ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

14 กันยายน 2569 เวลา 17:54 น.

ประธาน กกต.แจงยิบยกคำร้อง 21 กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอด!! ชี้พยาน 3 ปากกลับคำ–ไร้น้ำหนัก พบรหัส 16/26 คดีเก่าติดตัว ยันเส้นเงินสะอาด แม้พบโผล่คุย “อนุทิน-เนวิน” ที่พูลแมน ไร้หลักฐานมัดผิด พร้อมโต้ไมได้ฟอกขาวนักการเมือง ชี้มติชุดสอบสวนไม่ผูกมัด ยืนยันประสาน DSI แกะรอยเส้นเงิน–การใช้โทรศัพท์ต่อเนื่องไปทำคดีต่อเองได้

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวชี้แจงกรณี ถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลย ว่า มีพยานปากสำคัญ 3 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย(กก.บห.พรรคภูมิใจไทย) การเตรียมการหรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นความจริง

“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของ พยานรหัส 16/26 พบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริย ธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมืองจนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1”นายณรงค์ กล่าว

ประธาน กกต. ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้พบว่ามีการโทรหากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมืองเมื่อได้รับเลือกเป็น สว.ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ

ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว.เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

“ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ตนไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่เชื่อมั่นว่า กกต. เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด” นายณรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่กกต.ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการ ฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ ว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา กกต. และ DSI ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรม การไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา

“มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต. แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต. แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตนเองได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง” ประธาน กกต. ระบุ

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของ DSI ในคดีอั้งยี่ซ่อง โจรอ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต. ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของ DSI ได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจาก DSI โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทาง กกต.ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จาก DSI มาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

14 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

กกต.

วันนี้ 14 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข่าวชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 445/2569 วันที่ 14 กันยายน 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

กกต.

1. การจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 และ กกต. ได้กำหนดวันรับสมัคร และกำหนดวันเลือก สว. จำนวน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 – 24 พฤษภาคม 2567

สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ ใช้ระบบ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ ผู้สมัครจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามลำดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

ระดับอำเภอ กำหนดเลือกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับอำเภอ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกในระดับจังหวัด
ระดับจังหวัด กำหนดเลือกในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับประเทศ
ระดับประเทศ กำหนดเลือกในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดจากทั่วประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรอง จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือก สว. เมื่อวันที่

10 กรกฎาคม 2567

2. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นกรณีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณากรณีการเลือก สว. ระดับประเทศ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวน ตามหนังสือลับ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0824/0050 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ผลการสืบสวนปรากฏพฤติการณ์สำคัญว่า มีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ มีการนัดหมายผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศเพื่อจัดทำโพยการเลือก รวมทั้งมีการจ่ายเงินมัดจำ และจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกในรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่าเป็นไปตามโพยดังกล่าว

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐตามข้อ 30 (2) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีอาจมีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81

ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้ดำเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏโดยชัดเจนต่อไป

3. สรุประยะเวลาการจัดทำสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมี Timeline จากวันเลือก สว. ระดับประเทศ สู่การลงมติชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนี้

การดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

• 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI ส่งเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.
• 18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ (จากรายงานของ DSI)
• 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวนการเลือก สว.
• กรกฎาคม 2567 – มีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. จำนวน

619 เรื่อง และ กกต. วินิจฉัยแล้ว จำนวน 597 เรื่อง และมีการดำเนินการพิจารณาผู้สมัครเป็น สว. ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม จำนวน 1,767 ราย

• 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 78 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน
การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 16 กันยายน 2568 กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 74 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 26 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 79 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 30 มีนาคม 2569 – ประธานกรรมการการเลือกตั้ง สั่งนำเข้าที่ประชุม กกต.

– กระบวนการเตรียมเอกสาร/สำเนาเอกสาร/พิจารณา

และตรวจสอบรายงานสำนวนการไต่สวนในเบื้องต้นของ กกต. (สำนวน มีเอกสารทั้งสิ้น 75,722 หน้า)

• 8 มิถุนายน 2569 – 28 สิงหาคม 2569 กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการ

พิจารณาสำนวน (รวม 11 ครั้ง)

• 14 กันยายน 2569 กกต. พิจารณาลงมติ

4. สรุปมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังนี้

4.1 ผู้ร้อง จำนวน 67 คน

4.2 ผู้ถูกร้อง จำนวน 427 คน

4.3 สำนวนมีเอกสาร จำนวน 75,722 หน้า

4.4 สรุป กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

5. ข้อกล่าวหา มีทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้

5.1 ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวน ทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(2) บุคคลอื่น จำนวน – คน

5.2 ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน – คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน – คน

5.3 ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 1 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 9 คน

5.4 ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7

ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7 มีจำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

6. กกต. มีมติวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. แล้ว ต้องดำเนินการ ดังนี้

6.1 กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน

6.2 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน

6.3 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

6.4 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้น สิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

7. การดำเนินการกรณีตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง

กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง ให้ดำเนินการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังนี้

7.1 ในกรณีที่ตำแหน่ง สว. กลุ่มใดมีไม่ครบจำนวน ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทนตามลำดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

7.2 กรณีที่ต้องเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มใดขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทน แต่ไม่มีบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นเหลืออยู่ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าจะเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองในกลุ่มอื่นใด
ที่ยังมีผู้อยู่ในบัญชีสํารองเหลืออยู่ แล้วดำเนินการเลื่อนบุคคลนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่ง การจับสลากดังกล่าวให้มีผลเฉพาะการเลื่อนครั้งนั้น

7.3 กรณีที่ทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีสํารองเหลืออยู่สำหรับการเลื่อนบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มี สว. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. ทั้งหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ให้ดำเนินการเลือก สว. ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน กกต. 1444″

ไม่นานหลังจากที่ เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็กันเป็นจำนวนมาก เช่น

“#157”

“ทุกอย่างเป็นไปตามผลของการกระทำ”

“กกน”

“ด”

“หนังเพิ่งเริ่มฉาย ยังไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ อย่าเพิ่งเป็นลมนะ ต้องมีใครไปฮ่องกงแน่นอน อดีตก็เคยมีมาเเล้ว กกต ไม่ใช่ศาล”

“กกตเป็นกลาง กลางดขากระโดงไปเบยยยนจร้าาา”

“ชีวิตดีย์ๆที่ลงตัว”

“เขินเลย”

“กกตหค.”

“อุ”

“157”

“ไม่โปร่งใส”

“กะโปกข้างไข่ชัด”

“ไม่ได้กินหญ้าว่ะ”

กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ฝ้าโรงอาหารสภาฯ ถล่ม เกิดจากความชื้นท่อแอร์ ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง

14 กันยายน 2569 เวลา 16:45 น.

โสภณ รุดตรวจฝ้าศูนย์อาหารชั้นบี 2 รัฐสภาหล่น ด้าน จนท.วิศวะโยธาฯ เผยผลตรวจยันโครงสร้างหลักแข็งแรง สาเหตุเกิดจาก ความชื้นท่อแอร์ เร่งซ่อม-ขันสกรูใหญ่เพิ่มความแข็งแรง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และวิศวกรจากกรมโยธาธิการและผังเมือง 4 คน เข้าตรวจเช็คศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้นบี 2 อาคารรัฐสภา ภายหลังจากมีเหตุฝ้าหล่นลงมาจำนวน 2 แผ่น เมื่อวันที่ 13ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ของวิศวกรกรมโยธาฯ พบว่าโครงสร้างหลักแข็งแรง ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่วนที่หล่นลงมาคือแผ่นฝ้ายิบซั่ม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความชื้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิท่อแอร์สลับร้อนเย็น จนเกิดเป็นน้ำและหยดลงตรงจุดเกิดเหตุ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขกลับคืนเรียบร้อยแล้ว ทางวิศวกรจากกรมโยธาฯ ได้ให้เพิ่มขนาดของสกรูให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อยึดติดฝ้าให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทางสภาฯ ก็ได้แก้ไขปัญหาเรื่องหยดน้ำไม่ให้ไหลลงแผ่นฝ้าอีกด้วย

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน แล้ว โดยมีกกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง สน.ประชาชื่น และสน.ดอนเมือง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

จากนั้น เวลา 15.45 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมแถลงผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสว.

โดยณรงค์ กล่าวถึงการพิจารณาของ กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ความมีอิสระในการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนในคดีเลือก สว. มีเกณฑ์ในการพิจารณา เมื่อมีคำร้อง คำคัดค้าน หรือเป็นความปรากฏขึ้นจะมีการไต่สวน เมื่อมาถึงชั้น กกต. ก็จะมีการพิจารณาจากคำร้อง คำคัดค้าน พยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงพยานแวดล้อม เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สำหรับผลการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร แต่สามารถบอกได้ว่ามติเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไรในข้อกล่าวหาต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน พิจารณา โดยมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. จำนวน 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา และบุคคลอื่น ถูกส่งฟ้อง 1 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องเช่นกัน

ข้อกล่าวหาที่ 2 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว. สำรอง 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน รวม 140 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา

ข้อกล่าวหาที่ 3 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน สว. สำรอง 1 คน กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน ส่งฟ้อง 1 คน บุคคลอื่น 15 คน ส่งฟ้อง 9 คน

ข้อกล่าวหาที่ 4-7 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งฟ้อง 36 คน และบุคคลอื่นส่งฟ้อง 15 คน รวม 77 คน

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน ประกอบด้วย

1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

3.นายชาย นครชัย

4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ

5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

6.นายณรงค์ รักร้อย

7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

กปช.ประชุมนัดแรก ศุภจี กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร ดึง พี่ดี้ นิติพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

“กปช.”ประชุมนัดแรก “ศุภจี”กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง”พี่ดี้ นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช.โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิมๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

นางศุภจี กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิมๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่างๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 67 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 67 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริงๆ นโยบายจริงๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมี นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่นๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจรปลาหมอคางดำ-หลังยอดพบพุ่ง 16 ตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! ยอดพบปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาวพุ่ง 16 ตัว เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจร ขณะที่กลุ่มเลี้ยงกุ้งเข้มกรองน้ำสกัดลุกลาม

วันที่ 15 กันยายน 2569 ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุม

โดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประมงจังหวัด และแจ้งระเบียบกรมประมงเรื่องการขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำแล้ว ประเด็นสำคัญคือกรณีพบปลาหมอคางดำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่ตรวจพบปลาหมอคางดำ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเป็นห่วงและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

ด้าน นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธุ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่พบปลาหมอคางดำหลุดลอดลงมาในบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกรายได้ตระหนักถึงปัญหา จึงกำชับให้คุมเข้มเป็นพิเศษเรื่องการใช้อุปกรณ์กรองน้ำขณะสูบน้ำจากคลองชลประทานเข้าบ่อกุ้ง ซึ่งทุกคนเอาใจใส่เป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยวิตกกังวลแต่จะไม่ประมาทโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034

และ จับ จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

สำหรับมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ถือเป็นการล้อมคอกเขื่อนลำปาวเพื่อตัดวงจรชีวิตปลาหมอคางดำให้จบลงที่เหนือเขื่อนอย่างได้ผล หากนำมาใช้ป้องกันอย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดและลุกลามไปยังพื้นที่ใต้เขื่อนซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หรือขยายพันธุ์ไปยังลุ่มน้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขงในอนาคต ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างเคร่งครัดเพื่อสยบปลาหมอคางดำไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้

14 กันยายน 2569 เวลา 16:30 น.

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก ปี 69/70 เร่งยกระดับคุณภาพ-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้เกษตรกร

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ วิสต้า เชียงราย ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรวบรวมข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/2570 ระหว่าง บริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท สิริอินเตอร์กรุ๊ปประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเชียงราย รวม 6 แห่ง โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี และ นายขวัญตระกูล หาญกล้า นายอำเภอป่าแดด พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, ธ.ก.ส., สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายข้าวเปลือกที่ชัดเจน ได้รับราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งวางแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสม เน้นยกระดับคุณภาพและน้ำหนักของเมล็ดข้าวมากกว่าการเพิ่มปริมาณ เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดเล็กและเมล็ดหัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.เชียงราย จำกัด และชุมชนสหกรณ์จังหวัดเชียงราย จำกัด

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์ เกษตรกร และภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนข้าวเชียงรายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนามาตรฐาน ลดต้นทุน และสร้างตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

ด้าน นายณัฏฐ์ชานนท์ สุริยะไกรกุล ผู้แทนบริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างตลาดรองรับที่แน่นอนและเป็นธรรม พร้อมมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ มีราคาดีกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิใน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง จึงต้องเร่งส่งเสริมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย