ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ  และบริษัท Dassault Systèmes  สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลก

โดยในช่วงเช้าคณะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ เพื่อรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านช่างอากาศยาน นักเทคนิคการบิน และบุคลากรด้านการขนส่งทางอากาศ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ฝึกปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ และโรงฝึกซ่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-based Learning) ควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที

“รูปแบบการจัดการศึกษาของ AFMAÉ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคนด้านการบินและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการบิน วิศวกรรม และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมุ่งยกระดับมาตรฐานการอาชีวศึกษาไทยสู่ระดับสากล” นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมบริษัท Dassault Systèmes บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและแพลตฟอร์ม Virtual Twin เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบ พัฒนา และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Product Lifecycle Management: PLM) โดยได้รับฟังการสาธิตการใช้งานแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ซึ่งสามารถสร้างแบบจำลองเสมือนของผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องยนต์ โรงงาน สายการผลิต และระบบคลังสินค้า เพื่อจำลอง วิเคราะห์ และปรับปรุงประสิทธิภาพก่อนดำเนินการจริง ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและการผลิต

“โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI, Virtual Twin และ Smart Manufacturing ซึ่งกำลังพลิกโฉมการออกแบบ การผลิต และการทำงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะด้านเทคนิค ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษาได้เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ใช้จริงในบริษัทชั้นนำระดับโลก เชื่อมโยงห้องเรียนกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ” รมว.ศธ. กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้หารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง AFMAÉ และ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของประเทศไทย โดยในด้านอุตสาหกรรมการบิน ได้หารือความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนครูและผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพครูโดยผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการบิน (Aviation Center) ในประเทศไทย ขณะที่ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ได้หารือถึงการพัฒนาครูด้านเทคโนโลยี การสนับสนุนซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา การจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Center) เพื่อพัฒนาทักษะด้าน Virtual Twin และ Smart Manufacturing ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ รวมถึงการผลักดันการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เพื่อให้ผู้เรียนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์แชมพูอาบน้ำต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันมะนาว : PUSSYPUR SHAMPOO (แชมพูพลัสซี่เพอร์)” ผลงานสร้างสรรค์จาก โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการคันบริเวณผิวหนังจากเชื้อราของสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันหอมระเหยไทย เปลี่ยนคุณค่าจากพืชพรรณไทยให้กลายเป็นเกราะปกป้องผิวสี่ขาอย่างล้ำลึก  โดยมี นางรัตนศิริ จิวานนท์  นักวิจัย ศนส. วว. เป็นหัวหน้าโครงการ

“3 พลังปกป้อง พิสูจน์จริงด้วยวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่แค่แชมพูทั่วไป แต่ PUSSYPUR SHAMPOO คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อคืนผิวสุขภาพดีและขนที่นุ่มสวยให้สัตว์เลี้ยง เพราะสยบเชื้อราต้นเหตุ มีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อราก่อโรคกลากและเกลื้อนในสัตว์เลี้ยงโดยตรง ลดอักเสบทันใจ ช่วยต้านการอักเสบอย่างตรงจุด โดยยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ ($NO$) ในเซลล์ผิวหนังชนิดแมคโครฟาจ (RAW 264.7) ช่วยบรรเทาอาการแดงและระคายเคืองได้อย่างดีเยี่ยม และปลอดภัยระดับสูงสุด โดยผ่านการประเมินความปลอดภัย ความเป็นพิษเฉียบพลันทั้งทางปากและทางผิวหนัง จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยน ไม่ระคายเคือง แม้สัตว์เลี้ยงเผลอเลีย

ด้วย “มาตรฐานเข้มงวด มั่นใจได้” วว.คัดสรรและควบคุมคุณภาพ มีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด ตั้งแต่วัตถุดิบน้ำมันมะนาวบริสุทธิ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์คงตัว เนื้อแชมพูมีความคงตัวสูงเมื่อเก็บในอุณหภูมิห้องยาวนาน 6 เดือน และมีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 2 ปี พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์  ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ซับซ้อน สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง โดย วว. พร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจร่วมส่งต่อสุขภาพดีสู่สัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ

สำหรับวิธีใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ชโลมตัวสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำสะอาดให้ทั่ว อาบหรือฟอกแชมพูลงบนผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาโดยไม่ต้องผสมน้ำ ฟอกทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อผิวหนังที่แข็งแรงและมีความสุขของสัตว์เลี้ยง

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

อาจารย์เทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ พัฒนา Metaverse Lab-XR นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน ช่วยนิสิตฝึกฝนทักษะด้านปฏิบัติการในห้องแล็บ และพัฒนาซอฟต์สกิลเพื่อการทำงานจริงในโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมนิสิตสำหรับการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในอนาคต

สำหรับนิสิตเทคนิคการแพทย์ ทักษะการทำงานในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ทักษะจะเกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญได้นั้นต้องอาศัยชั่วโมงบินในการฝึกฝน  ซึ่งเรื่องนี้ “เคย” เป็นอุปสรรคสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Micrology)

“ในการเรียนวิชานี้ นิสิตจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน จากนั้นจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในห้องแล็บจำลองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งทางภาควิชาจะเตรียมห้องแล็บให้พร้อมสำหรับนิสิตราว 100 คน แต่นิสิตเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้เร็ว ในขณะที่นิสิตบางคนเพิ่งเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในห้องแล็บ ยังไม่ทันจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนั้นๆเวลาก็หมดแล้ว และต้องผ่านไปเรียนหัวข้อใหม่” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร วรศิลป์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้น Metaverse Lab-XR นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเทคนิคการแพทย์ ที่เพิ่งได้รับรางวัล Excellent Innovation ผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษาดีเด่น จากกระทรวง อว. เมื่อเดือนกันยายน 2568

“เราอยากเห็นนิสิตทุกคนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะไปต่อในบทเรียนถัดไป” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวถึงความตั้งใจในการออกแบบนวัตกรรม “ใน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้เรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติการทางแล็บผ่านโลกเสมือนจริง “ในสภาพแวดล้อมของห้องแล็บในโรงพยาบาล” ที่ซึ่งนิสิตจะต้องไปทำงานภายหลังจากการสำเร็จการศึกษา ในโลกเสมือนจริงนี้ นิสิตจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ การบริหารจัดการในห้องแล็บ การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ และฝึกฝนทุกทักษะสำคัญที่นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมี” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า ห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เปิดใช้จริงตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ให้นิสิตเข้าไปทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะทางแล็บเพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อได้ตามที่ต้องการ

“นิสิตสามารถฝึกปฏิบัติการทางแล็บในโลกเสมือนจริงโดยอิสระด้วยตัวเอง ถ้าคนไหนรู้สึกว่าตนเองยังปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ไม่น่าพอใจก็เข้าไปฝึกได้อีกเท่าที่ต้องการ และในตอนท้ายของการฝึกแต่ละบทเรียน ก็จะมีการประเมินว่านิสิตปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่”

การฝึกแบบนี้จะ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นิสิตทุกคนจะมีระดับการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกันและสามารถไปต่อบทเรียนถัดไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความพร้อมให้นิสิตสำหรับการปฏิบัติการในห้องแล็บจำลอง

“วิชา Clinical Microbiology เป็นวิชาปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งนิสิตจะต้องฝึกวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง การจัดแล็บจำลองให้กับนิสิตต้องใช้เวลา บุคลากร และการเตรียมสิ่งส่งตรวจ เราต้องเตรียมเชื้อจุลชีพสายพันธุ์ต่างๆมาให้นิสิตได้เรียน ซึ่งใช้เชื้อจุลชีพจำนวนมากประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขยะติดเชื้อนั้นอย่างคุ้มค่าเนื่องจากนิสิตยังมีทักษะและประสบการณ์การลงมือปฏิบัติที่ไม่มากพอ”

“การเรียนรู้ผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับการทำแล็บในโลกเสมือนจริง เมื่อมีความคล่องแคล่วและคุ้นเคยแล้ว การไปฝึกฝนจริงในห้องแล็บจำลองก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากตัวอย่างทางชีวภาพติดเชื้อมากกว่า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อด้วย” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ในบรรดาโรคติดเชื้อต่างๆ ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เลือกนำร่องการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ด้วยการจัดแล็บเพื่อวินิจฉัย “โรคติดเชื้อรา”

“เชื้อราที่นำมาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนในห้องแล็บจำลอง เช่น ชิ้นเนื้อ เส้นผม ผิวหนัง น้ำตา น้ำไขสันหลัง เลือด ซึ่งจัดว่าเป็น Bio Hazard ทั้งสิ้น เชื้อราสามารถติดทางลมหายใจได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อนิสิต เราจึงให้นิสิตเรียนใน Metaverse Lab-XR เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างทักษะความชำนาญการก่อนเข้าห้องแล็บจำลอง”

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร อธิบายการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ว่า นิสิตจะเหมือนกำลังปฏิบัติการอยู่ในแล็บของโรงพยาบาล ต้องตรวจเชื้อรากลุ่มต่างๆ และมีสถานการณ์จำลองให้นิสิตแก้ปัญหา เช่น การเรียกชื่อคนไข้ผิด ตัวอย่างที่ส่งมาไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถามถึง การตรวจเชื้อราไม่พบทั้งที่คนไข้มีอาการของโรคติดเชื้อราชัดเจน เป็นต้น

“เมื่อนิสิตเรียนเสร็จ ก็จะเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ เราจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเรียกว่า Facilitator มาสรุปให้นิสิตฟังว่า ในสถานการณ์นั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น การเรียกชื่อคนไข้ไม่ตรงกับตัวอย่างตรวจ ตัวอย่างที่ตรวจไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถาม หรือการไม่พบเชื้อราทั้งที่คนไข้มีอาการและประวัติที่บ่งชี้ถึงโรคติดเชื้อราชัดเจน” ทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนาสถานการณ์จำลองโรคติดเชื้อทางแบคทีเรีย ลมหายใจ ไวรัส รวมทั้งพัฒนาความยากของแต่ละสถานการณ์ โดยเน้นผู้ป่วยที่มีโรคเบื้องหลังและมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวต่อไปว่า นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีทักษะที่เป็น non-technical skills ด้วย ในการเรียนผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจึงจะได้ฝึกทักษะด้านที่เป็นซอฟต์สกิลไปด้วย

“นักเทคนิคการแพทย์ต้องมีทักษะการสื่อสารอย่างไร้รอยต่อ และมีทักษะการทำงานสอดประสานกับสหวิชาชีพ – จะสื่อสารอย่างไรกับหมอ พยาบาล เพื่อให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเรื่อง Critical Management ไม่ใช่ First Come, First Serve (มาก่อนได้ก่อน) ต้องมีทักษะประเมินว่าคนไข้คนนี้อยู่ในขั้นอันตรายแล้ว ผลต้องออกมาก่อนคนไข้ทั่วไป ต้องมีต่อม “เอ๊ะ!” ว่าคนนี้มีอาการเหมือนเป็นโรคติดเชื้อ แต่ทำไมผลออกมาไม่พบเชื้อรา มีอะไรที่ผิดพลาดไป นิสิตต้องสืบสวนกลับมาให้ได้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เล่าตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนว่า เริ่มจากทักษะ Pre Analytical ก่อนรับ Specimen (สิ่งส่งตรวจ) มาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบชื่อคนไข้ จากนั้นจึง Analyze นิสิตต้องมีความรู้ว่าจะเลือกน้ำยาทดสอบกลุ่มไหน รวมถึงการอ่านประวัติคนไข้แล้วไปตรวจสอบว่าสิ่งตัวอย่างที่ได้รับมาสมเหตุสมผลกับอาการคนไข้หรือไม่ หรือตัวอย่างที่ส่งมาสมเหตุสมผลที่จะแก้โจทย์ที่หมอมีในใจว่าคนไข้ติดเชื้อราชนิดนี้หรือเปล่า ถ้าทำไปแล้วไม่สมเหตุสมผล นิสิตจะต้องมีทักษะในการสื่อสารกลับไปยังแพทย์แล้วว่าคิดอย่างไร

“การที่เราดึงดันทำ แล้วไม่สมเหตุสมผล ผลเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย งานในห้องแล็บเราก็เยอะขึ้น คนไข้อื่นก็ไม่ได้ตรวจ หมอก็ไม่ได้รับคำตอบที่กำลังสงสัย และที่แย่ไปกว่านั้น คนไข้ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังรอผลที่ล่าช้าอีก ทั้งที่ควรได้รับการรักษาเร็วกว่านี้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า จากการสังเกตและการทำวิจัย พบว่า Metaverse Lab-XR ช่วยให้การเรียนของนิสิตดีขึ้นราว 20% เหนือกว่าความสนุกเราได้พบข้อดีของการเรียนรู้ในโลกเสมือนที่คาดไม่ถึง “นิสิตบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยด้านจิตใจ เวลาที่ทำแล็บแล้วมีอาจารย์อยู่กับเขา ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขารู้สึกอายเพื่อน อายอาจารย์ แต่เขาอยากเก่ง การที่ได้ฝึกฝนทักษะในแล็บเสมือนที่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งเขาเก่ง พอกลับมาทำงานในแล็บจำลอง เขาทำได้ดีขึ้นและมีความภูมิใจในการนำเสนอ”

นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ แต่วันข้างหน้าหวังอยากเห็นแล็บเสมือนเช่นนี้แพร่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและแล็บเทคนิคการแพทย์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“อยากให้นวัตกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของห้องแล็บ เราคิดค้นนวัตกรรมให้นิสิตจุฬาฯ ได้ใช้ก่อน ในอนาคต อยากจะใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย และอยากให้แล็บเทคนิคการแพทย์ได้ใช้ทั่วประเทศ เทคนิคการแพทย์มีหลายทักษะมาก มีหลายสาขาเฉพาะทาง ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างห้องแล็บเสมือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการเทคนิคการแพทย์เร็วมาก”

“Metaverse Lab-XR จะเสริมสร้างทั้ง Non-technical และ Technical Skills ของนักเทคนิคการแพทย์ และช่วยทลายกำแพงห้องแล็บที่กั้นระหว่างนักเทคนิคการแพทย์กับสหวิชาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวทิ้งท้าย

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด และบริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพบัณฑิต พัฒนาบุคลากร และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ พิธีลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ.

โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญาทิพ พิชิตการค้า คณบดีคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สานนท์ บุญมี กรรมการบริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด องค์กรผู้ขับเคลื่อนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมให้ทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และ ดร.รุ่งรัตน์ สร้อยเงิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการจัดการพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ยาวนานกว่า 20 ปี

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับศักยภาพบุคลากร ทั้งในภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบ สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริงจากสถานประกอบการ ผลิตบัณฑิตคุณภาพที่ “จบแล้วพร้อมทำงานได้ทันที” ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และร่วมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไปในอนาคต

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงทฤษฎีในห้องเรียนเข้ากับการปฏิบัติงานจริงในอุตสาหกรรมยั่งยืนและการบริหารจัดการยุคใหม่

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

“สีหศักดิ์“ ร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ไทยย้ำความสำคัญการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

โดยนายสีหศักดิ์ ได้ร่วมหารือแนวทางเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) อาเซียน – จีน ซึ่งครบรอบ 5 ปี ในปีนี้ โดยได้ผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลการเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลง การค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) 3.0 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 

ไทยยังย้ำความสำคัญของการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร อันจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งของภูมิภาคในระยะยาว ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

นายกฯ เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทย–จีน มั่นคงแข็งแกร่ง ยัน รบ. พร้อมสนับสนุนการลงทุน -สร้างพันธมิตรทางการค้า ลั่น ใครขวางจบไม่สวย ความมั่นใจ ปท. มีความมั่นคง -ไม่ให้ใครคุกคาม

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand – China Cooperation Expo 2026 โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการชั้นนําของไทยและจีนเข้าร่วมงาน 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ด้านนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ขึ้นเวทีกล่าวรายงานการจัดงานเป็นภาษาจีน ก่อนช่วงท้ายพูดเป็นภาษาไทยว่า ขออำนวยการให้งานนี้จงประสบผลสำเร็จและสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ที่จะให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้สึกหวานชื่นเหมือนกับเพลง “เถียนมี่มี่”ที่นายกฯได้กรุณาให้เกียรติไปร้องที่งานเลี้ยงของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ท้ายสุดนี้ ขอยืมคำของนายก ฯ“เจียโหยวไท่กั๋ว เจียโหยวจงกั๋ว เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้า Thailand – China Cooperation Expo 2026

จากนั้นนายกฯ กล่าวปาฐกถาว่า เมื่อสักครู่ท่านอุปทูต ได้สอนภาษาไทยตน ซึ่งตนได้ถามว่า ตำแหน่งทางการคือราชทูตประจำประเทศไทยใช่หรือไม่ ซึ่งท่านอุปทูต บอกว่าต้องเรียกว่าอุปทูต ถือว่าภาษาไทยของท่านมีความแข็ง ตนก็หวังว่าจะได้เสี้ยวหนึ่งในการพูดภาษาจีน การที่ตนพูดจีนไม่คล่องทำให้ต้องร้องเพลง และสิ่งที่อุปทูตมีคำพูดกับพวกเราก็คงทำให้ความสงสัย ความกังวล ความแคลงใจใดๆ และผู้ที่กังวลว่า ตนร้องเพลง เถียนมี่มี่เหมาะสมแก่กาลเทศะที่ประเทศจีนหรือไม่ ก็คงจะผ่านพ้นไปด้วยไปด้วยดี

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า งานแสดงสินค้า Thailand – China Cooperation Expo 2026 ถือว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพราะความสัมพันธ์ของประเทศจีนและไทย กำลังก่อตัวเพื่อให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่ง เพื่อให้เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ พี่น้องกัน ประเทศที่เป็นครอบครัวเดียวกันในช่วงเวลาที่โลกของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน เราต้องกำหนดทิศทางความร่วมมือและกำหนดท่าทีของความสัมพันธ์มิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและ ประชาชน 

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับไทยและจีนเรื่องการก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ยาก  เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน  เป็นความผูกพันที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้สองประเทศมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พร้อมยกระดับความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ร่วมกันตลอดเวลาที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว เราได้ฉลองครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน  แต่คำว่าครบรอบ 50 ปี เป็นเพียงคำศัพท์ที่เป็นทางการ เพราะประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์เป็น 1,000 ปี ความสัมพันธ์ไทยกับจีน ย้อนเวลากลับไปจนเราไม่สามารถคิดได้ว่า เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ เราอยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน ทุกท่านในห้องนี้ตนเชื่อว่า 80% มีเชื้อสายจีนพูดจีนได้ทุกคน ตนก็เป็นคนจีน จีนแต้จิ๋ว คือแซ่ตั้ง จีนกลาง แซ่เฉิน จีนกวางตุ้งคือ แซ่ชั้น หากเรารวมยอดสามเหลี่ยมขึ้นไป ซัก 20 เจนเนอเรชั่น เราอาจจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็ได้ บรรพบุรุษของเราอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้ ก่อนที่จะแตกสาขาออกมา จนเรามาอยู่ในประเทศไทย และได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารให้มีชีวิตที่ดี แต่เราก็ไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องแสวงหาความร่วมมือกับประเทศจีน เป็นความจำเป็น เราอยู่ใกล้กัน เรามีประวัติประวัติศาสตร์ร่วมกัน ประเทศจีนในฐานะที่ประเทศที่ใหญ่ มีประชากรมากลงทุนงบประมาณ ในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งต่างๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ และแสวงหาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับประเทศจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนไปเยือนจีนไปพบกับบริษัทชั้นนำ หลายบริษัทให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย ยินดีที่จะเข้ามาลงทุนสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจร่วมกับประเทศไทย ประเทศไทยของเราก็แสดงถึงความพร้อมที่จะทำให้เขามาลงทุนที่นี่แล้วเขาคุ้มค่ากับการลงทุน สามารถที่จะขยายกิจการได้ จ้างคนงานของเรา ได้เพิ่มยอดขายของเขาได้ อย่าไปกังวล

นายอนุทิน กล่าวว่า พอตนกลับมาจากจีนก็เจอนักวิชาการบางคนบอกว่า เขามาลงทุนแต่เขาไม่ได้ทรานเฟอร์เทคโนโลยี แล้วเขาจะไปจ้างชาวเกาะที่ไหนมาทำงาน เขาก็ต้องจ้างคนไทย จ้างเอนจิเนียร์ไทย การทรานเฟอร์เทคโนโลยีไม่ใช่มานั่งเปิดหนังสือ การที่เราได้ฝึกทักษะ การที่เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ประชุมหารือวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ นั่นคือทรานเฟอร์เทคโนโลยีอย่างนึง แล้วยังบอกว่า ซัพพลายเชนของจีนล้วน ก็นี่เป็นธุรกิจใหม่ เป็นนวัตกรรมใหม่ เราต้องการเทคโนโลยีขั้นสูง สินค้าที่ผลิตจากเทคโนโลยีขั้นขั้นสูงมาประเทศไทย ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่มา เราก็ไปทำความมั่นใจให้มา พอเขามา ก็บอกว่าซัพพลายเชนใช้ของจีนหมดเลยมันไม่ใช่ ของไทยก็มี อย่าให้ข้อมูลที่ผิดกับประชาชนคนไทย ต่อให้เขาใช้ของจีนหมดในระยะเวลาอันสมควร ทุกอย่างก็จะมีการต่อยอดสร้างซัพพลายเชนขึ้นมา ในที่สุดประเทศไทยเราได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าเขาไม่มา เราก็จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์อื่นๆ ว่า ประเทศไทยไม่มีปัญญาหาเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาอยู่ดี ฉะนั้นรัฐบาลจะมานั่งวิตกกังวล หรือแคร์เสียงนก เสียงกาแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลมั่นใจอย่างเดียวว่า ถ้าทำแล้วคนไทยได้ประโยชน์ เงินหลั่งไหลเข้าประเทศ ผลิตสินค้าในประเทศและส่งออกไป กำไรมาก กำไรน้อย มันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม เราเปิดโอกาสเสมอในการลงทุนของต่างประเทศ อะไรที่เป็นตัวอย่างที่ดี เราต้องให้ความร่วมมือ ศึกษา และนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย แต่จะไม่ใช้คำว่า “ก๊อปปี้” เราต้องสร้างพันธมิตร สร้างความไว้ใจ และทำงานร่วมกัน จะได้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางการค้าอย่างเต็มที่ ตอนนี้บีโอไอมี Thailand FastPass มีอะไรติดต่อที่บีโอไอได้ที่เดียว ไม่ต้องไปวิ่งทุกโต๊ะ ทุกกระทรวงอย่างที่ผ่านมา ถ้าใครทำเช่นนั้น คนที่ทำแบบนั้นกับท่านจบไม่สวยแน่นอน ตนไม่มีอะไรต้องกังวล คนที่ไปขัดขวาง หรือเป็นอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล เขาจะมาอยู่บนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของพวกเราไม่ได้ ขอให้เชื่อตนไม่ยอมเรื่องพวกนี้ มันหมดเวลาไปแล้วสำหรับคนที่ไร้ความรู้สึก ไม่ได้สนใจเงินเดือนใช้ทุกเดือนไม่ได้สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร เวลานั้นหมดไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของท่าน วันนี้เราไม่มีภาคเอกชนไม่ได้ เพราะรัฐบาลจะประสบความลำบากอย่างแสนสาหัส ถ้าจะให้รัฐบาลลดการลงทุน ลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร ท่านอย่าลงทุนเลยไม่เกินปีรัฐบาลไม่มีเงินมาจ่ายเงินเดือน 

นายกฯ กล่าวว่า พวกเรารู้ว่างบประมาณการใช้จ่ายของรัฐมาจากไหน เรามาอยู่ในยุคนี้ข้าราชการไม่ใช่เจ้าคนนายคน ข้าราชการคือผู้ให้บริการ ผู้อำนวยความสะดวก ผู้ที่จะต้องประสานงานทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจอย่างเดียว นี่คือค่านิยมใหม่ที่รัฐบาลเร่งปลูกฝัง และตนมั่นใจว่าข้าราชการในยุคนี้ ส่วนใหญ่เข้าใจถึงความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างดี ตนต้องขอขอบคุณท่าน ในช่วงเศรษฐกิจที่ผันผวน ความไม่แน่นอนเรื่องของพลังงาน คนอื่นเขาทะเลาะกันเราก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ปัญหาที่มีเราใช้เวลาแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ตนเชื่อมั่นว่างานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ ที่ทรงคุณค่า มีปัญหาสิ่งใดพวกเราพร้อมที่จะประสานงานแก้ไขปัญหาให้กับพวกท่านอย่าง เราอยู่ได้เพราะท่านขอให้จำคำนี้ไว้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“วันนี้หัวหน้ารัฐบาลมาบอกว่า ไม่มีผู้ประกอบการ ไม่มีพวกท่าน รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ขอให้ท่านได้เชื่อมั่นว่า เราจะดำเนินให้การสนับสนุนเต็มที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขอให้ท่านทำสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่างๆพวกเราจะดำเนินการปลดทุกอย่างเพื่อให้ท่านได้รับความสะดวกให้มากที่สุด ไม่มีอะไรน่ากังวล สถานการณ์ด้านความมั่นคง ขอท่านทั้งหลายวางแผนเหมือนประเทศมีความปกติทุกอย่าง ประเทศไทยไม่มีใครรุกรานได้ ไม่มีใครคุกคามได้ เราได้แจ้งกับมิตรประเทศของเราทุกคนแล้วว่า เราอยู่ของเราดีๆ อย่ามาคุกคาม แต่ถ้าเข้ามาคุกคามเราก็เบรก ไม่อยู่เหมือนกัน ฉะนั้นต่างคนต่างอยู่ดีกว่าแล้วค่อยหาวิธีที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กัน อย่าคุกคามกัน อย่าก้าวล่วงกัน ผมมั่นใจว่าประเทศไทยของเรามีความพร้อมและสามารถที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ปลอดภัยจากการคุกคาม ใครที่จะวางแผนทำธุรกิจวางแผนไปเลยไม่ต้องกังวลในเรื่องของความมั่นคง ประเทศไทยมีความมั่นคงมาก ความปลอดภัยในประเทศต้องมี คนที่อยู่ในประเทศไทยถ้าไม่เข้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยงจะต้องมีความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ ฝ่ายปกครองจะต้องบันดาลความปลอดภัยให้กับทุกท่าน ไม่มีเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบคนต่างชาติ ไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ และทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี ผมให้ความมั่นว่าเราจะทำได้ ผมเป็นนายกฯ มา 10 เดือน เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยมา 3 ปี เส้นสนกลในรู้หมด “ นายกฯ กล่าว

จากนั้น นายกฯเยี่ยมชมบูธทั้งจากผู้ประกอบการจีนและไทยภายในงาน และได้ลองชิมชาผู่เอ๋อร์ ต้าอี้ เป็นแบรนด์ชาผู่เอ๋อร์ชั้นนำจากมณฑลยูนนาน รสชาติกลมกล่อม เป็นที่นิยม และรอนั่งโดรนสำหรับโดยสารไร้คนขับ

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

’วันนอร์‘ สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวดหดหู่ของปัญหายาเสพติด ’คนท้อง‘ ถูกจับขายยาต้องคลอดลูกใน ‘คุก’ จนท.รู้เห็น สายตาต่างชาติมองไม่ดี ไทยเป็นทางผ่าน ’ยานรก‘ ปราบยังไงก็ไม่หมด คนผิดไม่กลัวติดตาราง-กฎหมาย อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า บี้ ’รัฐบาล‘ สางปัญหาจริงจังลงถึงระดับจังหวัด-ตำบล-หมู่บ้าน ฝาก ’มท.-ตร.‘ ผนึกกำลังทำงาน ช่วยมาแจงแผนสางปม
 
วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ.ฯคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา21 งบประมาณกระทรวงยุติธรรม โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.งบฯปี70 อภิปรายตอนหนึ่งถึงงบฯของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมว่า งบฯของป.ป.ส.ที่ปีนี้ได้รับจัดสรรจำนวน2,500กว่าล้านบาท ลดลงกว่าปีที่แล้ว200ล้านบาท แต่ยังไงก็ไม่พอ เพราะเรื่องยาเสพติดเป็นงานที่กว้างขวาง สำคัญ ยอมรับว่าขณะนี้ตนยังไม่เห็นการทำงานแบบบูรณาการอย่างจริงจังของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดได้ในเรือนจำจะมีคนลดลงไปหลายแสนคน อาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง แต่ถ้าปัจจุบันยังทำงานแบบนี้ ยังไงก็ไม่ลด ตนสงสารประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ยกปัญหายาเสพติดมาแก้ไขแบบเร่งด่วนจริงจัง ความเสียหายของประเทศจะมีมาก ชื่อเสียงของเราหากลองไปต่างประเทศเขาค่อนข้างมองประเทศไทยในทางที่ไม่ดี บางทีคนไทยถูกตรวจค้นมากกว่าประเทศอื่นๆ บางครั้งเขาเตือนคนในประเทศที่จะมาประเทศไทยให้ระวังเป็นพิเศษเรื่องยาเสพติดในไทย 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า เราจับยาเสพติดรายใหญ่ในระดับหลายล้านเม็ดยังไงก็ไม่หมด ถ้าไม่เอาใจใส่ลงไปในระดับจังหวัด ตำบล หมู่บ้าน ต้องไปจับคนขายยาเสพติดรายย่อย10-100เม็ด ที่ขายข้างโรงพัก หน้าวัด ข้างโรงเรียน ตนคิดว่าเจ้าหน้าที่คงทราบ เพราะบางทีภรรยาของเจ้าหน้าที่บางคนก็ขายยา ที่ตนสงสารมากคือเราจับคนขายยาเสพติดรายย่อยเป็นผู้หญิง ท้องก็มี ทำให้คนท้องต้องเข้าไปคลอดในเรือนจำ ผู้ค้าที่ถูกจับกุมในเรือนจำขณะนี้ จากที่ตนเข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำมาหลายๆที่ ตนประเมินว่าผู้หญิงน่าจะมากกว่าผู้ชาย เพราะตอนที่ขายเจ้าหน้าที่อาจไม่เพ่งเล็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายน้อย 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า คนขายยาเสพติดไม่ว่ารายย่อยหรือรายใหญ่ ไม่ได้กลัวกฎหมาย เพราะถือว่ามีกฎหมาย ติดคุกก็หลุดมาได้ อยู่ในคุกก็ยังสั่งการได้ ไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวคุก แม้แต่ศาสนา บอกว่าบาปตกนรก มันก็ไม่กลัว ตนเคยให้ผู้นำศาสนาไปพูดกับตัวกลางที่ขายยาเสพติดว่าให้เลิกเถอะ เพิ่งออกจากคุก ตายไปก็ตกนรก เงินไม่ได้เอาไปไหน มันบอกว่าขอไปนรก เพราะสวรรค์มันแน่นแล้ว มันพูดอย่างท้าทายพระเจ้า แต่พระเจ้ามีจริง ตนตามดูมัน อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็ตายจริงๆ พวกนี้มันไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวคุก ไม่กลัวตกนรก กลัวอย่างเดียวคือยึดทรัพย์ 

“ผมมาพูดวันนี้ไม่ได้บอกถึงว่าจะทำยังไง แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ถึงจะไม่ประกาศเป็นสงคราม แต่ขอให้ถือว่าเป็นปัญหาของประเทศ ปัญหาของเยาวชน ผมสงสารคนแก่ ที่ลูกหลานติดยาเสพติด สงสารประเทศไทย ที่ถูกต่างชาติมองไม่ดีว่า เราเป็นที่ผ่านของยาเสพติดเหมือนคนติดโรค ถ้าวันนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการปราบยาเสพติด ความยากจน อาชญากรรมต่างๆในประเทศไม่น่าจะหมดไป” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหมัดนอร์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เลขาธิการ ป.ป.ส.ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะมีเครือข่ายและกำลังไม่พอ แต่คนที่สำคัญที่สุด คือผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้การตำรวจจังหวัด ถ้า2คนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับยาเสพติด ปราบอย่างไรก็ไม่หมด ถึงจะตั้งมา 10 ป.ป.ส.ก็ทำอะไรไม่ได้ หวังว่ากมธ.ต้องให้ความสำคัญกับกระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ถ้าเข้ามาเมื่อไร ต้องบี้เรื่องนี้ให้ได้ ว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่ ถ้าไม่งั้น ป.ป.ส.ไม่ต้องไปตัดงบฯ เพิ่มให้ไม่ได้ ไปตัดงบฯมหาดไทย และสำนักงานตำรวจฯ ถ้าปัญหายาเสพติดยังอยู่แบบนี้ ขอฝากถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยและ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยมาให้คำตอบว่าจะทำอย่างไรกับปัญหายาเสพติด

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

’รักษาการอธิบดี สถ.‘ ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับสอบสายบริหารต้อง ‘โปร่งใส’ สั่งห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์เด็ดขาดทุกกรณี

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เขตดุสิต กทม. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  (สถ.) เป็นประธานการประชุมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 11/2569 โดยมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรม เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนองค์กร สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกรมภายหลังวิกฤตด้านความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้น

รักษาการอธิบดี สถ. กล่าวว่า การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันนำพาองค์กรก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดระแวงหรือเปลี่ยนแปลงบุคลากร แต่เพื่อให้ข้าราชการทุกคนร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มกำลัง พร้อมร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นของกรมให้กลับคืนมา ส่วนนโยบายสำคัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอกำชับอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีการนำตำแหน่งหน้าที่หรือชื่อของผู้บริหารไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ในทุกกรณี สำหรับการสอบคัดเลือกบุคลากร โดยเฉพาะการสอบสายบริหารที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.ค.69 จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ ห้ามมีการซื้อขายตำแหน่ง การวิ่งเต้น หรือการส่งรายชื่อแทรกแซงกระบวนการสอบโดยเด็ดขาด

นายนิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้ทบทวนมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการสอบอย่างรัดกุม โดยประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้ดำเนินการจัดสอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่าการสอบของ สถ. จะดำเนินการด้วยมาตรฐานสูงสุด  ขอเตือนเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องในปัจจุบันสามารถถูกตรวจสอบและเปิดเผยได้ทุกเวลา จึงต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริตอย่างเคร่งครัด อย่างก็ตามตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเร่งดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่แอบอ้างชื่อผู้บริหาร เรียกรับผลประโยชน์ หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จจนสร้างความเสียหายแก่กรมฯ อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในด้านการบริหารงบประมาณ รักษาการอธิบดี สถ . ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของพื้นที่อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) โดยไม่ให้มีการใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในส่วนด้านการบริหารงานบุคคลนั้นขอให้บุคลากรทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยึดหลักกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ด่วนตัดสินล่วงหน้า ส่งเสริมการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ลดความขัดแย้งภายใน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรมและธรรมาภิบาล 

รักษาการอธิบดี สถ. กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จในการฟื้นฟูองค์กรจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของบุคลากรทุกคน ขอให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้ผู้ใดใช้กรมฯ เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ส่วนตน พร้อมยืนยันว่าผู้ที่ยังฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทำการทุจริตจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อร่วมกันสร้าง สถ. ให้เป็นองค์กรที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอีกครั้ง ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“สีหศักดิ์” พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนางสาวเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลียในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – ออสเตรเลียที่ใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสะท้อนในความร่วมมือในสาขาที่หลากหลาย และส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสถานการณ์ที่สำคัญในภูมิภาค 

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

มติ ก.ตร. เอกฉันท์ 12-0 เห็นชอบตั้ง สำราญ เป็น “ผบ.ตร. คนที่ 16” ชี้พิจารณาครบทุกด้านตามกฎหมาย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569  เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม 4 แคนดิเดต ประกอบด้วยพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่ิอข่าวรายงานบรรยากาศก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินลงมาที่ห้องโถงอาคาร 1 เพื่อรอรับนายกรัฐมนตรี โดยพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้เดินมาพร้อมกันก่อนจะโอบเอวกันเดินเข้าไปที่ห้องรับรอง จากนั้นพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ก็ได้เดินมารอตั้งแถวรอรับนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงมีสีหน้ายิ้มแย้มและได้ทักทาย 4 แคนดิเดต ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อคัดเลือกตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าจะมีเซอร์ไพรส์หรือไม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้เข้าห้องรับรองส่วนตัว เพื่อหารือวันนี้องค์ประชุมครบทั้ง 16 คน โดยก่อนจะเข้าห้องประชุมเพื่อเริ่มการประชุมตามวาระที่กำหนด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีการเรียกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 12 คนหารือนอกห้องประชุมที่ห้องพรหมนอกเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นเมื่อประชุมวงเล็กเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับเข้ามาที่ห้องประชุมศรียานนท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่มีความกังวล เช่นเดียวกับแคนดิเดตทั้ง 4 คนที่นั่งรออยู่ในห้องประชุมใหญ่มีการยิ้มแย้มและพูดคุยกันตลอดเวลา

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีทั้งหมด 5 วาระ โดยวาระสำคัญอยู่ในวาระที่ 4 คือ การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. คนที่ 16 แทน พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

จากนั้นเวลา 15.50 น. ภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวลชน

ด้านพลตำรวจโทฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เห็นชอบแต่งตั้ง พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 พร้อมยืนยันกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ทุกประการ ทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน-ป้องกันปราบปราม
​
พลตำรวจโทฐายุฏฐ์ เปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อรอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม มาตรา 78 (1) ต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อให้ความเห็นชอบตาม มาตรา 23 (4) ซึ่งในระหว่างการพิจารณา ได้มีการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เสนอชื่ออย่างรอบด้าน
​
ในการลงมติ ครั้งนี้ มีกรรมการ ก.ตร. เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 16 ท่าน โดยรอง ผบ.ตร. ทั้ง 4 ท่านที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยการเดินออกจากห้องประชุม ทำให้เหลือองค์ประชุมในการลงคะแนนทั้งหมด 12 ท่าน ซึ่งผลการลงมติออกมาเป็น เอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง
​
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีลำดับอาวุโสอยู่อันดับ 3 และอาจขัดกับ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 นั้น พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ชี้แจงว่า กฎหมายเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจในการเสนอรายชื่อ โดยนำปัจจัยเรื่อง “ความอาวุโส” มาพิจารณา “ควบคู่กับความรู้ความสามารถ” โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม ซึ่งนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ
​
เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องการฟ้องร้องจากผู้เสียสิทธิ์ หรือรอยแตกร้าวในองค์กร พลตำรวจโท ฐายุฏฐ์ ระบุว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องความรักความสามัคคีของพี่น้องตำรวจอย่างชัดเจน เนื่องจากแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน ต้องมีผู้ที่ได้รับเลือกเพียง 1 ท่าน และอีก 3 ท่านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจจะยังคงรักสามัคคีและร่วมมือกันทำงานเพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป โดยขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้