เกาหลีใต้ ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึงไทย ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน ‘เรือหลวงภูมิพล’ หลังเครื่องยนต์เก่าพัง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

“เกาหลีใต้” ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึง “ไทย” ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน เรือฟริเกตภูมิพล หลังเครื่องยนต์เก่าเจ๊ง “กมธ. ทหาร” ติดตามความคืบหน้า แก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนเคาะอู่ต่อเรือลำใหม่

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร นำคณะกรรมาธิการตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง โดยมี พลเรือตรี สุมิตร ชอบสอาด เจ้ากรมแผนการช่าง กรมอู่ทหารเรือ ให้การต้อนรับ

นายเอกราช เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อมาติดตามความคืบหน้าโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรับทราบว่า ผู้ปฏิบัติงานติดขัดการบริหารจัดการสิ่งใดบ้าง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการทหารก็ติดตามเรื่องฟริเกต ทั้งเรือใหม่ที่จะจัดหา และเรือที่ซ่อมบำรุงอยู่ แม้ว่า รายละเอียดแผนการซ่อมทำเป็น ความลับทางราชการ แต่ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดต่อมาเพื่อติดตาม ซึ่งพบว่า อยู่ในห้วงการดำเนินงานตามแผน และบางส่วนต้องรองบประมาณปี 2570 ส่วนสิ่งใดที่ติดขัดทางสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุน และนำข้อมูลที่ได้รับจากทางหน่วย เพื่อนำไปผลักดันต่อไป

สำหรับสิ่งที่เป็นห่วงมากก็คือ ในเรื่องของการลงทุน ที่ตนอยากฝากไปถึงรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า หากเราอยากเสริมสร้างศักยภาพประเทศ และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลก็ควรจะสนับสนุนให้กรมอู่ทหารเรือ มีแผนเตรียม และรองรับวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องของการต่อเรือ ซึ่งสิ่งที่เราขาดตอนนี้คือ สถานที่ในการต่อเรือให้ได้ 100% ดังนั้นหากไม่เริ่มวันนี้ และไปเริ่มอีก 5-6 ปีข้างหน้าก็ช้าไปแล้ว จึงต้องวางแผนเรื่องสถานที่ แผนการลงทุน เพื่อให้อนาคตไทยต่อเรือฟริเกตเองได้ หากมอง 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้พาไปดูการตรวจรับเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ส่วนกรณีอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะประชิด หรือ Phalanx Close-In Weapon System (CIWS) ยังไม่สามารถใช้การได้นั้น ทางกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตามได้ซักถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะไม่อยากให้เกิดกับเรือฟริเกต ตามงบประมาณปี 2569 ที่กองทัพเรือจะคัดเลือก

ด้านพลเรือตรี สุมิตร ตอบคำถามกรณีอู่ราชนาวีฯ จะสามารถรองรับ Offset โครงการเรือฟริเกตที่กองทัพเรือจัดหา ลำที่ 1 ในปีงบประมาณ 2569 ได้หรือไม่ว่า ยังไม่ทราบว่า Offset เป็นอย่างไร จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าอู่พร้อมหรือไม่ แต่หากพูดถึงการสร้างเรือที่แห่งนี้เคยสร้างเรือมา 2 ลำ เรือหลวงกระบี่ และ เรือหลวงประจวบฯ ซึ่งเราก็มีองค์ความรู้พอสมควรในการสร้างเรือ

เรือฟริเกตภูมิพล, เรือหลวงภูมิพล

วีระ กังขา งบศาลยุติธรรม มีเงินสด-เงินฝากกว่า 3.7 หมื่นล้าน รองเลขาฯแจงยิบ 

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

‘วีระ’ กังขา ‘งบศาลยุติธรรม’ ทั้งเงินสด-เงินฝาก สูงลิ่ว ด้าน ‘ศาลฯ’ แจงเป็นเงินค่าธรรมเนียม-ค่าปรับ ต้องคืนเมื่อคดีสิ้นสุด ไม่ใช่รายรับ

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปรายของกมธ. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7หมื่นล้านบาท ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ทั้งนี้เงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ประเทศ เพื่อลดภาระทางงบประมาณ

จากนั้น นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลธุติกรรมรวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ เพราะเป็นส่วนที่ต้องคืนเมื่อพิจารณาคดีแล้วเสร็จ จึงไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน โดยเงินฝากที่มีระยะสั้น จำนวน 2.7หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ของศาล 280 แห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน จำนวน 51 ล้านบาท ต้องรอนำส่งสิ้นนปีงบประมาณ

นายภพ ชี้แจงต่อว่าส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าทำเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน จึงเป็นเงินที่มีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย โดยต้องรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น

นายภพ ชี้แจงด้วยว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความที่วางไว้เพื่อส่งคำคู่ความ ถือเป็นเงินรับฝาก จำนวน 437 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาทเพื่อจ่ายให้กับฝ่ายที่ชนะคดี ดังนั้นส่วนของเงินสด หรือรายการเทียบเท่า จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาทนั้น มีจำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพันธ์

“ขณะที่เงินที่ศาลนฝากคลัง เป็นส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งเป็นเงินที่มีภาระผูกพันธ์ และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่งจำนวน 9,000 กว่าล้านบาทเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าทำเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องของตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับ” นายภพ ชี้แจง

งบศาลยุติธรรม, วีระ, ศาลยุติธรรม

พิพัฒน์ เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่จะนะ เหตุเขตท่าเรือสงขลา ขุดเพิ่มไม่ได้

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

“พิพัฒน์” เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ฯศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ของสงขลาที่จะนะ ชี้เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ภาคเอกชนลงทุนเอง เขตท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยาย รองรับเรือขนาดใหญ่ เหตุขุดลึกเพิ่มไม่ได้ติดโบราณสถาน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.ว่าตนในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ( กรอ. ) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ทั้ง 5 จังหวัดอยากได้ รวบรวมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก่อนเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 31 ส.ค. อีกครั้งหนึ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งปีที่แล้วจังหวัดสงขลา เจออุทกภัยหนัก และ 4 จังหวัดที่เหลือได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังจังหวัด ว่าจะมีการปรับสีใหม่หรือ จะมีการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เพราะรายได้ต่อคน ต่อปี ค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด ส่วนจังหวัดสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ ซึ่งจะเป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรมลงทุนโดยภาคเอกชน

เมื่อถามว่าจะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้ล้มโครงการ แต่เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ฯ ได้ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ ที่สภาพัฒน์ฯ ลงไปสำรวจเรื่อง SCA ซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือการสร้างท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากเรามีท่าเรือน้ำลึกสงขลา อยู่แล้ว แต่วันนี้เกิดปัญหาความแออัด ที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวล เพราะท่าเรือไม่พอกับการรองรับ กับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร ซึ่งติดกับรากหิน เรียกว่าเขาหัวแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตรได้ ดังนั้นจะมีปัญหาว่าเรือมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ ตรงนี้จะศึกษาเพิ่มเติม ตามที่นายสรรเพชญ ไปหาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า จะนำให้สภาสภาพัฒน์ฯ ศึกษาต่อใหม่

เมื่อถามถึงงบประมาณ ที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่ายังไม่เห็นสรุปตัวเลข แต่ที่นำเสนอมาเป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ดังนั้นในส่วนของภาครัฐก็คือการอนุมัติโครงการเท่านั้นเอง แต่หลักใหญ่คือเรื่องของผังเมือง

คมนาคม, ท่าเรือสงขลา, พิพัฒน์, เรือน้ำลึกแห่งใหม่

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:57 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรมุนี มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณะ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฐิติ วุฒิพิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เพจดังจี้ถาม เหมาะสมไหม? ม.อ.ปัตตานี จัดเสวนา ผูกขาดเชิญพรรคส้ม 2 เดือน 4 งาน แลกชั่วโมง นศ.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:17 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก เปิดโปง BRN ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องของพรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดยระบุว่า 2 เดือน 4 กิจกรรม 17.ก.ค.69 , 24 ก.ค.69 11 ส.ค.69 และ 21 ส.ค.69 นี่คือตัวเลขที่พรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มอ.ปัตตานี

อาจฟังดูแล้วไม่เห็นจะแปลกตรงไหน แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าบอกว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นทั้งหมดนี้บังคับให้นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับคนละ 3 ชั่วโมงกิจกรรมแบบนี้แปลกหรือยัง ?

โดยรายละเอียด ดังนี้

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน และนายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน บรรยายวิชาหลักรัฐศาสตร์ให้นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ในหัวข้อ “รัฐโปร่งใสและรัฐก้าวหน้ากับกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” โดยเปิดให้นักศึกษาถามคำถาม

24 กรกฎคม 2569 กิจกรรมบรรยายพิเศษ รายวิชา 196-204 THEORY AND POLITICAL PHILOSOPHY หัวข้อ การเมืองในอุดมคติกับการเมืองที่เป็นจริง : จากเผด็จการการเลือกตั้งสู่การเมืองที่ดีกว่า

โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

11 สิงหาคม 2569 กิจกรรม รัฐ (ทำ) นูญ กติกาของประชาชน หรือ เครื่องมือของผู้มีอำนาจ

โดย รักชนก ศรีนอก สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาชน

ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง

21 สิงหาคม 2569

กิจกรรม ใต้เงาระบอบสีน้ำเงิน แค่ยุคทองของบ้านใหญ่ หรือ การเมืองใหม่ถึงกาลอวสาน

โดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

มข.จัดกิจกรรม ‘ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่’ ปลูกฝังวิถีเกษตรไทย

16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:45 น.

16 สิงหาคม 2569 ที่คณะเกษตรศาสตร์ มข. ร่วมกับ โรงเรียนสาธิต มข. จัดกิจกรรม “ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” โดยมี รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. เป็นประธานเปิดงาน มี คณาวรรณ ธรรมา รอง ผอ.โรงเรียนสาธิต มข.กล่าวรายงาน โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และ 2 จากโรงเรียนสาธิต มข. 14 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 575 คน เข้าร่วม มีคณาจารย์ ครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง ร่วมกิจกรรมกว่า 900 คน ณ แปลงนาภายในอุทยานเทคโนโลยีเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มข. กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาส ให้นักเรียนได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การทำนาจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และเน้นให้นักเรียนได้ฝึก soft skill หรือทักษะพื้นฐานทางสังคม การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความสามารถในการแก้ไขปัญหา การปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจนแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้คุณค่าของการประกอบอาชีพชาวนาและรู้คุณค่าของข้าว ภายใต้แนวคิดของโครงการ คือ ดำนาในวันแม่ ( 12 สิงหาคม ) เก็บเกี่ยวในวันพ่อ (5 ธันวาคม ) นอกจากนี้นักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมยังได้รับชั่วโมงจิตอาสาอีกด้วย  รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์วิถีเกษตรไทย โดยได้นำ “ข้าวพันธุ์ มข 60-2” ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง โดยข้าวพันธุ์นี้ได้รับการประกาศรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 จุดเด่นคือกอตั้ง ลำต้นแข็งแรง เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง คุณภาพการหุงต้มดี เมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เหมาะแก่การนำมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงคุณค่าทางโภชนาการ กิจกรรม “ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความสนุกสนาน ให้แก่เด็กๆ แต่ยังเป็นการปลูกฝังความรักและความเข้าใจในอาชีพเกษตรกรรม สร้างความ ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรและอาหาร สืบสานภูมิปัญญาและวิถีเกษตรไทย ตลอดจนส่งเสริม การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อร่วมกันสร้างพื้นฐานที่ดีให้แก่เยาวชนและเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป  

ดำนา, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิถีเกษตรไทย, เกษตรกรรุ่นใหม่

‘วิทย์ – ความงาม’ อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว! NSM ชวนชมนิทรรศการ ‘วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง’ ในงานมหกรรมวิทย์ฯ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ร่วมกับบริษัท แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก เปิดนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination)” เพื่อให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณ จัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 ส.ค.นี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศ ในงานเปิดนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination) มีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM และนายอรรควุฒิ สุวรรณประกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีดารานักแสดงชื่อดังเข้าร่วมด้วย อาทิ ศรราม เทพพิทักษ์ ที่มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย “น้องวีจิ” นุสบา ปุณณกันต์ ฝันเด่น จรรยาธนากร จอย T–Skirt รวมทั้งนักร้องวัยรุ่น T – Pop ชื่อดัง อย่าง JAY DICE – กาญจน์โสภณ วิรุณนิติพนธ์ และ ALEX DICE – อเล็กซ์ซานเดอร์ บัคแลนด์ ที่มาทำหน้าที่ไกด์นำชมนิทรรศการ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคักคัก ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นหวั่นไหวลั่นฮอลล์จากบรรดาแฟนคลับ  นายสุวรงค์ กล่าวเปิดงานว่า NSM มีภารกิจหลักในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรมและนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ความร่วมมือกับ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ที่กำลังก้าวสู่การดำเนินงานครบรอบ 50 ปี ก็เช่นกันถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของสองหน่วยงานโดยการผสานความเชี่ยวชาญระหว่างองค์ความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ผิวพรรณที่มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพผิวและการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนจากแพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก กับศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของ NSM ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง ที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ โดยจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 ส.ค. นี้ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ผ่านการเรียนรู้เรื่องผิวพรรณและความงามในมิติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง มีเหตุผลและยั่งยืนพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นถึงโอกาสในสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป” นายสุวรงค์ กล่าว  ด้านนายอรรควุฒิ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง เป็นนิทรรศการที่แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ตั้งใจนำเสนอโดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณอย่างสนุกสนาน ตลอดจนส่งเสริมทักษะอาชีพแห่งอนาคตให้กับน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจในสายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางตลอดจนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศภายใต้คอนเซปต์สุดท้าทาย “TRUE BEAUTY ความงามที่แท้จริงต้องคำนวณได้” ที่จะเปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์ความงามและสกินแคร์ ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และจับต้องได้ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต นายอรรควุฒิ กล่าวต่อว่า นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 Introduction: รู้จักผิว จะมีการให้ความรู้ตั้งแต่โครงสร้างผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ที่จะต้องเจอกับแสงแดด มลภาวะ การนอน ความเครียด อาหาร และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพผิว โซนที่ 2 เรื่องของTexture: ความเรียบเนียนใส กับภารกิจถอดรหัสสิว วิธีการดูแล โซนที่ 3 Complexion: ความสม่ำเสมอของผิว ถอดรหัสสีผิวของเรา (Decoding Skin Tone) โซนที่ 4 Aging: ความเสื่อมสภาพของผิว และโซนที่ 5 Good Appearance: เรื่องราวการเดินทางกว่า 50 ปีของแพน ราชเทวีฯ ที่นำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับศาสตร์ความงามเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย  ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า จากนี้ NSM และ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมที่จะผนึกกำลังตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการสร้างความตระหนักให้กับสังคมถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกศาสตร์และชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศไทยต่อไป   

NSM, นิทรรศการ, มหกรรมวิทย์ฯ

อว.จัดยิ่งใหญ่!! มหกรรมวิทย์ฯ 69 “ยศชนัน” เปิดงาน เชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

15 สิงหาคม 2569 เวลา 19:59 น.

อว.จัดยิ่งใหญ่!! “ยศชนัน” เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจที่เด็กและทุกคนจับต้องได้ พร้อมเชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน ใน 8 ประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย, นิทรรศการ AI Revolution ที่ชวนเรียนรู้ทักษะมนุษย์ในโลกยุคใหม่, นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth), นิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก และความลับของท้องทุ่ง รวมถึงผลงานวิจัยสุดล้ำจากหน่วยงาน อว. เช่น อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำรวจดวงจันทร์ “CE-7MATCH” ฝีมือคนไทย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Interactive Learning ทั้ง Science Lab และ Coding & AI จาก อพวช. ให้เด็ก ๆ และประชาชนได้สนุกกับการลงมือปฏิบัติจริง

โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2026 เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวม 7 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลระดับเยาวชน (Project Award) 5 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จากผลงานนวัตกรรมที่แก้ปัญหาจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระบบควบคุมศัตรูพืชอัตโนมัติ, ไบโอมาร์กเกอร์คัดกรองมะเร็งปากมดลูก, การฟื้นฟูปะการัง, การประยุกต์ใช้ AI วินิจฉัยมาลาเรีย (MalariaX) และแพลตฟอร์มคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง (StrokeSight) พร้อมมอบรางวัลระดับครู (Teacher Award) 2 รางวัล แก่นายสมโชค แก้วอุทัศน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางจันทร์จิรา ชัยอินทรีอาจ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ซึ่งผลงานทั้งหมดสะท้อนศักยภาพของคนไทยในการนำวิทยาศาสตร์และ AI มาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประชาชนและเยาวชนที่สนใจค้นหาแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์สู่อนาคต สามารถร่วมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ได้ตั้งแต่วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเตรียมพบกับการขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ภูมิภาคผ่าน “มหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Facebook

‘ยศชนัน’มอบ OKMD ลุย 5 มิชชัน ปลดล็อกศักยภาพคนไทย สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ

15 สิงหาคม 2569 เวลา 13:03 น.

‘ยศชนัน’ปักธง Thailand Brain Initiative มอบ OKMD เป็นโต้โผ ปลดล็อกศักยภาพสมองคนไทย ดัน 5 มิชชันสู่ New Growth Engine–Intelligence Economy   ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดแนวคิดจัดตั้ง “Thailand Brain Initiative” วางวิทยาศาสตร์สมองเป็นฐานสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพคนไทยตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ผู้พิการ จนถึงผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” พร้อมมอบหมายสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นโต้โผเชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ ร่วมพัฒนา Framework ผลักดันสู่กรอบระดับชาติ หวังสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Brain Science ของไทย และต่อยอดสู่ New Growth Engine ภายใต้เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยปัญญามากกว่าต้นทุน   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวระหว่างการบรรยายในงาน “Brain Longevity Bootcamp 2026” ซึ่ง OKMD  ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรุงเทพมหานคร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 4 ครั้ง ว่า แนวคิด Thailand Brain Initiative เกิดขึ้นจากการมองศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสมองให้ลึกกว่าการศึกษาด้านการแพทย์เพียงอย่างเดียว และนำความเข้าใจเรื่องสมองไปเชื่อมโยงกับสุขภาพ การเรียนรู้ ผู้พิการ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ตลอดจนเศรษฐกิจใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาสมองอย่างจริงจัง ทั้งโครงการ Blue Brain Project และ Brain Initiative ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การลงทุนด้านงานวิจัยและองค์ความรู้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยเองมีฐานความรู้ นักวิจัย และบริบทเฉพาะที่สามารถสร้างความได้เปรียบ โดยเฉพาะการศึกษาสมองและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสุขภาวะ จิตใจ การทำสมาธิ ความรู้สึก ตลอดจนวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถลงลึกถึงกลไกการทำงานของ Neurocircuit หรือวงจรประสาท เข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึก และกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นของสมองอย่างไร เชื่อมโยงกับฮอร์โมนและระบบชีวภาพอย่างไร จะช่วยเปลี่ยนองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่ปัจจุบันอาศัยประสบการณ์และความรู้สึก ไปสู่องค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ได้   สำหรับ Thailand Brain Initiative เบื้องต้นวางกรอบการขับเคลื่อนใน 5 มิชชันหลัก ได้แก่ Brain Health & Well-being หรือ “Live Better” นำวิทยาศาสตร์สมองไปพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะ เชื่อมโยงกับ Scientific Wellness ซึ่งมีศักยภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ   มิชชันที่สอง Learning & Human Potential มุ่งนำความเข้าใจเกี่ยวกับสมองมาปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการออกแบบการเรียนรู้แบบ Personalized ที่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของสมองแต่ละคน   มิชชันที่สาม Neurotechnology & Disability พัฒนาเทคโนโลยีสมองและเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ รวมถึง Brain–Computer Interface หรือ BCI เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสื่อสาร การเคลื่อนไหว การฟื้นฟู และการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ หรือ Independent Living   มิชชันที่สี่ Sensory & Neurocultural Economy นำ Neuroscience มาศึกษาและ “ถอดรหัส” ทุนทางวัฒนธรรมและประสบการณ์แบบไทย ตั้งแต่รสชาติ สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสมอง ฮอร์โมน ระบบชีวภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ มิชชันที่ห้า Brain-Inspired Computing ศึกษาการทำงานของสมองทั้งภาวะปกติและผิดปกติ เพื่อนำหลักการทำงานของสมองไปพัฒนาเทคโนโลยี Computing, Neural Network, Multi-sensory AI ตลอดจน Chip และ Hardware รูปแบบใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายสาขา โดยเฉพาะ Sensory และ Cultural Neuroscience เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว หากสามารถนำวิทยาศาสตร์สมองเข้ามาอธิบายและสร้างองค์ความรู้ใหม่ จะช่วยยกระดับทุนวัฒนธรรมจากสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ไปสู่ฐานการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา Brain–Computer Interface และเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการในอดีต ทำให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ควรสิ้นสุดอยู่เพียงต้นแบบในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพัฒนาไปถึงมาตรฐาน การผลิต การซ่อมบำรุง ทรัพย์สินทางปัญญา และ Commercialization เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้   “ถ้าเราทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วสร้างความหวังให้คนพิการ แต่สุดท้ายไม่สามารถทำให้เขาใช้ได้จริง ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีมีคุณภาพดี ราคาประหยัด และขยายผลได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมระบุว่า การ Commercialization ไม่ได้ขัดกับการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือ Startup ที่แข่งขันในตลาดโลกและสร้างรายได้ ก็สามารถนำทรัพยากรกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการเดินหน้าทั้งมิติธุรกิจและ Social Impact ไปพร้อมกัน   รมว.อว. กล่าวด้วยว่า อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบนิเวศรองรับ เพราะแม้จะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ดีเพียงใด แต่หากผู้ใช้ Wheelchair ยังไม่สามารถออกจากบ้าน ขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปทำงาน หรือใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีก็ยังไม่สามารถสร้าง Independent Living ได้อย่างแท้จริง การพัฒนาจึงต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี มาตรฐาน สภาพแวดล้อม ระบบขนส่ง ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคม นอกจากนี้ ยังมองว่า การเข้ามาของ AI จะช่วยเร่งการวิเคราะห์ข้อมูลสมองและค้นหา Pattern ที่ในอดีตต้องใช้เวลาศึกษาจากตัวแปรจำนวนมาก แต่การนำ AI มาใช้ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกลไกของ Neurocircuit เพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสมองจึงตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงทราบผลจาก Algorithm เท่านั้น   สำหรับบทบาทของ OKMD ศ.ดร.ยศชนันได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการตั้งต้น Thailand Brain Initiative เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านนโยบายอย่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และคนต่างเจเนอเรชันเข้ามาร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่ให้ OKMD ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว โดยหลังจากนี้จะมีการหารือในกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนา Framework และผลักดันไปสู่กรอบระดับชาติ รวมถึงสร้างเครือข่าย สถาบัน และ Community ด้าน Brain Science ที่เข้มแข็งของประเทศไทย   ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งเป้าให้การพัฒนาแนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2569 เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในระบบเศรษฐกิจด้วย “ราคาถูก” เพราะข้อจำกัดด้านขนาดประชากรทำให้ยากต่อการแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ แต่ควรสร้างความได้เปรียบด้วยศักยภาพทางปัญญา ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของคนไทย “ประเทศไทยควรเดินไปสู่ Intelligence Economy ใช้ความฉลาดและศักยภาพของคนไทยเป็นฐานการแข่งขัน เรามีคนเก่ง มีผลงานระดับโลก และมีศักยภาพที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ หากสร้าง Network ขึ้นมาช่วยกันทำ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า Thailand Brain Initiative จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษาสมอง แต่เป็นโอกาสในการสร้าง New Growth Engine ที่เชื่อม Brain Science เข้ากับ AI, Computing, Scientific Wellness และเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” ปลดล็อกทุกสมองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุด

OKMD, ยศชนัน, อว.

ศน. ผสานพลัง 14 จังหวัดภาคใต้ ขับเคลื่อนแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 สร้างสังคมคุณธรรมเข้มแข็ง

14 สิงหาคม 2569 เวลา 17:06 น.

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระดับภาคใต้ ณ โรงแรมสินเกียรติบุรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายส่งเสริมคุณธรรมจาก 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมประชุมกว่า 106 คน

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนามุ่งขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของประชาชน และขยายผลต้นแบบความสำเร็จสู่สังคมในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในงานมีการบรรยาย หัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการ ภายใต้มิติหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามในระดับพื้นที่” ,“ความสำเร็จในการขับเคลื่อนบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม เชิงพื้นที่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570)” ตลอดจนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ความท้าทาย และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผลการดำเนินงาน รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นที่มีความท้าทายและแนวทางพัฒนาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมคุณธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายคุณธรรมจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 680 คน

ทั้งนี้ ข้อเสนอและความคิดเห็นจากทั้ง 4 ภูมิภาค จะถูกรวบรวมนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบาย ทิศทาง และจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 รวมถึงวางแนวทางการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป อันนำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสังคมคุณธรรม จริยธรรม พร้อมร่วมผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ “สังคมคุณธรรม” อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกมิติ

กรมการศาสนา, กระทรวงวัฒนธรรม, แผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3