ทศวรรษแห่งเกียรติยศ: สถาบันขงจื่อ AU เปิดตัวศูนย์สอบดิจิทัลมาตรฐานสากล พร้อมประกาศมอบทุนการศึกษาจำนวนมาก เพื่อสร้างโอกาสแห่งอนาคต

ทศวรรษแห่งเกียรติยศ: สถาบันขงจื่อ AU เปิดตัวศูนย์สอบดิจิทัลมาตรฐานสากล พร้อมประกาศมอบทุนการศึกษาจำนวนมาก เพื่อสร้างโอกาสแห่งอนาคต

ทศวรรษแห่งเกียรติยศ: สถาบันขงจื่อ AU เปิดตัวศูนย์สอบดิจิทัลมาตรฐานสากล พร้อมประกาศมอบทุนการศึกษาจำนวนมาก เพื่อสร้างโอกาสแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU) จัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปี แห่งการก่อตั้งสถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (CIAU) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ จอห์น ที่ 23 วิทยาเขตสุวรรณภูมิ โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จรอบทศวรรษของการเป็นสะพานเชื่อมโยงทางภาษาและวัฒนธรรมระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
ยกระดับวิสัยทัศน์: เปิดตัวศูนย์สอบ HSK ระบบออนไลน์ ณ วิทยาเขตหัวหมาก
เพื่อเป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การศึกษาในยุคดิจิทัล สถาบันขงจื่อฯ ได้ประกาศเปิดตัว ศูนย์สอบวัด
 


ระดับความรู้ภาษาจีน (HSK) ระบบออนไลน์ ณ วิทยาเขตหัวหมาก อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์สอบเพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพมหานครที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดสอบในรูปแบบออนไลน์เต็มรูปแบบ
ทำไมต้องเลือกสอบกับเรา?
• นวัตกรรมการสอบที่เหนือกว่า: ระบบการสอบออนไลน์ที่แม่นยำ รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกับศูนย์สอบชั้นนำทั่วโลก
• ความสะดวกสบายระดับสูงสุด: ตั้งอยู่ ณ วิทยาเขตหัวหมาก ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยรองรับผู้เข้าสอบทุกระดับ
• ประตูสู่โอกาสทางอาชีพและการศึกษาต่อระดับสูง: ผลสอบจากศูนย์สอบมาตรฐานสากลเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพที่ทรงพลังในการสมัครงานในบริษัทข้ามชาติและหน่วยงานรัฐบาล ตลอดจนเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก


 
ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา: มอบทุนการศึกษาจำนวนมากสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน
ในโอกาสครบรอบ 10 ปี สถาบันขงจื่อฯ ยืนหยัดในพันธกิจสร้าง “บัณฑิตที่มีศักยภาพระดับโลก” ด้วยการเปิดรับสมัคร ทุนการศึกษาจำนวนมาก ทั้งทุนระดับปริญญาและหลักสูตรแลกเปลี่ยนระยะสั้น เพื่อไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศจีน
 
สิทธิประโยชน์และจุดเด่น:
• ทุนการศึกษาหลากหลายประเภท: ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และค่าใช้จ่ายรายเดือน
• การสนับสนุนครบวงจร: ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมโดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโดยตรง
• เครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง: ตอกย้ำมิตรภาพอันยั่งยืนภายใต้คำขวัญ “10 ปีแห่งความมุ่งมั่น สานสร้างอนาคตร่วมกัน”
 


 
มากกว่าการวัดระดับ คือการเปิดประตูสู่โอกาส สถาบันขงจื่อ AU พร้อมสนับสนุนผู้เข้าสอบทุกท่านด้วย โควตาทุนการศึกษาและและสิทธิพิเศษแบบครบวงจร พร้อมข้อมูลเจาะลึกเพื่อการศึกษาต่อและทำงานในระดับสากล
 
ช่องทางการติดต่อและรับข้อมูลสิทธิ์
 
ผู้ที่สนใจตรวจสอบตารางสอบ HSK และรายละเอียดการสมัครทุนการศึกษา สามารถติดต่อได้ที่:
• Facebook: facebook.com/CI.Assumption
• Line Official: @ciau
• โทรศัพท์: 02-783-2222 ต่อ 2070
• สถานที่ติดต่อ: สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ก้าวแรกของความงดงามปี 12 กับค่าย “ปลูกปัญญาธรรม” คัดเลือกเยาวชน 30 คน สู่ 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม เริ่มถ่ายทอดสด 18 เม.ย. 2569

ก้าวแรกของความงดงามปี 12 กับค่าย “ปลูกปัญญาธรรม” คัดเลือกเยาวชน 30 คน สู่ 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม เริ่มถ่ายทอดสด 18 เม.ย. 2569

ก้าวแรกของความงดงามปี 12 กับค่าย “ปลูกปัญญาธรรม” คัดเลือกเยาวชน 30 คน สู่ 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม เริ่มถ่ายทอดสด 18 เม.ย. 2569

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.51 น.

พระนครศรีอยุธยา 11 กุมภาพันธ์ 2569 – ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” จัดค่าย “ปลูกปัญญาธรรม” เพื่อต้อนรับตัวแทนเยาวชนชายอายุ 7–12 ปี จำนวน 30 คน พร้อมผู้ปกครอง หลังผ่านกระบวนการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และสานสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างวันที่ 6–7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนคัดเลือกตัวแทน 12 คนสุดท้าย สู่การบรรพชาและถ่ายทอดสดตลอดโครงการ

โดยได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากพระพรหมบัณฑิต (ป.ธ. ๙, ศ. ดร.) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอาจารย์ใหญ่โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12 มาให้โอวาทแก่เยาวชนและผู้ปกครองที่เข้าร่วมอบรม เกี่ยวกับอานิสงส์ของการบวชสามเณร และพ่อแม่ที่ให้การส่งเสริมให้บุตรหลานมีธรรมะในใจ  และในโอกาสนี้ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และผู้อำนวยการโครงการสามเณรปลูก ปัญญาธรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมแนะนำแนวทางและรายละเอียดการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนแก่ผู้ปกครอง อีกทั้งยังได้เล่าแนวคิดสำหรับปีที่ 12 คือ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้หลักธรรมที่สอดคล้องกับวิถีแห่งความเป็นไทย เพื่อให้เกิดสติ ตื่นรู้ และเข้าถึงคุณค่าแห่งความเป็นไทย เป็นพลเมืองที่พร้อมจะสร้างคุณงามความดีให้แก่ 3 สถาบัน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”   

ปีนี้ค่ายปลูกปัญญาธรรม สร้างสรรค์กิจกรรมให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และได้จำลองวัตรปฏิบัติของสามเณรและเรียนรู้วินัยเบื้องต้น ผ่านการทำวัตรเช้า–เย็น ทำสมาธิ มีกิจกรรมเรียกสติ และกิจกรรมสานสัมพันธ์ภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองทั้ง 30 ครอบครัวได้ร่วมเติมพลังใจและมุมมองการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจลึกซึ้ง ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนและกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ อาทิ

บรรยายพิเศษ “Self & Resilience: แข็งแรงภายใน ล้มได้ลุกเป็น” โดย ผศ.พญ. จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) เจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน”
กิจกรรม “รักลูกให้ถูกธรรม” โดย พระครูปลัดบัณฑิต อินทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร
กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง “ลูก” และ “บ้าน” โดย พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

สำหรับการรับสมัครในปีนี้ มียอดผู้สมัครสูงขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนแรงศรัทธาและความตั้งใจของเยาวชนและครอบครัวที่อยากร่วมเส้นทางการเรียนรู้ทางธรรม ทั้งนี้ในช่วงวันสุดท้ายเยาวชนทั้ง 30 คนจะเข้าพูดคุยกับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและนักการศึกษา โดยใช้หลักจริต 6 เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก เพื่อค้นหาตัวแทน 12 เยาวชน  ที่เปรียบเสมือนกระจก 12 บาน ที่จะสะท้อนหลักธรรมสู่ผู้ชมรายการ  ก่อนตัวแทน 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม จะก้าวสู่ช่วงบรรพชาและร่วมถ่ายทอดสดตลอดโครงการ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ติดตามรับชมได้ทางช่องทรูปลูกปัญญา, TrueVisions ช่อง 37 และ 111, TrueVisions Reality HD 119 และ HD 333 รวมถึง TrueID, TrueVisions NOW และช่องทรูปลูกปัญญา PSI 230 โดยจะเผยโฉมหน้า 12 ว่าที่สามเณรในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ผ่านทาง TrueID หรือเว็บไซต์ www.truelittlemonk.com และเฟซบุ๊ก สามเณรปลูกปัญญาธรรม

รวมพลังคนใจบุญในงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” ระดมทุนสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งฯ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

รวมพลังคนใจบุญในงาน  “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน”  ระดมทุนสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งฯ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

รวมพลังคนใจบุญในงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” ระดมทุนสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งฯ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.09 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นำโดย รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems) นำโดย สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทบิวตี้เจมส์ และชมรมเพลินไทยสมัยนิยม นำโดย ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา จัดงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และระดมทุนเพื่อการก่อสร้าง “อาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)” โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ดิ อีเวนต์ ฮอลล์ ชั้น 2 เซ็นทรัล ชิดลม

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, สุริยน ศรีอรทัยกุล กก.ผจก.กลุ่มบริษัทบิวตี้เจมส์, ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ปธ.ชมรมเพลินไทยสมัยนิยม พร้อมด้วยผู้มีอุปการคุณและผู้สนับสนุนการจัดงาน อาทิ กรรณิกา ศิลปะวรางกูร, สุดจิตร์ สุดจิตต์ แห่งแบรนด์ FINALE, สุภาพร เอ็ลเดรจ แห่งแบรนด์ SUPA East Glamor,กิตติยาวดี นิลวรรณ, มนต์ทิพย์ วิทยากร และ วงดาว ถนอมบูรณ์เจริญ

หัวเรือใหญ่ของงาน ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ปธ.ชมรมเพลินไทยสมัยนิยม, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ สุริยน ศรีอรทัยกุล กก.ผจก.กลุ่มบริษัทบิวตี้เจมส์

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ. และ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย

อธิการบดี มธ. ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ – พันธ์ทิพย์ ชัชวาล

ทีมผู้บริหาร รพ.ธรรมศาสตร์ นำโดย รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.,ผศ.นพ.ปฐมทรรศน์ พันธุมโกมล ผช.ผอ., ผศ.พญ.กวิชา ไม้เรียง ผช.ผอ., รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ รอง ผอ.,อ.พญ.ธนัญญา โลกานุวัตรเสถียร ผช.รอง ผอ.,อ.ดร.พญ.ศิริกัญญา แพเจริญ ผช.รอง ผอ.,อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม ผช.ผอ. และ ผศ.พญ.ธีรดา จันทร์ดี ผช.รอง ผอ.

งาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” เริ่มต้นด้วยชาวธรรมศาสตร์และผู้ร่วมงานร่วมกันร้องเพลงพระราชนิพนธ์ “ยูงทอง” พิธีกล่าวอาเศียรวาทและพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวเปิดงานโดย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานพิธี จากนั้นกิจกรรมหลักของงาน ประกอบด้วย การประมูลเครื่องเพชรและของสะสมอันเลอค่า โดยพิธีกรชื่อดัง นีโน่ – เมทนี บุรณศิริ เป็นผู้ดำเนินรายการ ตามด้วยการแสดงดนตรี การขับร้องเพลงจากวงร้องประสานเสียง TU Chorus ร่วมด้วย กวาง -กมลชนก เขมะโยธิน, แมน – วทัญญู มุ่งหมาย และเหล่านักร้องกิตติมศักดิ์ ที่มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอันไพเราะเพื่อสร้างพลังใจให้แก่ผู้ร่วมงานได้เพลินเพลินไปในระหว่างช่วงประมูลเครื่องเพชรและสิ่งของเลอค่า ปิดท้ายด้วยแฟชั่นโชว์ผ้าไทยอันตระการตาจาก 3 ห้องเสื้อชั้นนำ FINALE WEDDING STUDIO, TIK Couture และ SUPA East Glamor เดินแบบโดยนางแบบ นักแสดงชื่อดัง และนางแบบกิตติมศักดิ์

นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ, ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา, กรรณิการ์ ศิลปวรางกูร, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ ผศ.พญ.กวิชา ไม้เรียง

ผู้มีอุปการคุณ สมพงษ์ – แก้วเก้า เผอิญโชค พร้อมด้วย ดร.สุวรรณา วงศ์สุรไกร และ นภาดา เศรษฐเศรณีกุล

มานิดา วัฒนพนม, นวลจันทร์ สุวณิชย์, จันทรา ระวีศรี และ เอวอร เศวตามร์

สุดจิตร์ สุดจิตต์ แห่งแบรนด์ FINALE พร้อมด้วย นางแบบกิตติมศักดิ์ พิกุลทอง วงศ์ทองเหลือ, ณิชฎา ทองเจือ และ ศ.คลินิก พญ.วลัยลักษณ์ ชัยสูตร มี รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร มาให้กำลังใจ

จากการจัดงานในครั้งนี้ สามารถระดมทุนผ่านการประมูลและเงินบริจาคได้ยอดรวมทั้งสิ้น 2,000,000 บาท โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสมทบทุนการก่อสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (90 ปีมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์) โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นศูนย์กลางการรักษาด้านโรคมะเร็งที่ทันสมัยของประเทศไทย และช่วยให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ต.หญิง พญ.สุจิตตรา สวาทยานนท์, รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงศ์ คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ฯ มธ., รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย, มณีสุดา ศิลาอ่อน และ จันทิมา-พงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พาณิชย์

ศุภัคญาฎาร์ กัลยาณมิตร, สุริยน ศรีอรทัยกุล, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, พญ.รักษ์ฉนา อภิเกษมสันต์ 

เมทนี บุรณศิริ, เกรซ มหาดำรงกุล, นวพร สาระบรรจง

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ ผศ.พญ.กวิชา ไม้เรียง มอบของที่ระลึกแก่ ศักดิ์สิทธิ์ บุญศักดาพร ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ TIK Couture ที่ร่วมแสดงแฟชั่นโชว์การกุศล

สุกัญญา คุณกิตติ และ ดารณี วัธนเวคิน

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการก่อสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการบริจาคได้ที่ โทร: 0 2926 9432 LINE Official: @tuh_donation

กวาง -กมลชนก เขมะโยธิน และ แมน – วทัญญู มุ่งหมาย

กฤติญา เรืองเวช และ ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์

TU Chorus ร่วมสร้างสีสันภายในงาน

ทีมต้อนรับโดย ผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์และทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์

พิธีกรแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักแสดงนางเอกแถวหน้าร่วมแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม นำโดย ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์, มิ้นท์-รัญชน์รวี เอื้อกูลวราวัฒน์, เซย่า-นิชฎา ทองเจือ, ญาณิศา ธีราธร, แอนน่า กลึคส์, นีรชา ดอลิ่ง, ฤทัยภัทร พัทธนนปภักร และ ณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์

ฉายภาพอดีต ‘สถาปัตยกรรมสามัญ’ เพื่อออกแบบอนาคตของเมือง ในนิทรรศการ Projecting Future Heritage: A Hong Kong Archive

ฉายภาพอดีต ‘สถาปัตยกรรมสามัญ’  เพื่อออกแบบอนาคตของเมือง  ในนิทรรศการ Projecting Future Heritage: A Hong Kong Archive

ฉายภาพอดีต ‘สถาปัตยกรรมสามัญ’ เพื่อออกแบบอนาคตของเมือง ในนิทรรศการ Projecting Future Heritage: A Hong Kong Archive

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.52 น.

นิทรรศการสถาปัตยกรรมหมุนเวียน ‘PROJECTING FUTURE HERITAGE: A HONG KONG ARCHIVE’  ที่กำลังจัดแสดงที่ อดีตพระตำหนักของพระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์ประวัติ (สมมตอมรพันธุ์) กำลังจะปิดฉากลงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์  2569  นิทรรศการชุดนี้จัดแสดงครั้งแรก ณ Hong Kong Pavilion ในงาน Biennale Architettura 2025 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี โดยนำคลังข้อมูลด้านสถาปัตยกรรมสาธารณะของฮ่องกงมาจัดแสดงในกรุงเทพฯ เพื่อตอบรับกับธีมของ Biennale Architettura 2025 “ปัญญา – ธรรมชาติ – ปัญญาประดิษฐ์ – ส่วนรวม” โดยมีภัณฑารักษ์อย่าง Fai Au, Ying Zhou และ Sunnie S.Y. Lau มานำเสนอแนวคิดเรื่องความคิดร่วมที่เกิดจากโครงสร้างสาธารณะในฮ่องกง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของเมืองฮ่องกงในแต่ละช่วงเวลา

นิทรรศการนี้เผยให้เห็นว่า ผลงานด้านสถาปัตยกรรมและการพัฒนาเมืองของฮ่องกงได้ตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญที่เมืองต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการความหนาแน่นของเมือง รวมถึงการรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับประชาชนในพื้นที่สาธารณะร่วมกัน

การจัดแสดงที่กรุงเทพฯ นำผลงานประมาณ 30 ชิ้น ประกอบด้วยอาคารแบบผสมผสาน อาคารตลาดอเนกประสงค์ ที่อยู่อาศัยแบบสหกรณ์ โครงการบ้านจัดสรรของภาครัฐ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานริมถนน ผลกระทบจากการพัฒนาสนามบิน และพื้นที่สาธารณะภายในโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่ออกแบบโดยสถาปนิกท้องถิ่น และยังไม่เป็นที่บันทึก ศึกษา หรือเผยแพร่ในระดับนานาชาติมากนัก

นอกจากการนำเสนอผลงานเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว นิทรรศการยังชวนตั้งคำถามต่อคุณค่าของ “สถาปัตยกรรมสามัญ” ในชีวิตประจำวัน ทั้งที่โครงสร้างสาธารณะเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อร่างสร้างเมืองและวิถีชีวิตของผู้คน ภัณฑารักษ์จึงหยิบยกแนวคิดเรื่อง “ความคิดร่วม” (collective intelligence) ที่เกิดจากการออกแบบ การใช้สอย และการอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะของฮ่องกง มานำเสนอในฐานะองค์ความรู้ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเมือง และอาจกลายเป็น “มรดกแห่งอนาคต” ในวันที่โครงสร้างเหล่านี้เลือนหายไป

นิทรรศการสถาปัตยกรรมหมุนเวียนนี้จัดโดย The Hong Kong Institute of Architects Biennale Foundation (HKIABF) โดยมี The Hong Kong Institute of Architects (HKIA)  เป็นพันธมิตร และได้รับการสนับสนุนหลักจาก The Creative Industries Development Agency (CCIDA) of the Government of the Hong Kong Special Administrative Region การจัดแสดงในกรุงเทพฯ ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างเมืองในด้านสถาปัตยกรรม มรดกทางวัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระหว่างฮ่องกงและประเทศไทย สอดคล้องกับแนวคิดของ โครงการ Belt and Road Initiative ที่เน้นการเชื่อมโยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อดีตพระตำหนักของพระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์ประวัติ (สมมตอมรพันธุ์) และหลังจากการจัดแสดงที่กรุงเทพฯ นิทรรศการ “Projecting Future Heritage: A Hong Kong Archive” จะไปจัดแสดงขึ้นที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ในช่วงเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2569 โดยพิจารณาจากบทบาทของน้ำทั้งในฐานะแหล่งผลิตและความเปราะบาง ตลอดจนการเป็นจุดเชื่อมโยงในเครือข่ายการไหลเวียนของทรัพยากรและองค์ความรู้ทั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์และร่วมสมัย ซึ่งมีผลต่อวิธีที่ “มรดกแห่งอนาคต” ถูกนิยามและได้รับการยอมรับ

ผู้เข้าชมที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงในกรุงเทพฯ จะได้ออกเดินทางในประสบการณ์ของตนเอง ระหว่างโลกของคลังข้อมูลและโลกแห่งการฉายภาพอนาคต ผ่านการสัมผัสทั้งวัตถุที่นำมาจากเวนิส และการเชื่อมโยงกลับไปยังฮ่องกง

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีและแนวเขาธรรมชาติของจังหวัดชลบุรี มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หากแต่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า นั่นคือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หนึ่งในสวนสัตว์ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบของสวนสัตว์ที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติเป็นบ้านของสัตว์”

ข้อมูลจาก ณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า สวนสัตว์เปิดเขาเขียวก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ครอบคลุมผืนป่า ภูเขา และระบบนิเวศตามธรรมชาติ ความพิเศษของเขาเขียวไม่ได้อยู่เพียงจำนวนสัตว์ป่าที่หลากหลาย หากแต่อยู่ที่การออกแบบพื้นที่จัดแสดงซึ่งคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ สัตว์แต่ละชนิดได้รับการจัดสรรพื้นที่ให้ใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ลดการใช้กรงขังแบบปิด และเปิดโอกาสให้สัตว์สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างอิสระ

แนวคิด “สวนสัตว์เปิด” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาเขียวแตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป นักท่องเที่ยวสามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถบริการของสวนสัตว์เข้าชมสัตว์ได้ในพื้นที่กว้าง สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เสมือนได้เดินทางท่องซาฟารีกลางผืนป่าเมืองไทย สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งตื่นตา น่าประทับใจ และเปี่ยมไปด้วยสาระความรู้

ไฮไลท์สัตว์เด่น เสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกวัย

หนึ่งในจุดแข็งของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว คือ ความหลากหลายของสัตว์ป่าจากทั่วโลก ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่ใกล้เคียงธรรมชาติ สัตว์แต่ละชนิดไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจระบบนิเวศและความสำคัญของการอนุรักษ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ยีราฟ ม้าลาย และแรด กลุ่มสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าโล่งกว้าง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่เขตจัดแสดง นักท่องเที่ยวสามารถชมความสง่างามของยีราฟอย่างใกล้ชิด เรียนรู้พฤติกรรมการดำรงชีวิตของสัตว์ในระบบนิเวศทุ่งหญ้าแอฟริกา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของธรรมชาติในระดับโลก

ช้างเอเชีย สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการดูแลและสวัสดิภาพ ช้างแต่ละเชือกอาศัยอยู่ในพื้นที่กว้าง มีทั้งป่าและแหล่งน้ำให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ พื้นที่จัดแสดงช้างจึงเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านชีววิทยาและการอนุรักษ์ช้างไทย รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของช้างในระบบนิเวศและวัฒนธรรมไทย

เสือโคร่งและสัตว์นักล่า เขตจัดแสดงเสือโคร่ง หมี และสัตว์นักล่าอื่น ๆ ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูเขาและป่าไม้โดยรอบ ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เห็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์ของสัตว์นักล่าหลายชนิด ซึ่งกำลังเผชิญภัยคุกคามจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการลักลอบล่า

สัตว์หายากและสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีบทบาทสำคัญในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย ไม่ว่าจะเป็น ละองละมั่ง เก้งหม้อ นกเงือก รวมถึงสัตว์หายากอื่น ๆ การดูแลสัตว์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ แต่ยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านชีววิทยา เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าในอนาคต

เพนกวินและสัตว์ขวัญใจเด็กๆ โซนเพนกวิน ฮิปโป ลิง และสัตว์ขนาดเล็ก เป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมจากครอบครัวและเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก ความน่ารักและพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์เหล่านี้ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์และความแตกต่างของสัตว์แต่ละสายพันธุ์จากทั่วโลก

“หมูเด้ง” มากกว่าความน่ารัก คือพลังของการอนุรักษ์ “หมูเด้ง” ไม่ได้เป็นเพียงฮิปโปแคระขวัญใจโลกโซเชียล แต่คือหนึ่งในตัวแทนสำคัญของงานอนุรักษ์สัตว์ป่านอกถิ่นอาศัยของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ด้วยบทบาททั้งด้านการศึกษา การวิจัย และการสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ หมูเด้งช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของการดูแลสัตว์อย่างเข้าใจธรรมชาติ ให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ป่าและความสำคัญของการรักษาถิ่นอาศัย ผ่านภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และเต็มไปด้วยพลังบวก ความสดใสและพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมูเด้ง ทำให้เรื่องการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยรู้สึกผูกพัน เข้าใจ และพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลธรรมชาติ หมูเด้งจึงไม่เพียงสร้างรอยยิ้ม หากยังทำหน้าที่เป็น “สัญลักษณ์แห่งความหวัง” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวส่งต่อจากผืนป่าสู่หัวใจของสังคมไทย

การท่องเที่ยวที่มากกว่าความสนุก

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงการเป็นแหล่งท่องเที่ยว หากแต่ยังทำหน้าที่เป็น ศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ ค่ายเยาวชน นิทรรศการ และกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ (Animal Enrichment) เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจและยั่งยืน

ในด้านการบริหารจัดการ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แนวคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ และความประทับใจ ที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมตระหนักว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เพื่อส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ร่วมฉลองความสุขกิจกรรม LOVE & HENG ต้อนรับ ตรุษจีน & วันวาเลนไทน์ ระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรมสุดพิเศษ  จุดถ่ายรูปเช็คอิน “ม้าทองแห่งโชคลาภ”เสริมสิริมงคล รับความเฮงตลอดปี สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย (ม้า) รับส่วนลดค่าเข้าชมสวนสัตว์ 20% (เฉพาะคนไทย ผู้ใหญ่) และกิจกรรมสำหรับคู่รัก พิเศษ 20 คู่รัก เพียงแชะภาพคู่ เช็คอินที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวแล้วแชร์ผ่านโซเชียล ลุ้นรับของที่ระลึก ขอเชิญมาร่วมเติมเต็มความรัก ความสุข และความเฮง ได้ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

‘วิน – กลัฟ – บลู’ ขึ้นแท่น Friend of Amazing Thailand ถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยในมุมมองใหม่ ‘Feel All the Feelings’

‘วิน - กลัฟ - บลู’ ขึ้นแท่น Friend of Amazing Thailand ถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยในมุมมองใหม่  ‘Feel All the Feelings’

‘วิน – กลัฟ – บลู’ ขึ้นแท่น Friend of Amazing Thailand ถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยในมุมมองใหม่ ‘Feel All the Feelings’

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ายกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่ Quality Leisure Destination อย่างต่อเนื่อง ด้วยการแต่งตั้ง “วิน เมธวิน – กลัฟ คณาวุฒิ – บลู พงศ์ทิวัตถ์” ขึ้นแท่น Friend of Amazing Thailand อย่างเป็นทางการ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พร้อมร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยในมุมมองใหม่ ดึงดูดแฟน ๆ และนักท่องเที่ยวมาสัมผัสทุกความรู้สึกที่ประเทศไทย

ทั้ง 3 หนุ่มได้ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในมุมที่มากกว่าการท่องเที่ยว แต่ยังรวมไปถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจที่สัมผัสได้จริง พร้อมชวนทุกคนออกเดินทางสัมผัสความรู้สึกดีๆ ที่หาได้เฉพาะในประเทศไทยผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “Feel All the Feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากแฟน ๆ พร้อมสร้างปรากฏการณ์การพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย

บลู พงศ์ทิวัตถ์, ผู้ว่าฯ ททท. ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, วิน เมธวิน และ กลัฟ คณาวุฒิ

เริ่มจาก วิน เมธวิน ชวนทุกคนต้องมนต์เสน่ห์ไทยผ่านไวบ์ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่อาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีบรรยากาศ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหลอมรวมผู้คน เรื่องราว และอารมณ์ความรู้สึก จนกลายเป็นไวบ์ที่ใครก็อยากมาสัมผัส

ต่อด้วย กลัฟ คณาวุฒิ ที่อยากพาทุกคนออกไปชาร์จพลังกับธรรมชาติของประเทศไทย ด้วยความหลากหลายและความงดงามที่ได้รับการดูแลอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่จะได้มาพักผ่อน เติมพลัง และได้รีเซ็ตตัวเองอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วย บลู พงศ์ทิวัตถ์ ชวนทุกคนตกหลุมรักประเทศไทยผ่านรสชาติอาหารที่หลากหลาย เพราะอาหารไทยมีเสน่ห์และโดดเด่นเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อาหารพื้นบ้าน อาหารไทยสมัยใหม่ อาหารฟิวชั่น อาหารระดับมิชลินไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่อร่อย และสามารถเข้าถึงง่ายตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

การรวมพลังของ 3 หนุ่ม Friend of Amazing Thailand ในครั้งนี้ ได้สะท้อนเสน่ห์ประเทศไทยในหลากหลายมุม ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ อีกทั้ง ยังจุดประกายให้แฟนๆ และนักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาสัมผัส
ทุกความรู้สึกที่ประเทศไทย ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายในทุกประสบการณ์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ แจ๊ค เขาเป็นเด็กฉลาด แต่มีนิสัยขี้โมโห ชอบใช้คำพูดรุนแรง ใครทำอะไรไม่ถูกใจ เขามักจะตะโกนเสียงดังและทำให้เพื่อน ๆ กลัว

                   วันหนึ่ง แจ๊คไปเที่ยวในป่า ขณะที่แจ๊คกำลังโกรธคนนำทางที่พาหลงทาง เขาพบกระจกโบราณบานหนึ่งตั้งอยู่กลางศาลาไม้เก่า ๆ ที่วัดร้าง เมื่อเขามองเข้าไปในกระจกนั้น เขามองไม่เห็นใบหน้าของตนเอง แต่กลับเห็น สัตว์ร้ายตัวใหญ่ มีดวงตาแดงก่ำและฟันแหลมคมแยกเขี้ยวจะทำร้าย แจ๊คตกใจมาก ภาพกระจกนั้นเหมือนการแสดงอารมณ์โกรธในจิตใจของเขาออกมา

                    ทุกครั้งที่แจ๊คโมโหเพิ่มขึ้น ภาพในกระจกก็จะยิ่งน่ากลัวขึ้น สัตว์ร้ายคำรามเสียงดังจนศาลาแทบสั่นสะเทือน แจ๊คเริ่มหวาดกลัวว่า หากเขาไม่เปลี่ยนแปลง สัตว์ร้ายในกระจกอาจจะกลายเป็นตัวตนของเขาจริง ๆ

                   ด้วยความกังวล แจ๊คไปปรึกษากับพระอาจารย์ในหมู่บ้าน พระอาจารย์สอนว่า “ความโกรธก็เหมือนไฟ หากเจ้าปล่อยให้มันลุกลาม มันจะเผาผลาญใจเจ้าเอง แต่หากเจ้ารู้จักดับไฟด้วยสติ ใจเจ้าจะสงบและงดงาม”

                   แจ๊คจึงเริ่มฝึกหายใจลึก ๆ นับ 1-2-3 ถึง 100 ในเวลาที่รู้สึกโกรธ เขาพยายามนับเลขในใจ และเรียนรู้ที่จะยิ้มแทนการตะโกน วันแล้ววันเล่า เขาฝึกฝนจนใจสงบขึ้น

                  เมื่อเขากลับไปที่กระจกอีกครั้ง คราวนี้ภาพสัตว์ร้ายค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วย ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ ที่บานสะพรั่งอยู่กลางน้ำใส เหมือนปัญญาอันอ่อนโยน แจ๊คยิ้มด้วยความสุข เขารู้แล้วว่า กระจกวิเศษไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เขากลัว แต่เพื่อสอนให้เขาเข้าใจและควบคุมอารมณ์ของตนเอง

                 นิทานเรื่องแจ๊กขี้โมโห เป็นการสะท้อนการทำความดีในบุญกิริยา 10 ประการ ข้อ3 ภาวนามัย ตอนที่แจ๊คเห็นภาพสัตว์ร้ายในกระจกวิเศษ แสดงถึงอารมณ์ที่ไม่ดีของแจ๊ค เมื่อใจถูกครอบงำด้วยความโกรธ  แต่เมื่อเขาควบคุมอารมณ์ได้ ด้วยการนับ 1-2-3  และฝึกสติ ทำให้ใจสงบ มั่นคง ลดความโกรธเกรี้ยวลง (ภาวนามัย) ภาพในกระจกก็เปลี่ยนจากสัตว์ร้ายเป็นดอกบัว แสดงถึงจิตใจที่งดงาม เมื่อแจ๊คไม่ถูกความโกรธครอบงำ   

                 การภาวนานั้นมิใช่เพียงนั่งสมาธิ แต่เกี่ยวกับการฝึกสติให้สงบในชีวิตประจำวัน เมื่อรู้จักควบคุมอารมณ์ ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และทำให้ใจเบิกบานไม่ขุ่นมัวด้วยความโกรธ

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความโกรธเป็นสิ่งธรรมดา แต่หากไม่ควบคุม มันจะทำร้ายทั้งตัวเราและคนรอบข้าง การฝึกสติและความสงบใจสามารถเปลี่ยนพลังลบให้กลายเป็นความงดงาม ใจจะหายโมโห เมื่อเรารู้จักให้อภัยและปล่อยวาง”

                 เรียบเรียงจากนิทานจีน:  จ้าวหมิง กับกระจกวิเศษ Zhao Ming and the Magic Mirror 赵明与魔镜  (Zhào Míng yǔ Mó Jìng) ซึ่งเป็นหลักการของลัทธิเต๋า โดยใช้กระจกเป็นสัญลักษณ์ ทำให้มองเห็นภายใน“จิตใจ”ของผู้ส่องกระจก  

อาทร  จันทวิมล

เหนื่อยง่าย นอนหงายแล้วอึดอัด อาจเสี่ยง ‘โรคลิ้นหัวใจ’

เหนื่อยง่าย นอนหงายแล้วอึดอัด อาจเสี่ยง ‘โรคลิ้นหัวใจ’

เหนื่อยง่าย นอนหงายแล้วอึดอัด อาจเสี่ยง ‘โรคลิ้นหัวใจ’

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว อาการเหนื่อยง่ายผิดปกติหรือความรู้สึกอึดอัดเวลานอนราบนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคลิ้นหัวใจ” ภัยร้ายที่กำลังทำลายหัวใจอย่างเงียบๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อาการรุนแรงแล้ว ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหน้าอกที่มีความเสี่ยงและใช้เวลาพักฟื้นนาน จนอาจสร้างความกังวลให้ผู้ป่วยอย่างมาก แต่ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษารูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยี Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) ที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวไว ถือเป็นอีกทางเลือก สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีภาวะรุนแรง อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

นพ. สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต 

นพ. สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต ให้ข้อมูลความรู้วิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ เพื่อรู้เท่าทันโรคนี้ก่อนสาย พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง และเทคโนโลยีการรักษาโรคลิ้นหัวใจในปัจจุบันที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย

“โรคลิ้นหัวใจ” ภัยเงียบที่ปล่อยไว้ยิ่งอันตราย

โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ลิ้นหัวใจ แบ่งเป็น 2 ประเภทง่าย ๆ คือ ลิ้นหัวใจรั่ว และ ลิ้นหัวใจตีบ โดยปกติคนเรามีลิ้นหัวใจ 4 ลิ้น ทำหน้าที่เปิด–ปิดเพื่อควบคุมทิศทางการไหลเวียนของเลือด เมื่อลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจะทำให้เลือดไหลย้อนกลับหรือไหลไม่สะดวก ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้ร่างกายพยายามปรับตัวชดเชยจนเราแทบไม่เห็นความผิดปกติในระดับแรก กว่าจะรู้ตัวโรคก็อาการรุนแรงแล้ว

“โรคลิ้นหัวใจ” ไม่เลือกวัย ใครก็เสี่ยงได้

หลายคนอาจคิดว่าโรคลิ้นหัวใจเกิดได้แค่ในผู้สูงอายุ แต่จริง ๆ แล้วโรคลิ้นหัวใจสามารถเกิดกับคนทุกวัย โดยในกลุ่มเด็กเล็กอาจพบความผิดปกติของลิ้นหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจเคยติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ลิ้นหัวใจเสียหาย ส่วนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สาเหตุหลักมักมาจากลิ้นหัวใจเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุจนลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีแคลเซียมและไขมันเกาะสะสมจนแข็งตัวทำให้เป็นลิ้นหัวใจตีบ นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว อาทิ ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจเช่นกัน

เหนื่อยง่ายผิดปกติ สัญญาณเตือน “โรคลิ้นหัวใจ”

 นพ.สุวาณิช ชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบนี้ว่า “อาการเริ่มแรกของโรคลิ้นหัวใจคือการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งหลายคนอาจชะล่าใจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น นอนราบแล้วอึดอัด หรือขาบวม ที่อันตรายกว่านั้นคือภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ทั้งภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์-อัมพาต ดังนั้นหากเริ่มเหนื่อยขณะทำกิจกรรมเดิม ๆ อย่ารอช้า รีบมาตรวจคัดกรองกับแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที”

อายุ 35+ ควรเช็กหัวใจ ไม่ต้องรอมีอาการ

เมื่อเข้าสู่วัย 35 ปี แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ร่างกายภายในอาจเริ่มเสื่อมลง แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมุต ทีมแพทย์เฉพาะทางมีแนวทางการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจด้วย 4 ขั้นตอนหลักเพื่อความแม่นยำ เริ่มจากการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินขนาดหัวใจ ต่อด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เพื่อตรวจการเต้นและกระแสไฟฟ้าหัวใจ ไปจนถึงการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) และการวิ่งสายพาน Exercise Stress Test (EST) เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจอย่างละเอียด ซึ่งการตรวจพบเร็วไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังช่วยให้วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด ปลอดภัยสูง กลับบ้านได้ใน 2 วัน

การรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจที่ไม่รุนแรงจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาลดไขมัน หรือยาลดความดันโลหิต พร้อมกับควบคุมโรคประจำตัวให้สงบ นพ. สุวาณิช อธิบายว่า “ในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรุนแรง  แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งเดิมทีต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจและพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี TAVI นวัตกรรมการรักษาใหม่ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน ทำให้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ แผลเล็ก และพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้

“เราสามารถสร้างเกราะป้องกันโรคลิ้นหัวใจได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการตรวจสุขภาพหัวใจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป หากผลปกติดีอาจตรวจซ้ำทุก 5 ปี ควบคู่ไปกับการปรับไลฟ์สไตล์ให้สมดุล กินให้ดี คุมน้ำหนักให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ แต่ถ้ามีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง พยายามคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่อยากย้ำเน้นคืออย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ อย่างอาการ ‘เหนื่อยง่าย’ และรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หาดมีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาหรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0042 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Applicationเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน สะท้อนความตั้งใจของโรงพยาบาลวิมุตที่พร้อม “เข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”

คุณแหน : 11 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน:11 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 11 กุมภาพันธ์ 2569

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนเพื่อบำรุงสภากาชาดไทย 16 กพ. เวลา 9.00 น. ณ วังสระปทุม..๐๐

๐๐อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณ ให้กับ สกล ญาติบรรทุง ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับเขต เขตตรวจราชการที่ 2 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น..๐๐

๐๐ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ให้การต้อนรับคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมวิภาษในงานการนำเสนอโครงงานของหลักสูตร Digital Jumpstart#3 กว่า 30 คน เช่น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม, โชตินรินทร์ เกิดสม, ภาสกร ชัยรัตน์, ชยันต์  ศิริมาศ, รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม, ผศ.ดร.คุณานันท์ สุขพาสน์เจริญ, ศศิญา ปานตั้น, ภัทรา สุวรรณเดช, ชมนาถ พรสมผล, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, เฉลิมพล โชตินุชิต, สุเมธ สุรบถโสภณ, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, บุญมา พูชิน, อุมาภรณ์ เครือคำวัง, วัลภา สถิรชวาล, จักร โกศัลยวัตร, นิติ เมฆหมอก, ราชิต ไชยรัตน์..๐๐

๐๐จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบเงินบริจาค จาก รศ.ญาณเดช ทองสิมา ซีอีโอ บมจ. รพ.นครธน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารฯ โดยการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง มหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 15 ภายใต้แนวคิด “วิ่งด้วยความรัก เพื่อสภากาชาดไทย Save The World” เพื่อสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐วันเกิดปีนี้ของ ภัทรลดา สง่าแสง ได้ไปฉลองออกรอบที่สนามกอล์ฟราชพฤกษ์กับเพื่อนๆ..๐๐

๐๐ชิด สุขหนู รับมอบเงินบริจาคจาก มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี..๐๐

๐๐ สภาเภสัชกรรม ได้เพิ่มสาขาการผลิตเภสัชกรใหม่จากเดิมที่มี 3 สาขา คือ  การบริบาลทางเภสัชกรรม, เภสัชกรรมอุตสาหการ และ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ เป็น บริหารเภสัชกิจ เป็นสาขาที่ 4 ในวิชาชีพเภสัชกรรม โดยมี คณะเภสัชฯ มศว. เปิดรับนักศึกษาปีนี้เป็นปีแรก นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาทางเภสัชกรรม..๐๐

๐๐สปสช. ชวนคนไทยใช้สิทธิ “สุขภาพดีป้องกันโรค” คัดกรองมะเร็ง 5 โรค (มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง, มะเร็งเต้านม, มะเร็งช่องปาก, โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี) ไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมคนไทยทุกสิทธิรักษา ตรวจเร็ว รู้เร็ว รักษาง่าย สอบถามสายด่วน สปสช…๐๐

oo ขอแสดงความเสียใจกับ นาถ-ศศิพร ลิ่วเจริญ ที่สูญเสียคุณแม่ลลิตา ลิ่วเจริญ สวดพระอภิธรรม 10-13 ก.พ.น. ศาลา17 (โสภณอักษรกิจ) วัดธาตุทอง..ฌาปนกิจ 14 ก.พ.14.00 น.OO

น้องใหม่

สยบทุกสายตา วิว วรรณรท แปลงโฉมสวมชุดไทยสวยหวานละมุน

สยบทุกสายตา วิว วรรณรท แปลงโฉมสวมชุดไทยสวยหวานละมุน

สยบทุกสายตา วิว วรรณรท แปลงโฉมสวมชุดไทยสวยหวานละมุน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.16 น.

11 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความฮือฮาไม่น้อย เมื่อ “วิว วรรณรท” ปรากฏตัวในลุคไทยร่วมสมัย ห่มสไบสีหวานแมตช์กับกางเกงยีนส์ เดินเที่ยวรับแสงแดดย่านตลาดพลู พร้อมพาแฟนๆ ชมบรรยากาศเมืองเก่าในสไตล์ #BangkokCity ที่ทั้งละมุนและเท่ในเวลาเดียวกัน

การปรากฏตัวครั้งนี้ของวิว เรียกเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ อย่างล้นหลาม ด้วยลุคที่ผสมผสานความอ่อนหวานแบบไทยเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว