หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“หนุ่ม-แท่ง” พากราบขอพรหลวงปู่ทวด ณ “วัดชิโนรสาราม วรวิหาร” พร้อมเช็กอินร้านดังบรรยากาศฟีลกู้ดใน “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” เสาร์ 9 พ.ค.นี้ มาพบกันเป็นประจำกับ 2 พิธีกรคู่ซี้ “หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ” และ“แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง แห่งรายการ หนุ่มแท่ง อารามทัวร์ ที่พร้อมพาสายบุญและสายกินไปตะลุยเช่นเคย  สัปดาห์นี้ไปกันที่ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนฯ  อีกหนึ่งวัดที่มีความพิเศษทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ซึ่งสร้างโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส อดีตพระสังฆราชเจ้ารูปที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระประธานศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ทรงหล่อด้วยพระองค์เองด้วย

ไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้ เมื่อมาที่นี่ คือการพาไปกราบขอพร “หลวงปู่ทวด” เพื่อเสริมสิริมงคล ขอพรด้านโชคลาภ และแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย จากนั้นตามหนุ่มแท่งไปค้นหาประวัติตำนานการสร้างวัดชิโนรสาราม วรวิหาร ที่เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร พร้อมพาชมความงดงามของอุโบสถ รวมถึงเยี่ยมชม “พระตำหนักวาสุกรี” หรือพระตำหนักของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส และอีกหลายมุมสำคัญที่ไม่ควรพลาดหลังจากเรียนรู้ ท่องเที่ยวเรื่องวัดครบแล้ว  ถึงเวลาอิ่มท้องตามสไตล์ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันนี้พาไปเช็กอินที่ บึงตลิ่งชัน ร้านอาหารบรรยากาศสุดชิลริมบึง มีทั้งโซนรับลมธรรมชาติและห้องแอร์เย็นสบาย พร้อมเสิร์ฟเมนูหลากหลายจากวัตถุดิบสดใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศฟีลกู้ดที่ชวนให้นั่งเพลินแบบยาว ๆโดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า “ย่านฝั่งธนบุรี ยังมีวัดสวย วัดดังอีกมากมายนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว วัดชิโนรสาราม วรวิหาร เป็นอีกวัดที่สงบร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ที่รอให้ท่านผู้ชมมาสักการะขอพรกันครับ”ร่วมออกเดินทางเติมเต็มทั้งความสุข ความอิ่มบุญ และความอร่อย ไปกับรายการ “หนุ่มแท่งอารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35  และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“พระปฐมเจดีย์” แห่งเมืองนครปฐม เป็นสถูปโบราณที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช ทรงพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์ สถาปนาขึ้นใหม่กระทั่งเป็นพระมหาเจดีย์ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ด้วยทรงเชื่อว่า เป็นเจดีย์แรกที่สร้างขึ้นบนแผ่นดินสยาม  เมื่อครั้งสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ 

การปฏิสังขรณ์กระทำโดยการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ครอบลงไปบนฐานเจดีย์โบราณที่มีพระปรางค์ศิลปะอยุธยาตั้งทับอยู่อีกทอดหนึ่ง  ซึ่งการนี้ แล้วเสร็จรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อันจะเห็นภาพเจดีย์สวมครอบกันได้จากจิตรกรรมฝาผนัง ณ พระวิหารหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้วาดเอาไว้ 

องค์พระปฐมเจดีย์นี้ เป็นที่เลื่อมใสแห่งองค์พระมหากษัตริย์ทั้งสามรัชกาล คือ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ซึ่งหากกล่าวด้วยคำสามัญ ก็คือ ปู่ พ่อ และลูก (โดยใช้รัชกาลที่ ๖ เป็นหลักของการนับ)สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ  ทั้งสามรัชกาล ล้วยประสบ “ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์” เฉกเช่นเดียวกัน
โดยเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๔๕๒ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประทับ ณ พระราชวังสนามจันทร์ และได้ทอดพระเนตรพระปฐมเจดีย์
“มีแสงสว่างโพลงไปทั้งองค์เหมือนตามไฟ แต่สีเป็นสีคล้ายหิ่งห้อย…ดูกันอยู่เป็นนานจนเวลา ๗ ทุ่ม ๑๒ นาที รัศมีตอนบนตั้งแต่ยอดมงกุฎจนหมดปล้องไฉน จึงวูบหายไป”

 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บันทึกรายนามผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในคืนนั้น รวมทั้งสิ้น ๖๘ คน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึก ด้านหน้าเป็นรูปธรรมจักร ด้านหลังจารึกข้อความ ระบุวัน เวลาที่เกิด “พระปฐมปาฏิหาริย์” พระราชทานเป็นที่ระลึก

ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระองค์ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์ของพระปฐมเจดีย์อีกครั้ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย”  ขึ้นที่ชาลาพระที่นั่งพิมานปฐม พระราชวังสนามจันทร์ เป็นที่ระลึก

ปาฏิหาริย์ของพระปฐมเจดีย์ดังพรรณนามานี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เคยทอดพระเนตรมาแล้ว ดังหลักฐานบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ โดยในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อปีมะโรง อัฐศก วันเสาร์ เดือน ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ (๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๙) เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่วงออกมาทางซุ้มคูหาทิศเหนืออีกคราว ๑ ครั้นมาถึงวันพฤหัส เดือน ๑ ขึ้น ๗ ค่ำ เห็นรัศมีส่องไปทั้งองค์ปรางค์เหมือนแสงดอกไม้เทียนจับอยู่ที่องค์พระ ได้เห็นด้วยกันมาก ในเดือน ๑ ปีมะโรง อัฐศก เห็นอัศจรรย์ ๒ ครั้ง การที่ปาฏิหาริย์มีนั้น เกิดทุกปี ปีละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใดก็เห็นทุกคราว และที่พระปฐมเจดีย์มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง คือ องค์พระปรางค์ ลางทีเดือนมืดก็บังเกิดเป็นรัศมีเหมือนบุคคลเอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้ แล้วก็หายไปทีละน้อยๆ แล้วก็ สว่างขึ้นทีละน้อยๆ จนเต็มกำลัง และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนภศูล ลางทีก็สว่างซีกหนึ่ง ลางทีสว่างข้างล่าง มืดข้างบน แล้วสว่างข้างบน มืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้นก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นทีละน้อยๆ สว่างเต็มกำลังตลอดจนยอดนภศูล แล้วรัศมีก็โรยอ่อนลงมาทีละน้อยๆ จนมืดไปทั้งองค์พระปรางค์ แล้วก็ค่อยๆ มีรัศมีเรืองๆ ขึ้นมาอีกดังกล่าวมาแล้ว เป็นอยู่ ๒ ทุ่มบ้าง ๓ ทุ่มบ้าง แล้วจึงหายไปทีเดียว ลางทีก็เห็นเป็นดวงดาวติดอยู่ปลายยอดนภศูล รัศมีแดงเหลืองสีต่างๆ ค่อยๆ เลื่อนลงมาทีละน้อย หายไปในช่องคูหา

..ลางทีดูที่องค์พระปรางค์มืดเป็นปกติ แต่ขอบริมนั้น มีรัศมีขาวสว่างขึ้นไปตลอดยอด ลางทีเวลาพลบก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง ครั้นขึ้นไปถึงชั้นสุดดูก็ไม่เห็นผู้ใด ลางทีได้ยินเสียฆ้องชัยเหมือนบุคคลตีอยู่ในองค์พระเจดีย์ ลางทีมิใช่เวลาสัตบุรุษขึ้นนมัสการ พวกทำงานก็ได้กลิ่นธูปเทียนหอมตลบไป บางจำพวกมิอาจที่จะขึ้นไปบนทักษิณได้ ก็นั่งกราบไหว้อยู่แต่พื้นดิน ครั้นถามก็ว่านมัสการนี้ก็ได้บุญเหมือนกัน คนผู้นั้นจะกลัวบาปว่าพระบรมธาตุอยู่ข้างล่าง หรือจะกลัวอย่างไรก็ไม่รู้จักน้ำใจเขา และการที่กล่าวด้วยอัศจรรย์องค์พระ ปี ๑ ก็เป็นหลายครั้งหลายคราวทุกปี จะว่าด้วยอำนาจพระพุทธเจ้าหรือว่าพระบรมสารีริกธาตุ หรือจะว่าด้วยอำนาจเทพยดา หรือจะว่าไฟฟ้าดินขึ้นกินกัน ก็สุดแล้วแต่ปัญญาท่านผู้ใดจะคิดเห็น การที่กล่าวมานี้เป็นความจริง มีพยานโดยมาก…”

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปพระราชทานผ้าพระกฐินแล้วประทับอยู่ ๒ คืน ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีก ในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเห็นกันพร้อมหน้า พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า

“…พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปีติโสมนัส รับสั่งว่าเหมือนผีหลอก ไม่รู้ที่จะว่าอย่างไรได้ เห็นจะเป็นไฟธาตุดินอยู่ในอิฐปูนถูกน้ำฝนเข้าก็เกิดเป็นรัศมีขึ้น ที่รับสั่งตรัสดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองทิษมีอยู่ในฉลองพระองค์เท่าใด ก็ถอดพระราชทานให้เป็นส่วนพระราชกุศลจนสิ้น”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสนพระทัยในด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เมื่อมีบางคนกล่าวว่าที่องค์พระปฐมเจดีย์มีรัศมีเรื่องขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะสารที่ตำราฝรั่งเรียกว่า “ฟอสฟอรัส” ซึ่งเป็นสารมีรัศมีเรืองแสง ไม่ใช่อภินิหารของพระสารีริกธาตุแต่อย่างใด
พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พระอนุชิตชาญชัย พระวิสูตรโยธามาตย์ เอาฟอสฟอรัส เครื่องมือต่างๆ ไปทำการทดลอง พอทั้ง ๓ รับงานทดสอบปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์มายังไม่ทันจะได้ลงมือ เจ้าหญิงและหม่อมห้ามในกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พร้อมด้วยบุตรภรรยาของพระยาอนุชิตชาญชัย และบ่าวไพร่ได้พากันไปเที่ยวหลังองค์พระ ก็ถูกฝูงผึ้งจำนวนหนึ่งเข้าโจมตี ทำเอาต้องวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง บ้างก็เข้าไปในดงหนาม บ้างก็วิ่งไปชนต้นไม้จนหัวแตก บ้างก็ถึงกับผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ต้องมีคนเอาผ้านุ่งไปให้จึงกลับมาได้ แต่เมื่อมีคนตามไปดูก็ไม่พบฝูงผึ้ง ทั้งที่บูรณปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์กันมา ๑๐ ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีใครถูกผึ้งต่อยเลย  จึงเป็นที่เล่าลือว่า เหตุเพราะริจะพิสูจน์ปาฏิหาริย์นี่เอง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงเผชิญปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ถึง ๒ ครั้ง แต่พระองค์ไม่ได้ทรงรับสั่งเล่าให้ใครฟัง คงเก็บความแปลกพระทัยไว้เงียบๆ จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ขณะยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๒ และมีพระราชหัตถเลขามากราบทูลพระราชบิดาว่า

“ด้วยเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๘ นี้ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ เวลาดึก ๒ ยามกับ ๕๕ นาที ข้าพระพุทธเจ้าได้นั่งอยู่ที่เรือนสนามจันทร์มีข้าราชการและมหาดเล็กอยู่ด้วยเป็นอันมาก ได้เห็นองค์พระปฐมมีรัศมีสว่างพราวออกมาทั้งองค์ ดูประหนึ่งว่าองค์พระปฐมเจดีย์ด้านตะวันตก คือ ด้านที่เล็งตรงกับสนามจันทร์นั้น ทาด้วยฟอสฟอรัสพราวเรืองตั้งแต่คอระฆังลงมาหน่อยหนึ่งตลอดขึ้นไปจนยอดมงกุฎ และซ้ำยังมีรัศมีพวยพุ่งสูงขึ้นไปอีกประมาณ ๓-๔ วา ปรากฏแก่ตาอยู่อย่างนี้ ๑๗ นาที แล้วรัศมีตอนใต้แต่ปล้องไฉนตลอดยอดก็ดับลงไปทันที เหลือสว่างอยู่แต่ตอนช่องมะหวดลงมาอีกสักไม่ถึงกึ่งนาทีก็ดับหายไปหมด มืดแม้จะมองแต่รูปองค์พระก็ไม่ถนัด ข้าพระพุทธเจ้าได้นับผู้ที่เห็นในขณะนั้น ตลอดจนทหารที่อยู่ยาม ๔ คน เป็นจำนวน ๖๙ คน

…ข้าพระพุทธเจ้าลองคิดดูตามไซแอนซ์ ว่าบางทีจะเป็นด้วยตอนฝนตกหนักละอองฝนจะติดค้างอยู่ที่กระเบื้องที่ประดับองค์พระปฐมบ้าง ครั้นตอนดึกจวนพระจันทร์ตกแสงจันทร์ส่องทอตรงได้ระดับฐานฉากกับองค์พระปฐม จึงเกิดแสงแพรวพราว ฉะนั้นพอจันทร์เหลื่อมเข้าเมฆ แสงลับไป รัศมีที่องค์พระปฐมก็หายไปด้วย ครั้นรุ่งขึ้นได้ทราบเกล้าฯว่าจีนที่รับเหมาทำศาลารัฐบาลซึ่งอยู่ด้านตะวันออกองค์พระ และชาวตลาดอีกหลายคนซึ่งอยู่เหนือองค์พระก็เห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่ารัศมีได้พราวออกทั่วองค์พระเป็นอันพ้นวิสัยที่แสงจันทร์จะถึงได้ หรือว่าจะมีธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในองค์พระธาตุนั้น จะส่องแสงแพรวพราวในเวลากลางคืนได้ก็ต่อเมื่อได้ต้องแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันมากพอ ในเวลากลางวันก็ชอุ่ม ตอนเย็นก็ฝนตกไม่ใช่ธาตุฟอสฟอรัสแน่ จึงเป็นอันจนด้วยเกล้าฯ ที่อ้างแสงรัศมีนั้นเป็นด้วยเหตุไรนอกจากว่ามหัศจรรย์ยิ่ง
…รุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ ข้าพระพุทธเจ้าได้นิมนต์พระสงฆ์ ๑๐ รูป มีพระนิกรมุนีเป็นประธาน สวดมนต์เย็นในพระวิหารองค์พระแล้วได้เดินเทียนสมโภชองค์พระ ๓ รอบ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ เวลาเช้า พวกข้าราชการ พ่อค้า ราษฎรชาวพระปฐมเจดีย์ มีความปีติยินดีช่วยกันจัดของไปถวายและเลี้ยงพระหมดทั้งวัดพระปฐมเจดีย์เป็นจำนวน ๖๘ รูป เวลาค่ำได้มีละครเรื่องสุวรรณหงษ์ ตอนกุมพลถวายม้าฉลองหนึ่งคืนเป็นเสร็จการ”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสว่า

“เรื่องพระปฐมเจดีย์กระทำปาฏิหาริย์ตามลักษณะที่เล่ามานี้ ช่างไม่มีอะไรผิดกับที่เคยเห็น ๒ คราวแต่สักนิดเดียว เวลาที่ได้เห็นนั้น คนมากยิ่งกว่าที่นับมา เห็นปรากฏด้วยกันทั้งหมด จึงได้มีเรื่องตรวจตราซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พ่อเข้าใจในลักษณะที่เล่าว่าเป็นอย่างไร แลเชื่อว่าได้เป็นเช่นนั้นจริงเพราะเคยเห็น แต่จะเป็นด้วยอันใด เหลือที่จะยืนยันฤารับรองให้คนอื่นเห็นด้วยจริงได้ จึงไม่ได้เล่าให้ใครฟังในชั้นหลังๆ นี้ เพราะห่างจากเวลาที่ได้เห็นนั้นมาก เข้าใจว่าการที่เป็นเช่นนั้นได้ จะได้เป็นอยู่เนืองๆ แต่หากคนนั้นตกค่ำลงก็เข้านอนเสียไม่สังเกต แปลกอยู่หน่อยแต่ที่เวลาเป็นมักจะเป็นเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เดือนยี่ เวลาเดินบกมาถึงที่นั้น ฤาเสด็จออกไปหลายครั้ง ไม่เคยมีเลย ขออนุโมทนาด้วยในส่วนกุศลที่ได้ทำ”

ต่อมาใน ปี พ.ศ.๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อได้ครองราชย์แล้ว ก็ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีกในคืนเดือนมืด พร้อมข้าราชบริพาร ตำรวจ และเสือป่า เข้าเฝ้าอยู่ที่สนามจันทร์ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งได้เห็นกันทุกคนรวมทั้งราษฎรที่อยู่รอบองค์พระด้วย เรื่องเล่าเหล่านี้  หากทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะไปกราบสักการะองค์พระปฐมเจดีย์กันสักครั้ง “แนวหน้า” ก็ขอกราบอนุโมทนา
 

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

ภาพถ่ายเก่า เห็นพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยตั้งอยู่บนลานพระที่นั่งพิมานปฐม

ภาพถ่ายเก่า เห็นพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยตั้งอยู่บนลานพระที่นั่งพิมานปฐม

ภาพถ่ายเก่าองค์ประปฐมเจดีย์

ภาพถ่ายเก่าองค์ประปฐมเจดีย์

เหรียญพระปฐมปาฏิหาริย์

เหรียญพระปฐมปาฏิหาริย์

พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๖ ณ พระราชวังสนามจันทร์

พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๖ ณ พระราชวังสนามจันทร์

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่ององค์เจดีย์ที่ครอบซ้อนกันอยู่

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่ององค์เจดีย์ที่ครอบซ้อนกันอยู่

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ประเทศไทยสดใสขึ้นทันที เมื่อราชินีแห่งซีรีส์จีน จ้าวลู่ซือ” (Zhao Lusi) นักแสดงแถวหน้าของจีนและแฟชั่นไอคอนระดับโลก เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงค่ำของวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อเตรียมเสิร์ฟความสนุกและความฟินให้แฟนๆ ในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหญ่ในต่างประเทศครั้งแรกของเธอ ท่ามกลางกองทัพแฟนคลับที่มารอต้อนรับอย่างเนื่องแน่น ตอกย้ำกระแสความนิยมในประเทศไทย

นักแสดงสาวเจ้าของผลงานซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Hidden Love และ Love Like the Galaxy เตรียมใช้เวลาตลอดสัปดาห์นี้ในกรุงเทพฯ เพื่อทุ่มเทซ้อมคอนเสิร์ต Rosy Zhao “Stay Romantic” Concert in Bangkok 2026 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

โดยแฟนๆ จะได้พบกับโชว์สุดพิเศษ ทั้งการแสดงเพลงประกอบซีรีส์ชื่อดัง เพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย รวมถึงเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกแบบมาเพื่อเวทีกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีช่วงเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับจ้าวลู่ซืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับใครที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษ และโมเมนต์ดีๆ กับนางเอกคนโปรด สามารถจับจองบัตรได้ทาง Ticket Melon, Damai, MAISEAT (ระบบยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริง) และ Trip.com

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

เวทีประกาศรางวัล “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการธุรกิจบันเทิงไทย โดย ดร.ศรีสุริยะ จารุกรตรีภพ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ในฐานะผู้จัดงาน ได้ชูแนวคิดการใช้ “Soft Power” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงและนางงามที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการมอบรางวัลผู้ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจนางงามและ Soft Power ให้กับ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเวลานางงามอย่าง มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์  ซึ่งสะท้อนบทบาทที่สามารถยกระดับเวทีนางงามสู่ระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่ง รางวัลนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของคอนเทนต์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ

ในฝั่งของบุคลากรรุ่นใหม่ นางงามและนางเอกร้อยล้าน อย่าง กชเบล ศรัณรัชต์ เผือกพิพัฒน์ ได้รับรางวัล “นางงามมากความสามารถที่ประสบผลสำเร็จยอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาท “นางงามยุคใหม่” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความงาม แต่ขยายไปสู่การเป็นแบรนด์บุคคล (Personal Brand) ที่สร้างรายได้และอิทธิพลในหลายอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันพิธีกรบ้านแกรนด์อย่าง สกุล ลิมปภานนท์ หรือ “แชมป์” คว้ารางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมแห่งปี ตอกย้ำความสำคัญของบุคลากรเบื้องหน้าในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่มีบทบาทในการสร้าง Engagement และมูลค่าทางธุรกิจให้กับอีเวนต์และสื่อมวลชน

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับเวทีรางวัล โดย ผศ.ดร.ภญ นลินี ประดับญาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวทอล อินโนเวชัน แอนด์ คอนซัลแทนซี จำกัด  เจ้าของแบรนด์ Your Tofu! สแน็คฟองเต้าหู้กรอบ ได้รับรางวัลบุคคลที่น่ายกย่องแห่งปี นอกจากนี้ยังมีทีม PD (ผู้อำนวยการกองประกวดระดับจังหวัด MGT และ MUT) ร่วมเข้ารับรางวัลด้วยอย่าง คุณกบ ธนพัฒน์ นวลสกุล PD จังหวัดภูเก็ต , มอร์ฟีน รัชรินทร์ อุดเมืองคํา PD จังหวัดสระบุรี ,คุณจิราธิวัฒน์ ศุภรัตนเสรี PD ชลบุรี , โอชิน ฐิตาภรณ์​ ขุ่ยรักขิต PD ฉะเชิงเทรา , มาดามแพม ฯลฯ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างสินค้าและแบรนด์ให้โดดเด่น ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์สื่อและภาพลักษณ์เข้ามาหนุนธุรกิจ

ภาพรวมของงาน “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” จึงไม่ได้เป็นเพียงงานประกาศรางวัล แต่เป็นเวทีสะท้อนการหลอมรวมระหว่าง “บันเทิง–ธุรกิจ–เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทยในยุคใหม่ โดยเฉพาะการใช้ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดัง “มิ้วกี้ ไปรยา” ออกมาเปิดใจถึงมรสุมชีวิตตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่หรูหรา กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและการสูญเสียชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

‘มิ้วกี้’เผยว่า จุดเริ่มต้นของบาดแผลครั้งใหญ่คือการจบความสัมพันธ์ 10 ปีกับอดีตสามี ซึ่งไม่ได้สวยงามอย่างที่หน้ากล้องนำเสนอ โดยเธอตัดสินใจทำข้อตกลงที่ยอม “เสียสละทรัพย์สินแทบทั้งหมด”เพื่อแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตนั่นคือ “สิทธิ์การดูแลน้องกาเนสแต่เพียงผู้เดียว” ยอมยกธุรกิจและร้านค้าที่สร้างมากับมือให้อีกฝ่าย รถยนต์หรู 2 คันต้องปล่อยไป เหลือเพียงบ้าน 1 หลังเท่านั้นและเธอยังสารภาพว่าทุกวันนี้ยังไม่กล้าขับรถผ่านร้านเก่าของตัวเอง เพราะมองไปทีไรก็ใจหายจนทำใจไม่ได้ซึ่งสภาพจิตใจพังทลายฝันร้ายและการใช้ชีวิตในความมืดไม่ได้ส่งผลให้ความเครียดสะสมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง น้ำหนักของเธอลดฮวบกว่า 10 กิโลกรัม และต้องเผชิญกับภาวะทางจิตใจที่บอบช้ำหนัก

หนูต้องเปิดไฟนอนติดต่อกันเป็นปีๆ เพราะไม่สามารถอยู่กับความมืดได้ และต้องสู้กับฝันร้ายซ้ำๆ ทุกคืน โดยที่บอกใครไม่ได้แม้แต่คนในครอบครัว”

ในวันที่ชีวิตพุ่งถึงขีดสุด ‘มิ้วกี้’คือตัวแม่แห่งวงการ Luxury ที่มีค่าตัวหลักแสน แต่เมื่อเจอมรสุมชีวิต ทั้งเรื่องงานหดหาย, ถูกอดีตผู้จัดการโกงเงินล้าน และการสูญเสียคุณพ่อ เธอกลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่าการมูฟออนมีความรักใหม่ (รวมถึง LGBTQ+) ทำให้เธอถูกชาวเน็ตโจมตีอย่างหนักคนที่เธอเคยช่วยเหลือในวันที่รุ่งเรือง กลับหันหลังให้ในวันที่เธอลำบากที่สุดความเพอร์เฟกต์ที่เคยนำเสนอ กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนบางส่วนรอ “เหยียบซ้ำ” ในวันที่เธอพลาด

เริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อลูกปัจจุบัน มิ้วกี้ ไปรยา ประกาศพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มจากการซื้อรถคันใหม่ด้วยน้ำพักน้ำแรง และมุ่งมั่นสร้างตัวขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นรากฐานให้กับลู โดยเธอย้ำชัดว่า “ต่อให้ต้องสูญเสียทุกอย่าง แต่ถ้าได้อยู่กับลูก เธอก็ยอมแลก”

ซึ่งหลังจากเธอออกมาเปิดเบื้องลึกมรสุมชีวิตก็มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของเธอล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงความจริงผ่านทางสื่อโดยยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

ตนไม่ได้เป็นหนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้ไปโกงใคร ดังนั้นการที่ตนจะซื้อของแบรนด์เนมบ้างจึงไม่ใช่เรื่องผิดโดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจต่อไปไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเอาปี๊บคลุมหัว แม้จะยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของชีวิต แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องหยุดใช้ชีวิตตามปกติในส่วนของสภาพคล่องทางการเงิน ยอมรับตรงๆ ว่ารู้สึกท้อแท้กับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ความมั่นใจกับลูกน้องทุกคนเพราะที่ผ่านมาไม่เคยไล่ลูกน้องออกแม้แต่คนเดียวยืนยันจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนอย่างสม่ำเสมอ แม้อาจมีล่าช้าไปบ้างในบางครั้ง เนื่องจากตระหนักดีว่าทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินฝากถึงลูกน้องทุกคนว่า แม้จะมีข่าวลือออกมาว่าตนเอง “หมดตัว” แต่ขอให้มั่นใจว่าเจ้านายคนนี้จะไม่มีวันทอดทิ้งใครอย่างแน่นอน

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร Buddhist Research Institute of MCU”  โพสต์ภาพพร้อมข้อความอาลัย ว่า

ขอน้อมถวายความอาลัย

พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.

อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์

ด้วยอาลัยอย่างยิ่ง

ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร

ขณะที่ “สำนักงานสภามหาวิทยาลัย มจร” ก็ได้ออกมาโพสต์ว่า สำนักงานสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร. อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร มรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ โรงพยาบาลวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ขอดวงวิญญาณสู่สุคติในสัมปรายภพเทอญ

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผนึกกำลังกับ Omnicom Media Thailand ลงนามความร่วมมือ (MoU) ยกระดับระบบนิเวศการเรียนรู้สู่ระดับสากล พร้อมเปิดตัวหลักสูตรสุดล้ำ “Global Creator and Influencer Branding” มุ่งปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่อยู่รอดและรุ่งเรืองในยุค AI เข้ามามีบทบาทในการสร้างคอนเทนต์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ปี 2026 โลกของ Digital Content กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีช่วงความสนใจสั้นลง ท่ามกลางคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในทุกวันมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะ Creative University เลือกมองความท้าทายเหล่านี้เป็น “โอกาส” สำหรับหลักสูตร Global Creator and Influencer Branding คือการรวมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผสานกับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Omnicom Media จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับวงการศึกษาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงในระดับประเทศ แต่สามารถเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน และนักศึกษาสามารถเลือกเส้นทางที่ถนัดและพัฒนาตัวเองผ่านประสบการณ์จริงเป็นบุคลากรที่พร้อมทำงานได้ทันที

ด้าน จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ Chief Operating Officer จาก Omnicom Media Thailand กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง Omnicom Media และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้ว่า AI และเทคโนโลยีใหม่ๆจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของหลายอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดยังคงเป็น ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ และมุมมองของมนุษย์ ม.กรุงเทพเป็นสถาบันที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับ talents หรือ พรสวรรค์ ที่ Omnicom Media มองหา และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อเชื่อมโลกของการศึกษาเข้ากับโลกของธุรกิจจริง และเชื่อว่าการศึกษา เครื่องมือ และโอกาสที่เหมาะสมคนรุ่นใหม่ของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้

ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับโลกด้าน Media Strategy, AI และ Technology เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็น “สนามจริง” ของอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง และพัฒนาทักษะที่พร้อมต่อการทำงานทันทีหลังสำเร็จการศึกษาจนเป็น Talent ที่อุตสาหกรรมต้องการตัว

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมมอบบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ภายใต้โครงการ “Play to Learn เล่นให้รู้” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างทักษะทางการเงินผ่านเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กรุงเทพมหานคร

นายอัครนันท์ กล่าวว่า กิจกรรม Play to Learn คือภาพสะท้อนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง บอร์ดเกมที่มอบให้วันนี้ จะเป็นอาวุธทางปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ ตัวผมเองก็เติบโตมากับห้องสมุด และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกห้องสมุดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเป็นที่เรียนรู้ เป็น Co-working Space ของประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ปลอดภัยและทันสมัยต่อไป

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า สกร. พร้อมขยายผลโครงการ “Play to Learn” สู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “Learning Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ เพื่อให้การใช้บอร์ดเกมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างวินัยทางการเงิน การออม และการใช้จ่ายในชีวิตจริงของประชาชน นอกจากนี้  สกร. มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเรียนรู้ระดับ “World Class” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เปิดตัวคณะน้องใหม่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ในปีพุทธศักราช 2569 โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก ชูจุดเด่นการสร้างวิศวกรยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซ่อมบำรุง แต่เป็น “นวัตกร” ที่เข้าใจทั้งกลไกวิศวกรรมและหัวใจของการรักษาในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวกระโดด “เครื่องมือแพทย์” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare แห่งอนาคต โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ Engineering x Medical Science : ประยุกต์ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แม่นยำ , Standards & Quality : เชี่ยวชาญการออกแบบ ทดสอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ,       Digital Transformation : ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากโจทย์จริงทางการแพทย์ , Entrepreneurship : บ่มเพาะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการ ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้จริง โดยหลักสูตรนี้เราไม่ได้สร้างแค่คนทำงานกับเครื่องกล แต่เราสร้างวิศวกรที่เข้าใจหัวใจของการรักษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนได้จริง

ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตรฯ นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Action Learning ผ่านการลงมือทำในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และแก้ไขโจทย์จริงจากเคสทางการแพทย์ โดยมีจุดแข็งที่น่าสนใจ ดังนี้ เครือข่ายมืออาชีพ เรียนรู้ใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ฝึกงานเข้มข้น โปรแกรม Practical Training 3 เดือนเต็มในชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานทันทีหลังจบการศึกษา และค่าเล่าเรียน ตลอดหลักสูตร 4 ปี (ไม่น้อยกว่า 137 หน่วยกิต) รวม 240,000 บาท

บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ วิศวกรชีวการแพทย์ ดูแลระบบในโรงพยาบาลหรือโรงงานอุตสาหกรรม , นักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ , ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเครื่องมือแพทย์ (RA) ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน , เจ้าของธุรกิจหรือ Startup ต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

ทั้งนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมถึงให้บริการวิชาการ ทำการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งดำเนินการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมช่วยชีวิต สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Engineering.cRA , Instagram: @bme.cra หรือ โทรศัพท์: 02-576-6000 ต่อ 7288 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง Facebook/Instagram: Education CRA หรือที่เว็บไซต์ http://www.cra.ac.th

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King's College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X