอาใจคนรักกาแฟด้วยคอฟฟี่เฮ้าส์แบรนด์ดังจากเกาะฮ่องกง The Coffee Academics (เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์) ที่บินตรงสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นแมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นสาขาที่ 3 และเป็นสาขาใหม่ล่าสุดในไทย

สำหรับสาขาน้องใหม่ที่เปิดบริการที่เซ็นทรัลเวิลด์นี้ The Coffee Academics ได้เตรียมเครื่องดื่มสุดพิเศษหลากหลายเมนูไว้คอยบริการคอกาแฟ ทั้งสเปเชียลตี้คอฟฟี่อันเลื่องชื่อ รวมถึงเมนูอื่นๆ ที่ต้องบอกเลยว่าดีรสชาติเยี่ยมไม่แพ้กัน อาทิ Dirty ที่บาริสต้าจะสกัดกาแฟเอสเพรสโซ่แบบดับเบิ้ลช็อตลงบนนมสดเย็นอย่างช้าๆ และ Flat White ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกาแฟเอสเพรสโซ่ดับเบิ้ลช็อตที่เข้มข้นและนมที่สตรีมจนเนียนนุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดกาแฟ Single Origin หรือเมล็ดกาแฟที่มาจากแหล่งเพาะปลูกเดียวเตรียมไว้ให้เลือกลิ้มลองกว่า 10 ชนิด ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของ The Coffee academic ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนชุมชนผู้เพาะปลูกกาแฟทั่วโลกผ่านโครงการที่ส่งเสริมการค้าขายโดยตรงและยุติธรรม

ทางด้านเมนูที่อยากให้ลิ้มลอง ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ ยกให้ Coffee Conette หรือ Coffee in a cone ความอร่อยใหม่ที่ไม่มีใครเหมือนและมีจำหน่ายเฉพาะ The Coffee Academics ที่เดียวเท่านั้นในเอเชีย อีกความพิเศษกว่าใคร สำหรับคอกาแฟชาวไทย คือการเลือกใช้เมล็ดไทยแลนด์เฮาส์เบลนด์ เสิร์ฟเป็นเมนูพิคโกโล่ลาเต้ร้อนเทลงในโคนเคลือบช็อกโกแลต ทรัพย์สินทางปัญญาที่มี Dayne Lavinrad จาก Johannesburg (ประเทศแอฟริกาใต้) เป็นผู้คิดค้น ซึ่งความพิเศษของโคนนี้คือการที่สามารถกันรอยรั่วได้นานถึง 10 นาที แถมมีช็อกโกแลตสุดเลิศรสที่ปลายโคน ซึ่งเมื่อได้สัมผัสก็จะได้ทั้งกลิ่นหอมของกาแฟและรสชาติที่เข้มข้น พร้อมการดื่มด่ำช็อกโกเลตจากโคนที่ค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ ก่อนผสมผสานกับกาแฟ  ได้เครื่องดื่มรสเข้มข้น ทว่า มีกลิ่นหอมของและรสชาติของช็อกโกแลต ให้อารมณ์ม็อคค่า บอกได้คำเดียวเลยว่าฟิน!!!

ส่วนเมนูซิกเนเจอร์ทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี่ สาขานี้ก็มีให้ลิ้มรสเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น Jawa กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย สัมผัสถึงความหอมหวานของน้ำตาลโตนดผสานกลิ่นและรสชาติของใบเตยอย่างลงตัว, Manuka ลาเต้ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้ง Manuka แท้ส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ที่ใส่ในก้นแก้ว เมนูนี้แนะนำให้จิบกาแฟก่อนคนให้เข้ากัน เพื่อดื่มด่ำความต่างระหว่างรสชาติที่หอมหวานและความกลมกล่อม

Okinawa คาปูชิโน่ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมนูทานง่าย ที่ให้ความนุ่มกับกลิ่นหอมกรุ่นไม่เหมือนใคร, Agave ลาเต้ร้อนที่ใช้รสหวานธรรมชาติจากแม็กซิกันอากาเว่ แตกต่างด้วยกลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนอย่างพริกไทยดำ ล้ำลึกด้วยมิติกาแฟที่หาใครมาเปรียบได้ยาก

สำหรับเมนูของสาขาเซ็นทรัลเวิลด์จะเน้นแบบซื้อกลับ (grab and go) รวมถึงอาหารที่เน้นความสะดวกสบาย อาทิ สลัดที่ทำสดใหม่และเบเกอรี่สไตล์ฮ่องกง ภายในร้านจะมีขนาดกะทัดรัดมีที่นั่งให้บริการจำนวนเพียง 20 ที่นั่ง แต่มีการจัดสรรพื้นที่อย่างลงตัวเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการนั่งจิบกาแฟและทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม The Coffee Academics สาขาที่ 3 ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 โซนอีเดน ยังมาพร้อมกับโปรสุดเอ็กซ์คลูซีพ รับไปเลย Trendy Eco Bag (ลิมิเต็ด อิดิชั่น) จำนวน 1 ใบเมื่อซื้อครบ 500 บาทขึ้นไป (กระเป๋ามีจำนวนจำกัด) ติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ก : The Coffee Academics Thailand

อ่านต่อ : สาขาสินธร วิลเลจ หลังสวน The Coffee Academics 1 ใน 25 ร้านกาแฟในโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

อ่านต่อ : สาขาเกษรวิลเลจ The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631360

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 07:02 น.6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรมนักกายภาพบำบัด แชร์ 6 ท่าบริหารแก้อาการปวดคอ-บ่า-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม

พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ มักจะมีพฤติกรรมนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่งทำงานเอกสารบนโต๊ะ ก้มหน้าทั้งวัน ทำให้มีอาการปวดคอบ่าไหล่ได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้ หากเริ่มมีอาการ แล้วจัดการตัวเองเบื้องต้นได้ จะทำให้ปัญหาไม่บานปลาย

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด จากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้ข้อมูลอาการปวดคอบ่าไหล่ว่า อาการดังกล่าวข้างต้นเป็นผลจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้ากับด้านหลังที่ทำงานผิดสมดุล เกิดจากท่าทางที่เราคุ้นชินจนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความยาว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) อาจมาจากท่าทางเหล่านี้

รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในชีวิตเราก็มักก้มตัวงุ้มไปด้านหน้าเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น กินข้าว แปรงฟัน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฯลฯ และทั้งหมดก็เป็นเหตุให้มีอาการดังได้กล่าวที่เรียกว่ากล้ามเนื้อขาดความสมดุล หรือ Muscle Imbalance

ภาวะนี้เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าอกมัดตื้นและมัดลึก หรือกล้ามเนื้อที่เกาะระหว่างชายโครงด้านหน้าหดสั้นเกร็งมากกกว่าปกติ ส่วนกล้ามเนื้อด้านหลัง ช่วงสะบัดทั้งหมด จะยาวโก่งออก เส้นใยกล้ามเนื้อจะถูกยืดเหมือนหนังยางที่ยืดค้างไว้นานๆ ก็จะหดกลับยาก ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง ซึ่งหน้าที่กล้ามเนื้อเหล่านี้ คือพยุงก้านคอและทำให้หลังตรง แต่พออ่อนกำลัง หลังก็ค่อม ไหล่ก็จะห่อลง ฯลฯ กล้ามเนื้อเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักไปยืด ซึ่งยิ่งยืดอาจจะยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น แต่ยืดใหม่ๆ ก็จะรู้สึกสบาย ในระยะยาวจะยิ่งเกิดผลเสียต่อโครงสร้างร่างกาย

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่

ท่าที่ 1 มือประสานกัน เหยียดแขนสุดขึ้นเหนือศีรษะ กระดกข้อมือวาดแขนเหยียดตรงไปด้านหลัง พร้อมยืดอกเหลือบหน้ามองบน แขม่วงท้อง ค่อยๆ วาดลงช้าๆ

ท่าที่ 2 มือคว่ำจับยางยืดพอตึงๆ เหยียดแขนขึ้นบนศีรษะ ดึงยางยืดแยกออกจากกันพร้อมงอศอกตั้งฉาก ผลักแขน ไหล่ไปด้านหลัง แล้วค่อยๆ ดึงลงล่าง ดึงสะบักเข้าหากัน ค้างไว้ 5 วินาที

ท่าที่ 3 กางแขน งอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมหมุนไหล่กว้าง ดันไปด้านหลัง (เหมือนใช้ศอกวาดเป็นวงกลมกว้างๆ) เป็นจังหวะพร้อมๆ กัน

ท่าที่ 4 กางแขนงอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมผลักหัวไหล่ แขนไปด้านหลังดึงสะบักแน่นๆ ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 5 มือประสานกันด้านหลัง เหยียดศอกให้ตึง ดึงสะบักเข้าหากัน ดันมือไปด้านหลัง ยืดอก เงยหน้าเหลือบมองบน ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 6 จับยางยืดดึงพอประมาณหงายมือ งอศอกไว้ระดับสะดือ ดึงยางยืดแยกออกจากกัน ดึงสะบัก ผลักไหล่ไปด้านหลังแล้วยืดอก แขม่วท้อง ค้างไว้ 3 วินาที แล้วกลับท่าเริ่มต้น

ทั้งนี้ ควรทำท่าละประมาณ 5 ครั้ง 3 รอบต่อวัน หรือทำได้บ่อยๆ เวลาที่มีอาการ

Cooling Tower Rooftop Bar สวรรค์บนชั้นดาดฟ้า บาร์ใหม่หรูหราใจกลางเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631359

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 15:30 น.Cooling Tower Rooftop Bar สวรรค์บนชั้นดาดฟ้า บาร์ใหม่หรูหราใจกลางเมืองประเดิมบาร์ใหม่!! เปิดประสบการณ์ชิลแบบหรูหราท้าให้ทุกคนไปสัมผัสกับ “Cooling Tower Rooftop Bar” บาร์บนชั้นดาดฟ้าแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท @โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ

แฮงค์เอ้าท์ครั้งต่อไปอย่าให้เอ้าท์!! ประเดิมบาร์เปิดใหม่ Cooling Tower Rooftop Bar (คูลลิ่งทาวเวอร์ รูฟท็อป บาร์) สวรรค์บนชั้นดาดฟ้าที่ความสูงชั้น 34 ของโรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินกับการจิบค็อกเทลสูตรเฉพาะ อาหารชั้นเลิศ ในสถานที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวและมีระดับ ผสานความตระหง่านโดดเด่นของพื้นที่บนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นทิวทัศน์อันความสวยงามของท้องฟ้าใจกลางเมือง เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์และทุกโอกาส

Cooling Tower Rooftop Bar ผสานพลังแห่งความสร้างสรรค์เพื่อไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง ตกแต่งร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสบายๆ ด้วยทัศนียภาพของเส้นขอบฟ้า มีพื้นที่เปิดโล่ง โดดเด่นด้วยรูปแบบการจัดวางและที่นั่งในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ที่นั่งแบบสบายๆ เป็นส่วนตัว มุมสวีทสำหรับคู่รัก ไปจนถึงโต๊ะและเก้าอี้โซฟาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับนั่งเอนหลังชมวิวพร้อมกับจิบค็อกเทละและเบียร์ชั้นเลิศที่รังสรรค์โดยมิ๊กโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญท่ามกลางบรรยากาศอันงดงาม

นอกจากบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารซึ่งเน้นการเสิร์ฟในแบบแชร์ริ่ง อาทิ เมนูทาปาส และอาหารจานโปรดประเภทปิ้งย่าง เพิ่มอรรถรสยิ่งขึ้นด้วยเสียงเพลงจากดีเจที่คอยเปิดเพลงเติมเต็มความสุขตลอดค่ำคืน

อยากเพลิดเพลินกับวิวท้องฟ้าใต้แสงดาวของกรุงเทพฯ หรือหาที่ชมพระอาทิตย์ตก แนะนำ Cooling Tower Rooftop Bar โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท เปิดบริการทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึงเที่ยงคืน อาหารจานหลักให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. และเมนูของว่างตั้งแต่เวลา 17.00-22.30 น. ช่วงแฮปปี้อาวร์ เปิดบริการเวลา17:30-19:30 น. ซื้อ 1 แถม 1 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม 

กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631352

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กรเปิดแนวคิด 3 องค์กรชั้นนำของไทย ใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์ ย้ำ ‘ฟีดแบ็ค’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโควิด-19 หนึ่งในสิ่งที่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องทำ คือการรับฟังความรู้สึกและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กร เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์กลับมา ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการฝ่ายบุคคลขององค์กรจำนวนมาก เพราะหมายถึงการปรับโฉมกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานครั้งใหญ่ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง การเก็บข้อมูลความคิดเห็นในรายไตรมาสหรือรายปีจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบัน จำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือเพื่อหาอินไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ในวันนี้องค์กรต้องสามารถเข้าถึงอินไซต์จากพนักงานและลูกค้าในแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะให้การสนับสนุนและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเท่าทันทุกความเปลี่ยนแปลง Qualtrics ได้เผยเรื่องราวการปรับตัวของ 3 องค์กรชั้นนำของไทย ซึ่งใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานในรูปแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นับตั้งแต่มาตรการล็อคดาวน์มีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีพนักงานทำงานที่บ้านกว่า 60% จากพนักงานทั้งหมดกว่า 1,200 คน ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ ในการปรับใช้นโยบายทำงานที่บ้านกับพนักงานจำนวนมากขนาดนี้ การรับฟังเสียงสะท้อนของพนักงานโดยใช้โซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ช่วยให้วิถีการทำงานที่บ้านของพนักงานของกรุงเทพประกันชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น โดยโซลูชันของ Qualtrics ช่วยให้บริษัทฯ รับรู้ถึงความต้องการและให้การสนับสนุนแก่พนักงานในช่วงการทำงานจากบ้านได้อย่างทันท่วงที

ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เราเข้าใจความท้าทายและแก้ปัญหาที่พนักงานเจอเมื่อเริ่มทำงานจากที่บ้าน ฟีดแบ็คต่างๆ ของพนักงานนำมาสู่การจัดหาอุปกรณ์การทำงานที่ตอบโจทย์ การริเริ่มการจัดงานประชุมพนักงานแบบออนไลน์ และการพบปะผ่านจอระหว่างทีม ซึ่งล้วนทำให้เราเดินหน้าฝ่าวิกฤตไปได้”

นอกจากนี้ จากการใช้ Qualtrics ยังพบอินไซต์สำคัญว่าการทำงานที่บ้านสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมงานบางส่วนได้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างกำลังเผชิญ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่จะยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว

“เราพบว่าเมื่อเริ่มนโยบายทำงานจากที่บ้าน หลายๆ แผนกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเครียดลดลง เราจึงวางแผนพิจารณาโปรแกรมการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับการปรับนโยบายของบริษัทฯ ในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานและยกระดับคุณภาพการทำงาน โดยเตรียมความพร้อมการปรับใช้นโยบายดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้พิจารณาเครื่องมือและระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต”

ในขณะที่องค์กรกำลังปรับตัว การรับฟังเสียงของพนักงานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพนักงานให้ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน และในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ดังนั้น การฟังเสียงพนักงานและการลงมือปรับตัวจากการใช้ผลสำรวจจากระบบ Qualtrics ทำให้เรามั่นใจว่ากรุงเทพประกันชีวิตกำลังปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำและโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ เป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ปรับวิธีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยอนุญาตให้พนักงานส่วนของ Back Office ที่ประจำสำนักงานในประเทศไทยสามารถทำงานที่บ้านได้ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร ‘ONE Caring Family’ บริษัทฯ นั้นยึดมั่นและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยรวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานมาโดยตลอด แต่การระบาดของโควิด-19 ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ผลักดันให้บริษัทเลือกเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจความรู้สึกของพนักงาน

ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า “SPRC เลือกใช้โซลูชัน Qualtrics รับมือวิกฤตโควิด-19 ในการรับฟังเสียงของพนักงานเพื่อเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงและพัฒนาแนวทาง ตลอดจนการวางนโยบายที่ยืดหยุ่นสำหรับการจัดการบุคลากร เนื่องจากจำเป็นต้องหาแนวทางการจัดการที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ ฟีดแบ็คเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการทีมที่ต้องลงพื้นที่ทำงาน ซึ่งมีข้อจำกัดจากนโยบายเว้นระยะห่าง (Social distancing) การใช้โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของทีมงานกลุ่มนี้และสามารถวางมาตรการสนับสนุนได้ตรงตามความต้องการ สร้างความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้น สำหรับพนักงานกลุ่มที่อยู่ประจำสำนักงาน เราได้เปิดช่องทางการสื่อสารหลักของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและนำเอาเทคโนโลยี การวางระบบต่างๆ มาจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่บ้าน โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้ SPRC ประเมินสถานการณ์ได้ว่าผลการดำเนินการของเรานั้นเป็นอย่างไร และมีข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความสะดวกด้านการใช้งาน การผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวและความยืดหยุ่นของโซลูชัน Qualtrics Remote Work และ Onsite Pulse ยกระดับการวิธีการรับฟังความคิดเห็นพนักงานของ SPRC สู่แนวทางใหม่ที่เรียบง่ายและมีส่วนร่วมมากขึ้น พอตเตอร์ กล่าวเสริมว่า “ระบบสามารถทำงานร่วมกับ แบบสำรวจด้านความผูกพันต่อองค์กรเดิมที่จัดทำขึ้นทุกปีได้เป็นอย่างดี เพราะรองรับวิธีการสำรวจ การออกแบบประเด็นคำถามและรายงานผลในรูปแบบเดียวกัน ลดความซับซ้อนของกระบวนการการสำรวจความคิดเห็น ประกอบกับผลตอบรับจากครอบครัว SPRC ของเรานั้นล้วนเป็นไปในเชิงบวก ด้วยอัตราการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นกว่าร้อยละ 99 ในช่วงสัปดาห์แรก

ก้าวต่อไปเพื่อข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 ของ SPRC จะถูกขับเคลื่อนโดยการนำเอาข้อมูลเชิงลึกด้านประสบการณ์ของพนักงานใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ “SPRC เชื่อว่าการให้ข้อมูลของพนักงานเป็นเสมือนของขวัญ ดังนั้น การฟังเสียงคนในครอบครัวของเรา จะช่วยให้เราสร้างความมั่นใจของทุกคนในการกลับมาทำงานที่สำนักงานตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานใกล้ชิดและมีส่วนร่วมสม่ำเสมอกับพนักงาน ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่พวกเขามอบให้บริษัทฯ เราได้วางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านการจัดการบุคคลของเรา เพื่อให้องค์กรของเรามุ่งหน้าสู่การเป็น Employer of Choice และ Best Place to Work”

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ อาร์ดี (RD) ผู้ประกอบการร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ดำเนินกิจการร้านเคเอฟซีกว่า 200 แห่ง พร้อมด้วยพนักงานกว่า 4,000 คน

บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความมุ่งหวังให้ทุกคนสร้าง ‘ความแตกต่างอย่างแท้จริง’ (Real Difference) แก่ธุรกิจ ร้านอาหารรวมไปถึงชุมชนต่างๆ ด้วยความเชื่อนี้ อาร์ดีได้ตัดสินใจปรับใช้นโยบายให้พนักงานทีมสนับสนุนร้านที่ไม่ต้องพบปะซึ่งหน้าโดยตรงกับลูกค้าทำงานจากที่บ้านทันทีในระหว่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกเหนือไปจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจและดูแลเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานที่อยู่ในทีมประจำหน้าร้าน เพราะบริษัทฯ มีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ อาร์ดีวางแนวทางการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างเป็นระบบผ่านการใช้งานโซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯ จะสามารถรับรู้ความต้องการ เข้าใจในความกังวลของพนักงานได้รวดเร็วและต่อเนื่อง

แอนดรูว์ นอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมและวิเคราะห์ด้วยโซลูชัน Qualtrics ทำให้อาร์ดี กำหนดทิศทางและวางแผนการรับมือกับเหตุการณ์อย่างตรงจุด ตอบโจทย์พนักงานที่สะดวกทำงานจากที่บ้าน พร้อมกันนี้ยังสามารถจัดการกับความคาดหวังของพนักงานและสนับสนุนปัจจัยด้านอื่นๆ เพิ่มเติมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป อาร์ดี จึงนำเสนอโปรแกรมใหม่ๆ ให้แก่พนักงาน อาทิ แผนการทำงานแบบยืดหยุ่น, ปรับเพิ่มสวัสดิการค่าอินเตอร์เน็ต, กิจกรรม welcome back meal ต้อนรับการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ และส่งการ์ดแบบ personalized เป็นกำลังใจให้ทีมพนักงานหลายพันคนที่ประจำสาขาหน้าร้าน”

ขณะที่มาตรการล็อคดาวน์ในประเทศไทยเริ่มคลายตัวและพนักงานส่วนใหญ่เริ่มกลับมาทำงานตามปกติ ข้อมูลและอินไซต์ที่อาร์ดีได้จากการเก็บข้อมูลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนบริษัทฯ ในระยะยาว นอกจากนี้ การเข้าถึงอินไซต์ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยเผยให้เห็นมิติใหม่ของแนวคิดการสร้าง ‘Real Difference’ ของบริษัทอีกด้วย

“อาร์ดี มุ่งมั่นในการเข้าถึงและสนองตอบข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรที่สามารถสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยในวันนี้ พนักงานทุกคนสามารถนำเสนอรูปแบบตารางเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับความต้องการของตนและทีมงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าดำเนินโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับพนักงานและชุมชนที่พวกเขาให้บริการ อาทิ กิจกรรมมอบไก่ทอดฟรีให้แก่คนในชุมชนที่ขาดแคลนอาหาร และโครงการใหม่อย่างโครงการจัดจ้างบุคลากรวัยเกษียณที่ยังอยากทำงานต่อ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวปิดท้าย

ศักยภาพต้องระเบิดจากภายใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631313

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ศักยภาพต้องระเบิดจากภายในการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : สิ่งมีชีวิตจะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่มีแรงขับเคลื่อนเพื่อความอยู่รอด

– โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

…ศักยภาพคืออะไร?

ในโลกที่ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต องค์กรธุรกิจได้ตระหนักแล้วว่าการอยู่ในสภาพเดิมๆ นั้น ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้ เราจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัวนั้น โดยความหมายแล้วคือ การพัฒนาศักยภาพ

และเมื่อพูดถึงศักยภาพ เราลองมาพิจารณาชีวิตผีเสื้อที่มีวิวัฒนาการมากว่า 280 ล้านปี วงจรชีวิตมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ 5-7 วัน จากนั้นจะเป็นตัวหนอน 10-14 วัน ช่วงนี้หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันกลายเป็นดักแด้อยู่ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นมันจะใช้ขายันเปลือกให้แตกออก แล้วดันตัวมันเองออกมากลายเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ผีเสื้อ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สามารถแสดงศักยภาพ บินหลบหลีกซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

คราวนี้เราลองมาพิจารณาไข่ไก่ หากเราใช้แรงตอกไข่ลงในชาม แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอาไปทอด เราจะได้ไข่เจียว แต่หากว่าไข่ใบนี้ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้และเรารอซักพักเพื่อให้มันฟักตัว มันจะมีจะงอยปากแหลมๆ แทงทะลุเปลือกไข่ แล้วดันตัวมันเองออกมาเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ลูกเจี๊ยบ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็แตกต่างจากเดิม สามารถแสดงศักยภาพของความเป็นไก่อย่างที่มันเป็น สามารถหาอาหารเลี้ยงชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

จากตัวอย่างของผีเสื้อและไก่ซึ่งเป็นตัวแทนของความมีชีวิต จะเห็นได้ว่ามันจะสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่สามารถแสดงศักยภาพ มีแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอด

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากมีแรงจากภายนอกมากระทบ เราจะรู้สึกเหมือนว่าเราโดนกระทำ เหมือนมีคนมาสั่ง มาคอยกำกับ มาคอยชี้นำ เราจะรู้สึกว่าเป็นแรงกดดัน ขาดความเป็นอิสระ ทำให้รู้สึกเครียด เราจะไม่มีความสุข ศักยภาพที่แสดงออกมาก็จะไม่เต็มที่ ต่างกับภาวะที่เราทำงานโดยมีแรงบันดาลใจจากภายใน เราจะมีความรับผิดชอบอย่างมุ่งมั่น เราจะลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ย่อท้อ เราจะยืนหยัด อดทน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ภาวะนั้น เราสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

ศักยภาพดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอดศักยภาพจากภายในนี้เท่านั้นที่จะสร้างการเติบโตสู่ความเข้มแข็งดังนั้นเมื่อพูดถึงศักยภาพที่จะนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนแล้ว

ศักยภาพนั้นต้องระเบิดจากภายใน

หากแรงขับนั้นมาจากภายใน นั่นแสดงว่าเราสามารถกำกับควบคุมมันได้ หากเรากำหนดมันได้ นั่นแสดงว่าเราสามารถนำตนเองได้ หากเรานำตนเองได้ เราจึงสามารถเล่นเชิงรุกได้ และหากเราสามารถจัดการตนเองได้ ปัญหาใดๆ ก็เรื่องเล็ก ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อมุ่งสู่ความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนจึงต้องระเบิดจากภายใน

แล้วอะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพภายใน

เราพบว่ามันมาจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิต เพราะ

  1. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นภาพเป้าหมาย ภาพแห่งความสำเร็จดังกล่าวจะสร้างทัศนคติเชิงบวก แรงบันดาลใจ เพื่อมาเสริมทักษะด้านการจัดการให้เป็นจริง
  2. กรอบความคิดช่วยให้เรามองเห็นภาพองค์รวม เกิดแนวคิดเชิงระบบ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
  3. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าตนเอง เกิดความเชื่อมั่น ยืนหยัด อดทน มุ่งมั่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ ภายในเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน บุคคลจึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเสริมทักษะด้านการจัดการได้อย่างเต็มที่
  4. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เราจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เกิดความเข้าใจกัน เชื่อมั่น และไว้วางใจกัน เกิดศรัทธา นำไปสู่การสร้างทีมงานให้ขับศักยภาพออกมาเสริมกันได้อย่างมีพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดียว
  5. กรอบความคิดช่วยให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ เกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน นำไปสู่ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร และสร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

กรอบความคิดจึงเป็นต้นทุนชีวิตที่แท้จริง หากปราศจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิตแล้ว ทักษะการบริหารจัดการใดๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะลำพังความสามารถด้านเทคนิคไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้

ท่านคิดว่าศักยภาพที่แท้จริงคืออะไร

อะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพของมนุษย์ มันอยู่ในรูปของอะไร อะไรทำให้คนเราแตกต่าง

จากความเข้าใจข้างต้น แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาอย่างเต็มที่และไปในแนวเดียวกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างองค์กรให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

“มะเร็งปอด” รู้เร็ว…ก็รักษาทัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631311

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.“มะเร็งปอด” รู้เร็ว...ก็รักษาทันกรมการแพทย์ ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งปอด แนะประชาชนตรวจคัดกรอง หากพบระยะเริ่มต้นและรักษาตั้งแต่แรกๆ ช่วยลดความเสี่ยงและการเสียชีวิตลงได้

กรมการแพทย์  โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งปอด ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป  เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แนะประชาชนตรวจคัดกรองมะเร็งปอด หากพบระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาตั้งแต่แรกๆ ช่วยลดความเสี่ยงและลดการเสียชีวิตลงได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยโรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลกสำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง

สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นวันละ 42 คน (Cancer in Thailand  Vol. IX 2013-2015) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ การสูบหรือรับควันบุหรี่ พันธุกรรม และการสัมผัสสารก่อมะเร็ง อาทิ ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสี ควันธูป ควันจากท่อไอเสีย และมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่ ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป  เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประเทศแต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี

การรักษาในปัจจุบัน ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด  การฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะของโรค  ดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่เสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถค้นพบผู้ป่วยระยะเริ่มต้นให้ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและลดการเสียชีวิตลงได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็งปอด  คือ “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ชาวอ่างทอง แห่ขอโชคโลภไอ้ไข่ วัดสนามชัยคึกคัก หลังถ่ายติดวิญญาณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวอ่างทอง แห่ขอโชคโลภไอ้ไข่ วัดสนามชัยคึกคัก หลังถ่ายติดวิญญาณ

ชาวอ่างทอง แห่ขอโชคโลภไอ้ไข่ วัดสนามชัยคึกคัก หลังถ่ายติดวิญญาณ30 สิงหาคม 2563 – 10:25 น.

ชาวอ่างทอง แห่ขอโชคโลภไอ้ไข่ วัดสนามชัยคึกคัก ส่องเลขเด็ดที่กระถางธูปและเลขปลายประทัด หลังจากมีหญิงสาวถ่ายภาพถ่ายติดวิญญาณไอ้ไข่

วันที่ 29 ส.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานพบว่าชาวบ้านแห่เดินทางขอโชคโลภไอ้ไข่  ที่บริเวณวัดสนามชัย ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง กันอย่างคึกคัก หลังจากพระอาจารย์สมหวัง ญาณสัมปัญโน รักษาการเจ้าอาวาสวัดสนามชัย ได้นำรูปปั้นไอ้ไข่ที่หล่อจำลอง โดยการนำมวลสาร จากกระถางธูป หน้ารูปปั้นไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช นำมาหล่อรูปปั้นไอ้ไข่ หรือ ตาไข่ วัดเจดีย์ เท่ารูปจริง มาตั้งไว้ที่วัดสนามชัย ให้ชาวอ่างทอง ได้ทำการกราบไหว้ขอโชคลาภ

ซึ่งต่อมาได้มีหญิงสาวถ่ายภาพถ่ายติดวิญญาณ รูปปั้นไอ้ไข่ บริเวณด้านหลังเจดีย์สีทอง ที่อยู่ห่างจากที่ตั้งรูปปั้นไอ้ไข่ ประมาณ 7 เมตร ต่างรำลือกันว่าไอ้ไข่แสดงปฏิหาริย์ ให้เห็นอยู่ที่วัดสนามชัย ชาวบ้านทราบข่าวจึงไม่พลาด ต่างเดินทางมากราบไหวขอโชคลาภจากรูปปั้นไอ้ไข่ หรือ ตาไข่ ที่วัดสนามชัย กันอย่างต่อเนื่อง ต่างพร้อมใจกันส่องเลขเด็ดจากธูปโชคลาภ ที่อยู่ในกระกระถางธูปหน้ารูปปั้นไอ้ไข่ พร้อมส่องตัวเลข ส่วนเลขปลายประทัดที่แขวนไว้ที่รูปปั้นไอ้ไข่ ได้เป็นเลข 698 – 68 เพื่อนำไปเสี่ยงดวงกันต่อไป

ภาพ/ข่าว : ศุภเสกข์  แสงตระการ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.อ่างทอง

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ

29 สิงหาคม 2563 – 15:30 น.

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ โดยจังหวัดบึงกาฬเราได้ประสานกับสมาคมโรงแรมและสถานประกอบการห้างร้านและร้านอาหารต่างๆ ที่จะรองรับผู้ที่จะเข้ามาสอบและผู้ติดตามมาประมาณ 6,000 คน

เมื่อเวลา 15.00 นวันที่ 28 ส.ค.นายภัทรวรรธน์ แก้วบวรวิชญ์ ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ด้วยจังหวัดบึงกาฬ จะมีการสอบบรรจุครูตำแหน่งครูผู้ช่วยในกรณีปกติทั่วไป ในวันที่ 29-30 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีผู้สมัครใจที่จะมาสอบในสนามสอบจังหวัดบึงกาฬนั้น จำนวน 3,000 คน โดยใช้สนามสอบอยู่ 3 อำเภอคือโรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ โรงเรียนศรีวิไลวิทยาอำเภอศรีวิไล และโรงเรียนพรเจริญวิทยา อำเภอพรเจริญ ซึ่งในวันนั้นทางจังหวัดบึงกาฬเราได้ประสานกับสมาคมโรงแรมและสถานประกอบการห้างร้านและร้านอาหารต่างๆ ที่จะรองรับผู้ที่จะเข้ามาสอบและผู้ติดตามมาประมาณ 6,000 คนขอให้ท่านได้มั่นใจในการต้อนรับในครั้งนี้ทั้งอาหารและที่พักพร้อม

และอยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและผู้เข้าสอบในครั้งนี้ เราดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่สามรถช่วยเหลือใครได้ทั้งสิ้น ท่านต้องเตรียมความพร้อมมาเองและช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น ทั้งการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ขอยืนยันว่า กศจ.บึงกาฬ โดยท่านประธานและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและท่านสนิท ขาวสอาด ผวจ.บึงกาฬ ท่านได้ให้ความสนใจเนื้อเรื่องของความโปร่งใสยุติธรรม ขอให้ผู้เข้าสอบและผู้ปกครองได้มั่นใจในการดำเนินการในครั้งนี้

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ

ด้าน น.ส.อิสระภาพหรือแอล จารุแพทย์ ตำแหน่งพนักงานต้อนรับโรงแรมเดอะวัน เปิดเผยว่าในวันที่ 28-29 ส.ค.ที่พักของโรงแรมเต็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโรงแรมที่พักทั้งหมดที่ติดต่อให้ลูกค้าก็เต็มเกือบทั้งหมดแล้ว อาจจะมีเหลือห้องพักในรีสอร์ตที่ไม่ให้เบอร์ติดต่อหรือให้อีเมล์ไว้ อย่างห้องพักรายวันที่ไม่มีเบอร์ในอินเทอร์เน็ต เหตุที่พักเต็มช่วงนี้เนื่องจากผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยได้ติดต่อจองล่วงหน้าตั้งแต่มีวันประกาศสอบ ส่วนนักท่องเที่ยวทางอื่นที่มาติดต่อก็ได้แจ้งให้ทราบว่าทางโรงแรมเต็มเนื่องจากว่าผู้เข้าสอบและญาติได้จองเต็มจนหมดแล้วซึ่งจองมาแต่เนิ่นๆ มาก ลูกค้าที่มาเที่ยวเลยไม่ได้สิทธิ์ในการจองในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดช่วงสอบครูผู้ช่วยไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท.

ศธจ.บึงกาฬ เตรียมพร้อมสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วยกว่า 3,000 คนใน 3 อำเภอ

นิธิศักดิ์ เศรษฐแสงศรี ผู้สื่อข่่าวภูมิภาค จ.บึงกาฬ 

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441835/44928/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441835/44929/news

Months into the pandemic, still no easy answers on coronavirus testing #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Months into the pandemic, still no easy answers on coronavirus testing

Health & BeautyAug 30. 2020Technicians process coronavirus saliva tests at the Waksman Institute of Microbiology in Piscataway, N.J. CREDIT: photo for The Washington Post by Bryan Anselm.Technicians process coronavirus saliva tests at the Waksman Institute of Microbiology in Piscataway, N.J. CREDIT: photo for The Washington Post by Bryan Anselm. 

By The Washington Post · Rachel Weiner, Steven Mufson, Laurie McGinley · NATIONAL, HEALTH, HEALTH-NEWS 
As a new school year dawns, the demand for cheaper, faster and more accessible coronavirus testing is growing. But slow and sometimes erroneous test results and confusion over when and how to get tested continue to plague Americans as they wrestle with decisions about resuming their lives.

An abrupt government recommendation this week that fewer people get tested – while at the same time the Trump administration moved to purchase 150 million rapid tests – has made a disorganized testing regime even murkier.

Saliva tests are prepared for processing at the Waksman Institute in Piscataway., N.J. CREDIT: photo for The Washington Post by Bryan Anselm.

Saliva tests are prepared for processing at the Waksman Institute in Piscataway., N.J. CREDIT: photo for The Washington Post by Bryan Anselm.

The controversy sparked by the revised standards and, separately, the fraught decisions about testing that confront local school officials and university administrators open a window onto the persistent problems dogging testing in the United States.

“I started to talk to colleagues nationally, and I was taken aback that most [public school] districts and most charter networks really had thrown in the towel quickly and said testing was too expensive and too complicated,” said Laura Clancy, chief talent officer for a nonprofit charter school network in Philadelphia and Camden, N.J., that plans to open its 24 schools on a limited basis by Oct. 1 pending community transmission rates and local guidance.

Some universities are already closing their campuses because they can’t keep up with outbreaks. A growing chorus of scientists say occasional screening, or surveillance, is not enough; they say students and others need be able to screen themselves at least twice a week.

While President Donald Trump has declared that we have enough or even too much testing, Democratic presidential nominee Joe Biden promised in his convention speech that “if I’m president . . . we’ll develop and deploy rapid tests with results available immediately.”

Political rhetoric aside, testing companies and policy advocates face regulatory, scientific, logistical and ethical hurdles more than half a year after the virus appeared in the United States.

Turnaround times for most tests have improved in recent weeks, in part because of a substantial drop in the number of tests administered. Still, the Trump administration estimates that over the past month, 1 in 5 tests took more than three days to come back – rendering results largely useless. The equipment needed at the nation’s biggest private lab companies is expensive and on back order.

Many companies have developed faster, cheaper tests, but there is a trade-off: Such tests are not nearly as sensitive as the standard coronavirus tests that can take days or weeks to process. The Food and Drug Administration is opposed to letting people take these tests at home unless they meet higher senstivity standards, fearing they would create a false sense of security. And public health experts remain deeply divided.

Testing serves two purposes. One is diagnostic, in which it is used to confirm the presence of the virus in people who have symptoms or a known exposure to someone who is already sick. The other is to detect people who are infected but don’t know it. That second purpose is especially important for screening asymptomatic people out of large groups, at schools and elsewhere.

Two kinds of tests exist to look for active infections. Molecular tests search for the virus’s genetic material. Antigen tests look for spiky proteins on the surface of the virus.

The gold-standard test is molecular – a polymerase chain reaction (PCR) test performed with a long nasal swab, known to be highly sensitive because of an expensive and time-consuming amplification process that finds even a small bit of infectious material.

Antigen tests are simpler and cheaper but less sensitive; they need more virus in the body to generate a positive result.

The White House just announced a deal to produce 150 million new rapid tests that yield results in 15 minutes, without added equipment. But these tests still must be analyzed by a medical professional. Technically they are approved for use only on people with symptoms, although the White House is touting them as a potential solution for schools and businesses.

That announcement came days after the introduction of new guidance on testing from the administration. It replaces advice that everyone who has been in close contact with an infected person should get tested to find out whether they had contracted the virus. Instead, the updated guidance says those without symptoms “do not necessarily need a test.”

Some experts argue the only way out of our current morass is testing that is even cheaper and simpler, performed entirely at home – even if it is not as sensitive.

“This can work better than a vaccine if it could just be produced at scale,” said Michael Mina, a Harvard University epidemiologist who has become a vocal advocate for rapid at-home testing. The tests “are not going to tell you if you definitely do or do not have any virus in you. And that’s not their role. They’re going to tell you if on a given day when you wake up and use this test inside of your house, you are at risk of transmitting the virus to other people.”

– – – 

The novel coronavirus is particularly difficult to contain because it has a long incubation period and often leaves no symptoms behind. A test could be taken too early to catch the virus, or the results could come too late, when a person is already infecting others.

That’s why some public health experts argue in favor of rapid tests: If they’re cheap and convenient enough, they could be taken repeatedly by the same person, something unlikely to happen with more expensive PCR testing.

While the rapid tests might not catch every infection, experts say they should detect the most contagious cases.

“The notion of what a ‘junk test’ is has to be adapted for the role it’s playing,” said Carl Bergstrom, a biologist at the University of Washington and another proponent of rapid at-home testing. “It’s a substantial shift in what you’re looking for.”

Bergstrom suggests the FDA develop a separate track for approving such tests, with lower standards and appropriate warnings. People who are sick and need the right treatment, or who know they were exposed to the coronavirus, could get highly accurate PCR tests. Everyone else would proactively take rapid tests, using them as a potential indicator of infection.

An FDA official speaking on the condition of anonymity to explain the administration’s thinking said the agency is willing to approve less-sensitive rapid tests that are performed at point-of-care sites, such as a clinic or pharmacy, where a medical professional can offer advice on how to interpret the results. But the agency is loath to open the floodgates to rapid tests performed completely at home.

“Random testing of healthy people just all over the country is not what we’re advocating,” Adm. Brett Giroir, who leads the White House testing efforts, told reporters recently.

Some critics view even the few antigen tests that have met the FDA’s standards as suspect.

“It is better to not test at all and practice social distancing than to deliver a high number of false-negative results, since negative results often lead individuals to engage in risky behaviors that could increase virus spread,” said Bob Terbrueggen, president of a Los Angeles genomics company called DxTerity.

Public health experts express concerns that tests taken at home will go unreported, undermining efforts to measure the scope of the pandemic. Already, some states don’t report positive antigen test results, resulting in an incomplete portrait of the disease’s spread.

With no clear standards, average Americans may be on their own in understanding how best to use these tests.

“You’re potentially making consequential decisions, on the individual level, based on test results that are going to be harder to interpret,” Jennifer Nuzzo, an epidemiologist at the Johns Hopkins Center for Health Security, told reporters recently.

– – –

There are already more than 150 coronavirus tests approved for use by the FDA, with little explanation for consumers about what differentiates them.

One school district in Florida’s Lake County, for example, decided to screen all teachers and students before the school year began, partnering with a clinic that ended up choosing a rapid antibody test because other options were unreliable or not feasible.

“If you were to see my office . . . there’s boxes of rapid tests that we chose not to use,” said Matt Cady, practice administrator at Adult Medicine of Lake County. Some antibody tests were recalled by the FDA before they even arrived, while other options gave negative results in people known to be infected.

To cut down on lab time and boost capacity at the nation’s big labs, the FDA has approved efforts to pool samples and test groups of them at once, something the administration says at least half of states are doing. But pooling samples works only if most samples test as negative; a positive result means the whole batch needs to be tested again.

Peter Iwen, director of the Nebraska Public Health Laboratory, was one of the first scientists in the country to start pooling samples. Now, he says it’s pointless in his state: “The positivity rate in Nebraska is much too high,” he said.

The laboratory testing world is dominated by big companies – including Abbott Laboratories, Quest Diagnostics and Laboratory Corp. of America – that carry out about half of U.S. testing. Each machine is costly and processes as many as 2,000 tests a day. The American Clinical Laboratory Association, a trade group, says its members need Congress to establish a federal fund to pay for machines and tests not covered by insurance.

The rest of the testing world is full of small companies.

One called E25Bio in Cambridge, Mass., while still hoping to see its cheap at-home test hit the market, is now aiming for approval with a more sensitive version that requires a lab step.

“These type of antigen tests, while they will never be as accurate and sensitive as PCR, what they are very good at is detecting high viral loads early in infection,” E25Bio spokesman Carlos Henri-Ferré said. “What we’re talking about is a contagion tracker, a contagion stopper.”

Other companies are trying to bypass the debate with affordable, at-home saliva tests that can meet the FDA’s standards.

One is an antigen test being developed by a company in Hawaii named Oceanit, currently in clinical trials at The Queen’s Medical Center in Honolulu. Oceanit chief executive Patrick Sullivan said that by designing a molecule specifically for the coronavirus antigens, the test achieves greater sensitivity. The current model costs $20, but broader manufacturing could bring it down to $4 or $5, he said.

The company designed the test to be simple enough for 8-year-olds to take before school, but the first clients would be a different unruly bunch: mainland tourists.

“The restaurants, the hotels, the airlines – everybody wants a tool like this,” Sullivan said.

The FDA this month granted emergency use authorization for two saliva-based tests that don’t require swabs or the chemical testing agents that have been in short supply. The administration is encouraging schools to look into using both. While saliva tests are less common, researchers have found they can be as sensitive as nasal swabs.

SalivaDirect, developed at the Yale School of Public Health with funding from the National Basketball Association, cuts costs down to the level of a cup of coffee – $1 to $4 a test in part by avoiding costly preservatives and using a cheap container. The school is making its test available to any company or laboratory interested in using it.

“Its novelty is its simplicity,” said Anne Wyllie, a Yale epidemiologist. “We saw the need for cheap testing because it needs to be accessible around the country. And colleges and schools need frequent testing.”

But materials are not the only reason coronavirus tests are hard to come by. Andrew Brooks, a geneticist who runs a Rutgers University lab that in April got the first FDA emergency clearance for a saliva test, said even cheap and fast tests involve staffing and packaging costs. Tests need to be logged, billed and reported to public health authorities.

“What people don’t understand is there are other operational issues that impact the ability for the lab to do this, not just reagents,” said Brooks, whose lab has analyzed some Major League Baseball tests. “We can’t hire people fast enough.”

Back in Cambridge, not far from E25, a company called Sherlock Biosciences is developing a paper strip test that offers “lab quality molecular diagnostics in the palm of your hand,” in the words of chief executive Rahul Dhanda. Rather than searching for a protein, the test uses the virus itself to create a signal detectable without amplification or special instruments. By next year, Dhanda said, the company could produce a test with “as good or better sensitivity than exists with PCR today.”

But he said Sherlock Biosciences was wrestling with the value of holding out for perfection in the middle of a crisis. At the same time, he worries that sacrificing accuracy, even if allowed by the FDA, would make the test harder for people to use, understand and trust.

“We wonder whether we should be making some trade-offs on performance to get the products out faster,” he said. “We’re torn as to what the right answer is. And I think we’re all collectively as a sort of society trying to get to that.”