อนุทินพบโทนี่ แบลร์ ลุยหารือAI ร่วมยกระดับศก.ไทย

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

อนุทินพบโทนี่ แบลร์ ลุยหารือAI ร่วมยกระดับศก.ไทย ดึง‘TBI’ให้คำปรึกษา กทม.สังชะลอดาต้าฯ

“อนุทิน” หารือ “โทนี่ แบลร์” ถกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้าน“ชัชชาติ” สั่งสแกน Data Center ทั่วกรุง ในอาคาร43 แห่ง-สแตนอโลน 6 แห่ง คุมเข้มเช็กลิสต์ 5 มาตรการความปลอดภัย สั่งชะลอโครงการใหม่ รอเกณฑ์ชัดเจนจากรัฐบาล

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ เซอร์ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change (TBI) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตลอดจนหารือแนวทางนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ TBI มาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุทิน ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่เซอร์ โทนี แบลร์ เดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาลมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“ประสบการณ์ของเซอร์ โทนี แบลร์ ทั้งจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และการทำงานของ TBI ร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในช่วงของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเข้ากับเทคโนโลยี การลงทุน และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นายอนุทิน กล่าว

ทั้งนี้ TBI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่เป็น พันธมิตรที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติ ให้แก่รัฐบาลและผู้นำประเทศ โดยทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลหลายประเทศ ในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ การจัดทำและขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง มีภารกิจสำคัญในการช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการบริหารประเทศในยุค AI ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้นโยบายสำคัญสามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับฟังมุมมองจากเซอร์ โทนี แบลร์ ถึงประเด็นที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงแนวทางที่ TBI สามารถทำงานร่วมกับประเทศไทยในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมขั้นสูง การนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างทักษะและรายได้ใหม่ให้ประชาชน ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่าน e-Government และ AI Governance

นายอนุทิน กล่าวถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางที่ TBI สามารถสนับสนุนไทย โดยเฉพาะด้านการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้าน AI และดิจิทัล และเสนอให้มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับทีมงาน TBI เพื่อกำหนดประเด็นความร่วมมือที่จะช่วยเร่งความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพัฒนา AI ว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้ไทยกำลังทบทวนกฎระเบียบและหลักเกณฑ์สำหรับการลงทุน Data Center เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสูงสุด ควบคู่กับการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ส่วนเรื่อง Data Center เซอร์ โทนี แบลร์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของข้อมูล และนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์บริบทของไทยได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัปไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียและการพบกับบริษัท Canva ซึ่งมีบุคลากรชาวไทยทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องกันว่า เทคโนโลยีและศักยภาพของบุคลากรไทยเป็นโอกาสสำคัญที่สามารถต่อยอดการพัฒนาได้อีกมาก

นอกจากนี้ เซอร์ โทนี แบลร์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ ความท้าทายด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย โดยเห็นด้วยกับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ รวมถึง Solar Roof และมองว่า นอกเหนือจากการตอบโจทย์ด้านพลังงานแล้ว เทคโนโลยีด้านพลังงานยังสามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยในการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกด้วย โดยเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นว่า ในบริบทที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศไทยสามารถวางบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมในฐานะมิตรประเทศและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า ประชาชนไทยมีทั้งศักยภาพและความต้องการในการพัฒนา AI ซึ่งเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นพ้องด้วย และมองว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเป็นสิ่งที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยแม้แต่ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยติดตามและบริหารจัดการข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย นายอนุทิน ขอบคุณเซอร์ โทนี แบลร์ สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมย้ำว่า ไทยต้องการต่อยอดการหารือครั้งนี้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนา AI และการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมเสนอให้กำหนดผู้ประสานงานระดับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือในรายละเอียดและติดตามผลร่วมกับ TBI ต่อไป โดยเซอร์ โทนี แบลร์ ยินดีให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่รัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

เมื่อเวลา 09.30 น. เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการหารือระหว่าง นายอนุทิน กับเซอร์โทนี่ แบลร์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมในการงาน Gastech Bangkok 2026 ว่า นายโทนี่ แบลร์ ได้เดินทางมายังประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจึงใช้โอกาสนี้พบปะและหารือเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นผู้นำองค์กรที่ให้คำปรึกษากับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจยุคใหม่ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งประเด็นที่มีการหารือกันนั้นว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพ้นจากประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง โดยมีการพูดคุยกันถึงแผนยกระดับรายได้ รวมไปถึงธุรกิจดาต้าเซนเตอร์รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเข้าสู่สมาชิกโออีซีดี เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

นายเอกภพ กล่าวว่า เซอร์โทนี่แบลร์ ให้คำแนะนำว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากมีการลงทุนประเทศไทยจะได้ชุดข้อมูลที่นำไปสู่การต่อยอด และคนไทยจะทีโอกาสสร้างแอปพลิเคชันและธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ซึ่งเขาให้คำแนะนำได้ดี ซึ่งนายกฯระบุหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับนายโทนี่แบลร์ กันอีกเป็นระยะ จะมีการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องมีทีมที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องข้อมูล

วันเดียวกัน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า กทม.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจภาพรวมเบื้องต้นพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มี Data Center แบ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่ในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ รวม 43 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์และเปิดดำเนินการมานานแล้ว ขณะที่อีกกลุ่มเป็น Stand Alone มีจำนวน 6 แห่ง ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันชะลอการพิจารณาใบอนุญาตแล้ว ขณะที่การสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม 43 แห่ง มี 31 แห่งที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ส่วนอีก 12 แห่งมีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ซึ่งได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว

สำหรับ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์เหมือนในต่างจังหวัด โดยปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในกรุงเทพฯ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ส่วนการใช้น้ำประปายังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจหน้าที่หลักในการกำกับดูแลผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานสาธารณสุข โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างครอบคลุม

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ กทม. ได้จัดทำ Check-list ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 5 ด้าน เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. มาตรฐานอาคาร ต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล 2. การใช้ทรัพยากร ทั้งการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำและไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวงกำหนด 3. ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านความร้อน และมลพิษทางเสียง 4.การป้องกันอัคคีภัย มีการตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน และ 5. การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพหนีไฟ มีการจัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟ

สำหรับรายละเอียดในการตรวจเช็กลิสต์นั้น จะครอบคลุมในทุกเรื่อง เพื่อดูแลประชาชนโดยรอบ อาทิ มีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง , ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time รวมถึงตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ มีการวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

สำหรับการอนุมัติโครงการใหม่ กทม. ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้ง Data Center ทั้งหมดแล้ว ซึ่งยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง

“กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี หากประชาชนพบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที กทม. พร้อมเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนในระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว

ไอลอว์ เปิดคำให้การ เอกราช ช่างเหลา พยานรหัสที่ 16/26 คดี ฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 21:30 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เพจ iLaw โพสต์ข้อความระบุว่า เปิดคำให้การ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัสที่ 16/26 ที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงในการแถลงผลการลงมติของ กกต. ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

จากคำให้การมีการกล่าวถึงการประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ได้มีการวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีผู้ริเริ่มคือ ภราดร ปริศนานันทกุล ผ่านโปรแกรม offline และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ได้แก่
– ภราดร ปริศนานันทกุล
– ไชยชนก ชิดชอบ
– กรวีร์ ปริศนานันทกุล
– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
– สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
– ธนยศ ทิมสุวรรณ
– เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
– แนน บุณย์ธิดา สมชัย
– วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ
โดยมี “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ถูกกล่าวหาที่ 228 ร่วมประชุมด้วย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำให้การของ เอกราช ช่างหลา ในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยการให้การในคดีอื่น เช่น ข้อมูลที่อยู่ในเอกสารของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26) ยังมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ เตรียมติดตามต่อไป

ศุภจี-ศุภมาส เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดันสื่อสารรัฐตรงจุด-โต้ข่าวปลอม

14 กันยายน 2569 เวลา 21:02 น.

“ศุภจี-ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะ คุมทิศทางการสื่อสารชาติ เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ เดินหน้าสื่อสารภาครัฐ เน้น “ตรงจุด-ชัดเจน-รับมือข่าวปลอม”

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐให้ทันต่อสถานการณ์และตอบสนองความต้องการของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ข้อมูลการสร้างการรับรู้ และความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการวางแผน พร้อมเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานทั้ง 20 กระทรวงกับเครือข่ายประชาสัมพันธ์ใน 76 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างทั่วถึง ทั้งนโยบาย สิทธิประโยชน์ บริการของรัฐ และข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แนะนำกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ 6 คน ประกอบด้วย นายนิติพงษ์ ห่อนาค นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ และนายระวี ตะวันธรงค์ เพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ของชาติให้ครอบคลุมทุกมิติ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กปช. มีบทบาทในการประสานข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องและนำมาสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ผ่านรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำประเด็นที่ประชาชนสนใจและต้องการคำตอบมากำหนดแนวทางการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการ

“เป้าหมายของการสื่อสารภาครัฐคือทำให้ประชาชนเข้าใจว่า นโยบายแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มีสิทธิประโยชน์อะไร และเข้าถึงบริการของรัฐได้ที่ไหน ทุกหน่วยงานจึงต้องประสานข้อมูลให้ตรงกัน สื่อสารให้รวดเร็ว ชัดเจน และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนต้องได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจและดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ทันเวลา” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับ (ร่าง) แผนการสื่อสารที่สำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารงานภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับเรื่องที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง อาทิ การลดค่าครองชีพ การส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล รวมถึงแนวทางการสื่อสารด้านต่างประเทศที่ให้หน่วยงานใช้ประเด็นหลักร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้พัฒนาแผนการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต และยกระดับแนวทางการดำเนินงานจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) สู่ศูนย์ JICC โดยเพิ่มบทบาทด้านการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น ประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลกลาง ช่วยลดความสับสนและรับมือข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน พร้อมนำผลการดำเนินงานมาพัฒนาเป็นคู่มือปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

ที่ประชุมยังได้มีการนำเสนอการเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนางสาวศุภมาส ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ ทั้งรายละเอียดกิจกรรม การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน พร้อมขอความร่วมมือเครือข่าย กปช. ร่วมเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง

ด่วน! กกต.เปิดแล้ว 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’

14 กันยายน 2569 เวลา 20:04 น.

กกต.เปิด 77 รายชื่อฮั้วสว. “สวัสดิ์-บุญจันทร์-เศก-อลงกต” นำทีม 26 สว.ปัจจุบัน “สหายแสง–พ่อ รมช.มท. โดนด้วย

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด สำนักงานกกต.ได้เผยแพร่รายชื่อ 77 ผู้ถูกกล่าวหาที่กกต.มีมติเสียงข้างมากใครยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26ราย ได้แก่ 1.พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา — กลุ่มที่ 1 (การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จังหวัดสุโขทัย

2.พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดสุรินทร์

3.นายเศก จุลเกษร — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดนครสวรรค์
4.นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดศรีสะเกษ
5.นายสุเทพ สังข์วิเศษ — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดอ่างทอง


6.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดสุโขทัย
7.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดนครศรีธรรมราช

8.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดนครศรีธรรมราช
9.นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
10.นายยะโก๊ป หีมละ — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดสงขลา
11.นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ — กลุ่มที่ 7 (พนักงานหรือลูกจ้าง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
12.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม — กลุ่มที่ 8 (ผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ) จังหวัดสิงห์บุรี
13.นายนิพนธ์ เอกวานิช — กลุ่มที่ 9 (ผู้ประกอบกิจการ SME) จังหวัดภูเก็ต


14.นายโสภณ มะโนมะยา — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) | จังหวัดสงขลา
15.พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) จังหวัดอุดรธานี
16.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม — กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู

17.นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ ) จังหวัดสมุทรปราการ
18.นายสมหมาย ศรีจันทร์ — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์) | จังหวัดพะเยา
19.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิฐ์กุล — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดสมุทรสาคร

20.นายวิเชียร ชัยสถาพร — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดนครปฐม
21.นายนิรุตติ สุทธินนท์ — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดชุมพร
22.นายสากล ภูลศิริกุล — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดมุกดาหาร

23.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดสิงห์บุรี
24.นายสิทธิกร ธงยศ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดยโสธร
25.นายอลงกต วรกี — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดอุทัยธานี
26.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดพัทลุง


ส่วนที่2 เป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย
1. นายปริญญา แสนไชย
2. นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม
3. นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์
4. นางวชิรญา วงษ์โสมะ
5. นายจำนง ฉางข้าวชัย
6. นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว
7. นายโกศล สงรักษ์
8. นายเมธา หมานพัฒน์
9. นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์
10. นายเชาวลิตร พระเลิศ
11. นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ
12. นายโกวิทย์ สินกลิน
13. นางสาวศุรดา เดชจันทร์แสง
14. นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว
15. นางรำพรรณ พวงพุ่ม
16. นางสาวอรปรียา วงศ์ปันติ
17. นายอับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ
18. นายอำนาจ กิติโชติ
19. นายปรีชา วิเศษสินธุ์
20. นางผกามาศ ตันธนะสาร
21. นายสนั่น ไพโรจน์
22. นายพินัย วรรณทอง
23. นายนิรันดร์ บัวศิริ
24. นายวีระ สุดสังข์
25. พันตำรวจเอก ชินโชติ พึ่งแสง
26. นายอาทร โยธา
27. นายสมศักดิ์ บุญตี
28. นายเกรียงไกร ศักดี
29. นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม
30. นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์
31. นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง
32. นายสมโภช อ้วนดี
33. นายกิติศักดิ์ จำปา
34. นายนพพร พรหมจันทร์
35. นายประพจน์ วงศ์ล่าม
36. นายบรรจบ พรมสา

3. บุคคลอื่น 15 ราย
1. นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายวรศิษฏ์ รมช.มท.
2. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์
3. นายวิรัช บัวคง
4. นายวงศกร ชนะกิจ
5. นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกอบจ.นครศรีธรรมราชสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
6. นายสุบิน ศักดา
7. นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
8. นายปริญญา ธรเสนา
9. นายภูวัสโรดม แสงแก้ว
10. นายอธิวัฒน์ มนตรี
11. นางสาวภัณนิภา ผาสุก
12. นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร
13. นางสาวนิสิตา หมั่นไชย
14. นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร
15. นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนะ

‘จุลพันธ์’ ลงนาม MOU ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร

14 กันยายน 2569 เวลา 19:55 น.

‘จุลพันธ์’ เซ็น MOU ร่วมรัฐมนตรีฯ ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร รองรับความต้องการของเศรษฐกิจ หวังจ้างงานเป็นธรรม – ปลอดภัย – คุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายวิจิตา เหรัต (H.E. Vijitha Herath) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย (Agreement) ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อวางกรอบการจัดส่งและรับแรงงานระหว่างสองประเทศให้เป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การลงนามเอ็มโอยูทั้งสองประเทศครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยจะเปิดให้แรงงานศรีลังกาเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนไม่เกิน 10,000 คน เพื่อสนับสนุนกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม และสาขาอื่นที่มีความต้องการตามนโยบายและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานจะดำเนินการตามความต้องการจ้างงานจริงและผ่านขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การนำแรงงานทั้งหมดเข้ามาในคราวเดียว

ภายใต้ MOU และ Agreement ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำกับดูแลกระบวนการสรรหา จัดส่ง และจ้างงานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม การหลอกลวงแรงงาน การจัดหางานโดยมิชอบ และการค้ามนุษย์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายจ้างและแรงงาน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต

การลงนามครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ศรีลังกาในมิติด้านแรงงาน ต่อยอดจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา สู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม และการคุ้มครองแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในสาขาที่จำเป็น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันว่าแรงงานศรีลังกาจะได้รับการจ้างงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม” นายจุลพันธ์

 กล่าว

‘แก้วตา’ เย้ย ปชน. ปมร้อน กกต. ลั่น ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือ ตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯ รอบแรก’

14 กันยายน 2569 เวลา 19:46 น.

แก้วตา

วันนี้ 14 กันยายน 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังพรรคประชาชนเตรียมฟ้อง กกต.ที่ไม่มีมติส่งรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยต่อศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯรอบแรก’

แก้วตา

หลังจากที่โพสต์ของ แก้วตา เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน แฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ขอยกประโยคนี้จาก Fate Stay Night ครับ
喜べ少年、君の願いはようやく叶う。正義の味方には倒すべき悪が必要なのだから。
ยินดีเถิดเจ้าหนุ่ม ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงแล้ว เพราะ ยอดวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ย่อมต้องมีมีเหล่าร้ายให้กำราบ
อยากเล่นบทพระเอกที่ต่อสู้กับความชั่วร้าย มันก็ต้องมีเหล่าร้ายให้กำราบแหละนะ ขายนิยายการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
แต่มันคล้ายๆ มังกะแนวๆ ผู้กล้าไล่พระเอกออกจากตี้ เพราะอยากเด่นที่สุด กลัวคนอื่นเด่นกว่า กลับหวังเคลมสาวยกตี้ แล้วก็ทำอะไรเรือหายแล้วคิดว่าตัวเองทำยังไงก็ได้เพราะเป็นผู้กล้ามากกว่านะ

#ภาษามือ : https://www.facebook.com/share/v/1FvDC7HfiF/?mibextid=wwXIfr”

“วันๆของ แก้วตา “

“มันแต่งตั้งมาตั้งแต่ 67 แล้วพรี่ 55555”

“หมันแล้ว”ปั่นมากับมือ”

“สมกับที่อึ่งไข่เทรนมากับมือ คุณเหมาะกับพรรคนี้มากครับ”

“แต่รอบ2 ก็พรรคที่คุณแก้วตาอยู่นะ เชื่อมต่อสะพาน”

“อ่านตัวเลขถูกยังจ้ะ ฝึกอ่านดีๆน้า คุณหนูแก้วตา”

“แล้วตอนนี้​ พรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้างครับ”

“ก็ว่างั้นแล้วน้องแก้ว โพสตอีกก็ถูกอีก”

“จัดไปพี่แก้วเอาอีกๆ”

“ใครนะยกมือให้เป็นนายกรอบแรก”

“เอาหนะ ไม่มีใครเหมาะเท่าสีน้ำเงินละชั่วโมงนี้ เชียร์ๆ”

“เฉียบ”

แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

เปิดรายชื่อ 21 นักการเมืองภูมิใจไทย รอด คดีฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 19:29 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ซึ่งไม่มีรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ถูกฟ้องแม้แต่คนเดียว

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งโยงกับ 21 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย

1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 1 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

2.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

3.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

4.นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 2 และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

5.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

6.นางพิมพฤดา ตันจรารักษ์ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

7.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.พิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

8.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

9.นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย

10.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

11.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.สตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

12.นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 4 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

13.นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

14.นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

15.นายกิตติ กิตติธรกุล สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

16.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

17.นายพิชัย ชมภูพล สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย

18.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1

19.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1

20.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8 และโฆษกพรรคภูมิใจไทย

21.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

พรรคประชาชน ลั่นเอาผิด กกต. ไม่ส่งศาลฟันคน ภท. เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง

14 กันยายน 2569 เวลา 19:14 น.

‘เท้ง’ นำทีมพรรคประชาชน แถลงเอาผิด กกต. หลังมีมติส่งศาลฎีกาเชือด 77 คนเอี่ยวโกง สว. ไร้ชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง ซัดเสียงข้างมาก อาจเป็นการตอบแทนตั้งอุ้มนั่งตำแหน่ง ประกาศใช้ศึกซักฟอกถล่มหาความรับผิดชอบ ลุยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสสร.จากการเลือกตั้ง ให้อำนาจประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 17.45 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค และสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ส่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว เลือก สว. ทั้งสิ้น 77 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงรัฐมนตรี (รมต.) ไม่มีการส่งฟ้องแต่อย่างใด ว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่มติเอกฉันท์แต่เป็นเสียงข้างมากส่ง 26 สว. ไปยังชั้นศาล แต่กลับไม่มีการส่งนักการเมืองไปยังศาลเลย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คดีการโกงเรื่องสว.เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินทั่วประเทศ และต้องการควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่มีความยึดโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตาม กกต. มีมติสั่งฟ้องแค่ส่วนน้อย จากผลการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการกงเลือกสว. คือสั่ง สั่งฟ้องสวแค่ 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวเป็นการตัดทอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโครงการเลือกสว. ที่ถูกกล่าวหานั้นไม่ว่าจะเป็นโพย ใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพยต่างๆ รวมถึงประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในรูปแบบของกระบวนการที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน นอกจากนี้หลักฐานยังมีความชัดเจนว่า ในบรรทัดฐานเดิมที่กกต.เคยมีมติที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องไปยังศาล ซึ่งใช้เพียงข้อความการจับคู่และแลกคะแนนกันผ่าน Application Line เพียงไม่กี่ข้อความ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจ ในกรณีนี้ของกกต. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของกกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของกกต. ซึ่งมีจำนวน 4 จาก 7 คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และการรับรองของสว. ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่าการใช้ดุลพินิจของกกต.เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมือง กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า มติกกต.วันนี้ไม่เป็นเพียงการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ ในคดีการโกงเลือกสวไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับผิดชอบต่อประชาชน และเป็นอิสระต่อการทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชนจะดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อกกต. ฐานความผิด ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

2. ดำเนินการ และสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่องสว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดยกกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล

3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่องสว.ผ่านกลไกของรัฐสภา เช่นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบ ทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

4. ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภาและปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ 5. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 ก.พ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่สว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่การแถลงของกกต. ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมจึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองสีน้ำเงิน และบอกว่า เส้นทางการเงินยังสาวไม่ถึง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการเลือกสวในครั้งนี้ทําเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายกรณีหรือรายเคสได้ และคํากล่าวของประธานกกต ระบุว่า พยานหมายเลข 16/26 ให้การกลับไปกลับมาหรือไม่ หรือมีเหตุผล ส่วนตัวมองว่า การให้ปากคําอาจมีแรงกดดันทางการเมือง และกกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก ในการไม่ส่งฟ้อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไปยังศาลเลย แสดงว่ากกตกําลังเชื่อว่ากระบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ไม่มีนักการเมือง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งรายละเอียดของการดําเนินการทางกฎหมายตนยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมดําเนินการทุกช่องทาง ซึ่งต้องรู้ว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ ส่วนจะส่งฟ้องทางช่องทางไหนอย่างไร ขอรอรายละเอียดเร็ว ๆ นี้จากทีมกฎหมาย

ส่วนการที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะสะเทือนรัฐบาลหรือไม่ เพราะ กกต.ก็ไม่สั่งฟ้อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดในตอนนี้คือการเรียกร้องให้รัฐบาล เดินหน้าในส่วนของการถูกถ่วงดุล กลไกรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา และเท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องหลังอาจมีความพยายามใช้อํานาจของประธานรัฐสภา ในการพยายามไปตีกรอบการยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งนี้ในทุกยุคสมัย การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถพูดถึงคุณสมบัติ ของรัฐมนตรีเป็นตัวรายบุคคลได้ อะไรที่ไม่โปร่งใสในอดีต ย่อมถูกซักฟอกหรืออภิปรายได้ จึงอยากให้ทุกคนติดตามกลไกการอภิปรายในสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ฝ่ายค้านซักฟอกได้หรือไม่

‘สว.สำรอง’ ไม่พอใจมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ชี้หักมุมไม่สมเหตุผล

14 กันยายน 2569 เวลา 18:41 น.

สว.

วันที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 17.40 น. ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่มสว.สำรอง กล่าวถึงผลมติกกต.ในคดีฮั้งสว.ว่า จากที่ฟังข้อแถลงจากประธานกกต. รู้สึกไม่พอใจ เพราะไม่สมเหตุผลอย่างมาก โดยเฉพาะการไปให้น้ำหนักที่พยานลำดับที่ 16/26 ว่าเป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น ความเห็นของเป็นข้อขัดแย้งกับความเห็นของกกต.ชุดเดิม ที่เคยเห็นชอบให้นำความเห็นของพยานดังกล่าว ไว้ในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนและสืบสวนชุดที่ 26 ถือว่าเป็นการหักมุมที่ไม่สมเหตุสมผล จริงๆแล้วกกต.สามารถส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด

ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว. ทั้ง 26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3 สั่งของทั้งความจริงต้องสั่งฟ้องทั้ง 138 คน เพราะถือเป็นการทำโพยชี้นำ แต่กกต.ชุดดังกล่าวกลับดำเนินคดีเพียง 26 คน หลังจากนี้ตนและสว.สำรอง จะไปยื่นคำร้องคัดค้าน คำวินิจฉัยของกกต.ต่อศาลฎีกาในวันที่ 16 ก.ย.นี้

‘อรรถวิชช์’ จี้ สตง. ตามเงินประกันตึกถล่ม 536 ล้าน บี้เรียกค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ

14 กันยายน 2569 เวลา 17:57 น.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

วันนี้ 14 กันยายน 2569 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “อรรถวิชช์” หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68
ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน

2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

#เงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

หลังจากที่โพสต์ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชื่นชมค่ะท่าน เยี่ยมสุดๆ ดร.อรรถวิช ทำเพื่อประโยชน์ของชาติโดยแท้จริง คนจริง เก่งจริง ถ้าประเทศเรามีคนแบบ ดร.อรรถวิช ประเทศชาติเจริญค่ะ”

“ชื่นชมค่ะ”

“สุดยอดมากๆค่ะ”

“Well Done Applause Sticker”

“#ขอบคุณคุณเอ๋ ที่ยังร่วมสู้ให้กับประชาชน ในทุกด้าน เสมอมา”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี