เปิดโพลการเมืองปี 69 ณัฐพงษ์ เบียด อนุทิน นายกฯ ยอดนิยม – อภิสิทธิ์ คัมแบ็ก Top 3

เปิดโพลการเมืองปี 69 ณัฐพงษ์ เบียด อนุทิน นายกฯ ยอดนิยม - อภิสิทธิ์ คัมแบ็ก Top 3

เปิดโพลการเมืองปี 69 ณัฐพงษ์ เบียด อนุทิน นายกฯ ยอดนิยม – อภิสิทธิ์ คัมแบ็ก Top 3

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

29 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)

อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

อันดับ 10 ร้อยละ 1.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 4.20

ระบุอื่นๆ ได้แก่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน)

นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายกุลิศ สมบัติศิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายวิกรม กรมดิษฐ์ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (พรรคประชาชน) และพลเอกบุญสิน พาดกลาง

และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 6 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

อับดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

อับดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี

อับดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

ร้อยละ 2.32 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ไม่มีข้อแม้ขอทดลองงาน หนูย้ำรมต.ใหม่ แถลงนโยบายลุยทันที ผ่านด่านตรวจเข้มข้น เตรียมทูลเกล้าฯ30มี.ค.

ไม่มีข้อแม้ขอทดลองงาน หนูย้ำรมต.ใหม่ แถลงนโยบายลุยทันที ผ่านด่านตรวจเข้มข้น เตรียมทูลเกล้าฯ30มี.ค.

ไม่มีข้อแม้ขอทดลองงาน หนูย้ำรมต.ใหม่ แถลงนโยบายลุยทันที ผ่านด่านตรวจเข้มข้น เตรียมทูลเกล้าฯ30มี.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่มีข้อแม้ขอทดลองงาน หนูย้ำรมต.ใหม่ แถลงนโยบายลุยทันที ผ่านด่านตรวจเข้มข้น เตรียมทูลเกล้าฯ30มี.ค.

นายกรัฐมนตรี เตรียมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มีนาคมนี้ หลัง 35 รายชื่อ ผ่านด่านตรวจเข้มคุณสมบัติ “เพื่อไทย” ส่ง 3 ชื่อ “นิกร” เสียบแทน“สุดาวรรณ” ขณะ “เดียร์ ขัตติยา-วิสุทธิ์” วืด อนุทินยันโผครม.นิ่งแล้ว ย้ำรัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยทำงาน ลั่นไม่มีคำว่าขอดูงานก่อน-ทดลองงาน เตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว ยัน “คนละครึ่งพลัส”ออกมาแน่ จัดเต็มกว่าเดิม รอให้คลังสรุปรายละเอียดเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ได้มีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาล “อนุทิน 2” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ นางสาวสุดาวรรณ
หวังศุภกิจโกศล เพียงชื่อเดียว พรรคเพื่อไทย จึงได้ส่งรายชื่อมา 3 รายชื่อสำรอง เพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติคือ นายนิกร โสมกลาง นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และนางสาวขัตติยา สวัสดิผล ซึ่งผ่านทั้ง 3 คน แต่สุดท้าย เคาะนำรายชื่อ นายนิกร เสนอเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทน นางสาวสุดาวรรณ

เตรียมทูลเกล้าฯ‘ครม.หนู 2’จันทร์ 30 มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม นายกรัฐมนตรีจะหารือกับหน่วยงานที่ตรวจสอบคุณสมบัติเป็นครั้งสุดท้าย หากทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรติดขัด นายกรัฐมนตรีก็จะนำรายชื่อทั้ง 35 คน ขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอน โดยรายชื่อประกอบด้วย
1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

5.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 6.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 8.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

9.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 10.นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 11.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 12.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 14.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 15.นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

16.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 17.นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 18.นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 19.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 20.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 21.นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

22.นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 23.นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 24.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม

25.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 26.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 27.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 28.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 29.พลโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

30.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 31.นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 32.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 33.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 34.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข 35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายกฯเผยสัปดาห์หน้าได้รบ.ชุดใหม่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายกฯกล่าวช่วงหนึ่งว่า สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลชุด “อนุทิน 1”เพราะตนได้รับรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้มีการส่งตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีข้อห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากที่ตรวจสอบกันมาก็มีปัญหาบางคน แต่วันนี้ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีแล้ว วันจันทร์ที่30 มี.ค.นี้จะประชุมสรุปกับหน่วยงานเพื่อให้ยืนยันว่าคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีความครบถ้วนแล้ว

“ผมก็จะเร่งดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในเวลาอันควร หากขั้นตอนตามกฎหมายไม่มีปัญหาอะไร เราน่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้าเพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถที่จะไปออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้เกิดความผูกพันต่อรัฐบาลใหม่ ถึงแม้ว่าตัวนายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิมแต่เรามีกฎหมาย มีระเบียบที่จะต้องปฏิบัติตาม”นายกฯย้ำ 

ลั่นไม่มีขอดูงานก่อน-ทดลองงาน

นายกฯกล่าวอีกว่าตนยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้เมื่อได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วก็จะเร่งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเพื่อทำให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ จะไม่มีคำว่าขอดูงานก่อนขอทดลองงานก่อน เพราะรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้จะยังคงทำงานรับใช้ประชาชนต่อไปในชุดรัฐบาลหน้า จะต้องเกิดความรวดเร็วอย่างแน่นอน ดังนั้น การบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลในภาพรวม เราเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบผ่านมาตรการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและแน่นอนว่าในตอนนี้รัฐบาลอาจจะยังไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ เพราะมีกระบวนการและมีข้อห้ามอยู่หลายข้อในเรื่องของการอนุมัติใช้งบประมาณก็ต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เตรียมแถลงนโยบายรบ.ต่อรัฐสภา

“ผมคิดว่าถ้าเทียบกับการมีรัฐบาลใหม่ เราจะมีรัฐบาลใหม่ได้เร็วกว่าที่จะไปขอจากกกต.เพราะกกต.ต้องไปพิจารณา และใช้เวลาตอบกลับมา ย้ำว่ารอไม่เกินสัปดาห์หน้า เราจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อย การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เราทำเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วสำหรับรัฐบาลต่อไปและจะหารือประธานรัฐสภาให้นัดประชุมสภาให้เร็วที่สุด เมื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะไร้ข้อจำกัดทางกฎหมายในการดูแลด้านนโยบายและงบประมาณต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์และเพื่อบริหารราชการแผ่นดินต่อไป”นายอนุทิน กล่าว

ย้ำส่งชื่อครม.ต้นสัปดาห์หน้า

เวลา 13.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ระบุว่าสัปดาห์หน้า จะยื่นทูลเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีโดยระบุว่า“ถูกต้องครับ ต้นสัปดาห์หน้า”

เมื่อถามว่าคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ยื่นตรวจสอบมีปัญหากี่คน นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปพูดถึงเลย รายชื่อที่จะส่งขึ้นไป คือ รายชื่อที่ไม่มีปัญหาได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียดจากหน่วยงานตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)ได้ส่งไป

ลั่น‘คนละครึ่งพลัส’ออกมาแน่

เมื่อถามว่านายกฯได้พูดถึงโครงการคนละครึ่งพลัส หากสถานการณ์พลังงานดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ต้องออกมาอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์น้ำมันจะมีหรือไม่มีเพราะเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้สัญญาไว้กับประชาชนและเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่เราต้องดำเนินการเมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดที่จะมาถึงนี้

เมื่อถามอีกว่ากรอบระยะเวลาดำเนินการของโครงการ หลังแถลงนโยบายแล้วจะเริ่มเมื่อไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่าเราประเมินจากโครงการช่วงสิ้นปี 2568 ที่ประชาชนได้ใช้ทุกคนพึงพอใจและเรียกร้องให้มีโครงการนี้เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกระตุ้นการใช้จ่ายทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์รัฐก็ได้ภาษีกลับคืนมาเป็นวินวินกับทุกภาคส่วน

เมื่อถามย้ำว่าจะเริ่มโครงการได้เมื่อไหร่ นายอนุทินกล่าวว่าพอรัฐบาลเข้ามาก็จะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้ออกมาโดยเร็วที่สุดเพราะเป็นโครงการเรือธง ที่พวกตนให้สัญญากับประชาชน จะไม่มีความผกผัน ผันผวน หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำมัน หรือสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นคนละเรื่องกัน เพราะตรงนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคง

ย้ำพลัส2พันรอเพียงคลังชงครม.

เมื่อถามอีกว่าที่ได้หาเสียงไว้ว่าจะเติมเงินเป็น 2,000 บาท จะเป็นตามนั้นใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็พลัส จากที่ตนได้รับรายงานจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังก็พลัสเพิ่มอยู่แล้วเป็นพลัส พลัสเป็นเวอร์ชั่นต่างๆ ที่อัปสกิลออกมาชัดเจนมากขึ้นครอบคลุมมากขึ้น สำหรับเงื่อนไขจะครอบคลุมไปถึงผู้เสียภาษีด้วยใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้มีเสียงสะท้อนว่า 7 มาตรการที่ออกมายังไม่ครอบคลุมนั้น เรื่องนี้ขอให้นายเอกนิติ สรุปให้ชัดเจนอีกครั้งโครงการนี้อย่างไรก็ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเรายังต้องรอให้กระทรวงการคลังเสนอขึ้นมา แต่ย้ำว่าเกิดขึ้นแน่นอนส่วนจะพลัสเท่าไหร่อะไรไปบ้างแต่พลัสมากกว่าเดิมแน่นอนเพราะประชาชนให้ความมั่นใจกับโครงการนี้

ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน

ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน

ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน ต้องช่วยกันลดใช้วันละลิตร การันตีสงกรานต์มีให้เติม ‘เอกนิติ’เร่งมือแก้วิกฤตศก.

ไม่ปล่อยให้พังซ้ำรอยปี’40นายกฯ อนุทิน ขอโทษประชาชน เหตุวิกฤตน้ำมันทำปั่นป่วน เกิดจากการประเมินผิดพลาด รับปากไม่ให้ขาดแคลน สงกรานต์นี้ปั๊มไม่แห้ง แต่ขอลดใช้ ครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน ประหยัดกองทุน วันละ 200 ล้าน ด้าน “เอกนิติ” ย้ำ รัฐบาลใช้ทุกวิถีทางรับมือผลกระทบพลังงาน ยันไม่ปล่อยเศรษฐกิจพัง ย้อนรอยปี’40

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน “Meet the Press”ภายใต้หัวข้อ“1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก

ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น

โดยนายกฯกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตนได้เรียนเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.)ทุกท่านให้มาพบปะกับพี่น้องประชาชนและยังมีผู้บริหารของหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจที่พร้อมที่จะให้คำชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดและคลายความสงสัยให้กับพี่น้องประชาชนสำหรับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางในตอนนี้ 1 เดือนแล้วทุกประเทศในโลกนี้ก็ประสบปัญหาความมั่นคงทางพลังงานอย่างเท่าเทียมกันแทบทุกประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกหลายประเทศมีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันและทุกประเทศก็ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศได้ร่วมกันประหยัดพลังงานจนถึงตอนนี้ก็ถือว่าสถานการณ์ยังมีความทรงตัวอยู่มีความพยายามริเริ่มการเจรจาระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณที่เป็นบวกอย่างชัดเจน

ปรับตัวตามวิกฤตพลังงาน

ดังนั้น หมายความว่าทั้งโลกก็ยังคงจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เพื่อสามารถที่จะยืนระยะให้ได้พี่น้องประชาชนได้รับการขอให้ร่วมมือปรับวิถีชีวิตพร้อมกับการที่เราจะต้องมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะยืดเยื้อยาวนาน และรัฐบาลจะต้องมีการปรับแนวทางในการบริหารตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันเช่นกัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมี.ค.ตนต้องขออภัย และขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วน
ที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมันเราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนให้ประชาชนได้มีการปรับตัว

ประเมินสถานการณ์พลาด

นายกฯ กล่าวต่อว่า แน่นอนตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์จากการติดตามข่าวเราก็คิดว่าการสู้รบเช่นนี้เป็นการสู้รบที่ไม่ยาวนาน แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปดูแล้วน่าจะไม่จบเร็ว รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับมาตรการให้เหมาะสม เน้นการประคับประคองลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันขนส่ง ประมง อุตสาหกรรม เพื่อที่จะทำให้การดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนค่าของชีพ ของผู้มีรายได้น้อยให้ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้

ซึ่งในส่วนของแนวทางการรับมือ ทุกฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ ซึ่งล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศใช้เวลาและความพยายามในการเจรจากับประเทศอิหร่านจนในที่สุดก็สามารถทำให้ประเทศอิหร่านอนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัยซึ่งความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ก็จะทำให้ความกังวลในเรื่องของน้ำมันดิบลงได้ เราสามารถสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่าในเรื่องของระบบการขนส่งก็จะไม่มีปัญหา อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อตอนต้นเดือนมี.ค.

แก้ไขปัญหาน้ำมันเถื่อน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของสถานการณ์น้ำมันขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ที่เรียกว่าน้ำมันช็อตหรือขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มในบางพื้นที่เริ่มมีการคลี่คลายลงมาแล้ว ถึงแม้ว่าเรายังสามารถผลิตได้เท่าเดิม และนำเข้าน้ำมันได้อยู่อย่างต่อเนื่อง มีสำรองน้ำมันเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่เราก็ไม่ได้ประมาท เราได้แก้ไขสถานการณ์โดยการเพิ่มรอบและเวลาในการขนส่งแม้กระทั่งการอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าไปในระบบ เพื่อให้รองรับกับความต้องการในประเทศของประชาชนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนกต้องการที่จะสำรองหรือตุน ซึ่งตนไม่ได้บอกว่ากักตุน แต่การตุนก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำให้ความต้องการปริมาณน้ำมันมากยิ่งขึ้น เราก็ไม่อยากไปเบรกประชาชน เพราะประชาชนก็ยังมีความตื่นตระหนกอยู่ เราจึงนำน้ำมันสำรองอัดฉีดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเรามีการปราบปรามเรื่องของทำผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีและล่าสุดคือการตรึงราคาที่มีผลชัดเจนที่ทำให้เกิดการลดการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือส่งน้ำมันเถื่อนออกขาย เพื่อทำกำไรและเป็นการลดภาระของกองทุนน้ำมันที่ติดลบด้วย

ปล่อยตามกลไกตลาด

นายกฯ กล่าวอีกว่า คำว่าหยุดตรึงราคานี้ต้องขอทำความเข้าใจว่ายังไม่เท่ากับการลอยตัวเหมือนในหลายประเทศ ประเทศไทยเราโดยรัฐบาลไทยเรายังคงใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่แต่ในอัตราส่วนที่น้อยลงจากที่เราอุดหนุนไปถึงลิตรละ 24 บาทหมายถึงน้ำมันดีเซลที่ให้ประชาชนใช้ทั่วประเทศทุกลิตรอุดหนุนถึงลิตรละ 24 บาท แต่เมื่อมีการหยุดตรึงราคาแล้ว เราปล่อยให้มันลอยตัวไปตามกลไกของตลาดโลก สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อราคามันใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ความพยายามของคนที่จะใช้โอกาสลักลอบนำน้ำมันไปขายนอกประเทศก็จะไม่คุ้มค่า เขาก็ไม่ทำ ดังนั้นรัฐก็สามารถลดอัตราการอุดหนุนจากลิตรละ 24 บาทในราคาปัจจุบันมาเป็นลิตรละ 16 บาท ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดงบประมาณในการนำมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งเราใช้เฉลี่ย ณ วันนี้ 82 ล้านลิตร ทั้งที่ในสภาวะปกติคือก่อนถึงวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนมีสงครามเราใช้เพียง67 ล้านลิตรต่อวัน ฉะนั้นตรงนี้เรากำลังที่จะต้องปรับให้มันลดลงไปสู่สภาวะปกติให้ได้

ขอช่วยกันประหยัดน้ำมัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า สุดท้ายนี้ขอให้พวกเราสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันและขอความร่วมมือร่วมใจประชาชนทุกภาคส่วนในการช่วยกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเป็นหูเป็นตาร่วมกันกับรัฐบาลในการสะสมพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายที่ทำให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนในเรื่องของการค้าน้ำมันหรือการละเมิดมาตรการสินค้า พวกท่านสามารถแจ้งเบาะแสรัฐบาลจะใช้กลไกต่างๆ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปจับกุมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและดำเนินคดี โดยเฉียบพลันและที่สำคัญรัฐบาลขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันสร้างความมั่นใจและสร้างความมั่นคงในเรื่องของพลังงานน้ำมันให้เพิ่มมากขึ้น เรามาช่วยกันปรับวิถีชีวิต เพื่อการประหยัดพลังงาน เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้แน่นอน ตนขอยกตัวอย่างว่า เรามี 10 ล้านครอบครัวที่ใช้น้ำมันและพลังงานต่างๆ ในการดำรงชีวิต หาก 1 ครอบครัวลดการใช้น้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรไม่ว่าจะเป็นน้ำมันประเภทไหน ประเทศไทยก็จะลดการใช้น้ำมันได้ถึงวันละ 10 ล้านลิตรทันที

เท่ากับลดการนำเข้าและเพิ่มสำรองวันละ 10 ล้านลิตร และสามารถลดภาระชดเชยจากภาครัฐได้ 20 บาทต่อลิตร ถ้าพวกเราลดได้ประมาณ10 ล้านลิตรต่อวันรัฐบาลประหยัดน้ำมันในกองทุนน้ำมันได้ถึง 200 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น โดยรวมก็คือถ้าเราร่วมกันลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้น้ำมันเพียง 1 ลิตรเท่านั้น เราจะเซฟเงินได้วันละ 600 ล้านบาท สามารถนำไปเพิ่มมาตรการในการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่น มาตรการคนละครึ่งก็จะออกมาทันที เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการที่จะใช้ค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เราอยู่ในสถานการณ์วิกฤตการณ์ทางด้านน้ำมัน

เรียกประชุมผู้ว่าฯไปแล้ว

“ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันเราก็จะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน สงกรานต์นี้ผมและได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ได้ถามหลายจังหวัดและได้ไล่จี้ โดยผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดบอกว่าสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการช็อตหรือการขาดน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งประชาชนเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์นำรถเข้าไปเติมน้ำมันในปั้มได้ตลอดไม่ต้องกลัวว่าจะกลับไม่ถึงบ้าน เพราะทุกจังหวัดได้รับข้อสั่งการว่าจะต้องบริหารจัดการปั๊มน้ำมันที่อยู่บนถนนสายหลักว่าปั๊มน้ำมัน จะต้องมีน้ำมันบริการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ยืนยันกับผมว่า สถานการณ์การจ่ายน้ำมันที่ปั๊มมากขึ้นแล้ว และในส่วนของจ๊อบเบอร์ที่นำน้ำมันไปขายยังชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทุกวันนี้ได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากราคาปั๊ม”นายกฯ กล่าว

ใช้เครื่องมือแก้ปัญหาทุกทาง

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”ว่าวิกฤตสถานการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก และเป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน รวมถึงเป็นวิกฤตที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำคือพวกเราพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

จากการที่สถานการณ์ไม่ได้จบลงในเวลาอันรวดเร็ว 1 เดือนผ่านไปเป็นที่ชัดเจนว่าสงครามและวิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือเราจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

ไม่ปล่อยให้พังซ้ำรอยปี’40

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเราเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด เราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อนเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงได้ตัดสินใจเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน

ยอมรับทุกคนเดือดร้อน

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า สิ่งต่อมาที่กระทบคือหลังจากที่ราคาน้ำมันอาจจะต้องปรับตัวขึ้นบ้างให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเมื่อราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตหลายส่วน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้คนมาเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน และฉวยโอกาสขึ้นราคา ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกเกณฑ์ในการควบคุมภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ ยังกระทบให้ค่าขนส่งสูงขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงใช้ งบประมาณทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไปจึงใช้กองทุนที่มี มาดูแลประชาชนงบกลางเท่าที่มีอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อมาดูแลไม่ให้กลไกราคากระทบต้นทุนมากเกินไป

นายเอกนิติกล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนี้ คนสามารถรองรับวิกฤตได้มีความสามารถไม่เท่ากันคนที่มีเงินก็อาจจะดูแลตัวเองได้มากขึ้นกว่าคนอื่นที่ไม่ได้มีรายได้มาก รัฐบาลเองมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่นั่นคือเงินภาษีของประชาชนเราก็มีอยู่อย่างจำกัดเราถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าในการดูแลประชาชน เราจึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นในการดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย จึงตัดสินใจใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล และเมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา เราก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบโดยเงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่า และย้ำว่าเราจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤตครั้งนี้ และวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกเราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ผ่อนผันนำเข้านำมันสำเร็จรูป

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ว่านอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีการออกมาตรการ ตรวจสต๊อกน้ำมันทั้งคลังน้ำมันและผู้ค้า ตามมาตรา 7การประสานกับโรงกลั่น ให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งความต้องการใช้ของน้ำมันปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อย่างน้ำมันเครื่องบิน ที่มีความต้องการน้อยลงและเทคนิคการกลั่น สามารถบางส่วนปรับลดน้ำมันเครื่องบินลง เพื่อเพิ่มอัตราน้ำมันดีเซล หรือมาตรการผ่อนคลายการนับสต๊อกน้ำมัน เพื่อเพิ่มน้ำมันในระบบ และกำหนดให้ผู้ค้า รวมไปถึงโรงกลั่นต้องปิดประกาศราคาหน้าคลังน้ำมัน เพื่อที่จะเข้าไปควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการค้าขายกำไรเกินควร หรือมีการเพิ่มสัดส่วนของน้ำมันชีวภาพ ทั้งเบนซิน อย่าง E20 และดีเซล ทุกอย่าง B5 เป็น B7 และเพิ่มทางเลือก B10 และ B20

นอกจากนี้ยังมีการผ่อนผันการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป และการผ่อนผันการสำรอง ที่หากมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจะต้องมีการสำรองอย่างน้อย 7% โดยปรับลดให้เหลือเพียง 1% เพื่อที่จะจูงใจให้นำเข้ามาเสริม เพื่อความต้องการใช้ที่พุ่งสูงเกินกว่าปกติ

ติดตามสถานการณ์รายวัน

นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานะแบบรายวันซึ่งขณะนี้ผลิตอย่างเต็มที่ หากรวมแล้วมากกว่ากำลังการผลิต 100% ด้วยซ้ำ และมีการจ่ายไปยังผู้ค้าน้ำมันก่อนส่งต่อไปที่ ผู้ใช้ต่างๆ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน อุตสาหกรรมขนส่ง และมีการเพิ่มให้มีการจ่าย ไปยังจ๊อบเบอร์ในปริมาณที่ปกติแล้ว เพื่อให้จ๊อบเบอร์ กระจายน้ำมันต่อ ไปยังสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็ก หรืออุตสาหกรรมขนาดเล็ก ถือเป็นการลดความแออัด ที่จะเข้ามาเติมน้ำมันในสถานีบริการ

‘ศุภจี’แก้ข้าวแกงแพง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวในงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงสถานการณ์ราคาสินค้าตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ปัจจุบันควบคุมได้ลำบากเพราะมีความผันผวนและความไม่แน่นอน และสินค้าหลายตัวเป็นสินค้าที่มีผลต่อเนื่อง สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการไปแล้วคือเรื่องการเข้มงวดสินค้าที่ควบคุมได้ และมีการเพิ่มมาตรการเข้มข้นในการดูแลสินค้าบางประเภทก่อนจะขึ้นราคาต้องขออนุญาตก่อน

เมื่อถามถึงมาตรการแก้ราคาข้าวแกงที่อาจแพงขึ้น จากสถานการณ์พลังงาน นางศุภจีกล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมการไว้แล้ว เราเตรียมแผนนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรจากต้นทาง เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย สินค้าจำเป็นเข้าไปยังร้านอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำในตลาดสดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นโครงการที่จะเริ่มนำร่อง 24 แห่งแห่งละ2ครั้ง รวม 48 ครั้งในระยะเวลาสั้นๆ และใช้กลไกนี้ทำต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ได้ราคาวัตถุดิบที่เหมาะสมทำให้ราคาข้าวแกงไม่สูงมากเกินไป

ตอบสื่อนอกไทยไม่ได้ป่วย

เมื่อเวลา 12.10 น.วันที่ 28 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อต่างประเทศกรณีที่เคยพูดว่าประเทศไทยจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่ตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานว่า“เรายังโอเคอยู่ครับ เราไม่ได้ป่วย”

เมื่อถามต่อว่ามีอะไรอยากจะบอกกับนักลงทุนชาวต่างชาติหรือไม่นายกรัฐมนตรีตอบว่า “พวกเขาทั้งหมดยังคงมี ความเชื่อมั่นในประเทศไทยครับ โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป”

เมื่อถามย้ำถึงเรื่องวิกฤตพลังงานล่ะครับ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า“ใช่ครับ แต่เรามีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และยังมีศักยภาพที่ดียิ่งกว่าสำหรับนักลงทุนด้วย”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันแพงหลายเท่าตัว เพราะน้ำมันแพงหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีปุ๋ยใส่ให้ต้นปาล์มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นปาล์มจะไม่สร้างผลผลิต เท่ากับสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเกษตรกร”

นายเชาว์ มีขวด

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติให้ข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ พ.ศ.2556) โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 กำหนดเงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ ไว้ว่า

ข้อ 3.1 ต้องไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย กรณีข้าราชการสายวิชาการต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้

นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หลักสูตรใดเท่านั้น ประกอบกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ ศธ 0506(2)/ว.569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 เรื่องการกำหนดจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรีหรือในระดับบัณฑิตศึกษา นอกเหนือจากการที่ได้กำหนดเรื่องจำนวนและคุณวุฒิอาจารย์ประจำหลักสูตรไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 แล้วในกรณีสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทในสาขาวิชาเดียวกันอีก 1 หลักสูตร

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.01 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ช่วงนี้สภาจัดอาหารให้ สส วันประชุมตามความเป็นจริงประมาณวันละ 250-300 คน เงินเหลือส่งคืนคลัง รอการเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 จากกรณี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ วิพากษ์วิจารณ์ถึง  รัฐมนตรีพาณิชย์ศุภจี เกี่ยวกับ มาตรการแก้ราคาข้าวแกงที่อาจแพงขึ้น จากสถานการณ์พลังงาน  

“นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมการไว้แล้ว เราเตรียมแผนนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรจากต้นทาง เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย สินค้าจำเป็นเข้าไปยังร้านอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำในตลาดสดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ มาตรการข้าวแกงพาณิชย์ แค่ ทายาหม่อง แก้ไม่ตรงจุด)

ล่าสุด  ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา  ก็ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้อีกว่า  มาตรการของรัฐที่ช่วย ร้านข้าวแกงของชาวบ้านและอาหารจานด่วน ที่เป็นไปได้

โดยไม่ใช่การจัดอีเวนท์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อ สร้างภาพ ประชาสัมพันธ์ อย่างที่กระทรวงพาณิชย์จะทำ หากมองข้ามมาตรการระยะสั้นแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” หรือการจัดอีเวนต์ชั่วคราว ทางเลือกในการแก้ปัญหาต้นทุนอาหารจานด่วนที่ยั่งยืนกว่า  ควรเน้นไปที่ “การลดต้นทุนแฝงในห่วงโซ่อุปทาน” และ “การใช้กลไกตลาดเดิมให้มีประสิทธิภาพ” ดังนี้ :

1. การบริหารจัดการ “จุดรวบรวมและกระจายสินค้า” (Logistics Hub)

แทนที่รัฐจะนำของไปส่งให้ร้านค้า 24 แห่ง ดังที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ดำริ รัฐควรสนับสนุนให้เกิด “สหกรณ์ร้านอาหารรายย่อย” หรือจุดรับสินค้าเกษตรราคาหน้าฟาร์มในแต่ละเขต

• แนวทาง: ใช้พื้นที่ตลาดสดหรือโชห่วยที่มีอยู่แล้ว เป็นจุดรับสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง (Direct Sourcing)

• ผลลัพธ์: ลดบทบาทพ่อค้าคนกลางในเขตที่การแข่งขันต่ำ มีการบวกกำไรซ้ำซ้อน และลดค่าขนส่งที่ทับซ้อนกันหลายทอด ร้านข้าวแกงในรัศมี 1-2 กม. สามารถมาซื้อวัตถุดิบราคาส่งได้เองอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอของบริจาคเป็นครั้งคราว

2. การใช้ “Big Data” เชื่อมโยงผลผลิตเกษตร (Supply Chain Integration)

ใช้ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์มาพยากรณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า

• แนวทาง: เมื่อรู้ว่าช่วงไหนไข่ไก่หรือผักชนิดใดจะขาดตลาด รัฐต้องรีบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อตรึงราคาให้ร้านค้ารายย่อย

• ผลลัพธ์: ป้องกันปัญหาของขาดตลาดจนราคาพุ่งสูง (Price Spike) และช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน เป็นการช่วยทั้งต้นทางและปลายทาง

3. มาตรการ “Energy Credit” สำหรับผู้ประกอบการอาหาร

ต้นทุนพลังงาน (ก๊าซหุงต้ม/ค่าไฟ) เป็นต้นทุนคงที่ที่ร้านค้าควบคุมไม่ได้
• แนวทาง: ออกบัตรส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) หรือค่าไฟ สำหรับร้านอาหารที่ลงทะเบียนและต้องมีเงื่อนไข “คงราคาอาหาร” ไว้ในระดับที่กำหนด (คล้ายบัตรสวัสดิการแต่เน้นกลุ่มผู้ผลิต)

• ผลลัพธ์: เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของค่าครองชีพโดยตรง โดยที่ร้านค้าไม่ต้องแบกภาระต้นทุนพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก

4. การสนับสนุน “เมนูทางเลือกราคาประหยัด” (Standardized Low-cost Menu)

• แนวทาง: ส่งเสริมให้ร้านค้ามี “เมนูธงฟ้า” อย่างน้อย 1-2 เมนูที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลซึ่งราคาถูก โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์หรือลดภาษีท้องถิ่นให้ร้านที่เข้าร่วม

• ผลลัพธ์: ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารราคาถูกในทุกพื้นที่ โดยที่ร้านค้ายังสามารถขายเมนูอื่นในราคากลไกตลาดได้ตามปกติ

5. การใช้ระบบ “Smart Matching” ผ่านแอปพลิเคชัน

• แนวทาง: พัฒนา Platform ที่เชื่อม “ร้านข้าวแกง” กับ “แหล่งวัตถุดิบราคาถูก” ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ร้านอาหารสามารถสั่งซื้อน้ำมันพืชหรือข้าวสารพ่วงกัน (Group Buying) เพื่อให้ได้อำนาจต่อรองราคาส่ง
• ผลลัพธ์: สร้างอำนาจต่อรองให้รายย่อยเทียบเท่ากับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

สรุป  ทางเลือกเหล่านี้เน้นไปที่การสร้าง “ระบบ” มากกว่าการสร้าง “ภาพลักษณ์” ซึ่งจะช่วยให้ร้านข้าวแกงอยู่รอดได้แม้ในยามวิกฤตพลังงาน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

28 มีนาคม 2569

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า พีระพันธ์ถามศุภจี “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

คุณพีระพันธุ์ตำหนิว่า เหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถึงไม่ใช้อำนาจในการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในคลิป Nation TV คุณพีระพันธุ์พูดทำนองว่า “รัฐมนตรีพาณิชย์บอกไม่มีอำนาจ… ตกลงคุณเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ประเทศไหนวะ”  แล้วตามด้วยการย้ำว่าหากอยู่ในประเทศนี้ก็ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบราคาและต้นทุน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระ

คำถามคือ

1. คุณพีระพันธ์มีภาพพจน์ เป็นผู้ดี มีความรู้และสุภาพทำไมพูดกับคุณศุภจีขนาดนั้นได้ยังไงรัฐมนตรีศุภจีเป็นสุภาพสตรีที่มีความสุขภาพเรียบร้อยมาก 
ต่างจากแพทองธารที่ถูกกล่าวหาและประนามว่าขายชาติจากกรณีคลิปเสียงคุยโทรศัพท์กับอังเคิล คุณพีระพันธ์ยังไม่เคยแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่นางแพเหมือนที่แสดงออกต่อคุณศุภจีแบบนั้นเลย

2. คุณพีระพันธ์เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ทำไมไม่รู้ว่า เรื่องการกำหนดราคาขายน้ำมัน รัฐมนตรีพลังงานกับรัฐมนตรีพาณิชย์มีขอบเขตอำนาจอย่างไร
ผมขอมาเล่าให้พี่น้องประชาชนในข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตั้งหรือกำหนดราคาน้ำมันโดยตรง เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ภายใต้กฎหมายและกลไกกำกับของกระทรวงพลังงาน แต่พาณิชย์ยังมีหน้าที่กำกับการแสดงราคาและตรวจสอบหัวจ่ายให้ถูกต้อง

กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่หลักเกี่ยวกับการค้าและการกำกับดูแลราคาสินค้าตามกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี รมว.พาณิชย์เป็นประธาน
พูดง่ายๆ 

กระทรวงพลังงาน (ผ่าน สนพ. และ กบน.) เป็นผู้กำหนดและประกาศราคาน้ำมันขายปลีกตามกลไกตลาดและนโยบายพลังงาน 
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตั้งราคาโครงสร้างต้นทุน แต่ใช้ พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ตรวจสอบปลายทาง เช่น บังคับปั๊มติดป้ายราคาชัด ตรวจหัวจ่ายให้ตรง จับกรณีขายเกินราคาที่พลังงาน
แบ่งหน้าที่ชัดเจน

• พลังงาน: กำหนดราคาตั้งแต่ต้นทางถึงขายปลีก

• พาณิชย์: คุมไม่ให้ปั๊มเอาเปรียบ (ขายเกิน ป้ายไม่ชัด หัวจ่ายผิด) เพื่อปกป้องผู้บริโภคหลังราคาออกมาแล้ว

ย้อนกลับไปในรายการ “ยิ่งคุยยิ่งลึก” ของยิ่งศักดิ์ จันทรา ช่อง 7 พีระพันธุ์ (ซึ่งเคยเป็น รมว.พลังงาน) ถูกถามเรื่องราคาน้ำมันสูงตอนเป็นรัฐมนตรี 
เขาตอบว่า…

“ในกฎหมายผมไม่มีอำนาจอะไรสักอย่างเลย รัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลยเพราะระบบของบ้านเราวางกฎหมายไว้ผิดพลาด”

แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นรัฐมนตรี กลับออกมาด่าคุณศุภจีว่า  “รัฐมนตรีพาณิชย์บอกไม่มีอำนาจ… ตกลงคุณเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ประเทศไหนวะ”

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือหมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวีดิโอ ผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยระบุว่า#น้ำมันยังขาดแคลน

วันนี้ 28 มีนาคม เวลาเย็น ผมมาสำรวจปั๊มน้ำมัน3จังหวัด คือ อุดร หนองคายและบึงกาฬ พบว่าน้ำมันยังขาดแคลน คลังยังปล่อยมาน้อย

บางปั๊มต้องไปรับน้ำมัน ที่คลังศรีราชา ปกติรับที่คลัง อ.น้ำพอง ขอนแก่น และได้ไม่มาก

ในคลิปนี้คือ ปั๊มปตท. อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ที่มีรถมารอคิวเติมน้ำมันจำนวนมาก และพี่น้องเกษตรกรก็เอาถังมารอคิว เติมเพื่อใช้กับเครื่องจักรการเกษตร เติมได้รายละ 500บาท

ผมเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน จากโรงกลั่น หรือคลังจ่าย สงสัยน้ำมันจะมีการขึ้นอีกรอบ เร็วๆนี้ เพราะการกักตุนน้ำมัน คือสัญญาณว่า ราคาน้ำมันจะขึ้น See less

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากกรณีที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความเห็นในประเด็น “เบี้ยเลี้ยงและอาหารของ ส.ส.” โดยระบุว่า อาหารที่สภาจัดไว้เป็นงบประมาณที่เบิกจ่ายไปแล้ว ต่อให้ไม่กิน เงินก็ไม่ได้กลับคืน ดังนั้นควรกินให้เกิดประโยชน์ไปก่อน แล้วค่อยไปปรับลดงบประมาณในปีถัดไป

​ในความเห็นของข้าพเจ้า ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงในปีงบประมาณ 2569 นั้นเป็นไปตามที่กล่าว คือ งบประมาณส่วนนี้ได้ถูกผูกพันและเบิกจ่ายไปแล้ว การจะกินหรือไม่กิน ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินกลับคืนมาในทันที

​แต่ข้าพเจ้ามองว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามเชิงปลายเหตุว่า “จะกินหรือไม่กิน” เพราะสิ่งที่กำลังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้างของการออกแบบงบประมาณ” กล่าวคือ การจัดอาหารแบบเหมารายวันเป็นการวางงบแบบ “ไม่อิงพฤติกรรมจริง” (non-demand based allocation) เมื่อความต้องการใช้จริงต่ำกว่าที่จัดเตรียมไว้ ย่อมเกิดของเหลือ และเมื่อเกิดขึ้นทุกวัน ก็กลายเป็นความสูญเปล่าที่สะสมในระดับระบบ

​ในมุมของข้าพเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณว่าระบบงบประมาณลักษณะนี้ “ถึงจุดที่ต้องทบทวน” เพราะมันขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้จริง เช่น หากมี ส.ส. จำนวนหนึ่งเลือกลงไปซื้ออาหารเองในโรงอาหาร นั่นหมายความว่าอุปทาน (อาหารที่จัดไว้) ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ (ความต้องการบริโภคจริง)

​เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสวีเดน จะเห็นแนวทางที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ สมาชิกสภาของเขาไม่ได้มีอาหารฟรีแบบเหมารายวัน แต่ใช้ระบบเบี้ยเลี้ยงตามภารกิจ (per diem) เช่น การเดินทางหรือปฏิบัติงานนอกพื้นที่ และหากมีการได้รับอาหารฟรี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกหักออกจากเบี้ยเลี้ยงทันที เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน แนวทางนี้สะท้อนหลัก “ใช้จริง จ่ายจริง” (pay-as-you-use) และลดโอกาสการเกิดต้นทุนส่วนเกินตั้งแต่การออกแบบระบบ

​นอกจากนี้ ระบบของสวีเดนยังตั้งอยู่บนหลักการสำคัญอีกประขการหนึ่ง คือ “สวัสดิการต้องผูกกับภารกิจ ไม่ใช่สิทธิพิเศษส่วนตัว” นั่นหมายความว่า สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ก็ไม่ควรถูกจัดให้ในลักษณะเหมารวม เพราะยิ่งระบบมีความเฉพาะเจาะจงมากเท่าไร โอกาสเกิดความสูญเปล่าก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

​ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว จากแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่สูงขึ้น สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และ “รัดเข็มขัด” ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ควรเพียงแต่บริหารงบประมาณตามกรอบเดิมเท่านั้น แต่ควรแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติในการ “ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” ด้วย กล่าวคือ ต้องเป็นกลุ่มแรกที่ตั้งคำถามกับความไม่จำเป็นของงบประมาณ และกล้าที่จะปรับลดหรือยกเลิกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

​การกล่าวว่า “งบจ่ายไปแล้ว ก็กินไปเถอะ” อาจเป็นคำอธิบายในเชิงบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ในมุมของข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่คำตอบเชิงนโยบาย เพราะมันไม่ได้แตะที่ต้นเหตุของปัญหา และอาจกลายเป็นการสร้างความเคยชินต่อ “ความสูญเปล่าเชิงระบบ” โดยไม่รู้ตัว

​ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการปรับงบในปีถัดไป แต่ควรเป็นการ “ออกแบบระบบใหม่” ทั้งหมด เช่น
ปรับจากการจัดอาหารเหมา → เป็นเบี้ยเลี้ยงตามการใช้จริง
ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิ
ใช้ข้อมูลพฤติกรรมจริงมาออกแบบงบประมาณ
และสร้างกลไกตรวจสอบความคุ้มค่า (cost efficiency) อย่างเป็นรูปธรรม

​ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามว่า
ในวันที่ประชาชนต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์
ผู้แทนประชาชนควรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของความประหยัด หรือควรเป็นผู้ที่ยังคงยึดติดกับระบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

​เพราะการกินให้หมด ไม่ได้แปลว่าใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่การกล้ายอมรับว่า “ระบบไม่ตอบโจทย์” และลงมือแก้ไข
รวมถึงการสละสิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็น
นั่นต่างหาก คือความรับผิดชอบที่แท้จริงของผู้แทนประชาชน​

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง