ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง 

จากกรณีที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาพาดพิงถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่าขอให้นำเรื่องการเมืองออกไปก่อน เพราะวิกฤตครั้งนี้ คือวิกฤตชาติที่เราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันฝ่าไปให้ได้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งในรัฐบาลหรือไม่  

และเหตุผลเดียวที่คุณพีระพันธุ์ออกมาพูดในตอนนี้ คือ ช่วยรัฐบาลหาทางออกให้กับประเทศ ด้วยการชี้ช่องว่า รัฐบาลมีอำนาจสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนด้วยการจัดการผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายอะไรได้บ้าง แต่ดูเหมือนรัฐบาลพยายามจะตอบโต้ทุกอย่างว่าทำไม่ได้ ซึ่งตนก็สงสัยว่า บางเรื่องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะเหตุใดจึงไม่รับฟัง 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า เป้าหมายเดียวของ คุณพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติคือเพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารรับทราบ โดยไม่โดนใครหลอกหรือโดนผู้ไม่หวังดีหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ เพื่อป้องกันตนเอง ย้ำ ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำคณะทูตนานาชาติและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ลงพื้นที่บริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย และต่อมา มีการรายงานข่าวและเผยแพร่ภาพของการลงพื้นที่ดังกล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทย รวมถึงการวางตู้คอนเทนเนอร์ของฝ่ายไทยในบริเวณนั้น เป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงว่า การดำเนินมาตรการของฝ่ายไทยในการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และเสริมแนวลวดหนามในพื้นที่ดังกล่าว มีสาเหตุจากการยั่วยุและการรื้อทำลายเครื่องกีดขวางเดิมโดยบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี จึงมีความจำเป็นต้องป้องกันต่อการยั่วยุจากผู้ที่มีเจตนาไม่ดี และลดโอกาสการกระทบกระทั่งระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย อันอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ แนวการวางตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นการวางเท่าที่จำเป็นในบางจุดเท่านั้น รวมถึงแนวลวดหนามในบางช่วง ยังคงเป็นไปตามแนววางกำลังเดิม (troop deployment line) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ ตามข้อ 2 ในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชา ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “to maintain current deployment troop without further movement” หรือให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพการวางกำลังเดิมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยมิได้มีเจตนารุกล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วม และหลักการป้องกันตนเอง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เพื่อต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และสามารถควบคุมการยั่วยุที่จะเกิดขึ้นจากผู้ไม่หวังดีได้

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ! 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฐานันดร 4( The Fourth Estate) ตายแล้ว

ผมไม่ติดตามการวิเคราะห์ข่าวทางทีวีนานแล้ว 

เพราะคิดว่า ผมก็วิเคราะห์ได้  ไม่จำต้องฟังการวิเคราะห์ของใคร 

ที่สำคัญเดี๋ยวนี้ สื่อในเมืองไทยเป็นสื่อเลือกข้างไปหมดแล้ว 

ดูช่องก็รู้ว่าเชียร์ใคร

เห็นหน้าผู้จัดรายการ ก็รู้ว่าเชียร์ใคร 

นับว่าไร้สาระ และ ไม่ประเทืองปัญญา ฟังมากสมองซีกซ้ายอาจฝ่อได้ เพราะจะคิดไม่เป็น 

สื่อที่เราเคยเรียกว่า เป็นฐานันดร 4 (The Fourth Estate) น่าจะหมดไปจากเมืองไทยแล้ว 

แต่มิใช่ว่า ผมจะไม่ติดตามข่าวเสียทีเดียว ก็ติดตามอยู่ 3-4 รายการ
 
1. รายการของคุณสุทธิชัย หยุ่น ฟังเพื่ออัพเดท( update ) สถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทันสมัย ฟังเอาข้อมูลเท่านั้น แต่การวิเคราะห์ เราวิเคราะห์เองดีกว่า คุณสิทธิชัยก็ยังมีอะไรในใจบางอย่างที่ทำให้การวิเคราะห์ของท่านไม่คืบหน้า

2.ฟังรายการของ ดร. วีระ ธีรภัทร (ฟังอยู่บ้าง) เพื่อเอาความรู้ เพราะถือว่า ดร.วีระ เป็นพหูสูต คนหนึ่งในเมืองไทย แต่การวิเคราะห์เราวิเคราะห์เอง เพราะคุณวีระ เข้าไปใกล้ชิดนักการเมืองมากไป เหมือนจะไม่เห็นขนตาของตัวเอง

3.แต่หากเป็นเรื่องสงครามหรือความมั่นคง ผมก็ฟังการวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์  ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อันนี้ ฟังท่านวิเคราะห์เลยล่ะ เพราะสงครามระหว่างประเทศมีปัจจัยเยอะ เราไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ก็ต้องเชื่อการวิเคราะห์ของท่านไว้ก่อน แต่แปลกที่สื่อสัมภาษณ์ท่านน้อยเกินไป สื่อเมืองไทยก็เป็นประเภทง่ายๆ  วิเคราะห์สงครามเหมือนหยิบมีดสั้นมาแทงพุงกัน ซึ่งโลกมันซับซ้อนกว่านั้น

อีกอย่างที่ผมไม่ดูทีวี เพราะผมอายที่เห็นเพื่อนผม น้องผม หลายคน กลายเป็นคนทรยศ เดินตามหลังยืนกุมเป้า คำนับอดีตคู่ต่อสู้ อันนี้ ผมเห็นแล้วอ้วกเลย!! เสียดายข้าวกลัวอ้วก เลยไม่อยากดู ทุเรศ! “

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

อนุทิน กางไทม์ไลน์แถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก.ชื่อ Thailand 10 Plus – แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค. พร้อมกับเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ก่อนสงกรานต์ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล ชมงาน DNA นครพนม หวังสะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อร่วมชมงาน “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” หรือ “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช อ.เมืองนครพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้พาคณะนั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

นายกรัฐมนตรีได้พานั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “การบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม” (Behavioral Energy Saving) ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน มากกว่าการเพิ่มทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

ในกิจกรรม “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ เครื่องประดับจากจังหวัดจันทบุรี งานเครื่องเงินจากสุโขทัย และผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นนครพนม รวมถึงกระเป๋าสานกกจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลเหล่าพัฒนา ที่ต่อยอดจากแนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “Sustainable Fashion” สะท้อนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

สำหรับงาน “DNA นครพนม” ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน โดยผสานมิติ “การท่องเที่ยว–วัฒนธรรม – พลังงาน” เข้าด้วยกัน ภายใต้โมเดล “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดนักท่องเที่ยวกับการลดภาระพลังงานของเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ แนวทางพัฒนาเมืองดังกล่าว ขับเคลื่อนผ่าน 5 Must ได้แก่ Visit, Eat, Shop, Mu และ Rest ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ยังช่วยกระจายกิจกรรม ลดความแออัด และลดการใช้พลังงานเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว

งาน “DNA นครพนม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2569 ณลานพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ร่วมสัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า”

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

จับตาประชุมสภาฯ 1-2เม.ย.นี้ ถก 14 ญัตติแรก ให้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาช้าง-คุ้มครองแรงงานอิสระ-โละกฎหมายล้าสมัย-ยุบส่วนราชการ-จัดการภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ ในวันที่ 1-2 เม.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาญัตติที่สส.เสนอและรายงานของหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรายงานต่อสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ต้องจับตาการพิจารณาญัตติที่ สส. เสนอ ซึ่งมี 14 ญัตติแรกที่ได้รับการบรรจุต่อที่ประชุมสภาฯ โดยส่วนใหญ่เป็นของสส.พรรคฝ่ายค้าน ที่เสนอญัตติขอให้ สภาฯ มีมติตั้งกรรมาธิการร (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาเรื่องต่างๆ อาทิ ญัตติขอให้ศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เสนอโดย นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ญัตติศึกษาแนวทางจัดการระบบคคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการรของแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์ม ญัตติ ศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด  เสนอโดย นางรัดเกล้า 

ญัตติศึกษาการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย เสนอโดยนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการปฏิรูประบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการยุบ ควบรวม ยกระดับ และเปลี่ยนแปลงพันธกิจ อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน  ญัตติศึกษา จัดทำ และติดตามข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับทักษะคนไทย เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันแ ละฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน เสนอโดย นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติให้ศึกษาและติดตามความคืบหน้าการชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เสนอโดย น.ส.ภัคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นต้น

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ ระบุว่า 5พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสนอญัตติเพื่อให้ตั้งกมธ. 4ชุด  ประกอบด้วย กมธ. วิสามัญเพื่อศึกษาการรับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา  กมธ.วิสามัญเกี่ยวกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรร กมธ.วิสามัญชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ กมธ.วิสามัญศึกษากำกับการใช้กัญชา  อย่างไรก็ดีใน 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้นัดประชุมประจำสัปดาห์ร่วมกันอีกครั้ง ในวันที่ 31 มี.ค. เวลา 09.30 น. 

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

วิสุทธิ์ ชี้ ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน เหตุเป็นความเดือดร้อนปชช. มอง คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญ 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีบางส่วนไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส เนื่องจากขณะนี้มีวิกฤตเรื่องน้ำมันอยู่ ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่พรรคร่วมรัฐบาลถึงเวลาตั้งรัฐบาลก็จะมีการประสานงานอยู่แล้ว ส่วนวิกฤตพลังงานต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส ประชาชนลำบากทุกพื้นที่ 

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องใหญ่คือรัฐบาลต้องทำเรื่องน้ำมันเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัสถ้ามีเงินก็ทำได้ แต่วันนี้ถ้าไม่แก้เรื่องวิกฤตน้ำมันจะกระทบไปทุกระบบ ตนอยากให้จัดตั้งรัฐบาลเร็วๆ เพราะเกินศักยภาพของคนใดคนหนึ่งที่จะรับไป เรื่องคนละครึ่งพลัสเป็นนโยบายที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต้องไปพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า มองว่าควรจะแก้เรื่องวิกฤตน้ำมันให้รวดเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทบหมด เป็นเรื่องผลกระทบทั้งนั้น เป็นเรื่องที่วิกฤติที่สุดเท่าที่ตนเคยอยู่การเมืองมา นี่คือข้อเท็จจริง 

“ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส พรรครัฐบาลคุยกันเรื่องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อาจมีเรื่องนี้ด้วยก็ได้ แต่เรื่องน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ทุ่มเทแก้ไข เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ชี้เป็นชี้ตายความเดือดร้อนของรัฐบาล” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการจัดอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ” (บยร.) รุ่นที่ ๑ ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์)โดยเชิญวิทยากรพิเศษ  H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทยบรรยายในหัวข้อ”นโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน” เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก เนื่องจาก อียิปต์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิก คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ทำให้ทราบข้อมูลโดยตรง ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง หลายประเด็นโดยรวม อาทิเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ของสาธารณรัฐอาหรับ อิจิปต์ รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกันถามปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความสนใจยิ่ง โดยมีท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.นครินทร์ เมฒไตรรัตน์ ท่านตุลาการ  อุดม สิทธิวิรัชธรรม ให้การต้อนรับและร่วมฟังคำบรรยาย ท้ายสุดเมื่อจบการบรรยาย วรเดช วีระเวคินเป็นผู้กล่าวขอบคุณ

สำหรับผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้ ล้วนเป็นบุคคลภายในศาลรัฐธรรมนูญ 25 คนและมีผู้แทนจากศาลปกครอง 1 คนผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม 1 คน และผู้แทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน รวมจำนวน 28 คน โดย บยร.รุ่นที่ 1 นี้  ได้เลือก ภรณี ลีนุตพงษ์  ผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ท่าน บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์) เป็นประธานรุ่น

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพระบบสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนามกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มี ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา รักษาราชการรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตแพทย์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาแพทย์ในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและระบบบริการสาธารณสุข ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม จริยธรรม ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ มนพ. จะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 1-3 (ระดับปรีคลินิก) และศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลนครพนมจะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 4-6 (ระดับคลินิก) เริ่มรับนักศึกษาปีแรก ปีการศึกษา 2571 ปีละ 24 คน โดยมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งอาจารย์แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นอาจารย์พิเศษและสนับสนุนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการ และร่วมกับศูนย์แพทย์ฯ ในการจัดทำแผนพัฒนาอาจารย์แพทย์ด้านแพทยศาสตรศึกษาและทางคลินิกเพื่อเข้าร่วมประชุม ศึกษาฝึกอบรม ดูงาน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมให้ศูนย์แพทย์ฯ มีศักยภาพครบทุกด้านเพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2569–2578) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนแพทย์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ - ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จัดการประชุมระดับชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program” โดยมี ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมี ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ,ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ,ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง Infinity Ballroom 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศถูกผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง แต่วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Space Economy” หรือ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม และให้บริการโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับ GISTDA การสร้างและเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo ที่เรากำลังจะได้เห็นสหรัฐอเมริกาประกาศส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจบนดวงจันทร์’ (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคารต่อไป”

การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องอาศัยการยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดดและครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา นี่คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก และเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ การจัดสัมมนาในวันนี้นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการผลักดันขีดความสามารถด้านอวกาศของไทย เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ มาวิเคราะห์จุดแข็งร่วมกัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทในส่วนใดของโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติได้บ้าง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับองค์ความรู้ให้ทัดเทียมระดับสากล ซึ่งผลลัพธ์อันล้ำค่าจากการระดมความคิดเห็นด้านเทคนิคในวันนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่จะถูกนำไปต่อยอดเป็น “สมุดปกขาว” หรือข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง เพื่อนำไปใช้ประกอบการเจรจากับตัวแทนจากสหรัฐอเมริกา นำโดย NASA เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้โครงการ Artemis อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย

“ไม่ใช่คนทุกเจเนอเรชันที่จะได้มีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ผมเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หากพวกเราทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี ธงชาติไทย และการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอนก้าวต่อไปของ GISTDA และเครือข่ายพันธมิตรทั้ง 40 องค์กร คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในวันนี้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และยืนยันให้ประชาคมโลกเห็นว่า “ศักยภาพของคนไทย สามารถก้าวไกลไปถึงดวงจันทร์”