เจาะใจ กฤษน์ ศรีชวาลา ลิขิตอนาคตในวัย 16 ปี สู่เจ้าของธุรกิจระดับหลายหมื่นล้าน

เจาะใจ กฤษน์ ศรีชวาลา ลิขิตอนาคตในวัย 16 ปี สู่เจ้าของธุรกิจระดับหลายหมื่นล้าน

เจาะใจ กฤษน์ ศรีชวาลา ลิขิตอนาคตในวัย 16 ปี สู่เจ้าของธุรกิจระดับหลายหมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

รายการ “เจาะใจ” วันเสาร์นี้ “ดู๋ สัญญา” พาไปร่วมสร้างแรงบันดาลใจและปลุกไฟความฝันกับ  “กฤษน์ ศรีชวาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ กรุ๊ป และ บริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ที่ในอดีตเขาคือเด็กอายุ 16 ปี ที่ปฏิเสธโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่เลือกที่จะก่อตั้งบริษัทของตัวเองในวัย 17 ปี ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจหลากหลายแขนง ที่มีมูลค่าระดับหลายหมื่นล้านบาท พร้อมแนวคิดในการทำงานที่ใช้ “สัญชาตญาณ” นำทาง 

โดยคุณ “กฤษน์ ศรีชวาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ กรุ๊ป และ บริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยกับ “ดู๋ สัญญา คุณากร” ผู้ดำเนินรายการ “เจาะใจ” ว่า “ผมเป็นหลานชายคนโตของตระกูลศรีชวาลา ที่บ้านทำธุรกิจอุตสาหกรรมสิ่งทอ และนำเข้าสินค้าลักซ์ชัวรี ผมสนิทกับคุณพ่อมากเหมือนเป็นเพื่อนกัน ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อไปไหนผมก็ไปด้วย ไปนั่งฟังเขาเจรจาธุรกิจ บินไปต่างประเทศด้วยกันตลอด มันก็เลยทำให้ผมซึมซับเรื่องการทำธุรกิจ การเจรจา และธรรมชาติของมนุษย์มาโดยไม่รู้ตัว ตอนเด็ก ๆ ผมไปเรียนโรงเรียนประจำที่ต่างประเทศแล้วสอบเทียบจบ ม.6 ได้ตอนอายุ 15 ก็เลยเข้าเรียนที่เอแบคก่อน แล้วก็ยื่นสมัครฮาร์วาร์ด และได้รับการตอบรับแต่จังหวะนั้นคุณปู่ท่านมาถามว่า “มีออปชันนะ จะไปเรียนต่อ หรืออยากลองทำธุรกิจดู” ผมมีความชอบเรื่องธุรกิจอยู่แล้ว และมีข้อแม้กับตัวเองว่าถ้าทำ   ผมขอแยกออกมาตั้งบริษัทบริหารเอง ไม่ทำใต้ร่มกงสี สุดท้ายผมเลยเลือกโอกาสในการทำธุรกิจ และปฏิเสธการไปเรียนต่อครับ”

หลังจากที่ปฎิเสธการไปเรียนต่อและมาเริ่มต้นทำธุรกิจในวัย 17 ปี ผลประกอบการเป็นอย่างไร มาเจาะลึกแนวคิด การบริหาร อุปสรรค และถอดรหัสความสำเร็จไปพร้อม ๆ กัน ในรายการ “เจาะใจ” เสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.00 น. ทางช่อง 9MCOT HD กด 30 #เจาะใจ #Johjai #เจาะใจล่าสุด #สร้างแรงบันดาลใจ #ดู๋สัญญาคุณากร #กฤษณ์ศรีชวาลา #Fico #ฟิโก้กรุ๊ป #ฟิโก้คอร์ปอเรชั่น #SharkTankThailand

หล่อตะโกน น้องอคิน ลูกชาย แอริน ขึ้นแท่นนายแบบตัวน้อย

หล่อตะโกน น้องอคิน ลูกชาย แอริน ขึ้นแท่นนายแบบตัวน้อย

หล่อตะโกน น้องอคิน ลูกชาย แอริน ขึ้นแท่นนายแบบตัวน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

ฉายแววซุปตาร์ตั้งแต่เด็กสำหรับ “น้องอคิณ เบญจรงคกุล” ลูกชายสุดที่รักของคุณแม่คนสวย “แอริน เบญจรงคกุล” ที่ล่าสุด รับบทนายแบบถ่ายภาพสุดอบอุ่นร่วมกับคุณแม่แอรินเป็นครั้งแรก เปิดตัว “The 1 Family” บน The 1 App เพื่อยกระดับประสบการณ์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ ผ่านการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัว โดยผสานความร่วมมือภายใต้กลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรชั้นนำ ให้สมาชิกเข้าถึงทุกสิทธิพิเศษได้อย่างสะดวกในที่เดียว ครบจบบน The 1 App

งานนี้ทำเอาคุณแม่แอรินปลื้มปริ่มสุด ๆ เพราะหนุ่มน้อยอคิณสู้กล้องมาก ไม่มีตื่นไฟ นั่งนิ่งให้รัวชัตเตอร์แบบไม่มีงอแง โดยมีคุณแม่นักแสดงและพิธีกรหญิงผู้เต็มไปด้วย Energy และพลังบวก คอยซัพพอร์ตอยู่ข้าง ๆ แจกความสดใสส่งเคมีน่ารักจนแฟน ๆ โดนตกเข้าด้อมทนความคิวท์ไม่ไหว เห็นออร่าตั้งแต่งานแรกขนาดนี้ อนาคตพระเอกและพรีเซนเตอร์คนต่อไปอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน!

สมัครเพื่อเข้าร่วมเป็นครอบครัว The 1 Family ได้แล้ววันนี้ เพียงลงทะเบียนข้อมูลลูกบน The 1 App : https://go.the1.co.th/UohD/tr8pc99x พร้อมรับสิทธิพิเศษที่คัดสรรเพื่อคุณและครอบครัว และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวยุคใหม่ ให้คุณใช้ชีวิตในสไตล์ที่ใช่ พร้อมเติมทุกโมเมนต์ของครอบครัว ภายใต้แนวคิด “OUR FAMILY • OUR STYLE • OUR MOMENTS” 

ดาวน์โหลด The 1 APP เพื่อติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ทั้งบน App Store, Play Store และ Huawei AppGallery https://go.the1.co.th/UohD/tr8pc99x

โดนเข้าแล้ว 3 ชาวเน็ต หอบพานธูปเทียนแพ กระเช้า ไหว้ขอขมา หนิง ปัทมา

โดนเข้าแล้ว 3 ชาวเน็ต หอบพานธูปเทียนแพ กระเช้า ไหว้ขอขมา หนิง ปัทมา

โดนเข้าแล้ว 3 ชาวเน็ต หอบพานธูปเทียนแพ กระเช้า ไหว้ขอขมา หนิง ปัทมา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนสติสายคีย์บอร์ด ล่าสุดได้มมีการเผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ กับบรรยากาศสุดตึงเครียดแต่จบลงด้วยดี เมื่อชาวเน็ตจำนวน 3 ราย เดินทางเข้าพบ “หนิง ปัทมา” ถึงที่บ้านพัก เพื่อยกมือไหว้ขอโทษและทำพิธีขอขมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ หนิง ปัทมา ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีเจรจายอมความใด ๆ ทั้งสิ้น” ใครที่มีรายชื่อเตรียมตัวไปคุยกันต่อในชั้นศาลได้เลย เงินค่าเสียหายทั้งหมดที่ได้จากการชนะคดี จะนำไปบริจาคให้ “มูลนิธิผู้ยากไร้และผู้พิการ” โดยจะไม่เก็บไว้ใช้ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียว

จากภาพเหตุการณ์ ชาวเน็ตทั้ง 3 ราย ได้นำพานธูปเทียนแพ พวงมาลัย รวมถึงกระเช้าผลไม้และกระเช้าของขวัญต่าง ๆ มามอบให้ หนิง ปัทมา พร้อมยกมือไหว้ขอขมาต่อหน้าด้วยความสำนึกผิด หลังก่อนหน้านี้ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น (คอมเมนต์) ในเชิงลบและใช้ถ้อยคำรุนแรง จนถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” เหตุการณ์นี้นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า การพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นบนโลกโซเชียลมิเดียโดยขาดสติหรือใช้ถ้อยคำที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อาจต้องแลกมาด้วยผลกระทบทางกฎหมาย ซึ่งการยกมือไหว้หรือนำกระเช้ามาขอขมาภายหลัง อาจสายเกินไปหากคู่กรณีตัดสินใจดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ตั๊ก บงกช บินลัดฟ้าเช็กอิน ปักกิ่ง พา น้องข้าวหอม เตรียมตัวเรียนต่อแดนมังกร ชมคลิป

ตั๊ก บงกช บินลัดฟ้าเช็กอิน ปักกิ่ง พา น้องข้าวหอม เตรียมตัวเรียนต่อแดนมังกร ชมคลิป

ตั๊ก บงกช บินลัดฟ้าเช็กอิน ปักกิ่ง พา น้องข้าวหอม เตรียมตัวเรียนต่อแดนมังกร ชมคลิป

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่ที่ทุ่มเทให้ลูกชายแบบสุดตัว สำหรับสาว ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล ที่ล่าสุดทำหน้าที่คุณแม่สายซัพพอร์ตเต็มที่ ควงสามีนักธุรกิจหมื่นล้าน เจ้าสัวบุญชัย และลูกชายสุดที่รักวัย 13 ปีอย่าง น้องข้าวหอม บินตรงไปถึงกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อตระเวนดูสถานที่และวางรากฐานการศึกษาต่อในอนาคต

โดยแม่ตั๊กได้เผยภาพความประทับใจผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมโพสต์แซวลูกชายแบบขำ ๆ ว่า “นักเรียนปักกิ่งในอนาคต ไม่รอดแน่นอนพ่อพามาฝากแล้ว” พร้อมติดแฮชแท็กให้แฟน ๆ ได้ยิ้มตามถึงความน่ารักของน้องข้าวหอมที่เชื่อฟังคุณพ่อทุกอย่าง

ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล
น้องข้าวหอม

นอกจากนี้แม่ตั๊กยังได้แชร์คลิปของลูกชายพร้อมลงรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ว่า ครอบครัวตั้งใจพาน้องมาดูมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมตัวเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาจีนในช่วงปิดเทอมชั้น ม.ต้น โดยเจ้าตัวยอมรับว่ามหาวิทยาลัยที่นี่ระบบความปลอดภัยแน่นหนาสุด ๆ ต้องมีการตรวจสอบบัตรอย่างเข้มงวดและต้องติดต่อประสานงานล่วงหน้า ซึ่งงานนี้ได้ คุณฮาร์เวิร์ด มาช่วยเป็นธุระติดต่อให้

น้องข้าวหอม

และแม่ตั๊กยังเผยถึงแผนในอีก 5 ปีข้างหน้าว่า “ปิดเทอมต่อไปก็ต้องมาเรียนภาษา จนกว่าจะจบ ม.6 จริงๆ มหาวิทยาลัยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ถ้าลูกได้ภาษาจีนด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า” พร้อมกับฝากข้อความสุดซึ้งถึงลูกชายว่า “Peking University ต้องเตรียมตัวแลกเปลี่ยนเรียนภาษาตั้งห้าปี แม่เป็นกำลังใจให้ลูกนะ เชื่อป๊านะลูก แม่ดีใจที่ลูกเชื่อป๊านะ ป๊าเขาคิดมาดีแล้ว ลูกแม่สู้ๆ”

ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล
ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล
น้องข้าวหอม
ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล
ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล
น้องข้าวหอม
น้องข้าวหอม
น้องข้าวหอม

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม bong_kod_tak

พลอย เฌอมาลย์ โพสต์ส่งกำลังใจ เจนี่ หลังโดนสาดน้ำกลางงาน เผยเสียใจที่ไม่รู้เรื่อง แต่พร้อมเคียงข้าง

พลอย เฌอมาลย์ โพสต์ส่งกำลังใจ เจนี่ หลังโดนสาดน้ำกลางงาน เผยเสียใจที่ไม่รู้เรื่อง แต่พร้อมเคียงข้าง

พลอย เฌอมาลย์ โพสต์ส่งกำลังใจ เจนี่ หลังโดนสาดน้ำกลางงาน เผยเสียใจที่ไม่รู้เรื่อง แต่พร้อมเคียงข้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

เป็นประเด็นที่แฟนๆ และชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก จากกรณีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ หลังถูกสาดน้ำใส่ในงานแต่งงานของ ณเดชน์-ญาญ่าล่าสุดทางด้านเพื่อนสนิทอย่าง “พลอย เฌอมาลย์” ซึ่งเดินทางมาร่วมงานและอยู่ในบรรยากาศวันนั้นด้วยเช่นกันได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ส่วนตัว (⁠@chermarn⁠)โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพคู่สุดอบอุ่นในสวมกอด‘เจนี่’พร้อมแท็กถึงเพื่อนรัก (⁠@janienineeleven⁠) และระบุข้อความสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยว่า“เรารักของเรานะ ไม่ยอมบอกเราเลย อยู่ข้างเพื่อนเสมอนะ “

ซึ่งในวันเกิดเหตุ‘พลอย’ก็อยู่ในงานด้วยแต่ไม่ทราบเรื่องราวหรือรับรู้เหตุการณ์กะทันหันที่เกิดขึ้น จาก‘เจนี่’โดยตรง แต่ทันทีที่ทราบเรื่อง ก็ไม่ลังเลที่จะออกมาแสดงจุดยืนเคียงข้างซัพพอร์ตเพื่อนรักอย่างเต็มที่ท่ามกลางแฟนคลับที่เข้ามาส่งกำลังใจให้กับ‘สาวเจนี่’อย่างล้นหลามและชื่นชมในมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งคู่ที่คอยซัพพอร์ตกันในทุกช่วงเวลาสำคัญ

ช่อง 7HD เข้าถวายสักการะพระศพ และวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ช่อง 7HD เข้าถวายสักการะพระศพ และวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ช่อง 7HD เข้าถวายสักการะพระศพ และวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ร่วมถวายสักการะพระศพ และวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) นำโดย คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ คุณวิโรจน์ บุญศิริรุ่งเรือง กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ คุณสุณี ปริปุณณะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ คุณนิศารัตน์ นันทะศิริ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และ คุณภาวิณี ติรนันท์มงคล รองบรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าว พร้อมด้วยนักแสดง หลุยส์ เฮส ฮาน่า ลีวิส ตลอดจนผู้ประกาศข่าว สวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา กมลาสน์ เอียดศรีชาย ร่วมถวายสักการะพระศพ และวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ขอน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะน้อมนำพระปณิธานและพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการ ซึ่งทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสืบไปสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์  www.ch7.com                                   

Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab  มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี - ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ผลงาน “หม้อนอน” (Bedpan) จากขยะพลาสติกทางทะเล ออกแบบโดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต และ อ.อรสุธา ทัพโภทยาน โดยศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการ Upcycling for Life มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ คว้ารางวัล “DEmark Award 2026” หมวดสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภายใต้ความใส่ใจที่ยึดโยงกับแนวคิด One Health ซึ่งเชื่อว่าสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน

“เรามักมองอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเครื่องมือสำหรับการรักษา แต่การออกแบบมีบทบาทในการทำให้การรักษาเป็นประสบการณ์ที่อ่อนโยนขึ้น เพราะความสบายใจของผู้ใช้งานนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเช่นกัน ทีมออกแบบได้ชุบชีวิตขยะพลาสติกทางทะเลให้กลายเป็นอุปกรณ์บริบาล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ฟื้นฟูระบบนิเวศแต่ถูกคิดมาอย่างละเมียดละไมเพื่อโอบกอดความรู้สึกของผู้ป่วย ผู้สูงวัย และผู้ดูแลในวันที่อ่อนแอที่สุด”

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต กล่าวว่า การเดินทางของหม้อนอนใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของนักออกแบบเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจากโมเดลความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ และ มก.ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัย โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่าง HMC Polymer เข้ามาช่วยพัฒนาและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง และ JCJ Double Lock ที่มารับหน้าที่ออกแบบแม่พิมพ์พร้อมฉีดขึ้นรูปอย่างประณีต

“ความร่วมมือทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเบื้องหลังรูปทรงที่ดูละมุนตา ซึ่งถอดรหัสเส้นสายจากธรรมชาติให้สอดเข้าใต้ร่างกายได้อย่างนุ่มนวล ช่วยกระจายแรงกดทับและลดความเจ็บปวด ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน ไม่เย็นเฉียบจนสร้างความกังวลใจ ช่วยคืนศักดิ์ศรีและฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เข้าใจหัวใจของผู้ดูแล ด้วยโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้ 120 กิโลกรัม จุของเหลวได้ 2 ลิตร พร้อมดีไซน์ร่องเทของเสีย ฝาปิด และมือจับที่ช่วยให้จัดการความสะอาดได้ง่ายและถูกสุขลักษณะ เป็นงานออกแบบที่เล่าเรื่องราวความยั่งยืน ผ่านการดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมๆกัน” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน Connections Through Culture (CTC) ประจำปี 2569 สนับสนุนความร่วมมือด้านความคิดสร้างสรรค์แบบทวิภาคี การแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม และความร่วมมือระยะยาวระหว่างองค์กรสร้างสรรค์ ในสหราชอาณาจักรและ 35 ประเทศที่เข้าร่วมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยในปีนี้ได้มีการขยายขอบเขตการให้ทุนเพิ่มขึ้น ให้ครอบคลุมทุนสำหรับงานเบียนนาเล่ สาขาทัศนศิลป์ และหรือทุนสำหรับงานเบียนนาเล่และเทศกาลด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และแฟชั่น ซึ่งการขยายขอบเขตของโครงการในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดแพลตฟอร์มสนับสนุนแบบครบวงจร ด้านการแสดงออกทางศิลปะในหลากหลายแขนง ตั้งแต่ทัศนศิลป์และดนตรี ไปจนถึงวรรณกรรม ศิลปะการแสดง สถาปัตยกรรม การออกแบบ และภาพยนตร์

มร.แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทุน Connections Through Culture ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่สอดรับกับพันธกิจของบริติช เคานซิล ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในช่องทางสร้างความร่วมมือระยะยาวที่มีความหมายระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ผ่านการเปิดโอกาสให้ศิลปินและบุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง

สำหรับการเปิดรับสมัครในรอบปี 2569 นี้ บริติช เคานซิล เปิดกว้างสำหรับศิลปิน บุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ตลอดจนองค์กร เครือข่ายความคิดสร้างสรรค์ เทศกาล และงานเบียนนาเล่ต่างๆ โดยโครงการที่มีสิทธิ์รับทุนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ร่วมงานอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และพันธมิตรอีกหนึ่งรายที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการจะต้องมีพันธมิตรอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และอีกหนึ่งรายจากประเทศที่มีสิทธิ์เข้าร่วม โดยวงเงินสนับสนุนจะแตกต่างกันตามพื้นที่ ดังนี้ สูงสุด 15,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : บังกลาเทศ  ปากีสถาน , สูงสุด 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง: จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม , สูงสุด 5,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กิจกรรมที่มีสิทธิ์รับการสนับสนุน ได้แก่ การร่วมสร้างสรรค์ผลงาน (co-creation), โครงการพำนักศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ (residencies), การวิจัยและพัฒนา, นิทรรศการความร่วมมือ และกิจกรรมสาธารณะ โดยการเปิดรับสมัครโครงการ CTC จะปิดในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59 น. (ตามเวลา BST)

ผู้สมัครควรศึกษาคู่มือการสมัครประจำปี 2569 และคำถามที่พบบ่อย (FAQs) ฉบับสมบูรณ์จากแหล่งข้อมูลทางการอย่างละเอียดก่อนส่งใบสมัคร รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.britishcouncil.or.th

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหา “วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร” ที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.หาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

“ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง

แม้หลายหน่วยงานจะพยายามส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร แต่ก็ยังมีวัสดุเหลือทิ้งอีกจำนวนมากที่รอการจัดการอย่างเหมาะสม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการเผาแบบใช้ออกซิเจนน้อย หรือที่เรียกว่า Pyrolysis ซึ่งทำให้เกิดควันน้อยกว่าการเผาทั่วไป แต่ได้ถ่านชีวภาพที่มีรูพรุนจำนวนมากในเนื้อถ่าน คุณสมบัติสำคัญของไบโอชาร์ คือสามารถกักเก็บน้ำ อากาศ แร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้ จึงช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของไบโอชาร์ คือสามารถผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพด ฟางข้าว เปลือกไม้ กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ ทำให้ของที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” สามารถกลับมาสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว ไบโอชาร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้เป็นเวลานาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดภาวะโลกร้อน หลายประเทศจึงเรียกไบโอชาร์ว่า “Black Gold” หรือ “ทองคำดำ”

คุณสมบัติด้านการกักเก็บคาร์บอนนี้ ยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” เพราะคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรในอนาคต แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอชาร์ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรรักษ์โลก หรือ Eco Brand เพราะสะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว “ไบโอชาร์” อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ที่ช่วยเชื่อมโยงการเกษตร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และอาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหา PM2.5 และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคตได้จริง

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เดินหน้าขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ได้แก่ 1.การประเมินคุณภาพภายนอกอย่างโปร่งใส 2.การสร้างการมีส่วนร่วม 3.การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก 4.มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก และ 5.การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน พร้อมกำหนดค่านิยม “PRIDE” กระตุ้นการมีส่วนร่วมทุกองคาพยพเพื่อสร้าง “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและ AI และความคาดหวังของผู้ปกครองต่อคุณภาพการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้เพื่อให้การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเกิดรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดเป็น 5 ยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความโปร่งใส (Transparency) โดยการพัฒนาระบบการประเมินรูปแบบดิจิทัลที่รายงานผลแบบ Real-time และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ , ยุทธศาสตร์ที่ 2 การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา , ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ประเมิน (Quality Assessor) เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากร สมศ. และผู้ประเมินภายนอก ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประเมินขั้นสูง , ยุทธศาสตร์ที่ 4 มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม (Training Curricular Standard) มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่สูงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก , ยุทธศาสตร์ที่ 5 เทคโนโลยี (Technology) นำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการประเมิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  

“เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดค่านิยมองค์กร เป็นรากฐานการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจสำหรับบุคลากร อันจะส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “PRIDE” ซึ่งหล่อหลอมมาจากการทำงานที่ยึดหลักความเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญในทุกการดำเนินงาน (P – Professionalism) ผสานกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและดีงามกับทุกภาคส่วน (R – Relationships) โดยดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เที่ยงธรรม โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน (I – Impartiality) ตลอดจนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อถอย (D – Determination) เพื่อนำพาองค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกกระบวนการของการประเมินคุณภาพการศึกษา (E – Excellence)” ศ.ดร.องอาจ กล่าวและว่า กลไกสำคัญที่สุดที่จะทำให้การศึกษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงคือ “ผู้รับบริการ” ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอน ไม่นิ่งเฉยต่อการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพ โดย สมศ. พร้อมเป็นพันธมิตรรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปสู่การพัฒนา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลดภาระที่ไม่จำเป็นสำหรับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการผสานพลังระหว่างเสียงสะท้อนจากสังคมร่วมกับการสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งพัฒนาสถานศึกษา นำไปสู่ “Quality Education for all Thais” หรือ “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”