ไชยชนก บอกไม่รู้จัก วิทยา หลังพรรคประชาชนเชื่อมโยงคดีฮั้ว สว. กับพรรคภูมิใจไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:05 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. โดยเชื่อมโยงถึง นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดย นายไชยชนก กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ไชยชนกชิดชอบ,นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,พรรคภูมิใจไทย,

พิพัฒน์ ซัดแรง ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ อัดค้านอะไรต้องมีเหตุผล

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

พิพัฒน์ ซัด ไทยติดกับดัก เอ็นจีโอ ชี้ จะค้านโครงการใหญ่ของรัฐบาลขอให้มีเหตุผล – นึกผลดีประเทศ แจง เตรียมฟื้นนิคมฯ จะนะ สงขลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ บอกเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เหน็บอยากมาตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย หลังโซเชียลปลุกม็อบบุกทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาล ล่าสุดคือโครงท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง

ซึ่งการประท้วง และยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้านบางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ตนเป็นคนแบบนี้พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของตน สวนมาสวนกลับก็ตรงๆแบบนี้

นายพิพัฒน์ ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ว่าไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

ขณะที่ โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง ตนอยากถามว่าผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่จะนะหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดงในส่วนพื้นที่หลังท่าเต็มความจุไม่สามารถขยายหรือรองรับได้มากกว่านี้

ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาให้เรารับทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดภาคใต้ และอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน

เมื่อถามถึงกรณีในโซเชียลมีการปลุกม็อบขึ้นมาต้านรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมี แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯก็ไม่เป็นไรเชิญตามสบาย ตนอาจจะใช้คำพูดที่แรงแต่จำเป็นแรงมาก็ต้องแรงไป

จะนะ, ท่าเรือน้ำลึก, พิพัฒน์, เอ็นจีโอ, แนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ ปิดปากปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:44 น.

พิพัฒน์ ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ เผย สุชาติ เตรียมลงพื้นที่แก้ปัญหาขยะ-มลพิษ วันนี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา  

EEC, นายกฯ, ปราจีนบุรี, แนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ ปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา

เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา

พิพัฒน์รัชกิจประการ,EEC,ปราจีนบุรี,

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:21 น.

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

เมื่อวันที่  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถ้าผมเป็นนักการเมืองของท่าน

ผมจะให้ผู้ที่สอบท้องถิ่น และถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสอบ ด้วยการแก้คะแนนมาพบ และจะนำไปพบปปช.

ผมจะต่อรองกับปปช.ว่า หากปปช.กันเขาไว้เป็นพยาน จะให้เขาให้การตามความจริงว่า เขาให้เงินใครไป

เพื่อให้ปปช.ดำเนินคดีกับบุคคลในระดับตัวการ หรือ ในระดับสูงกว่านั้น เช่น นักการเมือง

เวลานี้ ถึงเวลาแล้วที่“รัฐไทย” ต้องเลือกว่า จะจับการทุจริต ระดับปลาซิว หรือ ปลาช่อน

วิธีนี้ เป็นอย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถกวาดล้างการทุจริต และดำเนินคดีกับคนกลางที่รับเงินได้ และ ระดับที่สูงกว่านั้น

ผมไม่ได้เป็นนักการเมืองของท่าน

ส่วนนักการเมืองของท่าน ทำอะไรบ้างกับการกวาดล้างการทุจริตในประเทศนี้

หรือ นักการเมืองของท่านทุจริตเสียเอง เพื่อเอาเงินมาซื้อเสียงเวลาเลือกตั้ง”

การเมือง, ทุจริตสอบท้องถิ่น, นิพิฏฐ์, แนวหน้าออนไลน์

‘นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ’ ประเดิมคิวแรก! สมัครชิงนายก อบจ.นนทบุรี ชูธง ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ สานต่องานอดีตนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:54 น.

บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก โดย นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรก เพื่อลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ในครั้งนี้

เปิดใจ “นฤพนธ์” ขอสานต่องาน “อดีตนายกฯ”

หลังจากผ่านกระบวนการรับสมัครเสร็จสิ้น นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเหตุผลในการตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ว่า ตนในฐานะหลานชายของอดีตนายกฯ มองว่าจากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น หากตนไม่ลงสมัครเพื่อสานต่องานที่คั่งค้างอยู่ตามนโยบายเดิมของอดีตนายกฯ คงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร จึงตัดสินใจลงสมัครเพื่อสานต่องานให้สำเร็จและมุ่งมั่นจะทำให้ดียิ่งขึ้น

ชูความพร้อมนโยบาย “การศึกษา-สาธารณสุข”

สำหรับนโยบายหลักที่จะสานต่อนั้น นายนฤพนธ์ระบุว่า เบื้องต้นจะเน้นย้ำเรื่อง “การศึกษา” ซึ่งอดีตนายกฯ ได้วางรากฐานไว้แล้วแต่อาจต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงด้าน “สาธารณสุข” ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ได้หารือไว้เบื้องต้น โดยรายละเอียดนโยบายฉบับเต็มจะมีการจัดแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

มั่นใจเต็มร้อย ไม่หวั่นคู่แข่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงระยะเวลาหาเสียงที่กระชั้นชิด นายนฤพนธ์เผยว่าไม่หนักใจ เนื่องจาก “กลุ่มผึ้งหลวง” มีความพร้อมและความสามัคคีสูงมาก โดยกลยุทธ์หลักคือการลงพื้นที่ให้ครอบคลุมและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ส่วนกรณีที่ผู้สมัครคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่เปิดตัวนโยบายกว่า 20 นโยบาย รวมถึงมีโปรไฟล์ที่โดดเด่นนั้น นายนฤพนธ์ยืนยันว่า “ไม่หนักใจและมั่นใจในทีมงานกลุ่มผึ้งหลวงเกินร้อย” พร้อมย้ำว่าการมาลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเล่นๆ แต่มีความประสงค์ที่จะทำงานรับใช้พี่น้องชาวนนทบุรีอย่างแท้จริง

ตัวแทนครอบครัว “เย็นประเสริฐ” วอนชาวนนท์ให้โอกาส

ด้านตัวแทนทีมงาน นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ตนยังอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อ จึงมองว่า “พี่ตี๋” (นายนฤพนธ์) ในฐานะพี่ชายคนโตของตระกูลเย็นประเสริฐ เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาสานต่อปณิธาน

“อยากขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนให้พี่ตี๋ได้เข้ามาช่วยเหลือและพัฒนา ทั้งด้านการศึกษา กีฬา ดนตรี นาฏศิลป์ และสาธารณสุข ความหวังของเด็กๆ รอไม่ได้ ทุกอย่างที่คุณพ่อวางแผนไว้ หากเราได้รับโอกาส พี่ตี๋และกลุ่มผึ้งหลวงพร้อมเริ่มงานทันทีตั้งแต่หน้าแรก”

ก่อนจบการสัมภาษณ์ นายนฤพนธ์ได้ฝากทิ้งท้ายว่า ตนเป็นเด็กนนทบุรีตั้งแต่กำเนิด เติบโตและเรียนที่นี่เหมือนกับอดีตนายกฯ หากพี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรีเปิดโอกาสให้เข้าไปสานงานต่อ มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน

สำหรับ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ปัจจุบัน อายุ 57 ปี จบการศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาล้ยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ เป็นบุตรของ นายณรงค์ เย็นประเสริฐ อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ผู้เป็นพี่ชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้สมัครจากพรรคประชาชน นายเดชรัต สุขกำเนิด จะเดินทางไปลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้.

กลุ่มผึ้งหลวง, นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ, นายก อบจ.นนทบุรี

นายกฯ โชว์วิชั่นเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทยไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก ชูอาเซียนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจยืดหยุ่น

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:34 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีบทวิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกต่างๆและจัดทำดัชนีชี้วัด ที่สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกนำไปอ้างอิง โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้นำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง 2) รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และ 3) สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคี ไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน โดยแม้ความท้าทายในแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญยังคงเหมือนกัน คือกลไกภูมิภาคต้องช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถบริหารจัดการความเห็นต่าง ขณะเดียวกันต้องรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือเอาไว้ ประการที่สอง รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจาประเทศแรกของอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือกับอาเซียน ความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือผ่านการรวมกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งผลลัพธ์ในประเด็นเฉพาะ หรือ Minilateral Cooperation เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนได้อย่างคล่องตัวและเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน ประการที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่การพึ่งพาระหว่างประเทศอาจกลายเป็นความเปราะบาง การสร้างความยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการแบ่งแยกหรือแตกตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่ควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงการค้าดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างระบบระหว่างประเทศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศสำหรับอนาคต ด้วยการสร้างหุ้นส่วนที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน “ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา” นายกรัฐมนตรีย้ำบทบาทใหม่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แข็งแกร่ง และทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม” สถาบันโลวี (Lowy Institute) คือ สถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย มี เป้าหมายหลัก: เพื่อศึกษาวิจัย เสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับประเด็นกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก

นายกรัฐมนตรี, อนุทินชาญวีรกูล, อาเซียน, เศรษฐกิจ

ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:33 น.

ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์บทความ ระบุว่า ” [“ประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิด” : รำลึก 100 ปีชาตกาล ฟิเดล คาสโตร]

ฟิเดล คาสโตร และพวก ตัดสินใจก่อการปฏิวัติล้มระบอบบาติสต้า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 โดยนำกองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดค่ายทหาร Moncada ผลปรากฏว่า ล้มเหลว ถูกรัฐบาลบาติสต้าปราบปราม เสียชีวิต เกือบ 70 คน ถูกจับกุมคุมขังอีก 30 คน

ฟิเดล คาสโตร ถูกจับกุมคุมขัง และส่งศาลพิจารณาคดี เขาตระหนักดีอยู่แล้วว่าศาลและกระบวนการพิจารณาคดีอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการบาติสต้า ไม่ว่าจะสู้คดีอย่างไร ผลลัพธ์ก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี เมื่อเป็นคดี “การเมือง” ก็ต้องใช้ “การเมือง” โต้กลับ ดังนั้น ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1953 เขาจึงใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง เปลี่ยนเวทีแห่งกฎหมายและคดีความ ให้กลายเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ทางการเมืองและปฏิวัติ

เนื้อหาในคำให้การต่อศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของฟิเดล คาสโตร ทั้งในทางนิติศาสตร์ ในทางการเมือง ในทางวาทศิลป์ และในทางปฏิวัติ

ในทางนิติศาสตร์ แม้คดีนี้เป็นคดีการเมือง แต่เมื่อแปลงรูปให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ฟิเดล คาสโตร จึงมิอาจพูดแต่เรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว จำต้องมีประเด็นตอบโต้ทางกฎหมายด้วย ด้วยวุฒิการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เขาใช้ความรู้ทางกฎหมาย นำเอาหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ “ย้อนศร” ไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า และทิ่มแทงกลับไปที่ศาล (ทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ยอมรับให้คณะรัฐประหารผู้กระทำความผิด ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบการปกครอง กลับขึ้นมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเสียเอง นอกจากนี้ เขายังได้โจมตีไปที่กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ที่ไม่ได้รับรองสิทธิในการต่อสู้คดีของเขาได้อย่างเพียงพอ และตั้งข้อกล่าวหากลับไปที่ศาลและอัยการว่าอยู่ภายใต้บงการของคณะรัฐประหาร

เขาไม่ได้พูดเจื้อยแจ้วหรือใช้โวหารปลุกระดมเรื่อยเปื่อย แต่เขาหยิบยกงานวิชาการของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งของคิวบา คือ Ramón Infiesta y Bages [1] และทั้งของฝรั่งเศส คือ Léon Duguit [2] เขาแสดงทักษะทางกฎหมายของเขาด้วยการโจมตีธรรมนูญการปกครอง 4 เมษายน 1952 (รัฐธรรมนูญชั่วคราว) ที่บาติสต้าประกาศใช้แทนรัฐธรรมนูญ 1940 โดยชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลในทางเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง การรวบอำนาจเข้าสู่จอมเผด็จการบาติสต้า แต่กลับยังหน้าด้านยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตลอดจนยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ 1940 ยังคงมีผลอยู่

ดังนั้น ธรรมนูญการปกครองนี้ รวมไปถึงคำวินิจฉัยศาลที่ยอมรับสถานะของธรรมนูญการปกครองนี้ ต้องตกเป็นโมฆะ ในช่วงท้ายของคำให้การ ฟิเดล คาสโตร แสดงให้เห็นถึงความรู้อันกว้างขวางของเขาในด้านนิติปรัชญาและปรัชญาการเมือง เขายืนยันสิทธิของประชาชนในการต่อต้านและล้มล้างการปกครองที่ไม่ชอบธรรม โดยหยิบยกทั้งงานของปรัชญาเมธีจำนวนมาก [3] ทั้งเอกสารทางการเมืองและกฎหมายที่สำคัญ [4] ทั้งตัวบทรัฐธรรมนูญ [5]

ในทางการเมือง ฟิเดล คาสโตร ใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายถึงความชอบธรรมของการก่อการของเขาและคณะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 ในขณะที่การก่อรัฐประหาร 10 มีนาคม 1952 ของบาติสต้าและพวกนั้น ปราศจากความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เขายังใช้ยุทธวิธี “ก่อร่างสร้างประชาชน” ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนแต่ละคนที่ถูกกดขี่เกิดจิตสำนึกในการต่อสู้กับระบอบ และหลอมรวมตนเข้าด้วยกันกลายเป็น “ประชาชน” ผู้เป็นองค์ประธานของการปฏิวัติ [6]

ฟิเดล คาสโตร ยังใช้ยุทธวิธี “แยกปลาออกจากน้ำ” ดึงทหารมาเป็นพวก โดยการชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่ระบอบบาติสต้าทำกับทหาร ใช้ทหารเป็นเครื่องมือรับใช้พวกเขา และปราบปรามประชาชนซึ่งต่างก็เป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายกับทหาร เขายังย้ำอีกหลายครั้งหลายหนว่า มีแต่เขานี่แหละที่ปกป้องทหาร ต้องการให้ทหารมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิใช่ถูกพวกผู้นำเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือ จนพวกเขาร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า ส่วนพวกทหารก็ยังยากจนข้นแค้นเหมือนเดิม

เพื่อให้กินใจประชาชนชาวคิวบามากขึ้น ก็ต้องพูดสิ่งที่เป็นเนื้อนาดินของคิวบาเอง เป็นประวัติศาสตร์ที่คนคิวบามีสำนึกร่วมกัน ฟิเดล คาสโตร ย้อนไปถึงวีรบุรุษ นักต่อสู้ ในประวัติศาสตร์คิวบา รำลึกถึงวีรกรรมต่างๆ ได้แก่ การ์โลส มานูเอล เด เซสเปเดส (Carlos Manuel de Céspedes) บิดาแห่งประชาชาติคิวบา (Father of the Homeland) ผู้นำการต่อสู้ในสงคราม 10 ปี (Ten Years’ War) เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากสเปน และเป็นผู้ประกาศปลดปล่อยทาสในคิวบาเป็นคนแรก, อิกนาซีโอ อากรามอนเต (Ignacio Agramonte) ผู้นำทางทหารและนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมคนสำคัญในสงคราม 10 ปี ผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของขบวนการกู้ชาติคิวบา, อันโตนีโอ มาเซโอ (Antonio Maceo) แม่ทัพใหญ่ฉายา “The Bronze Titan” (ยักษ์ไตตันผิวทองแดง ซึ่งในคำให้การนี้ คาสโตรเรียกเขาว่า Titan) นายพลเชื้อสายแอฟริกัน-คิวบา ผู้เกรียงไกรที่สุดคนหนึ่งในสงครามกู้ชาติ

โดยฟิเดล คาสโตร หยิบยกข้อความที่มาเซโอเคยพูดไว้ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาจากการขอร้อง แต่ชนะมาด้วยคมของมีดมาเชเต” มากล่าวในศาล, มักซิโม โกเมซ (Máximo Gómez) จอมพลและผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพกู้ชาติคิวบาในสงครามอิสรภาพ (Cuban War of Independence) ผู้เชี่ยวชาญสงครามจรยุทธ์, โฮเซ มาร์ตี (José Martí) กวี นักคิด และอัครสาวกแห่งอิสรภาพคิวบา โดยในคำให้การในศาลนี้ ฟิเดล คาสโตรเรียกเขาว่า “The Apostle” (อัครสาวก) และอ้างถึงหนังสือของมาร์ตีเรื่อง The Golden Age (La Edad de Oro)

ในทางวาทศิลป์ แน่นอนที่สุด ฟิเดล คาสโตร เป็นนักปราศรัยที่เก่งกาจ เนื้อหาดี น้ำเสียงทรงพลัง ยิ่งการกล่าวในศาลครั้งนี้กินเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง แต่เขาก็ยังคงดำเนินเรื่องราวต่อไปได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่า เขามีวาทศิลป์อันเยี่ยมยอด เขาใช้เทคนิควิธีย้อนศรทิ่มแทงกลับไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า ศาล และกระบวนการยุติธรรม แทนที่เขาเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าว่าเป็นกบฏและเป็นจำเลยคดีนี้ แต่เขากลับกลายเป็นผู้กล่าวหาหรือโจทก์แทน กล่าวหาและทำลายความชอบธรรมของระบอบบาติสต้า นำสิ่งที่ระบอบบาติสต้ากระทำกับประชาชนอย่างทารุณมาแฉกลางศาล และเรียกร้องต่อศาลกลับไปว่า คนเหล่านี้หรือจะกลายมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่จับกุมคุมขังพวกเขา เป็นโจทก์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเขา ศาลมีหน้าที่ต้องต่อต้านรัฐประหาร มิใช่รับใช้รัฐประหาร มิฉะนั้น ก็ควรเลือกหนทางลาออกจากตำแหน่งดีกว่ายอมทนรับใช้ระบอบนี้

ในตอนท้าย ฟิเดล คาสโตร ไม่ได้จบด้วยคำขอต่อศาลเหมือนดังคดีอาญาทั่วไปที่จำเลยต้องยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัวจำเลยไป แต่เขากลับยืนยันขอให้ศาลลงโทษให้เขาจำคุกร่วมกับสหายที่ร่วมต่อสู้ด้วยกัน และปิดท้ายประโยค ซึ่งต่อมากลายเป็นอมตะและใช้รณรงค์ต่อสู้กันทั่ว ว่า “จงลงโทษผมเถิด มันไม่สลักสำคัญหรอก แล้วประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิดเอง!”

ในทางปฏิวัติ ฟิเดล คาสโตร ฉวยโอกาสนี้ ในการเผยแพร่อุดมการณ์และแนวนโยบายของคณะปฏิวัติของพวกเขา เขาได้อธิบายถึงสภาพการณ์ของคิวบาและปัญหา 6 ประการที่เป็นบ่อเกิดของความจำเป็นที่คิวบาต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ได้แก่ ปัญหาที่ดิน ปัญหาอุตสาหกรรม ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาการศึกษา และปัญหาสาธารณสุข เขายืนยันว่าการปฏิวัติเป็นบ่อเกิดของระบอบการเมืองและเป็นฐานก่อตั้งระบบกฎหมายได้ แต่สิ่งที่บาติสต้าและคณะทำนั้น มิใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจ เขาอาศัยพื้นที่ของศาลแปลงให้เป็นพื้นที่ของสื่อ ประกาศหลักการ “กฎของการปฏิวัติ 5 ประการ” อันเสมือนเป็นสัญญาต่อประชาชนว่าพวกเขาจะทำทันทีหากปฏิวัติสำเร็จ ได้แก่

ประการแรก นำรัฐธรรมนูญ 1940 กลับมาใช้ใหม่ และคืนอำนาจสูงสุดให้แก่ประชาชน ในระหว่างที่รอจัดการเลือกตั้ง ให้คณะปฏิวัติเป็นผู้ทรงอำนาจ และใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไปพลางก่อน

ประการที่สอง มอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินประเภทไม่สามารถนำไปจำนองได้และไม่สามารถโอนได้ ให้แก่ผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าช่วง เกษตรกรผู้แบ่งปันผลผลิต และผู้บุกรุกทำกินทุกคน ที่ถือครองที่ดินขนาดไม่เกิน 5 กาบาเยเรียส (ประมาณ 420 ไร่) โดยรัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่เจ้าของเดิมโดยคำนวณจากค่าเช่าที่เจ้าของเดิมควรได้รับจากที่ดินผืนนั้นๆ เป็นระยะเวลาสิบปี

ประการที่สาม ให้คนงานและลูกจ้างมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 30% จากกำไรของกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และเหมืองแร่ขนาดใหญ่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งนี้ กิจการที่เป็นเกษตรกรรมโดยแท้จริงจะได้รับยกเว้น เพื่อพิจารณาตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับอื่นๆ ที่จะประกาศใช้ต่อไป

ประการที่สี่ ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทุกคนมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 55% จากผลผลิตน้ำตาล พร้อมทั้งกำหนดโควตาขั้นต่ำสี่หมื่นอาร์โรบา (Arrobas ; 1 อาร์โรบา เท่ากับ 11.5 กิโลกรัม) สำหรับผู้เช่าที่ดินรายย่อยทุกคนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินมาแล้วตั้งแต่สามปีขึ้นไป

ประการที่ห้า ยึดทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบทั้งหมดของผู้ที่เคยกระทำการทุจริตในสมัยรัฐบาลก่อนๆ ตลอดจนทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบของบรรดาผู้รับมรดกและทายาทของคนเหล่านั้นด้วย และเพื่อดำเนินมาตรการนี้ ศาลพิเศษที่มีอำนาจเต็มจะเข้าถึงบันทึกข้อมูลของบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนหรือดำเนินงานในประเทศ เพื่อตรวจสอบเงินที่ซุกซ่อนไว้ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนและอายัดทรัพย์สินที่เป็นของประชาชนชาวคิวบาโดยชอบธรรม ทั้งนี้ ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งที่เรียกคืนมาได้จะนำไปสนับสนุนกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับคนงาน และอีกครึ่งหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ และองค์กรการกุศลต่างๆ

อาจกล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เป็นเพียงคำให้การของฟิเดล คาสโตร ต่อศาลเท่านั้น แต่มันคือการกล่าวสุนทรพจน์หรือการปราศรัยปลุกระดมทางการเมืองดีๆ นี่เอง เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากพื้นที่ลานกว้างๆ สนามกีฬา สวนสาธารณะ มากระทำกันในศาล คำให้การในศาลของเขา คือ บทพิสูจน์ว่า แม้พ่ายแพ้ แม้ถูกจับกุมคุมขัง แม้ถูกดำเนินคดีในศาล แต่สำหรับเขาแล้ว ทุกช่วงเวลา ทุกสถานการณ์ คือ โอกาสของการต่อสู้และการปฏิวัติ

ผมได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากคำให้การของฟิเดล คาสโตร ชิ้นนี้มาก อ่านซ้ำหลายรอบ ขีดเส้น บันทึก เมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง ผมได้นำหลายท่อนหลายตอนมาประยุกต์ใช้ ลากเข้าไทย ใช้ประกอบการร่างคำปราศรัยทางการเมืองของผมในหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 [7] และบทปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชนที่ผมเตรียมไว้ แต่ไม่มีโอกาสนำไปใช้ปราศรัย เพราะพรรคประชาชนไม่ได้เชิญ [8] “

ทั้งนี้ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1926 ที่คิวบา เดิมเป็นนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนนำขบวนปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของ ฟุลเคนซิโอ บาติสตา จนประสบความสำเร็จในปี 1959

หลังการปฏิวัติ คาสโตรเปลี่ยนคิวบาเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต ทำให้คิวบากลายเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วง วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ปี 1962

คาสโตรปกครองคิวบายาวนานเกือบ 50 ปี ก่อนส่งมอบอำนาจให้ราอูล คาสโตรในปี 2008 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2016 อายุ 90 ปี

คาสโตรสร้างระบบการเมืองแบบพรรคเดียวและจำกัดกิจกรรมของฝ่ายค้าน รัฐบาลประสบความสำเร็จบางด้าน เช่น การขยายการศึกษาและระบบสาธารณสุข แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่อง การจำกัดเสรีภาพทางการเมือง การปราบปรามฝ่ายเห็นต่าง และสิทธิมนุษยชน 

เขาได้รับการยกย่องจากฝ่ายสนับสนุนว่าเป็นผู้นำที่นำคิวบาต่อสู้กับอิทธิพลสหรัฐฯ และพัฒนาการศึกษา-สาธารณสุข แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่จำกัดเสรีภาพทางการเมือง

ปิยบุตร, ฟิเดลคาสโตร, แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ สานต่อมิตรภาพไทย-ออสเตรเลีย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:01 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ห้อง Drawing Room ทำเนียบรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ (The Honourable Margaret Beazley AC KC) ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และชื่นชมออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเร็ว ๆ นี้ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังชื่นชมผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้ความสำคัญและมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับการขยายวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 2571 นายกรัฐมนตรีชื่นชมรัฐนิวเซาท์เวลส์ในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั่วโลก รวมถึงชุมชนไทย สามารถรักษาอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในสังคม ปัจจุบันมีชาวไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ประมาณ 30,000 คน และนักศึกษาไทยประมาณ 10,000 คนศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับออสเตรเลีย โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้

ด่านตรวจ, นายกรัฐมนตรี, ยาเสพติด, อนุทินชาญวีรกูล

สุทิน ข้องใจสื่อหลัก ปั่นข่าวตบหัวตำรวจ กลบดราม่า สส.ชัยชนะ วิจารณ์ รมต.คลัง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:53 น.

18 สิงหาคม 2569 นายสุทิน วรรณบวร อดีตสื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sutin Wannabovorn ระบุว่า ไอโอโจมตี ส.ส.ชัยชนะ เรื่องวิจารณ์ รมต.คลัง หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ จู่ๆ เรื่องตบหัวตำรวจก็โผล่ขึ้นมา คนที่ไอโอบอกว่า ถูกทำร้ายไม่แจ้งความบอกว่าไม่มีอะไร แต่แปลกใจที่อธิบดีกรมตำรวจสั่งให้ผู้กำกับสอบสวน โดยส่วนตัวไม่ชอบหน้าผู้ถูกกล่าวหา แต่ในฐานะทำข่าวมาเกือบห้าสิบปี รู้สึกว่าสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะทีวีปั่นกระแสนี้เกินเหตุ ผิดธรรมชาติสื่อที่ต้องพิจารณาว่าควรมีค่าเป็นข่าวไหม ถ้าผู้เสียหายเอาเรื่องตั้งแต่ต้นนั้นควรเป็นข่าว แต่นี้ใครไม่โพสต์ขี้นมา ก็นำมาปั่นเป็นข่าวใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องอะไรไม่เข้าใจสื่อ

ชัยชนะเดชเดโช, รมตคลัง, สุทินวรรณบวร