‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ รับฟังปัญหาของเกษตรกร และเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุมอำเภอป่าแดดและอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านร่องเปา โครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่หนาด ระบบส่งน้ำ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่กรมชลประทานได้บรรจุไว้ในแผนงานระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย

โอกาสนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่กรมการข้าวร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้เผยแพร่การใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคข้าว และมอบชีวภัณฑ์จำนวน 100 ซองแก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตข้าวที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแก่เกษตรกรกว่า 500 ราย พร้อมสนับสนุนหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวสำหรับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังมีแผนพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงราย เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพของจังหวัดเชียงรายในระยะต่อไป

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Inno Flora Hub) นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวน 6 ผลงาน เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ 2026 Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2026) ระหว่างวันที่ 3–4 กรกฎาคม 2569 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และสามารถสร้างผลงานโดดเด่น คว้ารางวัลรวม 5 เหรียญทอง (Gold Medal), 1 เหรียญเงิน (Silver Medal), 1 รางวัล NRCT Special Prize และรางวัลสูงสุดของงาน 1st Grand Prize สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล  โดยผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

  1. Bloomblock : วัสดุปลูกกล้วยไม้ยุคใหม่ สำหรับเกษตรกรและคนเมือง  (Bloomblock : Next-generation Orchid Growing Solution for Growers and Urban Green Living)  ได้รับรางวัล Gold Medal NRCT Special Prize  1st Grand Prize (รางวัลสูงสุดของงาน)  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. 2.รศ. ดร.ปรเมนทร์ พอใจ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) 3.ผศ.ดร.จักรพันธ์ วัฒนวิกย์กรรม์ (มทร.ธัญบุรี)  และ 4.ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  2. Eyemerry : นวัตกรรมเครื่องดื่มเข้มข้นจากสารสกัดดอกดาวเรืองผสมเบอร์รี่เพื่อบำรุงสายตา (Eyemerry : Innovative Concentrated Drink Formulated with Marigold Extract and Berry Blend for Eye Health Enhancement)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.วราภรณ์ ศรเดช ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) วว. และ 2.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศนก. วว.
  3. AMINOSA : นวัตกรรมกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช (AMINOSA: Innovative Plant Immune Booster)  ได้รับรางวัล Silver Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา  และ 2.ดร.กนกนิภา สุขอ้วน  ศนก. วว.
  4. Marigold OralPatch™ แผ่นยาสีฟันละลายในช่องปากจากดอกดาวเรืองแบบไม่ใช้น้ำ (Marigold OralPatch™ : A Waterless Toothpaste Film for Smart Gum Care)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.สมกมล อินทวงศ์ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) วว.  2.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก.)  3.นางสาวมณีรัตน์ จัตตุลาภา (ศนส.)  4.ดร.ภัทราวีร์ ทองอ่อน (ศนส.)  และ 5. ดร.กัญญาณัฐ แก้วเอียด (ศนส.)
  5. Freshflo : นวัตกรรมน้ำยาปักแจกันสูตรเข้มข้น เพื่อยืดอายุความสดของไม้ตัดดอก (Freshflo : High-performance Concentrated Flower Food for Maximizing Vase Life and Display Quality Enhancement of Cut Flowers)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย คณะนักวิจัย ศนก. ได้แก่  1.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา  2.นางสาวมยุรา ล้านไชย  3.นางสาวธาดา ทองด้วง 4.นางสาววิมลณัฐ เต็มแป้น 5.นางสาวกัญญารัตน์ วันนา 6.นายสุรกานต์ โพธิ์แก้ว  7.นางสาววราภรณ์ ปทุมวัน และ8. ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  6. Cold Plasma Innovation for Increasing the Bioactive Compounds in Jewel Orchids  (ผลงานความร่วมมือระหว่าง วว. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี)  ได้รับ รางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.ปรเมนทร์ พอใจ (มทร.ธัญบุรี)  2.รศ.ดร.อทิพงศ์ บุตรชานนท์ (มทร.ธัญบุรี)  3.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก. วว.)  และผศ.ดร.กนกทิพย์ ปานสุขสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ วว. ในการผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยบนเวทีนวัตกรรมโลก

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

บริษัท สโคป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี ร่วมกับ Olivia Diamonds และ NORSE Republics จัดงาน “The Curated Masterpiece” ณ SCOPE Thonglor โครงการ All-Penthouse Residence ระดับเวิลด์คลาส เพื่อถ่ายทอดศิลปะแห่ง Curated Living ผ่านการหลอมรวมสถาปัตยกรรม  งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  พร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์ Private Viewing  สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้บรรยากาศที่สะท้อนรสนิยมและความงดงามเหนือกาลเวลาของการใช้ชีวิตระดับอัลตร้าลักชัวรี

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีชื่อเสียงและบุคคลชั้นนำในแวดวงสังคมเข้าร่วมงาน อาทิ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล,  ม.ร.ว. จันทรลัดดา ยุคล, พล.ต.พัชร รัตตกุล, เกรซ มหาดำรงค์กุล, จันทนา เซลบีย์ ปางพุฒิพงศ์, จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์, สิตามนินท์ สุสมาวัฒนะกุล, อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ อินทิรา ธนวิสุทธิ์  ซึ่งต่างร่วมสัมผัสประสบการณ์ Private Viewing สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

งาน “The Curated Masterpiece” สะท้อนวิสัยทัศน์ของ SCOPE ที่มองว่าบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรีไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และคุณค่าของเจ้าของอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากการนำแบรนด์ที่มีปรัชญาและแนวคิดร่วมกันมาสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตในมิติใหม่ โดย Olivia Diamonds แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงที่รังสรรค์ผลงานผ่านงานออกแบบอันประณีตและมุมมองร่วมสมัย เพื่อสะท้อนตัวตนและรสนิยมอันโดดเด่นของผู้สวมใส่ และ NORSE Republics ผู้นำด้านการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส ที่นำเสนอศิลปะแห่งการใช้ชีวิตผ่านแบรนด์ดีไซน์ชั้นนำจากสแกนดิเนเวีย มาร่วมถ่ายทอดนิยามใหม่ของ Modern Luxury Living ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความงดงามเหนือกาลเวลา และการใช้ชีวิตที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ SCOPE ความลักชัวรีสะท้อนผ่านการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในทุกมิติของการใช้ชีวิต ตั้งแต่สถาปัตยกรรม งานออกแบบ ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ตัวตนและรสนิยมของผู้อยู่อาศัย งาน ‘The Curated Masterpiece’ จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำเสนอแนวคิดการใช้ชีวิตในแบบ SCOPE ผ่านการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีปรัชญาและมาตรฐานเดียวกัน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และสะท้อนแนวคิด Curated Living ของ SCOPE ได้อย่างสมบูรณ์”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการจัดแสดงแบบ Exclusive Preview ของคอลเลกชัน “Vantage” จาก Olivia Diamonds ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องมุมมองที่เหนือระดับ (Perspective) อันสะท้อนวิสัยทัศน์และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของ SCOPE ผ่านงานดีไซน์ที่ผสานความงดงามเชิงศิลปะเข้ากับความหรูหราแบบ     ร่วมสมัย ภายในงานยังได้นำเสนอ Rare Creations ระดับมาสเตอร์พีซที่รังสรรค์จาก Black Diamonds หรือ   เพชรดำอันหาชมได้ยาก ถ่ายทอดผ่านงานดีไซน์โครงสร้างเฉียบคมและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเครื่องประดับทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้มีมูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท ตอกย้ำความพิเศษของประสบการณ์ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับแขกพิเศษในงานเท่านั้น

อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์ ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์ Olivia Diamonds กล่าวว่า “คอลเลกชัน ‘Vantage’ ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องมุมมองที่เหนือระดับ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ SCOPE ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด การออกแบบ และการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม เราออกแบบเครื่องประดับแต่ละชิ้นให้ทำหน้าที่เสมือนงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ ผ่านโครงสร้างการออกแบบที่ร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนจาก Fritz Hansen ภายใต้การ Curate และ Styling โดย NORSE Republics ผู้นำด้านการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส ซึ่งได้คัดสรรผลงานระดับตำนาน อาทิ Egg™, PK80™ และ PK22™ มาจัดวางภายในบริบทของการอยู่อาศัยจริง เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และศิลปะแห่งการใช้ชีวิตร่วมสมัย

ภายในงานยังได้จัดแสดง Egg™ Chair ผลงานชิ้นเอกของ Arne Jacobsen ในเวอร์ชันพิเศษที่หุ้มด้วย Grace Leather สี Terre Royale และ Majestic Umber ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียงสีละหนึ่งตัวในโลกเท่านั้น พร้อมด้วย PK22™ Lounge Chair ผลงานของ Poul Kjærholm ที่เลือกใช้วัสดุ Haze Leather ใหม่ล่าสุด ซึ่งมอบสัมผัสนุ่มละมุนคล้ายกำมะหยี่ และช่วยเติมมิติใหม่ให้กับงานออกแบบอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ NORSE Republics  กล่าวว่า “ในฐานะ ผู้นำด้านการ  คัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส เราเชื่อว่าพื้นที่ที่สมบูรณ์คือการที่ทุกองค์ประกอบสามารถเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน การ Curate ผลงานของ Fritz Hansen ภายใน SCOPE Thonglor ครั้งนี้จึงเป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และการใช้ชีวิต เพื่อให้เกิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยความหมาย และสะท้อนแนวคิดของ Modern Luxury Living ได้อย่างสมบูรณ์”

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล ร่วมกับ น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) มอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

อรทัย พูลทรัพย์ ผู้ช่วยกรรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจต่อเนื่องประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  , เจษฎากร โคชส์  ผู้อำนวยการสำนักการตลาด น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และ และ สัมพันธ์ ศิริจิวานนท์ Executive Vice President – Aratist บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบเงินรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากงาน Chang Music Connection รวม 9 งาน จำนวน 211,161 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และนำส่งบรรจุภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล  โดยมี ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิขาเทียมฯ พร้อมด้วย กุลิศ สมบัติศิริ และ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต ร่วมรับมอบ ณ สำนักงานมูลนิธิฯ  อาคารศรีจุลทรัพย์

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน  ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน (TDRB), จังหวัดสุราษฎร์ธานี, สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ บริษัท อะกริซายซ์ ไบโอ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ชวนชาวสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง ออกมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยในงาน “ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้” ยกขบวนทุเรียนอัตลักษณ์ ผลไม้ตามฤดูกาล และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชนมารวมไว้ในที่เดียว

ภายในงานได้รับเกียรติจาก จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีและร่วมเยี่ยมชมบูธสินค้าของเกษตรกร เพื่อร่วมกันผลักดันและสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยคุณภาพดีสู่มือผู้บริโภคในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน โดยมี ร้อยตรี ภพศักดิ์ ปานสีทอง นายกสมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน และประธานบริษัท อะกริซายซ์ ไบโอ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด, กำไลทิพย์ เศรษฐ์วิชัย เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด สินค้าท้องถิ่นและตลาดจริงใจ Farmers’ Market บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, จำรัส  วันทอง ผู้จัดการเขตพื้นที่ ภาคใต้ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และ สุคนธารส ประจันสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี  ต้อนรับ

สำหรับไฮไลต์ห้ามพลาดในงาน ท็อปส์ ได้คัดสรรทุเรียนพรีเมียมและผลไม้ชุมชนที่ดีที่สุดส่งตรงจากสวนภาคใต้ นำทัพด้วยทุเรียนอัตลักษณ์ชื่อดัง ได้แก่  ทุเรียนธารน้ำแร่ จ.สุราษฎร์ธานี: ทุเรียนหมอนทองแห่งผืนป่าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น เติบโตจากธารน้ำแร่ธรรมชาติ เนื้อแน่นหนึบ สีทองนวล รสหวานมันกลมกล่อม, ทุเรียนทองช่องฮาย จ.สุราษฎร์ธานี: ทุเรียนพรีเมียมจากขุนเขาคีรีรัฐนิคม เนื้อแห้งเนียนเหลืองเข้ม รสหวานจัดมันเข้มข้น และมีกลิ่นหอมละมุนคล้ายดอกมะลิ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน, ทุเรียนไร่รัตนภัทร จ.กระบี่: ทุเรียนจากอำเภออ่าวลึก โดดเด่นด้วยเนื้อละเอียดเนียนนุ่ม หวานมัน ให้สัมผัสที่พอดีไม่เลี่ยน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนผลไม้อัตลักษณ์และของดีประจำถิ่นภาคใต้ให้เลือกช้อปอีกมากมาย อาทิ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สินค้า GI เนื้อหนารสหวานฉ่ำล่อนจากเมล็ด, มังคุดธารน้ำแร่บ้านนาสาร เปลือกหนาสีม่วงเข้มเนื้อขาวสะอาดรสหวานละมุน, กระท้อนคลองน้อย สินค้า GI มหัศจรรย์ดินสองน้ำที่ให้เนื้อหนานุ่มฟู ไม่ฝาด, สะละสวนลุงถัน รสชาติ 3 รส หวานนำ กรอบ เนื้อร่อนไม่ติดเมล็ด และ เมล่อนพรีเมียมจากบุนนาคฟาร์ม เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้จากอำเภอไชยา เนื้อแน่นละเอียดฉ่ำหวานกลิ่นหอมละมุน  พร้อมเพลิดเพลินกับโปรโมชันพิเศษตลอดการจัดงาน  ” ตั้งแต่วันนี้ – 9 กรกฎาคม 2569  ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี (บริเวณหน้า TOPS) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.TOPS.co.th, Facebook: TOPSThailand หรือ LINE Official: @TOPSThailand

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ต้นราชสกุลกิติยากร คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท หรือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระราชโอรสองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเทเวศร์และที่ดินรวม 18 ไร่ แด่พระราชโอรสพระองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2439 กรมพระจันทบุรีประทับ ณ วังเทเวศร์จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2474

กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ อภิรัฐมนตรี องคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ นายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์  

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

รัชกาลที่ 6 พระราชทานแด่พระยาอนิรุทธเทวา

เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปสนทนากับ พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม หลานของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้พันแซมเป็นบุตร พลเอกเฟื่องเฉลย กับหม่อมราชวงศ์วิมลโพยม (ราชสกุลเดิมสวัสดิวัตน์) อนิรุทธเทวา ปัจจุบันผู้พันแซมคือผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ ทั้งนี้ผู้พันแซมย้ำหนักแน่นว่าตนเองคือผู้ดูแล โดยไม่เรียกตนเองว่าเจ้าของพระตำหนักใหญ่ แม้ที่ดินและพระตำหนักใหญ่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินผืนนี้จะได้ถูกขายทอดให้พระยาอนิรุทธเทวาแล้วเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม โดยผู้พันแซมย้ำว่าตนเองมีพันธกิจสำคัญคือดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ให้อยู่ในสภาพดี สมพระเกียรติแห่งราชสกุลกิติยากร

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม

พระตำหนักแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 รัชกาลเสด็จพระราชดำเนินไป ณ พระตำหนักนี้ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นี่คือข้อความที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ผู้พันแซมบอกกล่าว

ย้อนความหลังไปเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในครั้งนี้หลังจากกรมพระจันทบุรีนฤนาทสิ้นพระชนม์แล้ว พระทายาทของพระองค์ได้แบ่งที่ดินของวังเทเวศร์เป็น 3 ส่วน แล้วบริหารจัดการใหม่ โดยแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ บริเวณตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ยังคงอยู่ในความดูแลของสมาชิกราชสกุลกิติยากร 

ตราประจำตัวเจ้าคุณอนิรุทธเทวา

ส่วนบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสงเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนที่สามของวังเทเวศร์ คือพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาอนิรุทธเทวา โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้พันแซม

หลังจากพระยาอนิรุทธเทวา คุณปู่ของผู้พันแซมถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2494 พระตำหนักแห่งนี้ก็ปิดตัวลง ไม่มีผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย เพราะมีเสียงเล่าลือสารพัด จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปพำนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ผู้พันแซมจึงเข้าไปบูรณะ จนกระทั่งเมื่อพระตำหนักกลับมางดงามดังเดิมแล้ว ก็จึงเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมและศึกษาประวัติศาสตร์ของพระตำหนัก จนสุดท้ายตัดสินใจเปิดชั้นล่างของพระตำหนักเป็นร้านอาหาร และคาเฟ ชื่อ เดวา มานัวร์ (Deva Manor) โดยใช้ส่วนหนึ่งของนามสกุลคือเทวา ผสมกับคำว่า Manor (Manor แปลว่าคฤหาสน์) ส่วนชั้นบนของพระตำหนักเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์พระตำหนักใหญ่ โดยการจะเข้าชมชั้นบนของพระตำหนักต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 

ผู้พันแซมเล่าให้ฟังว่าเมื่อแรกของการเข้าไปบูรณะพระตำหนักใหญ่นั้น มีเรื่องที่ชวนให้พิศวงอยู่พอสมควร แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการฟื้นฟูพระตำหนักใหญ่ให้สมพระเกียรติของกระพระจันทบุรีนฤนาท ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี โดยคืนหนึ่งผู้พันแซมอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเหมือนกับได้เข้าเฝ้ากรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์ตรัสกับผู้พันแซมว่า ช่วยทำให้พระตำหนักแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาได้หรือไม่ ผู้พันแซมถวายคำตอบว่า ได้พะยะค่ะ จากนั้นการตั้งใจทำให้พระตำหนักใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาก็ดำเนินไปอย่างจริงจัง แม้ในบางครั้งการทำงานจะประสบปัญหามากมายพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างดี ซึ่งผู้พันแซมบอกว่าผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของกรมพระจันทบุรีนฤนาทโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงย้ำตลอดเวลาว่าตนเองเป็นเพียงผู้รักษาพระตำหนักใหญ่ โดยไม่บังอาจกล่าวว่าเป็นเจ้าของ แม้กรรมสิทธิ์ครอบครองจะเป็นของเจ้าคุณปู่ของผู้พันแซมก็ตาม แล้วที่สำคัญคือผู้พันแซมบอกว่าไม่เคยคิดฝันว่าพระตำหนักใหญ่จะได้มาอยู่ในการดูแลของตน เพราะตนเองเป็นทายาทของตระกูลอนิรุทธเทวาลำดับ 7-8 แต่ก็น่าจะเป็นเพราะถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาเป็นข้าพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกทุกคนของพึ่งบุญและอนิรุทธเทวาล้วนตระหนักในภารกิจนี้เป็นอย่างดี

พระตำหนักใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน สไตล์โคโลเนียล อาคารทาด้วยสีขาว มีตุ๊กตาแบบยุโรปประดับ และมีเสาโรมันแบบดอริก และไอโอนิคประดับด้วย ชั้นสองของพระตำหนักใหญ่มีระเบียงทำเป็นเฉลี่ยงกว้างอยู่ด้านข้าง มีรั้วลูกกรงทำด้วยซีเมนต์มีกระถางทรงยุโรปประดับ ทั้งนี้ที่ชั้นสองคือห้องพระบรรทมของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ห้องกำปั่น และห้องโถง รวมถึงห้องทรงงาน และห้องทรงพระสำราญ จุดเด่นของพระตำหนักคือช่องลมเหนือหน้าต่างทำเป็นรูปทรงโค้ง ประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายวิจิตร บานหน้าต่างใหญ่ด้านหน้าพระตำหนักเป็นกระจกสี (stained grass) สีสันสดใสนำเข้าจากยุโรป ส่วนกระเบื้องห้องน้ำชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ยังคงเป็นกระเบื้องเก่าที่นำเข้าจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อสร้างพระตำหนัก

ครั้งเมื่อเจ้าคุณอนิรุทธเทวาได้เข้ามาพำนักในพระตำหนักใหญ่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงห้องพระบรรทม เพียงแต่นำเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระตำหนัก เนื่องจากของใช้ส่วนพระองค์ของกรมพระจันทบุรีนฤนาทได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากพระตำหนักแล้ว โดยเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะมีตราประจำตัวเป็นรูปเทวดาถือกระโถน ดังนั้น ของใช้ต่าง ๆ ในพระตำหนักใหญ่ที่เป็นของเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจึงมีตราประจำตัวประดับอยู่ทุกชิ้น
หากคุณสนใจเข้าชมพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ สามารถติดต่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้าได้ที่ facebook Deva Manor Cafe 
 

ปรากฏการณ์เยาวชนไทยกว่าพันคน เข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมากกว่าทุกปี ในการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน สีดา ร่วมลุ้น! ไปกับเยาวชนไทย… ประกาศผล 10 กรกฎาคม นี้

ปรากฏการณ์เยาวชนไทยกว่าพันคน เข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมากกว่าทุกปี ในการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน สีดา ร่วมลุ้น! ไปกับเยาวชนไทย... ประกาศผล 10 กรกฎาคม นี้

ปรากฏการณ์เยาวชนไทยกว่าพันคน เข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมากกว่าทุกปี ในการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน สีดา ร่วมลุ้น! ไปกับเยาวชนไทย… ประกาศผล 10 กรกฎาคม นี้

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีกำหนดจัดการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา ขึ้น ในระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน – วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยในปี 2569 นี้ ได้รับผลตอบรับจากเยาวชน ผู้มีความรู้ความสามารถด้านนาฏศิลป์ไทยจากทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการคัดเลือกนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา จำนวน 1,135 คน นับเป็นปรากฏการณ์ที่มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงมากกว่าทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของเยาวชนที่มีต่อนาฏศิลป์ “โขน” เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด ส่งเสริม และสนับสนุนการแสดงโขนทุกมิติเพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย

 บรรยากาศวันคัดเลือกนักแสดงเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า ด้วยความตื่นเต้นที่เปี่ยมล้นออกมาทางแววตาและความตั้งใจของเยาวชนที่มาจากทั่วประเทศ เพื่อสานฝันด้วยการแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ต่อคณะกรรมการ
ในการเข้าคัดเลือกตามความถนัด ในสาขาโขนพระ โขนยักษ์และโขนลิง ซึ่งทำการคัดเลือกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม และสาขาละครพระ ละครนาง  คัดเลือกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 19.00 น. ณ ห้องปฏิบัติการ ชั้น 4 อาคารคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ศาลายา) จังหวัดนครปฐม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณาอย่างเข้มข้นตลอดทั้งวัน ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์,ประเมษฐ์ บุณยะชัย, รัตติยะ วิกสิตพงศ์, รัจนา พวงประยงค์, ไพฑูรย์ เข้มแข็ง, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ ร่วมด้วย ดร.นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ ผศ.พหลยุทธ กนิฐบุตร

 พิธีเปิดงานก่อนเริ่มทำการคัดเลือกทั้ง 2 วัน ผศ.ดร.สมเกียรติ ภูมิภักดิ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นประธานในพิธี โดยมี พิธาน เหี้ยมโท้ ประธานอนุกรรมการด้านการจัดแสดงฯ , ดร.นฤมล ล้อมทอง อนุกรรมการด้านการจัดแสดงฯ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนาฏศิลป์ ตลอดจนผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าร่วมในพิธี สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวนประมาณ 357 คน จะได้รับการฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีต เพื่อเป็นนักแสดงโขนบนเวทีอันทรงเกียรติ ซึ่งมีเกณฑ์พิจารณาจากความสามารถพื้นฐานทั่วไปทางด้านนาฏศิลป์และเชาว์ปัญญาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการแสดง เน้นทักษะความรู้ความสามารถตามบทบาทของตัวละคร รวมถึงความเหมาะสมด้านสรีระตามบทบาทของตัวละครแต่ละประเภท การคัดเลือก ประกอบด้วย ท่ารำพื้นฐาน รำหน้าพาทย์ และการรำตีบทตามโจทย์ โดยเยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงความรู้ ความสามารถ แสดงทักษะฝีมืออย่างเต็มที่ เพื่อก้าวสำคัญสู่ความเป็นหนึ่งในการเป็นนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา

 ร่วมลุ้น! ไปกับเยาวชนไทย ใครจะเป็นผู้ผ่านคัดเลือกเป็นหนึ่งในการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน สีดา…ประกาศผล 10 กรกฎาคม นี้ ทางเว็บไซต์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ https://www.bpi.ac.th/ สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา มีกำหนดเปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

มงลง! ‘ธัญญ่า ธัญชนก’ คว้า ‘Miss Universe Phang Nga 2026’ พร้อมเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสังคม

มงลง! ‘ธัญญ่า ธัญชนก’ คว้า ‘Miss Universe Phang Nga 2026’ พร้อมเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสังคม

มงลง! ‘ธัญญ่า ธัญชนก’ คว้า ‘Miss Universe Phang Nga 2026’ พร้อมเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสังคม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

จบลงอย่างสมเกียรติและสุดประทับใจ สำหรับค่ำคืนรอบ Final การประกวด Miss Universe Phang Nga 2026 เวทีแห่งความงาม ความสามารถ และแรงบันดาลใจ ภายใต้แนวคิด BEYOND BEAUTY • EMPOWERING FUTURES ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ (ชั้น 3 โซน Health & Beauty)

Miss Universe Phang Nga 2026 อำนวยการประกวดโดย คุณเจสซี่-มนัสนันท์ บุญโต Provincial Director (PD) และ CEO The Star Model Thailand (TSM) นำทัพคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสินอย่างคับคั่ง อาทิ ปุ๋ย นิทัศน์ ธำรง, ดร.โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา, บอล สมเกียรติ ทวีสิทธิ์, ฉัตรนรินรัตน วรงค์เครือแก้ว, ดร.ชุติมา เชยชุ่ม และ ครูโทนี่ ธวัชชัย โอสถานนท์

เจสซี มนัสนันท์ บุญโต (PD Miss Universe Phang Nga 2026) เปิดใจ พร้อมส่งกำลังใจให้สาวงามว่า “เวทีแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การค้นหาความงามทางสายตาเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้สุภาพสตรีที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘กระบอกเสียง’ และ ‘ตัวแทน’ ของชาวจังหวัดพังงา เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์อันงดงามของจังหวัด ก้าวไปสู่เวทีระดับประเทศอย่าง Miss Universe Thailand ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของ  The Star Model Thailand (TSM) และ GYB Entertainment ที่มุ่งมั่นสนับสนุนและผลักดันศักยภาพของผู้หญิงยุคใหม่ให้เปล่งประกายและเป็นแรงบันดาลใจให้กับสังคม”

สำหรับผลการประกวด Miss Universe Phang Nga 2026 ที่ทุกคนรอคอย มีดังนี้

Miss Universe Phang Nga 2026 : น้องธัญญ่า – ธัญชนก มหาวรรณ์ (ผู้ชนะเลิศจะเป็นตัวแทนจังหวัดพังงาเข้าสู่การประกวด Miss Universe Thailand 2026)

รองอันดับ 1: น้องอุ้ม – อภิญญา ออพัฒนกุล

รองอันดับ 2: น้องมิวสิค – สุพิชญา พรหมหมวก

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ FB มิสยูนิเวิร์สพังงา – Miss Universe Phang Nga  https://www.facebook.com/share/p/17k2SuNNJC/?mibextid=wwXIfr

ช่องทางการติดต่อ The Star Model Thailand (TSM Academy)ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ศรีนครินทร์ ชั้น 2 โซนการศึกษา Facebook: The Star Model Thailand Line: @thestarmodel

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม การประกวด เดินแบบ งานประกาศรางวัล รวมถึงผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนกิจกรรม สามารถติดต่อสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางข้างต้น

LPN ผนึก THAIRUN สำรวจ 4 ย่านรอบกรุง ร่วมสร้าง ‘ความน่าอยู่’ ไปด้วยกัน

LPN ผนึก THAIRUN สำรวจ 4 ย่านรอบกรุง ร่วมสร้าง ‘ความน่าอยู่’ ไปด้วยกัน

LPN ผนึก THAIRUN สำรวจ 4 ย่านรอบกรุง ร่วมสร้าง ‘ความน่าอยู่’ ไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.12 น.

LPN ต่อยอดแนวคิด “ความน่าอยู่” ผนึก THAIRUN จัดกิจกรรม LPN Livable Run : The City Run Series ผ่าน 4 เส้นทางใน 4 ทำเลสำคัญรอบกรุงเทพมหานคร ชูความน่าอยู่ในทำเลต่างๆ ที่รายล้อมโครงการของ LPN เพื่อสร้างประสบการณ์การวิ่งของทุกคนให้สนุกยิ่งขึ้น โดยชวนลูกค้า LPN ออกไปสำรวจชุมชนในมุมมองใหม่ สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ในแต่ละพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเมืองและชุมชนรอบตัว

ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า LPN เชื่อว่าการสร้าง “ความน่าอยู่” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพหรือการบริหารจัดการดูแลลูกค้าที่มีมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีระหว่างผู้คนและชุมชนด้วย ดังนั้น การจัดกิจกรรม LPN Livable Run : The City Run Series จึงเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ออกมาสร้างมิตรภาพระหว่างกันผ่านการออกกำลังกาย และสัมผัสเสน่ห์ชุมชนไปพร้อมกัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 37 ปี LPN มีโครงการที่อยู่อาศัยในหลากหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนมีอัตลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว LPN Livable Run : The City Run Series จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ากิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการชวนลูกค้าของพวกเราออกไปสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละย่าน เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนและเชื่อมโยงกันผ่านกิจกรรมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ เพราะความน่าอยู่ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากทั้งคุณภาพของพื้นที่และความสัมพันธ์ที่ดีของผู้คนในสังคมเดียวกัน” นางสาวดารณี กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรม LPN Livable Run : The City Run Series จะจัดต่อเนื่องในระหว่าง เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 จำนวน 4 เส้นทาง ครอบคลุมโครงการสำคัญของ LPN รอบกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งสร้าง LPN Community ให้เป็นพื้นที่ของคนรักสุขภาพและการใช้ชีวิตในเมืองได้มาสร้างมิตรภาพ พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นพบเสน่ห์ของแต่ละย่านไปด้วยกัน สำหรับกิจกรรมครั้งแรก ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ โครงการ เพลส 168 ปิ่นเกล้า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ภายใต้ธีม “Start Your Pace” ที่พาผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งลูกค้าและผู้พักอาศัยในโครงการของ LPN มาร่วมออกสำรวจย่านปิ่นเกล้า – วังหลัง ระยะทาง 6 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายามเช้า แวะไหว้พระเพื่อเสริมสิริมงคลในแลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่ อาทิ วัดระฆัง ตลาดวังหลัง สุดคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และคาเฟ่ชื่อดังริมแม่น้ำ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสีสันสำคัญของกิจกรรมตลอดทั้ง 4 เส้นทาง คือการมาร่วมแนะนำเทคนิคการวิ่ง การเตรียมความพร้อมของร่างกาย และการดูแลสุขภาพ จาก “โค้ชษะ” วรท อุปนิสากร เจ้าของเพจ Run with Xa และ Nike Thailand Running Head Coach และ “โค้ชเนะ” นภัสสร หัศบำเรอ คู่รักนักวิ่งและผู้ฝึกสอนการวิ่งชื่อดัง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การออกกำลังกายให้สนุกและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจบ The City Run Series ทั้ง 4 เส้นทางนี้ LPN ยังเตรียมต่อยอดพลังของคอมมูนิตี้สู่กิจกรรมวิ่งครั้งพิเศษในช่วงปลายปี “LPN Livable Run 2026” โดยร่วมกับ THAIRUN เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งลูกค้า LPN และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านสุขภาพได้มาร่วมสร้างประสบการณ์และสร้างสังคมแห่งการใช้ชีวิตที่น่าอยู่ร่วมกัน โดยสามารถติดตามผ่านช่องทาง FB : LPN Connect

เพราะสำหรับ LPN การสร้าง “ความน่าอยู่” ไม่ได้เกิดขึ้นจากอาคารหรือพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และแบ่งปันช่วงเวลาที่มีความหมาย และบางครั้ง…การวิ่งเพียงไม่กี่กิโลเมตร อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพใหม่ สุขภาพที่ดีขึ้น และการค้นพบเสน่ห์ของเมืองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

‘เนสไลน์’ ต่อยอดกระแสเต้นแอโรบิคฟีเวอร์ ชวน Gen Z ออกสเต็ปแดนซ์สุดพลัง

‘เนสไลน์’ ต่อยอดกระแสเต้นแอโรบิคฟีเวอร์ ชวน Gen Z ออกสเต็ปแดนซ์สุดพลัง

‘เนสไลน์’ ต่อยอดกระแสเต้นแอโรบิคฟีเวอร์ ชวน Gen Z ออกสเต็ปแดนซ์สุดพลัง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

จากกระแสไวรัลเต้นแอโรบิคสวนลุมพินี สร้างปรากฎการณ์ให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น     แบรนด์ขนมนำเข้าเนสไลน์ (NEZLINE) ไม่รอช้า นำอินไซต์เทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง จัดกิจกรรม School Roadshow เดินหน้าสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่น Gen Z เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในระยะยาว  

ไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การสื่อสารผ่านออนไลน์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคในพื้นที่จริงมากขึ้น”

“กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ ทั้งด้านสินค้า ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมต่างๆ เราจึงเลือกใช้กลยุทธ์ Experiential Marketing ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ในโรงเรียน เพราะเชื่อว่าการได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์โดยตรงจะช่วยสร้างการจดจำและความผูกพันได้ดีกว่าการสื่อสารแบบเดิม อีกทั้งยังสร้างความผูกพันกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาวควบคู่กับการสนับสนุนให้เยาวชนหันมาใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้นด้วย”  ไฟซอล กล่าว

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นที่ โรงเรียนหาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน โดยมีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 900 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและพลังของวัยรุ่น

เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO)

ด้าน เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) กล่าวว่า “กลุ่มวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงออกถึงตัวตนและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็น กีฬา การเต้น หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เราจึงออกแบบกิจกรรมให้มีทั้งความบันเทิง ความสนุกและการทดลองชิมผลิตภัณฑ์ทั้ง OAT CHOCCO และนูกัตโตะควบคู่กันไป ซึ่งผลตอบรับที่ได้รับถือว่าน่าพึงพอใจ นักเรียนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากและเปิดใจทำความรู้จักและทดลองชิมขนมแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคตั้งแต่วัยเรียน” เมธัส กล่าว

ทั้งนี้ เนสไลน์มีแผนต่อยอดกิจกรรม School Roadshow ไปยังโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และความสนใจของคนรุ่นใหม่  ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เนสไลน์วางจำหน่ายผ่านร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven CJ MORE และMR.D.I.Y. หรือ สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ TikTok Chailaifoods: www.tiktok.com/@chailaifoods พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษที่ช่วยเติมความหวานให้ทุกวันไม่จำเจ