ศุภมาส ประสานทุกภาคส่วน เตรียมพร้อมประชาสัมพันธ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 กันยายน 2569 เวลา 21:14 น.

21 กันยายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าและเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์ก่อนงานพระราชพิธีฯ ในเดือนธันวาคมนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการเตรียมงานในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯ ทั้งการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนและการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชน การเตรียมการถ่ายทอดสดและศูนย์ถ่ายทอดวิทยุและโทรทัศน์โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ตลอดจนการบรรยายงานพระราชพิธีฯ เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ

ที่ประชุมได้รับทราบหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ ตามที่สำนักพระราชวังแจ้ง ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 ธันวาคม 2569 โดยวันอังคารที่ 15 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ วันพุธที่ 16 ธันวาคม เชิญพระบรมโกศไปยังพระเมรุมาศ และถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม เก็บและอัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ และวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ จำนวน 4 คณะ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและภารกิจในปัจจุบัน พร้อมทั้งพิจารณากรอบเวลากิจกรรมสำคัญตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป และหารือแนวทางการปรับลดโทนสีในการนำเสนอให้เหมาะสมกับการแสดงความไว้อาลัยในช่วงใกล้งานพระราชพิธีฯ

“งานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้มีความสำคัญออย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนความงดงามของศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และงานประณีตศิลป์ชั้นสูงตามแบบแผนโบราณราชประเพณีไทย ให้ประชาชนทั้งในประเทศและนานาประเทศได้รับรู้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ” นางสาวศุภมาส กล่าว

พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดห้องเรียนดรุณาราชบุรี ถอดบทเรียน Active Learning–GPAS 5 Steps

21 กันยายน 2569 เวลา 18:16 น.

เปลี่ยนครูจากผู้บอกคำตอบเป็นโค้ชการคิด สร้างเด็กให้วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ในโลกที่ความรู้ไม่ได้หายากอีกต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้บริหาร และครูจากสถานศึกษาในสังกัด คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดย เข้าศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีนำมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 ปี คณะศึกษาดูงานได้ลงดูห้องเรียนจริงหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับสายอาชีพและมหาวิทยาลัย สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “กิจกรรมต้นแบบ” แต่คือการเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู ไปจนถึงวิธีที่เด็กเรียนรู้
เมื่อ AI สามารถค้นข้อมูล สรุปบทเรียน เขียนรายงาน และตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที โรงเรียนอาจต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า หากยังใช้เวลาไปกับการทำให้เด็ก “จำคำตอบ” เรากำลังเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต หรือกำลังฝึกทักษะที่เทคโนโลยีทำได้เร็วกว่าเราไปแล้ว การศึกษาในยุค AI ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี มองว่า Active Learning และการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เป็นทิศทางของการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศใช้ในการสร้างคนและนวัตกรรม บทบาทครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้แนะนำและร่วมพาเด็กผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ลงมือทำ และประเมินผลด้วยตัวเองในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงเรียนจึงยิ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพราะเด็กที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรและเพื่ออะไร โรงเรียนจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าคนในโรงเรียนยังคิดแบบเดิม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ระบุว่า หัวใจของการเปลี่ยนโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “Mindset” ของผู้บริหารและครู คำถามต้องเปลี่ยนจาก “วันนี้สอนครบหรือยัง” เป็น “เด็กได้คิดหรือยัง” ครูจึงต้องลดบทบาทการบอกคำตอบ แล้วออกแบบสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถาม ค้นข้อมูล ลงมือทำ และสร้างคำตอบของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารต้องลดช่องว่าง ลงไปทำงานร่วมกับครู และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล

บาทหลวงอภิสิทธิ์ มองว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะเมื่อเด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ วินัย คุณธรรม และวิจารณญาณก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “เกราะภายใน” ให้เด็กดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า การประเมินอย่าง PISA ไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำอะไรได้ แต่ดูว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยง และแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทักษะเช่นนี้สร้างด้วยการติวข้อสอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำให้ห้องเรียนมี “กิจกรรม” มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็ก คิดจริง ทำจริง และแก้ปัญหาจริง GPAS 5 Steps จึงพาเด็กตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ จัดระบบความคิด นำความรู้ไปใช้ สื่อสารเหตุผล ไปจนถึงการประเมินและกำกับตัวเอง

ดร.ศักดิ์สิน ย้ำว่า โรงเรียนที่มาศึกษาดูงานไม่ควรกลับไปพร้อมการลอกกิจกรรม แต่ควรกลับไปพร้อม “หลักคิด” เพราะแต่ละโรงเรียนมีบริบทต่างกัน สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบ ครูออกแบบประสบการณ์ และเด็กเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากดูงาน ต้องกลายเป็นการเปลี่ยนจริง

ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีทั้ง 7 แห่ง เคยร่วมขับเคลื่อนแนวทางนี้มาก่อน แต่ยังไม่ต่อเนื่องและเกิดขึ้นเพียงบางระดับชั้น การมาศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลว่าทั้ง 7 โรงเรียนขยับจากจุดเดิมไปได้ไกลเพียงใด เป้าหมายไม่ใช่ต้องสำเร็จทั้งหมดในปีเดียว แต่ต้องเห็นความก้าวหน้าจริง และคาดหวังผลที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ปี โลกการศึกษาอาจกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกให้ชัดว่า เราต้องการสร้างเด็กแบบไหน เด็กที่เก่งในการจำคำตอบ หรือเด็กที่เมื่อไม่มีใครบอกคำตอบแล้ว ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง เพราะในโลกที่ AI อาจรู้มากกว่าเด็ก และตอบเร็วกว่าเด็กแทบทุกเรื่อง สิ่งที่โรงเรียนต้องสร้างจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านปริมาณความรู้ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดเป็นระบบ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าโรงเรียนยังเป็นเพียงสถานที่ส่งคำตอบจากครูไปให้เด็ก โรงเรียนอาจกำลังทำหน้าที่ที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าไปแล้วโรงเรียนจึงต้องเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของผู้เรียนตามปรัชญาที่แท้จริง แต่ถ้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่จัดประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เด็ก คิดเอง สร้างคำตอบเอง และประเมินตัวเองเป็น ต่อให้โลกมี AI เก่งขึ้นอีกแค่ไหนโรงเรียนก็ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่

การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

ธนิยะ ต่อยอดเทรนด์จากรันเวย์สู่แฟร์เวย์ กับ ‘THANIYA FAIRWAY TRENDS’

22 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

ศูนย์การค้าธนิยะ ต่อยอดกระแสกอล์ฟแฟชั่นจากรันเวย์สู่ประสบการณ์การช้อป กับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ภายใต้แนวคิด “FROM RUNWAY TO FAIRWAY” ต่อเนื่องจากงาน “Golf Fashion Society presented by THANIYA” ที่นำเสนอคอลเลกชัน Fall/Winter 2026 และคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำผ่านแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ ครั้งนี้ชวนคนรักกอล์ฟและแฟชั่นมาเลือกช้อปคอลเลกชันล่าสุด ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และแอกเซสซอรีจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ

งานครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากอล์ฟแฟชั่นในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามกอล์ฟ แต่ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับลุคในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย พร้อมตอกย้ำทิศทางของ ศูนย์การค้าธนิยะในฐานะ Experiential Golf & Active Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงกอล์ฟ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน พบกับแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำระดับโลกและในไทยกว่า 30 แบรนด์ อาทิ adidas Golf, Originals Golf, A.P.C. Golf, ANEW Golf, Manors, Students Golf, Golf Gods, Quiet Golf, Khalhon, Slice Town, Hiroki, 3 Putt Round, Black Clover, ECCO, F.L.O.G, G/FORE, J.Lindeberg, One Second, Reebok, Bogner Golf, Malbon Golf, Nike, Oakley, Peter Millar, PING, Birdie Bae, FR2 Golf, Kakao Friends Golf, Phorm, Russeluno, Yorf, Under Armour, และ Wand

พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ร่วมสนุก Lucky Draw ลุ้นรับของรางวัล Golf Fashion จากแบรนด์ที่ร่วมรายการ อีกทั้งรับ Cashback สูงสุด 26%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต CardX และ SCB WEALTH by CardX และรับ Cashback สูงสุด 14%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ให้คุณเลือกช้อปสินค้ากอล์ฟแฟชั่นคอลเลกชันล่าสุดได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น

พบกับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-231-2244 ต่อ 602 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: Thaniya และ Instagram: @thaniya.silom

#GolfFashion #FairwayTrends #Thaniya

แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ถ่ายทอดสไตล์ผ่านเดนิมลุค กับแคมเปญล่าสุดจาก CC DOUBLE O ‘No Need to Fit In, Denim finds its way’ เมื่อเดนิมสามารถ FIT IN กับทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

22 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

CC DOUBLE O  (ซีซี ดับเบิลโอ) ตอกย้ำแนวคิด Casual Confidence ผ่านแคมเปญล่าสุด “No Need to Fit In, Denim finds its way” ชวนเปิดมุมมองใหม่ไปกับเดนิมที่ร่วมเดินทางไปกับคุณในทุกโมเมนต์ เปลี่ยนได้ทุก Mood ผ่านการเลือก Fit, Silhouette, Wash และ Styling ทำให้เดนิมเป็นได้ทั้ง Everyday Essential และ Key Piece พร้อมดึง แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช แบรนด์พรีเซนเตอร์สาวสวยมากความสามารถมาร่วมถ่ายทอด 4 Denim Fits ผ่านมุมมองของคนที่เลือกใช้ชีวิตและแต่งตัวในแบบของตัวเอง ด้วยคาแรกเตอร์ที่เป็นธรรมชาติ มั่นใจ สะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น

ภายใต้แคมเปญนี้ แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ได้ถ่ายทอด 4 Denim Fits ที่มี Silhouette และ Character แตกต่างกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเลือกทรงที่เหมาะกับตัวเอง และนำไป Styling ในแบบที่ต้องการ 1) Straight ทรงขาตรงคลาสสิกที่เป็น Everyday Essential ใส่ง่ายและเข้ากับหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Casual Everyday Look ไปจนถึงลุคที่ต้องการความเรียบและสะท้อนรสนิยม 2) Wide Leg ทรงขากว้างที่มาพร้อม Relaxed Silhouette และ Volume ช่วยสร้างมิติให้กับลุค เหมาะกับคนที่ชอบความสบายและต้องการเพิ่มคาแรกเตอร์ให้กับการแต่งตัว สามารถนำไปแมตซ์กับทั้งเสื้อทรงพอดีตัวหรือ Oversized  3) Bermuda เดนิมทรงยาวระดับเข่าที่ตอบโจทย์ความคล่องตัวและ Everyday Casual เติมกลิ่นอาย Street Style และสามารถ Mix & Match ได้หลากหลาย ตั้งแต่ T-Shirt และ Sneakers ไปจนถึง Shirt หรือ Fashion Piece ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุค 4) Barrel ทรงกระบอกโค้งมนที่สร้าง Silhouette ร่วมสมัยและมีมิติ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการก้าวออกจากรูปทรงเดนิมแบบเดิม และพร้อมสนุกกับการสร้าง Moodใหม่ ให้กับลุค โดยยังคงความคล่องตัวในการสวมใส่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบทรงของ Barrel แต่ต้องการความนุ่มและคล่องตัวมากขึ้น Jersey Barrel Pants เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นำรูปทรง Barrel มาตีความผ่านเนื้อผ้า Jersey ที่มีความยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย เหมาะกับวันเดินทาง โดยยังคงคาแรกเตอร์ของทรงไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Denim Collection จาก CC DOUBLE O คือการสร้างสมดุลระหว่าง Style และ Wearability ผ่านการพัฒนา Silhouette ที่หลากหลาย เนื้อผ้าและเทคนิคที่ตอบโจทย์การสวมใส่ รวมถึงรายละเอียดที่ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้แต่ละชิ้น โดยมีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างสไตล์ ดังนี้ 1) Fit ทรงเดนิมที่หลากหลายให้แต่ละคนเลือก Silhouette ตาม Personal Style ตั้งแต่ทรง Classic ที่ใส่ง่าย ไปจนถึงทรงแฟชั่นที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับลุค 2) Fabric ความสำคัญกับเนื้อผ้าและโครงสร้างให้เหมาะกับแต่ละ Silhouette โดยบางรุ่นมาพร้อมความยืดหยุ่นที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ขณะที่ยังคง Shape และ Character ของเดนิมเอาไว้ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดวันและเข้ากับจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน 3) Wash & Finishing ช่วยสร้าง Mood ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Blue Denim แบบคลาสสิกตั้งแต่ Dark Blue, Light Blue ไปจนถึง Black หรือ White และ Wash ที่มีมิติทำให้สามารถนำไป Styling ได้หลากหลายลุค  

ค้นหา Fit ที่ใช่ สีที่ชอบ และสไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตใน Denim Collection ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน CC DOUBLE O ทุกสาขา และทางออนไลน์ www.ccdoubleo.com

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “CC DOUBLE O” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: cc_double_o

Facebook: www.facebook.com/ccdoubleo

LINE Official Account: @ccdoubleo

Tiktok : ccdoubleo.official

TOA สานต่อพลังรักษ์โลก ปล่อยแคมเปญ ‘TOA Wood Expert’ ชวนคนไทยดูแลไม้และผืนป่า สร้างอนาคตสีเขียวไปด้วยกัน

22 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

เพราะการดูแลไม้ให้ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาความสวยงามของชิ้นงาน แต่ยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานไม้แบบครบวงจร และผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลกและวัสดุก่อสร้างของไทย จึงต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่แคมเปญใหญ่แห่งปี “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ภายใต้แนวคิด “ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า” ชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลไม้เพียงเพื่อยืดอายุการใช้งาน สู่การร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผสานเข้ากับแนวคิดด้าน ESG ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า “การดูแลไม้” คือส่วนหนึ่งของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากเรื่องใกล้ตัว

จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสื่อสารเรื่องผลิตภัณฑ์ แต่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ตั้งแต่การให้ความรู้และเทคนิคการดูแลไม้ การสร้างคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย การใช้ “พี่ช่างจ๊อบ” กระรอกน้อยผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้  เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดเรื่องงานไม้ให้สนุกและเข้าถึงคนทุกวัย ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้บริโภคจากการดูแลไม้ในชีวิตประจำวัน สู่การมีส่วนร่วมดูแลผืนป่าในมิติที่ใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ TOA ได้ต่อยอดพลังของแคมเปญผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นระบบในพื้นที่รวม 6,000 ไร่ ครอบคลุม 111 ชุมชนใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า สำหรับ TOA เรามองว่าไม้ ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ใช้สร้างบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและชุมชน การดูแลไม้ให้มีอายุการใช้งาน ที่ยาวนานขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และช่วยลดความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรใหม่

“เราต้องการขยายความใส่ใจในเรื่องการดูแลรักษาไม้นี้ ไปสู่การดูแลผืนป่าอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการฟื้นฟูป่าและการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้แนวคิด ‘ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า’ เกิดขึ้นจริง เราอยากชวนให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว คือการดูแลไม้ที่มีอยู่แล้วให้ดีและอยู่กับเราได้นานขึ้น พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผืนป่าไปพร้อมกับ TOA ในงาน “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 17–23 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna เปิดพื้นที่ให้คนรักบ้าน คนรักงานไม้ ช่าง และผู้สนใจ ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลไม้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานพบกับ Product Showcase ผลิตภัณฑ์สำหรับงานไม้ของ TOA พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ DIY Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือสร้างสรรค์และดูแลชิ้นงานไม้ด้วยตัวเอง รวมถึงกิจกรรม Interactive ที่ชวนทุกคนทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างไม้ในบ้านกับไม้ในป่า และแนวทางที่ TOA ต้องการส่งต่อคุณค่าของการดูแลไม้ไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อม”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือกิจกรรม “SNAP YOUR PLANT WITH ALLY แชะ & แชร์” ที่ชวนผู้ร่วมงานมาร่วมสนุกกับ “แอลลี่-อชิรญา” ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพต้นไม้ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง พร้อมแชร์เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย และลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วม Exclusive Workshop กับศิลปิน โดยมีผู้โชคดีจำนวน 8 คน ที่ได้มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมกันในงาน

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงการชวนคนมาดูแลไม้ให้สวยและคงทน แต่คือการชวนทุกคนร่วมสร้างวงจรของการดูแล ตั้งแต่ไม้ที่อยู่ในบ้าน ไปจนถึงผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพยากร เพื่อสร้างคุณค่าให้ไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวทางของ TOA ที่มุ่งเชื่อมโยงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารการตลาดเข้ากับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม #TOA #ทีโอเอ #TOAWoodExpert #ดูแลไม้ไปด้วยกัน

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง ‘โรคมีเนีย’ อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบการได้ยิน

22 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อยๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ. พงศธร โตวิวัฒน์

นพ. พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วงๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก”

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็นๆ หายๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่ โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อม

22 กันยายน 2569 เวลา 07:00 น.

อาการเข่าลั่น เข่าทรุด หรือรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงหลังเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือประสบอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณของ “เอ็นไขว้หน้าขาด” (ACL Injury) หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นเอ็นสำคัญที่อยู่ภายในข้อเข่า ทำหน้าที่ควบคุมความมั่นคงของข้อเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนมาด้านหน้ามากเกินไป และช่วยควบคุมการบิดหมุนของข้อเข่าในขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับการฉีกขาด ข้อเข่าจะสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้เกิดอาการเข่าหลวม ปวด บวม และเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ

เอ็นไขว้หน้าขาดมักเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังติดพื้น การหยุดหรือหมุนตัวอย่างรวดเร็ว การลงจอดผิดท่าหลังการกระโดด รวมถึงแรงปะทะจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบข้อเข่าไม่แข็งแรงพอ เอ็นไขว้หน้าจะต้องรับแรงมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น

อาการมักเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ บางรายอาจได้ยินเสียง ‘ป๊อบ’ ภายในข้อเข่า จากนั้นจะมีอาการปวดรุนแรงตามมา เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจากเลือดออกในข้อ รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง เดินกะเผลก หรือเข่าทรุดเวลาลงน้ำหนัก และส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามปกติ

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นเพียงการยืดหรือฉีกขาดบางส่วน และไม่ได้ใช้งานเข่าหนักมาก อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำกายภาพบำบัดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

ในกรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดสมบูรณ์ หรือมีอาการเข่าหลวมชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬา การผ่าตัดส่องกล้องสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (Arthroscopic ACL Reconstruction) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ข้อเข่ากลับมามั่นคงได้ การผ่าตัดวิธีนี้ใช้แผลขนาดเล็กประมาณ 2–3 แผล โดยสอดกล้อง Arthroscope เพื่อมองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน และใส่เครื่องมือผ่าตัดเพื่อสร้างเอ็นใหม่ทดแทนเอ็นที่ขาด

ข้อดีของวิธีส่องกล้องคือ แผลเล็ก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาแข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

หากมีอาการเข่าลั่น เข่าหลวม หรือปวดบวมหลังบาดเจ็บ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวในอนาคต

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดี

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หากพูดถึงการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น จนกลายเป็นสังคม Healthy เพื่อหวังมีชีวิต Longevity หรือการมีอายุยืนให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งต้องมีวินัยทั้งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรับ Mindset เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความชื่นชอบของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างสุขภาพดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล โดยให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกาย และยังต้องการวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร อีกด้วย สามารถใช้การกำหนดปริมาณอาหารที่มีความเหมาะสมต่อมื้อได้ด้วยหลัก 2 : 1 : 1 ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนของจาน อาหารเป็นผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน  พร้อมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ เฉลี่ยประมาณ 6 – 8 แก้วต่อวัน

สุขภาพดี ถือเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต หากกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และหากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โดยการกินอาหารให้เพียงพอและได้สารอาหารครบต่อมื้อ ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานมีแรง ลดความอ่อนล้าได้

แต่ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยที่แข่งขันกับเวลา ซึ่งต้องการความสะดวกในการทานอาหารเพื่อได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กิฟฟารีน (Giffarine) แบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจในไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี จึงพัฒนา “ฟิตต์ มีล บาย กิฟฟารีน” (Fitt Meal By Giffarine) ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร รสชาเขียวมัทฉะ (อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก)หรือ “Meal Replacement Matcha Green Tea Flavor” ที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน ที่มาพร้อมรสชาเขียวมัทฉะ รสชาติยอดนิยมในปัจจุบัน ให้ความหอมมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการมื้อที่เร่งรีบให้เป็นมื้อคุณภาพ และสายสุขภาพ รวมทั้งคนที่ให้ความสำคัญเรื่องสารอาหาร  สำหรับผู้ที่ใส่ใจดูแลรูปร่างหรือควบคุมน้ำหนัก

1 ซอง แทนอาหาร 1 มื้อ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  โปรตีนสูง ด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และมี BCAAs ที่ดีต่อกล้ามเนื้อ, คาร์บย่อยง่าย ใยอาหารสูง ให้พลังงานดีตลอดทั้งวัน โดยเลือกคาร์โบไฮเดรต จากผงข้าวโอ๊ตที่ผ่านการย่อย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ  พร้อมทั้งมีใยอาหารสูง จากโพลีเด็กซ์โตรส และอินูลิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ที่ดีต่อระบบขับถ่าย, แหล่งอาหารไขมันดี โดยมีกรดไขมันจำเป็น จากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันทานตะวัน ให้กรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพ  และมีโอเมก้า 3 จากถั่วเหลือง, วิตามินครบ โดยมีวิตามิน 13 ชนิด ทั้ง Vitamin B1, B2, B3, B5, B6 และ B12 รวมถึง Vitamin A, C, D, E และ Vitamin K  กรดโฟลิก และไบโอติน ครบใน 1 ซอง , เติมแร่ธาตุสำคัญให้ร่างกาย ด้วยแร่ธาตุ 11 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน เหล็ก ซีลีเนียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม

สำหรับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” ผู้ทานอาหารเจ มังสวิรัติ สามารถทานได้โดยไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และนมวัว มี Lactose free ผู้แพ้แลคโตสในนมวัวทานได้เช่นกัน รวมถึงไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่แต่งสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและได้สารอาหารครบ ผู้ที่ดูแลรูปร่าง ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องการลดการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ทานง่ายเพียงผสมด้วยน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น 250 มล. และเชคให้ผงละลาย เติมน้ำแข็งดื่มได้ตามชอบ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และอิ่มท้องนาน

เพราะการทานอาหารที่ดี พร้อมการดูแลรูปร่าง ต้องไม่ควรอดเพราะนั่นอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม ควรทานอาหารให้เพียงพอเพื่อร่างกายได้มีแรง มีตัวช่วยให้อิ่มท้องนาน สายมัทฉะห้ามพลาด!!! นอกจากฟินกับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” แล้ว ยังมีอีก 5 รสชาติ ให้ได้เลือกตามชอบ ทั้ง รสโกโก้  รสกาแฟ  รสสตรอเบอร์รี่ รสกล้วย และ รสชาไทย ซึ่งทุกรสชาติคุณภาพแน่นซอง ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่เช่นกัน

คุณแหน : 22 กันยายน 2569

22 กันยายน 2569 เวลา 05:00 น.

ll ประธานาธิบดีทรัมป์ ยึดมั่นในปรัชญาของจักรวรรดิโบราณ “MIGHT IS RIGHT” นัยว่าพลังอำนาจที่เหนือกว่าคือความถูกต้อง บนโต๊ะเจรจาฝ่ายแข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆที่ฝ่ายตรงข้ามต้องจำนนในที่สุด สองวันก่อนภาพที่ปรากฏชัดเจนเหลือเกิน ทรัมป์ และคณะเดินทางเป็นส่วนตัวไปร่วมการแข่งขันกอล์ฟไฟนอล IRISH OPEN แต่การต้อนรับตั้งแต่สนามบินนอกกรุงดับลินช่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างเป็นทางการ เริ่มด้วยนายกรัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่เข้าแถวรอรับที่สนามบินระหว่างเครื่องบิน Air Force 1 ทัชดาวน์และแท็กซี่มาจนถึงจุดจอด หลังพิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นทรัมป์รีบเดินตรงไปขึ้นเครื่องซุปเปอร์ ฮ. Marine 1 พร้อม ฮ. อีกหลายลำในขบวนเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามกอล์ฟของเขา สื่อไฮแลนด์ ระบุว่าการมาเยือนครั้งนี้ของทรัมป์ประเทศต้องใช้จ่ายระดมซิเคียวริตี้ทุกหน่วยมโหฬารที่สุด การเดินทางโดยขบวนรถมอเตอร์เคทของทรัมป์ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษโดยน่านฟ้าจะถูกกำหนดเป็นเขตห้ามบิน บรรดาเกจิการเมืองอเมริกันเกิดพิศวงว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ในสหรัฐฯ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะคิดอย่างไรที่ประมุขของเขาตระเวนทัวร์ต่างประเทศเปิดสนามกอล์ฟหรูสำหรับมหาเศรษฐี ในขณะที่อเมริกันชนผจญกับปัญหาปากท้องทั้งน้ำมันและข้าวของแพงหูฉี่ปานนั้น …

ll ส่งอุณหภูมิไวรัลพุ่งกระฉูด ก็ข่าว อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ นอกจากจะมีผลในวงกว้างเกี่ยวกับความศรัทธาของประชาชนแล้ว ยังส่งผลให้ผู้อนุรักษ์วัตถุมงคลของวัดฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดวัตถุมงคลเหรียญ “เหนือดวง” ซึ่งตลอดเวลาหลายปีมานี้ครองความนิยมเป็นเอกอุไม่มีสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญทองคำอาจมีมูลค่าได้สูงถึง 5 ล้านบาท ส่วนที่โจษกันว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีไว้บูชาเช่นกัน อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกคนระดับนายกฯ มีผู้คนคุ้นเคยนำวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆมามอบให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ ฯพณฯ ถ้าอยากรู้จริงเรื่องวัตถุมงคลของท่านนายกฯ บารอนเนส จะแย้มให้ทราบ ก่อนอื่นต้องถือว่า ท่านนายกฯ อนุรักษ์พระเครื่องพระบูชาอย่างจริงจังมาตั้งแต่วัยหนุ่มแล้ว พระเครื่องแบบคลาสสิกยุคต่างๆท่านมีในครอบครองครบ และให้ความสนใจศึกษาพิมพ์พระแต่ละตระกูลอย่างแตกฉาน จึงมีโอกาสเลือกสะสมองค์สวยชัดชนิดที่เรียกว่า “สวยแชมป์”… แต่น้อยคนจะรู้ว่าภายในกรุของท่านๆ มีความผูกพันตลอดมามากที่สุดจะเป็นพระเครื่องสององค์ต่างยุคสมัยกัน องค์แรกคือ พระรอดกรุวัดมหาวัน อายุสร้างนับพันปีเป็นศิลปะศรีวิชัย องค์ที่สองคือ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ มีจุดเด่นน่าสังเกตคือด้านหลังพระมีเงาบางๆเป็นรูปใบโพธิ์ ในวงการพระเครื่องยกย่องกันว่า สวยแชมป์มาก…

ll อ.ดนู ฮันตระกูล แจ้งว่า คอนเสิร์ต”วันเผด็จศึก” ดนู ฮันตระกูล ไหมไทยออร์เคสตรา เลื่อนจาก วันที่ 4 ต.ค. มาเป็น 20 ธ.ค.ที่ศูนย์วัฒนธรรม หอประชุมเล็ก…ทราบแล้วเปลี่ยน…

ll เมื่อตอนต้นเดือนนี้ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ธานี แสงรัตน์ เชิญเครือข่ายในเกาหลี ร่วมต้อนรับ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสาธารณรัฐเกาหลี นาง Michelle Park Steel ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ซึ่ง ท่านออท.ธานี ฯ ได้เชิญผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาล และรัฐสภาเกาหลี คณะทูต ผู้นำภาคเอกชนและสื่อมวลชน เพื่อเข้าหารือในประเด็นที่สำคัญ โดย ท่านออท.ธานี ได้กล่าวว่า ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เคยเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของชุมชนไทยในสหรัฐฯมาโดยตลอด(สมัยที่ท่านออท.ธานีฯดำรงตำแหน่ง ออท. ณ กรุงวอชิงตัน) รวมทั้งได้ย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์และเป็นพันธมิตรสาธารณรัฐเกาหลี-สหรัฐฯ และ ไทย-สหรัฐฯต่อเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลีและอินโด-แปซิฟิก อีกด้วย…

ll พลังคนไทยในสหรัฐฯ รวมใจส่งกำลังใจให้ น้องเนเน่ สาวน้อยมหัศจรรย์ชาวไทย ที่เข้าชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent ในวันที่ 22-23 ก.ย.69 โดย ก่อนถึงวันชิงชัย ท่านกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี ได้จัดประชุมพี่น้องชาวไทยจาก แอลเอ และเมืองต่างๆทั่วสหรัฐฯ ทั้งในสถานที่และทางออนไลน์ ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับ น้องเนเน่ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการโหวตคะแนนในรอบชิงชนะเลิศอย่างถูกต้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากชุมชนไทยทั้งประเทศสหรัฐฯอย่างเปี่ยมล้น ทั้งนี้หนึ่งเสียงเชียร์มีความหมาย พลังจากคนไทยทั้งสหรัฐฯคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ทั้งหมดทั้งมวลจึงได้ร่วมมือ-ร่วมใจส่งกำลังใจและเสียงโหวต เพื่อให้ น้องเนเน่ สู้ให้สุด แล้วไปให้ถึงฝัน…ซึ่งเราก็จะได้รู้กันในวัน-สองวันนี้แล้ว !!…


บารอนเนส

ศูนย์คุณธรรมเตรียมเปิดเวทีตั้งคำถาม เมื่อโลกบีบให้ ‘ตัวใครตัวมัน’ เราจะยังอยู่รอดไปด้วยกันได้หรือไม่?

21 กันยายน 2569 เวลา 19:11 น.

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ การแข่งขันระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ AI คำว่า “เอาตัวรอด”กำลังกลายเป็นโจทย์ที่คนจำนวนมากต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เมื่อแรงกดดันรอบตัวผลักให้แต่ละคนต้องคิดถึงความอยู่รอดของตัวเองมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เราจะรอดอย่างไร” แต่คือ “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาชวนสังคมตั้งคำถามในเวทีประชุมวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” ซึ่งจัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งชวนมองโลกผ่าน 3 แรงกดดันสำคัญ ทั้งระดับโลก ระดับธรรมชาติ และระดับความสัมพันธ์ เมื่อผู้คนจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าสู่ภาวะ “Survival Mode” ที่การรักษาความอยู่รอดของตัวเองอาจมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่การทำสิ่งที่ถูกต้อง การเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปัน และการรับผิดชอบต่อผู้อื่น อาจกลายเป็นสิ่งที่มี “ต้นทุน” สูงขึ้นตามไปด้วย

เวทีเริ่มต้นด้วย MORALITY IN SURVIVAL MODE : “คุณธรรมไทยในโลกที่บีบคั้นให้ต้องรอด”โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ชวนสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อบริบทของการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป คุณธรรมที่สังคมไทยให้ความสำคัญจะสามารถทำหน้าที่เป็นหลักยึดในวันที่ผู้คนต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านได้อย่างไร

จากนั้นเข้าสู่ SURVIVE THE CLIMATE : “เมื่อภูมิอากาศวิกฤต เราจะผ่านความลำบากไปด้วยกันอย่างไร” ร่วมแลกเปลี่ยนโดย สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ชวนมองวิกฤตภูมิอากาศในฐานะโจทย์ความเป็นธรรม เพราะต้นทุนของการเอาตัวรอดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ตกอยู่กับทุกคนเท่ากัน ตั้งแต่ประเด็น Climate Injustice ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืนที่ต้องคำนึงถึงการกระจายต้นทุนและประโยชน์อย่างเป็นธรรม

ช่วงบ่ายเข้าสู่ประเด็นใกล้ตัวมากขึ้นใน SURVIVE TOGETHER : “เมื่อโลกบีบให้เราต้องรอด เราจะยังรักษาความสัมพันธ์และโอบกอดกันได้อย่างไร”โดย ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship ร่วมกับ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn ชวนสำรวจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของสังคม กำลังเปลี่ยนนิยามของความสัมพันธ์และคุณธรรมอย่างไร ตั้งแต่ต้นทุนของการสร้างครอบครัว ความแตกต่างระหว่างคนต่างวัย ไปจนถึงโลกออนไลน์และอัลกอริทึมที่ทำให้ผู้คนอยู่ใน “โลกความจริง” ที่แตกต่างกัน

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น คำถามเรื่องคุณธรรมอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ “อะไรถูกหรือผิด” แต่รวมถึงว่าเราจะรับฟัง เคารพความแตกต่าง และวางขอบเขตในความสัมพันธ์อย่างไร เพื่อให้การอยู่ร่วมกันไม่กลายเป็นเพียงการ “อดทน” ต่อกัน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพและความเท่าเทียม

ปิดท้ายด้วย SURVIVE THE WORLD : “เมื่อโลกบอก ‘ตัวใครตัวมัน’ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร” โดย ธนา เธียรอัจฉริยะ นักบริหารและนักคิด และ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชวนมองแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า มาตรการภาษี การเปลี่ยนแปลงจาก AI และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังท้าทายทั้งประเทศไทย ภาคธุรกิจ และผู้คนให้ต้องตัดสินใจระหว่าง “ความอยู่รอด” กับ “ความรับผิดชอบ”

โดยเฉพาะในโลกธุรกิจที่การแข่งขันอาจทำให้การเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายที่สุด รวมถึงคำถามเรื่องความไว้วางใจและความรับผิดชอบของประเทศในเวทีโลก จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ในวันที่โลกผลักให้ทุกคนต้องคิดถึงตัวเองก่อน เราจะยังรักษาคุณธรรมที่ทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของ THE MORAL SURVIVAL ที่ไม่ได้ชวนสังคมมาคิดเพียงว่า “คนดีควรทำอะไร” แต่ชวนมองให้ลึกไปถึง เงื่อนไขของสังคมที่กำลังทำให้การเป็นคนดีมีต้นทุนสูงขึ้น และหาคำตอบว่า เราจะออกแบบวิธีการเอาตัวรอดที่ยังเหลือพื้นที่ให้ความรับผิดชอบ ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่นได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุด การเอาตัวรอดอาจไม่ใช่เรื่องของการที่“ใครจะรอดก่อน”แต่เป็นคำถามว่า เราจะสร้างวิธีการอยู่รอดที่ทำให้ผู้คนยังสามารถรอดไปด้วยกันได้หรือไม่และที่สำคัญที่สุดคือ “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”

เวที THE MORAL SURVIVAL นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนจากหลากหลายแวดวง เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันถอดรหัส “คุณธรรม” ในวันที่โลกกำลังบีบให้เราต้องเอาตัวรอด