ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่อง 7HD เดินหน้าตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อสังคม ขับเคลื่อนแคมเปญใหญ่ “คนปรับ โลกเปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งต่อแนวคิด “ทุกการปรับ…นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” เริ่มต้นสร้างจิตสำนึกจากภายในองค์กรสู่การขยายผลลัพธ์เชิงบวกสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ช่อง 7HD ได้สานต่อภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “7 สีปันรักให้โลก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์คัดแยกขยะ การลดใช้พลาสติก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ล่าสุดท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานในปัจจุบัน นายพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ได้นำคณะผู้บริหาร ผู้ประกาศข่าว และตัวแทนพนักงาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ลดใช้พลังงานอย่างจริงจังภายใต้โครงการ “7HD รวมพลังปรับ เพื่อโลกเปลี่ยน” โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น กิจกรรม “ปิดเพื่อเปลี่ยน” รณรงค์ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยง หรือหลังเลิกงานในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการส่งเสริมให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ในระยะใกล้ เพื่อประหยัดพลังงานควบคู่ไปกับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับบุคลากร

นับตั้งแต่เริ่มคิกออฟแคมเปญเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน พลังความร่วมมือร่วมใจของชาวช่อง 7HD สามารถสร้างสถิติที่น่าภาคภูมิใจ โดยช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรลงได้สูงถึง 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากการขับเคลื่อนภายในองค์กรแล้ว ช่อง 7HD ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งต่อพลังบวกสู่สังคม โดยล่าสุดได้ส่ง 2 นักแสดงดาวรุ่ง ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ และ แอนน่า กลึคส์ เข้าร่วมกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ปี 2569″ (60+ Earth Hour 2026) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

การปรับเปลี่ยนเล็กๆ ในวันนี้ คือพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ที่ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โซโลมอน ผู้เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ท่านมีสติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อใช้ในการตัดสินคดีความและดูแลประชาราษฎร์ให้ได้รับความยุติธรรม

             วันหนึ่ง มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหญิง สองคนเดินทาง มาเฝ้ากษัตริย์พร้อมกับทารกน้อยเพียงคนเดียว ทั้งคู่ต่างร้องไห้อ้างว่าเด็กคนนี้คือลูกของตน

             หญิงคนแรกกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ากับผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เราต่างก็คลอดลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคืนนี้ลูกของนางเสียชีวิตเพราะนางนอนทับ นางจึงแอบสลับตัวเด็ก เอาลูกที่ตายแล้วมาวางไว้ข้างตัวข้าพเจ้า และขโมยลูกของข้าพเจ้าไป!”

             หญิงคนที่สองรีบค้านทันที “ไม่จริง เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้าพเจ้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วนั่นต่างหากคือลูกของนาง!”

             หญิงทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างยืนกรานความสิทธิ์ในตัวเด็ก จนไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ

             กษัตริย์โซโลมอนทรงนิ่งฟังครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้ทหารนำ “ดาบ” มาให้ท่าน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ท่านประกาศก้องว่า:

             “ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก และไม่มีใครยอมจำนน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะสั่งให้ตัดแบ่งทารกนี้ออกเป็นสองส่วน แบ่งให้เจ้าไปคนละครึ่ง!”

             ทันทีที่ทหารเงื้อดาบขึ้น หญิงคนที่สอง นิ่งเฉยและกล่าวว่า “ยุติธรรมดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นของข้าหรือของนาง แบ่งกันไปคนละครึ่งเถิด”

             ฝ่ายหญิงคนแรก กลับร้องไห้แทบขาดใจ นางทรุดตัวลงกับพื้นและอ้อนวอนว่า

             “โปรดอย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กคนนี้ให้หญิงผู้นั้นไปเถิด ขอเพียงให้ลูกของข้าพเจ้ามีชีวิตรอดก็พอ!”

             เมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มออกมาและสั่งให้ทหารลดดาบลง ท่านชี้ไปที่หญิงคนแรกที่ยอมสละลูกและตรัสว่า “มอบเด็กให้แก่หญิงคนนี้ เพราะนางคือแม่ที่แท้จริง สัญชาตญาณของแม่ย่อมยอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งสิทธิ์ของตน เพื่อรักษาชีวิตลูกไว้”

             ข่าวการตัดสินคดีนี้แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ราษฎรต่างสรรเสริญในความยุติธรรมและสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน ท่านไม่ได้ใช้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ใช้ “ความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์” เพื่อหาความจริง

             การตัดสินคดีนี้ เป็นการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์)  ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ  

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักแท้คือการเสียสละ: แม่ที่แท้จริงยอมสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง ดีกว่าเห็นลูกต้องได้รับอันตราย

             เรียบเรียงจากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) บทที่ 3 ข้อที่ 16-28 (1 Kings 3:16-28) เรื่อง การตัดสินของกษัตริย์โซโลมอน The Judgement of Solomon

อาทร  จันทวิมล

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดินหน้าแคมเปญ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” พร้อมภารกิจใหม่ “เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)” บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมนมพาสเจอไรส์ของประเทศไทย ชวน Café Amazon และไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อน Circular Economy เปลี่ยนฝาขวดพลาสติกใช้แล้วจาก Café Amazon 4,800 สาขาทั่วประเทศ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของ “โต๊ะและเก้าอี้นักเรียน” ผ่านกระบวนการอัปไซเคิลจำนวนกว่า 200 ชุด ก่อนส่งต่อให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในการสร้างคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

นายอภิสิทธิ์ ธีรภาพรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “เพิ่มคุณค่าชีวิต – Enriching Life” โดยหนึ่งในมิติสำคัญคือ Enriching Planet ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น’ จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง และเพิ่มคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ฝาพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะที่พบมากที่สุดในทะเลไทย แม้จะเป็นชิ้นเล็ก แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน แต่ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์พลาสติกก็สามารถนำกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ได้

“ในปีนี้ เราจึงตั้งใจหยิบ ‘ฝาเล็ก ๆ’ มาเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ผ่านภารกิจ ‘เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)’ ฝาขวดพลาสติกจากร้าน Café Amazon ทั่วประเทศ จะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นแผ่นโต๊ะ (Tabletop) และผลิตเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้เรายินดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง Café Amazon และไปรษณีย์ไทย มาร่วมขับเคลื่อนโครงการ ทำให้ฝาพลาสติกจากทั่วประเทศสามารถออกเดินทางไกลไปสู่โต๊ะเรียนที่เด็ก ๆ จะได้ใช้ทุกวัน”

นายไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า Café Amazon ตระหนักถึงปัญหาขยะและการลดใช้พลาสติก ทุกวันร้าน Café Amazon มีการใช้งานฝาพลาสติกจำนวนมากจากการดำเนินงานของสาขาทั่วประเทศ เราจึงมองว่าสิ่งเล็กๆ อย่างฝาขวด หากจัดการอย่างเป็นระบบ ก็สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้ ในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ Café Amazon จึงใช้ศักยภาพของเครือข่ายร้าน 4,800 สาขาทั่วประเทศ เป็นจุดรวบรวมฝาขวดพลาสติกจากการใช้งานจริงในร้าน ก่อนบรรจุใส่กล่องของไปรษณีย์ไทย เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะพลาสติก แต่เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้จริง สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ OR หรือ OR SDG ที่จะตอบโจทย์เป้าหมาย ‘GREEN’ ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่านโครงการ Green Hub ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ ภาคชุมชน และประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ ไปรษณีย์ไทยในฐานะเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ช่วยเชื่อมโยงความตั้งใจของพันธมิตรและสังคมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้นำศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศและบุรุษไปรษณีย์ มาสนับสนุนการรับและขนส่งฝาพลาสติกจากร้าน Café Amazon เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สอดคล้องกับบทบาทของไปรษณีย์ไทยที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และโอกาสดี ๆ ให้เดินทางไปถึงกันได้ทั่วประเทศ

โครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 โดยซีพี-เมจิตั้งเป้าหมายผลิตชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนจำนวนกว่า 200 ชุด เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนเป้าหมายภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะกรรมการโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก”  ประจำปี 2569 ตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดย ธีรพล สีสังข์  คว้ารางวัลช้างเผือก ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน กำลังจัดแสดงนิทรรศการ ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดง และพระราชทานรางวัลในวันที่ 22 เมษายน 2569

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนการจัดโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริม และผลักดันวงการศิลปะไทย พร้อมเปิดเวทีให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ และทักษะฝีมืออันโดดเด่นเพื่อก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยคณะกรรมการ  ประกอบด้วย ฐาปน สิริวัฒนภักดี, ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิต, ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์, ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง, ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ, นิติกร กรัยวิเชียร, วรรณพร พรประภา และ มนุรดา พรชนะรักษ์ ร่วมพิจารณาคัดเลือกผลงานจากทั้งหมด 469 ชิ้น และตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ได้รับรางวัลช้างเผือก รวมถึงรางวัลอื่นรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  

ผลงานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก ได้แก่ “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” โดย ธีรพล สีสังข์ รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “ดอยอ่างขาง” โดย บุญมี แสงขำ รับเงินรางวัล 500,000 บาท รางวัลคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี  ได้แก่ “Made in Thailand” โดย เญอรินดา แก้วสุวรรณ รับเงินรางวัล 400,000 บาท รางวัล CEO AWARD ได้แก่ “ชีวิตใหม่ 2568 / New Life 2025” โดย พีระพีพัฒน์ ผลรัตนไพบูลย์ รับเงินรางวัล 250,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท ประกอบด้วย ชยสิทธิ์ ออไอศูรย์ ธีรพล โพธิ์เปี้ยศรี นารา วิบูลย์สันติพงศ์ สุวิวัฒณ์ หวานอารมย์ อภิชา วรรณกสิณ และรางวัลชมเชยอีก 12 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 4,350,000 บาท

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือก เกิดจากความตั้งใจของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) โดยในแต่ละปีมีศิลปินจากทั่วประเทศส่งผลงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินจากทุกภูมิภาคได้แสดงศักยภาพ และถ่ายทอดแนวคิดผ่านผลงานของตน การประกวดในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 15 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลงานของศิลปินได้สะท้อนความหลากหลายของมุมมองและรากวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ เวทีนี้จึงไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพทางศิลปะ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส และพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ โดยใช้ศิลปะเป็นพลังสร้างคุณค่าทางสังคม เชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอดคุณค่าที่ดีงามอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือกครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 และได้รับความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินไทยที่เริ่มฝึกฝน และพัฒนาฝีมือตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ ธีรพล สีสังข์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยการถักทอเส้นทองแดง และโลหะ ซึ่งพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ ผมเชื่อว่าศิลปินไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีนานาชาติได้อย่างภาคภูมิใจ จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจโดยเฉพาะเยาวชนให้ติดตามผลงาน และมาชมการจัดแสดงในครั้งนี้ เพื่อเรียนรู้พัฒนาการของศิลปิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ และแรงบันดาลใจสำหรับการประกวดในครั้งต่อไป

ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในมุมของผู้จัด และศิลปิน อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมทักษะฝีมือของศิลปินไทยอย่างใกล้ชิด จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างและผลักดันศิลปินที่มีศักยภาพสู่สังคมศิลปะในวงกว้าง และในปีนี้ยังมีความร่วมมือกับมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เพื่อนำผลงานไปเชื่อมโยงกับเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ เปิดพื้นที่ให้ทั้งงานที่เน้นแนวคิดสร้างสรรค์ และงานที่เน้นทักษะได้อยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจ ความร่วมมือนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีศิลปะในระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า หัวข้อการประกวด สืบสาน รักษา ต่อยอด มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ศิลปินได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านแนวคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์ เพราะการกำหนดโจทย์ทำให้ศิลปินต้องออกจากกรอบเดิม ค้นพบมุมมองใหม่ และไม่หยุดอยู่กับรูปแบบหรือความคิดเดิมของตนเอง ศิลปินจากต่างจังหวัดมักนำประสบการณ์ตรง วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นแรงบันดาลใจ สะท้อนออกมาเป็นรูปทรงและเนื้อหาที่มีรากฐานชัดเจน ขณะที่ศิลปินในเมืองอาจมีการผสมผสานสื่อมีเดีย หรือแนวคิดร่วมสมัยเข้ามามากขึ้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและความคิดอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดผลงาน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการเติบโตสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในระยะยาว

ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคุณภาพของผลงาน ความสอดคล้องกับหัวข้อ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ รวมถึงความสมบูรณ์ของผลงานในภาพรวม ปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดจำนวนมากกว่า 400 ชิ้น จากหลากหลายเทคนิค ทั้งงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และสื่ออื่น ๆ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีคุณภาพ และลักษณะเฉพาะตัว ทำให้การพิจารณาในรอบแรกค่อนข้างเข้มข้น โดยเน้นความโดดเด่น ความแตกต่าง และพัฒนาการของศิลปินเป็นสำคัญ ผลงานที่ผ่านเข้ารอบมักสะท้อนให้เห็นทั้งความแข็งแรงด้านเนื้อหา เทคนิค และความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางของตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของศิลปินมืออาชีพ เวทีนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยผลักดันและต่อยอดศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในวงการศิลปะ

ทั้งนี้  รางวัลช้างเผือก ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล  และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  กำลังจัดแสดงให้ชมในข้าพเจ้านำเรื่องราวความประทับใจในกิจกรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวของสังคมชนบทอีสานของตนเอง มาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์วิถี สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยผ่านเทคนิคกระบวนการเย็บปักเส้นด้าย ร้องเรียงเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ผสานพลังความสามัคคี ก่อเกิดความสุขของการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สามารถปรับประยุกต์วิถีชีวิตให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกลมกลืน โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ตรัสถึง “ความพอเพียงสร้างได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” เป็นประโยคที่จุดประกายความคิดให้ข้าพเจ้าเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมจากส่วนรวม เพื่อสร้างสรรค์และสานสัมพันธ์ชุมชนไทยให้ยั่งยืนสืบไปนิทรรศการศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ ผลงานบางส่วนนำไปจัดแสดงให้ชมอีกครั้งในงาน SX2026 ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2569 อีกด้วย

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • MBK ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการลดโลกร้อนง่ายๆ ที่บ้านคุณกับกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2026)” โดย MBK ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร องค์การ WWF ประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนปิดไฟที่บ้านของคุณ ดวงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดโลกร้อน ลดการใช้พลังงาน ร่วมปิดไฟพร้อมกันในวันที่ 28 มี.ค.เวลา 20.30 – 21.30 น…
  • ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน ม.ช. เชิญรุ่นพี่รุ่นน้อง ชาวแมสซ่า ร่วมงานรดน้ำดำหัวคณาจารย์รุ่นพี่อาวุโส ณ ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 17 เม.ย. 17.00 น. ลิ้มรสอร่อยโดยเฉพาะอาหารเหนือสั่งตรงจากเชียงใหม่ อาหารเครื่องดื่ม เพียบ พร้อมดนตรี ข้อสำคัญฟรีตลอดงาน โดยมีเลขาธิการสมาคม ศุลีพร โชควิวัฒน และ สุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ศิษย์เก่าแมสคอม รหัส 25 คอยให้การต้อนรับและดูแลตลอดงาน…
  • วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 10.00 น. ทูนใจ ศรีวังพล ประธานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 5 พร้อมด้วย ดร.อัศวิน อิงคะกุล นัดเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 5 พบปะสังสรรค์ “ความรัก ความทรงจำ ไม่มีวันสิ้นสุด” พร้อมทั้งร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ณ ห้องพระวิษณุ รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น…
  • เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ รร.ดิเอมเมอรัล มีการนัดหมายเพื่อนร่วมรุ่น เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รุ่นเข้า ปี 2509 แม้จะเข้าวัย สว. ยังรวมตัวกันได้ถึง 120 คน ซึ่ง กอบแก้ว อัครคุปต์ ที่ยังคงมีกิจกรรมไปไหนมาไหนตลอดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดเวลา งานนี้ยังพากลุ่มเพื่อนร่วมห้องขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง “เงาโดม” ทำให้ย้อนนึกถึงสมัยเรียนที่ มธ. ท่าพระจันทร์ กันด้วยความสุข…
  • พี่เก่าๆอย่าง เทอดขวัญ กำภูฯ , เตือนใจ ศงสภาต ฯลฯ ยินดีกับด๊อกเตอร์คนเก่ง ดร.เพชรลดา อ้อชัยภูมิ โอกาสที่เรียนจบปริญญาเอก จาก มสธ.(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช)ทำงานที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม…
  • หลังรีโนเวทบ้านน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ นวลจิรา ภัทรรังรอง มาพบปะ เพื่อนเก่าวัฒนาวิทยาลัยรุ่น 93 อาทิ นลินี คณิวิชาภรณ์ ,พรทิพย์ สาริกบุตร ฯลฯที่ร้านอาหารบุรามารี ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค…
  • เอสเธอร์ หลานสาววัย 9 ปี ของ คุณย่า สุวรรณา เบญจดล ลงแข่งขันแบตมินตัน ได้รางวัลรองชนะเลิศทั้งประเภทเดี่ยว และประเภทคู่ที่สนามจังหวัดตาก…
  • ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล บินไปโตเกียว ญี่ปุ่น ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ส่วน ศรีประภา สรานนท์กิติกุล ก็เอินทางทางไปจีน กลับไทย วันที่ 2 เม.ย. พักผ่อนให้สบายใจ แล้วค่อยกลับมาผจญกับภาวะเศรษฐกิจเมืองไทยต่อไป…
  • ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวในการจากไปของ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีต ส.ส. อ่างทอง และ อดีต ส.ว.วันที่ 31 มี.ค.17.00 น. พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 และ มีพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 31 มี.ค. -2 เม.ย. 18.30 น.จากนั้น วันที่ 3 – 4 เม.ย. มีพิธีสวดพระอภิธรรม ,สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 5 เม.ย.17.00 น…
  • พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ดร.จิตราภรณ์ เตชาชาญ จัดที่ศาลา 9 วัดธาตุทอง วันที่ 27-29 มี.ค.18.30 น.และ ฌาปนกิจ 30 มี.ค.17.00 น…
  • คืนนี้ (28 มี.ค.) 19.00 น.มีพิธีสวดพระอภิธรรมศพ วรวิศว์ เมฆนพรัตน์ อดีตพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี จัดที่ศาลา 18 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ คืนนี้(28 มี.ค.)19.00 น.เป็นคืนสุดท้าย ก่อนที่พรุ่งนี้ (29 มี.ค.)15.00 น.มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ…เพื่อนๆสื่อสารมวลชน มช.รหัส 19 ขอแสดงความอาลัยและเศร้าใจอย่างสุดซึ้งในการจากไปอย่างกะทันหันของ วิศ เพื่อนที่แสนดี มีน้ำใจต่อมิตรสหายอย่างสม่ำเสมอ ขอให้ดวงวิญญาณของ วิศ เดินทางสู่สุคติภูมิด้วยเทอญ…สาธุ !!…

บารอนเนส

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะราว 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของประชากรไทย ขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดผลกระทบจากการผ่าตัด และส่งเสริมให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ยังมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่โรงพยาบาลในภูมิภาคหลายแห่งจะเข้าถึงได้อย่างเพียงพอ โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดขึ้นโดยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิแพทย์ออร์โธปิดิกส์, ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิก้าวคนละก้าว มูลนิธิศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์ We Run THAILAND และน้องเนย (Butterbear) จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเชิญชวนคนไทยร่วมดูแลสุขภาพของตนเองผ่านการเดิน-วิ่ง ควบคู่กับการร่วมบริจาคสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ อันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง ทันท่วงที และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำว่าการดูแลสุขภาพของตนเองสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการให้ เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ยังรอความช่วยเหลือใน 13 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” มาจากการที่นางบุษดี เจียรวนนท์ มีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์นายแพทย์ กีรติ เจริญชลวานิช ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย  ผู้ริเริ่ม และเมื่อได้รับฟังรายละเอียดก็รู้สึกประทับใจ เพราะเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนและมีความหมายต่อสังคมอย่างแท้จริง เป็นการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากในต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน ยังเป็นโครงการที่ชวนให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพของตนเอง ผ่านการร่วมวิ่งสะสมระยะทางรวม 60 ล้านกิโลเมตร หรือเทียบเท่าระยะทางจากโลกถึงดาวอังคาร ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง โดยโครงการตั้งเป้าระดมทุนไว้ที่ 100 ล้านบาท จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสามารถส่งต่อไปถึงทั้ง 13 โรงพยาบาลได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น ทั้งนี้ มูลนิธิศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ด้วยความตั้งใจที่จะสนับสนุนทุนตั้งต้นให้โครงการได้ส่งต่อโอกาสทางการแพทย์ให้แก่ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสทางการรักษาอย่างเท่าเทียม

ด้าน บุษดี เจียรวนนท์ รองประธานมูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวเสริมว่า โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” เป็นพลังของการให้ที่มีความหมาย เพราะทุกการบริจาคจะถูกนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อที่ยังขาดแคลนให้แก่โรงพยาบาลในภูมิภาคที่มีความจำเป็นจริงๆ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย ให้สามารถพบแพทย์และได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องรอคิวรักษา รออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือเผชิญภาวะการรักษาที่ขาดตอนจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ซึ่งในบางกรณียังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและทำให้การรักษายากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยย่นระยะทางระหว่างผู้ป่วยกับโอกาสในการรักษา พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสครั้งนี้ ผ่านการบริจาคให้โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ทาง ศิริราชมูลนิธิ หรือ True Money Wallet เพื่อร่วมกันเติมความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วยใน 13 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

เสียงสะท้อนจากโรงพยาบาลในพื้นที่ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของโครงการดังกล่าว โดย นายแพทย์ศักรินทร์ ธนเกียรติสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก ชี้แจงว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคกระดูกและข้อในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ประสบอุบัติเหตุและผู้สูงอายุที่มีภาวะความเสื่อมของร่างกาย แม้แพทย์ไทยจะมีศักยภาพและประสบการณ์สูง แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีจำนวนไม่เพียงพอ เช่น โรงพยาบาลหล่มสักมีอุปกรณ์เพียงหนึ่งชุด ทำให้เมื่อมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อเนื่อง บางรายต้องเสียโอกาสจากการรอรักษา ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก การใช้กล้องส่อง หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ต่างมีบทบาทสำคัญในการลดความเจ็บปวด เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ด้วยต้นทุนของอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โรงพยาบาลขนาดเล็กจำนวนมากจึงไม่สามารถจัดซื้อได้ด้วยตนเอง ทำให้การสนับสนุนจากโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพการรักษาในพื้นที่ภูมิภาค

ขณะที่ นายแพทย์อัครพล กองกูล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีศัลยแพทย์กระดูกและข้อกระจายอยู่ในโรงพยาบาลอำเภอมากขึ้น แต่ข้อจำกัดสำคัญยังคงเป็นเรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็น ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องไปรวมตัวกันที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทำให้ระยะเวลารอคอยยาวนานและกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ป่วย การสนับสนุนอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เตียงผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้โรงพยาบาลระดับอำเภอสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทันเวลา ลดความแออัดของโรงพยาบาลในเมือง และลดภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงความลำบากในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ นายแพทย์อัครพล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันว่า การเดินหรือวิ่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ แต่ยังช่วยเพิ่มมวลกระดูก ชะลอความเสื่อมของกระดูก และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการหมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล ที่ต้องการเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพของประชาชนเข้ากับการส่งต่อโอกาสในการรักษาให้แก่ผู้ป่วยที่ยังรอความช่วยเหลือ

โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” จึงสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพและการให้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างมีความหมาย เพราะทุกก้าวของการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือบริจาค ล้วนมีส่วนช่วยเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น และส่งต่อโอกาสในการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในโรงพยาบาลที่ยังขาดแคลนทั่วประเทศ

หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

วานนี้ 27 มีนาคม 2569 ทำเอาลานสกีที่ญี่ปุ่นเดือดปุด ๆ จนหิมะแทบละลายกลายเป็นน้ำ เมื่อเน็ตไอดอลสาวระดับตำนานอย่าง บอลลูน พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์ ออกมาอวดความเซ็กซี่ขยี้ใจแบบไม่กลัวหนาว ในทริปพักผ่อนสุดชิลที่ Hakuba, Nagano ประเทศญี่ปุ่น

งานนี้สาวบอลลูนทำเอาไอจีไฟลุกโชน เมื่อเจ้าตัวโพสต์ภาพรัว ๆ ในชุดบิกินีแบรนด์หรูลายโมโนแกรมสีดำ-ขาว เผยให้เห็นรูปร่างสุดเป๊ะปัง ผิวขาวออร่าท้าแสงแดด และหน้าท้องแบนราบที่ทำเอาสาว ๆ หลายคนอิจฉา เพิ่มความชิคด้วยหมวกไหมพรมสีชมพูฟรุ้งฟริ้งและแว่นกันลมสกีตัวเก่ง พร้อมโพสท่าแจกยิ้มหวานท่ามกลางบรรยากาศภูเขาหิมะขาวโพลนแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก

บอลลูน พินทุ์สุดา

โดยสาวบอลลูนได้ลงแคปชั่นชวนเหงาแต่แฝงความแซ่บว่า “Love is like the winter. It can be beautiful and peaceful. but also Cruel and Cold#Hakuba #TsugaikeMountain” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า (ความรักก็เหมือนฤดูหนาว… มันอาจจะสวยงามและสงบสุข แต่บางครั้งมันก็โหดร้ายและเย็นชา)

บอกเลยว่าถึงแคปชั่นจะดูเย็นยะเยือก แต่ภาพเซตนี้กลับร้อนแรงจนแฟนคลับแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันสนั่นหวั่นไหวเป็นอิโมชั่นกันรัว ๆ 

บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากอินสตาแกรม balloon_balloon

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตา สาวหน้าหวาน “มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล” นักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังแจ้งเกิดในวงการบันเทิงด้วยซีรีส์แนว GL (เกิร์ลเลิฟ) เรื่อง “Player ไม่อาจห้ามรัก”  นอกจากลุคหวานละมุนที่แฝงเสน่ห์เฉพาะตัวแล้ว บอกเลยว่าโปรไฟล์ก็ไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่ทั้งหน้าตาและความสามารถครบเครื่อง และนี่คือ 4 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก “มีมี่ เหมือนฝัน” มากขึ้น

วิศวกรผู้หลงใหลศิลปะการสื่อสาร

“มีมี่ เหมือนฝัน” จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคอินเตอร์) และ University of Nottingham สาขา Mechanical Engineering  ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1  ต่อยอดความรู้ด้วยปริญญาโทด้าน Brand and Marketing Management จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสายวิศวะสู่โลกศิลปะการแสดง  “มีมี่” คือภาพแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าออกจากกรอบเดิม ๆ กล้าเลือกเส้นทางที่ตัวเองรัก เดินตามเสียงหัวใจ เพื่อค้นหาและสร้างนิยามคำว่า “ตัวตน” ในแบบของตัวเอง

จากวิศวกรสู่โลกของการแสดง

มีมี่เดบิวต์การเป็นนักแสดงครั้งแรกจากซีรีส์ “Player ไม่อาจห้ามรัก” กับบทบาท “ปัน – ปรรณกร” หญิงสาวที่ภายนอกดูอ่อนไหว แต่ภายในกลับแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง เป็นตัวละครที่สะท้อนหลากหลายมิติของความเป็นผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นผลงานเรื่องแรก แต่มีมี่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของตัวละครออกมาได้อย่างน่าจับตา กลายเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเริ่มตกหลุมรัก และจดจำชื่อ “มีมี่–เหมือนฝัน” ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการออกอากาศ พร้อม ๆ กับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการจัดแฟนมีตติ้งในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และเซี่ยงไฮ้ ก้าวต่อไปในเส้นทางสายการแสดง มีมี่ตั้งใจอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเติบโตไปพร้อมกับผู้ชม และหวังว่าจะสามารถส่งต่อความสุข หรือกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับทุกคนที่ติดตามเธอเสมอ

พลังของความคิดและความเข้าใจแบรนด์

ด้วยความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่เรียนมา มีมี่มองวงการบันเทิงไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็น “Brand Storytelling” เธอเข้าใจการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์และอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกการปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น งานแฟชั่นโชว์ งานประกาศรางวัล กิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ฯลฯ แต่ละลุคผ่านการทำการบ้านและคิดมาอย่างดี อีกหนึ่งมุมที่หลายคนไม่รู้ มีมี่ คือ น้องสาวของ “หยิน-ฝันดาว แบ้สกุล” ดีไซเนอร์สาวสุดจึ้ง เจ้าของแบรนด์กระเป๋า FUNDAO ที่กำลังมาแรง ยิ่งตอกย้ำเรื่องเซนส์แฟชั่นของเธอ เติบโตมาในครอบครัวที่คลุกคลีกับงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะหยิบจับลุคไหนก็ดูแพง มีคลาส มีเสน่ห์เฉพาะตัว

เสน่ห์ที่มากกว่าใบหน้า — คือความจริงใจในทุกบทบาท

ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้ากล้องหรือในชีวิตจริง มีมี่เชื่อว่าความจริงใจคือสิ่งที่คนดูสัมผัสได้ และสิ่งนั้นต้องมาควบคู่กับ “ความตั้งใจทำงาน” เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกโปรเจ็กต์ที่ได้รับ เธอใช้ประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่ละเอียดอ่อน ถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งมุมที่สดใส ขี้เล่น และอบอุ่นกับคนรอบข้าง ไม่แปลกใจที่ใครที่ได้รู้จักเธอจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก จนหลายคนบอกว่า “นี่คือหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้” แฟน ๆ สามารถติดตามตัวตนของ  “มีมี่ เหมือนฝัน” ในแง่มุมอื่น ๆ ได้ทางโซเชียลมีเดีย @memibae ทั้งไลฟ์สไตล์ ความสนใจส่วนตัว และโมเมนต์เล็ก ๆ ที่อยากแบ่งปันให้ทุกคนที่ติดตาม

รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม 'ท้าวสุรนารี' แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ท้าวสุรนารี” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ย่าโม”  นับเป็นวีรสตรีของแผ่นดิน  ที่ปีพุทธศักราช 2569 นี้ เป็นปีสำคัญ คือ “ครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมท้าวสุรนารี”
จังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นจัดงานเฉลิมฉลองไปแล้ว โดยมี “นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน  ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย  ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาแห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๙ หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้เพียง ๒ ปี พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกความไว้ว่า

“เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นกบฎ… ฝ่ายอนุเวียงจันทน์ตั้งแต่กลับไปถึงเมืองแล้วก็ตรึกตรองที่จะคิดมา ประทุษร้ายต่อกรุงเทพมหานคร จึงให้หาอุปราช ราชวงศ์ สุทธิสารกับท้าวเพี้ยขุนนางผู้ใหญ่ มาปรึกษาว่าที่กรุงเดี๋ยวนี้มีแต่เจ้านายเด็กๆ ขุนนางผู้ใหญ่ก็น้อยตัว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทั้งเจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ หัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวาง การเป็นที่หนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้น ชาวอังกฤษก็มารบกวนอยู่เราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย…”

เจ้าอนุวงศ์ หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า เจ้าอนุ ตามที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนี้ เป็นบุตรพระเจ้าบุญสาร เสด็จขึ้นครองนครเวียงจันทน์ ต่อจากเจ้าอินทวงศ์ เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลงมาเฝ้า และรับทำราชการต่างๆ โดยแข่งขันสืบมา จนเป็นที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย ส่วนมูลเหตุที่เจ้าอนุวงศ์คิดเป็นกบฎ จะเข้ามาตีกรุงเทพฯ กล่าวว่า เนื่องจากทูลขอครัวชาวเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เพื่อจะนำกลับไปบ้านเมือง แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานให้ตามประสงค์ ด้วยทรงพระราชดำริว่า ครัวชาวเวียงจันทน์เหล่านี้ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคงแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์มีความอัปยศ จึงเป็นกบฎจะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพมหานคร

การเตรียมกำลังเข้ามาตีกรุงเทพฯ ครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ไปเกลี้ยกล่อมบรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมด้วย เจ้าเมืองใดขัดขืนก็ฆ่าเสีย มีเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น ราษฎรและเจ้าเมืองอื่นๆ พากันกลัวอำนาจยอมเข้าด้วยหลายเมือง เมื่อเห็นว่ามีกำลังมากพอ ก็ให้ยกกองทัพไปพร้อมกันที่เมืองนครราชสีมา

มีบันทึกเหตุการณ์ซึ่งเป็นลางร้ายก่อนเจ้าอนุวงศ์จะยกกองทัพออกจากเมือง เวียงจันทน์ว่า

“…เมื่อ ณ เดือน ๖ ปีจออัฐศก (พ.ศ.๒๓๖๙) เวลากลางวันเกิดลมพายุใหญ่พัดช่อฟ้าใบระกา หอพระแก้วพระบางหลังคาเรือนอนุหักไปเป็นอันมาก เรือนภรรยาอนุทลาย ๕ หลัง แต่เรือนราษฎรชาวบ้านหักพังประมาณ ๔๐-๕๐ หลัง ครั้นมาถึงเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อนุยังเกณฑ์กองทัพอยู่นั้น บังเกิดดาวพฤหัสบดีขึ้นทางทิศทักษิณเมื่อเวลาดึกประมาณ ๒ ยามเศษ เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเวียงจันทน์ ถ้วยชามสิ่งของรูปพรรณกระทบกัน ครั้นรุ่งสว่างขึ้นเห็นแผ่นดินแยกออกในกำแพงท้ายเมือง ยาวประมาณ ๒ วา กว้างประมาณศอกเศษ ลึกประมาณเส้นเศษ อนุเห็นดังนั้น จึงหาโหรมาดูว่าดีหรือร้ายประการใด จะยกกองทัพลงไปตีกรุงจะปราชัยหรือมีชัย โหรทำนายว่าเหตุนี้ร้ายนักจะปราชัย…”

 แม้โหรทำนายเช่นนั้นแต่เจ้าอนุวงศ์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกทัพมาตี กรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เองนั้นเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ ยกข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่บ้านพันพร้าว ฝึกหัดกองทัพอยู่ ส่วนทัพหน้าให้เจ้าราชวงศ์คุมคนยกล่วงมาถึงเมืองนครราชสีมา หลังจากเบิกเสบียงจากเมืองนครราชสีมาแล้วก็ยกทัพล่วงหน้าไปเมืองสระบุรี จากนั้นเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าสุทธิสารราชบุตรก็ยกทัพตามลงมาถึงเมือง นครราชสีมา

การที่กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกผ่านเมืองต่างๆ ไปโดยสะดวก ก็โดยใช้อุบางลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่า มีศุภอักษรจากกรุงเทพฯ โปรดให้เกณฑ์กองทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ เจ้าเมืองกรมการเมืองหลงกลและพากันเชื่อฟังจัดหาเสบียงอาหารให้ และไม่มีใครขัดขวางยอมให้ผ่านไปแต่โดยดีทุกเมือง

เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้น เป็นเวลาที่เจ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่ ไปราชการที่เมืองขุขันธ์ คงมีแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองอยู่ เช่น พระยาพรหมยกรบัตร เป็นต้น เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้พระยาพรหมยกรบัตรเตรียมกวาดครอบครัวขึ้นไปเมือง เวียงจันทน์ให้เสร็จภายในเวลา ๔ วัน พระยาพรหมยกรบัตรกลัวอำนาจก็จำต้องยอมทำตาม และแกล้งจัดหาหญิงรูปงามให้เจ้าอนุวงศ์เพื่อลวงให้ตายใจ

ฝ่ายพระยาปลัดซึ่งไปราชการกับเจ้าเมืองนครราชสีมา เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ลงมากวาดต้อนครัวเมืองนครราชสีมาไปเป็น จำนวนมาก จึงขออนุญาตเจ้าพระยานครราชสีมากลับมาช่วยครอบครัวและชาวเมือง ได้เข้าเฝ้าเจ้าอนุวงศ์ โดยลวงเจ้าอนุวงศ์ว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาหนีไปเสียแล้ว เจ้าอนุวงศ์หลงเชื่อ ก็มอบให้พระยาปลัด และพระยาพรหมยกระบัตร ควบคุมครัวเมืองนครราชสีมา ออกเดินทางไปเมืองเวียงจันทน์ ดังมีหลักฐานเล่าเหตุการณ์รายงานในใบบอกพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา แจ้งมายังค่ายหลวง มีความโดยละเอียดว่า

“…ข้าพเจ้าพญาปลัด พญายกระบัตร หลวงพิชัย หลวงเมือง กรมการเมืองนครราชสีมา บอกลงมาว่าด้วยอยู่ ณ วันเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ปีจออัฐศกเจ้าเวียงจันทน์เข้ามาถึงเมืองนครราชสีมา เจ้าเวียงจันทน์ให้หาพญายกระบัตรหลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนา หลวงนรา หลวงปลัดเมืองพิมาย ออกไปเจ้าเวียงจันทน์ว่ากับกรมการว่า ถ้าผู้ใดมิยอมไปด้วยเจ้าเวียงจันทน์ฯ จะฆ่าเสียให้สิ้น… เจ้าเวียงจันทน์ให้กองทัพไล่ครัวนอกเมืองในเมืองออกแล้ว แต่กองทัพคุมครัวยกไป…ข้าพเจ้ายกไปทันครัว ณ บ้านปราสาท… ข้าพเจ้ากับกรมการปรึกษาให้ไล่ครัวเข้ามาตั้ง ณ บ้านสำริด แขวงเมืองพิมาย ข้าพเจ้ากรมการได้บอกข้อความให้ขุนพลถือลงมาบอกกองทัพยกขึ้นไปช่วย ก็หาเห็นกองทัพยกขึ้นไปไม่ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เจ้าเวียงจันทน์ให้ยกกองทัพประมาณพันเศษไปตีชิงเอาครัว ข้าพเจ้ากรมการกับหมื่นศรีธนรัตน หลวงปลัดพิมาย พระณรงค์เดชะ เกณฑ์กำลังครัวได้ ๕๐๐๐ เศษ ยกออกรบ ตีกองทัพเจ้าเวียงจันทน์แตก… เจ้าเวียงจันทน์ แต่งให้เจ้าสุทธิสาร บุตร คุมคนประมาณ ๖๐๐๐ เศษ ยกไปตีข้าพเจ้ากรมการอีก ข้าพเจ้ากรมการ… ยกออกตีกองทัพเจ้าสุทธิสารแตก ข้าพเจ้ากรมการฆ่ากองทัพเจ้าสุทธิสารตายประมาณ ๑๐๐๐ เศษ ได้ปืนเชลยศักดิ์ ๕๐ บอก…”

เหตุการณ์ที่ครัวชาวเมืองนครราชสีมารวมกำลังกันต่อสู้ครั้งนี้เองที่ได้ เกิดวีรสตรีคนสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นั่นคือ ท่านผู้หญิงโมภริยาพระยาปลัด ได้ควบคุมกำลังฝ่ายผู้หญิงนุนช่วยสู้รบอย่างองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผู้นำฝ่ายชายและกรมการเมือง จัดหาหญิงสาวให้นายทัพนายกองที่ควบคุมครัวไปจนถึงชั้นไพร่ จนพวกลาวกับครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดีแล้ว ก็ออกอุบายแจ้งว่าครอบครัวที่อพยพไปได้รับความยากลำบากอดอยากนัก ขอมีด ขวาน ปืน พอจะได้ยิงเนื้อมากินเป็นเสบียงเลี้ยงครัวไปตามทาง

เมื่อเดินทางถึงทุ่งสัมฤทธิ์ก็พร้อมใจกันเข้าสู้ทัพลาว ด้วยอาวุธอันมีอยู่น้อยนิด บ้างก็ตัดไม้ตะบองเสี้ยมเป็นหลาวบ้าง สามารถฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังมีความในใบบอกข้างต้น

หลังจากชัยชนะของชาวครัวเมืองนครราชสีมาครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุวงศ์หวาดหลั่นไม่กล้าที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯ พากันถอยทัพกลับไปและถูกปราบจับตัวมาลงโทษ ณ กรุงเทพมหานคร ในที่สุด

จากวีรกรรมของคุณหญิงโมที่ได้รวบรวมครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมา เข้าต่อสู้ข้าศึกศัตรูจนแตกพ่ายไปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบแต่งตั้งขึ้นเป็น ท้าว สุรนารี

ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ในแผ่นดินกรุงธนบุรี เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่า พระยาปลัด มีนิวาสสถานอยู่บริเวณตรงข้ามวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน ๕ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ พุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี หลังจากกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว เจ้าคุณสามีได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอย ต่อมาเจดีย์ชำรุดลงจึงได้ย้ายอัฐิมาบรรจุไว้ที่กู่ที่วัดพระนารายณ์ มหาราช จนกระทั่งเมื่อทางการและประชาชน ชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ หน้าประตูชุมพล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงได้นำอัฐิของท้าวสุรนารีมาประดิษฐานในฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้

ที่หน้าประตูชุมพล ประตูเมืองเก่าด้านทิศตะวันตกของเมืองโคราชหรือเมืองนครราชสีมา ทุกวันนี้ยังปรากฎอนุสาวรีย์ของวีรสตรีท่านนี้ ประดิษฐานในอาการที่พร้อมจะเข้าต่อสู้ เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

อนุสาวรีย์รูปท้าวสุรนารีดังกล่าวนี้ สร้างเป็นรูปปั้นสุภาพสตรีมีเครื่องแต่งกายอย่างหญิงมีบรรดาศักดิ์สมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น คือนุ่งผ้าจีบ ห่มสไบคลุมมีอย่างน้อย ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ในมือถือดาบ ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะปกปักรักษาบ้านเมือง นอกจากนี้ เพื่อให้อนุสาวรีย์นี้มีความหมายในฐานะเป็นที่เคารพสักการะรำลึกถึงท่าน ท้าวสุรนารีอย่างแท้จริง ทางการจึงได้เชิญอัฐิของท่านมาประดิษฐานไว้ ณ ฐานของอนุสาวรีย์ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ เล่าประเด็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี “อนุสาวรีย์สามัญชน” ไว้ในหนังสือ “การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรมสยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า

 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม โดยเน้นความเสมอภาคในสังคม ซึ่งเป็น 1 ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

งานศิลปกรรมยุคนั้น โดยเฉพาะงานประติมากรรมจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยลักษณะงานที่เน้นแสดงออกถึงลีลาและท่าทีขึงขัง ดุดัน ถ้าเป็นภาพปั้นรูปคนก็จะดูกำยำ แสดงท่าทางเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังแข็งแรง และมักเป็นการปั้นรูปคนธรรมดาสามัญ วิถีชีวิตชาวบ้านชาวนาธรรมดา หรือไม่ก็ทหาร ไม่นิยมปั้นเป็นรูปเทพเทวดาหรือวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นกษัตริย์แต่อย่างใด

เรื่องนี้ปรากฏหลักฐานในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ตามที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวกับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งมีการปั้น “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ว่า

“…เกล้ากระหม่อมก็เข้าใจแล้วได้แนะนำว่า เราไม่รู้จักหน้าตาเป็นอย่างไรไม่รู้ ทำไม่ได้ดอก ทำ Allegory เป็นนางฟ้าถือดาบดีกว่า… มาเมื่อก่อนหน้าที่จะเขียนหนังสือถวายนี้ไปเห็นปั้นตัวเบ้อเร่ออย่างที่ทูลมา ถามว่าทำไมไม่ทำเป็นรูป Allegory แกบอกว่าเขาไม่เอา…”

อ. ชาตรี บอกว่า เหตุที่รัฐบาลไม่ต้องการจะปั้นรูปท้าวสุรนารีให้เป็นรูปเทวดานางฟ้านั้น น่าจะมาจากรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถสื่อความหมายของสามัญชนได้ และการปั้นรูปเทวดานางฟ้าย่อมหนีไม่พ้นจะต้องปั้นด้วยลักษณะเครื่องประกอบตกแต่งอันวิจิตรตระการตาสมกับเป็นเทพ

ภาพลักษณ์ดังกล่าว คณะราษฎรย่อมไม่ต้องการ แม้แต่จะปั้นเป็นรูปผู้หญิงนั่งบนเตียง มีเครื่องยศพานหมากกระโถน อันแสดงออกถึงยศศักดิ์ประกอบอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ได้ สุดท้ายจึงเป็นเพียงรูปผู้หญิงยืนโดยไม่มีเครื่องยศประกอบ

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ พระเทวาภินิมมิต ซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวโคราช สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2476
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หน้าประตูชุมพล (ประตูเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันตก) มีพิธีเปิดในช่วงต้น พ.ศ. 2477

และ “ย่าโม” ได้ยืนตระหง่าน เป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนคนไทยเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

 

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

ศ.ศิลป์ พีระศรี

ศ.ศิลป์ พีระศรี

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังผีร่วมทุนสร้าง ไทย-มาเลเซีย ภายใต้ชื่อ บริษัท Exit45 Solutions ที่ นำเสนอ เรื่องผีๆ 4 เรื่องสั้น ไม่ยาว ไม่เกี่ยวข้องกัน 2เรื่องไทย2เรื่องมาเลเซีย 

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) หมายถึง เวรกรรม หรือ กรรมตามสนอง ที่ถูกนำมาเป็นธีมหลักเส้นเรื่องหลักของทั้งสี่เรื่อง  ทั้ง4 เรื่อง เรื่องใครเรื่องมัน เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกัน แต่พูด ในเรื่องเดียวกัน มีผู้หญิงเป็นตัวละครหลัก ตัวละครชายเป็นตัวทำให้เกิดเรื่อง ผีแต่ละเรื่อง มาในรูปแบบ ที่ต่างกัน สองเรื่องมาเลเซียใส่เรื่องราวไสยศาสตร์ ของท้องถิ่นที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย สิ่งที่มีในทั้ง4เรื่องคือ ตุ๊กตาแปลกๆ น่ากลัวชวนขนหัวลุก

ทวงบาป (Reclaimed) ชวลิต พงศ์ไชยยง ⁣ทำ ทวงบาป ออกมา ในความรู้รึก ผีหลอกวิญญาณหลอน แนวจิตๆ ฝันร้ายๆ ดึง ในคนดู เอาใจช่วย เรื่องหลักเกิดขึ้น ใน โฮมแคร์ที่ ดูหลอนๆ ไปกับ บรรยากาศโรงพยาบาล  หนังเต็มไปด้วย ผีหบอก ผีอาฆาต เลือด เป็นตอนที่ ใช้ CG เปลือง มีระเบิดไฟไหม้ แต่ น่าเสียดาย ที่ จังหวะสะดุ้ง มีน้อยไปหน่อย ยังดี ที่ ตอนจบ ปมเฉลย มีการหักมุม แบบนึกไม่ถึง

นาว-ทิสานาฏ ศรศึก เล่นดี ในบท แพง  ชวนให้ตามดูลุ้นเอาใจช่วย เดินเรื่อง แบกเรื่อง คนเดียว  สืบ-บุญส่ง นาคภู่ ยังคง เล่นใหญ่เล่นเยอะ ในทุกฉาก ในบท ลุงศร คนไข้ที่ถูกผีหลอก ต๊อกแต๊ก (Pizza Moive)-สุธิรจน์ ศรีเพ็ชร รับบท ตอง นางพยาบาล รุ่นพี่ ที่ช่วยเบรคความน่ากลัว ด้วย เสียงพูดสำเนียงทองแดง และ ธีระวัฒน์ มุลวิไล รับบท ลุงมิ่ง ผีชุดนักโทษ

สายพยาบาท (The Li(n)e) ซาคินา ลาติฟ ⁣ ผู้กำกับ สร้างความน่ากลัว โดยใช้สิ่งต่างๆ ในสตูดิโอ เสียงต่างๆ การบันทึกเสียง แสงไฟวูบๆ วาบๆ โทรศัพท์ในสตูดิโอ ตัวหนัง เล่นกับบทสนทนาโต้ตอบ การเจาะลึก เข้าไป ข้างในแม้ ผีจะออกมา หลายตัว ชัดเจน ในความเป็นผี แต่ไปๆ มา กลับไม่รู้สึกสะดุ้ง ไม่ค่อยน่ากลัว เท่าไรนัก ยังดี ที่ หนังปู สิ่งต้องห้ามในการสู้ผี ได้อย่างน่าสนใจ ห้ามเรียกชื่อคนตาย ห้ามรับสายโทรศัพท์ช้ากว่า8 เสียง ห้ามเดินไปที่ประตู ฯลฯ

บรรยากาศ การนำเสนอ/การเล่าเรื่อง ชวนให้ นึกถึง ละครเวที แนวน่ากลัวๆ เน้นๆ การแสดงสีหน้าท่าทาง ผ่านตัวเอก ใช้แสงสีเสียง มาเป็น ตัวสร้างความน่ากลัวหนังอาจจะไม่น่ากลัวนัก แต่ก็มีการหักมุม ในตอนท้าย ชนิดที่ คาดไม่ถึง 

JOYCE ANG TZE HAM รับบท ฉวน เด่นๆ แบกเรื่องอยู่คนเดียว โดยมี ผีๆ ญาติพี่น้อง พ่อ/แม่เลี้ยง/น้องชาย/น้องสาว กับ สองหมอผีแม่/ลูก เข้ามา ในแต่ละช่วงที่นำแสดงโดย

CHONG WAH KONG รับบท จิม CHAN YOKE PENG รับบท เพจ สองหมอผี 

หมอผี (Bomoh)  อันวาร์ดี จามิล⁣ ทำ เรื่องนี้ ออกมาชัดเจน ในแนว มนต์ดำแบบบ้านๆ ในโทน มืดไม่มีความสว่างไสว เน้นๆ ความชั่วร้าย ของตัวร้าย หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ กว่าผีจะออก ก็ลืมไปแล้ว นึกว่าดู ละครคุณธรรม ก่อนที่ ช่วงท้าย ผีจะออกมาแบบ เน้นๆ มาแบบจัดเต็ม ในแบบ ผีนองเลือด ไม่ใช่ แนวผีหลอกและ ยังเป็นเรื่อง ที่ นำเสนอเรื่อง เซ็กซ์ ที่ ให้ความรู้สึก รุนแรง/ดิบๆ น่าเสียดาย..ที่ หนังปูเรื่อง ด้วย น้ำมันพราย ของ มาเลเซีย แต่ไปๆ มาๆ กลับ มีผลกับเรื่อง แค่นิดเดียว  SABRI YUNUS รับบท ปกรณ์ ชัดเจน ในการเป็นหมอผี BULAN TERRY รับบท ฟ้า เหยื่อรายล่าสุด ที่ดูแข็งๆ หน้าตาอาจจะดูธรรมดาๆ แต่ฉากร่ายรำ แปลกตาดีงาม 

 AMALINA ARHAM รับบท นิค RINGGO EL AMIR รับบท อาร์ม สองลูกสาวลูกชายขิงปกรณ์

สามเรา (Threesome) กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์ ⁣ทำ สามเรา (Threesome) เป็น เรื่องที่สนุก มีครบรส ผีหลอกภาพหลอน แทรกมุข หักมุมด้วยมุขตลก ที่ กำลังดี ในแนวของ เด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ ผ่านบทสนทนา มุมมอง ท่าทาง ไม่ใช่ ตลกเลอะเทอะ จังหวะของหนัง ออกมาดี ทั้ง ส่วน ผีๆ น่ากลัว เลือดสาด หรือ ส่วนขำๆ แม้แต่ เรื่อง เซ็กซี่ ก็ยังออกมา ในแนวน่ารักๆขำๆ 

ต้องชม นักแสดง ที่เล่นดี น่ารัก ใส่เสน่ห์ เฉพาะตัวเข้ามาบนจอ รับส่งบทกันได้ดี  จนทำให้ เป็นหนังผี ที่ดูสดใสมากกว่าอึก 3 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สองตัวหลัก  แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ ใน บท แจน นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์  ใน เบิร์ด   ดูเป็นคู่รักคู่กัดคู่ฮา ทำให้เรื่องออกมา สนุก ไม้น่าเบื่อ นัจโน๊ะ-นัจฐณิชา โรจนะจารุนันท์ รับบท เมจิ สวยใสน่ารักๆ ในทุกๆ ฉาก ที่แม้แต่ตาย แต่หนังพาย้อนกลับไปหาตลอดเวลาร่วมทั้ง ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ที่มารับเชิญ ในบททนาย ที่เรียกรอยยิ้มให้กับ ตัวเรื่องในตอนนี้ ได้ พิง ลำพระเพลิง มาเขียนบท ใส่ลูกเล่นลูกชน เต็มที่ ทำให้หนังดูสนุก และ ยังเป็นตอนที่ นำเสนอ ภาพยามค่ำคืน ในป่าลึกออกมาได้ดี ภาพสวย ดนตรีประกอบดีงาม 

Ghost Radioกัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes)  คือ หนังผี ที่ดูได้เพลินๆ สบายๆ ผีไทยOK ผีมาเลเซียอาจจะรู้สึกเชยๆ ไปสักนิด ไม่ค่อยคุ้นกับ คนดูโดยทั่วๆ ไป แต่ก็ดูโอเค สนุกระดับ 7/10 หัวกระโหลก