รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

15 กรกฎาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการศึกษาและคาดการณ์อนาคตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)” พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Megatrends และภูมิทัศน์อุดมศึกษาใหม่ : ผลกระทบที่ส่งผลต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์“ โดยมี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน กว่า 50 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อบทบาทและทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต การวางแผนพัฒนาจึงต้องอาศัยการมองอนาคตอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับความไม่แน่นอน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้กระบวนการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษามองเห็นโอกาสและความท้าทายในระยะยาว พร้อมออกแบบยุทธศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามความเชี่ยวชาญ เพื่อลดความซ้ำซ้อน สร้างความเป็นเลิศเฉพาะด้าน จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานแห่งอนาคต ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 111 แห่ง แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (Area-based and Community Development) กลุ่มพัฒนาปัญญาและกำลังคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Human Resource Development) และกลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะทางสำหรับผู้เรียน (Degree & Non-Degree) ควบคู่กับการขับเคลื่อนหลักสูตร Higher Education Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านมาตรฐานหลักสูตร ส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถานประกอบการผู้ใช้บัณฑิตโดยตรง ให้เกิดหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้ตรงตามความต้องการของประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้จัดตั้ง ”กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา“ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ การยกระดับหลักสูตร และการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมส่งเสริมการสร้างงานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตกำลังคนเฉพาะทางที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต

“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นับเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การดำเนินโครงการครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการวางแผนเชิงรุกที่นำแนวคิด Strategic Foresight มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยระยะ 20 ปี โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมในการสร้างกำลังคน งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenarios) ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ให้ครอบคลุมบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และบริบทเฉพาะของมหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้ไปใช้ประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)

รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานจัดขึ้นในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาภาพอนาคตของมหาวิทยาลัย เพื่อวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง เสริมสร้างความยืดหยุ่น และเตรียมความพร้อมให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าแก่ประเทศและสังคมโลกในอนาคต

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน (Drivers of Change) การระดมสมองเพื่อค้นหาปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในอีก 20 ปีข้างหน้า การสร้างภาพอนาคต (Scenario Building) การพัฒนาฉากทัศน์ทางเลือก (Alternative Scenarios) และการกำหนดภาพอนาคตที่พึงประสงค์ (Preferred Scenarios) เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะยาว

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด 'Documentary Masterclass' ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด “Documentary Masterclass” ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ร่วมกับทีมไทบ้าน เปิดตัวหลักสูตร “Documentary Masterclass” หลักสูตรการผลิตภาพยนตร์สารคดีเพื่อยกระดับสู่สากล ภายใต้ธีม “More แดนอีสาน” มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทยให้สามารถต่อยอดจากแนวคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานคุณภาพที่พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวจากภาคอีสานได้รับการถ่ายทอดในมิติใหม่สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

นางสาวเสาวณีย์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างไทยพีบีเอสกับทีมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ก่อนเปิดหลักสูตร ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์การผลิตสารคดีในบริบทปัจจุบัน โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตภาพยนตร์และการเล่าเรื่องจากทีมผู้สร้างที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด More แดนอีสาน หลักสูตรมุ่งชวนผู้เข้าร่วมค้นพบว่า อีสานมีมากกว่าที่เคยรู้และเคยเห็น ผ่านการเรียนรู้กระบวนการสร้างสารคดีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การกำหนดประเด็น การค้นคว้าข้อมูล การวางแผนการผลิต การจัดหาแหล่งทุน ไปจนถึงเทคนิคการนำเสนอผลงาน (Pitching) เพื่อสร้างสรรค์สารคดีที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมอีสานในมุมมองร่วมสมัย และสามารถก้าวสู่เวทีระดับสากลได้

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสารคดีและภาพยนตร์ทั้งจากไทยพีบีเอส ทีมไทบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ อาทิ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา, นายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส, นายภาณุ อารีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ M Studio, นายสักก์สีห์ พลสันติกุลผู้อำนวยการสำนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), นายสิทธานต์ ฉลองธรรม นักผลิตรายการสารคดี รวมถึงทีมไทบ้าน ได้แก่ นายศุภณัฐ นามวงศ์ โปรดิวเซอร์และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ สัปเหร่อ และจักรวาลไทบ้าน, นายสุรศักดิ์ ป้องศร โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะ ซีรีส์, นายบุญโชค ศรีคำ ผู้กำกับ Music Video และนักแสดง เซียนหรั่ง เดอะมูฟวี่, นายอัจฉริยะ ศรีทา อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และนักแสดงภาพยนตร์ สัปเหร่อ และนายฤทธิชัย ชีโพธิ์ ผู้บันทึกเสียง (Sound on Set) เจ้าของผลงาน อาทิ สัปเหร่อ และ Analog Squad

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังมีโอกาสพัฒนาผลงานสารคดีของตนเองสู่การผลิตจริง โดยผลงานที่โดดเด่นจะได้รับการคัดเลือกให้นำไปผลิตและออกอากาศผ่านไทยพีบีเอส พร้อมได้รับค่าตอบแทน จำนวน 10,000 บาทต่อเรื่อง รวมถึงมีโอกาสร่วมทีมผลิตภาพยนตร์สารคดีอีสานกับไทยพีบีเอสในอนาคต

หลักสูตรเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 30 คน โดย ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ https://www.thaipbs.or.th/org/activities/58025/ และเฟซบุ๊ก Thai PBS Academy

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ–เปิดมิติใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากร ไทย–เกาหลี จากการศึกษาต่อสู่การทำงาน และการตั้งถิ่นฐานในประเทศเกาหลี

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย โดยมีนักเรียน ผู้ปกครอง และครูเข้าร่วมงานประมาณ 1,450 คน

ในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเข้าร่วมมากกว่าปีก่อน ส่งผลให้รูปแบบและกิจกรรมของงานมีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

โดยเฉพาะ โซนพิเศษจังหวัดปูซาน (Busan Special Zone) ซึ่งดำเนินงานร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในเมืองปูซาน ได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ การฝึกงาน การจ้างงาน และการตั้งถิ่นฐาน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถวางแผนเส้นทางอาชีพและอนาคตหลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีทอล์กคอนเสิร์ต ที่เชิญตัวแทนจากบริษัทและหน่วยงานเกาหลีในประเทศไทย รวมถึงรุ่นพี่ชาวไทยที่กำลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลี มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน การเตรียมตัว และการใช้ชีวิตในเกาหลี ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงาน

อีกทั้งยังได้มีการจัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับโรงเรียนมัธยมศึกษาไทย และระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับมหาวิทยาลัยไทยเป็นครั้งแรก โดยสถาบันที่เข้าร่วมได้หารือแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การจัดการศึกษาร่วม การแข่งขัน และความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อวางรากฐานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายควบคู่กับบูธให้คำปรึกษา อาทิ การสวมชุดฮันบก การละเล่นพื้นบ้านเกาหลี การทำของที่ระลึกสไตล์เกาหลี การชิมอาหารเกาหลี (K-Food) รวมถึงการแสดง K-Pop จากนักเรียนโรงเรียนเครือข่ายการสอนภาษาเกาหลี ทำให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งการศึกษาและวัฒนธรรมเกาหลีอย่างใกล้ชิด

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานเอกอัครราชทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายปาร์ค ซ็องฮา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “นิทรรศการศึกษาต่อฯ ในปีนี้มีความหมายมากกว่าการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อ เพราะเป็นการนำเสนอแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงการศึกษาต่อกับการทำงานและการตั้งถิ่นฐาน พร้อมทั้งจะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้สานฝันการศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้มากยิ่งขึ้น”-002

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมด้วยคณะ เข้าถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวชิรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนักท่องเที่ยวฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) โดยอนุมัติให้ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้รับสิทธิพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 30 วัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เพื่อสร้างความชัดเจนของมาตรการและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสำคัญ

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวอินเดียเคยได้รับสิทธิพำนัก 60 วัน แต่หลังจาก ครม.มีมติยกเลิกมาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนว่าสิทธิเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ และกังวลว่าจะต้องกลับไปใช้ระบบ Visa on Arrival (VOA) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียลดลงเกือบ 20% เนื่องจากความไม่ชัดเจนของมาตรการ

“ครม.จึงเห็นชอบให้ฟรีวีซ่า 30 วัน เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทย และหากในอนาคตพบปัญหาจากมาตรการดังกล่าว รัฐบาลก็สามารถนำกลับมาทบทวนได้”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นอกจากอินเดียแล้ว ครม.ยังเห็นชอบทบทวนสิทธิการเดินทางเข้าประเทศของหลายประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและการอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์

ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้เป็นการพิจารณาสิทธิของแต่ละประเทศโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน โดย ครม.เห็นชอบให้ 59 ประเทศและดินแดน ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน พร้อมเพิ่มสิทธิให้ 5 ประเทศ ได้แก่ โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและการเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย

นอกจากนี้ ครม.ยังกำหนดให้ มอริเชียสและเซเชลส์ ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ขณะที่สิทธิ Visa on Arrival จะคงไว้สำหรับ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อให้เป็นไปตามหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” และลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ จะยังคงได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาพำนัก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิงแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา

1.พระพรหมวชิรมงคล ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิรมงคล โสภณปริยัติวิธานวรกิจ วิจิตรปาพจนวรานุศาสน์ พิลาสวิปัสสนาญาญาณปรีชา ไพศาลศาสนกิจดิลก ตรีปัฏกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

2.พระพรหมวชิราธิบดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิราธิบดี ศรีมหาจุฬาลงกรณสภานายก ดิลกวิเทศศาสนกิจ วิสิฐวิปัสสนาธุราทร สังวรสีลสมาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมกถาสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์
ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

3.พระพรหมวชิรมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ศรีบริยัติกิจโกศล โสภณศาสนกิจพิธาน คุณาลังการธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

4.พระพรหมวชิรากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธวชิรากร สุนทรวิปัสสนาญาณโสภณ โกศลนวกรรมกิจธาดา วิสุทธิจริยาคุณสมบัติ พิพัฒนศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชผาติการาม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

5.พระพรหมดิลก ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ศรีปริย์ตินายกคณาทร บวรปาพจนานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลพัฒนกิจการี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสามพระยา พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

6.พระพรหมโมลี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี ศรีปริยัติวิธานวิเศษ วิเทศศาสนกิจประธาน วิมลสีลาจารนิวิฐ วิจิตรธรรรมกถาสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปากน้ำ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

7.พระพรหมสิทธิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

8.พระพรหมพัชรญาณมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึก ในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาภาวนาโภศล โสภณธรรมานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศกิจธาดา สุสีลาจารวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬที่ไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น พบ ปธน.สี จิ้นผิง หารือทวิภาคีกับนายกฯ หลี่ เฉียง

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

โฆษกฯ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference : WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

“การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

นายกฯ สั่งเร่งปลดล็อกส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย มอบ กษ. ติดตามการดำเนินงานตามข้อตกลงไทย-มาเลเซีย มุ่งลดผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย ได้รายงานผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ในประเด็นการแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกกุ้งและปลากะพง 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยและมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งติดตามและผลักดันการดำเนินงานตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งปลดล็อกการส่งออกกุ้งของไทย เพื่อให้สามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ก่อนที่ผลผลิตกุ้งธรรมชาติจะทยอยออกสู่ตลาดภายหลังสิ้นสุดมาตรการปิดอ่าวของกรมประมง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อราคาผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการไทย

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership เปิดโอกาสไทยร่วมกำหนดกติกาการค้าและการลงทุนแห่งอนาคต ควบคู่รักษาผลประโยชน์ประเทศ

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership: FIT Partnership) พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือที่ริเริ่มโดยสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสมาชิกปัจจุบัน 16 ประเทศ เป็นความร่วมมือแบบสมัครใจที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่มีข้อผูกพันด้านการเปิดตลาดเพิ่มเติม โดยมุ่งส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การค้าดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการค้า ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือในกรอบ FIT Partnership ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่รวมถึงการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างหารือในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีระหว่างประเทศอื่น เช่น การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดนิยาม “สินค้าจำเป็น” และแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของไทยเป็นสำคัญ

“การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต และติดตามพัฒนาการของกติกาการค้าโลกอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ จ.นราธิวาส ยกเว้น อ.ยี่งอ อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.ปัตตานี ยกเว้น อ.ยะหริ่ง อ.ปะนาเระ อ.มายอ อ.ไม้แก่น อ.ทุ่งยางแดง อ.กะพ้อ และ อ.แม่ลาน และ จ.ยะลา ยกเว้น อ.เบตง อ.ยะหา อ.กาบัง และ อ.กรงปีนัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2569 ถึงวันที่ 19 ต.ค.2569 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 85 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ