สมชาย เตือน กกต. ลงมติคดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ ต้องทำตาม รธน.มาตรา 226 อย่าซ้ำรอยในอดีต

6 กันยายน 2569 เวลา 18:22 น.

สมชาย เตือน กกต. ลงมติคดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ ต้องทำตาม รธน.มาตรา 226 อย่าซ้ำรอยในอดีต

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พศ2561 ก็เขียนไว้ชัดถึงการกระทำความผิดต่างๆในขบวนการทุจริต #โกง #ฮั้วสว ตั้งแต่การรับจ้างและการรับจ้างสมัคร การจ่ายเงิน การใช้จ้างวาน จัดเลี้ยง ซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดโรงแรมให้พัก การจัดทำโพยให้กรอกเป็นกลุ่มก๊วน

การไม่มีคุณสมบัติจริงแต่สมัครโดยเท็จ  การลงลายมือชื่อรับรองผู้สมัครอื่นอันเป็นเท็จ ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการมีหลักฐานทั้งเส้นเงิน โครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ของผู้สมัครกับนักการเมืองและทีมงาน รวมถึงคำให้การของพยานที่ระบุสถานที่ วันเวลา ตัวบุคคล ที่ถูกสอบสวนในคดีได้อย่างชัดเจนมาก ทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่26 ที่กกตตั้งขึ้นมา โดยมีจนทกกตและจนทDSI ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนแน่นหนา และมีความเห็นสั่งฟ้องถึง229 ราย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว

วันที่14 ก.ย’2569 รอติดตามตรวจสอบกันครับว่า ตามที่กกต.มีนัดหมายที่จะลงมติว่า จะส่งศาลฎีกาเพื่อให้มีการไต่สวนพิจารณาคดีนั้น จะลงมติส่งทั้งหมด 229 รายไปศาลหรือไม่ หรือจะตัดสินใจยกคำร้อง ดังที่หลายฝ่ายกังวลใจ

จึงอยากฝากความเป็นห่วงไปยัง กกต. ทั้ง7ท่าน ว่า เมื่อมีหลักฐานควรเชื่อว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ2567 นั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ท่านมีหน้าที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา226  คือ ต้องส่งศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีเท่านั้น ส่วนเรื่องบทลงโทษนั้น มีอยู่ในพรป. กกต. ประมวลจริยธรรมศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

หาไม่แล้ว ความผิดในคดีอาจตกถึงท่านเอง เช่นเดียวกับ กกต. และปปช. ในอดีต ครับ” 

กกต, สมชาย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

นิกรเดช ฟาดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริงร้ายแรง ยันไม่เคยแทรกแซงประชุม OIF กังขาเจตนา จี้เลิกบิดเบือน

6 กันยายน 2569 เวลา 16:06 น.

นิกรเดช ฟาดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริงร้ายแรง ยันไม่เคยแทรกแซงประชุม OIF กังขาเจตนา จี้เลิกบิดเบือน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 ก.ย. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หลังสื่อกัมพูชาออกข่าวอ้างว่า ไทยกดดันให้มีการถอนข้อพิพาทชายแดน 2 ชาติออกจากวาระการประชุมกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส ความว่า

บทความของหนังสือพิมพ์ The Phnom Penh Post ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ในชื่อ “นักการทูตไทยกดดันกัมพูชาให้ถอดประเด็นพิพาทชายแดนออกจากวาระการประชุมกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส” (Thai Diplomats Pressed Cambodia to Drop Border Dispute from Francophonie Agenda) นั้น บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง โดยทำให้เข้าใจว่าผม ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ได้พยายามใช้อิทธิพลหรือชักจูงเอกอัครราชทูตของประเทศที่สาม เพื่อให้เอกอัครราชทูตผู้นั้นไปโน้มน้าวกัมพูชาไม่ให้นำประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดองค์การระหว่างประเทศแห่งประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) ครั้งที่ 20 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องออกมาชี้แจงในประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ผมไม่เคยกระทำการเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ ยังต้องเน้นย้ำด้วยว่า นักการทูตไทยทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของความเป็นมืออาชีพและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่ไม่มีมูลและไม่สมควรอย่างยิ่งเท่านั้น แต่ยังอดไม่ได้ที่จะทำให้ตั้งคำถามถึงเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการนำเสนอข้อกล่าวหานี้

ในความเป็นจริง เราไม่อาจมองข้ามความบังเอิญที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างช่วงเวลาที่บทความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ กับกำหนดการที่กำลังจะมาถึงของทั้งกระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และการประชุมสุดยอดองค์การระหว่างประเทศแห่งประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสได้

ผมขอพูดให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยยึดมั่นมาโดยตลอดว่า ความร่วมมือในระบอบพหุภาคีและหลักนิติธรรม ต้องเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงนั้นเพียงพอเสมอและชัดเจนด้วยตัวของมันเอง

“ขอให้เราทำหน้าที่ในฐานะนักการทูตที่มีความรับผิดชอบ เป็นเพื่อนบ้านที่จริงใจต่อกัน และละเว้นพฤติกรรมลักษณะนี้”

ชายแดนไทยเขมร, นิกรเดช, แนวหน้าออนไลน์

‘ปลัดแป้น’ ขอบคุณ ‘นายกฯ’ อนุมัติงบแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ 2 บิ๊กโปรเจกต์ แก้มลิงคลองเรียน-ขุดลอกท่อ

6 กันยายน 2569 เวลา 15:57 น.

นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “ปลัดแป้น” โพสต์ข้อความแสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หลังที่ประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดสงขลา มีมติอนุมัติโครงการป้องกันและรับมืออุทกภัยในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวหาดใหญ่

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และนายศาสตรา ศรีปาน ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทสำคัญในการประสานงานเรื่องงบประมาณเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่

2 โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

  • โครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและชะลอน้ำในพื้นที่
  • โครงการขุดลอกดูดโคลนเลนในท่อระบายน้ำ ดำเนินการในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อเปิดทางไหลของน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมขัง

นายณรงค์พร ระบุทิ้งท้ายว่า ขอเป็นตัวแทนพี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะอีกครั้งที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ และพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวหาดใหญ่ในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างทันท่วงที

ปชน. ชำแหละ ฮั้ว สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ อนุฯ ที่ 36 ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่

6 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

ปชน. ชำแหละคดีโกง สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ อนุฯ ที่ 36 ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตา กกต. ชี้ชะตา 14 ก.ย.

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดการแถลงข่าว “แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?” นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, นายชยพล สท้อนดี, นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ และ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้

ด้านนายสมชัย ระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 (“คณะฯ ที่ 26”) ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง

ส่วนการตั้งอนุฯ ที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่

นายสมชัย กล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง

นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี

นายสมชัย ยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง

ในส่วนของนายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ

ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชนจึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯ ที่ 36 ได้แก่

1. ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน

2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26

3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการ

4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

ขณะที่นายชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คน ที่ลงมติยกคำร้อง ได้แก่ อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ โดยระบุว่า ทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจของอัฌษไธค์กับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ในส่วนของ น.ส.พนิดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย

แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

ด้านนายภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ โดยเฉพาะ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้ลงมติชี้ชะตาคดี โดยระบุว่า ฐิติเชฏฐ์มีข้อกล่าวหาในอดีต ทั้งกรณีเคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปี 2558 รวมถึงกรณีพัวพันคดีจ่ายเงิน 300,000 บาทเพื่อวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งน่าตั้งคำถามว่า กกต. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมาตรฐานจริยธรรมในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีกรณีของโพยการเลือก สว. ซึ่งฐิติเชฏฐ์เป็นผู้เก็บเอกสารดังกล่าวไว้ เมื่อเอกสารดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อสงสัยสำคัญในคดี ฐิติเชฏฐ์ควรอยู่ในสถานะใดในการร่วมพิจารณาสำนวน อีกทั้งกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. คนใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ฐิติเชฏฐ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่

นายภัณฑิล กล่าวต่อไปว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนขอฝากถึงฐิติเชฏฐ์และ กกต. ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายน ว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีก พรรคประชาชนยืนยันว่าจะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่าหากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป

กกต, ประชาชน, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

ผงะยอดหนี้ครู ท่วมหัว1.14ล้านล้าน รบ.สั่งรื้อแก้ทั้งระบบ

7 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย วางแนวทางตั้งแต่หาแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ เปลี่ยนแหล่งเงินกู้ รวมหนี้ ปรับแผนชำระ ไปจนถึง Credit Lock ป้องกันก่อหนี้ใหม่ หวังให้ครูมีเงินเหลือใช้และหลุดจากวงจรหนี้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา “ทั้งระบบ” โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%

 “แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์

ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง กำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด “การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ

 “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง “ลดต้นทุน – ลดภาระผ่อนต่อเดือน – ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ – ป้องกันหนี้ใหม่”

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป “จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

กระทรวงศึกษาฯ, รัฐบาลสั่งรื้อ, หนี้ครู

เปิดบ้านวิชาการ ‘Satit PIM Discovery Day 2026’ ฉลอง 10 ปีแห่งการเรียนรู้ สู่ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดงานเปิดบ้านวิชาการ “Satit PIM Discovery Day 2026” ภายใต้แนวคิด “SATIT PIM X : A Decade of Pride – 10 ปีแห่งความภูมิใจและก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน” นำเสนอผลงานและกระบวนการเรียนรู้ที่สะท้อนพัฒนาการตลอดหนึ่งทศวรรษของโรงเรียน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสู่การเรียนรู้ในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี โดยมี ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ผู้แทนของผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

ภายในงาน นักเรียนและครูร่วมถ่ายทอดการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ผลงาน และกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่มสาระ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การจำลองโครงสร้าง DNA ด้วยลูกปัด การออกแบบรถบังคับและหุ่นยนต์เคลื่อนไหว ตลอดจนกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน พร้อมการแข่งขันทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาจีน ฟุตบอล และหมากล้อม

Satit PIM Discovery Day 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ผ่านผลงานและประสบการณ์จริง พร้อมสะท้อนแนวทางการศึกษาของสาธิตพีไอเอ็มที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ให้เท่าทันโลก และเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปในอนาคตอย่างมีความหมาย

Satit PIM Discovery Day 2026

ถอด 3 บทเรียนจาก 15 ปี ‘BC4C’ แก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

“การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ ‘คน’ เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง” นี่คือมุมมองจาก นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บมจ.บ้านปู ที่ได้ร่วมถ่ายทอดบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน “Sustrends 2027” เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของบ้านปู และแบ่งปันบทเรียนตลอด 15 ปี จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) พร้อมชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นบทบาทของตนเองในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนและสังคม และเน้นย้ำว่า “การพัฒนาศักยภาพคน” คือรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง

เมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า “Social Enterprise” หรือ กิจการเพื่อสังคม ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ขณะที่บทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ส่วนการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า “ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว”

คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ในปี 2554 ร่วมกับ ChangeFusion เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ใช้กลไกทางธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยความเชื่อว่า เมื่อผู้ประกอบการมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พวกเขาจะกลับไปสร้างโอกาสให้กับผู้คน ชุมชน และประเทศได้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โครงการฯได้ปรับบทบาทให้สอดรับกับพัฒนาการของระบบนิเวศผู้ประกอบการและบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น สู่การเป็น Springboard ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขยายผล เข้าถึงตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะบ้านปูเชื่อว่า “เงินทุนอาจช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่โอกาสและระบบนิเวศที่แข็งแรง คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต”

จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคมกว่า 130 แห่ง บ้านปูได้ค้นพบ 3 บทเรียนสำคัญ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

บทเรียนแรก: ความได้เปรียบที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “นวัตกรรม” แต่คือ “คุณค่า” ที่ธุรกิจสร้างให้ผู้คน

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ความรู้หาได้จากทุกที่ และนวัตกรรมถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้คิดค้นคนแรกอาจไม่ใช่ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไป คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจกำลังสร้างคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ โครงการ Banpu Champions for Change จึงไม่ได้มองหาเพียงกิจการที่มีแนวคิดแปลกใหม่แต่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้นหาคุณค่าที่ธุรกิจมอบให้แก่ลูกค้าและสังคมที่เชื่อมโยงคุณค่าทางธุรกิจกับคุณค่าทางสังคม เพื่อให้กิจการเติบโตได้โดยไม่ทิ้งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้                                              

ภูคราม (BC4C#11) สะท้อนบทเรียนนี้ได้อย่างชัดเจน จากกิจการที่นำงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับและมีผู้ผลิตรายอื่นนำแนวคิดไปต่อยอด เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้น บางคนเริ่มรับงานจากแบรนด์อื่นหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความท้าทาย กลับทำให้ผู้ก่อตั้งตั้งคำถามใหม่ว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย หรือการทำให้ผู้คนในเครือข่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภูครามจึงเปลี่ยนจากการมุ่งขยายจำนวนช่างฝีมือ มาเป็นการดูแลคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการพัฒนาช่างฝีมือให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต

บทเรียนที่สอง: ความเข้าใจปัญหาคือความได้เปรียบที่ AI ยังทดแทนไม่ได้

ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี AI และเครื่องมือทางธุรกิจได้ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถคัดลอกมาใช้ได้ทันที คือความเข้าใจเชิงลึกที่เกิดจากการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับผู้คน และการสัมผัสปัญหาจริง กิจการเพื่อสังคมที่มีความได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นกิจการที่เข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความเข้าใจนั้นมาออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้จริง

คีรีฟาร์ม (BC4C#12) เป็นตัวอย่างของการมองลึกไปกว่าสิ่งที่เห็นบนพื้นผิว แทนที่จะมองการเผาฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยวว่าเกิดจากการขาดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ต้นตอของปัญหาคือเกษตรกรยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว คีรีฟาร์มจึงพัฒนาโมเดลรับซื้อฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ และต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม นี่คือการใช้กลไกตลาดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละ

บทเรียนที่สาม: ธุรกิจจะผ่านวิกฤตได้ เมื่อทีมพร้อมเรียนรู้และปรับตัว

ไม่มีผู้ประกอบการคนใดประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก ทุกกิจการล้วนต้องเผชิญความผิดพลาด ความไม่แน่นอนและโจทย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน บทบาทของ BC4C จึงไม่ใช่การกำหนดว่าผู้ประกอบการควรเดินไปทางใด แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือน “กระจก” ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของตัวเองได้ชัดขึ้น โครงการฯอาจช่วยเปิดประตู เติมองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่าย แต่ท้ายที่สุด ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ตัดสินใจและก้าวผ่านประตูนั้นด้วยตัวเอง เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่เติบโตเพียงระยะสั้น แต่คือการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบ่มเพาะของโครงการแล้ว

กรณีของ Local Alike (BC4C#2) แสดงให้เห็นพลังของทีมและเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนหายไปเกือบทั้งหมด แทนที่จะรอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทีมได้พัฒนา Local Alot แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดเป็น Local Aroi เพื่อพาผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบจากชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์ สิ่งที่ทำให้ Local Alike ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เพียงไอเดียธุรกิจใหม่ แต่คือความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ ความสำเร็จจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้ ปรับตัว และมองเห็นโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

แม้วันนี้ BC4C จะสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 กิจการ แต่สำหรับบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ สิ่งที่มีความหมายกว่าคือผลกระทบที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นส่งต่อกลับไปยังผู้คนและชุมชน การประเมินผลกระทบทางสังคมของโครงการฯ (Social Impact Assessment : SIA) สะท้อนว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.3 ล้านชีวิต แต่ในมุมมองของบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ หากคือ 1.3 ล้านโอกาส ที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง

“สำหรับบ้านปู โครงการนี้มีความหมายในการลงทุนกับคน ที่ไม่เพียงพัฒนาศักยภาพของเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้คนหนึ่งเติบโตมากพอที่จะกลับไปสร้างโอกาสให้กับคนอื่นต่อไป” นายรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

BC4C

ในหลวง-พระราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาล

6 กันยายน 2569 เวลา 21:38 น.

 

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาล ในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นบริเวณกว้าง

ในการนี้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะหน่วยงานในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งมาดำเนินการจัดเตรียมสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย เต็นท์นอน ถุงนอนฉุกเฉิน ถุงพระราชทานสำหรับเด็ก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไฟฉาย และหมวกนิรภัย พร้อมทั้งจัดบรรจุและติดตราสัญลักษณ์สิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

จากนั้น มูลนิธิฯ ได้ขนส่งสิ่งของพระราชทานไปยังโรงเก็บอากาศยาน กองบิน ๖ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมอบแก่ นายธัน พหาทุร โอลิ (Mr. Dhan Bahadur Oli) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมี พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบในพิธีต่อไป

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้มีโอกาสสนองงานในครั้งนี้ และมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้วยความเรียบร้อยรอบคอบ เพื่อให้สิ่งของพระราชทานถึงมือประชาชนชาวเนปาลผู้ประสบภัยโดยเร็ว สอดคล้องกับพระราชปณิธานที่ทรงห่วงใยและปรารถนาดีต่อประชาชนของมิตรประเทศเสมอมา

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระราชินี, เนปาล, แนวหน้าออนไลน์, ในหลวง

“ประเสริฐ” กาง 4 ยุทธศาสตร์ พลิก สกร.สู่ยุค AI ชื่นชม สกร. มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา

6 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนสู่การเป็นครูนวัตกรด้านการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร ศธ.,ผู้ตรวจราชการศธ., ศึกษาธิการภาค, ผู้บริหาร สกร., สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคการศึกษาในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสตาร์เวลล์บาหลี รีสอร์ท จ.นครราชสีนา

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อสังคม เศรษฐกิจ พลังงาน และวิถีชีวิต ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทิศทางพัฒนาการศึกษาและบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)ในโลกยุคใหม่ ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งนี้ ยังกล่าวชื่นชมบทบาท กศน. ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สกร. ว่า เป็นหน่วยงานที่ ขับเคลื่อนการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนและมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการรองรับผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Zero Dropout รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปิดโอกาสให้ผู้ที่พลาดโอกาสจากระบบการศึกษาสามารถกลับมาเรียน ได้รับวุฒิการศึกษา และนำวุฒิไปต่อยอดทั้งการทำงานและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น บางคนสามารถศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สิ่งเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจ ถือเป็นบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนจำนวนมาก จึงขอแสดงความชื่นชม

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในโลกยุคใหม่ ครูและบุคลากร สกร.จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงบทบาท “ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็น “นวัตกร” หรือผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันสามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงของจริงได้มากขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อก่อนตนพูดถึงเรื่องนโยบาย 5 ด้าน ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่วันนี้จะพูดเรื่องของ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับบุคลากรและระบบการศึกษา โดยยุทธศาสตร์แรก คือ “การพัฒนาคน” มุ่งยกระดับสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างจัดทำ AI Framework เพื่อสร้างกรอบการใช้ AI ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียนของ สกร.จะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องได้รับความรู้และพัฒนาทักษะในเรื่องดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ “การปรับระบบงาน” โดยกระทรวงศึกษาฯนำระบบดิจิทัลเข้ามาลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบ e-Office มาใช้ โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก่อนขยายการดำเนินงานไปยังส่วนต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่ระบบการบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นในปี 2570 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ “การเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม” โดยกระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนา EduPass ให้เป็น Super App ด้านการศึกษา ซึ่งจะรวบรวมบริการและข้อมูลด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึง Teacher ID และ Student ID เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าให้ระบบมีความพร้อมในช่วงต้นปี 2570 และ สกร.จะเป็นหนึ่งในหน่วยงานกลุ่มแรกที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน

และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว โดยการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกแห่ง

“สกร.มีจุดแข็งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีพื้นฐานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ จึงสามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยน และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้” นายประเสริฐ กล่าว
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า บทบาทของ สกร.ในอนาคต ตนขอฝากโจทย์สำคัญไว้ 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือการเปลี่ยนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้าน “การศึกษานอกระบบ” ไปสู่การเป็น “องค์กรหลักในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย” เพราะแนวคิดการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัยไปสู่ Lifelong Learning ที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

เรื่องที่ 2 คือการผลักดัน “National Lifelong Learning Platform” หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตระดับชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจาก สกร.เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย และสามารถเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ

และเรื่องที่ 3 คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนทั้ง “วิธีคิดและวิธีทำงาน” โดยต้องไม่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือใหม่สำหรับการเรียนการสอน แต่ต้องนำมาใช้เพื่อปรับกระบวนการทำงานและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ประเสริฐ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6 กันยายน 2569 เวลา 18:40 น.

“ประเสริฐ” เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชู “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคอีสาน เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา

นายประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการสถานศึกษาเป็น “หุ้นส่วนสำคัญทางการศึกษา” และถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงโรงเรียนและชุมชนได้จริง ตนเคยเป็นกรรมการสถานศึกษามาก่อนถึง 3 โรงเรียน จึงเข้าใจบทบาทและความสำคัญของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งการขับเคลื่อนการศึกษาต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา ที่จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ มีหน้าที่นำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่โรงเรียน ส่วนผอ.โรงเรียนแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น ในเขตชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ จึงถือว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือหัวใจ สำคัญ ของการขับเคลื่อนการศึกษา ต้องร่วมกันทำงานอย่างมืออาชีพ การศึกษาจึงจะเกิดผลดี All for Education ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการสถานศึกษาที่ประกอบไปด้วยคนทุกกลุ่ม

รมว.ศธ. กล่าวว่า การเวิร์กช็อปครั้งนี้มีความสำคัญ สามารถนำไปแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง โดยให้แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เรื่องที่โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจแก้ไขได้ให้ตัดสินใจและลงมือทำทันที ส่วนเรื่องที่เกินศักยภาพของพื้นที่ ให้รวบรวมข้อมูลส่งมายัง สพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปแก้ไขในระดับนโยบายและงบประมาณ ตัวอย่างเช่น การวางมาตรการโรงเรียนปลอดภัย ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ แต่หากเป็นอาคารเรียนเก่ามากๆ ระบบสายไฟที่เป็นอันตรายต่อเด็ก หรือเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องแจ้งมายังส่วนกลาง ไม่ควรปล่อยให้กรรมการสถานศึกษาต้องทอดผ้าป่าระดมเงินเพื่อแก้ปัญหากันเองเหมือนที่ผ่านมา

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการสร้างเครือข่ายการศึกษาระดับตำบล เนื่องจากประเทศไทยมีประมาณ 72,000 ตำบล และมีโรงเรียน สพฐ.ประมาณ 29,000 โรงเรียน หากรวมโรงเรียนท้องถิ่นด้วย จะมีโรงเรียนประมาณ 30,000 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-5 โรงเรียนใน 1 ตำบล แต่ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำงานแยกกันขาดการเชื่อมโยงเพื่อวางทิศทางการศึกษาร่วมกันในระดับตำบล
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก โดยปี 2568-2569 มีเด็กไทยเกิดทั่วประเทศแค่ประมาณ 420,000 คน เด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแค่ 400,000 คน ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปี 2569 มีเด็กเกิดประมาณ 13,000 คน เทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนมีเด็กเกิดประมาณ 20,000 คน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่า ภายใต้จำนวนเด็กที่ลดลง จะบริหารจัดการโรงเรียนและออกแบบการศึกษาในอนาคตที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร

“ในมิติของการตัดสินใจ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลายเรื่อง ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตพื้นที่ฯ และคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถหารือและตัดสินใจร่วมกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลางทุกเรื่อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน และเวลาหน้าจอที่เด็กจะใช้ ทางโรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางให้เหมาะกับบริบทได้เลย ส่วนเรื่องนโยบายใหญ่ ๆกระทรวงจะเป็นผู้กำหนดกรอบและลงไปให้คำแนะนำ ผมอยากจะเห็นการทำงานลักษณะผู้บริหารแบบมืออาชีพหรือแบบ CEO ผอ.เขตฯ ผอ. โรงเรียน และกรรมการสถานศึกษาทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเป็นมิติที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้โรงเรียนนำผลจากการเวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นการบ้านกลับไปจัดทำ 3 เรื่อง คือ 1. School Action Plan ให้ครอบคลุม 5 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริงเด็กเรียนแล้วมีงานทำห โรงเรียนปลอดภัย การร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2.การจัดทำพันธะสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน 1 โรงเรียน 1 พันธะสัญญา โดยกำหนดระยะเวลาว่าภายในเวลาเท่าไหร่จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามพันธะนั้น และ 3.จัดทำแผนเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องรวบรวมทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ของชาติในรูปการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้เอไอมาช่วย ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด