‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

'ผู้ช่วยทูตทหารจีน' ดอดเข้า 'กลาโหม' ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.15 น.

“ผู้ช่วยทูตทหารจีน”  ดอด เข้ากระทรวงกลาโหม โดยไม่นัดหมายล่วงหน้า ยอมรับ ส่งรถถังT59D ให้กัมพูชา  39 คัน จาก 93 คัน ยัน เป็นโครงการช่วยเหลือก่อนเกิดสู้รบ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่มีการนำเสนอคลิป จีนได้ส่งรถถังT59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน  และกัมพูชาส่งเข้าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม โดยไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้า โดยมีผู้แทนกระทรวงกลาโหมให้การต้อนรับ เพื่อเข้าพูดคุยในหลายประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทหาร พร้อมทั้งระบุถึงกรณี จีนส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ซึ่งเป็นล็อตแรก จากทั้งหมดจำนวน 93 คัน รถถัง T-59D กัมพูชาได้รับการช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการความร่วมมือทางทหารในทุกปี 

สำหรับรถถัง T- 59D ที่ สปจ.ส่งมอบให้ กัมพูชาในครั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาขนาดปืนใหญ่รถถังจากขนาด 100 มม. เป็นขนาด 105 มม. และกล้องมองภาพความร้อนทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายในเวลากลางคืน และระบบป้องกันตัวของรถถัง เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม เช่น จรวดต่อต้านรถถัง หรือขีปนาวุธนำวิถี 

สำหรับ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ธาราพงษ์ มาลาคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ติดภารกิจร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว มหาดไทย เยือนประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.69 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.41 น.

นายกฯ เผยผลเยือนเวียดนาม พัฒนาความร่วมมือต่อเนื่อง ช่วยคอนเน็กนักธุรกิจสองประเทศ -โชว์ความพร้อมไทยรับนักลงทุน

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผลการเยือน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่า การมาเยือนเวียดนามทำให้มีความต่อเนื่องของสิ่งที่เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้อย่างชัดเจน ได้มาพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ การลงทุน ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและเรื่องความมั่นคง ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามให้เกียรติกับประเทศไทยมาก และแสดงความพร้อมในการกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนประเทศเวียดนาม ซึ่งประธานาธิบดีเวียดนามได้กราบบังคมทูลเชิญไปแล้ว 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น มีการคอนเน็กนักธุรกิจทั้งไทยและเวียดนามเข้าด้วยกัน ได้มีการพบนักลงทุนนักธุรกิจมากมาย ซึ่งตนได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่มีความสามารถ ตั้งใจจริง และมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลงทุนในประเทศไทยเราได้เห็นความพร้อม และรัฐบาลไทยก็ยืนยันถึงความเต็มที่ในการสนับสนุนภารกิจของเขาให้ประสบผลสำเร็จ อย่างในอาเซียนนี้ประเทศไทยแสวงหาความร่วมมือในด้านต่างๆกับเวียดนามได้และมีความเข้มแข็ง ตนคิดว่าเราจะมีสถานะที่ยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าจะไปเสียเปรียบใครสามารถส่งเสียงที่นานาชาติต้องรับฟังและให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอนาคตของโลกนี้ไปด้วยกัน

นายกฯ เผยผลเยือนเวียดนาม พัฒนาความร่วมมือต่อเนื่อง ช่วยคอนเน็กนักธุรกิจสองประเทศ -โชว์ความพร้อมไทยรับนักลงทุนhttps://t.co/g8qR3YndMp pic.twitter.com/5cuRL9TQIR— แนวหน้าออนไลน์ (@naewna_news) June 9, 2026

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.38 น.

โต้ไร้สิทธิออกโฉนดในที่การรถไฟฯ! ‘กรมที่ดิน’ ยันออกเอกสารสิทธิ ‘เขากระโดง’ ถูกต้อง ดำเนินการตามคำพิพากษาทุกอย่างแล้ว

9 มิ.ย.2569 กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงอีกครั้งกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า กรมที่ดินไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินในที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง และอธิบดีกรมที่ดินสามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้เลยตามคำพิพากษาศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.ขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นั้น เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้ไปร่วมระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน โดยที่ดินที่มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของการรถไฟฯ นั้น กรมที่ดินและกรมรถไฟ (เดิม) ได้มีข้อตกลงตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ 0950/2484 ลงวันที่ 14ตุลาคม2485 เรื่อง การรับรองแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกับเขตที่ดินของกรมรถไฟ ประกอบหนังสือกรมที่ดิน ที่ 11154/2503 ลงวันที่ 14ธันวาคม2503 เรื่อง การระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ หรืออยู่ในความดูแลอารักขาของการรถไฟฯ ดังนั้น ในกรณีที่ที่ดินแปลงที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมีแนวเขตที่ดินติดต่อกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ ผู้แทนการรถไฟฯ มีหน้าที่ในการไประวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน เมื่อทำการรังวัดเรียบร้อยแล้ว ยังมีขั้นตอนการประกาศเพื่อหาผู้คัดค้านมีระยะเวลา 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านและที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและแจกให้เจ้าของที่ดินรับไป 

กรมที่ดิน

ซึ่งข้อเท็จจริงในพื้นที่พิพาทที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 การรถไฟฯ ก็ได้รับรองแนวเขตให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมากถึง 271 แปลง ส่วนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอีก 724 แปลง การรถไฟฯ ก็ไม่ได้มาคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่อย่างใด การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในพื้นที่บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นการดำเนินการไปโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้ว ซึ่งหากที่ดินพิพาทเป็นของการรถไฟฯ จริง การรถไฟฯ สามารถไม่รับรองแนวเขตหรือคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ แต่ปรากฏว่า การรถไฟฯ ได้มาลงนามรับรองแนวเขตที่ดินให้กับประชาชน และไม่คัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน 

2.การเพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีได้ 3 กรณี คือ 2.1กรณีศาลที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงใด เลขที่เท่าใดเป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้ง เท่านั้น เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะสามารถดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนในโฉนดที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลได้เลย (มาตรา61 วรรคแปด) 2.2กรณีที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง เมื่อผู้มีส่วนได้เสียยินยอมให้แก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาแต่อย่างใด (มาตรา 61 วรรคเจ็ด) 2.3กรณีที่ความปรากฏว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินสามารถใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนว่าเป็นประการใด หากมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอธิบดีกรมที่ดินจึงจะสามารถใช้อำนาจเพิกถอนได้ และหากไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า เป็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ อธิบดีกรมที่ดินก็สามารถยุติเรื่องเพิกถอนได้ (มาตรา61 วรรคสอง) 

เอกสารข่าวชี้แจงของกรมที่ดิน ระบุต่อว่า กรณีเขากระโดงเป็นกรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษา “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้” อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามคำพิพากษาศาล คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้แสวงหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจากการรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่า การรถไฟมีตำแหน่งและขอบเขตของที่ดินอยู่บริเวณไหน เพียงใด จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ กรมที่ดินจึงไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่ 1กรกฎาคม2568 เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาล 

“กรมที่ดินยืนยันว่า การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของกรมที่ดินในอดีตที่ผ่านมาถูกต้อง ยึดถือกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด” เอกสารฯ ระบุทิ้งท้าย

กรมที่ดิน
กรมที่ดิน

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

“อนุชา เบอร์ 5” ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชูนโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ ดันแอป “ส่องรัฐ” บี้ทุจริต กทม. จี้ผู้บริหารชุดเก่าเคลียร์ปมฉาว

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและรับฟังปัญหาในพื้นที่เขตคันนายาวและเขตบึงกุ่ม โดยได้นำทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค ได้แก่ นายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1 และ ดร.อาคร ประมงค์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบึงกุ่ม หมายเลข 4 ร่วมเดินรณรงค์หาเสียงบริเวณศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ (Fashion Island) และตลาดนวลจันทร์ 38 (ตลาดวังรุ้งเดิม) โดยได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็นเป็นจำนวนมาก

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนในเขตคันนายาวและบึงกุ่มสะท้อนออกมามากที่สุด คือปัญหาการจราจรและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ แม้ว่าปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพูเปิดให้บริการแล้ว แต่ในข้อเท็จจริง ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในซอยลึกหรือตามหมู่บ้านต่าง ๆ ยังได้รับความลำบาก ไม่สามารถเดินทางออกมาเชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก

“เป้าหมายสำคัญในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์และ กทม. คือเราต้องเข้ามาดูเรื่องระบบฟีดเดอร์ (Feeder) หรือระบบขนส่งรองอย่างจริงจัง โดยมีโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเดินออกจากหน้าบ้านหรือซอยไม่เกิน 100-200 เมตร แล้วสามารถเจอรถโดยสารสาธารณะที่พร้อมพาส่งเข้าสู่ระบบรางหลักได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ในพื้นที่บึงกุ่มและคันนายาวมีคลองสายหลักอย่างคลองแสนแสบพาดผ่าน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ด้านการเดินทางอย่างเต็มที่ กทม. มีเรือไฟฟ้า (EV) อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้นำมาวิ่งครบทั้งระบบ หลังจากนี้จะต้องดึงกลับมาวิ่งเสริมเพื่อเป็นฟีดเดอร์ทางน้ำเชื่อมต่อการเดินทางให้สมบูรณ์” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็นอดีตกรรมาธิการพิจารณากฎหมายตั๋วร่วม โดยระบุว่า ตนเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังต้องเดินสายเจรจากับกระทรวงคมนาคม (สนข.) และภาคเอกชน ซึ่งในอดีตยอมรับว่าทำได้ยากเพราะเอกชนยังไม่ให้ความร่วมมือ แต่ปัจจุบันกฎหมายลูกใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น ในวาระของผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป กทม. จะต้องเข้าไปเป็นแกนหลักในการผลักดันระบบตั๋วร่วมให้ใช้งานได้จริง “บัตรใบเดียวต้องขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้า BTS, รถไฟใต้ดิน, รถเมล์ และเรือ” โดยจะตั้งระบบหลังบ้านที่เรียกว่า เคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) ขึ้นมาทำหน้าที่จัดสรรและเฉลี่ยรายได้ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายเอง โดยที่ประชาชนไม่ต้องรับรู้หรือยุ่งยากด้วย ซึ่งระบบนี้จะช่วยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ลดลงอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองและความโปร่งใสในงบประมาณของ กทม. หลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงข่าวร่วมกับคณะผู้บริหารชุดเดิมที่พ้นวาระไป เกี่ยวกับผลการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ระบุว่า “ยังไม่สิ้นสุด” โดยนายอนุชา ระบุว่า เรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก เพราะสังคมรอคอยคำตอบมานานพอสมควรแล้ว และหากเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นจริง ผู้บริหารชุดเดิมจำเป็นต้องออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรยื้อเวลาให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงไปเรื่อย ๆ และสังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายแล้วหากผลสอบออกมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะโยนให้ข้าราชการประจำฝ่ายเดียว หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการประชุมหารือเพื่อยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยได้นำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันและฐานข้อมูล (Database) นวัตกรรมใหม่เข้ามาจับตาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

อนุชา บูรพชัยศรี

“เรากำลังป้อนข้อมูลสัญญาทั้งหมดของ กทม. เข้าสู่ระบบ ‘ส่องรัฐ’ เพื่อวิเคราะห์ดูความผิดปกติ เช่น กลุ่มคนที่เข้ามาเอี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นใคร บริษัทที่ได้รับงานมีหัวคิวหรือมีประวัติอย่างไร เคยส่งมอบอุปกรณ์ประเภทนี้ให้ กทม. มาก่อนหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่ โดยเราจะใช้กรณีศึกษาของ กทม. นี้ เป็นโมเดลร่องรอยการปราบทุจริต และเมื่อป้อนข้อมูลเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทางพรรคจะเปิดแถลงข่าวใหญ่เพื่อรายงานความผิดปกติให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

“นายกฯอนุทิน” ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร ไม่ได้ขู่ เตือนคิดให้ดีหากจะใช้กำลังกับไทย หลังสื่อเขมร ตีข่าว “ฮุนเซน” พร้อมทวงคืนแผ่นดิน  ก่อนโต้ภาพ เช็คแฮนด์ “ฮุนมาเนต”  ถามกลับไม่ให้แล้วจะให้เช็คอะไร ยันไม่มีคุยการเมือง – ทวิภาคี 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อกัมพูชานำเสนอภาพเช็คแฮนด์กับฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเยือนเวียดนาม โดยทันทีที่ สื่อถามถาม นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร พร้อมชี้แจงว่าก่อนการประชุมระดับผู้นำ จะมีห้องรับรอง ก่อนจะเดินขึ้นเวที ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามา เราก็ต้องจับมือทักทาย ไม่ว่าจะมีกรณีใดใดอยู่กับเขา เราก็ต้องให้เกียรติในฐานะความเป็นผู้นำ ของแต่ละประเทศ เราไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราไม่ได้มีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นการเมืองใดใด  ส่วนตัวเชื่อว่า ทั้งสองประเทศสามารถรู้สึก ได้ว่าเวลานี้ ยังไม่ใช่เวลาที่ที่จะต้องพูดคุยกัน เพราะยังมีประเด็นต่างๆ ที่แต่ละประเทศจะต้องไปเคลียร์กันให้เรียบร้อยก่อน ก่อนจะนำเรื่องมาสู่โต๊ะประชุม เพื่อเจรจา 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง กรณีสื่อเขมร รายงาน ฮุนเซน ออกมา ทวงคืนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือด้วยการใช้กำลัง นายอนุทินระบุว่า ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยไปรุกราน และไม่เคยไปรุกล้ำอธิปไตย ของประเทศอื่นๆ ประเทศไทยยืนอยู่อยู่บนจุดยืนที่ว่า อธิปไตยของเรา เราไม่ยอมให้ใครเข้ามา ก้าวล่วง ลุกล้ำ และสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อปกป้องป้องกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา 
เชื่อว่า ต้องคิดดี ๆ ถ้าจะจะมารุกล้ำหรือใช้กำลังกับประเทศไทย ต้องคิดดี ๆ 

ผู้สื่อข่าว จึง ถามว่าพูดไม่ใช่ขู่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลก “ไม่กล้าหรอกครับ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.24 น.

พรรคเพื่อไทย สรุปปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่มา ส.ส.ร. ให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด หวังผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก 

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย จึงมีข้อสรุปว่า จะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร. โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540 และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร. ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป 

ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ 

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’  วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

พรรคประชาชน ยื่น ป.ป.ช. – กกต. สอบปมแชตไลน์ฉาว อ้าง’อธิบดีกรมการปกครอง’สั่งข้าราชการช่วยพรรคการเมืองตอนเลือกตั้ง แฉมีขรก.น้ำดีโดนกลั่นแกล้งจัดฉากย้าย หากไม่ยอมทำตาม ด้าน’วิโรจน์’ สะกิดนายกฯ เลิกเกรงใจบิ๊กเบื้องหลัง สั่งย้ายด่วนเปิดทางสอบสวน

วันที่ 9 มิถุนายน 5699 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) ร่วมยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีแชตไลน์หลุดที่อ้างว่าเป็นของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งมีข้อความสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายข้าราช การวางตัวไม่เป็นกลางและเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องข้อมูลผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆตามที่อธิบดีฯ พยายามชี้แจง แต่คือ มีการพิมพ์ข้อความนี้จริงหรือไม่ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับไลน์ไอดีได้ภายใน 2 วัน หากประสานตำรวจไซเบอร์และบริษัท ไลน์ ประเทศไทย พร้อมแสดงความกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบกันเองของระบบราชการอาจจะล่าช้า แต่เชื่อว่าสุดท้ายความจริงจะปรากฏและผู้กระทำผิดต้องติดคุก


 
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรมีความกล้าหาญที่จะสั่งโยกย้ายอธิบดีรายนี้ออกไปก่อน ไม่ควรปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพียงเพราะเกรงใจ “ผู้สนับสนุนหลัก” ที่อยู่เบื้องหลังอธิบดีท่านนี้”

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต ระบุว่า ในช่วงเลือกตั้งพื้นที่ภูเก็ตสัมผัสได้ถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ นำเงินไปซื้อเสียง จนถึงอธิบดีฯ ส่งไลน์สั่งปลัดจังหวัดและปลัดอำเภอให้ช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย หากข้าราชการคนไหนไม่ทำตามจะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้าย เช่น กรณีจัดฉากว่านายอำเภอเมืองรับสินบนปืนเพื่อหาเรื่องย้ายออก ทั้งนี้ตนจะเดินทางไปร้องเรียนต่อ กกต. ควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ นายภัทรพงศ์ (ทนายอั๋น) ในฐานะทนายความของปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยว่า ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการปกครองต่อศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 8 แล้วในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของสภาฯ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงขอท้าให้อธิบดีฯ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ต่อมานายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) เดินทางมายื่นหนังสือถึงกกต.ให้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ อย่าพยายามยื้อด้วยวิธีต่างๆ เพราะสังคมจับตาอยู่ ต้องทำให้สังคมกระจายโดยเร็วที่สุด

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

“กรมคุมประพฤติ” ยืนยัน “ทักษิณ” ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรีตรวจเอกสารรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวพ้นโทษจากการคุมประพฤติ รวม 22 ราย ขณะที่ไทม์ไลน์ทักษิณ ระบุ สิ้นเดือน มิ.ย.69 เตรียมบินดูไบ

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น.  ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกรมคุมประพฤติ เกี่ยวกับความคืบหน้าขั้นตอนการปลดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ภายหลังจากที่ศาลอาญาธนบุรีได้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีหมายปล่อยตัวพ้นโทษและลดโทษ ส่งแจ้งไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ซึ่งหนึ่งในนี้ คือ ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร โดยสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะต้องดำเนินการปล่อยตัวผู้ถูกคุมความประพฤติตามขั้นตอน หรือแจ้งให้กับผู้ที่ได้รับการลดโทษระหว่างคุมประพฤติรับทราบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ได้รับหมายแจ้งปล่อยตัวดังกล่าว จึงได้เดินทางมาถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ให้แก่นายทักษิณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อนึ่ง ตามกรอบระยะเวลาการพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ ภายหลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัวไป ก็ตรงกับวันที่ 9 มิ.ย.69 จึงเป็นเหตุผลว่านายทักษิณ ชินวัตร ต้องได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษและถอดกำไล EM ในวันนี้ 

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการที่จะเดินทางไปยังประเทศดูไบในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.69 โดยอดีตนายกฯ จะใช้เวลาอยู่ที่ดูไบระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำธุระส่วนตัวก่อนที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทย และหลังจากนั้นจะมีการเดินทางไป-กลับอีกหลายครั้ง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมสำหรับแนวทางปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษพ.ศ. 2569 สำหรับผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ มีดังนี้

1.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติจัดทำบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานทราบเพื่อจะได้ไม่ดำเนินการอภัยโทษให้

2.เรือนเรือนจำ/ทัณฑสถานในเขตพื้นที่คุมประพฤติตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ และจัดทำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดเพื่อดำเนินการตามมาตรา 7 ต่อไป

3.เสนอคณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 21 วรรคแรก ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ (กรณีเรือนจำกลาง เรือนจำอำเภอ เรือนจำพิเศษ ทัณฑสถาน มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการเรือนจำ) ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่ 1 คน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่ 1 คน รวม 3 คนเป็นกรรมการ พิจารณาตรวจสอบและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ตามมาตรา 21 เพื่อออกหมายลดโทษหรือหมายปล่อย

4.เรือนจำ/ทัณฑสถาน จัดทำบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป หรือลดโทษแล้วคุมประพฤติต่อไป และส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติโดยเร็วเพื่อจะได้ยุติการคุมประพฤติ หรือคุมประพฤติต่อไป

5.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือกำไล EM ให้แก่ผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวตามมาตรา 7 ที่สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติ

6.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติแจ้งให้ผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวตามมาตรา 7 ไปรับใบสุทธิ (รท.25) ที่เรือนจำในเขตพื้นที่คุมประพฤติ

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ซึ่งจัดโดย BOI โดยมีผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรมองกันเพียงในฐานะ “คู่ค้า” แต่ควรก้าวสู่การเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ที่ร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพลังงาน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ หากนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองรัฐบาลจึงผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพ

พร้อมกันนี้ ไทยและเวียดนามยังเดินหน้ากรอบความร่วมมือ “Three Connects” หรือ 3 การเชื่อมโยงสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่ ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันที่ไทยต้องกังวล แต่เป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน เพราะเมื่อไทยและเวียดนามร่วมมือกันมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์ Three Connects ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมระบุว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้ไทยและเวียดนามสร้าง
ความร่วมมือเชิงลึกมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามให้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วที่สุด

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทยในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.34 น.

‘แสวง’บอกกำลังใจดี  ไม่กระทบการทำ งาน หลังข่าวประเมินผลงาน บอกดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ภายหลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังจบงานแถลงผลงาน 28 ปี กกต. กรณีกระแสข่าวไม่ผ่านผลการประเมินการปฏิบัติงาน ว่า การประเมินเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตนไม่สามารถพูดอะไรได้ 

“สิ่งเดียวที่บอกได้คือรู้สึกดีที่ทำงานกับกกต.ทุกชุดที่ผ่านมา และข่าวที่ออกมาไม่กระทบกับการทำงาน และไม่รู้สึกเสียขวัญกำลังใจแต่อย่างใด ยืนยันว่าที่ผ่านมาทำงานดีที่สุด นอกจากนี้ ยังรู้สึกดีๆกับทุกอย่างที่กกต. และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.