​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต 

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชน จัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน  “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมีประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน 

การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชน ว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ 

ในช่วงแรกของงาน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งนายวิโรจน์ยืนยันว่า ตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ 

จากนั้นนายวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับนายชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงาน ว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อ เพื่อไปทำงาน

ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ

“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ 
พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร

ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า “คนคือขุมทรัพย์ของเมือง”

เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง

การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย

นายชัยวัฒน์ ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” 

1. เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย

2. ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน

3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ

4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม. 

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ ตัวแทนภาคปชช.พื้นที่ร่วมเป็นคกก.ศึกษาความคุ้มค่า-รับฟังเสียงประชาชน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรอบคอบและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความผันผวนและสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบขนส่งทางทะเลในปัจจุบัน

สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ ขณะที่กรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องครบวงจร อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังมีการดึงหน่วยงานด้านความมั่นคงและกฎหมายเข้าร่วม อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 

รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์ และที่สำคัญคือ มีการเปิดโอกาสให้ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่โครงการจำนวนไม่เกิน 3 คน เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นกรรมการและเลขานุการ 

ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนาและผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ อีกทั้งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยให้เบิกจ่ายงบป

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว ลดเสี่ยงจากความขัดแย้ง หนุน ‘พลังงานสีเขียว’ เสริมความมั่นคงไทยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา วุฒิสภา จัดเวทีเสวนา “วุฒิสภา…ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ประธานวุฒิสภา กล่าวเปิดการเสวนา “วุฒิสภา… ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” ว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็นในด้านปริมาณหรือราคาน้ำมันในกระบวนการผลิตสินค้า การประกอบธุรกิจ การขนส่ง รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เราจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และประเด็นปัญหาให้ครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด เพื่อทำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งวันนี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผู้ค้าพลังงานในตลาดพลังงาน และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ด้านนายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วุฒิสภา กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่ในการติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศด้านวิกฤตพลังงานอย่างรอบด้านจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และความผันผวนต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นพื้นที่ของการรับฟังประเด็นปัญหาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมและตอบสนองคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกตามภารกิจของวุฒิสภา และการร่วมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 ของประเทศไทยในกรอบสหประชาชาติต่อไป

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าช่วงต้นสถานการณ์ที่เกิดความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านนั้น น้ำมันไม่ได้เกิดภาวะการขาดแคลนจริง แต่เป็นความกังวลด้านอุปทานและราคาที่ผันผวนมากกว่าทำให้น้ำมันเกิดความตึงตัวของตลาด เพราะสงครามกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลในตลาดและส่งผลให้ราคาพุ่งเร็ว อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไว้หลายด้านในหลักการสำคัญคือ 1.การรักษาปริมาณสำรองพลังงานให้เพียงพอโดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.กระจายแหล่งนำเข้าโดยจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ตลอดจนเพิ่มประเทศคู่ค้าอื่น เช่น มาเลเซีย แอฟริกา ฯลฯ 3.บริหารอุปสงค์โดยลดการใช้พลังงานด้วยการออกมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น Work from Home และลดการใช้ไฟ/น้ำมันในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 4.ใช้มาตรการควบคุม เช่น จำกัด/ระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว และใช้กลไกกองทุนน้ำมันหรือมาตรการด้านราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน 5.เพิ่มกำลังผลิตและเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นทดแทน เช่น เชื้อเพลิงในประเทศหรือพลังงานทางเลือกหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการปรับตัวการบริหารจัดการราคาค่าไฟฟ้าจากปัญหาสงครามสหรัฐ-อิหร่าน โดย กฟผ.ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.กฟผ.แบกรับต้นทุนเอง 2.ควบคุมการปรับค่า Ft และ 3.ปรับโครงสร้างพลังงาน โดยมุ่งเน้นประคองค่าไฟและรักษาเสถียรภาพไฟฟ้าเป็นหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแบกรับต้นทุนแทนประชาชนด้วยการชะลอขึ้นค่าไฟเพื่อลดแรงกระแทกค่าไฟตามราคาตลาดโลก การใช้กลไก “ค่า Ft” บริหารราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป การกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและใช้เชื้อเพลิงทางเลือก/แหล่งอื่นมากขึ้น การร่วมมือรัฐ เอกชนและประชาชนเพื่อรณรงค์ลดใช้ไฟช่วงวิกฤต และการปรับโครงสร้างระยะยาวโดยลดการพึ่งพา LNG เพราะราคาแกว่งสูงจากสงคราม โดยเพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน 

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปตท.มีโจทย์ใหญ่ 2 เรื่องในการรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ–อิหร่าน โดยโฟกัส 2 เรื่องหลักคือ ความมั่นคงพลังงาน และ การบริหารราคา โดยเรื่องการรักษาความมั่นคงพลังงานได้กระจายแหล่งจัดหา ไม่พึ่งพาน้ำมัน/ก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว เพิ่มสัดส่วนจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ แอฟริกา และการบริหารโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง เตรียมเส้นทางขนส่งสำรองจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ประสานผู้ค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าเพื่อให้ส่งมอบได้ต่อเนื่อง สำรองพลังงานและบริหารสต๊อกโดยบริหารคลังน้ำมันและก๊าซ (LNG/LPG) ให้เพียงพอรองรับความผันผวน ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อคงระดับสำรองประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นของเชื้อเพลิงใช้เชื้อเพลิงทดแทนหรือเชื้อเพลิงหลายชนิดในโรงไฟฟ้า/อุตสาหกรรม เพิ่มบทบาท LNG เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปตท.ยังเน้นการบริหารราคา เพื่อลดผลกระทบประชาชนและเศรษฐกิจ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก การเฉลี่ยต้นทุนโดยนำต้นทุนจากหลายแหล่งมาถัวเฉลี่ยทำให้ราคาขายในประเทศไม่เหวี่ยงตามตลาดทันที การใช้กลไกภาครัฐร่วมกันโดยประสานกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง/นโยบายรัฐเพื่อพยุงราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม ฯลฯ การบริหารซัพพลายให้เพียงพอโดยรักษาปริมาณสินค้าในระบบ ไม่ให้เกิดการขาดตลาดซึ่งจะดันราคาให้พุ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยปรับกระบวนการจัดหา–ขนส่ง–กลั่น ให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดเพื่อลดแรงกดดันราคา

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เน้นว่าความมั่นคงพลังงานไม่ใช่แค่มีพลังงานพอใช้ แต่ต้องมีอย่างต่อเนื่อง ราคาเหมาะสม และรับมือความไม่แน่นอนได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ควรเน้นความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมรับวิกฤต โดย 1.กระจายแหล่พลังงานไม่พึ่งพิงแหล่งเดียว เช่น น้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ต้องมีทั้งก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.ไทยต้องมีคลังสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงในระดับที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม ทั้งท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า ท่าเรือและระบบไฟฟ้าต้องมีความมั่นคง 4.บริหารด้านราคาและต้นทุนต้องมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป เช่น กองทุนน้ำมัน หรือมาตรการภาษี 5.เพิ่มพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม รวมถึงเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว 6.สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้มีทางเลือกในการจัดหาเมื่อเกิดวิกฤต

ทั้งนี้ช่วงบ่ายเวทีเสวนาได้มีการนำเสนอ “ข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคร่วมสะท้อนมุมมอง อาทิ นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเข้า-ออก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นผู้ดำเนินรายการ

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้อนุมัติตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพครบทั้ง 50 เขตแล้วครับ

1.เขตดุสิต นายศรราม ภูมิไชย
2.เขตพระนคร น.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์
3.เขตบางซื่อ นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
4.เขตพญาไท นายอนุชาญ กวางทอง
5.เขตราชเทวี น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
6.เขตปทุมวัน นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
7.เขตบางรัก นายธนากร ลิ้มวาทะรส
8.เขตสัมพันธวงศ์ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์
9.เขตป้อมปราบฯ น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
10.เขตยานนาวา นายสมเกียรติ ปัญญะธารา

11. เขตสาทร นายมนตรี เปรมบุญ
12. เขตบางคอแหลม ดร.สุดคนึง แก้วทอง
13. เขตคลองเตย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
14. เขตห้วยขวาง นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
15. เขตวัฒนา นายเมธวิน มีสุวรรณ
16. เขตดินแดง น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
17. เขตจตุจักร นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
18. เขตหลักสี่ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์
19. เขตดอนเมือง นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
20. เขตสายไหม นายกร สิงห์ธีร์

21. เขตบางเขน นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง
22. เขตลาดพร้าว นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด
25.เขตบึงกุ่ม ดร.อาคร ประมงค์
26.เขตคันนายาว น.ส.เกษนันท์ เรืองตาบ
27. เขตสะพานสูง นายอรรถวิทย์ เซะวิเศษ
28. เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
29.เขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
30.เขตบางนา นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ

31.เขตพระโขนง นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
32.เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
33.เขตลาดกระบัง นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
34.เขตมีนบุรี นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
35.เขตคลองสามวา นายมนูญ อินช่วย
36.เขตธนบุรี นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
37.เขตคลองสาน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร ปาลวงษ์
39.เขตบางกอกน้อย นายนภาพล จีระกุล
40.เขตตลิ่งชัน นางลักขณา ภักดีนฤนาถ

41.เขตภาษีเจริญ นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
42.เขตบางกอกใหญ่ นายวิรัช คงคาเขตร
43.เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
44.เขตราษฎร์บูรณะ นายไสว โชติกะสุภา
45.เขตทุ่งครุ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
46.เขตบางขุนเทียน น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
47.เขตบางบอน นายสมพร คงโครัด
48.เขตบางแค นายกวิน ชาตะวนิช
49.เขตหนองแขม ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
50. เขตทวีวัฒนา นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

ขอฝากคนทำงานทุกท่านไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ

#สกลธีภัททิยกุล
#ประชาธิปัตย์

– https://www.facebook.com/share/p/18f7ww4xB6/

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

ปชป. กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม สัปดาห์หน้ายื่น ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยเดิม เผยมีหลักฐานใหม่ ใบสั่งล้วงลูกประมูล

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคฯ ถึงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ขณะนี้คณะทำงานร่วมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน กำลังเร่งยกร่างคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ยื่นต่อประธานสภาฯ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าว เนื่องจากมีข้อกังขาในรายละเอียดของคำวินิจฉัยที่สวนทางกับข้อเท็จจริง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญที่เป็นความคืบหน้า คือการเตรียมยื่นขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำวินิจฉัยใหม่ โดยพรรคฯ ตรวจพบ หลักฐานรายละเอียดเพิ่มเติมที่มีน้ำหนักมาก คือหนังสือสั่งการของนายศักดิ์สยามในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ระบุให้หน่วยงานภายใต้สังกัดต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบก่อนในกรณีที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพรรคฯ เห็นว่าหนังสือสั่งการฉบับนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย และส่อให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่เคยนำมาพิจารณาให้เกิดความกระจ่างมาก่อน โดยกระบวนการยกร่างคำร้องคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์นี้ และพร้อมที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ทบทวนคำวินิจฉัยเดิมในต้นสัปดาห์หน้าทันที เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานความถูกต้องและโปร่งใสในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

จากสถานการณ์การเมืองกรุงเทพฯที่กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกวินาที เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งทาง กกต. ได้ขยับเดินหน้าเตรียมความพร้อมและประกาศดีเดย์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่จะถึงนี้

ล่าสุดวันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเคลื่อนไหวถึงตัวบุคคลที่เตรียมลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ โดยเบื้องต้นปรากฏรายชื่อที่น่าสนใจ 5 ลำดับ ได้แก่

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เจ้าของฉายา รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันที่ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายกว่า 1.3 ล้านคะแนนในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 โดยในครั้งนี้เขายังคงยืนหยัดในการลงสมัครในนามอิสระเพื่อสานต่อนโยบายการทำงานเชิงรุกและการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยทั่วกรุงเทพมหานคร

ในด้านประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน นายชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโครงสร้างจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เขาเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก เขาโดดเด่นด้วยสไตล์การลงพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และนโยบายที่มุ่งเน้นการปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นต้นแบบของนักบริหารที่เน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้แก้ปัญหาเมืองในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ลงสมัครในนามพรรคประชาชน)

ผู้ว่าฯ กทม.

ดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ซึ่งได้รับการวางตัวเป็น เต็งหนึ่ง ในการทวงคืนเก้าอี้บริหารเมืองหลวงด้วยวิสัยทัศน์ กรุงเทพที่ง่ายกว่า เขาจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคว้าปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปสร้างชื่อในฐานะนักเรียนทุนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยสำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST)

ในด้านประสบการณ์การทำงาน ดร.โจ มีโปรไฟล์ระดับสากลที่หาตัวจับยาก โดยเคยเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ NEC Corporation ประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ให้กับสถาบันเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) Innovation Hub นอกจากนี้เขายังทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยาวนานกว่า 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสกุลเงินดิจิทัลและยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศ

เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกจาก ธปท. ในปี 2566 เพื่อเข้าสู่พรรคก้าวไกล (เดิม) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าหลัง เขาแจ้งเกิดในฐานะ ขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฉายา สส.หล่อบอกต่อด้วย จากภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ปัจจุบันในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน เขาพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลระดับโลกมาปรับใช้กับการบริหาร กทม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย

3. มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ลงสมัครในนามอิสระ)

มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและความเป็นธรรมในภาคทรัพยากรไทยมาอย่างยาวนาน เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) ที่ California State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังคว้าปริญญาโทอีกใบในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ในด้านประสบการณ์การทำงาน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นวิศวกรวางท่อน้ำมันในอ่าวไทย ก่อนจะผันตัวเข้าสู่ภาคการเงินโดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง และเคยทำหน้าที่เป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ปัจจุบันเขายังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยเขามักจะปรากฏตัวในฐานะนักเคลื่อนไหวที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลดิบด้านการผลิตพลังงานของไทย เพื่อสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนในเรื่องราคาน้ำมันและก๊าซที่เป็นธรรม การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ จึงถูกจับตามองว่าเขาจะนำความเชี่ยวชาญด้านต้นทุนพลังงานและการจัดการทรัพยากรมาปรับใช้ในการลดภาระค่าครองชีพของคนกรุงอย่างไร

4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนักการเมืองหญิงที่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นนักพูดฝีปากกล้าและมีประสบการณ์บริหารนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นอกจากนี้เธอยังมีประวัติเป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย และเคยได้รับรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ จากบทบาทผู้สื่อข่าวสายเจาะลึกในอดีต และยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 อีกด้วย

เส้นทางการทำงานของเธอนั้นเริ่มต้นจากการเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวการเมืองที่มีชื่อเสียง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) หลังจากลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2566 เธอได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์และนักวิจารณ์การเมืองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เธอได้ชูจุดแข็งเรื่องความเข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชนผ่านมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน และความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อรักษาประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ​

5. นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางพลัด และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นจากการผสานองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับศาสตร์พยากรณ์และสถาปัตยกรรม เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะซินแสไฮเทคผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการพยากรณ์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเป็นทายาทของ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดังระดับประเทศ

ในด้านประสบการณ์ทำงานทางการเมือง นายคมสันเคยคลุกคลีกับปัญหาของคนเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดกรุงเทพมหานคร (สก.) และเคยรับตำแหน่งที่ปรึกษาและเลขานุการในระดับกระทรวงมาหลายวาระ ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในแง่ของข้อจำกัดทางกฎหมายและการบริหารจัดการพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังมีความมุ่งเน้นในการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยแต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างสมดุล การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เขาชูแนวคิดการใช้สถิติและข้อมูลในการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต พร้อมทั้งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและการจัดระเบียบพื้นที่ชุมชนเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีพลังงานเชิงบวกสำหรับทุกคน

และในส่วนของคนที่ 6 นั้นพรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ผู้ว่าฯ กทม.

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเรื่องรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาแย้มข้อมูลเบื้องต้นว่าแคนดิเดตคนดังกล่าวได้รับคำตอบรับแล้วและเป็นบุคคลระดับเกรดพรีเมียม

โดยนายสกลธีได้ให้คำใบ้เพิ่มเติมว่า ว่าที่ผู้สมัครรายนี้เป็นผู้ชายที่มีโปรไฟล์โดดเด่น เคยผ่านการเป็นผู้บริหารในโลกธุรกิจและมีประสบการณ์โชกโชนในงานการเมือง 

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – โจ – Chaiwat Sathawornwichit, เฟซบุ๊ก คุยกับหม่อมกร, เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, เฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ – Democrat Party, Thailand

ราเชน โต้!!! ยันไม่เคยเกี่ยวข้องจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวงแม้แต่ลำเดียว

ราเชน โต้!!! ยันไม่เคยเกี่ยวข้องจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวงแม้แต่ลำเดียว

ราเชน โต้!!! ยันไม่เคยเกี่ยวข้องจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวงแม้แต่ลำเดียว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอเรียนชี้แจงเพื่อนๆ ในเฟส ตามที่มีข่าวว่า ผมมีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องบินกรมฝนหลวง

ตั้งแต่เข้ามาเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงด้านบริหารไม่เคยได้มีหน้าที่ที่รับผิดชอบในการจัดซื้อเครื่องบินแม้แต่ลำเดียว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนผมมารับตำแหน่งรองอธิบดี และในยุคที่ผมเป็นอธิบดี ตามที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ผมดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวง เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 ก็ไม่ได้มีการจัดซื้อแม้แต่อย่างใด

สำหรับเครื่อง L410 ที่รับเข้าประจำการ จำนวน 2 ลำ เมื่อเดือนสิงหาคม เป็นการจัดซื้อในกระบวนการจัดซื้อมาก่อน และผมก็ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ท่านผู้บริหารได้เสนอขออนุมัติต่อ ครม.และ ครม.ได้เห็นชอบให้ดำเนินการ โดยผมไม่ได้
เกี่ยวข้องตามสายงาน ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ไป

ขอเรียนชี้แจงเพื่อนๆ ได้โปรดทราบ ด้วยความเคารพครับผม

สมศักดิ์ ปัดดอดพบ สุริยะ ถกปมฉาวต่อเนื่อง แจงแค่มาแนะนำเรื่องปศุสัตว์ด้านกีฬา

สมศักดิ์ ปัดดอดพบ สุริยะ ถกปมฉาวต่อเนื่อง แจงแค่มาแนะนำเรื่องปศุสัตว์ด้านกีฬา

สมศักดิ์ ปัดดอดพบ สุริยะ ถกปมฉาวต่อเนื่อง แจงแค่มาแนะนำเรื่องปศุสัตว์ด้านกีฬา

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

สมศักดิ์ ปัดดอดพบ สุริยะ ถกปมฉาวต่อเนื่อง แจงแค่มาแนะนำเรื่องปศุสัตว์ด้านกีฬา ในฐานะรุ่นพี่ รมว.เกษตรฯ  

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวภายหลังเข้าพบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การเข้าพบครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเพื่อให้คำปรึกษาในฐานะที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ มาก่อน เมื่อปี 2545-2546 ซึ่งตนมีความสนใจหลายเรื่อง ทั้ง ประมง ปศุสัตว์ ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านการเกษตรเท่านั้น ไม่ได้ดอดพบอะไร เป็นการพบโดยเปิดเผย

ทั้งที่ผ่านมา ตนเห็นว่างานในกระทรวงเกษตรฯ เป็นงานที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศได้ ซึ่งเวลานี้ประเทศค่อนข้างมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยรวม ตนจึงเห็นว่าน่าจะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์หากนายสุริยะ สนใจ ซึ่งตนจะแนะนำแนวทาง และเสนอในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ตนสนใจด้านการส่งเสริมปศุสัตว์ด้านการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัวชน แข่งม้า ไก่ชน  ซึ่งหากเราส่งเสริมจริงจัง จะเป็นการสร้างมูลค่า และดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้หันมาท่องเที่ยวในไทยที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศได้อีกทาง

“ผมไม่ได้ดอดพบใดๆ ตั้งใจมาหารือ และให้คำปรึกษาในฐานะที่เป็น รมว.เกษตรฯ มาก่อน หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็นำไปใช้ ส่วนแผนเป็นอย่างไรก็ต้องมาคุยรายละเอียดกันในครั้งต่อไป วันนี้คุยกันเบื้องต้นเฉยๆ ” นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยครั้งนี้มีการพูดถึงการส่งเสริมการเลี้ยงโคล้านตัวอีกหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันไม่มีการพูดคุย เพราะราคาโคเนื้อปัจจุบันต่ำลงมาก และสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมแล้ว

วันนอร์ เข้าพบนายกฯ รายงานแนวทางดับไฟใต้ บอกต้องใช้เวลา รับปาก จะทำให้ดีที่สุด

วันนอร์ เข้าพบนายกฯ รายงานแนวทางดับไฟใต้ บอกต้องใช้เวลา รับปาก จะทำให้ดีที่สุด

วันนอร์ เข้าพบนายกฯ รายงานแนวทางดับไฟใต้ บอกต้องใช้เวลา รับปาก จะทำให้ดีที่สุด

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

วันนอร์ เข้าพบนายกฯ รายงานแนวทางดับไฟใต้ บอกต้องใช้เวลา รับปาก จะทำให้ดีที่สุด อนุทิน เดินไปส่ง พร้อมเยี่ยมชมห้องทำงานตึกบัญชาการ 2 

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ต่อมา 15.35 น. นายวันมูหะมัดนอร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกฯว่า ได้มารายงานให้นายกฯทราบถึงความคืบหน้าว่า ได้ทำอะไรไปบ้างหลังจากที่นายกฯได้มอบหมายว่า ทำอย่างไรที่จะให้เกิดสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนไปทำการบ้านมา จึงมาแจ้งให้นายกฯทราบ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งประเด็นไว้อย่างไรบ้าง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ได้ตั้งประเด็นไว้ 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือ การจะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบนั้น ต้องไปสร้างเสาหลักให้มั่นคง คือ การดูแลพื้นที่ การให้ความเป็นธรรม การให้ประชาชนมีความสุขในด้านเศรษฐกิจ ขณะที่นายกฯมอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่าง ตนรับบัญชาจากนายกฯและไปดูว่า อะไรที่จะช่วยได้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยตามที่นายกฯให้นโยบายมา นอกจากนี้ ในส่วนของนายกฯก็มีทีมงานที่ทำงานแล้ว ตนมาให้ความเห็นในฐานะที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านงานของรัฐบาลมา 2-3 รัฐบาล

เมื่อถามว่า ภายหลังจากคุยกับผู้เห็นต่างแล้วคิดว่า สถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์เกิดขึ้นสะสมมานานหลายรัฐบาลมาแล้ว การจะแก้ปัญหาคงจะต้องใช้เวลาบ้าง เพื่อความรอบคอบ แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริงและนำพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นายกฯได้สั่งการให้ทุกฝ่ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้รับปฏิบัติคือ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตนได้คุยกับนายกฯเพิ่มเติมไปว่า เราจะทำทุกอย่างให้ดีให้ได้ คือ จะต้องทำให้เกิดความปลอดภัย เพราะเสียดายชีวิตของประชาชน หรือหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงซึ่งเสียชีวิต ครอบครัวเขาก็เสียโอกาส เสียอะไรไปมากมาย เราต้องทำให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายวันมูหะมัดนอร์ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายกฯได้เดินไปส่งนายวันมูหะมัดนอร์ ยังห้องทำงานตึกบัญชาการ 2 ชั้น 5 พร้อมกับถือโอกาสเยี่ยมของห้องทำงานของนายวันมูหะมัดนอร์ จากนั้นนายกฯได้เดินกลับตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด