ปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่-2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปม ทลายบ่อนพนัน พรุ่งนี้ หากพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

20 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

กรมการปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่ 2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปมปฏิบัติการ ปราบเซียนนครพิงค์ ทลายบ่อนพนันเชียงใหม่ พรุ่งนี้ ชี้หากสอบพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารเมื่อวันที่ 18ก.ย.2569 กรณี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมกรมการปกครอง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพล หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้รวมกว่า 100 ราย แบ่งเป็น นักพนันกว่า 100 ราย เป็นบุคคลต่างด้าว 2 ราย ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 14 รายเป็นบุคคลต่างด้าว 8 ราย ผู้สนับสนุนให้มีการเล่นการพนัน 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางหลายรายการ อาทิ เงินสด และชิปแทนเงินสด รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท อุปกรณ์การเล่นการพนัน บัญชีเงินหมุนเวียน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับการเช่าสถานที่ ซึ่งได้ดำเนินการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในการนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองเชียงใหม่ มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่กรมการปกครอง ในวันที่ 21ก.ย.69 ทั้งนี้ หากปรากฎข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองได้ปล่อยปละละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว อันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยหรืออาญา กรมการปกครองจะดำเนินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

กกต. เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ข้อกล่าวหาที่ 3 

20 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

TEO เชิดชูเยาวชนไทยหลังคว้า 3 เหรียญทองแดง เศรษฐศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ

20 กันยายน 2569 เวลา 23:59 น.

การแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิกแห่งประเทศไทย (Thailand Economics Olympiad: TEO) จัดพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเยาวชนผู้มีความสามารถด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยที่สร้างผลงานคว้า 3 เหรียญทองแดงจากการแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ (International Economics Olympiad: IEO) ณ เมืองเซินเจิ้นสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีผู้แทนจาก 56 ประเทศเข้าร่วม มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดการแข่งขัน

พิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 15 อาคารบริการ ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ภายในงานมีการมอบเหรียญรางวัลแก่เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนในโรงเรียนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยเหรียญทอง 5 เหรียญ เหรียญเงิน 11 เหรียญ และเหรียญทองแดง 26 เหรียญ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและรองศาสตราจารย์ ดร.อรรถพล สืบพงศกร รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้มอบเหรียญทอง คุณ Christoph Anliker ผู้อำนวยการบริหารส่วนหน้า บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้มอบเหรียญเงิน และผู้แทนคณะผู้จัดการแข่งขัน TEO เป็นผู้มอบเหรียญทองแดง

ผู้ได้รับเหรียญทองทั้ง 5 คนได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน IEO 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–20 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนประเทศไทยเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ณ สถานที่จริง โดยสามารถคว้าเหรียญทองแดงกลับมาได้ 3 คน ได้แก่ นายศรณ์อคิราภ์ ตั้งคุรุสรณ์ จาก Temasek Junior College ประเทศสิงคโปร์ นายภูมิ ภูมิพิทักษ์ และนายภควัต พลเดช จากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ส่วนผู้แทนประเทศไทยอีก 2 คน ได้แก่ นายปัณณวิชญ์ คงวุฒิปัญญา จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนางสาวไปรยา หิรัญชูพงศ์ จากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี

IEO เป็นการแข่งขันเศรษฐศาสตร์ระดับนานาชาติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา ครอบคลุมทั้งเศรษฐศาสตร์ ความรู้ทางการเงิน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาทางธุรกิจ โดยเน้นการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ การแข่งขันดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และแต่ละประเทศส่งผู้แทนได้ไม่เกิน 5 คน โดยผู้แทนประเทศไทยทั้ง 5 คนผ่านการคัดเลือกจากการแข่งขัน TEO ประจำปี 2569 ซึ่งมีนักเรียนจากโรงเรียนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมและต้องผ่านการคัดเลือก 3 รอบ โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขัน 15 คนต้องวิเคราะห์กรณีศึกษาทางธุรกิจและนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนคัดเลือกผู้แทนประเทศไทย 5 คน ทั้งนี้ การแข่งขันได้รับความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการออกข้อสอบและทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตัดสิน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและรองศาสตราจารย์ กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพทางความคิดของเยาวชนไทย ขณะเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

นอกจากความร่วมมือด้านวิชาการแล้ว การแข่งขันประจำปี 2569 ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โกลด์มินท์ โปรดักส์ จำกัด และสถาบัน Admissions-Office โดยคุณ Christoph Anliker ผู้อำนวยการบริหารส่วนหน้า บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การสนับสนุน Thailand Economics Olympiad เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างอิสระ การวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อน และการมองโลกจากหลากหลายมุมมอง เพราะ LGT Thailand เชื่อว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคต

ศิลปศาสตร์ DPU และ สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล จัด Chinese for Fun One Day Camp ปลุกศักยภาพเยาวชน เรียนภาษาจีนผ่านวัฒนธรรม–ลงมือทำจริง

20 กันยายน 2569 เวลา 18:13 น.

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และ สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ร่วมกันจัดกิจกรรม “Chinese for Fun One Day Camp” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนจากโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สัมผัสการเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับวัฒนธรรมจีนผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการตลอดหนึ่งวัน ทั้งการเรียนรู้ตัวอักษรและภาษาจีนผ่านเกม การพิมพ์ภาพด้วยแม่พิมพ์ไม้ การเขียนพู่กันและวาดภาพจีน รวมถึงการตัดกระดาษลวดลายจีน เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่สนุก เข้าใจง่าย พร้อมเปิดมุมมองสู่การนำทักษะภาษาจีนไปต่อยอดด้านการศึกษาและเส้นทางอาชีพในอนาคต โดยได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ เฉินเวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน) ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเปิดงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ อาคารไสว สุทธิพิทักษ์ (อาคาร 6) ชั้น 1  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน) เปิดเผยว่า สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรมเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักเรียนจากโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตลอดทั้งวัน เพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนในหลากหลายมิติ พร้อมเรียนรู้จากอาจารย์ชาวจีนโดยตรง และเปิดมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาต่อด้านภาษาและธุรกิจในอนาคต

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย กล่าวว่า โรงเรียนวิทยานุกูลนารีเคยพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกับสถาบันขงจื่อฯ มาแล้วเมื่อประมาณ 3–4 ปีก่อน โดยในครั้งแรกได้รับการแนะนำผ่านเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนที่โรงเรียนจะติดต่อกลับมายังสถาบันขงจื่อฯ โดยตรงในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นถึงประโยชน์และประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ขณะที่นักเรียนบางคนซึ่งเคยเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้กลับมาเข้าร่วมอีกครั้งเมื่อศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ สถาบันขงจื่อฯ ออกแบบให้ผู้เรียนได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการตัดกระดาษ ซึ่งนำมาประยุกต์กับรูปแบบลวดลายและเครื่องประดับจากเครื่องแต่งกายจีน เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจที่มาของศิลปะและวัฒนธรรมจีนมากกว่าการตัดกระดาษในรูปแบบทั่วไป พร้อมทั้งได้เห็นตัวอย่างจากวัฒนธรรมจีนจริงและทดลองสร้างผลงานด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการพิมพ์ภาพมงคลแบบจีนจากแม่พิมพ์ไม้แกะสลัก โดยใช้สีทาลงบนแม่พิมพ์และกดลงบนกระดาษ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะท้อนวิธีการผลิตภาพพิมพ์ในอดีต รวมถึงกิจกรรมการเขียนพู่กันจีนและการวาดภาพจีน ตลอดจนกิจกรรมละลายพฤติกรรมที่ผสมผสานการเรียนรู้ตัวอักษรจีน เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไปพร้อมกับความสนุกสนานและการมีส่วนร่วม

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมได้รับการออกแบบให้แตกต่างจากการเรียนภาษาในห้องเรียน โดยเฉพาะการมีอาจารย์ชาวจีนเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และอธิบายความหมายทางวัฒนธรรมโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจตัวอักษรจีน ศิลปะ และวัฒนธรรมจีนในบริบทที่ลึกขึ้น รวมถึงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาษา วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมจีน

ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สำรวจความสนใจของตนเอง ทั้งด้านภาษาและธุรกิจ จากการพูดคุยกับนักเรียนพบว่าหลายคนสนใจเรียนต่อด้านภาษา ขณะที่บางส่วนสนใจด้านธุรกิจ ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีหลักสูตรที่สามารถรองรับความสนใจดังกล่าว โดยสถาบันขงจื่อฯ มีบทบาทสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจากผู้สอนชาวจีน

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อหรือเพิ่มพูนประสบการณ์ในประเทศจีน สถาบันขงจื่อฯ ยังมีบทบาทในการให้ข้อมูลและแนะนำโอกาสด้านทุนการศึกษา รวมถึงโครงการระยะสั้นและเส้นทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เรียนสามารถเลือกได้ตามความสนใจและเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตร ทั้งการศึกษาในประเทศไทย การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือในจีน หรือการสมัครทุนเพื่อศึกษาต่อ

ด้าน ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า Chinese for Fun One Day Camp เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลและคณะศิลปศาสตร์ โดยมีหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจร่วมดำเนินกิจกรรม ภายใต้แนวทางของมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริง

“กิจกรรมครั้งนี้มุ่งให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพด้านภาษาจีนผ่านการเรียนรู้วัฒนธรรม เพราะภาษาและวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อผู้เรียนเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ก็จะช่วยให้เข้าใจภาษาและวิธีการสื่อสารได้ลึกขึ้น ขณะเดียวกันนักเรียนยังมีโอกาสเรียนรู้โดยตรงจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจและสถาบันขงจื่อฯ” ดร.วริศ กล่าว

ดร.วริศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาจีน มีบทบาทสำคัญต่อการเปิดโอกาสด้านการศึกษาและการทำงานของคนรุ่นใหม่ เพราะภาษาคือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมผู้เรียนเข้าสู่โลกที่กว้างขึ้น ผู้ที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาย่อมมีทางเลือกในการทำงานเพิ่มขึ้น ทั้งกับองค์กรในประเทศไทย บริษัทข้ามชาติ รวมถึงองค์กรและธุรกิจจากประเทศจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

“หากเรามีทักษะภาษามากขึ้น โอกาสของเราก็กว้างขึ้น ภาษาจีนจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่เยาวชนสามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตนเองในอนาคต สิ่งที่อยากให้นักเรียนได้รับจากกิจกรรมครั้งนี้ คือทั้งความรู้ ความเข้าใจวัฒนธรรม และประสบการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนภาษาจีนสามารถสนุกและนำไปต่อยอดได้จริง” ดร.วริศ กล่าว

ขณะที่ นางสาวปิยาภรณ์ อัครลาวัณย์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนได้นำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 87 คน จากห้องเรียนโครงการส่งเสริมศักยภาพทางภาษาอังกฤษและภาษาจีน หรือ CEP เข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านภาษา ควบคู่กับการเปิดประสบการณ์นอกห้องเรียน ให้นักเรียนได้สำรวจความสนใจของตนเอง และนำประสบการณ์ที่ได้รับไปประกอบการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพในอนาคต

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่ายพัฒนาทักษะภาษา ซึ่งโรงเรียนออกแบบให้มีทั้งการเรียนรู้ การทัศนศึกษา และการแนะแนว โดยวันแรกเน้นการพัฒนาทักษะภาษาจีนที่ DPU ก่อนเดินทางไปจัดกิจกรรมด้านภาษาอังกฤษที่จังหวัดสระบุรีในวันถัดไป เพื่อให้นักเรียนได้ใช้และบูรณาการทักษะทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนผ่านประสบการณ์จริง

นางสาวปิยาภรณ์ กล่าวว่า การนำนักเรียนออกมาเรียนรู้นอกสถานที่มีเป้าหมายมากกว่าการเสริมความรู้ด้านภาษา เพราะโรงเรียนต้องการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ ตลอดจน ทักษะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการปรับตัว (Soft Skills) การเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ และการเรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน

“การมาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยทำให้นักเรียนได้เห็นบรรยากาศจริง ได้เห็นว่ารุ่นพี่ใช้ชีวิตกันอย่างไร อาจารย์มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบไหน และสภาพแวดล้อมในระดับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนมองเห็นภาพอนาคตของตัวเองมากขึ้น และนำกลับไปวางแผนได้ว่า สนใจด้านใด ชอบภาษาใด หรืออยากศึกษาต่อในเส้นทางไหน” นางสาวปิยาภรณ์ กล่าว

รองผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยานุกูลนารี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนมีระบบดูแลและแนะแนวนักเรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งครูประจำโครงการและครูแนะแนว ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความถนัดของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยนักเรียนในโครงการมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีนอยู่แล้ว บางส่วนเมื่อสำเร็จการศึกษาตัดสินใจศึกษาต่อด้านภาษาจีนโดยตรง ขณะที่บางส่วนเลือกไปศึกษาต่อในประเทศจีน หรือเลือกสาขาวิชาอื่นที่สามารถนำทักษะด้านภาษาไปต่อยอดได้

“ถึงแม้นักเรียนบางคนอาจไม่ได้เลือกเรียนด้านภาษาโดยตรงในอนาคต แต่ความรู้ภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่ได้รับจะเป็นทักษะติดตัว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ทั้งในการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต” นางสาวปิยาภรณ์ กล่าว

ผู้สนใจหลักสูตรและกิจกรรมของ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่  https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-arts

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ทำไมเภสัชกรไม่จ่ายยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ

21 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) คือยาใช้กำจัดเชื้อโรค ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20  ถ้าโลกนี้ไม่มียากลุ่มนี้ ผู้คนจำนวนมากจะล้มตายเพราะติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะให้มีประสิทธิผล ต้องใช้ให้ตรงกับเชื้อโรค และอวัยวะที่เป็นโรค ขอย้ำว่า ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคเหล่านี้จึงไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก

การใช้ยาปฏิชีวนะจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เลือกชนิดยา ขนาด และระยะเวลาที่เหมาะสมกับโรค และผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องและสมเหตุสมผลจึงเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สำหรับโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ยาปฏิชีวนะที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดบวม ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย หรือโรคผิวหนังที่มีการติดเชื้อ

ตัวอย่างการใช้ยาปฏิชีวนะผิด ซึ่งพบบ่อยในชีวิตประจำวันคือ การหายามากินเองเมื่อมีอาการไข้หวัด ไอ หรือมีเสมหะเขียว ทั้งที่จริงแล้วอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีเช่นนี้ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น เพราะว่ายาไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส แถมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาโดยไม่จำเป็น

อีกพฤติกรรมที่พบเสมอคือ การหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น ทั้งที่แพทย์สั่งให้รับประทานยาต่อเนื่องจนหมด ดังนั้น การหยุดยาเองกลางคัน จะทำให้เชื้อที่ยังเหลืออยู่ปรับตัวและกลายเป็นเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแบ่งยาให้คนอื่นรับประทาน หรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อนโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งล้วนเป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอันตรายมาก

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เป็นหัวใจสำคัญในการรักษา เพราะแม้ยากลุ่มนี้จะช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้มากมาย แต่การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี กลับสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งกำลังเป็นวิกฤตระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณสุขโดยรวม

ในประเทศไทย ปัญหาเชื้อดื้อยาถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาหลายหมื่นคนต่อปี และยังสร้างภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์มหาศาล การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ระมัดระวังจึงนับเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุข ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบายโดยด่วน

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล คือใช้ยาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ของโรคที่ชัดเจน เช่น ติดเชื้อแบคทีเรียทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อแบคทีเรียในปอด หรือการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรีย การเลือกชนิดยาที่เหมาะสมกับเชื้อและภาวะของผู้ป่วย การใช้ยาในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้องตามคำสั่งแพทย์ การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่คำตอบของทุกอาการเจ็บป่วย และสิ่งสำคัญคือ ต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนว่าการมีไข้ ไอ หรือเสมหะเขียว ไม่ได้หมายความว่าติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป ดังนั้น การรักษาที่ถูกต้องจึงจำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยโดยแพทย์หรือเภสัชกร เพราะจะช่วยลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น และยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลไม่ใช่เพียงการป้องกันผลเสียต่อสุขภาพของผู้ป่วยรายบุคคล แต่ยังเป็นการรักษาประสิทธิภาพของยาสำหรับสังคมโดยรวม เพื่อให้ยาปฏิชีวนะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้น หากทุกคนร่วมมือใช้ยาอย่างมีเหตุผล ปัญหาเชื้อดื้อยาจะถูกควบคุมได้ และเราจะยังมีทางเลือกในการรักษาโรคติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพต่อไป

 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Miss International Queen® ฉลอง 20 ปี ‘Lo Colby’ จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ

21 กันยายน 2569 เวลา 15:38 น.

Miss International Queen® ซึ่งก่อตั้งและจัดการประกวดโดยบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด เฉลิมฉลองการประกวด Miss International Queen® 2026 รอบ The Crowning Finale อย่างสมศักดิ์ศรี ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ในวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีระดับนานาชาติที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงตัวตน ความสามารถ และถ่ายทอดเรื่องราวและจุดยืนของตนเองภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice”

ท่ามกลางเสียงเชียร์ Lo Colby Miss International Queen จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss International Queen® 2026 ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ ไหวพริบ และวิสัยทัศน์ พร้อมรับบทบาทตัวแทนแห่งความเท่าเทียมบนเวทีโลก และสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้แก่ประเทศของตน

การประกวดปีนี้ยังตอกย้ำพัฒนาการตลอด 20 ปีของ Miss International Queen® จากเวทีการประกวด สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์ได้ถ่ายทอดตัวตน จุดยืน และความฝัน พร้อมขับเคลื่อนความเท่าเทียมและการยอมรับในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังทุกโมเมนต์สำคัญของ Miss International Queen® 2026 คือพลังสนับสนุนจากพันธมิตรที่ร่วมกันผลักดันเวทีแห่งความเท่าเทียมนี้ให้เปล่งประกายและเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสากลยิ่งขึ้น เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของกิจกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน ผ่านมิติด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพและความงาม ภายใต้เครือข่าย National Licensees ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก

การจัดงานโดยทีมงานระดับโลกในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างกว้างขวางโดยในช่องทาง YouTube ของ Miss International Queen มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 1.9 ล้านครั้ง ภายในคืนเดียว ขณะเดียวกันการเผยแพร่การประกวด Miss International Queen® ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเครือข่าย National Licensees 5 ประเทศยังสร้างยอดรับชมรวมตลอดการประกวดอีกกว่า 50 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ผู้ชมและแฟนการประกวดจากทั่วโลกยังร่วมส่งเสียงชื่นชมความสง่างาม ความร่วมสมัย สีสันทางวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องราวและจุดยืนด้านความเท่าเทียมที่ผู้เข้าประกวดแต่ละคนถ่ายทอดตลอดการแข่งขัน

ผลการตัดสิน Miss International Queen® 2026: Lo Colby Miss International Queen  จากสหรัฐอเมริกา, รองอันดับ 1 (1st Runner-up): Teerachaya Pimkitidaj Miss International Queen จากประเทศไทย และรองอันดับ 2 (2nd Runner-up): Saki Iwai Miss International Queen จากประเทศญี่ปุ่น

แม้มงกุฎ Miss International Queen® 2026 จะมีผู้ครองเพียงหนึ่งเดียว แต่พลังของผู้เข้าประกวดทั้ง 27 ประเทศจะยังคงเดินทางต่อไป ผ่านบทบาทของการเป็นกระบอกเสียง ผู้นำทางความคิด และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก การฉลองครบรอบ 20 ปีจึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา หากเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice” ที่จะเปลี่ยนการมองเห็นให้เป็นโอกาส เปลี่ยนเสียงให้เกิดความหมาย และต่อยอดพลังของเวทีไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ทั้งนี้ สามารถรับชมย้อนหลังรอบ The Crowning Finale: YouTube MissInternationalQueenOfficial

โรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในไทยคว้ารางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ 2569 สะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพักระดับโลก

21 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

คู่มือ “มิชลิน ไกด์”  ประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้รับการคัดเลือกในรางวัล “กุญแจมิชลิน” (MICHELIN Key) ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ เพื่อยกย่องประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก หลังผ่านการตรวจสอบและประเมินโดยไม่เปิดเผยตัวตนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ปีนี้มีโรงแรมทั่วโลกจำนวน 2,832 แห่งใน 79 ประเทศที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ขณะที่ประเทศไทยมีโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศได้รับรางวัลกุญแจมิชลินรวมทั้งสิ้น 71 แห่ง สะท้อนถึงความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพัก ตั้งแต่โรงแรมหรูใจกลางเมือง รีสอร์ตระดับโลกริมชายหาด ไปจนถึงที่พักสไตล์บูทีกขนาดเล็กที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น

คาเพลลา กรุงเทพฯ สามกุญแจมิชลิน

มร.เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก กล่าวว่า  การประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินพร้อมกันทั่วโลกเป็นครั้งที่สองในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและพลวัตอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการทั่วโลก ด้วยจำนวนโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกกว่า 470 แห่ง เราได้เห็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนโดยแนวคิดและโครงการใหม่ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้น

โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เกาะสมุย สองกุญแจมิชลิน

ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดท่องเที่ยวเกิดใหม่ทั่วโลก หลายแห่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการโรงแรม รายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินประจำปี 2569 จึงเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ความมีชีวิตชีวา และความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมผลักดันขอบเขตของประสบการณ์การเข้าพักให้ก้าวไปอีกขั้น และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ทั่วโลก”

71 โรงแรมและรีสอร์ตในประเทศไทย คว้ารางวัล “กุญแจมิชลิน” สะท้อนที่สุดแห่งความเป็นเลิศด้านการบริการ

รายชื่อโรงแรมและรีสอร์ตที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินในประเทศไทยประจำปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 71 แห่ง ประกอบด้วย สามกุญแจมิชลิน จำนวน 6 แห่ง รวมโรงแรมที่ได้รับการเลื่อนระดับ 1 แห่ง  คือ Mandarin Oriental, Bangkok,  The Siam, Four Seasons Resort Chiang Mai, Phulay Bay, A Ritz-Carlton Reserve, Amanpuri, และที่เลื่อนระดับคือ Capella Bangkok

อมัน นายเลิศ กรุงเทพ สองกุญแจมิชลิน

สองกุญแจมิชลิน จำนวน 22 แห่ง (รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 1 แห่ง และได้รับการเลื่อนระดับ 4 แห่ง) อาทิ Aman Nai Lert Bangkok, Dusit Thani Bangkok (เลื่อนระดับ), Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River, Park Hyatt Bangkok, Rosewood Bangkok, The Sukhothai Bangkok, 137 Pillars House  เชียงใหม่ (เลื่อนระดับ), Rachamankha เชียงราย, Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort เชียงราย, Banyan Tree Krabi, Pimalai Resort & Spa กระบี่, Banyan Tree Samui, Four Seasons Resort Koh Samui (ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก), Samujana Villas สมุย, Six Senses Samui, niala Beach House (เลื่อนระดับ),The Sarojin Thailand, Six Senses Yao Noi, Keemala ภูเก็ต, InterContinental Phuket Resort, Rosewood Phuket และ Trisara  ภูเก็ต (เลื่อนระดับ)

โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย หนึ่งกุญแจมิชลิน

หนึ่งกุญแจมิชลิน จำนวน 43 แห่ง  รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 14 แห่ง  อาทิ  กรุงเทพฯ :

Andaz One Bangkok, Chakrabongse Villas, Sala Private Thai Villa  สุราษฏร์ธานี : สุราษฎร์ธานี Cape Fahn Hotel, Koh Samui และ Garrya Tongsai Bay Samui นครราชสีมา : Maison Mystique Khao Yai  ประจวบคีรีขันธ์ :  Chiva-Som Hua Hin, Devasom Hua Hin  เชียงใหม่ :  Onsen at Moncham, Sela Chiangmai  และ Villa Mahabhirom

ชีวาศรม หัวหิน หนึ่งกุญแจมิชลิน

เมซง มิสทิค เขาใหญ่ หนึ่งกุญแจมิชลิน

รายชื่อในปีนี้สะท้อนถึงความหลากหลายอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการไทย ตั้งแต่โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีสอร์ตระดับเวิลด์คลาสบนเกาะต่างๆ ไปจนถึงโรงแรมบูทีกที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเสน่ห์ของท้องถิ่น

มากกว่านิทรรศการแฟชั่น ‘A Princess’s Vision Woven for the Nation’ ความภาคภูมิใจของชาติ จากพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบ บนเวทีเอเชียนเกมส์

21 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

สยามพารากอน แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพมหานคร ชวนสัมผัส “A Princess’s Vision Woven for the Nation: Thailand’s Journey to the Asian Games 2026” นิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังชุดพิธีการอย่างเป็นทางการของคณะนักกีฬาไทย สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองไอจิ–นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน–4 ตุลาคม 2569 ณ แฟชั่น แกลเลอรี ชั้น 1 สยามพารากอน

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบและวิสัยทัศน์ในการต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่านผลงานการออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว”  ที่นำผ้าฝ้ายย้อมครามทอมือจากชุมชนดอนกอย จังหวัดสกลนคร มารังสรรค์เป็นชุดพิธีการร่วมสมัย อันงดงามด้วยรายละเอียดประณีตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เครื่องแบบพิธีการได้รับการออกแบบเป็นชุด 4 ชิ้น ประกอบด้วย เสื้อสูทผ้าฝ้ายทอมือทรงแจ็กเกต 3 กระเป๋า เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ประดับงานปักบริเวณแผงอก ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่น กางเกงขายาวสีเดียวกับเสื้อสูท และเนกไทที่ผูกด้วย Diamond Knot อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์อย่างประณีต เพื่อสะท้อนความสง่างาม ความภาคภูมิใจ และพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย

ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้ร่วมเปิดประสบการณ์ผ่าน 3 เรื่องราวที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ได้แก่ เรื่องราวของนักกีฬา เรื่องราวของชุดพิธีการ และเรื่องราวของผ้าครามไทย ตั้งแต่แรงบันดาลใจและภาพร่างต้นฉบับ กระบวนการออกแบบ ไปจนถึงภูมิปัญญาการทอผ้าและย้อมครามของช่างฝีมือไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของหัตถศิลป์ไทยสามารถก้าวข้ามกาลเวลาและได้รับการตีความใหม่อย่างร่วมสมัยได้อย่างภาคภูมิ

 “A Princess’s Vision Woven for the Nation” จึงเป็นมากกว่านิทรรศการแฟชั่น แต่คือพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของชาติ ที่เชื่อมโยงพลังของงานออกแบบ งานฝีมือ และหัวใจนักกีฬาเข้าไว้ด้วยกัน เพราะทุกครั้งที่นักกีฬาไทยสวมชุดพิธีการนี้ก้าวสู่เวที พวกเขาได้นำเรื่องราวของประเทศไทย ความวิริยะอุตสาหะของช่างฝีมือ และกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศร่วมไปด้วย

ร่วมสัมผัสนิทรรศการ “A Princess’s Vision Woven for the Nation: Thailand’s Journey to the Asian Games 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 4 ตุลาคม 2569  ณ แฟชั่น แกลเลอรี่ ชั้น 1 สยามพารากอน พร้อมส่งข้อความให้กำลังใจ เชียร์ทัพนักกีฬาไทย ที่บูทกิจกรรมและโพสต์โซเชียลมีเดีย พร้อมติด #AsianGames2026xSiamParagon และ #CheerTeamThai  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siamparagon.co.th. และ โซเชียลมีเดีย SiamParagon

บำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศลแด่ ‘กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปี มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

21 กันยายน 2569 เวลา 15:29 น.

มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน นำโดย สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวัดทองใน คณะครูเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดทองใน จัดพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองใน จำนวน 110 ทุน  โดยได้รับเมตตาจาก ดร.พระมหานุกูล อภิปุณฺโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน เป็นประธานสงฆ์ ในการนี้ บัญชา สืบกระพัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ได้มอบหมายให้ มณีรัตน์ มะลิอ่อง หัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานขตสวนหลวง ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาในเขตสวนหลวงร่วมพิธี จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 ณ ศาลาการเปรียญ วัดทองใน

ดร.พระมหานุกูล อภิปุณฺโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน พร้อมคณะสงฆ์ประกอบพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศล

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

นางสุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองในกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2536 มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาเยี่ยมราษฎรในชุมชน และทอดพระเนตรการดำเนินงานของมูลนิธิฯ พร้อมทั้งพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนซึ่งกำลังศึกษา ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเขตพระโขนงในขณะนั้น ตามคำกราบทูลเชิญของคณะกรรมการมูลนิธิฯ ในโอกาสนั้นทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานเงินจากกองทุนสมเด็จย่า จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ และในปีต่อมาได้พระราชทานเงินจากทุนการกุศล กว. อีก 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท (สองแสนบาท) ซึ่งนับเป็นพระกรุณาธิคุณและยังความปลื้มปีติแก่คณะกรรมการมูลนิธิฯ อย่างหาที่สุดมิได้

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ ถวายตาลปัตรพัดรองที่ระลึก

ประธานมูลนิธิฯ ถวายจตุปัจจัยไทยทานแก่คณะสงฆ์

“ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ คณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน จึงมีมติให้ทุกวันที่ 16 กันยายน ของทุกปี จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน ถวายเป็นพระกุศล  และในปีพุทธศักราช 2569 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เฉลิมพระนามพระอัฐิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี คณะกรรมการ มูลนิธิ ฯ จึงพร้อมใจกัน จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 110 ทุนๆละ 500 บาท แก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองในถวายเป็นพระกุศล เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน”

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ (ยืน) อาภาวดี วงษ์วรรณ, นริศรา เปรมศรี ผอ.รร.สุเหร่าทางควาย, อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน, รัศมี นนทสินธุ์, กุลจิรา ชำนิบรรณการ, นิสา โชคชัยวงศ์, นภดล พูนเพิ่มสิน,พจนา ศรีชิน, ราชวิจิตรา อู่เงิน และ ยุพิน มาพล ร่วมด้วย พัชรา มาดล

มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายการศึกษา เขตสวนหลวง และ สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนสถานศึกษาในเขตสวนหลวง

นริศรา เปรมศรี ผอ.รร.สุเหร่าทางควาย, โสภา อมราศรัยศรี, พิมพ์ชยา ธนโชติชุติวัฒน์ ผอ.รร.วัดราษโกษา, อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน, มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง, สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ, พัชรา มาดล, อร่ามรัตน์ บุญรักษ์โยธิน กก.ที่ปรึกษาสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รร.วัดทองใน, วิไล อรรถวิทยา ปธ.ที่ปรึกษา กก.กรรมการสถานศึกษา รร.วัดทองใน และ รัศมี นนทสินธุ์ ร่วมมอบทุนกาศึกษา

มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง และคณะร่วมมอบทุนการศึกษา

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ ทักทายเด็กๆ ที่มารับทุน

มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2531 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน อุปกรณ์การศึกษา เครื่องแต่งกาย สวัสดิการ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลน ตลอดจนบำรุงและส่งเสริมการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองใน

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ และ อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน รองประธานมูลนิธิฯ มอบของที่ระลึกแก่ มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง

ประธานมูลนิธิฯ เยี่ยมชมสนามเด็กเล่นของ รร.วัดทองใน ที่ได้รับเงินสนับสนุนปรับปรุง

นักเรียนโรงเรียนวัดทองในที่ได้รับทุนร่วมพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศล

ฉลองใหญ่ 14 ปี ‘พันธุ์ไทย’ เสิร์ฟของขวัญและสิทธิพิเศษตอบแทนทุกหัวใจ รวมมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท

21 กันยายน 2569 เวลา 15:22 น.

การเดินทางของรสชาติไม่ได้วัดกันด้วยระยะทางหรือระยะเวลา แต่วัดกันด้วย “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง 14 ปีที่ผ่านมา “กาแฟพันธุ์ไทย” เติบโตเคียงคู่สังคมไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ “อยู่ดี มีสุข” พร้อมผลักดันกาแฟไทยให้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลก และในโอกาสพิเศษนี้ พันธุ์ไทยขอมอบของขวัญแทนคำขอบคุณแฟนพันธุ์แท้ทุกคนที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกันมาตลอด 14 ปี ด้วยของรางวัลใหญ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย พร้อมให้ทุกคนดื่มด่ำกับ “ไทยริกาโน” ในราคาพิเศษ และสนุกกับคอนเสิร์ตใหญ่จาก “ปาล์มมี่ – เบน ชลาทิศ” รวมถึงเซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่จัดเต็มตลอดทั้งปี รวมมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ทุกแก้วของ ‘พันธุ์ไทย’ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางร่วมกันของลูกค้า พี่น้องเกษตรกรไทย และชุมชนทั่วประเทศ จากความตั้งใจในการเสาะหาวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาทานได้ยาก มารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ รวมไปถึงการส่งเสริมการปลูกป่าโดยจัดทำ ‘โครงการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิกาบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน’ ด้วยเป้าหมาย 10,000 ไร่ ภายในปี 2569 ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อให้ทุกคนในห่วงโซ่ของเราได้เติบโตและ ‘อยู่ดี มีสุข’ ไปพร้อมกัน ในโอกาสครบรอบ 14 ปี พันธุ์ไทยจึงอยากส่งมอบของขวัญสุดพิเศษแทน ‘คำขอบคุณ’ จากใจ ถึงทุกคนที่ร่วมสนับสนุนมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่า เมื่อธุรกิจของเราเติบโต คุณค่าและความสุขนี้จะต้องสะท้อนกลับไปหาทุกคน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเช่นกัน”

เสิร์ฟใหญ่ ไทยริกาโน ราคาพิเศษเพียง 19 บาท มูลค่ารวม 14 ล้านบาท

ดื่มด่ำกับรสชาติสุดพรีเมียมของ “ไทยริกาโน” กาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทย เลือกได้ทั้งร้อนและเย็น ในราคาพิเศษเพียงแก้วละ 19 บาท จากราคาปกติสูงสุด 75 บาท จำนวน 250,000 แก้วตลอดแคมเปญ มูลค่ารวม 14 ล้านบาท (เมนู ไทยเอสเพรสโซ, ไทยลาเต้, ไทยคาปูชิโน ไม่ร่วมรายการ) สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Max Card ทุกประเภท รับ 1 สิทธิ์/สมาชิก/ตลอดแคมเปญ อร่อยครบคุ้มยิ่งขึ้น เมื่อสั่งคู่กับเบเกอรีที่ร่วมรายการ รับส่วนลดเพิ่มทันที 5 บาท เฉพาะวันที่ 19 กันยายน 2569 วันเดียวเท่านั้น ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาท่าอากาศยานและบริการเดลิเวอรี

คอนเสิร์ตใหญ่ “Roast for the Road คั่วทุกแก้ว เคียงข้างทุกเส้นทาง” รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท

ค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ร่วมฉลองครบรอบ 14 ปี พันธุ์ไทย ในคอนเสิร์ตใหญ่ “Roast for the Road คั่วทุกแก้ว เคียงข้างทุกเส้นทาง” พบกับความสนุกสุดประทับใจจาก “ปาล์มมี่” นักร้องชื่อดัง พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “เบน ชลาทิศ” ที่จะมาร่วมสร้างสีสัน พร้อมเซอร์ไพรส์จัดเต็มตลอดทั้งงาน เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนพันธุ์แท้ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างพันธุ์ไทยมาตลอด 14 ปี ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ณ BCC HALL เซ็นทรัล ลาดพร้าว โดยลูกค้า Max Card ระดับ Platinum รับสิทธิ์ชมฟรี 400 ที่นั่ง มูลค่ารวม 600,000 บาท และสมาชิกบัตร Max Card ทั่วไป ซื้อสินค้าครบ 100 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นดูฟรี 2 ที่นั่ง มูลค่า 3,000 บาท รวม 600 ที่นั่ง มูลค่ารวม 900,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ร่วมลุ้นรับทองคำภายในงานเพิ่มเติมอีก มูลค่ารวมกว่า 140,000 บาท

รางวัลใหญ่ MEMBER MONTH ลุ้นรับทองและของขวัญรวมกว่า 1.4 ล้านบาท

เซอร์ไพรซ์ยังไม่หมด เพียงลงทะเบียนผ่านแอป MAX Me และซื้อสินค้าพันธุ์ไทยที่ร่วมรายการ ทุก 100 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับทองคำและของขวัญรวม 1,028 รางวัล มูลค่ารวมสูงสุดประมาณ 1,480,000 บาท รับโบนัสพิเศษ เมื่อซื้อครบ 100 บาท จำนวน 14 ครั้งในรอบเดียวกัน รับเพิ่มทันที 10 สิทธิ์ สิทธิพิเศษนี้สำหรับสมาชิก Max Card Plus, Max Card Premier, Max Card EV และ MAX Me เท่านั้น ร่วมสนุกและรับความคุ้มค่าตลอดทั้งปี พร้อมติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Punthai Coffee

 “กาแฟพันธุ์ไทยยังคงเดินหน้าคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ เพื่อสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการส่งมอบคุณค่าสู่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ ‘อยู่ดี มีสุข’ ต่อไป เพราะทุกการเดินทางของพันธุ์ไทย จะเติบโตไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้แรงสนับสนุนจากทุกคน ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจ และใช้บริการกาแฟพันธุ์ไทยตลอดมา ขอบคุณพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบนผืนดินไทย ขอบคุณทุกคนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมกาแฟไทย ตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้แปรรูป จนถึงพนักงานหน้าร้านทุกคน ที่ทำให้กาแฟทุกแก้วเดินทางมาถึงมือลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์” คุณสุขวสา กล่าวสรุป